WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 8, 2012

ทีข้า - กู้ได้ ! ทีเอ็ง - ห้ามกู้ ?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลา 2 วัน รวม 15 ชั่วโมง
พิจารณาร่าง พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
และ พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
ซึ่งเป็น 2 ใน 2 พ.ร.ก.ที่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้านตั้งป้อมถล่ม

เพราะหากทำให้ พ.ร.ก.ของรัฐบาลถูกตีตก หรือเดี้ยงได้
ย่อมมีผลทางการเมืองกระทบต่อสถานะของรัฐบาลอย่างมาก
โดยเฉพาะในแง่ของการดิสเครดิตกันในทางการเมือง

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ก้าวแรกที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เดินหน้าผลักดันที่จะออก พ.ร.ก.ที่เกี่ยวโยงกับการกู้เงินจำนวน 4 ฉบับ
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจการลงทุน และเพื่อการบริหารจัดการน้ำ

พรรคฝ่ายค้านก็เดินหน้าสกัดตั้งแต่ก้าวแรกเรื่อยมา

โดย 2 ฉบับถูกฝ่ายค้านยื่นให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความไปแล้ว
ซึ่งก็เท่ากับถูกแช่ให้เรื่องต้องสะดุด
หรือล่าช้าจากกระบวนการตีความตรงนี้อย่างน้อยก็เดือน 2 เดือน

ในขณะที่อีก 2 ฉบับก็ถูกขึ้นเขียงในที่ประชุมสภาฯ
และกลายเป็นประเด็นปะทุขึ้นมาอย่างที่คาด
เพราะเมื่อเห็นว่าการชี้แจงการทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการที่จะต้องออก พ.ร.ก.การเงิน 4 ฉบับนี้ของ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
สามารถที่จะทำได้ดี ฝ่ายค้านก็มีการเสนอขอให้นับองค์ประชุมทันที
เพราะเห็นว่ามีจำนวนสมาชิกอยู่ในห้องน้อย และไม่มีรัฐมนตรีรับฟังการประชุม
ซึ่งเมื่อเล่นเกมด้วยการให้นับองค์ประชุม ก็เลยโดนเล่นเกมกลับ
โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้ปิดการอภิปรายเพื่อลงมติ
เพราะเห็นว่าได้อภิปรายมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ไม่มีอะไรเพิ่มเติม
อีกทั้งยังมี พ.ร.ก.การเงิน อีก 2 ฉบับที่จะอภิปรายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว

และเมื่อที่ประชุมประชุมเสียงข้างมากลงมติปิดการอภิปราย
และลงมติรับรอง พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับ ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์
ฝ่ายค้านก็วอลค์เอาท์ออกจากห้องประชุม ไม่ร่วมลงคะแนนด้วย
ซึ่งแม้ไม่มีฝ่ายค้านร่วมลงคะแนน
แต่การลงคะแนนรับ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับก็สามารถผ่านคะแนนได้ทั้ง 2 ฉบับ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มองถึงผลกระทบต่อแผนบริหารจัดการน้ำ
กรณีที่ พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเพียงแค่ 2 ฉบับ
เพราะอีก 2 ฉบับ ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อน
ว่าความจริงต้องการให้ผ่านการพิจารณาทั้งหมดโดยเร็ว เพื่อเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำได้
แต่คงต้องรอ

เราต้องเคารพในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ จะพยายามต่อไป
และต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำไปก่อน

ส่วนที่ฝ่ายค้านวอล์คเอ้าท์ออกจากห้องประชุมสภาฯ
ไม่ยอมลงมติ พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาลนั้น ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาอะไร
เพราะเท่าที่ฟังต่างเห็นด้วยในการออก พ.ร.ก.
และเห็นด้วยในการนำเงินต่าง ๆ ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนจริง ๆ
เพราะมีภาระ โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยที่สูง

อย่างน้อย พ.ร.ก. 2 ฉบับดังกล่าว จะช่วยพยุงและแก้ปัญหาเบื้องต้นให้ได้

แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ถือว่ามีศักยภาพด้วยตัวเอง
และธนาคารต่าง ๆ ก็ประสานงานเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตามหากจะให้การดำเนินการสอดคล้องกันทั้งหมด
ก็ควรจะผ่านความเห็นชอบ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับโดยเร็ว

ปัญหาก็คือ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับจะเดินหน้าได้เร็ว ทันกับสถานการณ์น้ำในปีนี้หรือไม่
เพราะก่อนหน้านี้
คนใน คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) หลายคน
ก็ยอมรับแล้วว่า ปีนี้โอกาสที่น้ำจะท่วมนั้นมีความเป็นไปได้สูง
อย่างนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการ กยน. ก็ระบุว่า
รัฐบาลเน้นหลักการแนวทางการจัดการน้ำภาพรวมเพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม
และได้มีการเตรียมพื้นที่รับน้ำ หรือหน่วงน้ำให้น้ำนองไว้ 2 ล้านไร่
ตั้งแต่พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ตามแนวแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน
จากนั้นลงมาที่พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ อ.บางบาล อ.เสนา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
โดยแบ่งพื้นที่กันประมาณกลุ่มละ 1 ล้านไร่

“เราตั้งสมมุติฐานไว้ที่ ปริมาณน้ำฝนมากเท่าปีที่แล้ว ทุกอย่างเหมือนปี 2554 ทั้งหมด
เราจะสามารถป้องกันน้ำท่วมขังบริเวณโดยรอบกรุงเทพฯและปริมณฑล
เพราะในปีนี้เรามีการบริหารจัดการ
แต่ทุกอย่างต้องทำได้ตามแผนด้วยจะทำให้เราสามารถลดการท่วมขังลงไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง
แต่ก็ยังมีจุดที่กังวล และเป็นอุปสรรคคือเรื่องพื้นที่น้ำนอง
เพราะมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ
เพื่อลดการท่วมขังในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจและพื้นที่เมือง
อาจจะทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่ทุ่งรับน้ำเร็วขึ้น ซึ่งจากปีที่แล้วเริ่มท่วม
ในเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค. แต่ปีนี้อาจจะเร็วขึ้นคือ
เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.ก็จะมีน้ำท่วมขังแล้ว มันท่วมขังนานก็จริง แต่ไม่ลึก พื้นที่ไม่มาก”นายอานนท์ กล่าว

สถานการณ์เช่นนี้ มุมมองแบบนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับคนในพื้นที่น้ำท่วมอย่างหลีกไม่พ้น
มีใครบ้างจะทำใจได้กับคำว่า ปีนี้จะต้องโดนน้ำท่วมซ้ำ
เพราะมาถึงวันนี้บรรดา 2.6 ล้านครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วมนั้น
ล้วนแล้วแต่ยังไม่ฟื้น ยังซ่อมแซมบ้านและทรัพย์สินไม่ได้ครบทั้งหมดเลย
เงินเยียวยาครอบครัวละ 5,000 บาท ไม่ได้มากหรือไม่ได้เพียงพอ
ที่จะซ่อมบ้าน ซ่อมรถยนต์ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยซ้ำ
แถมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกครอบครัวละไม่เกิน 30,000 บาท
ก็โดนเงื่อนไขของกรมป้องกันสาธารณภัยบีบยุบบีบยิบไปหมด
และหาก อบต.ไหน แกล้งซื่อบื้อยึดตามตัวอักษร โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงด้วยแล้ว

หลายๆหลังวงเงินเยียวยา 30,000 บาท ได้ตัวเงินจริงๆไม่กี่ร้อยบาท
เจ้าหน้าที่ อบต.ที่ลงพื้นที่ไปประเมินเพื่อตีราคาชดเชย
โดนด่าจนหูชา โดนไล่ออกจากบ้านเหมือนหมูเหมือนหมา

ซ้ำร้ายการไฟฟ้านครหลวง ที่มี นายอาทร สินสวัสดิ์ เป็นผู้ว่าการ
และการประปานครหลวง ที่นายเจริญ ภัสระ นั่งเป็นผู้ว่าการ
ก็ติดโรคดีแต่พูด ว่าจะช่วยเหลือเยียวยาผู้ใช้น้ำใช้ไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม
แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้กำชับดูแลลูกน้อง หรือไม่ได้ทำงานให้เป็นระบบ
จึงปรากฏว่าบิลค่าน้ำค่าไฟที่ออกมา
ได้สร้างความสยดสยองให้กับผู้เดือดร้อนน้ำท่วมกันเป็นอย่างมาก

น้ำท่วมต้องอพยพหนีออกจากบ้านไปเป็นเดือน 2 เดือน
ดันทะลึ่งมีค่าใช้น้ำใช้ไฟ แถมปริมาณที่ใช้ดันมากกว่าการใช้ปกติตอนน้ำไม่ท่วมเสียอีก
ต้องมีการร้องเรียนกันอุตลุด ขนาดที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายประวิช รัตนเพียร
ต้องออกมาช่วยตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียนในเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้วเวลานี้
แต่การประปา การไฟฟ้า ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง
หรือไม่ได้ลดค่าน้ำค่าไฟให้เป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม อย่างที่ผู้ว่าฯคุยฟุ้งเอาไว้

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ จากผลกระทบทางจิตใจของคนที่โดนน้ำท่วม
และกำลังวิตกจริตเรื่องการจะต้องโดนน้ำท่วมซ้ำอีกหรือไม่ ทำให้ประชาชนผู้เดือดร้อนทั้งหมด
จึงไม่เข้าใจการเอาแต่เล่นเกมการเมืองของฝ่ายค้าน ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งแง่กับ พ.ร.ก. ทั้ง 4 ฉบับ

ที่สำคัญไม่เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ พ.ร.ก. ในครั้งนี้
แม้แต่สมาชิกวุฒิสภาขั้วตรงข้ามรัฐบาล คือ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา และคณะ 69 คน
ก็ลงชื่อยื่นคำร้องประธานวุฒิสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่ากฎหมายฉบับหลัง
มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้จนต้องออกเป็นพระราชกำหนดหรือไม่เช่นกัน

แผนของรัฐบาลที่จะใช้ พ.ร.ก.ที่เกี่ยวข้องการบริหารจัดการน้ำ 4 ฉบับ
เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการทำงาน
ทั้งการป้องกันน้ำท่วมและการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ
ก็เลยสะดุดไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น

เพราะเมื่อมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความชี้ขาด พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับ ตอนนี้เท่าที่ทำได้ก็คือ
ต้องรอคอย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
จะบอกง่ายๆว่าคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 1 เดือน

ขณะที่ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ
ก็ออกตัวไว้ล่วงหน้าว่าที่ผ่านๆมาในกรณีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนใหญ่ศาลพิจารณาไม่เกิน 2 เดือน

แล้วในช่วง 2 เดือนนี้ จะทำอย่างไร กับการดำเนินงานตามจุดมุ่งหมายของ พ.ร.ก.
ที่จะไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา

รวมทั้ง พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องสืบเนื่องกัน
แม้จะไม่ได้ถูกตีความ และผ่านสภาไปแล้ว
แต่ก็ต้องถูกดึงๆเกมเพื่อรอคอยผลอันสมบูรณ์จากอีก 2 ฉบับที่ถูกตีความไปด้วย

คำถามก็คือในระหว่างรอผลวินิจฉัยของพ.ร.ก
การลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันน้ำท่วมครั้งต่อไปของรัฐบาลจะทำอย่างไร?

หากทุกอย่างล่าช้า จนทำให้การแก้ไขป้องกันน้ำท่วมล่าช้า
ประชาชนต้องถูกน้ำท่วมซ้ำอีกปี
พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์
และนายคำณูนกับบรรดา ส.ว. ขั้วตรงข้าม จะแสดงความรับผิดชอบหรือไม่?

เพราะจริงแล้วเรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ ควรที่จะรู้ดีว่า การออก พ.ร.ก. การเงินนั้น
ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีแนวทางในการยื่นตีความ พ.ร.ก.ทุกฉบับมาแล้ว
จะจบลงด้วยการชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญว่า
เป็นอำนาจในการบริหารของรัฐบาล

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยคดีที่คล้ายคลึงกัน
ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท”
(พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552)
โดยไม่ผ่านสภา

ฝ่ายค้านในขณะนั้น ซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย ก็ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
และในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มี คำวินิจฉัยที่ 11/2552 โดยมติเอกฉันท์ว่า
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ดำเนินการตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” โดยถูกต้องแล้ว จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นในวันนี้เมื่อรัฐบาลเพื่อไทย เป็นผู้ตรา พ.ร.ก. และประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน
สถานการณ์จึงแค่กลับด้านกันเท่านั้น
ที่สำคัญตุลาการผู้พิจารณาคดีทั้ง 9 คน ยังเป็นชุดเดิม
แม้จะมีการสลับตำแหน่งประธานศาลแล้วก็ตาม

แต่ในเมื่อบริบทในทางกฎหมาย ซึ่งศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณานั้นเหมือนกัน
นั่นคือ หลักเกณฑ์ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 184
ซึ่งใน คำวินิจฉัยที่ 11/2552 ศาลได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยเป็นสองประเด็นด้วยกัน คือ
ประเด็นแรก พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคง
ในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?

และประเด็นที่ 2 ก็คือ พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉิน
ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่?

ช่วงแ รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อ้างเหตุสภาพวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำ
จึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย
ส่วนรัฐบาลเพื่อไทย ได้อ้างถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังมหาวิกฤตอุทกภัย
โดยการกู้เงินและโอนหนี้จำนวนมหาศาลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ

ดังนั้นแล้วหากกรณีที่ กรณ์ จาติกวณิช ขอออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์สามารถทำได้เพราะเป็นอำนาจบริหาร
ซึ่งถือเป็นคำวินิจฉัยที่มีมาตรฐานในระดับหนึ่งนั้น
แม้นายกรณ์ อาจจะคิดแบบเด็กๆว่า ถ้าเป็นตัวเองต้องการจะกู้เงิน ก็ต้องทำได้
แต่หากเป็นคนอื่นจะใช้หลักการเดียวกันบ้างกลับทำไม่ได้
ทำนองว่า “ข้ากู้ได้ แต่เอ็งกู้ไม่ได้”นั้น น่าจะเป็นสไตล์ความคิดแบบเด็กๆ
ที่ไม่ควรมีน้ำหนักต่อการวินิจฉัยหรือตีความของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

เพราะอย่างน้อยศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เคยมีบุคลิกเด็กเล่นขายของ เหมือนกับแก๊งการเมืองทำมาก่อน
ดังนั้นแม้จะมีหลายฝ่ายที่ห่วงเรื่อง 2 มาตรฐาน
ห่วงเรื่องจุดยืนที่ผ่านมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคน ว่าไม่มีใครสามารถให้ความมั่นใจ
ได้ว่าผลการตีความในครั้งนี้จะออกมาเช่นเดิมหรือไม่

แต่บางกอก ทูเดย์ ยังเชื่อมั่นว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุคนี้
ที่มี วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีมาตรฐานเดียว

เพราะทั้งนางสาวยิ่งลักษณ์ และนายกิตติรัตน์ ก็ชี้แจงยืนยันแล้วว่า
หลักการที่จำเป็นจะต้องเร่งออก พ.ร.ก.
ก็เพื่อมาใช้เป็นหลักประกันความมั่นใจให้กับทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศ
ไม่ถอดใจ ไม่ย้ายฐานการผลิตหนีประเทศไทย

ก็คงต้องดูว่าสุดท้าย 4 พ.ร.ก.ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำแผน
และการลงมือปฏิบัติเพื่อป้องกันน้ำท่วม จะฝ่าพงหนามได้หรือไม่???


http://www.bangkok-today.com/node/12052

ชาวบ้าน..งง..น้ำมาเร็วกว่าปีที่แล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ





แจกใบแดง "มนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ-ภูมิใจไทย" ซื้อเสียงบุรีรัมย์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo







นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เปิดเผยว่า
ในที่ประชุม กกต.มีมติให้ใบแดงแก่
นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ส.ส.เขต 5 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย
ด้วยเสียงข้ามมาก 3 ต่อ 2
จากกรณีซื้อเสียง และมีคลิปเผยแพร่ตามอินเตอร์เน็ต

ทั้งนี้ กกต.จะเร่งรวบรวมและเขียนคำวินิจฉัย
เพื่อส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาต่อไป
ขณะที่นายมนชัย กล่าวชี้แจงเป็นการจ่ายเงินให้ทีมช่วยหาเสียง แต่ฟังไม่ขึ้น


http://www.go6tv.com/2012/02/blog-post_9906.html

เปรมมาร่วมงาน ฉลอง ศปภ. กับปู ผมไม่สนใจ และผมเชื่อว่าไม่ได้ใจเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมเข้าใจเป้าหมายของทั้ง พล.อ.เปรม และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดีในการเชิญ พล.อ.เปรมมาร่วมงานเลี้ยง ศปภ.
ซึ่งจริงๆ ก็คือ การสร้างภาพความปรองดอง อะไรประมาณนี้

พล.อ.เปรม มาก็มีเป้าหมายเหมือนกัน คือ ต้องการสร้างภาพว่า ฝ่ายตนเองปรองดองกับรัฐบาล (แต่เบื้องหลังก็ยังซ่อน
ดาบอยู่ พร้อมฆ่าที้งเสมอ หากมีโอกาส)

ดังนั้น งานนี้เราจึงเห็นการสวมหน้ากากอย่างเต็มที่ ของทั้งสองฝ่าย
นั่นคืองาน แฟนซีสวมหน้ากากระดับชาติ

ผู้หญิงอาจแสดงได้ดีกว่าผู้ชาย

เมื่อเรารู้ว่าเป็นการสวมหน้ากากเราก็อย่าไปหลงไหนได้ปลื้ม หรือคิดว่าฝ่ายตรงข้ามยอมปรองดองด้วย การเมืองสงบ
แล้ว ก็แล้วกัน เราจะไม่ได้ "ตกหลุมพรางของตัวเอง"

ผลได้คือ การสร้างภาพต่อสาธารณะ ต่อนักลงทุน ต่อนักลงทุนต่างประเทศ เป็นการสร้างภาพการเมืองไทย สงบแล้ว สองคู่กรณี
จับมือกันได้แล้ว

ที่หลอกได้อีกอย่างหนึ่งคือ พวกสลิ่มที่จับจดทางการเมืองทั้งหลาย พวกนี้จะมองภาพสองชั้นไม่ออก มองได้แต่สิ่งที่เห็น แต่เบื้องหลัง
สิ่งที่เห็นนั้นมองไม่เห็น วิเคราะห์ไม่ได้

สำหรับ คนเสื้อแดงแล้ว ผมว่าเกมนี้ไม่ได้ใจคนเสื้อแดงแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่คนเสื้อแดงต้องการนั้น ไม่ใช่การปรองดอง แต่ต้องการแก้กฎหมาย
แก้รัฐธรรมนูญ และปฎิรูปการเมืองให้มีความเป็นธรรม ไม่มีสองมาตรฐาน และที่สำคัญคือ "เสียงของประชาชนต้องเป็นใหญ่"

หากรัฐบาลไม่สร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาให้ได้ การสร้างภาพความปรองดอง ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับคนเสื้อแดง หรือมวลชนที่เคยต่อสู้
และสนับสนุนรัฐบาลมา

ชมภาพ นายกฯ ปู ต้อนรับ รมต.กระทรวงการต่างประเทศ ติมอร์-เลสเต 7ก.พ.55

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

นายซาการีอัส อัลบาโน ดา คอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ - เลสเต เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี




ชมภาพทั้งหมดคลิ้ก ที่นี่

ขอติงนโยบายขายหุ้น ปตท. ของ ดร.โกร่งครับ เพราะ ปตท.ผูกขาดก๊าซธรรมชาติ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


อันที่จริงผมไม่อยากขัดคอรัฐบาล เรื่องการหาเงินมาเพื่อลงทุนป้องกันน้ำท่วมมากนัก เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ก็ขอติงนโยบายการขายหุ้นของ ปตท. กับ การบินไทย ให้ต่ำกว่าร้อยละ 49 เพื่อไม่ให้รัฐวิสาหกิจสองแห่งนี้
เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป เพราะหากรัฐถือหุ้นต่ำกว่า 49% ตามกฎหมายรัฐวิสาหกิจ บริษัทมหาชนทั้งสองบริษัทนี้
ก็ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป ซึ่งมีผลให้ เงินกู้ของทั้ง ปตท. และการบินไทย กระทรวงการคลังต้องค้ำประกันอีกต่อไป ซึ่งสองบริษัทนี้มีเงินกู้รวมกันน่าจะเป็นแสนล้าน ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่ เมื่อปลดภาระหนี้ตรงนี้ได้ หนี้ภาครัฐก็ลดลง เพดานที่จะกู้มาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็สามารถเพิ่มได้อีก

ผมไม่มีปัญหากับการบินไทย เพราะการบินไทยอยู่ในตลาดแข่งขัน จะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่เป็น ไม่มีปัญหาอะไร
มากนัก

แต่ ปตท.นั้นตรงกันข้ามนะครับ
เพราะ ปตท.นั้น ผูกขาดก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติของสังคมไทยอยู่
การ ให้ เอกชนผูกขาดกิจการทรัพยากรธรรมชาติ นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะกำไรจากการผูกขาดที่ควรเป็นของสังคม ก็จะตกเป็นของเอกชนไป ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น

ผลก็คือ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื่อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทย ที่จะส่งผลถึงค่าไฟฟ้า ก็อาจจะแพงขึ้น เพราะบริษัทที่ผูกขาดย่อมมีอำนาจในการกำหนดราคาได้อยู่แล้ว หรือไม่อย่างนั้นก็โยกกำไรส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่ง

หากจะขาย ปตท. ให้เป็นเอกชน ก็ต้องแก้ไขปัญหาการผูกขาดในส่วนนี้ก่อน เช่น ตัดโอนธุรกิจก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ไปให้ ปตท.สผ. แล้วซื้อหุ้นของ ปตท.สพ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ส่วน ปตท. ก็ขายหุ้นทิ้งไปเป็นเอกชน (แต่ ปตท.จะยอมหรือไม่ ? เพราะเท่ากับตัดชิ้นปลามันไปเลยทีเดียว)

สรุปคือ รัฐบาลนายกฯปูคงต้องทบทวน แนวทางขายหุ้น ปตท.ให้เหลือต่ำกว่า 50% นะครับ

ชำนาญ จันทร์เรือง: ความผิดพลาดของนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมลงชื่อพร้อมหลักฐาน คือ สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยมิได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 หรือ ครก.แต่อย่างใด และไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ในทุกข้อ เพียงแต่เห็นด้วยในหลักการโดยรวมว่าควรที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงประมวล กฎหมายอาญามาตรานี้และเห็นด้วยในหลักการที่จะต้องมีการปฏิรูปกองทัพและ ปฏิรูปศาล แต่เมื่อได้ติดตามความเคลื่อนไหวมาระยะหนึ่งแล้วพบว่า กระบวนการดำเนินการของนิติราษฎร์นั้นยังมีความผิดพลาดอยู่ในบางประเด็น คือ

1) นิติราษฎร์มองประเด็นกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว โดย เชื่อว่าเมื่อเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายแล้วย่อมสามารถทำได้โดยไม่สนใจ ประเด็นอื่นๆ ซึ่งนิติราษฎร์อ้างว่าได้จุดชนวนหรือเสนอประเด็นแล้ว การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของ ครก.ไม่ใช่เรื่องของตนเอง (ทั้งๆที่บางคนในนิติราษฎร์ก็เป็น ครก.ด้วย) จึงทำให้เกิดผลประหลาด(absurd)ตามมา เช่น ผู้ที่ร่วมลงชื่อในตอนแรกหลายคนออกมาปฏิเสธว่าเห็นด้วยแต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องไปเซ็นชื่อเพื่อเสนอกฎหมายพร้อมกับหลักฐาน เป็นต้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ กรณีของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่หลายคนออกมารุมประณามอย่างเสียๆหายๆซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะผมเห็นว่าเป็นตัวตนและสิทธิของเสกสรรค์โดยแท้ กอปรกับในการติดต่อขอรายชื่อนั้นยังมีความไม่ชัดเจน เพราะโดยปกติในกระบวนการขอรายชื่อเพื่อเคลื่อนไหวอะไรสักอย่างหรือเพื่อออก แถลงการณ์นั้นจะต้องมีความชัดเจนว่าจะเอารายชื่อไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร หากเอาไปทำแถลงการณ์ก็ต้องมีการเวียนเนื้อหาให้ดูก่อน หากจะให้ดีก็ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไขก่อนเผยแพร่ด้วยก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบ

ในกรณีเดียวกับเสกสรรค์นี้ยังหมายความรวมถึงอีกหลายๆคน ซึ่งผมไม่อยากยกมาเป็นตัวอย่างเดี๋ยวเจ้าตัวผู้ที่เล่าให้ฟังจะเคืองกัน เปล่าๆ จึงทำได้เพียงแต่มีเสียงบ่นเบาๆเพราะไม่อยากให้ไปกระทบต่อการเคลื่อนไหวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแถลงข่าวของ ครก.ครั้งล่าสุดที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลานั้น 112 คนในรายชื่อนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ครก.หรือไม่ ที่สำคัญก็คือหากถือว่าเป็นแล้ว รายชื่อนั้นเห็นด้วยแล้วหรือไม่ อย่างไร หากไม่ถือว่าเป็น ครก.แล้ว 112 คนนั้นอยู่ในฐานะอะไรเพราะหลายคนไม่ได้ลงชื่อพร้อมหลักฐานเพื่อยื่นขอแก้ไข กฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการมองเพียงประเด็นทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวนั้นยัง ไม่เพียงพอ ต้องมองประเด็นอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ประเด็นทางการเมือง

แม้ ว่าวรเจตน์ ภาคีรัตน์จะออกมาย้ำอยู่เสมอแม้ในครั้งล่าสุดจากการให้สัมภาษณ์ต่อจอมขวัญ หลาวเพชร ในรายการคมชัดลึกว่ามิใช่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นแต่เพียงการเสนอความเห็นทางวิชาการก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเสนอให้แก้ไข ม.112 โดยการเปิดเวทีเพื่อระดมรายชื่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเสนอความเห็น ในสื่อต่างๆนั้น คือ “การเมือง”ตามนิยามศัพท์ทางทฤษฎีรัฐศาสตร์อย่างแน่นอน (การ เมือง คือ การได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร - Politics is,who gets “What”, “When”, and “How– Harold Lasswell) ซึ่งมิใช่เรื่องที่จะต้องออกมาปฏิเสธเพื่อลอยตัวแต่อย่างใด เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้การรองรับของรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่อง ที่สามารถกระทำได้อยู่แล้ว และไม่ต้องกลัวว่าความเห็นทางวิชาการจะถูกแปดเปื้อนจากการเมืองแต่อย่างใด จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะถูกมองว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อันว่าฝ่ายการเมืองนั้น นิติราษฎร์จะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวทั้งในทางบวกและลบ แต่ที่แน่ๆก็คือพรรคเพื่อไทยนั้นไม่เอาด้วยอย่างแน่นอนเพราะพรรคเพื่อไทย ย่อมเห็นว่าจะกระทบต่อการเกี้ยเซี้ยระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกองทัพและอำมาตย์ ทั้งหลาย ทั้งๆที่หากปล่อยสถานการณ์ ม.112 ไปอย่างนี้จะเป็นผลกระทบต่อสถาบัน แต่พรรคเพื่อไทยยังเลือกที่จะไม่ทำอะไรให้เปลืองตัว

2) นิติราษฎร์กำหนดกลยุทธหรือจัดลำดับความสำคัญผิด เพราะ ในสถานการณ์หลังการรัฐประหารกันยา 49 และตุลาการภิวัฒน์ ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะเสนอแนวคิดที่จะปฏิรูปกองทัพและศาล ซึ่งจะสามารถหาแนวร่วมได้มากมายมหาศาลจากผู้ที่ได้รับความคับแค้นใจ หรือขุ่นข้องหมองใจจากการแทรกแซงทางการเมืองขององค์กรทั้งสองมาโดยตลอด แต่นิติราษฎร์กลับจัดลำดับความสำคัญแก่ ม.112 ก่อน จึงเข้าทางของกองทัพและ(โฆษก)ศาลตลอดจนแนวร่วมที่ต่างก็ดาหน้าออกมารุมสหบา ทานิติราษฎร์กันอย่างเมามัน

จะเห็นได้ว่าการที่นิติราษฎร์ออกมาแถลงเกี่ยวกับ ม.112 ก่อน แรงต้านยังไม่ปรากฏเท่าใดนัก แต่พอไปเสนอปฎิรูปกองทัพและศาลตามมาเลยไปเข้าล็อกของฝ่ายที่เสวยสุขจากการ รัฐประหารและพวก Ultra Royalist (ผู้เป็นราชายิ่งกว่าพระ ราชาธิบดี) ทั้งหลายที่พากันออกมารุมยำนิติราษฎร์เสียเละตุ้มเป๊ะ ซึ่งหากนิติราษฎร์ดำเนินการในทางกลับกันโดยเอาประเด็นปฏิรูปกองทัพและศาล ขึ้นมาก่อนแล้วทิ้งช่วงไว้สักระยะหนึ่ง พอประเด็นนี้ติดแล้วจึงค่อยเสนอประเด็น ม.112 ตามมา หากดำเนินดังที่ว่านี้ผลที่ตามมาก็จะไม่ออกมาเช่นนี้ เพราะเหตุผลที่อ้างความจงรักภักดีย่อมฟังดูดีกว่าการอ้างว่าชื่นชอบรัฐ ประหารอย่างแน่นอน ยกเว้นคนบางคนแถวบ้านพระอาทิตย์ที่ผีเข้าตอนตรุษจีนที่ออกมาเรียกร้องให้ ทหารออกมายึดอำนาจ แต่ก็ไม่พ้นเรื่องการอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเหตุผลเรียกร้องให้ทหาร ออกมาทำรัฐประหารอยู่ดี

ผมเชื่อว่าการปฎิรูปกองทัพและศาลนั้นถึงแม้จะเป็นงานหิน แต่ก็ง่ายกว่าประเด็น ม.112 แน่นอน การหวังผลความสำเร็จของงานในลักษณะเช่นนี้ย่อมเริ่มจากงานที่ง่ายไปสู่งาน ที่ยากเป็นลำดับ เพราะผลแห่งความสำเร็จในงานแรกย่อมเป็นพลังอย่างดีที่จะขับเคลื่อนงานที่ตาม มาอย่างแน่นอน

หรืออีกนัยหนึ่งในความเป็นจริงซึ่งเมื่อนิติราษฎร์ได้เสนอประเด็น ม.112 ไปก่อนแล้ว หากเสนอเพียงประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียวโดยไม่รีบด่วนเสนอประเด็นแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเพื่อปฏิรูปกองทัพและศาลในระยะเวลาตามมาเพียง 2 สัปดาห์ โอกาสที่ประเด็น ม.112 จะถูกต้านผมเชื่อว่าจะน้อยกว่านี้ และโอกาสที่จำนวนรายชื่อจะถึงมือประธานสภาผู้แทนราษฎรมีมากกว่าปัจจุบันนี้ อย่างแน่นอน

อย่าง ไรก็ตาม มิได้หมายความว่าแนวความคิดที่จะแก้ไข ม.112 หรือ ปฏิรูปกองทัพและศาลจะไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่ว่าช้าหรือเร็วต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน หากเมื่อใด ประชาชนมีความเห็นสอดคล้องต้องกันแล้ว ไม่มีใครสามารถขัดขืนต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ แท้จริงได้อย่างแน่นอน

ผมไม่เชื่อว่าเราจะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่กล่าวมา นี้ด้วยระยะเวลาเพียงชั่วข้ามวันข้ามคืนหรือเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันทันที เพราะอะไรก็แล้วแต่เมื่อมาเร็วก็ย่อมไปเร็ว ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ เป็นขั้นเป็นตอน จัดลำดับกระบวนการขับเคลื่อนให้ดี ความสำเร็จย่อมเป็นอันคาดหมายได้อย่างแน่นอน

-------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555

อมธ.ออกแถลงการณ์แจง จม.จากรองอุปนายก เป็นความเห็นส่วนตัว

ที่มา ประชาไท

(7 ก.พ.55) สืบเนื่องจากกรณีสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โพสต์ภาพจดหมายซึ่งใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ลงชื่อโดยรองอุปนายก อมธ. โดยมีเนื้อหาเสนอให้มีการลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการ เมืองและเรื่องมาตรา 112 ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงถึงอำนาจในการออกจดหมายดังกล่าว (อ่านเพิ่มเติม)

ล่าสุด เวลาประมาณ 21.00น. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เผยแพร่แถลงการณ์ในเพจเฟซบุ๊กขององค์กร ชี้แจงว่า จดหมายฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของ นายภาณุพงศ์ รอดทอง และไม่อาจออกจดหมายโดยใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ เนื่องจากการลงมติใดๆ ซึ่งรวมถึงการออกหนังสือของ อมธ. ต้องได้รับเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร อมธ.ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ไม่ปรากฏว่ามีการประชุมคณะกรรมการบริหาร อมธ.ในกรณีดังกล่าว รวมถึงนายภาณุพงศ์ รอดทอง ไม่ได้เป็นคณะกรรมการบริหาร อมธ.

เนื้อความฉบับเต็มมีดังนี้

"ตามจดหมายเรื่อง เสนอให้ลงมติโดยนักศึกษาในการใช้พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและเรื่อง มาตรา ๑๑๒ ถึง ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีฯ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ลงนาม นายภาณุพงศ์ รอดทอง รองอุปนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

๑. การลงมติใดๆ ซึ่งหมายความรวมถึงการออกหนังสือขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ต้องได้รับเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามความในข้อ ๔๗ แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าด้วยกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

เมื่อมิได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ในกรณีที่จดหมายดังกล่าวกล่าวถึงเลย การที่นายภาณุพงศ์ รอดทองได้ทำจดหมายถึง อธิการบดีฯ นั้น จึงมิใช่การออกจดหมายในนามองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดังนั้นจดหมายฉบับดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของ นายภาณุพงศ์ รอดทอง และไม่อาจออกจดหมายโดยใช้หัวจดหมายขององค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้

๒. นายภาณุพงศ์ รอดทอง มิได้เป็นคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๔

ด้วยจิตคารวะ
คณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕"

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

ที่มา ประชาไท

เปิดรายชื่อกรรมการสอบเหตุยิง 4 ศพ คำสั่ง กอ.รมน.ให้เวลา 10 วันรายงานผล ศอ.บต.เยียวยาทันทีหลังได้ผลสอบ ชาวบ้านทำบุญครบ 7 วัน

7 วัน - บรรยากาศในงานทำบุญครบรอบการตาย 7 วัน
ของชาวบ้านตันหยงบูโละห์ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

กอ.รมน.ให้ 10 วัน สอบคดียิง 4 ศพ
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ 10/2555 เรื่อง แต่งตั่งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และเหตุยิงถล่มจุดตรวจบ้านน้ำดำ ตำบลปุโละปุโย ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555

คณะกรรมการชุดดังกล่าว ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายต่างๆ รวม 13 คน โดยมีตัวแทนชาวบ้านรวมอยู่ด้วย 3 คน โดยคำสั่งระบุให้คณะกรรมการชุดนี้รายงานผลการตรวจสอบ ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้ง

ชาวบ้านทำบุญครบ7วัน
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 6 มกราคม 2555 ที่มัสยิดบ้านตันหยงบูโละห์หมู่ที่ 1 ตำบลปุโล๊ะปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีการจัดเลี้ยงทำบุญครบรอบ 7 วัน ให้แก่ชาวมุสลิมที่เสียชีวิตจากเหตุยิงชาวบ้านบ้านตันหยงบูโละห์เสียชีวิต 4 ศพ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555

ในงานมีนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี รศ.ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายใต้ (ศอ.บต.) พล.ต.วรารัตน์ นาฬบุตร ผู้ชำนาญการกองทัพบก นายเศรษฐ์ อัลยูฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี และประชาชนประมาณ 200 คน มาร่วมงาน

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านคำภีร์อัลกุอานเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้เสียชีวิต

นายยา ดือราแม คนขับรถคัดเกิดเหตุ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากนายนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี 10,000 บาท และจากพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4จำนวน 3,000 บาท

นายยา เปิดเผยว่า ตนได้ให้ปากกคำต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองจิกแล้ว 3 ครั้ง คือที่สถานีตำรวจภูธรหนองจิก 2 ครั้ง และที่สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี 1 ครั้ง

นายยา เปิดเผยอีกว่า หลักเกิดเหตุดังกล่าว ทำให้ตนรู้สึกหวาดกลัวมาก จนไม่กล้าไปละหมาดอีซาช่วงกลางคืนกับละหมาดซุบฮ์ในช่วงเช้ามืดที่มัสยิดใน หมู่บ้านอีก เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย

ศอ.บต.เยียวยาทันทีหลังได้ผลสอบ
รศ.ปิยะ เปิดเผยว่า เมื่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ปัตตานีแต่งตั้งและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ออกมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้จะเข้าดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้ รับผลกระทบทันที ทั้งด้านเงิน จิตใจ การศึกษาและการประกอบอาชีพ

เปิดรายชื่อกรรมการสอบเหตุยิง4ศพ
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีคำสั่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ 10/2555 เรื่อง แต่งตั่งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 มีรายชื่อคณะกรรมการ ดังนี้

1. นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
2. นายอาหะมะ หะยีอาวัง ตัวแทนโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดในเขตอำเภอหนองจิก
3. นายอดินัน ดือราแม ตัวแทนชาวบ้าน
4. นายยูโซะ ดอเลาะ ตัวแทนชาวบ้าน
5. นายอาแว เตาะสาตู ตัวแทนชาวบ้าน
6. นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมปัตตานี
7. นายประสิทธิ์ เมฆสุสวรรณ ประธานสภประชาสังคมชายแดนใต้
8. นายอิสกันดาร์ ธำรงทรัพย์ ประธานเครือข่ายอาสาสมัครยุติธรรมทางเลือก
9. รศ.ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้
10. นายกิตติ สุระคำแหง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้
11. พล.ท.มนตรี อุมารี หัวหน้าคณะทำงานเยียวยาและศาสนา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
12. เสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
13. พ.อ.ชุมพล แก้วล้วน หัวหน้าคณะทำงานยุติธรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เหตุคนร้ายยิงถล่มจุดตรวจบ้านน้ำดำ และเหตุยิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 ศพดังกล่าว โดยให้รายงานผลการตรวจสอบ ภายใน 10 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้ง

มาเลย์สั่งประหาร 20 คนไทย ยัดโคเคนในครรภ์ส่งขายกรุงเทพ

ที่มา ประชาไท

อารีด้า สาเม๊าะ
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

กรมการ กงสุลเผย พบสาวเหนือ-อีสานถูกตุ๋นค้ากามในแดนเสือเหลืองเป็นพัน เตือนหญิงชายแดนใต้มีสิทธิเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เผยชีวิตรันทด สาวเหยื่อแก๊งค์ไนจีเรีย ชวนเที่ยวต่างประเทศ ตีสนิทจนท้อง ยัดโคเคนในครรภ์ส่งกลับไทย

ภาพจาก http://icare.kapook.com/missing.php?ac=detail&s_id=61&id=3004

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โรงแรม บีพี แกรนด์ทาวเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายสุวัฒน์ แก้วสุข ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ การดูแลคนไทยในต่างประเทศ ในการสัมมนานักจัดรายการวิทยุมุสลิมระดับภูมิภาค ระหว่างวันที่ 6 - 7 กุมภาพันธ์ 2555 มีนักจัดรายการวิทยุจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วม ประมาณ 80 คน

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า กรมการกงสุลเคยบันทึกสถิติไว้ว่า มีคนไทยที่ไปติดคุกในประเทศมาเลเซียมากถึง 1,400 คน ในจำนวนนี้มีถึง 400 คนที่ถูกจับกุมข้อหามีสารเสพติดไว้ครอบครัว และ 24 คนถูกศาลมาเลเซียตัดสินประหารชีวิต

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ทุกวันนี้มีคนไทยเดินทางออกนอกประเทศทุกวัน โดยเป็นนักท่องเที่ยวกว่า 2,000,000 คน เดินทางไปตั้งรกรากในต่างประเทศทั่วโลกกว่าร้อยประเทศ รวม 1,000,000 กว่าคน และขายรายงานกว่า 500,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานในโควตาของกระทรวงต่างประเทศปีละ 100,000 คน

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยในต่างประเทศจำนวนหนึ่งสร้างปัญหาซับซ้อนให้เจ้าของประเทศมาก เนื่องจากไปละเมิดกฎหมายต่างประเทศ แต่การช่วยเหลือและติดต่อขอให้ส่งตัวกลับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะบางคนถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ซึ่งสำนักงานกงสุลไทยในประเทศเหล่านั้นเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า คนไทยที่มีพฤติกรรมชอบละเมิดกฎหมายต่างประเทศ ต้องระวังให้ดีเพราะกฎหมายต่างประเทศเข้มแข็งกว่าไทย กรมการกงสุลไทยแทบจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ ตัวอย่าง 24 รายที่ถูกศาลมาเลเซียสั่งประหารชีวิต หลังจากจับได้ว่าค้ายาเสพติด กรมการกงสุลจะช่วยเหลือด้านคดียากมาก ถ้าไม่ใช่ครอบครัวผู้เสียหายจัดการเอง แต่หลายคนจะเข้าใจผิด คิดว่าสถานกงสุลไทยในต่างประเทศจะสามารถช่วยเหลือด้านคดีได้

นายสุวัฒน์ บรรยายอีกว่า ปัญหาใหม่ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่ตอนนี้คือ มีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกหลอกไปใช้แรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยมีนายหน้ามารับตัวไป แล้วส่งไปอยู่ตามร้านเสริมสวย สปา และส่วนมากถูกบังคับให้ค้าประเวณีด้วย บางรายถูกเจ้านายข่มขืนจนตั้งท้อง เนื่องจากกฎหมายมาเลเซียห้ามทำแท้ง ทำให้ต้องปล่อยให้คลอดลูกออกมา จึงยิ่งตอกย้ำให้ชีวิตในต่างแดนรันทดมากขึ้น

“ปีที่ผ่านมา มีสถิติที่ได้จากการร้องเรียนว่าถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศเกินกว่า 1,000 ราย ซึ่งนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีอีกส่วนที่ยินยอมค้าประเวณี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนภาคอีสานและภาคเหนือ แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่า มีสาวมุสลิมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ค้าประเวณีด้วยหรือไม่” นายสุวัฒน์ กล่าว

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า ผู้ที่หลอกสาวไทยไปค้าประเวณีส่วนใหญ่ มักเป็นผู้ใกล้ชิดหรือญาติสนิทที่หลอกว่าจะหางานให้ทำในต่างแดน แต่เมื่อข้ามชายแดนไปแล้วจะมีผู้รอรับไปส่งยังสถานที่เป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารไทย หรือร้านสปานวดเท้า จึงขอให้ระวังตัวด้วย เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจจะประสบกับบุตรหลานของชาวจังหวัดชายแดนใต้ได้ เนื่องจากเดินทางไปฝั่งมาเลเซียบ่อย

นายสุวัฒน์ บรรยายด้วยว่า ยังมีหญิงไทยที่มักถูกแก็งค์ชาวต่างชาติหลอกให้ขนยาเสพติดข้ามประเทศทั้งที่ รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะจากหนุ่มชาวประเทศไนจีเรียที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยเฝ้า ติดตามมาระยะหนึ่งนั้น พบว่า มีการทำเป็นขบวนการที่ซับซ้อนและมีการกระทำทารุณต่อผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ อย่างมาก

นายสุวัฒน์ บรรยายว่า เส้นทางการลำเลียงยาเสพติดของชาวไนจีเรีย จะมีการติดต่อสื่อสารกับสาวไทยผ่านโปรแกรมแชททางอินเตอร์เน็ต ซึ่งสาวไทยจะรับสัมพันธ์ด้วยแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน โดยชายชาวไนจีเรียกลุ่มนี้จะซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศและโอนเงินให้สาวไทย ใช้หลายครั้ง เพื่อให้เหยื่อตายใจ และเมื่อถึงขั้นสนิทสนมกันแล้ว ก็จะหลอกให้ส่งของกลับมายังประเทศไทย โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว หลังจากนั้นหนุ่มไนจีเรียจะข่มขืนเหยื่อจนตั้งท้อง เพื่อให้สามารถส่งของผ่านด่านตรวจได้ง่ายขึ้น

“แก๊งค์ค้ายาจะให้สาวท้องกลืนโคเคนเข้าไปในท้อง เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ก็จะให้เหยื่อถ่ายออกมา แล้วส่งต่อให้พ่อค้ายาเสพติดในประเทศไทย” นายสุวัฒน์ กล่าว

นายสุวัฒน์ บรรยายต่อไปว่า รายล่าสุดที่กรมการกงสุลสามารถช่วยเหลือมาได้ คือเหยื่อสาวไทยที่ถูกจับได้ในประเทศกัมพูชา และถูกศาลประเทศกัมพูชาตัดสินจำคุก 29 ปี แต่สาวไทยคนนี้คลอดลูกในเรือนจำที่นั่น ซึ่งสร้างความโกลาหนให้เจ้าหน้าที่กัมพูชามาก กรมการกงสุลจึงติดต่อขอตัวเด็กกลับมาจดทะเบียนเป็นคนไทยและส่งตัวให้สถาน ดูแลเด็กกำพร้าเลี้ยงดูต่อไป