WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 7, 2012

ทัศนะในวัยหนุ่มของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าด้วยม. 112

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: เว็บไซต์คณะนิติราษฎร์เผยแพร่บทความจากผู้อ่าน เรื่อง ทัศนะในวัยหนุ่มของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ว่าด้วยม. 112 ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่อีกครั้ง

โดยส่วนตัวนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร แต่ก็มีความเคารพนับถือท่านเสมอมา ถึงจะมีความเห็นต่างกับท่านในหลายเรื่องก็ตาม เมื่อได้อ่านบทสัมภาษณ์ของท่านที่ตีพิมพ์เมื่อประมาณ ๒๘ ปีก่อน เกี่ยวกับการดำเนินคดีท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ตามมาตรา ๑๑๒ แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกเลื่อมใสการแสดงความเห็นในวัยหนุ่มของท่านเป็นอย่างมาก

บทสัมภาษณ์ดังกล่าวน่าจะถือว่าเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์สำคัญชิ้นหนึ่ง ที่ทั้งผู้แก่ผู้เฒ่าและเยาวชนคนรุ่นใหม่ควรจะได้อ่านอย่างมีโยนิโสมนสิการ แม้ข้อเท็จจริงบางส่วนอาจจะล่วงสมัยไปบ้าง แต่ก็มีหลักการสำคัญอยู่หลายประการที่มีความร่วมสมัยและเป็นสากล จึงเห็นสมควรนำเนื้อหาสำคัญบางตอนจากบทสัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ในวัยหนุ่มมากล่าวเป็นลำดับไป โดยจะดึงใจความสำคัญของท่อนนั้นๆ ขึ้นมาเป็นหัวข้อเพื่อความสะดวกในการอ่าน อย่างไรก็ตามผู้อ่านพึงระมัดระวังว่าข้อความที่ยกมานี้แม้จะยกมาค่อนข้างยาว แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์เท่านั้น การทำความเข้าใจให้ถูกต้องครบถ้วนตามบริบท จำต้องพิจารณาจากบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ “ลอกคราบ ส.ศิวรักษ์” โดยกองบรรณาธิการมติมหาราษฎร์, บริษัทสำนักพิมพ์สัญลักษณ์จำกัด (กันยายน, ๒๕๒๗) หน้า ๗๑ – ๙๕.

+ + + +

ควรจะมองพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นคนธรรมดา

“ถ้าอาจารย์สุลักษณ์ได้พูดอย่างนั้น ผมเห็นด้วยในประเด็นนี้ว่าควรจะมองพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นคนธรรมดา และคนที่จะสนับสนุนความคิดนี้เป็นคนแรกก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นเพียงแต่คนบางคนจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องการจะเทิดทูลสถาบันขึ้นไปให้เหนือฟ้า ผมคิดว่าถ้าได้คุยกับสมเด็จพระเทพฯ หรือพระราชวงศ์ผู้ใหญ่อื่นๆ จะเห็นว่าท่านก็เหมือนคนธรรมดา คนข้างนอกเท่านั้นที่ทำให้ท่านเหมือนลอยล้ำฟ้าไป ผมคิดว่าความดีความประเสริฐของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ก็สืบ เนื่องมาจากท่านทำพระองค์เป็นคนธรรมดา และนี่เป็นสิ่งที่ประทับใจราษฎรอย่างมาก และผมคิดว่าการที่ท่านทำพระองค์เองเป็นมนุษย์ธรรมดานั้นได้ประสบความสำเร็จ อย่างมาก”

“ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันนี้ควรจะกระทำก็คือเพิ่มความ เป็นมนุษย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระราชวงศ์ต่างๆ ผมคิดว่าควรจะทำอย่างนี้ สถาบันไม่ว่าสถาบันใด ถ้าห่างเหินกับความเป็นจริงมากเกินไป ถ้ามีช่องว่างระหว่างหลักการหรือสมมุติฐานของสถาบันกับความเป็นจริงทางสังคม ผมคิดว่าสถาบันนั้นๆ จะอยู่ไม่ได้”

สิ่งที่ต้องทำสำหรับคนที่ต้องการสร้างแต้มทางการเมือง

“ผมคิดว่าสำหรับคนที่จะต้องการสร้างแต้มทางการเมืองนั้น สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ พยายามเทิดทูนสถาบันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำโน่นทำนี่เพื่อสถาบันเพื่อแสดงความจงรักภักดี ผมคิดว่าเขาอาจจะนับถือจริงก็ได้ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นการใช้สถาบันเพื่อประโยชน์ของตน ถ้าใช้สถาบันไปในทางที่สร้างสรรค์ให้เป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวมด้วยนี่ผมคิด ว่าไม่เป็นไร แต่ผมคิดว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป”


การติเพื่อก่อนั้นควรจะกระทำ

“ในส่วนตัวของผม ๆ [sic] คิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่เกี่ยวกับมนุษย์ ความเป็นมนุษย์และสังคมมนุษย์ และผมคิดว่า ไม่ว่าสำหรับสถาบันใดๆ ก็ตาม การติเพื่อก่อหรือวิจารณ์เพื่อก่อนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะมีและควรจะกระทำ”

ความเข้มแข็งของสถาบันอยู่กับความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับข้อครหาข้อวิจารณ์

“ผมคิดว่าความเข้มแข็งของสถาบันอันใดอันหนึ่งนี่ขึ้นอยู่กับความสามารถ ที่จะเผชิญหน้ากับข้อครหาข้อวิจารณ์ และถ้าข้อวิจารณ์นั้นเป็นความจริงทั้งหมด เพียงบางส่วน สถาบันนั้นควรจะสามารถปรับตัวให้ดีขึ้นได้”

มันเป็นข้ออ้างของคนรุ่นหลัง ๒๔๗๕ ที่อ้างว่าติสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้

“สถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์หรืออะไรอื่นๆ ถ้าเป็นสิ่งที่อยู่กับที่ เป็นสิ่งที่ไม่เติบโตไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขยายตัวก็จะเป็นสิ่งที่ตายไปแล้ว ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ผมคิดว่ามันเป็นข้ออ้างของคนรุ่นหลัง ๒๔๗๕ ที่อ้างว่าติสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้ ไม่จริงที่ว่าข้อติทุกประการเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นการตีความในช่วงหลัง โดยกลุ่มผู้มีอำนาจโดยเฉพาะช่วงหลังจอมพลสฤษดิ์มาแล้ว เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะกำจัดทำลายพวกกลุ่มต่อต้านกลุ่มอำนาจเหล่านี้”

ในสมัยสุโขทัย การร้องทุกข์ของราษฎรเป็นการติการปกครองโดยสถาบัน

“ถ้ามองกลับไปตั้งแต่สมัยสุโขทัยราษฎรมีสิทธิถวายฎีกาต่อพ่อขุนฯ เขามีสิทธิร้องทุกข์ว่าอะไรเป็นธรรมอะไรไม่เป็นธรรมซึ่งส่วนหนึ่งก็หมายถึง ว่าเป็นการติการปกครองโดยสถาบันนี้ แล้วก็ไม่ต้องไปไกลดูแค่รัชกาลที่ ๕ ก็ได้ สมัยนั้นปัญญาชนยังมีจำกัด ฉะนั้นข้อวิจารณ์จึงมีจำกัด แต่ก็ยังมีอยู่”

เป็นหน้าที่ลูกที่จะวิจารณ์พ่อ

“อย่างพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ ๕ ทรงเขียนถึงปู่ผม สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปยุโรปเมื่อทศวรรษ ๑๘๙๐ เขียนไว้ในทำนองว่า “พ่อนี้เป็นคนล้าสมัย พ่อนี้อาจจะทำอะไรให้เป็นที่ขวางหูขวางตาคนเขา เป็นหน้าที่ของลูกที่จะวิจารณ์พ่อ ว่าพ่อทำอะไรผิด” เพราะฉะนั้นคอนเซฟที่ว่า เป็นเจ้าเหนือมนุษย์เหนือชีวิตเหมือนกับเทวดา มันไม่ใช่เป็นคอนเซฟเก่า”

ผู้ที่รักสถาบันควรจะเข้าใจประวัติศาสตร์ว่าความสำคัญของสถาบันไม่เกี่ยวกับเรื่องการมีอำนาจ

“ในหลักการนั้น การติเพื่อก่อไม่ผิดแม้ว่าในประวัติศาสตร์หรือในปัจจุบัน และผมคิดว่าผู้ที่สนับสนุนสถาบันในประเทศซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่รักสถาบันที่เทิดทูนสถาบัน ไม่ควรจะมีความอ่อนไหวมากนักเกี่ยวกับข้อติวิจารณ์ที่มาจากคนส่วนน้อย คนเหล่านี้ควรจะเข้าใจว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมีบทบาทมีสถานะที่ลึกซึ้งมากในประวัติศาสตร์ไทย ในโลกทัศน์ของคนไทย ในวัฒนธรรมการเมืองของคนไทย ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจเลย ถึงแม้ว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้หมดไปแล้ว เมื่อ ๒๔๗๕ ในยุคที่เรียกประชาธิปไตยนี้ ความสำคัญของสถาบันนี้ก็ยังคงมีอยู่ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องการมีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ”


ข้อวิจารณ์ไม่กี่ข้อไม่สามารถจะบั่นทอนความมั่นคงของสถาบันได้

“พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์นี้ทรงมีบารมีมาตลอด ไม่น่าคิดว่าคำพูดไม่กี่คำ ข้อวิจารณ์ไม่กี่ข้อจะสามารถบั่นทอนความมั่นคงของสถาบันได้ ผมคิดว่าอันนี้เป็นความคิดที่แย่มาก ที่จริงแล้วคนที่ควรถูกจับในข้อหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นคือคนที่มี ความคิดเช่นนั้น เพราะเขาทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดูเหมือนเป็นสถาบันที่อ่อนแอ ผมคิดว่าเขาเข้าใจสถาบันนี้แตะต้องไม่ได้”


สถาบันคือเกียรติภูมิของประเทศ เพราะไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ทำผิด

“อังกฤษมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่เหนือการเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้ เหนือการเมืองจริงๆ มีหน้าที่เพียงทางพิธีการ นอกจากจะมีวิกฤตการณ์อันใดเกิดขึ้น ในกรณีนั้นจะเป็นบ่อเกิดแห่งความชอบธรรมแห่งสุดท้าย นี้เป็นหน้าที่ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ดีมาก”

“อย่างถ้าดูในอเมริกาสมัยวอเตอร์เกต ปัญหาหลักคือว่าผู้นำรัฐบาลกับผู้นำประเทศเป็นคนๆ เดียวกัน ผู้นำรัฐบาลทำเสียเพราะฉะนั้นเกียรติภูมิของผู้นำประเทศก็เลยเสียไปด้วย คำว่าอำนาจของประธานาธิบดี มันลดไป ทำให้เกียรติภูมิของประธานาธิบดีสมัยต่อมาลดไปจะเกิดความยุ่งเหยิงอย่างมาก ที่ได้ทราบดีอยู่แล้ว แต่อย่างอังกฤษนี้รัฐบาลเป็นอะไรก็ช่าง รัฐบาลจะออกไป เกียรติภูมิของประเทศก็ยังมีอยู่ ใช่ไหมฮะ คือผู้นำประเทศก็ยังอยู่ เพราะไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ได้ทำผิด เป็นสถาบันที่เหนือการเมืองจริงๆ”

“ผมว่านี่เป็นคอนเซฟที่เราพยายามนำมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทย แต่ว่าก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะว่าคนหลายกลุ่มพยายามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นประโยชน์เพื่อผล ประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ส่วนรวมในการตีความของตน”

“ที่อังกฤษนี้ การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นไปในทางวิชาการเป็นอย่างมาก และก็กษัตริย์ไหนที่ไม่ดีก็บอกว่าไม่ดี กษัตริย์ไหนดีก็บอกว่าดี คือเป็นไปในทางวัตถุวิสัยมาก ควีนอลิซาเบธทำอะไรไม่ชอบไม่ควร ปริ๊นซชาร์ล ปริ๊นซแอนดรูร์หรือปริ๊นแซสแอนด์ซึ่งทำอะไรไม่ดี คนเขาก็ติ จุดนี้ก็มีผลเหมือนกันทำให้ เจ้านายระวังพระองค์มากขึ้น ที่จะทำอะไร เมื่อเป็นคนในสายตาสาธารณชนก็ต้องระวังตนเข้าไว้”

ไม่ควรมีข้อวิจารณ์ส่วนพระองค์เลย

“ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดนะฮะ ไม่ควรจะมีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องส่วนพระองค์เลย เรื่องส่วนตัวผมหมายถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง หรือเกี่ยวกับผลประโยชน์แห่งชาติ หรือความมั่งคงของชาติ ข้อวิจารณ์นั้นผมคิดว่าควรจะมีบ้าง แต่หนึ่งต้องเป็นข้อวิจารณ์ที่ต้องมากจากการวิเคราะห์ในทางวัตถุวิสัย และในทางวิชาการเป็นศาสตร์มากที่สุดด้วย และก็สองควรเป็นการติเพื่อก่อ คิดว่าสิ่งเหล่านี้นี่ในที่สุดจะทำให้สถาบันมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต”

ไม่มีสถาบันไหนอยู่ได้โดยไม่มีการปรับตัว

“ไม่มีสถาบันไหน อยู่ได้โดยไม่มีการปรับตัวหรือยอมรับข้อมูลจากภายนอก มีศัพท์รัฐศาสตร์อันหนึ่งเขาเรียกอาโทรฟี่ (ATROPHY) คือบางสิ่งบางอย่างถ้าไม่ได้รับปัจจัยจากภายนอก มักจะเหี่ยวเฉา ผมยังไม่คิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถึงขั้นนั้น แต่ผมคิดว่าสถาบันทั่วๆ ไปแล้วถ้าไม่ได้รับอินพุท (INPUT) จากข้างนอกอย่างเพียงพอไม่ได้หายใจ ไม่ได้กินน้ำสูดอากาศไม่ได้รับอาหารจะต้องเหี่ยวเฉาตายไป”

นิยามการติเพื่อก่อเป็นเรื่องของผู้ร่างกฎหมายซึ่งก็คือประชาชน

“ในแง่หลักการ การติเพื่อก่อควรจะมีขึ้นได้ ส่วนจะนิยามความหมายว่าอะไรคือการติเพื่อก่อ อะไรไม่ใช่นี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องผู้ที่ทำกฎหมาย ผู้ที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งก็หมายถึงประชาชน ถ้าเรายังยึดระบอบประชาธิปไตยอยู่”


โทษควรลงสถานเบา นอกจากพิสูจน์ว่าเป็นกบฏ

“เมื่อจับเขา [ส.ศิวรักษ์] แล้วนี้ ผมคิดว่าให้ถูกต้องที่สุดให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป เพราะลงถ้าจับเขาแล้วไม่ดำเนินการตามกฎหมายมันก็ผิดทุกทางเพราะว่า หมายความว่าเขาไม่ผิดปล่อยตัวเขาเดี๋ยวนี้แสดงว่าเขาไม่ผิดจริงใช่ไหม และถ้าเขาไม่ผิดจริงแล้วทำไมไปจับเขา เมื่อตัดสินใจจับไปแล้วนี้มันปวดหัว มันยากจริงๆ”

“แต่ผมคิดว่า โทษนั้นควรจะอยู่ในสถานเบา นอกจากจะพิสูจน์ได้ว่าเจตนารมณ์เขาไม่ดี มีเจตนารมณ์ที่จะโค่นสถานบันสำคัญๆ ของชาติ คือพูดง่ายๆ ว่าเป็นกบฏ ผมคิดว่าควรให้โทษสถานเบาถ้าเขาผิดจริง หลังจากลงโทษแล้ว ก็อาจมีการนิรโทษกรรมได้”

ยิ่งจับเขายิ่งทำให้เขาเป็นวีรบุรุษ ผลก็ตรงกันข้ามกับที่คนเทิดทูนสถาบันต้องการ

“มีคนเล่าสู่กันฟัง ผมไม่ทราบเป็นจริงแค่ไหน เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนี้ก็เคยมีตำรวจจะไปจับอาจารย์สุลักษณ์ แล้วผู้ห้ามปรามเอาไว้ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยตรัสว่าจับเขาไปทำไม ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะ ในที่สุดคนก็ไม่ฟังเขาไปเอง อะไรทำนองนี้นะฮะ ยิ่งจับเขายิ่งทำให้เขาเป็นวีรบุรุษไป ผมคิดว่าถ้าพระองค์ท่านทรงตรัสคำพูดดังกล่าวนะฮะ ผมคิดว่าเราควรจะยึดมั่นในคำตรัสของท่าน การจับนี้ยิ่งทำให้อาจารย์สุลักษณ์เป็นวีรบุรุษและทำให้มีคนอยากอ่านลอกคราบ สังคมไทยมากขึ้น และถ้าคนที่ถูกจับเพราะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วออกมาเป็นวีรบุรุษ ผลก็ตรงข้ามกับที่คนเทิดทูนสถาบันต้องการ”

+ + + +

จะว่าไปแล้ว ข้อความข้างต้นทั้งหมดนี้ หากไม่บอกว่าเป็นเรื่องเมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อน และหากลบชื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กับท่านอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ออก เชื่อได้ว่าท่านผู้อ่านคงจะนึกว่าเป็นบทสัมภาษณ์ไม่เกิน ๓ วันที่ผ่านมา และก็อาจจะนึกไปด้วยว่าน่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ของอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งในคณะ นิติราษฎร์เป็นแน่ เพราะเนื้อหาที่ปรากฏไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวิจารณ์มิได้บั่นทอนความมั่นคง แต่จะทำให้สถาบันมั่นคงยิ่งขึ้น, สถาบันคือเกียรติภูมิของประเทศ, ประวัติศาสตร์การใช้การตีความเพื่อประโยชน์ทางการเมือง, การวิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้, การห้ามวิจารณ์เรื่องส่วนพระองค์, ความสำคัญของสถาบันมิได้อยู่ที่การมีอำนาจ เป็นต้น ล้วนแต่สอดคล้องกับหรือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เกือบจะทั้ง หมด ในแง่นี้ บทสัมภาษณ์ดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าฐานความคิดของข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ได้ดำรงอยู่ในแวดวงปัญญาชนมาข้านานแล้ว มิใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด ดูเหมือนว่าคุณูปการสำคัญของคณะนิติราษฎร์คือการทำให้กระแสความคิดเชิง นามธรรมที่มีอยู่แล้วนั้นกลายเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นมา

และสุดท้ายนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งคือ ทุกครั้งที่มีใครออกมาอธิบายเรื่องทำนองนี้ ก็เป็นที่คาดหมายได้ทันทีว่าจะมีกระบวนการปลุกปั่นอย่างไร้ยางอายและไร้ เหตุผลว่าผู้ที่อธิบายนั้นกระทำการล้มเจ้าบ้าง เนรคุณบ้าง คิดโค่นสถาบันบ้าง สุดแท้แต่อกุศลจิตที่ท่านนั้นๆ จะมีอยู่ในการสรรหาถ้อยคำมาลดความมีเหตุผลของมนุษย์ ซึ่งในเรื่องนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร แม้จะอยู่ในราชนิกุลก็คงจะประสบปัญหาเช่นกัน จึงได้กล่าวปิดท้ายการสัมภาษณ์ว่าตนมิได้คิดโค่นสถาบันแต่อย่างใด ด้วยข้อความที่ยึดยาวอย่างไม่ควรจะเป็น ดังนี้

“ที่ผมให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ก็ไม่ใช่อะไร ผมคิดว่าการที่ผมเกิดมาในสายเลือดเจ้า ควรเป็นข้อพิสูจน์อย่างแน่วแน่ว่า ผมนั้นจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าผมคิดโค่นหรือบั่นทอนสถาบันนี้ ก็หมายความว่าในที่สุดแล้วผมพยายามลบล้างตัวเอง ลบล้างรากเหง้าของตระกูลผม ลบล้างวัฒนธรรมแนวความคิดของผมทุกประการ รวมทั้งลบล้างวิญญาณของผมเอง ฉะนั้น ผมคิดว่าอันนี้คงไม่เกิดขึ้นได้”

“อีกประการหนึ่ง บรรพบุรุษผมได้เข้ารับใช้ราชการด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดีมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปู่ผมนับได้ว่าเป็นพระบิดาองค์หนึ่งของกองทัพไทยมาตลอด อันนี้ควรจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ดีเช่นกันว่าเจตนารมย์ [sic] ของผมไม่ใช่เป็นเจตนารมย์ [sic] ที่ไม่ดี ตรงกันข้าม ผมให้สัมภาษณ์ด้วยความหวังดีและความห่วงใยเป็นการติเพื่อก่อ ไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นแต่อย่างใด”.

กองทัพซีเรียเหิมหนัก รุกถล่มฝ่ายต้านในเมืองฮอม

ที่มา ประชาไท

กองทัพรัฐบาลซีเรียจู่โจมเมืองฮอมด้วยอาวุธหนักเข้าใส่บ้านเรือนผู้อยู่อาศัย ทั้งจรวด ปืนครก และรถถัง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งมีเด็กรวมอยู่ด้วย

6 ก.พ. 2012 - สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่ากองทัพรัฐบาลซีเรียได้รุกคืบเข้าโจมตีกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในเมืองฮอม จากการบอกเล่าของนักกิจกรรมและผู้อยู่ในเหตุการณ์ การบุกโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียและจีนคัดค้านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีเป้าหมายต้องการหยุดความรุนแรงในซีเรีย

อาบู อับโด อัลฮอมซี นักกิจกรรมกลุ่มสภาปฏิวัติในเมืองฮอมเล่าเหตุการณ์การโจมตีของทหารให้กับผู้สื่อข่าว ขณะที่ฉากเหตุการณ์เบื้องหลังยังมีกลุ่มควันขโมงลอยขึ้นสู้ท้องฟ้า

"ที่นี่เลวร้ายมาก มีจรวดตกลงมา มีระเบิดขนาดใหญ่ที่ทำให้อาคารสั่นไหว พวกเราไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกันแน่" อัลฮอมซีกล่าว

"มันเป็นการบุกโจมตีอย่างหนักหน่วง การสังหารหมู่ครั้งใหม่กำลังเกิดขึ้นที่นี่ ไม่มีใครสามารถออกไปได้ พวกเราไม่รู้ว่ามีบ้านเรือนประชาชนกี่หลังที่ถูกถล่ม ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่เสียชีวิต" อัลฮอมซีเล่าเหตุการณ์

คณะปฏิวัติของซีเรียเปิดเผยว่าในวันที่ 6 ก.พ. มีประชาชน 15 รายถูกสังหารในฮอมและมีอย่างน้อยอีก 3 รายเสียชีวิตในเมืองอเลปโป

ภาพวีดิโอของสำนักข่าวอัลจาซีร่าที่ได้มาจากนักกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลซีเรีบ เผยให้เห็นภาพซากการทำลายล้างจากการโจมตีของทหารในย่าน บับ อัมร์ ของเมืองฮอม

นักกิจกรรมและผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ทหารไล่ยิงคนในย่านดังกล่าวไม่เลือกหน้ามาตั้งแต่ช่วงเช้าวันอาทิตย์ (5 ก.พ.) ที่ผ่านมาแล้ว

การโจมตียังคงดำเนินต่อไป
ภาพในวีดิโอดังกล่าวยังได้เผยให้เห็นคนที่ถูกยิงและถูกสะเก็ดระเบิด มีภาพของเด็กที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย

แดนนี่ อับดุล ดาเยม ผู้อาศัยในเมืองฮอมเปิดเผยว่า "เหตุการณ์เลวร้ายมาก มีการระเบิดอย่างต่อเนื่องไม่หยุด จากอาวุธจรวด ปืนครก และปืนรถถัง มีผู้คนมากกว่า 50 รายได้รับบาดเจ็บในย่านบับ อัมร์ ในวันนี้"

"ผมเห็นมากับตาตัวเอง เห็นเด็กที่ขาขาด เด็กที่กรามล่างขาด มันช่างเลวร้าย" ดาเยมเล่า

ทางด้านกลุ่มจับตามองด้านสิทธิมนุษยชนของซีเรียรายงานว่า ในวันที่ 6 ก.พ. ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย กลุ่มทหารหนีทัพได้บุกเข้าทำลายฐานปฏิบัติการของทหารรัฐบาล สังหารเจ้าหน้าที่ 3 ราย และจับกุมตัวทหารไว้ได้ 19 ราย

โดยเหตุบุกโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน อัล บารา ในเขตเอดเลบ ซึ่งทางกลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่าฝ่ายทหารหนีทัพไม่มีใครเสียชีวิต และฐานปฏิบัติการของทหารรัฐบาลถูกทำลายจนสิ้น

ตัวเลขผู้เสียชีวิตในซีเรียตอนนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 88 รายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลระบุว่ามีประชาชนอย่างน้อย 6,000 รายในซีเรียเสียชีวิตนับตั้งแต่มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอัสซาดยาวนาน 11 เดือน

ยุโรปเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร
ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ได้ออกมาแถลงว่าประเทศแถบยุโรปได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลซีเรียมากขึ้นเพื่อกดดันให้รัฐบาลซีเรียถูกทอดทิ้ง ไม่มีทางออก และเพื่อช่วยเหลือฝั่งต่อต้านรัฐบาลในซีเรีย อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสก็ยังไม่กล้าใช้มนตรการขับไล่ทูตซีเรีย เนื่องจากเกรงว่าสถานทูตฝรั่งเศสในซีเรียซึ่งมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจะได้รับผลกระทบไปด้วย

ขณะที่เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา รัสเซียและจีนก็คัดค้านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ต้องการประณามการปราบปรามผู้ประท้วงในซีเรีย จนทำให้ทั้งกลุ่มผู้นำประเทศอื่นๆ และกลุ่มต้านรัฐบาลในซีเรียวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของทั้งสองประเทศนี้

ที่มา
Syrian army 'steps up Homs offensive' , Aljazeera, 06-02-2012
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2012/02/20122614732355122.html

วิวาทะอุปนายก-รองอุปนายก อมธ.: ความเห็นส่วนตัว-ในนามองค์กร?

ที่มา ประชาไท

อธิการบดี มธ.โพสต์ จม.จาก "อมธ." เสนอทำประชามติห้ามใช้พื้นที่ มธ.เคลื่อนไหวการเมืองและม. 112 ด้านอุปนายกฯ โพสต์แจงเป็นความเห็นส่วนตัวของรองอุปนายกฯ แต่ใช้หัวกระดาษองค์กร

(7 ก.พ.55) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีการโพสต์ภาพจดหมายซึ่ง ใช้หัวกระดาษขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ลงชื่อโดยภาณุพงศ์ รอดทอง รองอุปนายก อมธ. เรื่อง "เสนอให้ลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและเรื่อง มาตรา 112" โดยสมคิดระบุว่า "เช้านี้ได้รับหนังสือจากรองอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นว่านศ.ส่วนใหญ่ในมธ.เห็นด้วยกับท่าทีของมหาลัย"


ภาพจดหมายที่ถูกโพสต์ในวอลล์ของสมคิด

เนื้อหาในจดหมายดังกล่าว ลงวันที่ 6 ก.พ.55 ระบุว่า "เนื่องด้วยองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีความประสงค์ที่จะแสดงให้คนภายนอกเห็นถึงความมีเสรีภาพและเพื่อลดแรงกดดัน ต่อคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทางองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จึงมีความคิดเห็นว่าให้จัดการลงมติโดยนักศึกษาเพื่อแสดงจุดยืนให้คนภายนอก ทราบว่าไม่เพียงแต่คณะผู้บริหารที่มีมติเพื่อป้องกันเหตุรุณแรงที่จะเกิด ขึ้น ทั้งนักศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยเนื่องจากพื้นที่การศึกษานี้คนที่ได้รับผล กระทบโดยตรงคือนักศึกษา ในเมื่อเรามี กกต.ที่สามารถดำเนินการได้ทันที องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งในการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ทั้งไม่มีผลประโยชน์และพวกที่มีผลประโยชน์แอบแฝง จึงเรียนมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ไตร่ตรองขอเสนอ"

ทั้งนี้ ท้ายจดหมายฉบับดังกล่าว สมคิดเขียนด้วยลายมือว่า "การลงมติโดย นศ.เห็นว่าทำได้ และผมใคร่ขอให้ นศ.เป็นผู้ดำเนินการครับ" ลงวันที่เดียวกัน

จากนั้น รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายก อมธ. แสดงความเห็นในโพสต์ดังกล่าวว่า "จดหมายดังกล่าวเป็นการแอบอ้างใช้กระดาษหัวองค์การของราชการ และไม่ใช่มติขององค์การนักศึกษา" แต่ต่อมาข้อความดังกล่าวถูกลบไป จึงเขียนชี้แจงอีกครั้งในเฟซบุ๊กของตนเอง มีใจความว่า "ผมขอชี้แจงอีกรอบ ว่าจากจดหมายที่ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอามาลงนั้น เกิดจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเพียงผู้เดียว ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับทางองค์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ผู้เขียนนำหัว กระดาษมาเขียนเพื่อเป็นเอกสารทางการ

"การกล่าวอ้างว่า"นักศึกษาส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย" นั้นไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด น่าจะเกิดจากความเห็นส่วนตัว เพราะไม่มีการลงมติใดๆจากนักศึกษาเลย

"ผมได้ทำการชี้แจงลงบนหน้าวอลล์โพสต์ของท่านอธิการบดีสมคิด ก็กลับถูกลบไปอย่างรวดเร็ว (ตอนนี้ไปเขียนเพิ่มอีกนิดแล้ว ไม่รู้ว่าจะโดนลบอีกเมื่อไร) ผมจึงอยากชี้แจงในวอลล์ตนเองอีกครั้ง

"ผมเชื่อว่าองค์การนักศึกษายังคงยืนยันแถลงการณ์เดิมเพื่อให้ฝ่ายบริหาร ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทบทวนมติที่ออกไป และยังไม่มีแถลงการณ์อื่นใดต่อจากนั้น

"นี่คือการกระทำที่แอบอ้าง โดยการใช้ชื่อองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทำให้เกิดการเข้าใจผิด บิดเบือน เป็นความจงใจกลั่นแกล้งทางการเมืองที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีท่ามกลางช่วงเวลาที่ ทุกฝ่ายควรใช้เหตุผลในการหาทางออก มิใช่การแอบอ้างเพื่อสร้างความเข้าใจผิดและความแตกแยกต่อองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"

ต่อมา ภาณุพงศ์ รอดทอง แสดงความเห็นในโพสต์เดียวกันของสมคิด ชี้แจงเพิ่มเติมว่า "สมาชิก อมธ.ท่าพระจันทร์ จากกหนังสือที่ส่งไปเป็นการประชุมและลงความเห็นอย่างถูกต้องตามกระบวนการโดย มีฝ่ายต่างๆ ไม่ได้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวแต่อย่างใด พวกเราหวังเพียงหากพวกท่านมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่หลายๆท่านเรียกร้อง เราเสนอให้ลงมติเพื่อจะลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นทุกคนก้อ้างไปอ้างมา อยู่เช่นนี้ บางท่านไปออกทีวีขึ้นว่า ตัวแทนนักศึกษาธรรมศาสตร์ ทั้งที่จริงสิ่งเหมาะสมที่สุด คือนายก อมธ. เพราะมาจากการเลือกตั้ง นั่นไม่ใช่เสียงทั้งหมดแต่ก็มาจากกระบวนการประชาธิปไตย ใช่ไหมครับ มีคนบอกว่า เรียนแล้วไม่คิดเสียเวลา คิดโดยไม่ได้เรียน อันตราย สิทธินั้นคู่กับเสรีภาพแต่อีกอย่างคือไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น? ด้วยความเคารพทุกท่าน"

ล่าสุด รักษ์ชาติ์เขียนถามถึงกระบวนการลงมติดังกล่าวในวอลล์ของตนเอง เนื่องจากตนเองไม่เคยรับทราบการประชุม พร้อมโต้ว่า ที่รองอุปนายกฯ ระบุว่าตัวแทนนักศึกษาต้องเป็นนายกซึ่งมาจากการเลือกตั้งนั้น เขาบอกว่าตนเองก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน ขณะที่ตำแหน่งรองนายกมาจากการแต่งตั้ง ซึ่งหากจะอ้างความชอบธรรมว่าตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งควรจะเป็นตัวแทนนัก ศึกษา เช่นนั้นแล้ว รองอุปนายกมีความชอบธรรมใดในการออกมติ ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า เขาออกสื่อโดยใช้ชื่อว่าตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ชี้แจงว่าได้บอกทุกรายการที่ไปออกว่าเขาพูดในนามส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับ อมธ.แต่อย่างใด

"ชวน" แนะใช้เงินทักษิณชดเชยเสื้อแดง เพราะมาชุมนุมเพื่อทักษิณ

ที่มา ประชาไท

พร้อมเสนอให้ชดเชยผู้เสียชีวิตกรณีภาคใต้ด้วย เพราะความเสียหายเกิดจาก "ระบบฆ่าทิ้ง" และ "นโยบายโจรกระจอก" สมัยทักษิณ ชี้กรณีชดเชยเสื้อแดงต้องแยกให้ออก ไม่ใช่เอาถาษีชาวบ้านไปชดเชยพวกที่ทำเพื่อตัวเอง ด้าน "อภิสิทธิ์" ชี้งานเลี้ยง ศปภ. กระทบความรู้สึกคนจำนวนมาก หลายคนยังรอการเยียวยา แต่คนมีหน้าที่การงานกลับมาเลี้ยงฉลองกัน

ชวนแนะใช้เงินทักษิณจ่ายเสื้อแดง เพราะมาชุมนุมเพื่อทักษิณ

เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานเมื่อวานนี้ (6 ก.พ.) ว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ถึงกรณีคณะกรรมการอิสลามประจำ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เตรียมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เท่าเทียมการจ่ายเงินเยียวยาคนเสื้อแดง 7.5 ล้านบาทว่า

รัฐบาลต้องแยกแยะเพราะผู้เสียหายจากการชุมนุมที่กรุงเทพนั้นคนละเรื่อง กัน เพราะกรณีของภาคใต้นั้นเป็นเรื่องความเสียหายจากนโยบายที่ต้องย้อนกลับไปใน ปี 2544 ที่ผิดพลาดจากนโยบายที่ใช้ระบบฆ่าทิ้ง และนโยบายโจรกระจอก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯถ้าจะมีการชดเชยก็ต้องเอาเงินของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมาชดเชยเพราะผู้ชุมนุมมาเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งต้องแยกกันให้ออก ไม่ใช่เอาภาษีชาวบ้านไปชดเชยพวกที่ทำเพื่อตัวเอง เพราะฉะนั้นความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์ ที่กรือเซะและตากใบเท่านั้น ซึ่งมีผลพวงจนถึงวันนี้ 5 พันกว่าคน ที่มาจากผลพวงของนโยบายรัฐบาลไม่ใช่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในกรุงเทพฯ

"เพราะฉะนั้นเราต้องแยกประเด็นให้ออก ไม่ใช่จะใช้วิธีช่วยพรรคพวกตัวเอง แล้วเอาที่อื่นมากลบเกลื่อน ทำไม่ได้ และการที่รัฐบาลอ้างว่า กรณีภาคใต้ไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐแต่ในกรุงเทพฯรัฐต้องเข้าไปรับผิดชอบนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เขามาก็เพื่อเรียกร้องให้มาเพื่อ ล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แต่กรณีภาคใต้ ก็ถือเป็นนโยบายโจรกระจอก ซึ่งเรื่องนี้พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้ยอมรับด้วยตัวเองในการให้สัมภาษณ์หนังสือ พิมพ์เสตรทไทม์ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนพ.ย.54 ว่าผิดพลาด ซึ่งเรื่องนี้คนที่ทำก็ยอมรับแล้วจะให้แก้ตัวแทนก็คงฟังไม่ขึ้น และย้ำจุดยืนของพรรคไม่เห็นด้วยที่จะจ่ายชดเชย 7.5 ล้านบาทให้กับคนเสื้อแดง เพราะเขามาเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณและพรรคเพื่อไทย เงินของท่านเยอะแยะต้องไปใช่เป็นส่วนตัวไม่ใช่เอาเงินภาษีประชาชนมาจ่ายแทน สิ่งที่เขาทำก็เพื่อพวกท่านทั้งหลาย" นายชวนกล่าว

อภิสิทธิ์ชี้งานเลี้ยง ศปภ. กระทบความรู้สึกคนจำนวนมาก ไม่ทราบจริงๆ มีเป้าประสงค์อะไร

ขณะเดียวกันในวันนี้ (7 ก.พ.) เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel กรณีงานเลี้ยงที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 10 ก.พ.นี้ มีการได้เชิญผู้นำฝ่ายค้านด้วยหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ได้รับเชิญ และตนไม่ทราบว่าการจัดเลี้ยงครั้งนี้มีเป้าประสงค์อะไร ซึ่งหากเป็นการเลี้ยงเพื่อตอบแทนคนทำงานแล้วก็สามารถทำได้ในรูปแบบที่ไม่จำ เป็นต้องหรูหรา แต่การจัดงานเลี้ยงนี้เพื่อแสดงให้เห็นความสำเร็จของการทำงานของ ศปภ.แล้ว ตนก็เห็นว่าอาจกระทบความรู้สึกของคนจำนวนมาก

“ผมไม่ทราบจริง ๆ นะครับว่าการจัดครั้งนี้เป้าประสงค์จริง ๆ คืออะไร ผมคิดว่าถ้าจะเป็นการตอบแทนคนทำงานก็สามารถทำได้ในรูปแบบซึ่งไม่หรูหรา และไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปเลี้ยงบุคคลภายนอก แต่ถ้าการจัดงานเลี้ยงนี้เหมือนแสดงให้เห็นว่า ศปภ. ได้ทำงานมาแล้วประสบความสำเร็จ ผมว่ามันก็กระทบความรู้สึกของคนจำนวนมาก เพราะหลายคนที่เดือดร้อนกับปัญหาการบริหารจัดการปีที่แล้ว หลายคนที่ยังรอคอยความช่วยเหลือการเยียวยา แต่คนที่มีหน้าที่ในการทำงานกลับเหมือนกับมาเลี้ยงฉลองกัน ผมว่าก็เป็นความคิดที่ไม่ดี”

ส่วนเรื่องการเชิญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษมาเป็นประธานในงานนี้จะเป็นการส่งสัญญาณอย่างไรนั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่าไม่ทราบว่าแนวคิดเรื่องการเชิญนั้นเป็นมาอย่างไร ตนเห็นว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเราคิดว่างานเลี้ยงนี้เหมาะสมที่จะจัดหรือ ไม่อย่างไร

“ผมไม่ทราบว่าแนวคิดเรื่องการเชิญประธานองคมนตรีนั้นเป็นมาอย่างไร จะมีนัยยะหรือมีผลทางการเมืองหรือไม่นั้น ผมคิดว่าประเด็นสำคัญยังอยู่ที่ว่า เราคิดว่างานเลี้ยงนี้เหมาะสมที่จะมีหรือเปล่า ก่อนที่จะเชิญบุคคลมาเป็นประธาน ผมมองว่าขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะมาจัดเลี้ยงอะไรกันอย่างนี้ การจะขอบคุณคนทำงานผมคิดว่าทำได้หลายรูปแบบแต่ถ้าเกิดมาเป็นงานเลี้ยงที่ทำ ให้เกิดความเข้าใจว่า อ๋อ นี่จะเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จแล้ว ผมคิดว่าไม่น่าทำเลย”

ผู้ป่วยโรคไตฮึ่ม! ระดมพลทั่วประเทศต้าน หาก รมว.สธ.ป้อง 'แพทย์พาณิชย์'

ที่มา ประชาไท

กรณี นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ ผู้แทนสมาคมรพ.เอกชนในบอร์ด สปสช.ชุดใหม่ที่ถูกบอร์ดชุดเดิมตั้งกรรมการสอบและชี้มูลว่า มีความพฤติเสื่อมเสียตามมาตรา 16(6) เพราะใช้อำนาจหน้าที่มีหนังสือชักชวน รพ.เอกชนในสังกัดสมาคม รพ.เอกชนไม่ให้เข้าร่วมให้บริการผู้ป่วยไตวาย สปสช. เพราะจะทำให้เสียราคาและถูกชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้นายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ด สปสช.ชุดใหม่ ใช้อำนาจหน้าที่ให้สมาคม รพ.เอกชนเปลี่ยนผู้แทนคนใหม่ที่สังคมรับได้แทน

เมื่อวันที่ 6 กพ.ณ ห้องประชุมสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ สปสช. นายวิทยา บูรณศิริ รมว.สาธารณสุข ได้สั่งให้บรรจุเรื่องผลสอบนพ.เอื้อชาติ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติชุดใหม่ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อเสนอของ นพ.ไพจิตร วราชิต ประธานคณะอนุกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ที่เสนอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ กฤษฎีกาตีความว่าผลสอบและมติของคณะกรรมการ สปสช..ชุดที่แล้วที่มีตนและผู้แทนปลัดหลายกระทรวงร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย จะมีผลต่อ นพ.เอื้อชาติ ซึ่งเป็นบอร์ด สปสช.ชุดใหม่หรือไม่

ต่อกรณีมติบอร์ด สปสช.ใหม่ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ นพ.พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เปิดเผยว่า “เป็นไปตามที่สังคมคาดเดาไว้แล้วว่าจะมีการใช้มติบอร์ดใหม่ อุ้ม ฟอกตัว ให้ผู้ที่เคยมีผลสอบว่า มีความประพฤติเสียหายต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างชัดเจน เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นทางกฎหมายที่ต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกามาพิจารณา ตีความเพราะประเด็นกฎหมายได้พิจารณาจบตั้งแต่บอร์ด สปสช.เดิมมีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรีถอดถอนเพราะมีความพฤติเสื่อมเสียตาม มาตรา16(6)แล้ว และขณะนี้เหลือแค่ประเด็นจริยธรรมว่าบุคคลดังกล่าวที่ถูกชี้มูลว่ามีความ ประพฤติเสื่อมเสีย เห็นประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าชีวิตของผู้ป่วยโรคไต ยังมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้กำหนดนโยบายดูแลผู้ป่วยไตวายทั้งประเทศในระบบ หลักประกันสุขภาพอีกหรือไม่”

ขณะที่ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “เรื่องนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความไม่จริงใจและการสมคบระหว่างนักการ เมืองที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ระยะสั้นกับกลุ่มแพทย์พาณิชย์ในการทำร้ายระบบ หลักประกันสุขภาพอย่างชัดเจน”

กรรมการผู้แทนกระทรวงผู้หนึ่งที่ขอสงวนนามกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์ในบอร์ด สปสช.รู้สึกระอายใจที่เห็นหนังสือที่ชักชวนไม่ให้บริการผู้ป่วยไตวาย เพราะกลัวจะเสียราคา ทั้งๆที่รู้ว่าผู้ป่วยไตวายถ้าไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่องจะเสียชีวิต เรื่องนี้เป็นเรื่องศีลธรรมที่นายกแพทย์สภาควรจะนำเข้าพิจารณาจริยธรรม และจรรยาบรรณมากกว่าที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์ผู้ทำผิดดังที่มีการอภิปรายกัน ในที่ประชุม

ต่อเรืองนี้ นายสุบิน นกสกุล ประธานชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า “ผู้ป่วยโรคไตทั่วประเทศรู้สึกสะเทือนใจและผิดหวังต่อพฤติกรรมของฝ่ายการ เมืองที่ปกป้องแพทย์พาณิชย์ในการทำลายระบบหลักประกันสุขภาพที่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์สร้างกันมากว่าสิบปี ทางชมรมผู้ป่วยโรคไตจะประชุมสมาชิกทั่วประเทศและมีมาตรการตอบโต้เรื่องนี้ อย่างจริงจังจนกว่าจะมีการเปลี่ยนตัวกรรมการหลักประกันสุขภาพคนนี้ และทำให้ระบบที่กำลังจะถูกทำลายนี้กลับคืนมาเป็นระบบที่มีคุณธรรม เป็นระบบของประชาชนไม่ใช่ระบบของนักการเมืองและแพทย์พาณิชย์” ประธานชมรมเพื่อนโรคไตกล่าวเรียกร้องให้เครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพทั่วประเทศร่วมเคลื่อนไหวกับชมรมแพทย์ชนบท เพื่อปกป้องระบบ สปสช.และขับไล่กลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ออกไป

55 แนวรบอำมาตย์ยิ่งสู้ยิ่งบานปลาย ศัตรูยิ่งมาก และประชาชนเริ่มอิ่ม Enough แล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ลืมเขียนไปว่า วันที่ไทยฟรีนิวส์ เชิญ ดร. สุนัย จุลพงศธร มาบรรยายในงาน Dinner & Talk ของไทยฟรีนิวส์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น สิ่งที่ ดร.สุนัยพูดไว้แล้วมีคนเห็นด้วยจำนวนมากคือ วันนี้ประชาชนเริ่มจะอ้วก และเบื่อกับระบอบเกาหลีเหนือนี้แล้ว

ดร.สุนัยบอกว่า ยิ่งคนต่างจังหวัด เขายิ่งเบื่อจนแทบจะอ้วกกันแล้ว ไปพูดที่ไหน ก็รับความรู้สึกนี้อย่างชัดเจน ซึ่งจริงๆ ผมว่าพอพูดถึงพวกเราทุกคนก็เข้าใจ คือ มันจุก อิ่มจนแทบจะอ๊วกแล้ว กับระบบนี้ เรียกว่า enough กันแล้ว

ดร.สุ นัยพูดว่า มันเหมือนกับคนฝรั่งเศส สมัยปฎิวัติใหญ่ 1789 ที่ก่อนระเบิดมันก็เป็นแบบนี้แหละ ไล่จับ ไล่ฆ่า พยายามรักษาสภาพเดิมไว้ พอประชาชนเริ่มอ๊วก ก็เลยระเบิดกันตูม ผลก็อย่างที่เห็น

วันนี้ผมว่าคนไทยเริ่มรู้สึกว่า จะรับไม่ไหวแล้ว อะไรมันจะมากไปขนาดนี้

วันนี้สงครามของพวกอำมาตย์ ระหว่างทักษิณ นั้นยังไม่จบ แนวรบใหม่ กับนักวิชาการ ปัญญาชนเริ่มขึ้นแล้ว

แนวรบนี้ ไม่ได้มีว่าทักษิณเลว ฉันดี
แต่เป็นแนวรบ เสรีภาพในการแสดงความเห็น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กับการพยายามกดให้ความเป็นมนุษย์ลดน้อยลงของพวกอำมาตย์

เป็นแนวรบทางอุดมการณ์กับปัญญาชนไปแล้ว

ในภาวะที่ประชาชนเริ่มจะอ๊วก กับการเปิดแนวรบใหม่ของอำมาตย์ ผมว่าคงเละน่าดูแน่ๆ

ดูตัวอย่างการปลุกกระแสล้มเจ้าของฝ่ายขวา ประชาชนไม่ขยับเลย
เหมือนรู้ทันว่า เอาอีกแล้วหรือพวกเอ็ง ต้องการให้คนมอบ คลานกันไม่จบสิ้นอีกหรือ

วันนี้สงครามขยายแนวรบ บานปลายไปเรื่อยๆ

ผมรู้สึกว่าลูกตุ้มนาฬิกาที่มันแกว่งไปสุดแรงเหวี่ยงมันแล้ว

วันนี้มันกำลังแกว่งกลับแรงพอกัน
ลัทธิสุดกู่อะไร คนเริ่มไม่เอากันแล้ว
รบกันมา 5 ปี หากจะปลุกระดมด้วยระบอบเดิมอีก ผมไม่คิดว่าจะปลุกขึ้น
คนรากหญ้าที่โดนฆ่าไปเมื่อสองปีที่แล้ว เขาเจ็บ เขารู้ว่าใครสั่ง

งานนี้ปลุกยังไงก็ไม่ขึ้น

Re:

จุดเปลี่ยนที่ผมเห็นว่ากระเทือนเข้าไปในจิตวิญญาณของประชาชนทั่วไปคือ วันที่เห็น "ชาวเกาหลีเหนือร้องไห้" กันเป็นวักเป็นเวร

วันนั้นผมว่า หลายคนตื่นขึ้น อะไรมันจะขนาดนั้น

มองเขาแล้วมองย้อนมาที่ตัวเรา อะไรมันจะขนาดนั้น
หากเราต้องอยู่เกาหลีเหนือ เราจะละอายตนเองขนาดไหน

ผมว่าความละอายมันเกิดขึ้นกับการดูภาพคนเกาหลีเหนือร้องไห้

วันนี้การปลุกกระแสมันจึงไม่ติด ทำอย่างไรมันก็ไม่ติด

ไม่มีเจ้าของสินค้าหรือนักธุรกิจใหญ่ใด ออกมาต่อต้านนิติราษฎร์เลย (นอกจากเบียร์)

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ผมว่าการบอยคอตของคนเสื้อแดง นั้นน่าจะได้ผลบ้างในบางระดับ เพราะปีนี้ การขัดแย้งเรื่อง 112 นี้ถือว่าแรงมากพอสมควร หากนับตามจารีตของไทย แต่การออกมาเคลื่อนไหวของมวลชนน้อยมาก เจ้าของธุรกิจใหญ่ๆ ก็ไม่ออกมาต่อต้าน แย่งกันแสดงความจงรักฯ เหมือนเมื่อก่อนที่ผ่านมาเลย

แม้ จะมีทายาทเจ้าของเบียร์สิงห์ ออกมารณรงค์ต้าน แต่เธอมีบทบาททางการเมืองอยู่แล้ว ก็คงอยากสร้างกระแสให้ตัวเองดัง แต่ทำครั้งเดียวแล้วเงียบไปเลย เพราะมีกระแสบอยคอตเบียร์สิงห์ขึ้นมา น่าจะมีผลพอสมควรกับสัญญาณนี้ เพราะหากไม่มีผลอะไร เธอต้องลุยต่ออย่างรุนแรงไปแล้ว

ธุรกิจใหญ่ ๆ คงชิ่งจากการเมืองไปเลย แม้จะสนับสนุนฝ่ายใด ก็คงทำเป็นการลับ (ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร เพราะนักธุรกิจก็ต่อสายไว้กับทุกกลุ่มอยู่แล้ว) แต่อย่าออกมาในนามของธุรกิจตนเอง เพื่อใช้ฐานธุรกิจของตนสนับสนุนเท่านั้น

กระแสบอยคอต แค่กระจายกันในโลกออนไลน์เท่านั้น แต่ก็มีพลังอย่างเพียงพอนะครับ

ไม่ต้องรณรงค์เสียเงิน จ้างสื่อออกข่าว เลย
แต่มันก็ได้ผลมากพอสมควร

ฝากถึง อ.วรเจตน์

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red


Tone Tipayanon :

นั่งรถแท๊กซี่เมื่อวาน คนขับถามว่าเป็นอาจารย์หรือเปล่า ตอบว่าเป็น
ถามต่ออีกว่ารู้จักอ.วรเจตน์ไหม ตอบว่ารู้จัก(ใครๆก็รู้จักอ.วรเจตน์ทั้งนั้น)

คน ขับบอกว่า ฝากไปบอกอาจารย์ด้วยครับว่าอย่าท้อ พวกเราสนับสนุนอาจารย์ อาจารย์ผ่านไปตลาดสี่มุมเมืองได้นะครับทานฟรี พวกเราคุยถึงอาจาย์ทุกวันนับถือความกล้าหาญอาจารย์มาก

ฟังแล้วดีใจ แทนอ.วรเจตน์ด้วยที่มีแฟนคลับมากมายเหลือเกิน แต่เนื่องจากข้าพเจ้าไม่รู้จักอ.วรเจตน์ ฝากอ.สาวตรี Sawatree Suksri ไปบอกทีนะครับว่าผ่านไปแถวนั้น เชิญแวะเข้าร้านส้มตำ ไก่ย่างได้ทุกร้าน

ย้ำนะครับว่าอ.วรเจตน์ไปทานได้เลยที่นั่นมีคนอยากรอเลี้ยง อยากเจอเต็มไปหมด

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=341109212575786&id=100000301303427

ที่นี่ความจริง 6-2-2012

ที่มา thaifreenews

speedhorse







http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1125

"เกษียร" วิพากษ์จุดอ่อนของทฤษฎีสมคบคิดว่าอเมริกาอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ \ได้เขียนวิเคราะห์วิจารณ์
แนวคิดเรื่องสหรัฐอเมริกาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วุ่นวาย
และความขัดแย้งทั้งหมดทางการเมืองไทย
ที่ถูกนำเสนอโดยสื่อบางสำนักและนักวิชาการบางราย ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว
มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังนี้


การหาความรู้แบบข่าวกรอง-แผนสมคบคิด-ภูมิรัฐศาสตร์
แบบนี้มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ควรคำนึงนะครับ
จุดแข็งคือเก่งในแง่ขุดคุ้ยเจาะลึกหาข้อมูลเอกสารนโยบายลับ
และเชื่อมโยงเส้นสายความสัมพันธ์ทางการเงิน
แต่จุดอ่อนคือจะตีความความเชื่อมโยงนั้นอย่างไร?
จะแปรความต้องสงสัย (suspicion - หลักตรรกะดำเนินการของงานข่าวกรอง)
ไปเป็นการพิสูจน์จริงอย่างสิ้นสงสัย
(proof - หลักตรรกะดำเนินงานของงานวิชาการและกระบวนการยุติธรรม) อย่างไร



จุดโหว่สำคัญอีกอย่างของการหาความรู้แบบข่าวกรอง-แผนสมคบคิด-ภูมิรัฐศาสตร์ก็คือ
หยาบง่ายและคำนึงน้อยไปถึงความ สลับซับซ้อนของ

1)causal linkages (สายโซ่เหตุผล - มติชนออนไลน์) จากต้นทางที่อ้างเป็นเหตุ เช่น
แหล่งเงิน ไปถึงปลายทางที่ระบุเป็นผล เช่น
องค์กรที่รับเงินอุดหนุน นั้นมีห่วงโซ่เชื่อมโยงหลากหลายข้อมาก
ในแต่ละข้อสามารถมีเจตจำนงและหลักดำเนินงาน
ที่แตกต่างบิดเบนเปลี่ยนแปลงไปจากต้นทาง
ใช่ว่าจะสั่งได้ตรงเต็มร้อย
โดยไม่แปรตามสภาพความเป็นจริงและเป็นไปในแต่ละท้องถิ่นเลย
ต้นทางอาจออกเงินหนุนประชาธิปไตย
แต่ระหว่างทางอาจแปรเป็นหนุนพรรคพวกเพื่อนพ้อง
พอไปปลายทางกลายเป็นหนุนกลุ่มจัดตั้งขวาจัดมุ่งบ่อนทำลายประชาธิปไตยก็เป็นได้

นึกออกไหมครับ?

2) คิดตื้นและง่ายเกินไปเกี่ยวกับแรงจูงใจของตัวละครแต่ละตัว
ในสายโซ่เหตุผล ตีความเหมารวมว่า
แรงจูงใจง่ายตรงหรือเหมือนกับต้นทางของเงินหมด
ใคร ๆ ก็รู้ว่าในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ตัวละครในสายโซ่ที่ยาวแต่ละข้อล้วนมีเจตจำนงแรงจูงใจต่างกันไป
และนี่ย่อมส่งผลโดยตรงต่อปฏิบัติการที่ออกมา
เป็นไปได้ว่าต้นทางต้องการครอบงำ
แต่ระหว่างทางมันเป็นสถาบันวิจัย/วิชาการที่เน้นบรรทัดฐานคุณค่าอีกชุดหนึ่ง

สองอย่างนี้จะไม่ส่งปฏิกิริยาต่อกันเชียวหรือ? บ้างเลยหรือ?

เพราะฉะนั้นก็ทำไปเถิดครับ
แต่อย่ามองข้ามจุดอ่อน
อย่าคิดแต่ในกรอบเดียวตรรกะเดียว มันเท่ห์ดี แต่มันแคบและอาจพลาดได้



สุดท้ายคือ
มันถูกบิดเบือนฉวยใช้ไปเพื่อภารกิจการเมืองเฉพาะหน้าของฝ่ายต่างๆ ได้ง่ายมาก
โดยเป้าหมายของภารกิจนั้นอาจไม่เกี่ยวกับความรู้ทั้งเรื่องนั้นเลย เช่น
กรณีที่คณะเอเอสทีวีและพี่ยุค ศรีอาริยะหยิบข้อมูลเหล่านี้มาใช้
เพื่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกาหรือ?
หรือเพื่อภารกิจเฉพาะหน้าอย่างอื่นกันแน่?

พูดด้วยภาษาโพโม (โพสต์โมเดิร์น - มติชนออนไลน์) คือ
เอา Grand Conspiracy Narrative (เรื่องเล่าใหญ่เกี่ยวกับการสมคบคิด - มติชนออนไลน์)
มากดทับ Local Specific Narratives (เรื่องเล่าเฉพาะของท้องถิ่นต่างๆ - มติชนออนไลน์)
ทั้งหมด ไม่ให้มันมีความหมายอื่นได้เลย นอกจากในความหมาย (ซึ่งจริงหรือเท็จก็ไม่รู้แน่)
ของเรื่องเล่าใหญ่ (ที่หลวม ๆ โหว่ ๆ) นั้น




คลิกอ่าน
วิวาทะ "ยุค ศรีอาริยะ-เกษียร เตชะพีระ" อเมริกาใช้ "คอร์แนล" ครอบงำความคิดปัญญาชนไทยจริงหรือ?
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328360499&grpid=01&catid=02



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328538618&grpid=03&catid=&subcatid=