WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 7, 2012

ที่นี่ความจริง 6-2-2012

ที่มา thaifreenews

speedhorse







http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1125

"เกษียร" วิพากษ์จุดอ่อนของทฤษฎีสมคบคิดว่าอเมริกาอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ \ได้เขียนวิเคราะห์วิจารณ์
แนวคิดเรื่องสหรัฐอเมริกาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วุ่นวาย
และความขัดแย้งทั้งหมดทางการเมืองไทย
ที่ถูกนำเสนอโดยสื่อบางสำนักและนักวิชาการบางราย ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว
มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังนี้


การหาความรู้แบบข่าวกรอง-แผนสมคบคิด-ภูมิรัฐศาสตร์
แบบนี้มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ควรคำนึงนะครับ
จุดแข็งคือเก่งในแง่ขุดคุ้ยเจาะลึกหาข้อมูลเอกสารนโยบายลับ
และเชื่อมโยงเส้นสายความสัมพันธ์ทางการเงิน
แต่จุดอ่อนคือจะตีความความเชื่อมโยงนั้นอย่างไร?
จะแปรความต้องสงสัย (suspicion - หลักตรรกะดำเนินการของงานข่าวกรอง)
ไปเป็นการพิสูจน์จริงอย่างสิ้นสงสัย
(proof - หลักตรรกะดำเนินงานของงานวิชาการและกระบวนการยุติธรรม) อย่างไร



จุดโหว่สำคัญอีกอย่างของการหาความรู้แบบข่าวกรอง-แผนสมคบคิด-ภูมิรัฐศาสตร์ก็คือ
หยาบง่ายและคำนึงน้อยไปถึงความ สลับซับซ้อนของ

1)causal linkages (สายโซ่เหตุผล - มติชนออนไลน์) จากต้นทางที่อ้างเป็นเหตุ เช่น
แหล่งเงิน ไปถึงปลายทางที่ระบุเป็นผล เช่น
องค์กรที่รับเงินอุดหนุน นั้นมีห่วงโซ่เชื่อมโยงหลากหลายข้อมาก
ในแต่ละข้อสามารถมีเจตจำนงและหลักดำเนินงาน
ที่แตกต่างบิดเบนเปลี่ยนแปลงไปจากต้นทาง
ใช่ว่าจะสั่งได้ตรงเต็มร้อย
โดยไม่แปรตามสภาพความเป็นจริงและเป็นไปในแต่ละท้องถิ่นเลย
ต้นทางอาจออกเงินหนุนประชาธิปไตย
แต่ระหว่างทางอาจแปรเป็นหนุนพรรคพวกเพื่อนพ้อง
พอไปปลายทางกลายเป็นหนุนกลุ่มจัดตั้งขวาจัดมุ่งบ่อนทำลายประชาธิปไตยก็เป็นได้

นึกออกไหมครับ?

2) คิดตื้นและง่ายเกินไปเกี่ยวกับแรงจูงใจของตัวละครแต่ละตัว
ในสายโซ่เหตุผล ตีความเหมารวมว่า
แรงจูงใจง่ายตรงหรือเหมือนกับต้นทางของเงินหมด
ใคร ๆ ก็รู้ว่าในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ตัวละครในสายโซ่ที่ยาวแต่ละข้อล้วนมีเจตจำนงแรงจูงใจต่างกันไป
และนี่ย่อมส่งผลโดยตรงต่อปฏิบัติการที่ออกมา
เป็นไปได้ว่าต้นทางต้องการครอบงำ
แต่ระหว่างทางมันเป็นสถาบันวิจัย/วิชาการที่เน้นบรรทัดฐานคุณค่าอีกชุดหนึ่ง

สองอย่างนี้จะไม่ส่งปฏิกิริยาต่อกันเชียวหรือ? บ้างเลยหรือ?

เพราะฉะนั้นก็ทำไปเถิดครับ
แต่อย่ามองข้ามจุดอ่อน
อย่าคิดแต่ในกรอบเดียวตรรกะเดียว มันเท่ห์ดี แต่มันแคบและอาจพลาดได้



สุดท้ายคือ
มันถูกบิดเบือนฉวยใช้ไปเพื่อภารกิจการเมืองเฉพาะหน้าของฝ่ายต่างๆ ได้ง่ายมาก
โดยเป้าหมายของภารกิจนั้นอาจไม่เกี่ยวกับความรู้ทั้งเรื่องนั้นเลย เช่น
กรณีที่คณะเอเอสทีวีและพี่ยุค ศรีอาริยะหยิบข้อมูลเหล่านี้มาใช้
เพื่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกาหรือ?
หรือเพื่อภารกิจเฉพาะหน้าอย่างอื่นกันแน่?

พูดด้วยภาษาโพโม (โพสต์โมเดิร์น - มติชนออนไลน์) คือ
เอา Grand Conspiracy Narrative (เรื่องเล่าใหญ่เกี่ยวกับการสมคบคิด - มติชนออนไลน์)
มากดทับ Local Specific Narratives (เรื่องเล่าเฉพาะของท้องถิ่นต่างๆ - มติชนออนไลน์)
ทั้งหมด ไม่ให้มันมีความหมายอื่นได้เลย นอกจากในความหมาย (ซึ่งจริงหรือเท็จก็ไม่รู้แน่)
ของเรื่องเล่าใหญ่ (ที่หลวม ๆ โหว่ ๆ) นั้น




คลิกอ่าน
วิวาทะ "ยุค ศรีอาริยะ-เกษียร เตชะพีระ" อเมริกาใช้ "คอร์แนล" ครอบงำความคิดปัญญาชนไทยจริงหรือ?
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328360499&grpid=01&catid=02



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328538618&grpid=03&catid=&subcatid=

สื่อขยะแบบนี้ แบนให้หมด!

ที่มา thaifreenews

โดย HardCoreLady

กับข่าวนี้ ปรากฎการณ์“ยิ่งลักษณ์”อ่านโพยให้เก้าอี้ฟัง! จาก Manager

"ปู"หน้าแตกไร้คนฟัง-ต้อนหน้าม้าก่อนจ้อ จาก Manager

ส.สื่อศก.ห่วย "ปู" เก็บอาการฉุน หลังคนเข้าฟังปาฐกถา "ถอดรหัส GDP ปี 55" โหรงเหรง จาก แนวหน้า

นายกสื่อศก.ขอโทษ'ปู'จัดงานคนน้อย
"นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ" ทำหนังสือกราบขอโทษ "ยิ่งลักษณ์" หลังจัดงานแล้วคนโหรงเหรง จาก คมชัดลึก

กลาย เป็น Talk the town ของบรรดาพวกแอนตี้ผู้นำที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เมื่อสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้สร้างความอัปยศ โดยเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นองค์ปาฐกถา แล้วปรากฎว่า เกิดการประชาสัมพันธ์ไม่แน่น จนเกิดภาพนักธุรกิจและผู้ลงทุน มีความสนใจในการร่วมงานน้อย ...

งานนี้นอกจาก เจ-วรกร และบล็อคโอเคเนชั่น จะพากันร่วมเล่น เหน็บแนมหน้าเพจเรื่องจำนวนผู้ฟัง เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตนายกอภิสิทธิแล้ว ยังมีสลิ่ม และพันธมิตร ร่วมปั่นกระแสกันอย่างมันส์ปาก โดยไร้สมอง และสติปัญญาที่จะรู้เลยว่า...สาเหตุไม่ใช่มาจาก นายกและทีมรัฐบาล แต่มันมาจาก

นายกสื่อศก.ขอโทษ'ปู'จัดงานคนน้อย
"นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ" ทำหนังสือกราบขอโทษ "ยิ่งลักษณ์" หลังจัดงานแล้วคนโหรงเหรง
3ก.พ.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ได้จัดงานสัมนางาน "ถอดรหัส จีดีพี ปี 2555" และปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “มุมมองเศรษฐกิจ ปี 55” ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมงานน้อยมาก จนต้องเกณฑ์ ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ พนักงานโรงแรม และนักศึกษาฝึกงานมาร่วมรับฟัง ล่าสุดสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดย นายธนะชัย ณ นคร นายกสมาคมฯ ได้ออกหนังสือขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รับเชิญเป็นองค์ปาฐกถา

โดยเนื้องหาในหนังสือระบุ ว่า "ตามที่สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้เรียนเชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมาเป็นองค์ปาฐากในงาน "ถอดรหัส จีดีพี ปี 2555" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2555 เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี
แต่งานวันดังกล่าวเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคและการประสานงานของสมาคม กระผมนายธนะชัย ณ นคร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและกรรมการทุกท่าน จึงขออนุญาตทำหนังสือกราบขออภัยต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ความผิดพลาดได้สร้างความเสื่อมเกียรติอย่าง มากต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในฐานะองค์ปาฐกของงาน
กระผมในฐานะนายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ขอเป็นตัวแทนกรรมการทุกท่าน ยอมรับความผิดพลาดและ กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ พร้อมขอยืนยันวาจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความผิดพลาดดังกล่าวขึ้นอีก


โดย ดิฉันได้ติดตามข่าวนี้จากหลายๆสื่อ เช่น มติชน ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด กรุงเทพธุรกิจฯ แล้ว ไม่มีสื่อใดที่จะแสดงความคิดเห็น เรื่องจำนวนคน เพราะความผิดครั้งนี้ ไมไ่ด้มาจากทีมงานนายก แต่เป็นผู้จัดงานเอง...

อย่าเนรคุณต่อทุนหลวง..จำไว้

ที่มา thaifreenews

โดย แม่ปังคุง แดงนิติราษฎร์



Re:

โดย HardCoreLady

เอามาฝาก...ประวัติของ ทุนการศึกษา

ประวัติการให้ทุนการศึกษาในเมืองไทย
การศึกษาตามแบบประเพณีเดิมของไทยนั้นเป็นที่คุ้นเคยและปฏิบัติกันตามความพอ ใจและตามฐานะของบุคคล เรียกกันว่าศึกษาในวัดและในวัง ดังนั้นการศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ จากผู้ที่ไม่คุ้นเคย ไม่ตรงตามความพอใจ หรือฐานะของบุคคล เช่น การศึกษาความรู้แบบตะวันตกที่ชาวตะวันตกอยากจะให้หรือที่ผู้ปกครองบ้านเมือง ไทยตระหนักเห็นความจำเป็นที่คนไทยต้องรู้จึงจำเป็นต้องมีสิ่งจูงใจหรือการ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ที่จะเรียน
ในอดีตมีหลักฐานการให้สิ่งจูงใจให้เล่าเรียน เช่น ประชุมพงศาวดาร (ภาคที่ ๓๒) ระบุว่าคณะสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสเคยให้ทุนคนไทยไปศึกษาต่างประเทศในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๒๑๙-๒๒๓๑) แห่งกรุงศรีอยุธยามีการช่วยเหลือการเล่าเรียนของเด็กไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คน ไทยในระดับเจ้านายและขุนนางข้าราชการ เริ่มสนใจความรู้ของตะวันตกซึ่งหมอสอนศาสนาหรือมิชชันนารีตะวันตกนำมาเผย แพร่ มิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียน ชาวอเมริกัน ที่ตั้งโรงเรียนในเมืองไทยหาเด็กเข้าเรียนไม่ได้ ต้องใช้วิธีจ้างเด็กให้เรียน มิชชันนารีชาติเดียวกันนี้ได้ให้ทุนสตรีไทยคือนางเต๋อ หรือนางเอสเทอร์ (Esther)ไปศึกษาวิชาผดุงครรภ์แผนใหม่ที่สหรัฐอเมริกาและกลับมาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ เมื่อทางราชการเริ่มจัดการศึกษาแผนใหม่ในระบบโรงเรียนตามแบบตะวันตกอย่าง จริงจัง เพื่อรับเอาความรู้ของตะวันตกมาใช้ในการบริหาร และสร้างความเจริญให้ประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่งนักเรียน ไปศึกษาวิชาภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ และวิชาการตะวันตกที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๔ นักเรียนเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาในพระบรม ราชานุเคราะห์ทั้งสิ้น
ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น ก็มีทุนของเอกชนชาวต่างประเทศซึ่งอยู่ในเมืองไทย คือหมอเฮาส์ (Samuel House) มิชชันนารีชาวอเมริกันให้แก่นายเทียนฮี้ สารสิน ต่อมารับราชการได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสารสินสวามิภักดิ์ ไปศึกษาวิชาแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กลับมาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๔
ทุนการศึกษาที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่นักเรียนไทยให้ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ ก็โดยพระราชประสงค์จะให้กลับมารับราชการ ได้ใช้และถ่ายทอดความรู้ของตะวันตกเผยแพร่ทั่วไปในหมู่อนุชนคนไทยแทนผู้ เชี่ยวชาญและครูอาจารย์ชาวต่างประเทศรุ่นแรกๆ ที่รัฐบาลจ้างมา ดังปรากฏในพระราชปรารภในกฎหมายข้อบังคับสำหรับนักเรียนสยามที่เรียนวิชา อยู่ ณ ประเทศยุโรป ร.ศ. ๑๐๘ (พ.ศ. ๒๔๓๒) ว่า"...โดย พระบรมราชประสงค์เพื่อจะให้ได้วิชา]เวลากลับเข้ามากรุงเทพฯ จะได้ทำการสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์แก่ราชการและบ้านเมืองต่อไป เพราะเหตุฉะนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเด็กคนไทยส่งออกไปเล่าเรียนวิชา และพระราชทานเงินหลวงเป็นค่าเล่าเรียน เสื้อผ้า กินอยู่เบ็ดเสร็จตามสมควร..." ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๔๐ มีการวางระเบียบการพระราชทานเงินส่งนักเรียนไปศึกษาวิชา ณต่างประเทศ แยกเป็นทุน "คิงส์สกอลาร์ชิป" (King's Scholarship) ส่วนพระองค์ ซึ่งผู้ได้รับพระราชทานทุนนี้ไม่จำเป็นต้องกลับมารับราชการประเภทหนึ่ง กับทุนตามความต้องการของกระทรวง ซึ่งผู้ศึกษาต้องกลับมารับราชการอีกประเภทหนึ่ง ทุนประเภทแรกภายหลังวิวัฒนาการมาเป็นทุนเล่าเรียนหลวง หลังจากที่ขาดตอนไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ และรื้อฟื้นใหม่ในรัชกาลปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ส่วนทุนประเภทหลังวิวัฒนาการมาเป็นทุนรัฐบาลไปศึกษาวิชาในต่างประเทศตามความ ต้องการของราชการสืบต่อมาไม่ขาดตอน คือทุนซึ่งคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)เป็นผู้บริหารในปัจจุบัน
นอกจากทุนของทางราชการไทยแล้ว ก็ยังมีทุนของมูลนิธิเอกชนไทยอีกหลายทุน เช่น ทุนระพีมูลนิธิ ซึ่งบรรดาศิษย์และผู้คุ้นเคยของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ร่วมกันตั้งขึ้นถวายกุศล เริ่มให้ทุนส่งนักเรียนกฎหมายไปศึกษาต่อต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ทุนของมูลนิธิต่างประเทศ เช่น ทุนร็อกกีเฟลเลอร์ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในรัชกาลปัจจุบัน) ทรงเจรจาติดต่อขอมาเป็นทุนให้นักเรียนไทยไปศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ และสาขาอักษรศาสตร์ในประเทศทางยุโรปและอเมริกา
ทุนให้ไปศึกษาวิชาในต่างประเทศหลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็น ประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๕ นอกจากทุนของรัฐบาล และเอกชนไทยแล้ว ก็มีทุนจากรัฐบาลและองค์การต่างประเทศมากขึ้นโดยลำดับ เช่น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาวิชาในประเทศ มากที่สุด
ในปัจจุบัน ทุนการศึกษามิได้มีให้เฉพาะนักเรียนไทยไปศึกษาในต่างประเทศ เพราะมีความจำเป็นที่ต้องเรียนความรู้แบบตะวันตกเท่านั้นหากเมื่อการศึกษา วิชาการในสถาบันการศึกษาแพร่หลายและมีประโยชน์เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปทุนให้ ผู้เรียนศึกษาภายในประเทศก็ปรากฏตามมาและมากขึ้น เพื่อผู้ขัดสนแต่มีสติปัญญาและความมานะพยายามจะได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษา อย่างเสมอภาคกันตามที่ควรจะได้
นอกจากให้ทุนนักเรียนไทยได้เรียนทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว รัฐบาลไทยในสมัยหลังยังให้ทุนนักศึกษาต่างประเทศได้เข้ามาศึกษาวิชาการใน ประเทศไทยได้ด้วย เช่น ทุนรัฐบาลไทยภายใต้ความร่วมมือกับองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ที่เริ่มมีให้หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๒- ๒๔๘๘) มีนักศึกษาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทุกทวีป ได้รับทุนปีละประมาณ ๑๐ คนมาศึกษาค้นคว้าในสถาบันอุดมศึกษาของไทยทุกปี

ชัดเจนนะคะ..ทุนการศึกษา มาจากเงินประชาชนค่ะ ที่มา...สารานุกรมไทย

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ไทยใต้กระแสขวาคลั่ง

ที่มา ประชาไท

ปีศาจตนหนึ่ง กำลังหลอกหลอนไปทั่วสังคมไทย ทำให้ชนชั้นนำและกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหมด ต้องผนึกกันเป็นแนวร่วมเพื่อต่อต้าน ตั้งแต่บางปีกในรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย กลุ่มผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มเนติบริกร ผู้นำกองทัพ อธิบดีกรมตำรวจ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ สยามสามัคคี กลุ่มสลิ่มสารพัดสี และผู้เกินกว่าราชาทั้งหลาย ต่างก็ช่วยกันกู่ร้องประสานเสียงประณามคณะนิติราษฎร์ วาดภาพให้คณะนิติราษฎร์เป็นผีปีศาจปลุกคนไทยมาต้านคณะนิติราษฎร์ บ้างก็ไปถึงขนาดข่มขู่ว่าจะสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ดูบรรยากาศน่าตกใจอย่างยิ่ง เพียงแต่สิ่งน่าตกใจกว่านั้นสำหรับชนชั้นนำไทย คือ การพิจารณาแลกเปลี่ยนเชิงเหตุผลในประเด็นที่คณะนิติราษฎร์เสนอมีน้อยมาก จึงแทบจะไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านภูมิปัญญาเลย

ลองพิจารณาจากตัวอย่าง ตั้งแต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงในวันที่ 25 มกราคม ว่า ความเคลื่อนไหวในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ จะเป็นการจุดชนวนความแตกแยกในบ้านเมือง และยังทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังกลุ่มนิติราษฎร์ และย้ำว่าได้สั่งการให้ตำรวจสันติบาลติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติ ราษฎร์ ซึ่งถ้าหากว่า พบการกระทำความผิดจะจับกุมดำเนินคดีทันที ปัญหาคือ ร.ต.อ.เฉลิมทำราวกับว่า การเสนอให้มีการแก้กฎหมายของนิติราษฎร์เป็นเรื่องของการก่ออาชญากรรม ที่จะต้องคอยจ้องจับเพื่อดำเนินคดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องของความพยายามที่อาจจะไม่ปกติ อยากจะทำโน่นทำนี่ โดยไม่คิดว่าอะไรควรไม่ควร นักวิชาการเหล่านี้ จะต้องกลับไปทบทวนว่าสถาบันทรงคุณต่อแผ่นดินอย่างไร ไม่ใช่ไปบังคับ หรือผูกขาดความจงรักภักดี แต่ต้องการให้ทุกคนระลึกอยู่เสมอว่าบ้านเมืองมีชื่อเสียงเกียรติยศในโลกนี้ ส่วนใหญ่ที่รู้จักประเทศไทย รู้จักมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนทั้งสิ้น และว่า “ผมเคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง คนทั้งแผ่นดินเคารพเทิดทูน แต่ท่านมาทำลายความรู้สึกของคนทั้งแผ่นดิน ขอถามว่าท่านจะได้อะไร อย่าให้ว่า ผมใช้คำรุนแรง เมื่อท่านรุนแรง ผมก็รุนแรงกับท่าน แต่ผมอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่มีการทำอะไรนอกกฎหมายทั้งสิ้น ท่านอย่าทำผิดกฎหมายก็แล้วกัน” ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะไม่ได้ปรากฏเลยว่า คณะนิติราษฎร์จะพูดอะไรรุนแรงกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในวันที่ 27 มกราคม นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เเละ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน นำกลุ่มเเนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ ไปชุมนุมเผาหุ่นนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ บริเวณหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นได้นำรายชื่อประชาชนหลายหมื่นคนเสนอต่อศาลเพื่อขอให้อำนาจ ตุลาการเข้ารับผิดชอบในการหยุดยั้งการทำลายชาติ ตลอดการเคลื่อนไหวมีการปลุกเร้าให้รักชาติ และมีการเผาหุ่นณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แถมเข้าไปด้วย แต่ไม่มีการชี้แจงโต้แย้งข้อเสนอนิติราษฎร์ในทางเหตุผลเลย

วันที่ 28 มกราคม ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยประชาชนประมาณ 50 คน ร่วมชูป้ายต่อต้านคณะนิติราษฎร์ที่มีข้อความ อาทิ ทำเพื่อพ่อขจัดนิติทรราชพวกอกตัญญูไม่รู้คุณแผ่นดิน หรือ นิติราษฎร์ออกไป เป็นต้น เพื่อแสดงถึงจุดยืนคัดค้านแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ น.ส.จิตภัสร์ได้อ่านแถลงการณ์ที่มีใจความว่า เรารู้สึกอึกอัด เสียใจ ซึ่งที่ผ่านมามีกระบวนการเคลื่อนไหวบิดเบือนความจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหา กษัตริย์ ที่รักและเคารพยิ่งของคนไทยทุกคน วันนี้จึงอยากเรียกร้องให้ทุกคนที่มีจุดยืนเดียวกันคือ รักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ทำความเข้าใจกับบุคคลที่อาจเข้าใจผิด หรือได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่น่าแปลกคือ น.ส.จิตภัสร์ไม่ได้อธิบายในเชิงเหตุผลเลยว่า คณะนิติราษฏร์เสนออะไร ไม่ถูกต้องอย่างไร มีความเป็นไปได้ว่า เธออาจจะไม่เคยอ่านข้อเสนอของนิติราษฎร์เลย

ที่เหลือเชื่อว่ากว่านั้น คือ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของคณะนิติราษฎร์ สร้างความแตกแยกให้เพิ่มขึ้นในบ้านเมือง ทั้งๆ ที่กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี มีมาตราอื่นๆ ที่สมควรแก้มากมาย แต่คณาจารย์กลุ่มนี้กลับไม่เอาสมองไปคิด แต่ขอยืนยันย้ำว่า คณะนิติราษฎร์ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และกล่าวอีกว่า น่าสงสัยถึงเจตนาในการเสนอแก้ไขกฎหมายของคณะนิติราษฎร์ว่าไปรับจ๊อบ รับงานอะไรที่มีวาระแอบแฝงมาหรือไม่ ขอให้พี่น้องประชาชน รวมทั้งลูกศิษย์ของนักวิชาการกลุ่มนี้ออกมาต่อต้านกันเยอะๆ เชื่อว่าถ้าคณะนิติราษฎร์ยังไม่หยุด จะเจอคลื่นมหาชนแน่ นายประชาสรุปว่า "ผมขอเตือนคณะนิติราษฎร์ให้ระวังไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ตอนบ้านเมืองเกิดวิกฤตพวกคุณไม่เคยออกมา หายหัวหมด วันนี้ออกมาเหมือนอยู่เมืองไทยไม่สงบสุขหรืออย่างไร" ซึ่งจะเห็นได้ว่า คำกล่าวของนายประชาแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากพวกกลุ่มฝ่ายขวาและพรรคประชาธิ ปัตย์ และก็ไม่ได้แย้งในเชิงเหตุผลเลยเช่นกัน

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายถึงสภาพการรุมถล่มคณะนิติราษฎร์ โดยเฉพาะหลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาถล่มรายวัน จนไม่อยากจะยกตัวอย่างในที่นี้ ที่น่าสังเกตคือ สื่อกระแสหลักก็ให้พื้นที่กับการรุมถล่มครั้งนี้อย่างเต็มที่ จน สาวตรี สุขศรี สมาชิกนิติราษฎร์ ได้อธิบายสถานะของกลุ่มว่า “ใครจะได้ใช้ชีวิตคุ้มกว่าชาวคณะนิติราษฎร์คงไม่มีอีกแล้วใน พ.ศ.นี้ !!... เพราะคณะฯ เราทำหรือเป็นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะ รับงานทักษิณ ล้มเจ้า ล้มรัฐบาล รับงานอเมริกา เนรคุณคนให้ทุน เป็นทรอสกี้อิสต์ เป็นพวกสร้างความแตกแยก ไร้เดียงสา วิชาเกิน เป็นคอมมิวนิสต์ พวกอยากดัง พวกคลั่งประชาธิปไตย พ่อแม่ไม่สั่งสอน นักวิชาการกำมะลอ สวะสังคม กินยาผิด สมองปลายเปิด ศาสดา หรือกระทั่ง ปลาโลมา”

ความจริงแล้ว มาตรา 112 เป็นเพียงมาตราหนึ่งในกฎหมายอาญา ที่ว่าด้วยการป้องกันสถานะอันแตะต้องมิได้ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี มกุฎราชกุมาร และ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่กลุ่มฝ่ายขวา พรรคประชาธิปัตย์ และชนชั้นนำสมองปลายปิด ได้ทำให้กฎหมายมาตรานี้ กลายเป็นเรื่องแตะต้องไม่ได้ไปด้วย แต่ไม่มีนักวิชาการฝ่ายขวาหรือเนติบริกรคนใด ย้อยไปตำหนิ อำนาจเผด็จการเมื่อ พ.ศ.2519 ที่แก้ไขมาตรา 112 โดยพลการ ด้วยการเพิ่มการลงโทษให้รุนแรงมากขึ้น จนชาวบ้านเดือดร้อน และทำให้ประเทศไทยมีกฏหมายป้องกันประมุขที่มีบทลงโทษสูงสุดในโลก คนเหล่านี้ พร้อมรับอำนาจเผด็จการอย่างหน้าชื่น แต่ไม่พร้อมจะอภิปรายในเชิงเหตุผลกับคนที่คิดแตกต่าง

การเคลื่อนไหวโจมตีคณะนิติราษฎร์ที่เกิดขึ้นในระยะ 2 สัปดาห์นี้ จึงเป็นการสะท้อนว่า สังคมไทยยังอยู่ในยุคล่าแม่มดอย่างแน่นอน เหมือนกับช่วงปลายสมัยกลางของประวัติศาสตร์ยุโรป ที่ชนชั้นนำในสังคม สร้างกรอบให้คนคิดและศรัทธาต่อพระเจ้าในแบบเดียวกัน ถ้าใครคิดต่าง หรือศรัทธาพระเจ้าแบบอื่น จะถูกกล่าวหาว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นแม่มด และจะถูกลงโทษโดยการเผาทั้งเป็น ทำให้มีการเผาทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ต่อมา ในสมัยแห่งเหตุผล จึงได้มีการเสนอหลักการเรื่องเสรีภาพทางความคิด และความเชื่อ และกลายเป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย เพราะชาวยุโรปได้สรุปบทเรียนมาแล้วว่า ยุคแห่งการล่าแม่มด เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เสรีภาพในการความคิดที่แตกต่างจึงได้รับการยอมรับ และทำให้สังคมพัฒนาต่อมา

ในสังคมไทยก็เคยมีบทเรียนมาแล้ว ในกรณีขวาคลั่ง นั่นคือเหตุการณ์ช่วงหลังกรณี 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ในขณะนั้น มีการเติบโตของแนวคิดสังคมนิยมในขบวนการนักศึกษา กลุ่มชนชั้นนำก็ตอบโต้โดยการตั้งกลุ่มขวาคลั่งขึ้นมาต่อต้าน และปลุกกระแสขวาจัดในลักษณะเดียวกัน และท้ายที่สุดก็ได้อ้างกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเงื่อนไขในการสร้าง กระแสการเข่นฆ่าปราบปรามนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ แล้วก่อการรัฐประหารทำลายประชาธิปไตยในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 กระแสขวาคลั่งครั้งนั้นยังเป็นบทเรียนสำคัญ ที่สร้างความเสียหายแก่สังคมไทยมากมาย ทำให้การเมืองไทยล้าหลังไปหลายปี

มาถึงวันนี้ ชนชั้นนำไทยควรจะต้องสรุปบทเรียน และยอมรับในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเสียที การคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ทำได้โดยการแลกเปลี่ยนเหตุผล ไม่ใช่การสร้างกระแสขวามาข่มขู่คุกคาม และถ้าหากมีการแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผล สังคมไทยจะบรรลุวุฒิภาวะที่จะทำให้ประชาชนฉลาดขึ้นโดยทั่วกัน

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

ที่มา ประชาไท

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

เมล็ดฟักทองสีแสดอ่อนถูกนำมาผึ่งลมไว้บนถุงปุ๋ย เป็นวิธีการเตรียมเพาะเมล็ดพืชเพื่อนำไปปลูกลงดินให้เผชิญกับสภาพแวดล้อมของ โลกอันกว้างใหญ่ ประดั่งจุดเริ่มต้นของชีวิตเด็กน้อยชาวกุยแห่งบ้านตูมที่กำลังถูกบ่มเพาะ เพื่อให้งอกขึ้นมา เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกโอบอุ้มด้วยมือของพ่อแม่เพื่อเคลื่อนย้ายไปในดินแดน ที่มีไร่อ้อยหนาตาอยู่เป็นประจำ

ขณะเดียวกันกลุ่มชาติพันธุ์กุย จากบ้านตูม อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เคลื่อนย้ายแรงงานมากว่า 2 ทศวรรษ กอปรกับมีการเคลื่อนย้ายจำนวนแรงงานเกือบทั้งหมู่บ้านเพื่อไปตัดอ้อยทั่ว ประเทศ รวมถึงมีบางคนได้ตัดสินใจข้ามชาติไปตัดอ้อยที่มาเลเซีย ดั้งนั้นวิถีแห่งแรงงานและเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เมื่อออกจากฝักก็ต้องเดินทาง สู่ป่าอ้อยเรื่อยมา เพราะฉะนั้นโลกของเขาจึงมีบางแง่มุมที่แตกต่างจากการเดินทางท่องเที่ยว ความกินดีอยู่ดีของคนรวย และที่พักสบายๆ ของใครบางคนในโลกนี้

บางมุม : โลกแห่งแรงงานและวิถีเมล็ดพันธุ์เมื่อไกลบ้าน

ฤดูหนาวเริ่มต้นขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้แรงงานพ่อแม่ลูกอ่อน เตรียมตัวเดินทางจากบ้านเกิดเพื่อเคลื่อนย้ายแรงงานตนไปตัดอ้อยในจังหวัด ห่างบ้าน ชีวิตของ 5 ครอบครัว กว่า 20 ชีวิตจากบ้านตูม ได้ทำพิธีกรรมไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ประจำตระกูล โดยมีเหล้าขาวราดรดลงกองดินเพื่อบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผู้เฒ่าจะผูกด้ายขาวพร้อมกับส่งเสียงอวยพรให้มีแต่ความปลอดภัยและหาเงิน กลับบ้านได้มากๆ

วันที่ 15 ธันวาคม 2554 ล้อรถบรรทุกของเถ้าแก่หัวหน้าโควตาอ้อย ได้บรรทุกคนกลุ่มชาติพันธุ์กุยกลุ่มนี้เดินทางจากบ้านเกิดเพื่อมาใช้แรงงาน ตัดอ้อยที่ บ้านคุยชัย ตำบลนาโพธิ์ อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม และท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บ แสงไฟได้ถูกสุมขึ้นหน้าเพิงพักที่สร้างด้วยสังกะสีเก่าหลังเล็กๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

แสงไฟบรรเทาความหนาวหน้าเพิงพักของแรงงาน

สถานที่สร้างเพิงพักได้เคยเป็นที่ตั้งแคมป์เดิมของชาวบ้านตูมกลุ่มแรก ที่มาบุกเบิกการตัดอ้อยในแถบนี้ ซึ่งจะประกอบไปด้วย สระน้ำใช้ ป่าอ้อยรายรอบที่ได้ใช้เป็นสุขา และเถ้าแก่จะให้ยืมรถไถ 1 คัน สำหรับรับ-ส่งแรงงานระหว่างแคมป์กับไร่อ้อย สาธารณูปโภคแค่นี้ ถึงแม้บ่นว่าไม่สะดวกเท่าไหร่ แต่ต้องสู้เพื่อเอาชีวิตตัวเอง และเมล็ดพันธุ์แห่งสายเลือดให้อยู่รอดต่อไป

เด็กน้อย 5 ชีวิตได้ติดตามพ่อแม่มาผจญกับป่าอ้อยที่มหาสารคาม ซึ่งบางคนอยู่ในวัยที่ควรได้รับโอกาสทางการศึกษา และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่ด้วยโครงสร้างการกระจายรายได้ในระบบการผลิตน้ำตาลที่รายได้ตกไปอยู่กับ เจ้าของทุนมากกว่าแรงงาน จึงทำให้ความแร้นแค้นตกอยู่กับแรงงานเหล่านี้มาหลายทศวรรษ

นอกจากนี้เด็กบางคนเริ่มผูกผ้าคลุมหน้า จับพร้าออกแรงตัดอ้อยร่วมกับบุพการี บางคนเริ่มเรียนรู้ชีวิตในป่าอ้อย สลับกับการดูแลน้องเล็กในเปลผ้าขาวม้าอย่างมิละสายตา จรดการตัดอ้อยสิ้นสุดจึงจะกลับไปที่แคมป์พร้อมกับผู้เป็นแม่ซึ่งไปหุงหา อาหาร ส่วนผู้เป็นพ่อถ้าไม่ได้เผาอ้อยก็จะออกหา นก หนู ปู ปลา มาเตรียมไว้เป็นอาหารสำหรับมื้อต่อไป สายตาของชายหนุ่มมุ่งมั่นเสมือนมีความหวังมากกับอาหารที่ไม่ต้องซื้อ ทั้งนี้แคมป์ก็อยู่ไกลเกินไปสำหรับคนที่ไม่มีรถไปตลาด ดั้งนั้นพวกเขาจะแก้ปัญหาโดยหาอาหารตามธรรมชาติ และจะออกไปตลาดครั้งละสัปดาห์เพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็นมาตุนไว้

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

การตัดอ้อยช่วยพ่อแม่และการใช้ชีวิตในป่าอ้อยของเด็กน้อยชาวกุย

สมหมาย ละครศรี แม่ลูกอ่อนถ่ายทอดบรรยากาศ การไปตลาดว่า เราไปซื้อของมาเก็บไว้ บางครั้งเราได้เจอพี่น้องบ้านตูมเดินตลาดก็รู้สึกดีใจ ต่างมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งเรื่องความทุกข์ ความสุขปนเปกันไป การคุยอย่างออกอรรถรสด้วยประสบการณ์การตัดอ้อยต่างถิ่น “มาตัดไส เป็นจั่งไดแน่” เป็นประโยคคลาสสิกที่ถูกเอ่ยออกมาเมื่อเจอหน้าคนบ้านเดียวกัน

ออกแรงตัดอ้อยแลกเงิน

เสียงเพลงจากทรานซิสเตอร์ดังขึ้นกลางแคมป์ ในรุ่งอรุณที่ 5 มกราคม 2555 แรงงานหลายคนตื่นตั้งแต่ตี 4 มาเตรียมสำรับอาหารเพื่อออกเดินทางไปตัดอ้อยเมื่อฟ้าสาง แรงงานอัดกันแน่นบนรถไถนาเพื่อไปยังไร่อ้อยที่เผาไว้เมื่อคืน ซึ่งห่างแคมป์ประมาณ 1 กิโลเมตร ทุกคนขนสำภาระลงใต้ร่มไม้ใกล้เถียงนาและรับประทานอาหารเช้าก่อนลงแรงตัดอ้อย

การตัดอ้อยเริ่มขึ้นประมาณ 7 โมงเช้า ชายหนุ่มพ่อลูกอ่อนเริ่มตัดเป็นคนแรก และตามด้วยคนอื่นๆ การตัดอ้อยจะแบ่งกันตัดครอบครัวละ 3 แถวเป็นแนวยาวจนสุด ค่อยกลับมาเริ่มแถวใหม่ไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาเลิกงาน ส่วนรายได้ของการตัดอ้อยจะขึ้นอยู่กับจำนวนหมัดที่ตัด และอ้อยที่ถูกแบกขึ้นรถว่าได้จำนวนกี่ตัน โดยเฉลี่ย 1 หมัดจะเท่ากับ 1 บาท และน้ำหนักที่แบกขึ้นรถเฉลี่ยตันละ 40-50 บาท ซึ่งสมหมาย จะเป็นคนบันทึกจำนวน จนกว่าวันสิ้นสุดการตัดอ้อยถึงจะไปรับเงินกับเถ้าแก่ ซึ่งต้องหักออกจากเงินที่เถ้าแก่จ่ายให้ก่อนมาตัดอ้อย

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

เหล่าเมล็ดพันธุ์ได้ร่มไม้เป็นที่หลับนอน และนั่งเล่น

ชีวิตเปรียบดังกล้าอ่อนของแรงงาน

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

พันนา ยาดี (หนุ่ม) อายุ 20 ปี เขาเสมือนกล้าอ่อนของแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา เพราะเพิ่งเริ่มมาตัดอ้อยเป็นครั้งแรก แต่ประสบการณ์ในการใช้แรงงานเขาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เนื่องจากตอนเป็นเด็กได้ติดตามพ่อไปตัดอ้อย พออายุเข้า 10 ขวบ เริ่มใช้แรงช่วยพ่ออย่างจริงจังที่ไร่สัปปะรด ในจังหวัดระยอง

การเดินทางในครั้งนี้เขามาพร้อมสาวคู่ใจจากเมืองระยอง ทั้งสองตัดอ้อยช่วยกัน แต่เจอปัญหาเมื่อเท้าแฟนสาวของหนุ่มเริ่มมีอาการเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ จากบาดแผลเดิม หนุ่มเลยบอกให้แฟนหมัดอ้อยแทน การตัดอ้อยดำเนินไปท่ามกลางแดดที่เริ่มแผดเผาทั้งคนและต้นอ้อยที่ถูกไฟไหม้ จนทำให้เหงื่อชุ่มไปทั่วตัว ทั้งน้ำตาลได้ซึมทะลุผ่านเปลือกอ้อยออกมา ความเหนียวผสมกับขี้เถ้าสีดำเปื้อนตามมือและร่างกายของชายหนุ่ม แต่ด้วยเหตุผลที่ “เขาบอกว่ามันดี เลยอยากมาลองเบิ่ง” จึงทำให้เขาเก็บแรงไว้สู้ต่อเพื่ออนาคตที่ต้องกินต้องใช้

ลำบากแต่ต้องมาตัดอ้อย?

การตัดอ้อยเป็นเรื่องลำบาก แต่ด้วยความจำเป็นเพราะถ้าอยู่บ้านก็ไม่รู้จะทำอะไร ทำนาก็พอได้กิน บ้างมีที่ดินน้อย ขณะเดียวกันเถ้าแก่ก็ทำให้เราสามารถกู้เงินมาซื้อของที่เราต้องการก่อนได้ เราค่อยไปทำงานใช้หนี้ทีหลัง แล้วถ้าหากไม่ทำก็อดกินแน่นอน ท่วงทำนองเช่นนี้ผุดขึ้นในความคิดของแรงงานตัดอ้อยหลายคน และชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของคนจน คือ พวกเขายังจำเป็นต้องพึ่งการบริโภคอาหารจากตลาด การผลิตเพื่อขายเข้าสู่ระบบตลาด ขณะที่ปัจจัยการผลิตหลายอย่างยังคงตกอยู่กับนายทุน การใช้แรงงานอย่างหนักเพื่อแลกเงินจึงยากจะปฏิเสธ

วิถีเมล็ดพันธุ์แห่งแรงงานตัดอ้อยพันธสัญญา

ไร่อ้อยที่ถูกเผาจำต้องมีคนเฝ้าไม่ให้รุกลามไปไร่คนอื่น แต่บางที่อาจมีการลอบจุดเพื่อเร่งส่งอ้อยเข้าโรงงาน

แรงงาน : ความอึดอัดข้างในและคำถามส่งท้าย

ขณะที่ไฟถูกจุดในไร่อ้อยอีกแปลงในยามค่ำ บ่งบอกว่า พรุ่งนี้จะเริ่มตัดอ้อยต่อไป ควันไฟโขมงคุ้งฟ้า ประกายไฟแตกกระจายเป็นละออง บ้างคล้ายพลุเฉลิมฉลองเทศกาล แต่สำหรับพวกเขา มันคือการตัดอ้อยที่ต้องแลกด้วยการใช้แรงงานอย่างหนัก ถึงแม้จะมีพ่อบางคนในแคมป์ เปรยว่า “ไม่เคยคิดว่าจะมาตัดอ้อย แต่ก่อนเคยบอกว่า โง่ แต่วันนี้ ตัวเองมาโง่เอง แถมยังเอาลูกมาโง่ด้วย” สำนวนแบบนี้ไม่รู้ใครเป็นคนคิดแต่ติดมากับการดูถูกอาชีพแบบนี้มาเนิ่นนาน บางคราฟังแล้วสะเทือนใจ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ถูกเล่าจากหนึ่งในแรงงานที่มาตัดอ้อยในครั้งนี้

ถึงแม้คำว่า “โรคเหลื่อมล้ำ” ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาจะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้นได้อย่างมีพลัง แต่โครงสร้างของระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมแบบใดเล่า ที่จะไม่สูบเลือดกินเนื้อและให้สวัสดิการที่แฟร์กับคนใช้แรงงานอย่างหนัก หน่วงเช่นนี้ได้ ในสังคมไทยปัจจุบัน?

* อ้อยพันธสัญญา หมายถึง เมื่อโรงงานผลิตน้ำตาลไม่ผลิตอ้อยเอง แต่จะรับอ้อยจากผู้ปลูกอ้อยแทน และเพื่อควบคุมการส่งอ้อยเข้าโรงงานให้มีประสิทธิภาพ โรงงานจะมีตัวแทน ที่เรียกว่า “หัวหน้าโควต้า” ซึ่งจะทำหน้าที่ทำสัญญาเพื่อซื้อขายอ้อยกับผู้ปลูกอ้อย โดยหัวหน้าโควตาจะได้รับส่วนแบ่งจากการจัดการนี้ ซึ่งเรียกว่า “ค่าหัวตัน” จากโรงงาน ขณะที่แรงงานตัดอ้อยจะเป็นกลุ่มคนล่างสุดในสายพานการผลิตนี้

ข่ายสุขภาพติงรัฐตั้ง “เมดิคัลฮับ” ในมหาวิทยาลัยแพทย์ คิดดีๆ

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายสุขภาพส่งจดหมายเปิดผนึกถามนายกฯจัดตั้ง “เมดิคัลฮับ” ตามมหาวิทยาลัยแพทย์ของรัฐ ดูผลกระทบที่จะเกิดกับคนไทยหรือยัง ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย

6 ก.พ.55 น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า ตามที่นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเสนอคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบในหลักการและอนุมัติงบประมาณ การจัดตั้งศูนย์บริการทางการแพทย์เชี่ยวชาญ เฉพาะทางระดับสูง หรือเมดิคัลฮับ (Medical Hub) โรงเรียนแพทย์ต่างๆ ทางเครือข่ายภาคีสุขภาพทั้งหมด 22 เครือข่าย อาทิ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย , มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ฯลฯ ได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ขอให้ตรวจสอบการจัดตั้งศูนย์บริการทางการแพทย์เชี่ยวชาญ เฉพาะทางระดับสูง หรือเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ในส่วนกลางและภูมิภาค ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2553 มตินโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554

“การผลักดันให้ไทยเป็นเมดิคัลฮับมีผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทยอย่างมาก แม้ในตัวเลขทางเศรษฐกิจอาจจะดูดี ดังนั้นขอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายนี้ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ว่า “ให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งรับผิดชอบการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ระยะที่ ๒ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการเฉพาะกิจของนายกรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติด้านการรักษาพยาบาล ดำเนินนโยบายหรือยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติที่ไม่กระทบต่อบริการสุขภาพสำหรับประชาชนไทย และต้องพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดและพัฒนานโยบายดังกล่าว ทั้งนโยบายระดับชาติและแผนปฏิบัติการเพื่อลดผลกระทบในทางลบต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับคนไทย”

จากงานศึกษาของ รศ.ดร.อัญชนา ณ ระนอง และ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการขององค์การอนามัยโลกระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีรายได้มากขึ้น แต่ผลกระทบจากเมดิคัลฮับทำให้เกิดการขาดแคลนแพทย์ และทำให้ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น โดยมีข้อเสนอให้เก็บภาษีจากผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาเพื่อไปสนับสนุนการผลิตแพทย์ และรักษาอาจารย์แพทย์ไว้ในระบบ แต่ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านโดยรัฐบาลและภาคเอกชน

“หากไม่มีการจัดการที่ดี การผลักดันอุตสาหกรรมการรักษาพยาบาลเพื่อคนไข้ต่างชาติ (Medical Tourism) จะเป็นภาระหนักอึ้งของระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”

http://www.who.int/bulletin/volumes/89/5/09-072249/en/index.html

“สยามประชาภิวัฒน์” เตือนถ้าไม่หยุดทุนผูกขาดแก้ รธน. จะเหลือทางแก้เดียวคือรัฐประหาร

ที่มา ประชาไท

เสวนา “วิกฤตประเทศไทย ใครคือตัวการ?” “บรรเจิด” ชี้ชาติยุโรปไม่เข้าใจประเทศไทย เพราะ 1 ครอบครัวเป็น 3 นายกรัฐมนตรี คล้าย “เกาหลีเหนือ” “สุวินัย” ชี้ยิ่งลักษณ์จะนำประเทศไปสู่หายนะ เพราะกำลังจะกู้เงินต่างชาติ ส่วน “คมสัน โพธิ์คง” ชี้ระบบการเมืองไทยอยู่ภายใต้เผด็จการทุนผูกขาดโดยพรรคการเมืองอย่างสมบูรณ์ ถ้ามีการแก้ไข รธน. ได้ก็จะกลายเป็นเผด็จการพรรคการเมืองทุนนิยมผูกขาดอย่างสมบูรณ์แบบ และแก้ไขไม่ได้ นอกจากรัฐประหารเพียงอย่างเดียว

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา มีการเสวนา “วิกฤตประเทศไทย ใครคือตัวการ” โดยนักวิชาการกลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” วิทยากรประกอบไปด้วย ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อดีตผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และ นายคมสัน โพธิ์คง สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยมี ผศ.ดร.นนทวัชร์ นวตระกูลพิสุทธิ์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

“จรัส สุวรณมาลา” เสนอห้ามนักการเมืองคุมฝ่ายบริหาร-แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

ศ.ดร.จรัส กล่าวว่า สภาพสังคมไทยในตอนนี้อยู่ในรูปแบบการแย่งชิงและหักหลัง เป็นสภาพที่ทุกๆ คนในประเทศเอาภาษีไปรวมกันและก็อยากที่จะเอาเงินกองกลางเข้าสู่กระเป๋าตัว เอง ทั้งนี้ ยังมีทฤษฎีการหักหลัง ซึ่งก็มีจากการให้ของประชาชนที่ให้ตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศแทน แต่คนเหล่านั้นก็กลับหักหลังประชาชน หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ การฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยนักการเมืองจะสร้างภาพลวงตาขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าทำเพื่อประชาชน แต่แท้จริงแล้วต้องการเข้าถึงแหล่งทุนมากกว่า ดังนั้น ประชาชนจะต้องออกมาแฉความจริง

สังคมไทยปัจจุบันแทนที่จะคุยกันในเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราควรที่จะคุยกันในเรื่องปฏิรูปทางการเมืองมากกว่า ว่า จะมีการออกจากระบบการผูกขาดอำนาจและมีการกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ปกครอง กันเองได้อย่างไร ส่วนตัวตนไม่ปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เท่าที่ตนทราบผู้ที่ต้องการแก้ไขไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหา แต่ต้องการยกระดับการโกงกินให้มากขึ้น ในตอนท้าย ตนอยากจะเสนอหลักการปฏิรูปเบื้องต้น ประชาชนต้องมีอำนาจและการออกมาเปิดเผยความจริง โดยไม่ผิดกฎหมาย และไม่ให้นักการเมืองเข้าไปควบคุมตำแหน่งของฝ่ายบริหาร หรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการ

บรรเจิดชี้ยุโรปไม่เข้าใจประเทศไทยหนึ่งครอบครัวมี 3 นายกรัฐมนตรี คล้ายเกาหลีเหนือ

รศ.ดร.บรรเจิด กล่าวว่า วันที่ 21 ส.ค.2544 เป็นวันที่มีการอ่านคำวินิจฉัยคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ที่เป็นส่วนที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญของไทยถูกหักยอด เพราะมีคนๆ หนึ่งที่ใหญ่กว่าศาล จนกระทั่งเข้าสู่การรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ซึ่งในวันนี้ระบบเดิมๆ ก็กำลังย้อนกลับมาสู่วังวนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ การผูกขาดอำนาจทางการเมืองต้องถูกเรียกว่า บริษัททางการเมือง เนื่องจากกฎหมายของไทยระบุเอาไว้ว่า ผู้ใดที่จะสมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมือง โดยที่พรรคการเมืองก็เป็นสมบัติส่วนบุคคลไปคุมระบบนิติบัญญัติ และบริหาร ซึ่งเป็นการควบคุมทั้งสองอย่างอยู่ที่คนๆ เดียว และตอบสนองให้คนที่เป็นเจ้าของพรรคการเมือง โดยที่ประเทศในยุโรปไม่มีทางเข้าใจประเทศไทย เห็นได้จากคงไม่มีประเทศไหนที่ 1 ครอบครัว มี 3 นายกรัฐมนตรี โดยตนไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร แต่คงไม่แปลกหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีเหนือ แต่สำหรับประเทศไทยปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การมีเสื้อคลุมประชาธิปไตยอยู่บนบ่า แต่เนื้อในเป็นเผด็จการ

สุวินัยชี้ยิ่งลักษณ์จะนำประเทศไปสู่หายนะ เพราะกำลังจะกู้เงินต่างชาติ

ขณะที่ รศ.ดร.สุวินัย กล่าวว่า ระบบความคิดของทักษิณ หรือ ทักษิโณมิกส์ ที่ถูกถ่ายทอดมายัง รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายต่างๆ จะนำภาประเทศไปในทิศทางใด แต่ถ้าให้ตนสรุปตอนนี้ ก็คือ การนำพาประเทศไปสู่ความหายนะ ที่ทำให้สถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ไม่มีเม็ดเงินสดอยู่ในกำมือที่จะนำไป บริหารประเทศเลย แต่กลับต้องพยายามกู้เงินจากต่างชาติ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท.ให้เป็นบริษัทเอกชน เพื่อก่อให้เกิดการผู้ขาดอำนาจของประเทศ และมีการหลวงลวง ปกปิด และการทำลายความน่าเชื่อถือของการคลัง ประเทศไทยในอนาคตจะมีสภาพไม่แตกต่างจากประเทศอาร์เจนตินา หรือกรีซ ที่คนบริหารประเทศพยายามที่จะซุกหนี้ของประเทศ และการพยายามสร้างอัตราการเจริญเติบโตของประเทศที่เป็นเท็จ โดยขณะนี้ความหายนะกำลังเกิดขึ้นแล้ว หลังจากที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ

คมสันเชื่อหากไม่มีใครหยุดได้ จะต้องมีรัฐประหารอีกครั้ง

ส่วนนายคมสัน กล่าวว่า ธุรกิจที่สร้างเงินได้มากที่สุด ก็คือ ธุรกิจการเมือง ที่หากินกับประชาชน ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหากับคนสามคนในตระกูลใดๆ ก็ตาม แต่ตนคิดว่าคนทั้งสามคนต่างหาที่มีปัญหากับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย รวมไปถึงการกระทำชำเรากฎหมายรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากความแตกแยกของประชาชนในชาติ และปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นก็มาจากการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอาญา มาตรา 112 การขายหุ้นของ ปตท.และการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่กลุ่มที่เผาบ้านเผาเมืองที่อ้างว่าเพื่อ เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งระบบผูกขาดในประเทศตอนนี้ หากไม่มีใครตั้งใจที่จะหยุดปัญหาตรงนี้ สุดท้ายก็ต้องมีการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าถึงเวลานั้นจะยังมีกองทัพหรือไม่

“ทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เป็นการทำมาหากินของทุนผูกขาดระดับชาติและระดับโลกทั้งสิ้น ผมคิดว่าเราคงต้องตื่นรู้และทันว่า ระบบการเมืองไทยขณะนี้เราอยู่ภายใต้เผด็จการทุนผูกขาดโดยพรรคการเมืองอย่าง สมบูรณ์ ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ วันที่ 9 ที่มีการเสนอ สำคัญกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรับข้อเสนอเข้าไป เมืองไทยจะเป็นเผด็จการโดยพรรคการเมืองทุนนิยมผูกขาดอย่างสมบูรณ์แบบ และแก้ไขใดๆ ไม่ได้เลยในอนาคต นอกจากรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนั้นกองทัพจะเหลือไหมที่จะให้รัฐประหาร ผมว่าคงไม่มีแล้ว เพราะว่าภายใต้เงื่อนไขนั้น กองทัพต้องอยู่ภายใต้พรรคการเมือง ผมไม่ได้พูดให้รัฐประหาร แต่กำลังจะบอกว่า ข้อเสนอที่วิปริตแบบนี้มันสร้างวิกฤตประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น

ตอนนี้เราต้องตื่นรู้ กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ชูธงนำ ข้อ 1.คือต่อสู้เผด็จการพรรคการเมือง ทุนผูกขาด เราจะให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นในสภาพสังคมปัจจุบัน ทุกคนติดตามประเด็นการเคลื่อนไหว ตอนนี้กลุ่มหนึ่งบอก ไม่เอาข้อเสนอบางอันเรื่องแก้ มาตรา 112 แต่อีกกลุ่มบอกว่า แก้รัฐธรรมนูญเอา แล้วเอาข้อเสนอนั้นด้วย สับขาหลอกซ้ายทีขวาที เต้นไปข้างหน้าทีถอยหลังที เราก็งงไม่รู้เต้นทางไหนไล่จับไม่ทัน แต่จุดสุดท้ายเราต้องกลับไปดูภาพรวมที่สำคัญ คือ เป็นการเคลื่อนไหวของทุนผูกขาด ที่พยายามจะมีอำนาจเพื่อผูกขาดการเมืองนำไปสู่การได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และใช้การเมืองเป็นเครื่องมืออำนาจ สุดท้ายวงจรอุบาทว์ไม่ใช่แบบเดิม วงจรอุบาทว์ปัจจุบันคือ ทุนผูกขาด ได้อำนาจผ่านการเลือกตั้ง และอำนาจเอื้อทุน ทุนกลับไปสู่เรื่องการผูกขาด เอาเงินกลับมาใหม่ นี่คือ วงจรอุบาทว์การเมืองไทยในปัจจุบัน”

ที่มา: เรียบเรียงจากเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

อมร จันทรสมบูรณ์: เผด็จการโดยพรรคการเมืองทุนนิยมผูกขาด

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: วันนี้ (6 ก.พ.) ที่ห้องประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร (LT1) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนา “วิกฤตประเทศไทย ใครคือตัวการ?” โดยกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ในช่วงแรก ศ.ดร. อมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และอาจารย์นิติศาสตร์ด้านกฎหมายมหาชน ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “เผด็จการโดยพรรคการเมืองทุนนิยมผูกขาด” มีรายละเอียดตามที่เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานดังนี้

000

เผด็จการโดยพรรคการเมืองทุนนิยมผูกขาด
อมร จันทรสมบูรณ์

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ที่ให้โอกาสผมมาชี้แจงว่า ตามความเห็นของผม ขณะนี้ระบอบการปกครองของเราเป็นระบอบอะไร ในเอกสารที่ท่านมีอยู่ในมือจะเห็นว่ามีบทความอยู่ ซึ่งไม่ยาวนัก ของผมอยู่ 2 บทความ ความจริงถ้าท่านมีโอกาสไปอ่านบทความนี้ ท่านก็จะเข้าใจว่าเพราะเหตุใดประเทศไทยจึงได้กลายเป็นระบบเผด็จการโดยพรรค การเมืองนายทุน

ผมเองกำลังนึกว่าจะทำยังไงให้ท่านมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การแตกแยกก็ดี การผูกขาดอำนาจก็ดี มันเกิดขึ้นเพราะเหตุใด จะพยายามอธิบายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด ผมจะพยายามอธิบายเหตุผลของการที่ประเทศไทย จากระบอบประชาธิปไตย ทำไมจึงกลายเป็นระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนได้ โดยจะใช้เวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะย่อได้ แล้วท่านก็กรุณาไปอ่านบทความเองนะ ที่อยู่ในมือของท่าน

ความจริงแล้วก็จะมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นเพาเวอร์พอยท์ ซึ่งจริงๆ เป็นสี แต่ผมเข้าใจว่าท่านผู้ไปจัดพิมพ์ จัดพิมพ์น้อยเกินไป เพราะฉะนั้นก็จะมีบางท่านที่มีเพาเวอร์พอยท์ที่เป็นสีอยู่ในมือ บางท่านก็จะไม่มี

ในบทความอันหลังที่สุดที่ผมได้เขียนไว้ ถ้าหากท่านดูจากหัวข้อในเอกสารที่ท่านมีอยู่ในมือ ท่านจะเห็นว่าบทความบทแรกเราตั้งชื่อไว้ว่า จากระบอบประชาธิปไตย 2475 มาเป็นระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภาในปัจจุบัน

ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา เราเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ขนาดยังไม่รู้ว่าทำไมในปี พ.ศ.2535 มันเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมจึงกลายเป็นระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนไปได้ ดังนั้นเพื่อที่จะให้ท่านมองเห็นตรงนี้ เราก็จะเอาตัวบทของรัฐธรรมนูญต่างประเทศมาให้ท่านดูว่าหลักเกณฑ์ของความเป็น ประชาธิปไตยนั้นเป็นยังไง แล้วทำไมในปี 2535 เราจึงกลายเป็นระบบเผด็จการไปได้

ในตอนแรกเราจะเห็นว่าขณะนี้เรามีประเด็นเรื่องความปรองดอง ข้างหน้านี่ก็อาจจะมีพระราชบัญญัติความปรองดองแห่งชาติ โผล่ขึ้นมา ผมถึงบอกว่าความปรองดองนั้นมันไม่ใช่เรื่องออกกฎหมาย บังคับให้คนต้องกอดกัน แต่ความปรองดองนั้นมันเกิดขึ้นด้วยการทำถูกให้เป็นถูก ทำผิดให้เป็นผิด

แต่ตรงนี้เราไม่ได้พูดเรื่องความปรองดอง วันนี้เรามาพูดเรื่องว่าเราเป็นเผด็จการ หรือเป็นประชาธิปไตย ผมจะเริ่มต้นว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา ทำไมผมจึงว่าอย่างนั้น ดังนั้นเราจะเอาตัวบทรัฐธรรมนูญมาเรียงให้ท่านดู ว่าทำไมจากประชาธิปไตยดีๆ ปี 2535 เรากลายเป็นเผด็จการไปได้ ดังนั้นตรงนี้ผมก็จะเอาตัวบทรัฐธรรมนูญของเราตั้งแต่ต้น มาเรียงจนกระทั่ง ณ ปัจจุบัน แล้วดูซิว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของเราค่อยๆ เปลี่ยนไป จนกระทั่งกลายเป็นเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนเต็มรูปแบบได้ยังไง

เพื่อที่จะให้ย่อเข้ามา ผมก็จะเอารัฐธรรมนูญต่างประเทศ ที่เราถือว่าเป็นประชาธิปไตย มีตัวบทอะไรบ้างที่สำคัญๆ เอามาให้ท่านดูก่อนว่าระบอบประชาธิปไตยของสากลเขาถือหลักอะไรบ้าง จริงๆ แล้วการเลือกตั้งนั้นจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 1. สิทธิการเลือกตั้ง 2. สิทธิการรับสมัครเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นสิทธิการเลือกตั้งของเรา เป็น Universal Suffrage คือบุคคลทั่วไปมีสิทธิ์ที่จะเลือกตั้งได้ ยกเว้นแต่เด็กที่ยังไม่มีความรู้สึกผิดชอบ แต่สิ่งที่นักวิชาการ หรืออาจารย์ของเราลืมไปก็คือ สิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง

สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งนั้น ที่เป็นประชาธิปไตย บุคคลทุกคนต้องมีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งโดยไม่สังกัดพรรค

ประการที่ 2 พรรคการเมือง ใครจะตั้งก็ได้ ไม่ตั้งก็ได้ และประการที่ 3 ก็คือ เมื่อได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ผู้ที่เป็นผู้แทนราษฎรนั้น มีสิทธิ์ที่จะใช้ดุลพินิจของตนเองในการบริหารประเทศตามมโนธรรมของตนเอง ไม่ใช่ว่าได้รับเงินมาแล้วต้องตามคำสั่งของเจ้าของพรรคการเมือง

ผมอยากจะให้ท่านผู้ฟังนึกดูว่า มีประเทศไหนบ้างที่เวลาจะตั้งรัฐมนตรี คนต้องบินออกไปนอกประเทศ ออกไปปรึกษานายทุนพรรคการเมือง เห็นไหมครับนี่เป็นสิ่งผิดปกติแล้ว

ประการที่ 2 มีที่ไหนบ้างที่ ส.ส.ในสังกัดพรรคการเมือง พอมีตำแหน่งว่าง ให้ภรรยาหัวหน้าพรรคเป็น โดยสมาชิกพรรค ส.ส.บอกว่าข้าพเจ้าไม่เป็น ถามว่าทำไมเขาถึงไม่อยากเป็น นึกดูให้ดีนะครับ เหตุการณ์เหล่านี้ที่มันเกิดขึ้น มันแสดงความผิดปกติของระบบสถาบันการเมืองของเรา ทำไมถึงไม่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ทำไมถึงเกิดขึ้นในประเทศไทยประเทศเดียว ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญของไทยนั้น ระบบบังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรค ระบบให้พรรคการเมืองมีอำนาจไล่ ส.ส.ได้ แล้วยังเขียนว่า หัวหน้าพรรคเท่านั้นที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้

สามบทบัญญัตินี่ล่ะครับเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของไทยประเทศเดียวใน โลก แต่ท่านอย่าเพิ่งนึกไปไกล ถามว่าทำไมอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของเราไม่สอน ถามตรงนี้สิครับ อาจารย์มหาวิทยาลัยทำไมไม่สอน เราเรียนรัฐธรรมนูญมา 80 ปี แต่ไม่มีใครสอน แล้วแถมยังมาบอกว่านี่คือระบอบประชาธิปไตย นี่ผมบอกให้ท่านคิดนะครับ ทำไมเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิดขึ้น แล้วทำไมอาจารย์ของเราไม่สอน เพราะอะไร ก็เพราะว่าการสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญในมหาวิทยาลัยของเรานั้นไม่ได้มาตรฐานสากล

คราวนี้เราดูซิว่ามาตรฐานสากลมียังไง เมื่อกี้ผมบอกแล้วว่า การเลือกตั้งมีสิทธิอยู่ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ สิทธิมาออกเสียงเลือกตั้ง อีกด้านหนึ่งก็คือสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องมีอิสระในการไม่สังกัดพรรค พรรคการเมืองต้องตั้งได้โดยเสรี และเมื่อได้เป็นผู้แทนมาแล้ว ต้องสามารถใช้มโนธรรมของตนบริหาร ออกเสียงบริหารประเทศได้ นี่คือหลักประชาธิปไตย

ก่อนที่เราจะมาดูวิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญไทย ผมอยากจะให้ท่านดูรัฐธรรมนูญต่างประเทศ ว่าหลักนี้พอออกมาเป็นตัวบทแล้วมันเป็นยังไง ซึ่งความจริงอันนี้เราได้พิมพ์อยู่แล้วในเอกสารที่ท่านแจกไป แต่บังเอิญมันไม่เป็นสี ฉะนั้นถ้าท่านดู เราจะเรียงลำดับ จะเห็นสีชัดเจน เราจะเห็นว่าในเฟรมแรกที่อยู่บนจอ จะเป็นรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนี ท่านเห็นไหมครับ 2 ตัวบทนี้ ในมาตราแรก เราจะเห็นว่า ส.ส.นั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมโนธรรมของตน

ในวรรค 2 ท่านเห็นไหมครับ ตัวแดง ทุกอย่างจะต้องมี Democratic Principal ถามว่า Democratic Principal อยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ผมบอกนี่ไงครับ เสรีภาพในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ต้องมีความเป็นอิสระในการที่จะใช้มโนธรรมของตนในการใช้สิทธิในการเป็น ส.ส.ในการโหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่โหวตตามคำสั่งของนายทุนพรรคการเมือง

ในช่วงแรกเราจะเห็นว่าจะมีบทบัญญัติ ท่านสังเกตกรอบนะครับ กรอบสีแดงจะเป็นกรอบของกฎหมายต่างประเทศ พอจบกรอบสีแดงแล้วก็จะเป็นรัฐธรรมนูญของไทย เพื่อที่จะดูว่ารัฐธรรมนูญไทยได้บิดเบือนหลักการของความเป็นประชาธิปไตย อย่างไร

ต่อไปเฟรมที่ 2 จะเป็นรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส เห็นไหมครับ สีแดงในตอนท้าย เขาบอกว่า จะต้องเคารพ Principal of Democracy เราไม่มี ข้างบนนั้น มาตรา 27 ส.ส.ต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติใดๆ ใครสั่งมาก็ไม่ได้ แต่ของเรานี่ได้รับซองมา เราสั่งได้

เราจะเห็นว่าบทบัญญัติหลักของประเทศที่สำคัญที่สุดในยุโรปคือ ฝรั่งเศส กับเยอรมัน เขาเขียนอย่างนี้ แล้วลองดูว่าในประเทศอื่นๆ เขียนอย่างไรบ้าง

จากรัฐธรรมนูญของเยอรมัน กับฝรั่งเศส ต่อไปก็เป็นรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ ใกล้ๆ เรานี่เอง เราจะเห็นนะครับ ตัวสีน้ำเงิน ว่า ส.ส.จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมโนธรรมของตนเอง

ต่อไปก็จะเป็นรัฐธรรมนูญของเดนมาร์ก เขาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมโนธรรม แล้วก็ใครจะมาให้ Direction ใดๆ ไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่เลือกตั้งมาด้วย

ต่อไปก็เป็นรัฐธรรมนูญของสเปน เราจะเห็นว่า หลักของ Democracy ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญสำคัญๆ ทั้งนั้น อันนี้เฟรมเปลี่ยนสีแล้ว แสดงว่าจบสำหรับต่างประเทศ ขณะนี้ท่านเข้าใจแล้วว่า Democratic Principal หรือ Principal of Democracy คืออะไร

ดูซิว่า รัฐธรรมนูญของเราเคารพต่อหลักการของความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ผมก็บอกว่าต่อไปนี้เราจะดูรัฐธรรมนูญของประเทศไทย เรียงตามลำดับนะครับ ตั้งแต่ปี 75 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ถ้าท่านดูเฟรมสีเขียว ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมรัฐธรรมนูญไทย ผมจึงเริ่มต้นด้วยฉบับที่ 2 ทำไมไม่เริ่มต้นด้วยฉบับที่ 1 แต่ท่านจะรู้ว่าทำไมผมไม่เริ่มต้นด้วยฉบับที่ 1 ก็พลิกไปอ่านสิครับ อยู่ในเอกสารของท่านนะครับ เพราะในฉบับที่ 1 นั้น เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ของเรา ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ร่าง

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 เมื่อปี 75 เขาเรียกคณะรัฐมนตรีว่า คณะกรรมการราษฎร เขาไม่ได้เรียกว่าคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ใช้อยู่ได้ราว 6 เดือน ก็ถูกเปลี่ยนเป็นรัฐธรรมนูญที่เรารู้กัน คือที่รัชกาลที่ 7 ได้มาเขียนให้ พระราชทานให้มา

ท่านรู้ไหมครับว่าในสมัยนั้น รัฐธรรมนูญที่เรียกฝ่ายบริหารว่าเป็นคณะกรรมการราษฎรนั้น คือรัฐธรรมนูญของประเทศไหน ท่านอาจจะไม่รู้ เพราะไม่มีการสอน รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ที่เรียกคณะรัฐมนตรีว่าเป็นคณะกรรมการราษฎรนั้น มาจากรัฐธรรมนูญประเทศรัสเซีย รัสเซียนี่รัฐธรรมนูญปี 1918 เรียกคณะมนตรีว่าคณะกรรมการราษฎร คือ People's Commissar รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ของเรามาเปลี่ยนนิดหน่อยก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ของเรานั้นยังมีพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าท่านจะรู้หรือไม่รู้ ขณะนี้ ผมอยากจะพูดว่า สิ่งที่ผมเขียนลงไปในนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 ของเรานั้นเรียกคณะรัฐมนตรี ว่าคณะกรรมการราษฎรนั้นมาจากรัสเซีย ผมเชื่อว่านี่เป็นเอกสารฉบับแรกที่เขียนถึง

เพราะฉะนั้นเราตัดออกไป เราจะดูตั้งแต่รัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่ 2 ในรัฐธรรมนูญของไทยฉบับที่ 2 นี้ ถ้าท่านดู ถ้าท่านมีเอกสารที่เป็นสี ท่านจะเห็นว่าเฟรมของรัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนสีไป ในเฟรมรัฐธรรมนูญช่วงแรกนั้นมี 6 ฉบับ ฉบับที่ 2 ท่านดูนะครับ เราจะเห็นว่าเราเดินตามหลัก Principal of Democracy คือ ส.ส.ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของตนโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่อยู่ภายใต้ความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายใดๆ คำปฏิญาณตนก็จะอยู่ในแนวทางเดียวกัน ลองดูสิครับว่าหลักเกณฑ์นี้ Principal of Democracy เปลี่ยนเมื่อไร

ต่อไปครับ ฉบับที่ 2 ฉบับที่ 3 เราจะเห็นว่าคงเดิม ฉบับที่ 4 เราก็จะเห็นว่ายังคงอยู่ ไม่อยู่ภายใต้ความผูกพันแห่งอาณัติมอบหมายใดๆ ต่อไปเราก็จะเห็นว่าฉบับที่ 5 ก็ยังเหมือนเดิมอยู่ ฉบับที่ 6 เราก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2495 ก็ยังเหมือนเดิม เพราะว่าเอามาจากปี 75 ต่อไปรัฐธรรมนูญฉบับที่ 8 ปี 11 เราก็จะเห็นว่าสถานภาพกับคำปฏิญาณยังคงเหมือนกัน

ต่อไปท่านจะเห็นว่าเฟรมเปลี่ยนสีแล้ว เราจะเห็นว่าจนกระทั่งถึงฉบับที่ 8 เรายังคงยึดหลัก Principal of Democracy ถ้าคุณดูต่อมา ท่านก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2517 ฉบับที่ 10 ท่านรู้ไหมครับรัฐธรรมนูญฉบับ 17 เริ่มการบังคับสังกัดพรรค ความจริงผมยังเขียนบทความไม่จบ เพราะถ้าเขียนบทความจบ ท่านจะเห็นเลยว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการบังคับสังกัดพรรคเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อย่าลืมนะครับ การบังคับสังกัดพรรคนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นตามหลักของความเป็นประชาธิปไตย

เราจะเห็นว่า ในฉบับแรก การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้นถูกตัดออกจากสถานภาพ ไม่มีแล้ว แต่มาเขียนไว้ในคำปฏิญาณ นี่คือ ฉบับแรกนะครับ ฉะนั้นในฉบับแรกกฎหมายของรัฐธรรมนูญของเราบังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรค แต่บอกว่าถ้าจะเปลี่ยนพรรค หรือถูกพรรคไล่ออก สามารถไปหาพรรคการเมืองใหม่เป็นสมาชิกต่อไปได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นบทบัญญัติเริ่มต้นของการบังคับให้สถานะ แต่ยอมให้เปลี่ยนได้ เริ่มเป็นต้อหิน คือบอดไป 1 ใน 4 เป็นฉบับที่ 13

อันที่ 8 ท่านดู ไม่เหลือแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเห็นของตนโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่มีแล้ว เรื่องสถานภาพ และในคำปฏิญาณ เพียงแต่บอกให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแก่คนที่จ่ายเงิน ตัวบทมันฟ้อง รวมทั้งฟ้องอาจารย์ของเราด้วยที่ไปช่วยเขียนรัฐธรรมนูญ

ตรงนี้ถ้าท่านไปดูตัวบท รัฐธรรมนูญบอกว่า พรรคการเมืองมีอำนาจไล่ ส.ส.ออกได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้เราเป็นต้อหินเต็มตาแล้ว

แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 ตรงนี้เราจะเห็นว่า ปี 34 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 สังเกตดูดีๆ ผมไม่ได้บอกว่า รัฐธรรมนูญอันนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เท่าไหร่ของประเทศไทย เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งๆ ที่เขียนใหม่ เรียงมาตราใหม่ แต่อาจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญของเรานับไม่เป็น คือไม่นับ เหตุที่ไม่นับคือ บังเอิญมีหนังสือ 1 เล่มเขาไม่นับ เราเลยไม่นับไปด้วย แสดงให้เห็นว่า อาจารย์ที่สอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญของเราไม่เคยสังเกต

ในเอกสารเขียนว่า ที่เราถือว่ารัฐธรรมนูญเราขณะนี้มี 18 ฉบับนั้นผิด มี 19 ฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนใหม่ ชื่อว่า แก้ไขเพิ่มเติมแต่มาตราไม่ตรงกัน อาจารย์ที่สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่รู้ว่ามาตราไม่ตรงกันแล้วจะอ้างได้อย่างไร

ดังนั้น ตรงนี้ ก่อนมาถึงเพิ่มเติมฉบับที่ 5 ผมมีข้อสังเกต เราจะเห็นว่าก่อนตรงนี้ เราจะมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2534 โดยมีรัฐประหารแล้วยกร่างเป็นรัฐธรรมนูญปี 34 ปี 34 ท่านจำได้ไหมว่าเราเคยมีคณะรัฐมนตรี 1 คณะอยู่เพียง 6 เดือน ได้เติมบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี 34 หลังพฤษภาทมิฬว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง อะไรเกิดขึ้น ผมชี้ให้เห็นแล้วว่า เราไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะเรา ส.ส.สังกัดพรรค พรรคการเมืองมีอำนาจไล่ ส.ส.ได้ คนที่เติมอันสุดท้ายลงไปว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำให้เราตาบอด หมายความว่า คนที่ผูกขาด เป็นอำนาจผูกขาดเผด็จการโดยพรรคการเมือง นายทุนถ้าลงทุนแล้ว หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีได้

เราจะเห็นว่า ตลอดเวลาจนถึงรัฐธรรมนูญปี 34 ที่มาเติมว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยเป็นเผด็จการไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราบอดสนิท หายจากการเป็นต้อหิน เราจะเห็นว่า พอเราเป็นต้อหินแล้ว ตาบอดสนิทแล้ว ก็จะมาถึงรัฐธรรมนูญปี 40 นอกจากบอดสนิท ถ้าท่านจำได้เราได้เติมบทบัญญัติลงไปว่า ส.ส.เมื่อเวลายุบสภาแล้ว เปลี่ยนพรรคไม่ได้ต้องเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย 90 วันก่อนเปลี่ยน หมายความว่า นายทุนต้องมีอำนาจเด็ดขาด และบทบัญญัติเช่นนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก และคิดว่าขณะนี้ท่านเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นปี 50 ก็เหมือนกัน สังเกตดูให้ดีว่า ไม่มีสีน้ำตาล แต่มีสีน้ำเงินเพิ่มมา ไม่อยู่ในความผูกมัด ทำไมถึงมี ทั้งที่ตัวบทไม่ได้แก้เลย หมายความว่า คนร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ต้องการหลอกนักวิชาการต่างประเทศว่าเราเป็นประชาธิปไตย โดย ส.ส.ให้อิสระไม่อยู่ภายใต้ผูกมัดใดๆ ทั้งที่ในตัวบทพรรคการเมืองมีอำนาจปลด ส.ส.แสดงให้เห็นถึงถึงความไม่เป็นกลางของความเป็นนักวิชาการที่ไปเขียนรัฐ ธรรมนูญเหล่านี้ขึ้น

ดังนั้น คิดว่า ขณะนี้ท่านมองเห็นวิวัฒนาการจากตัวบทจริงๆ ส่วนข้างหน้าท่านจะคิดว่าเราจะแก้ไขอย่างไร จะมีท่านที่ร่วมอภิปรายต่อถึงระบบเผด็จการในพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา ก่อให้เกิดอะไรขึ้น ถ้าย้อนไปดูจากปี 35 พรรคการเมืองที่มาต่อสู้ในสภาเป็นพรรคการเมืองนายทุนทั้งสิ้น ระยะแรกจะเป็นพรรคการเมืองของนายทุนท้องถิ่น แย่งกันจับขั้วกันเอง และแย่งกันเป็นนายกฯ ลองย้อนไป ผมจะไม่เอ่ยชื่อใครทั้งนั้น ลองนึกว่า จากปี 34 - ปี 42 พรรคการเมืองนายทุนท้องถิ่นสลับขั้วกันอย่างไร หลังจากนั้นมา นายทุนระดับชาติมองเห็น ร่วมลงทุนมากหน่อย ใหญ่กว่านายทุนท้องถิ่น จึงซื้อทั้งผู้สมัคร ส.ส.ซื้อผู้ที่เป็น ส.ส.แล้ว และซื้อพรรคการเมือง ซึ่งจะเห็นว่า นายทุนท้องถิ่นระดับชาติกระโดดเข้ามาในระบบเผด็จการในพรรคการเมืองนายทุน เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ เพราะระบบรัฐสภาของเราคือใครคุมเสียงข้างมากในสภา คนนั้นเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นจึงซื้อเสียงเข้ามา และผูกขาดอำนาจพรรค และคอร์รัปชั่น และเอาเงินไปซื้อเสียงกลับเข้ามาอีก

ท่านมองเห็นปัญหาได้ ทำไมขนาดนี้ไม่มีนักการเมืองใดที่บอกว่า เขาเป็นเผด็จการในพรรคการเมืองนายทุน เพราะเขาได้ประโยชน์ เขาแข่งขันเพื่อมาคอร์รัปชั่น แต่การที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นใหม่ เราต้องสร้างจากพื้นฐานจริงๆ ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ 1.ข้าราชการประจำต้องเป็นกลาง 2.ระบบการกระจายอำนาจต้องดี 3.กระบานการยุติธรรมต้องดี ถ้าถามว่า 3 พื้นฐานของการปกครองประเทศ เราจะพัฒนาได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาจากคณาจารย์ที่สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบคนตาบอดคลำช้าง

อาจารย์ประเภทคนตาบอดคลำช้าง เขาตาบอด เมื่อเขาไปคลำตรงไหนก็สอนตรงนั้น เขาไม่เคยรู้จักเลยว่าช้างตัวใหญ่ รูปร่างเป็นอย่างไร และมันเดินได้อย่างไร พระมหากษัตริย์อยู่ส่วนไหนของช้างยังไม่รู้เลย

ผมอยากสรุปว่า ถ้าเราจะแก้ปัญหาประเทศไทย ต้องแก้ที่ระบบสถาบันการเมืองก่อน เพราะว่า ถ้านักการเมืองไม่แก้ ก็คงไม่มีใครแก้เนื่องจากเขาได้ประโยชน์ และไม่มีใครแก้ ดังนั้น ขอให้ช่วยกันคิดว่า ถ้านักการเมืองไม่แก้ระบบสถาบันการเมืองคนไทยจะทำอย่างไร ผมจึงขอขอบคุณ และจบการบรรยายเพียงเท่านี้ครับ

คลิ้กอ่านความเห็นทั้งหมดได้ที่ ประชาไทครับ

ดัน 'ยุทธศาสตร์โรคติดต่ออุบัติใหม่ 2555-59' ประกาศใช้เดือน มี.ค.

ที่มา ประชาไท

ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 คณะทำงานฯ เร่งจัดทำร่างยุทธศาสตร์โรคติดต่ออุบัติใหม่ พ.ศ.2555-2559 ให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม 2555 หวังให้ทันการระบาดซ้ำของไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ปีนี้ ขณะที่ ผอ.สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่เผย ร่างยุทธศาสตร์ฯ อยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ ก่อนส่ง ครม.ให้ความเห็นชอบและเผยแพร่ โดยเน้นการจัดการกระบวนการเลี้ยงสัตว์ สุขภาพสัตว์ และสัตว์ป่าให้ปลอดโรค เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบเฝ้าระวังป้องกัน รักษา และควบคุมโรคในคน เตรียมพัฒนาจัดทำเป็น "เอกาสุขภาพ"

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะเลขานุการคณะจัดทำแผนยุทธศาสตร์โรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานตามมตินี้ต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยระบุว่า หลังสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ป้องกัน แก้ไข และเตรียมพร้อมรับปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2551-2553) กอปรกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อบริหารจัดการโรคติดต่ออุบัติใหม่แบบบูรณาการ เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันขับเคลื่อนและนำไปจัดทำแผนปฏิบัติการนั้

ขณะนี้ ทางคณะทำงานฯ ที่มีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานผู้แทนองค์กรอนามัยโลกประจำประเทศไทย ได้ประชุมกับผู้เกี่ยวข้องระดับผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 20 ครั้ง จนได้ร่างยุทธศาสตร์โรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ พ.ศ.2555-2559 และได้วางแผนการประชาพิจารณ์ภายในเดือนมีนาคม 2555 จากนั้นจึงจะขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ก่อนนำไปเผยแพร่ โดยการขับเคลื่อนจะจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ พร้อมระบุหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติและใช้กลไกในรูปของคณะกรรมการที่จัดตั้งเพื่อการขับเคลื่อน ติดตาม กำกับและประเมินผลต่อไป

สาระสำคัญของร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับใหม่ดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยขยายความจากแผนยุทธศาสตร์ฉบับเดิมที่จำกัดเพียงโรคไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งนับเป็นการปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ ปัจจุบันและกระแสโลก เช่น แนวคิดเรื่อง "เอกาสุขภาพ" (One Health) ภาวะโลกร้อน การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การใช้กฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548 และยุทธศาสตร์โรคติดต่ออุบัติใหม่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ทั้งนี้ ร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้จำแนกออกเป็น 5 ข้อหลัก ได้แก่ 1.พัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน รักษา และควบคุมโรคให้เป็นเอกาสุขภาพ 2.จัดการระบบการเลี้ยงสัตว์ สุขภาพสัตว์ และสัตว์ป่า ให้ปลอดโรค 3.พัฒนาระบบจัดการความรู้และการส่งเสริมวิจัยพัฒนา 4.พัฒนาระบบบริหารจัดการเชิงบูรณาการและเตรียมพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน และ 5.มีการสื่อสารความเสี่ยงและทำการประชาสัมพันธ์

“ที่ต้องนำเรื่องสัตว์ ทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม บรรจุในร่างยุทธศาสตร์ฯ ด้วยก็เพราะโรคอุบัติใหม่กว่า 70% บนโลกเกิดขึ้นจาก สัตว์ทั้งหมด มีบางกรณีที่มีสาเหตุจากสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น โลกร้อน ภัยพิบัติ ที่เกิดจากการทำลายธรรมชาติโดยมนุษย์ ฉะนั้น ถ้าเราต้องการให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น กระบวนการในการปกป้องดูแลจะต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในมนุษย์ต่อไป แต่ต้องมองหลายมิติและจัดทำเป็นพหุภาคีมากขึ้นในแบบเอกาสุขภาพ คือนำเอา คน สัตว์ สิ่งแวดล้อม มาผนวกรวมเข้าด้วยกันในกระบวนการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำให้เกิดผลที่มีประสิทธิภาพกว่า จากนี้ก็จะจัดประชาพิจารณ์ร่างยุทธศาสตร์ฯ ก่อนนำเสนอ ครม.ขอความเห็นชอบ พร้อมประกาศใช้ภายในเดือนมีนาคม ซึ่งหวังว่าน่าจะทันก่อนไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่จะระบาดในปีนี้” นพ.รุ่งเรือง