WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 9, 2012

ส.ส.อูกันดาเสนอร่าง กม.ต้านเกย์ กลับเข้าสภาอีก

ที่มา ประชาไท

นายเดวิด บาฮาติ ส.ส.อูกันดา เสนอร่างกฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกันกลับเข้าสภาอีกครั้ง หลังจากรัฐสภาอูกันดายกเลิกกำหนดการพิจารณากฎหมายดังกล่าวไปเมื่อ พ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากกระแสต่อต้านจากประชาคมระหว่างประเทศ

ในวาระเปิดสมัยประชุมรัฐสภาอูกันดาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 ก.พ.) เดวิด บาฮาติ ส.ส.อูกันดา เสนอร่างกฎหมายต่อต้านคนรักเพศเดียวกันกลับเข้าสภาอีกครั้ง หลังจากรัฐสภาอูกันดายกเลิกกำหนดการพิจารณากฎหมายดังกล่าวไปเมื่อ พ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากกระแสต่อต้านจากประชาคมระหว่างประเทศ

การเป็นคนรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฎหมายในอูกันดา ร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอโดยฝ่ายอนุรักษนิยมตั้งแต่ปี 2552 แต่ยังไม่เคยมีการอภิปรายในสภามาก่อน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้เพิ่มโทษสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีพฤติกรรมรัก เพศเดียวกัน จากเดิมจำคุก 14 ปีเป็นจำคุกตลอดชีวิต ส่วนผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ จัดหา ให้ผู้ใดมีพฤติกรรมรักเพศเดียวกันต้องโทษจำคุก 7 ปี ผู้ที่ให้คนรักเพศเดียวกันเช่าห้องหรือบ้านมีโทษจำคุก 7 ปี

ขณะที่โทษประหารชีวิตสำหรับคนรักเพศเดียวกันซึ่งมีเชื้อเอชไอวี หรือข่มขืนเพศเดียวกัน หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งอยู่ในร่างแรกของกฎหมายนั้นถูกตัดออกไปแล้ว โดยคณะกรรมการของรัฐสภาได้แนะนำให้มีการแก้ไขร่างดังกล่าว หลังจากร่างแรกนี้ถูกประณามจากผู้นำตะวันตกหลายราย รวมถึงบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่วิจารณ์ร่างกฎหมายนี้ว่า "น่ารังเกียจ" และขู่จะตัดความช่วยเหลือประเทศอูกันดา

ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อปี 2552 กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนคนรักเพศเดียวกันคาดการณ์ว่าในอูกันดามีคนรักเพศเดียว กันราว 500,000 คนจากจำนวนประชากร 31 ล้านคน

ก่อนหน้านี้ เมื่อ ม.ค.2554 เดวิด กาโต นักสิทธิมนุษยชนเกย์ถูกฆ่าเสียชีวิต โดยมีผู้สันนิษฐานว่าเกิดจากอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเป็นการชิงทรัพย์ โดยในพิธีฝังศพของเขา บาทหลวงได้ประณามผู้ที่เป็นคนรักเพศเดียวกันด้วย


การประท้วงร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวในปี 2552 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ภาพโดย riekhavoc (caught up?) (CC BY-NC-SA 2.0)

ที่มา:

Uganda revives anti-gay bill but drops death penalty
http://www.bbc.co.uk/news/world-africa-16928608

http://en.wikipedia.org/wiki/Uganda_Anti-Homosexuality_Bill เรียกดูเมื่อ 8 ก.พ.55

กองทัพรัฐฉานระบุข้อตกลงหยุดยิงจะไร้ความหมายหากพม่ายังข่มเหงประชาชน

ที่มา ประชาไท

กองทัพรัฐฉาน "SSA" ระบุในวันชาติรัฐฉานปีที่ 65 ว่า หากกองทัพพม่ายังคงกดขี่และกระทำอาชญากรรมต่อประชาชน ข้อตกลงหยุดยิงจะไร้ความหมาย ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจาหยุดยิงของทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในการลงราย ละเอียด

แฟ้มภาพทหารกองทัพรัฐฉาน SSA ระหว่างพิธีวันปฏิวัติประชาชนรัฐฉานปีที่ 53 ที่ดอยไตแลง เมื่อ 21 พ.ค. 2554 ล่าสุดกองทัพรัฐฉาน ซึ่งเพิ่งลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียด ขณะที่สถานีโทรทัศน์เสียงแห่งประชาธิปไตยพม่าเผยแพร่แถลงการณ์ของกองทัพรัฐ ฉานซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 7 ก.พ. 2555 เนื่องในวันชาติรัฐฉานปีที่ 65 ระบุว่าสัญญาหยุดยิงจะไร้ความหมายหากทหารพม่ายังคงกดขี่ข่มเหงประชาชน (ที่มา: ประชาไท/แฟ้มภาพ)

สถานีโทรทัศน์เสียงแห่งประชาธิปไตยพม่า หรือ ดีวีบี รายงานว่า กองทัพรัฐฉาน (SSA) ซึ่งเพิ่งลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเมื่อเดือนก่อน แถลงเมื่อวันที่ 7 ก.พ. เนื่องในพิธีวันชาติรัฐฉานปีที่ 65 ซึ่งจัดที่ฐานทัพของกองทัพรัฐฉาน ที่ดอยไตแลงว่า ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและกองทัพรัฐฉานจะ "ไร้ความหมาย" หากรัฐบาลทหารพม่าไม่ยุติการกดขี่และการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนในภาคตะวัน ออกของประเทศ

ทั้งนี้กองทัพรัฐฉานแสดงความกังวล ในส่วนที่เป็นรายละเอียดของข้อตกลง ซึ่งรวมไปถึงการอนุญาตให้ทหารพม่าเคลื่อนพลผ่านเข้ามาในดินแดนของพวกเขา มากกว่านั้นกองทัพรัฐฉานได้เรียกร้องให้ทหารพม่ายุติการกดขี่ข่มเหงประชาชน ในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาทหารพม่าที่กระทำเหล่านั้นมักไม่ได้รับการลงโทษ

"ถ้ากองทัพพม่ายังคงกดขี่และกระทำอาชญากรรมต่อประชาชน อย่างเช่นบังคับเกณฑ์แรงงานพวกเขา บังคับให้พวกเขาย้ายที่อยู่ ข่มขืน หรือฆ่าโดยไม่อยู่ในกระบวนการกฎหมาย และเผาหมู่บ้าน ถ้าเป็นเช่นนี้ ข้อตกลงหยุดยิงก็จะไม่มีความหมาย" แถลงการณ์ซึ่งประกาศในวันชาติรัฐฉานปีที่ 65 ซึ่งจัดที่ดอยไตแลงระบุ

ทั้งนี้ กองทัพรัฐฉานเป็นหนึ่งในกองทัพกลุ่มชาติพันธุ์ที่ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาล เมื่อสองเดือนก่อน อย่างไรก็ตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัฐบาลพม่ากับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ยังเป็นข้อถกเถียง โดยผู้นำ KNU นางซิปโปร่า เซ่ง กล่าวว่า ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงที่ทำขึ้นอย่างเป็นทางการ และคณะเจรจาที่ฝ่ายกะเหรี่ยงส่งไปเมื่อ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา ไม่มีอำนาจที่จะตอบตกลง

ขณะที่กองกำลังอีกกลุ่มในรัฐฉาน คือกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA-N) ซึ่งตั้งในปี พ.ศ. 2507 และต่อมาได้ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลพม่ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และต่อมาเกิดขัดเแย้งกับรัฐบาลหลังจากปฏิเสธข้อเสนอที่รัฐบาลพม่าต้องการให้ กองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA-N) เข้ามาเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดนภายใต้การกำกับของพม่านั้น ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่าน กองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA-N) ก็ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลเช่นกัน โดยทั้งกองทัพรัฐฉานทั้ง 2 กลุ่ม อยู่ระหว่างการตัดสินใจในรายละเอียดกับรัฐบาล อย่างเช่น จะให้กองทัพพม่าเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่พวกเขาควบคุมหรือไม่

สถานีโทรทัศน์ดีวีบี รายงานความเห็นของ พ.ต.จายมิ้น โฆษกฝ่ายการเมืองของสภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ซึ่งเป็นปีกทางการเมืองของกองทัพรัฐฉาน ซึ่งระบุว่ากองทัพรัฐฉานจะยอมรับหน้าที่ในเรื่องการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ด้าน การบริหารในดินแดนของกองทัพรัฐฉาน แม้ว่าขอบเขตเรื่องเขตปกครองตนเองจะยังไม่ถูกกำหนดแน่ชัดก็ตาม

ที่มา: เรียบเรียงบางส่วนจาก Shan army calls for end to state abuse, By AHUNT PHONE MYAT, DVB, 8 February 2012

ITUC เผยสิทธิคนงานกรีซกำลังอยู่ในภาวะอันตราย

ที่มา ประชาไท

รดุลย์ ตุลารักษ์

แปลจาก "Workers’ Rights Endangered in Greece"
http://www.ituc-csi.org/workers-rights-endangered-in.html

7 ก.พ. 55 - สมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล (International Trade Union Confederation – ITUC) ประณามข้อเสนอของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และสหภาพยุโรปที่มีต่อรัฐบาลประเทศกรีซ ที่จะส่งผลกระทบกับสิทธิของคนงานกรีซ โดย ITUC ขอให้ทุกฝ่ายในกรีซมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือกันอย่างแท้จริง เพื่อสร้างแนวทางการฟื้นเศรษฐกิจที่เป็นฉันทามติ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศกำลังกดดันให้รัฐบาลผ่อนปรนกฎระเบียบในภาค เอกชน เพื่อทำให้เกิดความยืดหยุ่นของค่าจ้างแรงงาน ซึ่งหมายรวมถึงค่าแรงขั้นต่ำ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อรองรับการลดการจ้างงาน และการแทรกแซงกระบวนการเจรจาต่อรองร่วมของคนงาน โดยสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ห่างไกลจากการฟื้นให้มีงานกลับมมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลกรีซต้องถูกตำหนิในเรื่องของการตัดลดงบประมาณพร้อมๆ กับการเพิ่มสูงขึ้นของการว่างงานและงานที่ไม่มีความไม่มั่นคงและไม่เป็นทาง การเพิ่มสูงขึ้นด้วย
“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ ITUC รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” Sharan Burrow เลขาธิการ ITUC กล่าว “การปรึกษาหารือ (social dialogue) ของคยงานที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย และสิทธิแรงงานในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับ กำลังถูกโยนทิ้ง”
ในจดหมายที่ส่งถึงองค์กรการเงินระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เรียกร้องให้รัฐบาลกรีซยุติความพยายามกำหนดมาตรการฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังทำ อยู่ และเรียกร้องให้องค์กรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือที่สร้างสรรค์เพื่อแสวงหาแนวทางสร้างความ เติบโตเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของฉันทมติร่วมกันในประเทศกรีซ
“องค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลกรีซกำลังทำลายการปรึกษาหารือ (social dialogue) และความตกลงร่วมของสหภาพแรงงาน (collective agreements หรือข้อตกลงสภาพการจ้าง) และความมั่นคงในการทำงานและความมั่นคงของรายได้ “ Shanan กล่าว “ พวกเขากำลังทำลายพื้นฐานของประชาธิปไตยด้วย”

เครือข่ายสังคมบุกกระทรวงเกษตร จี้รัฐแบนยาฆ่าแมลงร้าย 4 ชนิด

ที่มา ประชาไท

จี้ถ้าภายใน 3 เดือนไม่มีความคืบหน้าจะเคลื่อนขบวนใหญ่ และฟ้องศาลปกครองกรณีมีผลประโยชน์ทับซ้อนของหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายภาคประชาสังคมเคลื่อนขบวนเข้าพบ รมช.เกษตรฯ ยื่นข้อเรียกร้องไม่ให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีพิษร้ายแรง 4 ชนิด ได้แก่ คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส เมโทมิล และอีพีเอ็น จี้ถ้าภายใน 3 เดือนไม่มีความคืบหน้าจะเคลื่อนขบวนใหญ่ และฟ้องศาลปกครองกรณีมีผลประโยชน์ทับซ้อนของหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรยืนยันปัจจุบันยังไม่มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีทั้ง 4 ชนิดนี้ รับลูกเตรียมเสนอแบนสารเคมีทั้ง 4 ชนิด แต่เผยการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย

วันนี้ (8 ก.พ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ – เครือข่ายภาคประชาสังคมเคลื่อนขบวนจากบริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องไม่ให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีพิษร้ายแรง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส เมโทมิล และอีพีเอ็น หลังพบแนวโน้มว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมี อันตรายร้ายแรงเหล่านี้ โดยมีนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับข้อเรียกร้องแทน และอธิบดีกรมวิชาการเกษตรร่วมชี้แจงให้ข้อมูล

นายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกกล่าวว่า เป็นเวลานานกว่า 5 เดือนแล้วหลังการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรเมื่อ 29 สิงหาคม 2554 ให้มีการระงับการขึ้นทะเบียนสารเคมีอันตรายทั้ง 4 ชนิด รวมถึงเปิดเผยข้อมูลการขึ้นทะเบียนและรายชื่อคณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนที่ เกี่ยวข้องเพื่อความโปร่งใสของกระบวนการ แต่จนถึงปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการควบคุมวัตถุอันตรายทางการ เกษตร ยังไม่มีการชี้แจงความคืบหน้าของการดำเนินการในเรื่องนี้ใดๆทั้งสิ้น

“ทางเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและภาคีขอเรียกร้องให้ กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลอย่างเร่งด่วน และมีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อชี้แจงข้อมูลต่อประชาชนภายใน 1 เดือน รวมถึงมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาการขึ้นทะเบียนสารเคมี 4 ตัวนี้ร่วมกันระหว่างรัฐและภาคประชาชน โดยขอให้ภาคการเมืองที่มีส่วนในการกำหนดนโยบายได้เข้ามาร่วมในคณะทำงานนี้ ด้วย เพื่อให้สามารถตัดสินใจเรื่องการไม่ขึ้นทะเบียนและยกเลิกสารพิษเหล่านี้ได้ ภายใน 3 เดือน เพราะเท่าที่ผ่านมาเรื่องยังไปไม่ถึงไหน แต่ผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้บริโภคก็เห็นชัดอยู่แล้ว ส่วนในระยะยาวนั้นต้องมีการพูดคุยเรื่องการควบคุมการโฆษณาของสารเคมีเกษตร ที่กำลังเป็นปัญหามากในตอนนี้”

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (BioThai) ชี้แจงว่า หากหลังการเข้าพบ รมช.เกษตรฯ 3 เดือนยังไม่มีความคืบหน้าในการไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่มีพิษร้ายแรงตามข้อเรียกร้อง ทางภาคประชาสังคมจะรวมตัวกันเคลื่อนขบวนใหญ่อีกครั้งเพื่อทวงถามความเป็น ธรรม และยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมีผลประโยชน์ทับ ซ้อนของหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการจะอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน รวมถึงรณณงค์สาธารณะให้เลิกใช้ผลิตภัณฑ์ของบรรษัทสารเคมีที่ขอขึ้นทะเบียน สารเคมีอันตรายเหล่านี้ พร้อมๆ กับเปิดเผยข้อมูลการหลบเลี่ยงภาษีของบรรษัทสารเคมีนี้ด้วย

ขณะที่ นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีเกษตร (ไทยแพน) กล่าวเสริมว่าปัจจุบัน ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้ง 4 ชนิดมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง มีการตกค้างสูงในพืชผัก และหลายประเทศได้เลิกใช้แล้ว แต่ในกรณีของประเทศไทยมีปัญหาในระดับนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุจกิจมาก สุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ ภายหลังการยื่นข้อเรียกร้อง นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่าปัจจุบันสารเคมีอันตรายร้ายแรงทั้ง 4 ชนิดข้างต้นยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนแต่อย่างใด และทางกรมวิชาการเกษตรเห็นพ้องที่จะเสนอให้มีการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้ง 4 ชนิดนี้ แม้ว่าอำนาจการตัดสินใจสุดท้ายอยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยจะเตรียมเปิดเผยข้อมูลการขึ้นทะเบียนตามที่ภาคประชาชนเรียกร้องใน 1 สัปดาห์

เครือข่ายปกป้องสถาบันฯ ร้องผู้ว่าฯ เชียงใหม่ใช้กฎหมายกับกลุ่มแก้ไข-ยกเลิก ม.112

ที่มา ประชาไท

พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการรณรงค์เผยแพร่พระราชกรณียกิจ การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร และโครงการพระราชดำริต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องพระเกียรติภูมิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหา กษัตริย์

สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์รายงาน ว่า วันนี้ (8 ก.พ.) เครือข่ายคนเชียงใหม่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ นำโดย นางนิตยาพร สุวรรณชิน ผู้ประสานงานเครือข่าย เดินทางมาที่ศูนย์ราชการ จ.เชียงใหม่ เข้ายื่นหนังสือต่อ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับข้าราชการทุกคนสอดส่องดูแลไม่ให้มีการ จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์กลางศรัทธาของประชาชนซึ่งอาจจะนำไปสู่ความแตกแยกภายในชาติ โดยเฉพาะบางพื้นที่ในหลายจังหวัดภาคเหนือ เพื่อปฏิบัติตามแนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2550 และเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับ กระบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขหรือล้มเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112

อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องพระเกียรติภูมิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหา กษัตริย์ เครือข่ายคนเชียงใหม่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยว ข้องดำเนินการรณรงค์เผยแพร่พระราชกรณียกิจ การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร และโครงการพระราชดำริต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/02/55 เอาแต่ใจตัวเอง....!

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


เอาแต่ใจ..ตัวเอง เก่งวิปริต
ไม่สนความ ถูกผิด จิตหวั่นไหว
จึงจบลง ด้วยเรื่องเศร้า เอาแต่ใจ
สันดานใคร สันดานมัน ดูกันเอง....


เอาแต่ใจ..ฉีกธนบัตร ยัดลงถัง
เห็นหรือยัง แค่น้อยใจ ใช่ข่มเหง
ไม่แยแส บุพการี ที่กระเตง
ทำอวดเก่ง โง่เง่า เอาแต่ใจ....


คนบางคน ฉีกคุณธรรม ระยำถ่อย
พูดพล่อยๆ มารยา สุดสาไถย
บอกยึดหลัก รัฐสภา ประชาธิปไตย
การกระทำ สุดจัญไร ไร้จริยธรรม....


ฉีกรัฐธรรมนูญ เอาแต่ใจ ในอำนาจ
เติมอุบาทว์ อัปรีย์ แล้วยีย่ำ
ประชาชน หม่นหมอง ต้องรับกรรม
เลวระยำ เกินมนุษย์ สุดบรรยาย....


เอาแต่ใจ..จ้องฉีกกัน ขยันฉีก
แสร้งหลบหลีก ปี้ป่น จนฉิบหาย
ทุกหย่อมหญ้า จึงตกต่ำ ถูกทำลาย
โง่ซ้ำซาก แถมวุ่นวาย ตายทั้งเป็น....


ใบมีดโกน อาบส้นตีน ลิ้นสองแฉก
สร้างแตกแยก แค่ไหน ใครก็เห็น
แกล้งยากจน ต้อยต่ำ สุดลำเค็ญ
แต่ซ่อนเร้น ความระยำ โคตรขำมัน....


๓ บลา / ๙ ก.พ.๕๕

วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 5

ที่มา Thai E-News

9 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ดวงจำปา
ที่มาเฟสบุค
Doungchampa Spencer

อ้างอิงจากบทความ: Wikileaks: more on HRW and the coup V

โพสต์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การ โพสต์ครั้งนี้เป็นครั้งที่หก และสำหรับเวลานี้ จะเป็นโพสต์สุดท้ายของเราในเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และเหตุการณ์ที่ เปิดโปงให้เห็นหลังจากการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 วิกิลีกค์มีเคเบิ้ลอยู่ 58 ฉบับซึ่งอ้างถึงองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ในประเทศไทย เนื้อหาส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในภาคใต้ เราทราบว่าเรื่องนี้ เป็นตอนที่ 5 แต่เพราะว่าเรื่องแรกนั้น ใช้ชื่อตอนต่างกัน ในการโพสต์ครั้งนี้ ซึ่งเหมือนกับตอนก่อนๆ เราจะพิจารณาถึงเคเบิ้ลซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟันผ่าต่อสู้ทางการเมืองในปี พ.ศ. 2553

ในเคเบิ้ลลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 สถาน เอกอัครราชฑูตสหรัฐประจำประเทศไทย ได้รายงานว่า“เหตุการณ์วางระเบิดสองครั้งเมื่อตอนสุดสัปดาห์นั้น ก่อให้ความกังวลในสถานการณ์ได้พุ่งเพิ่งขึ้นในใจกลางเมืองหลวงของ ประเทศไทย” เคเบิ้ลฉบับนี้ได้รายงานถึง “การคาดคะเน” เกี่ยวกับแหล่งที่มา ของระเบิดเหล่านี้

นี่คือคำแถลงการณ์ซึ่งกล่าวย้ำโดยคุณสุนัย ผาสุก จากองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ เกี่ยวกับแหล่งที่มาของระเบิดนั้นว่า:

คุณ สุนัย... กล่าวให้เราทราบว่า เขามีความมั่นใจมากว่า บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับนายกฯ ทักษิณ (ชินวัตร) เป็นผู้รับผิดชอบต่อการวางระเบิดเหล่านั้น และเสริมว่า มีความแน่ใจที่รัฐบาลจะใช้เรื่องความพยายามในการโจมตีนี้เพื่อพยายามทำลาย ความน่าเชื่อถือกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช)

เรา เคยคิดว่าผู้แทนจากองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์นั้น ควรจะเป็นบุคคลที่มีความละเอียดรอบคอบต่อการแสดงความเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับการระบุหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีความตึงเครียดทางการเมืองเป็นอย่างสูง และการวางระเบิดได้ถูกนำมาใช้โดยหลายๆ ฝ่ายในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเพื่อที่จะดิสเครดิทฝ่ายตรงข้าม มัน เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดที่ ทางฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคประชาธิปัตย์จะต้องตำหนินา ยกฯ ทักษิณและกลุ่มเสื้อแดงเช่นเดียวกันอีกโดยปราศจากหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น คงจำกันได้ว่า ก่อนหน้านั้น เขา (คุณสุนัย) ได้เคยตำหนิ พล เอกชวลิต ยงใจยุทธ - ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนกับนายกฯ ทักษิณ – ในการวางระเบิดที่เกิดขึ้นคราวก่อนๆ อีกครั้งหนึ่งโดยปราศจากหลัก ฐาน

ใคร ก็ตามที่เป็นผู้รับผิดชอบ ได้ปักหมุดการตำหนิมให้กับฝ่ายเสื้อแดง ให้รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการอนุมัติอย่างสมเหตุสมผล ต่อการจำกัดสิทธิของผู้กระทำการประท้วงอย่างสงบ

Given Sunai’s record of complaining of the lack of government action to discredit Thaksin, we are left to ponder the reasoning that underpins this claim.

เมื่อมาวิเคราะห์ดู ประวัติของการกล่าวหาของคุณสุนัย ในเรื่องของความบกพร่องที่รัฐบาลควรปฎิบัติต่อการ ดิสเครดิทนายกฯ ทักษิณแล้ว ทำให้เราต้องนิ่งไตร่ตรองดูว่า มีเหตุผลใดที่ควรจะสนับสนุนกับคำอ้างเหล่านี้

----------------------

ความคิดเห็นของผู้แปล:


บท ความ ครั้งนี้ เวป PPT ได้กล่าวแล้วว่า จะจบเรื่องในซีรี่ย์ชุดนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว มีเคเบิ้ลอยู่ถึง 58 ฉบับที่วิกิลีกค์ได้นำมาเผยแพร่

ใน ปัจจุบัน เราได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการทำรัฐประหารหนาหูขึ้น ซึ่งเราควรจะมองดูด้วยว่า ผู้แทนขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์อย่างคุณสุนัย จะให้ความเห็นประการใดต่อการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ส่วนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

ดิฉันจะไม่แปลกใจแต่อย่างใด ที่คุณสุนัยจะเขียนรายงานต่อการสนับสนุนการกระทำรัฐประหาร เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2549 และหลังจากการรัฐประหารมาจนถึงปี พ.ศ. 2552 วิสัยทัศน์ของคุณสุนัยก็ยังไม่ได้เปลี่ยน เพราะยังต้องการที่จะดิสเครดิทกับนายกฯ ทักษิณ รวมไปถึงต้องการทำลายล้างสิทธิมนุษยชนของผู้เรียกร้องประชาธิปไตย

พอ อ่านเคเบิ้ลเหล่านี้ เลยเข้าใจทันทีว่า เรื่องอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการของรัฐบาล อภิสิทธิ์นั้น ทำไมองค์กรสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยและองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ถึงไม่ได้ออกมา แสดงการต่อต้านในเรื่องเหล่านี้เลย ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะบุคคลอย่างคุณสุนัยเห็นด้วย กับการกวาดล้างประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยกัน

ถ้าคุณสุนัยยัง ไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้ และกระทำการอย่างเอียงกะเท่เร่ในเรื่องสิทธิมนุษยชน คุณสุนัยควรจะลาออกแล้วมาทำงานให้กับฝ่าย ASTV หรือกลุ่มหมอตุลย์จะดีกว่า มาก เพราะมันเป็นไปตามความรู้สึกของคุณเอง แม้กระทั่งเข้าไปร่วมขบวนการกับพรรคประชาธิปัตย์เลยยิ่งเป็นการดีอย่างยิ่ง

จาก เคเบิ้ลที่อ่าน และบทความที่แปลจาก PPT ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า จุดยืนของคุณสุนัยอยู่ตรงไหนในเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้ ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษนะคะ มันดูไม่ดีเลยสำหรับความน่าเชื่อถือต่อรายงานของคุณสุนัยในอนาคต

ขอให้คุณสุนัยจำไว้ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสากล ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวค่ะ ตามที่ทาง องค์การสหประชาชาติได้กล่าวเป็นมาตราที่ 1 เลยว่า All human beings are born free and equal in dignity and rights. ซึ่งแปลตรงๆ ว่า มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ นะคะ (ภาคภาษาไทย สามารถหาอ่านได้ที่นี่ค่ะ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

-----------------------

บทความเกี่ยวเนื่อง:

บทความแปล: วิกิลีกค์, กองทัพทำรัฐประหาร และ องค์กร “สิทธิมนุษยชน”

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 1

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 2

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 3

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 4

มาดู! แบล็คลิสต์ประชาชนโดยพวกกองทัพผีกระสือแห่งประเทศไทย

ที่มา Thai E-News

8 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


ทีม ข่าว ไทยอีนิวส์ อ่านข่าวนี้แล้วก็ปวดหัวอกหัวใจยิ่งนัก ว่าในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ประเทศอารยะทั้งหลายพยายามลบคราบน้ำตาและความเจ็บปวดจากความผิดพลาดของ วิถีการบริหารบ้านเมืองตามจิตวิทยาสงครามเย็นต้านคอมมิวนิสต์ภายใต้การกำกับ ของสหรัฐอเมริกา และยอมรับว่าการทำแบล๊กลิสต์ประชาชน เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่ใช่กติกาประชาธิปไตย จนต้องขอขมาประชาชนกันเป็นแถว

แต่ทหารไทยที่ได้รับการอบรมวิทยายุทธ สงครามเย็นจากสหรัฐฯ ยังคงคร่ำครึ หลงอยู่กับยุค 2500 โดยไม่ยอมศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมว่าโลกมันพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ยังจับประชาชนทั้งประเทศเป็นตัวประกันเพื่อความมั่นคงของ "ขุมทรัพย์นายทหาร" ในนาม "ชาติ ศาส์น กษัตริย์ ไม่มีประชาชน" ได้อยู่ร่ำไป

ขอ สถบแรงส์ๆ หน่อยเถอะ "ถุยส์! ภาษีประชาชนปีละร่วมสองแสนล้าน นับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ถูกพวก "ท่านครับ ถ้าไม่ครับ กูจะปฏิวัติ" ล้างพลาญกินกันจนพุงกาง ตลอดจนนำไปซื้ออาวุธมื้อสองหักค่าหัวคิวกันบานเบอร์เร่อ เพื่อมากดหัวประชาชนอยู่เช่นนี้ พร้อมกับตัวเลขหนี้สินประเทศพุ่งกว่าล้านล้านบาท ณ ปัจจุบัน . .

ฝากบอก พวก "ท่านครับ ถ้าไม่ครับ กูจะปฏิวัติ" ว่าอย่าคิดนะว่าประชาชนเขาไม่รู้ทัน เขาเบื่อพวกท่านเต็มทนแล้วครับ "ท่านครับ" รีบๆๆๆๆ ปฏิวัติเถอะครับ จะได้รู้ว่าประชาชนเขาจะตอบโต้พวกท่านอย่างไรครั้งนี้?


ที่มา มติชนออนไลน์ "เปิดข้อมูลลับ"หน่วยข่าว" ชี้เป้า"ส่อง"ขบวนการรื้อม.112"




"...ไม่ ว่าฝ่ายใดควรหยุดการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ รัฐบาลและหลายส่วนที่เกี่ยวข้องได้บอกชัดเจนแล้วว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ทราบว่าคณะนิติราษฎร์ หรือคณะนิติเรด จะทำไปทำไม..."

คือวาทะ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา" ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่คล้ายเป็น "คำเตือนครั้งสุดท้าย" ให้กลุ่มที่ออกมาเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยุติความเคลื่อนไหว

หลังก่อนหน้านี้เคยออกมาไล่ "แนวร่วม" รื้อมาตรา 112 ให้ไปอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยบ้าง ไล่ไปอยู่เมืองนอกบ้าง

แต่ เมื่อไม่ไป-ไม่หยุด-ไม่เลิก ล่าสุด "บิ๊กตู่" จึงออกมาแย้มว่าได้สั่งการให้ "หน่วยข่าว" ตรวจสอบเบื้่องหน้าเบื้องหลังของการดำเนินการดังกล่าวแล้ว

ว่ากันว่า มีการกำหนดเป้า "ส่อง" ตั้งแต่พฤติการณ์ของ "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)" ที่เคลื่อนไหว "บนดิน" ยันเช็กพฤติกรรมขององค์กร-เครือข่าย-กลุ่มต่างๆ ที่เดินเกม "ใต้ดิน"

พบร่องรอยของ "ขบวนการโละมาตรา 112" ดังนี้

- กลุ่มนักวิชาการ นักคิด นักเขียน

มี ศักยภาพในการเปิดประเด็น-ปั่นกระแสในสังคม โดยมี "คณะนิติราษฎร์" ประกอบด้วย 7 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นำโดย "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" เป็นหัวหอกหลักในการสะบัดธงแก้มาตรา 112

ด้วย การนำเสนอความคิดในทางวิชาการ-อุดมการณ์การเมือง ผ่านการยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 3 หน้ากระดาษเอ 4 แล้วเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าไปแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ของคณะนิติ ราษฎร์

ต่อมาได้ขยายแนวร่วมไปยังปัญญาชนส่วนอื่นๆ จนเกิดการก่อตั้ง "ครก.112" ขึ้น และตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชนให้ครบ 1 หมื่นชื่อ เพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 163

ทว่าล่าสุดได้เกิดความขัดแย้งเล็กๆ ในหมู่ "คณะนิติราษฎร์" เมื่อ "บางคน" ชง "บางข้อเสนอ" ที่ถูกมองว่าไปไกลเกินกว่าไอเดียทางวิชาการ จนกลายเป็นการ "เรียกแขก" ให้เข้ามารุมประชาทัณฑ์ "7 อาจารย์" โดยเฉพาะ "วรเจตน์" แทนที่จะมาตำหนิติติงกันที่ "สาระ" ทำให้คณะนิติราษฎร์ต้องวางแผนปรับขบวนยกใหญ่

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านการข่าวไม่จำเป็นต้องตามประกบปัญญาชนเหล่านี้ เพราะสามารถ "อ่านความคิด" คนเหล่านี้ได้จากข้อมูล-ข้อคิดเห็น-ความเคลื่อนไหวที่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้า สื่อเป็นระยะๆ

- กลุ่มการเมือง

เป็น "กลุ่มเป้าหมายหลัก" ที่ฝ่ายความมั่นคงต้อง "เกาะติด" ทุกความเคลื่อนไหว โดยแตกไลน์ออกเป็นหลายสาย ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่แอบ-อิงอยู่ในซีกรัฐบาล อาทิ อดีตคนเดือนตุลา, นักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.), แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), อดีตนักเคลื่อนไหวที่หนีคดีหมิ่นสถาบันไปกบดานอยู่ในต่างประเทศ อาทิ "จักรภพ เพ็ญแข, ใจ อึ๊งภากรณ์" ฯลฯ

"แม้คนเหล่านี้่จะอยู่ในซีก รัฐบาล หรือเป็นผู้มีอำนาจ แต่หน่วยงานด้านการข่าวจำเป็นต้องตรวจสอบทุกกลุ่ม ก่อนนำมาประมวลและวิเคราะห์เจตนารมณ์ ซึ่งในระยะหลังมานี้พบความเคลื่อนไหวในต่างประเทศลดลง แต่หันมาขับเคลื่อนผ่านกลไกรากหญ้ามากขึ้น โดยเฉพาะแกนนำในจังหวัดต่างๆ ที่ลงไปป้อนข้อมูลให้ประชาชนได้ลึกระดับชุมชนและหมู่บ้าน"

- กลุ่มอื่นๆ

เป็น กลุ่มที่เคยถูกเชื่อมโยง หรือมีแนวโน้มสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งอาจเป็นในนามบุคคล หรือองค์กร แต่เมื่อตรวจสอบซ้ำพบเป็นเพียง "ความเชื่อมโยง" บางๆ เช่น "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)" ที่เคยปรากฏข่าวแพร่สะพัดทางโลกออนไลน์ว่าเป็น "กองหนุน" คณะนิติราษฎร์ ก่อนสื่อกระแสหลักจะหยิบไปเล่น

ร้อนถึง "องค์กรที่ถูกพาดพิง" ต้องออกแถลงการณ์ปฏิเสธเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ว่ก ันว่าที่มาของ "ข่าวลือ" ดังกล่าว เกิดจากกรณีที่ 1 ใน 7 กรรมการ กสม. แต่งตั้ง "จอน อึ๊งภากรณ์" เป็นอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขมาตรา 112 และยังเคยเชิญอาจารย์ในกลุ่มนิติราษฎร์ไปอบรมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม.

อย่าง ไรก็ตาม มีกรรมการ 3 จาก 7 เสียงคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ประกอบด้วย "พล.อวันชัย ศรีนวลนัด, วิสา เบ็ญจะมโน, ปริญญา ศิริสาร" ส่วนที่เหลือสนับสนุนให้มีการศึกษาในทางวิชาการ หรือไม่แสดงจุดยืนแน่ชัด แต่สุดท้าย กสม.ก็มีมติเอกฉันท์ไม่ให้แตะต้องมาตรา 112

เหล่านี้คือบางส่วนของแนวร่วมขบวนการโละมาตรา 112 ที่ฝ่ายความมั่นคงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวต่อไป!!!

0 0 0 0 0


พร้อมกันนี้เราชวนกันตามไปดูบ้านบิ๊กทหารในราบ 11 กับ มติชนออนไลน์
ตามไปดู บ้านบิ๊กบัง ในค่ายทหาร ราบ 11 วิจารณ์แซดกระทบภาพลักษณ์กองทัพ วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


จาก กรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ใช้บ้านพักรับรองภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) เป็นที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ให้นโยบายว่า กองทัพจะไม่ยุ่งกับการเลือกตั้ง และจะให้สิทธิทุกพรรคเท่าเทียมกันในการหาเสียงในพื้นที่หน่วยทหารก่อนหน้านี้ ต้นกุมภาพันธ์ 2554 นิตยสาร WHO ? นำเสนอบทสัมภาษณ์"บิ๊กบัง"ใน บ้านพักหลังงามย่านพหลโยธิน

หนึ่งในบ้านพัก 5 เสือทบ.

ขณะ ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ กล่าวชี้แจงว่า การพักอาศัยที่บ้านภายใน ร.11 รอ. ได้ทำหนังสือขออนุญาตอย่างถูกต้องจากกองทัพบก และการที่เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบกทำให้มีพี่น้อง เพื่อน มาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยใช้บ้านหลังนี้ทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานการเมืองแล้ว ตนจะใช้สถานที่ที่ทำการพรรค

ห้องรับแขกสุดหรู

สิ่งที่น่าตื่นใจคือ ในโรงรถและรอบบ้าน มีรถหรูจอดอยู่หลายคัน ...บางคันยังป้ายแดง

ห้องประชุม ?

จริง ๆ แล้ว บ้านพักหลังงามหลังนี้จะมิใช่ กรรมสิทธิ์ของ พล.อ.สนธิ แต่เขาก็พำนักมาแล้วร่วม 3 ปี ด้วยเป็นหนึ่งในบ้านพักของ 5 เสือ ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 2 นาย เสนาธิการทหารบก) ซึ่งสร้างเสร็จไปแล้ว 4 หลัง

เกษียณปี 2550

บ้าน แต่ละหลังจะมีภาพสนามกอล์ฟกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็น "หลังบ้าน" ซึ่ง พล.อ.สนธิชี้ชวนชม พลางว่า หากเป็นยามเช้าด้วยแล้วมักจะต้องหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาบันทึกภาพไว้ไม่ขาด จากนั้นก็จะใช้เป็นฉากหลังสำหรับกาแฟถ้วยโปรดและหนังสือพิมพ์ในมือทุกเช้า.

Wednesday, February 8, 2012

บ้าไปแล้ว!กูบิณฑ์ระดมพลนับล้านบ้านระจันออนไลน์สู้ศึก หนังบิลลี่ก็เจ๊งหลังปากหมาด่ายิ่งลักษณ์'อีโง่'

ที่มา Thai E-News


บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โพสต์รูปจากหนังบ้านบางระจัน ฉากขี่ควายบุญเลิศออกรบกับพม่าข้าศึก ได้นัดรวมพลชาวบ้านบางระจันผ่านเฟซบุ๊คให้พบกันวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ลานพระรูปทรงม้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

คนเราทุกคนล้วนมีจุดยืนด้วยกันทุกคน..ความดีความชั่วทุกคนย่อม มีจิตสำนึก..แม้แต่ความกตัญญูต่อคนต่อแผ่นดินไม่ต้องให้ใครมาบอก..เราก็ สามารถรับรู้ได้..

ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมูลนิธิมา24ปีก็ถือว่าได้ช่วยผู้มีพระคุณ..คือประชาชน ที่ให้การสนับสนุนและตอบแทนแผ่นดินที่ได้อาศัยเกิดจนมาถึงทุกวันนี้..

แต่มีสิ่งนึงที่ผมภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตคือ..การได้ออกมาปกป้องพระองค์ท่าน และบอกรักและเทิดทูนพระองค์ท่านยิ่งกว่าชีวิต..แม้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับ ตัวเองผมยอมครับ..

ผมอยากให้พ่อแม่พี่น้องทุกคนลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องพระองค์ท่านจากคนชั่วไร้ จิตสำนึก..อย่าได้กลัวครับเพราะเราไม่มีสิ่งใดแอบแฝงเราไม่มีการเมืองเราไม่ มีสีเรามีแต่ในหลวงของเราครับ..

วันที่ 10ก.พ เวลา11.45นหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าครับ..ผมจะไปรวมพลังให้กับพระองค์ท่านถึง แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่มีความรัก ชาติ-ศาสนา-และองค์พระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด เราก็เหมือนชาวบ้านบางระจันครับที่สามารถต่อสู้กับข้าศึกใหญ่ๆได้ขอให้เรา สามัคคีและรักกันไว้ครับเราจะต่อสู่กับไอ้พวกคนชั่วจนถึงที่่สุดครับ..แล้ว เจอกันนะครับ สวัสดีครับ

ก่อนหน้านี้บิณฑ์เคยให้สัมภาษณ์ ASTV ว่าอยากเรียกร้องให้คนออกมาหลักแสนหลักล้่านเพื่อปะทะกับพวกที่คิดล้มล้างสถาบัน


..มันเต็มกลืนแล้วผมต้องเอาคนออกมาปะทะกับมัน ผมอยากได้ซักสองครั้ง ต้องออกมาเต็มถนนเป็นแสนๆเป็นล้านๆคน อย่ารักสถาบันแต่ปาก ต้องออกมาแสดงพลัง ให้มันรู้ว่าพลังที่รักพระองค์ท่านมีอยู่จริง ให้พระองค์ท่านสบายพระทัย..( บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ASTV อยู่ช่วงท้ายๆคลิปนี้ ตั้งแต่ช่วงเวลา 00.40 เป็นต้นไป)


ไม่วายโม้หนังทำกำไรแล้ว

ก่อนหน้านี้มีผู้เขียนกระทู้ว่าหนังปัญญาเรณู2ทำเงินถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 12 ล้านบาืท แต่บิณฑ์เขียนแย้งในเฟซบุ๊คของเขาว่าทำได้เกือบ 20 ล้านบาทแล้ว เป็นกำไรแล้วเ้พราัะต้นทุนเพียง 18 ล้านบาท จากก่อนนี้เขาออกรายการโทรทัศน์อ้างว่าต้นทุน 120 ล้านบาท


ของจริงก็ยังเจ๊งอยู่ดี ห่างเป้าร้อยล้านอยู่แค่83ล้านเศษ

ต่อมาช่วงค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เว็บไซต์ entertainweekly รายงาน อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 2-5 ก.พ. 2555 ว่าหนังปัญญาเรณูหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 4 ทำเงินมาเพิ่มอีก 4.3 ล้านบาท รวมยอดนับจากเข้าฉาย 17.3 ล้านบาท โดนอันดับ 1 หนังเรื่อง ATM เออรัก เออเร่อ ทิ้งขาดลอยด้วยยอดรายได้รวม 131 ล้านบาท

ส่วนหนังเ้รื่องรักของบิลลี่ ออแกน ดูเหมือนจะโดนโลกลืมไปแล้ว ตกไปอยู่ในตำแหน่งบ๊วยท้ายตาราง เพราะทำเงินในช่วงเปิดตัวได้เพียง 4 แสนบาทเท่านั้น



บิลลี่ตกเป็นเป้าหมายบอยคอตของคนเสื้อแดง และผู้สนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เนื่องจากเขาเคยโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊คและอินเตอร์เน็ตวิจารณ์การแก้ไขปัญหา น้ำท่วมของรัฐบาลอย่างหยาบคาย ดังต่อไปนี้

Billy Ogan wrote:การ หนี คือ วิสัย ของ ผู้แพ้ ไอ้การที่รัฐบาลเหี้ยนี่ประกาศให้เราทิ้งบ้านทิ้งช่อง โดยประกาศเป็นวันหยุด มึงจะให้คนกรุงเทพหนีไปไหน ที่นี่บ้านกู ถ้าน้ำหน้าอย่างพวกมึง ไม่มีปัญญา ปกป้อง บ้านกูได้ ก็ไสหัวไปให้ไกลๆตีน กูจะไม่ไปไหนทั้งนั้น พวกกูไม่เคยหนี แต่พวกมึงมันเหี้ย ไร้สติปัญญา ไร้ความสามารถ มึงจะใช้ ด๊อกเตอร์หน้าสันตีนคนไหนๆ มาพูด เสกสรรปั้นแต่งถ้อยคำยังไง กูก้อเห็นว่า พวกมึงมันไร้ความสามารถทั้งนั้น

ไปร้องไห้ให้ควายดูเหอะ หรือไม่ก็ไปขอเขาเล่นละครช่องเจ็ด เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ของเล่นที่จะทำพังแล้วร้องไห้ขออันใหม่ ที่นี่บ้านกู

สลิ่ม อึ่งอ่างที่พองตัวและส่งเสียงดังแข่งกับวัว

ที่มา Thai E-News

ตรรกะวิบ้ติลาม-หลัง จากวลีฮิต"หากไม่รัก...ก็จงออกจากประเทศไทยไปอยู่ที่อื่นซะ" หลังๆนี้เลยมีเสียงตอบกลับมาว่า"ก็ตอนนี้คนทั่วโลกปกครองด้วยระบบ ประชาธิปไตยเกินกว่า 80% หากใครไม่รักประชาธิปไตยก็คงต้องโดนไล่ไปอยู่นอกโลก" และล่าสุดของล่าสุด เป็นภาพล้อในโซเชียล เน็ตเวิร์ฺคเสียดสีทำนองว่า "อะไรๆก็แม้ว สงสัยแม้วเป็นเจ้าของจักรวาล ดังนั้นหากใครไม่รักแม้ว ก็จงออกไปจากจักรวาล(ของแม้ว)ซะ"


โดย คุณกูเป็นไพร่ แต่ไม่ใช่ทาส

จากปรากฏการณ์นิติราษฎร์เอ็ฟเฟ็คต์ ที่เหล่าชนชั้นสูง คนชั้นกลาง หรือสลิ่มตัวพ่อตัวแม่ทั้งหลาย ออกมาเต้นแร้งเต้นกา ขู่ฟ่อ ๆ ว่าจะเผาคนโน้น จะตัดหัวคนนี้ที่คิดต่างไปจากตัวเองและพวก ไม่นับอาการฟาดงวงฟาดงา การล่าแม่มดกันอย่างหน้ามืดตามัว ไร้ซึ่งหลักการและเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น ในโลกของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค

ต่างคนต่างออกมาเดินตาขวาง น้ำลายฟูมปาก ครางฮึ่ม ๆ ในลำคอส่ออาการพร้อมจะมีเรื่อง คงเป็นเพราะว่าคุ้นเคยละย่ามใจกันมานาน กับการเป็นผู้กระทำอยู่ฝ่ายเดียวเสมอมา โดยมีตาสีตาสาคนรากหญ้า ตกเป็นเบี้ยล่างรองตีนรองมือให้กับพวกมันมาตลอด

แต่ขอโทษ ตอนนี้มันเป็นโลกยุค 2012 ที่มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์กันเป็นว่าเล่น หาได้เป็นยุคศักดินาล้าหลัง ที่คนต้องหมอบต้องคลานเข้าไปหาเจ้าใหญ่นายโต หรือหากใครไม่พอใจทาสไพร่คนไหน ก็สั่งขี้ข้าบริวารลากไปโบยหลังได้ตามอำเภอใจเหมือนในอดีตเสียเมื่อไหร่

ยุคนี้มันเป็นยุคประชาธิปไตยเบ่งบานไปทั่วโลก แม้แต่พม่าที่เราดูถูกว่าเขาล้าหลังและเป็นเผด็จการอย่างเปิดเผย ( ส่วนเราเป็นเผด็จการแบบอีแอบ ) ก็กำลังตั้งท่าจะแซงหน้าประเทศสารขัณฑ์ของเราไปแล้ว ทั้งในด้านเศรษกิจและการเมือง

แล้วเราเป็นใคร ประเทศไทยยิ่งใหญ่มาจากไหน ถึงจะกล้าท้าทายหมุนเวลาทวนเข็มนาฬิกา ไอ้คำว่า " แบบไทย ๆ " หรือเมืองไทยไม่เหมือนใครในโลกนั้น เก็บไว้ปลอบใจ หรือเอาไว้หลอกพวกเดียวกันเองเถอะ นานาอารยะประเทศเขาไม่เอาด้วยกับเราหรอก จะหน้าด้านปิดประเทศไม่คบกับใคร

เดี๋ยวคุณหญิงคุณนายทั้งหลายเป็นได้อกแตกตาย เพราะไม่ได้ใช้ของต่างประเทศราคาแพงอย่างหลุยส์วิตตอง หรือกระเป๋าชาเนลราคาใบละเป็นแสนเป็นล้านเอานะ

อย่าหลงหยิ่งผยอง จองหองพองขน ว่าไทยนี้ยิ่งใหญ่กว่าใครในใต้หล้า มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานน่าภาคภูมิใจที่สุดในสามโลก เพราะถ้าเทียบอารยะธรรมที่มีมายาวนานสี่ห้าพันปีแบบจีน หรืออียิปต์แล้ว รัฐไทยที่ก่อตั้งมาได้ไม่ถึงพันปี ก็เปรียบเหมือนเด็กอนุบาลที่จะห้าวหาญไปยกตนเหนือคนที่จบปริญญาเอกมาสามสี่ ใบ

ยิ่งพูดถึงเรื่องขนาดและจำนวนประชากรนี่ยิ่งแล้วไปใหญ่ เราก็คุยข่มได้เฉพาะลาวกับเขมรเท่านั้น กับพม่าเราก็เล็กกว่าเขาตั้งเป็นแสนตารางกิโลเมตร มิพักถึงการที่จะไปเผยอหน้าเทียบเคียงกับมาหาอำนาจอย่างอเมริกาหรือจีน ที่ประเทศไทยกระจ้อยร่อยของเรา เทียบได้เพียงแค่รัฐเล็ก ๆ รัฐเดียว จากจำนวน 50 กว่ารัฐของเขาเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นจงรู้จักเจียมเงาหัวตัวเอง อย่าได้ไปเผยอหน้าว่าข้าดีข้าเด่นกว่าใคร แล้วบังอาจจะไปดูถูกกดหัวชาวบ้านร้านตลาดว่าเขาต่ำกว่าด้อยกว่า โดยเฉพาะคนชั้นกลางและสลิ่มผู้ตกเป็นทาสของคริสปี้ครีมและโอโฟนไอแพดทั้ง หลาย จงอย่าได้ดูถูกเพื่อนร่วมชาติว่าโง่ ไม่ฉลาด และเงินซื้อได้อีกต่อไป

วันนี้คนไทยได้ตื่นและตาสว่าง ได้รู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นไปของประเทศแล้ว ว่าปัญหามันคืออะไรกันแน่ ( ยกเว้นสลิ่มอย่างพวกเอ็งนั่นแหละ ที่ยังงมโข่งหาทางออกจากกะลาไม่เจอ )

และอย่าคิดว่าต่อไปนี้ ถ้าเกิดพวกเอ็งไม่ชอบใจใคร ก็จะยกพวกไปรุมทึ้งรุมตื้บ และรุมฆ่าคนอื่นได้ง่าย ๆ เหมือนตอน 6 ตุลา 19 ได้อีกต่อไป เพราะยุคนี้มันเป็นยุคที่ใครก็ไม่กลัวใครอีกต่อไปแล้ว ก็รู้แล้วนี่นาว่าประเทศนี้ทุกคนเป็นเจ้าของและมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดจะมารุมยิงรุมฆ่ากันเหมือนเคย เพราะพวกกูก็มีมือมีตีนเหมือนกัน

ที่ผ่านมาที่ไม่กล้าสู้เพราะโดนสะกดด้วยมนต์ดำคร่ำครึอะไรบางอย่าง ตอนนี้ตาสว่างแล้ว ไอ้เรื่องจะยอมให้คนที่มีสองมือสองตีนด้วยกัน มารังแกอยู่แต่ข้างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่มีอีกแล้ว มึงใช้มือซ้ายตบแก้มกูมา กูก็จะสวนด้วยแข้งขวาไปที่ก้านคอของมึงโดยพลัน ให้มันรู้ไปว่าคนแค่ 20 % ของประเทศ มันจะฆ่าคนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอีกกว่า 80 % ได้หมด ฆ่าได้ฆ่าไป แต่มึงหมดแรงเมื่อไหร่ จะได้รู้ว่าความตายที่เกิดจากความแค้นของฝูงชนนั้นมันโหดร้ายขนาดไหน

เมื่อถอดหัวโขนและยศถาบรรดาศักดิ์ออกไป สุดท้ายคนเราก็เท่ากัน ไม่มีใครเหนือกว่าและด้อยกว่า และเมื่อถึงเวลาที่ต้องวัดกันด้วยกำลังจริง ๆ คนชั้นนำ คนชั้นกลาง สลิ่ม และอำมาตย์ทั้งหลาย ที่มีเพียงแค่หยิบมือ หรือจะไปสู้คนรากหญ้าตาสีตาสา ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ แม่ค้าขายปลาธรรมดา ๆ ก็สามารถตัดหัวทหารราชองค์รักษ์ที่สูงส่ง ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เอามาเสียบไม้แห่ประจานไปทั่วเมืองมาแล้ว ในสงครามปฏิวัติของฝรั่งเศส

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับประเทศไทย จงรู้จักถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วหันหน้าพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล อย่างคนมีอารยะ อย่าเอะอะอะไรก็จะยิง จะฆ่า จะตัดหัวคนนั้นคนนี้อยู่ร่ำไปอย่างเคยตัว ประเทศนี้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของพ่อของแม่ใครเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

อย่าฝืนหลอกตัวเองด้วยการพองตัวให้ใหญ่ ส่งเสียงให้ดังแข่งกับมวลมหาประชาชนอีกเลย ไม่มีใครที่ไหนสามารถรบชนะเจ้าของประเทศที่แท้จริงอย่างประชาชนได้หรอก ไม่เชื่อลองไปถามซูสีไทเฮา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 หรือพระเจ้าซารส์แห่งราชวงศ์โรมานอฟดูสิ

ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสายเกินไป !