WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 10, 2012

คุยกับ 'ไท พฤกษาเกษมสุข' ก่อนประท้วงอดอาหาร ‘112 ชั่วโมง’

ที่มา Thai E-News

9 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มา ประชาโท

"ไท" หรือ ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ชายหนุ่มวัย 20 ปี ซึ่งปัจจุบันศึกษาอยู่ปี 2 คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุตรชายคนเดียวของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตัดสินใจประกาศอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับบิดาของเขา ซึ่งถึงตอนนี้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำแล้ว 10 เดือน เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว

วันนี้ (9 ก.พ. 55) เขาแถลงข่าวร่วมกับ ส.ส. สุนัย จุลพงศธรที่รัฐสภาเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาและการทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไทแถลงด้วยความหนักแน่นถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจอดอาหารเป็นเวลา 112 ชั่วโมง หรือเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่สี่โมงเย็นของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ จนถึงแปดโมงเช้าของวันที่ 16 กุมภาพันธ์

“เรา ได้ดำเนินการทั้งในทางกฎหมาย ทั้งการยื่นหนังสือร้องเรียนต่างๆ นานาแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นผลอะไร ดังนั้น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้เล็งเห็นว่าพวกเขาจะทำอย่างไร เพื่อให้เขาเห็นว่าความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน เพื่อให้เห็นว่าสิทธิการประกันตัวมีความสำคัญยิ่งกว่าการทรมานร่างกายของ ข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าจึงได้ประกาศอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 112 ชั่วโมง”

ประชาไท พูดคุยกับ ไท พฤกษาเกษมสุข ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าสู่การอดอาหารเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม 112 ชั่วโมง

0000


ทำไมถึงตัดสินใจไปอดข้าวที่ศาลอาญา อยากจะสื่อว่าอะไร

คือ จะไปเรียกร้องต่อศาลอาญาโดยตรง เราเรียกร้องต่อสิทธิในการประกันตัวของพ่อผม นั่นเป็นประเด็นหลักๆ คือ ผมคาดหวังให้ศาลรับรู้ประเด็นของเรา อยากให้เขาเข้าใจประเด็นว่า จุดที่เราต้องการเรียกร้องคือ สิทธิในการประกันตัว ไม่ได้หมายความเราต้องการถึงขั้นที่จะไปเปลี่ยนแปลง ยกเลิกหรือละเมิดอำนาจศาล คือถ้าศาลจะเปลี่ยนคำวินิจฉัย ก็เป็นเพราะดุลยพินิจของศาลเอง เพียงแต่ผมแสดงเพื่อประท้วงให้เห็นว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลไม่ให้สิทธิในการประกันตัวของพ่อผม ซึ่งยื่นไปทั้งหมด 7 ครั้งแล้ว หลักๆ ก็คือเพื่อแสดงออกอย่างนั้น ถ้าศาลจะรับไปโปรดพิจารณา และเขาจะต้องเปลี่ยนใจ ก็ต้องเป็นเพราะว่าเขาเปลี่ยนเอง

แล้วได้ไปเยี่ยมพ่อที่เรือนจำบ้างไหม

ไป เยี่ยมสัปดาห์ละครั้ง ถ้าไม่ติดธุระไรก็จะไปเยี่ยมบ่อย โดยในช่วยแรกๆ ก็จะคุยเรื่องให้กำลังใจ แล้วเขาจะถามเรื่องข้อกฎหมาย หลักการ เรื่องคดี ข้อเท็จจริง ผมก็จะนำไปปรึกษาอาจารย์ที่คณะให้ด้วย แล้วก็พาเพื่อนมาเยี่ยม พาคนมาเยี่ยม พาอาจารย์ที่เขารู้ประเด็นพ่อมาเยี่ยมและให้กำลังใจ ก็จะติดต่อเรื่องนี้ให้กับพ่อด้วย ตอนหลังๆ ก็จะคุยเรื่องการให้กำลังใจและพูดคุยเรื่องอนาคตของคดีว่าจะเป็นยังไง ส่วนเร็วๆนี้ก็จะคุยเรื่องการอดอาหารอย่างเดียว

พ่อว่าอะไรบ้างเรื่องที่ไทจะอดอาหาร

พ่อ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนแรกท่านก็ไม่เห็นด้วย เขาบอกว่ามันน่าจะเป็นหนทางสุดท้าย แต่ท่านก็ให้กำลังใจและให้คำแนะนำมา ไม่ได้ว่าอะไร แต่ท่านก็เป็นห่วงอยู่

ส่วนตัวสนใจทำกิจกรรมทางการเมืองเมื่อไร ก่อนหน้าที่พ่อตัวเองถูกจับหรือเปล่า

สนใจ ก่อนล่วงหน้าก่อนอยู่แล้ว ผมก็ทำกิจกรรมทั้งภายในมหาวิทยาลัยและภายนอกมหาวิทยาลัย ทั้งกิจกรรมทั่วไปแทบทุกอย่าง ทั้งอีเวนท์ทั่วไปของมหาวิทยาลัย งานบอล ทำขบวน ถึงค่ายอาสา จัดกิจกรรมสัญลักษณ์ทางการเมือง ร่วมจัดเสวนาทางวิชาการ เดินขบวนชุมนุมประท้วงเรื่องสิทธิเรื่องการรับน้อง ผมก็เป็นคนเริ่มจัด ทำงานหมดเลย เรียกว่าทำกิจกรรมแทบทุกอย่างของกิจกรรมนักศึกษาภายในสองปีที่ผ่านมา

กฎหมาย ระบุว่าผู้ต้องหาทุกคนมีสิทธิได้รับ การประกันตัว แต่ในคดีของพ่อหรือนักโทษคดีหมิ่นฯ อื่นๆ กลับไม่ได้ประกันตัวเลย ในฐานะที่ตัวเองก็เรียนกฎหมายมา รู้สึกอย่างไร

นั่น มันตามกฎหมาย ไม่ได้ตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงคือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติให้เกิดขึ้น และในทางกฎหมาย เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาว่ามันเป็นธรรมหรือเปล่า ถ้ามันเป็นธรรม มันก็ต้องเป็นสิ่งที่ใช้กับทุกคนโดยทั่วไปโดยเท่าเทียมกัน ในความเป็นจริงก็ต้องเป็นเช่นนั้น

ผม ไม่รู้สึกอะไร คือผมรู้สึกว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ไม่รู้สึกเดือดดาล ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น คือรู้สึกเฉยๆ แต่เราไม่ได้อยู่เฉยๆ มันเฉยทางความคิด แต่ในทางจิตใจของเรา เรารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม เราต้องเข้าไปแก้ไข เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข ฉะนั้น สิ่งที่ผมเชื่อและสิ่งที่ผมคิดมาตลอดก็คือ ผมต้องเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วย แต่ก็จะไม่ถึงขั้นใช้อารมณ์เข้าไปเกี่ยว ว่ามันไม่ยุติธรรม เราถึงโกรธหรือเสียใจ

แล้วเตรียมตัวอดอาหารในครั้งนี้ยังไงบ้าง

ตัดสิน ใจตั้งแต่ก่อนบวช ก็บวชมาเดือนครึ่ง ในระหว่างบวชนี้ก็ได้เป็นการฝึกในตัวด้วย เพราะก็เป็นการฉันอาหารแค่มื้อเดียวมา พอบวชเสร็จก็มีประชุมกับกิจกรรมนักศึกษา และเริ่มประกาศว่าจะเราจะทำอะไรบ้าง และเริ่มเตรียม หาคนที่เห็นด้วยและสนับสนุนแนวทางกิจกรรมว่าเป็นยังไงบ้าง และพอมาถึงช่วงหนึ่งก็จะเริ่มเดินสาย ไปพูดคุย ไปพบปะว่าเราจะทำกิจกรรม แล้วก็เตรียมตัว ทดลองอดอาหารอีกครั้งหนึ่งเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว ก็มึนหัวนิดหน่อย

แล้วอดอาหารถึงสี่วันไม่กลัวบ้างหรือว่าจะเป็นอะไรไป

ไม่ ถึงขั้นขนาดนั้น ไม่กลัวเลย ไม่รู้สิ ผมอาจจะแปลกกว่าคนอื่น แต่ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตมันก็เท่านั้นน่ะ ถ้าเรามองที่เป้าหมายในการใช้ชีวิตมากกว่า คือ ถ้าเราได้ทำสิ่งที่เราชอบ วันพรุ่งนี้จะอยู่หรือจะตายก็ไม่สำคัญ ถือว่าเราได้เดินมาทางที่เราเชื่อมั่น มาทางที่เราจะเดินไป ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงจะบอกว่า ก็มีความฝัน อยากเป็นนักดนตรี และเรากำลังอยู่ในเส้นทางนั้น จะเจ็บจะตายวันไหนก็ไม่จำเป็น คือก็มองที่ผลลัพธ์ มองในสิ่งที่ตัวเองได้ทำ ตรงนั้นก็พอแล้ว

หลังจากอดอาหารแล้วถ้าศาลยังไม่ปล่อยตัวพ่ออีกจะทำยังไง

ก็คงจะทำกิจกรรมอื่นต่อไป ก็คงดูว่าจะเป็นรูปแบบไหน เพราะผมก็ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ อายุก็ยังแค่ 20 ก็ คงยังไม่คิด ประสบการณ์ยาวเป็นช็อตๆ ก็ยังไม่มี ก็ต้องหาคำปรึกษา ดูกลุ่มนักศึกษาว่าอันไหนเป็นประเด็นหลัก ประเด็นรอง แล้วก็เอากำลังของเราไปหนุน มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงนั้นด้วย

แล้วคาดหวังจากศาลมากหรือเปล่าจากการอดอาหารประท้วง

คาด หวังอยู่แล้วครับ ถ้าเรียกว่าคาดหวังไหมก็ต้องคาดหวัง เพราะว่าก็เหนื่อยมาพอสมควรสำหรับการเตรียมตัวสำหรับการอดอาหาร ก็ต้องคาดหวังว่ามันจะได้รับผลตอบรับ ไม่ว่าจะจากสังคมตอบรับมา หรือจากศาล ซึ่งจะตอบรับมายังไงก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลอีกทีหนึ่ง

อยากจะบอกอะไรกับศาลบ้าง

ผม ก็เคารพการตัดสินใจของท่าน เพราะมันเป็นหลักที่ผมต้องเคารพอยู่แล้ว เนื่องจากศาลต้องมีดุลยพินิจเป็นอิสระ ใครคนหนึ่งจะไปอดอาหารประท้วงเพื่อให้ท่านเปลี่ยนการตัดสินใจ มันก็คงไม่ถูก เพราะมันก็คงผิดหลักกฎหมายที่ใครไม่เห็นด้วยก็ต้องไปอดอาหาร ก็คงไม่ใช่ แต่สิ่งที่ต้องการจะชี้ คือชี้ให้เห็นถึงความเป็นธรรม เหมือนจุดกระแสในเรื่องสิ่ทธิการประกันตัวของนักโทษ 112 ให้ เขาเห็นอีกครั้งหนึ่ง ให้เขาเลิกอคติ ไม่ว่าเขามีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ก็ให้เขาหันกลับมามองว่าอะไรมีความสำคัญมากกว่ากัน ความยุติธรรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองของเขา เหมือนกับเป็นการเตือนอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเขาจะตัดสินใจยังไงนั้นก็เป็นเรื่องของเขา

ความ จริงแล้ว ถ้ามีคนเรียกการอดอาหารว่าเป็นการกดดัน ความจริงแล้วมันไม่ใช่การกดดันเลย การกดดันต้องมีพลังทางการเมือง แต่ว่าของผมนี่มันมีพลังทางสัญลักษณ์

แล้วโดยส่วนตัวได้รับอิทธิพลมาจากพ่อเยอะไหมในการทำกิจกรรม

ไม่ค่อยเท่าไหร่นะ พ่อผมไม่รู้เรื่องผมด้วยซ้ำ ตอนม. 5 ผม เป็นประธานนักเรียน เป็นประธานสภาของอำเภอเด็กของปากเกร็ด ทำกิจกรรมเยอะแยะไปหมด พ่อผมไม่รู้เรื่อง บอกว่าผมเล่นแต่เกม อยู่แต่บ้าน ที่รู้เพราะมีเพื่อนผมมาบอก พ่อยังไม่รู้เรื่องผมเลยด้วยซ้ำ บางทีก็ถามว่าอยู่ม.ไหนแล้ว เพราะแกออกไปทำงานทำกิจกรรม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยู่บ้าน กลับก็กลับมาตี 1 ตื่น 10 โมง ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน เพราะผมก็ไปเรียนแล้ว แต่ก็เคารพท่านที่ทำงานเพื่อสังคม ก็เป็นแนวทาง แต่ท่านก็ไม่ได้สอนอะไรผมมากมาย

แสดงว่าก็ความสนใจก็มาจากตัวเองส่วนใหญ่

ก็ มีแรงบันดาลใจเยอะครับ ผมชอบหนังเรื่องคานธีมากเลย แล้วก็มีอาจารย์ที่เป็นที่ปรึกษาที่ค่อนข้างดี ให้กำลังใจที่โอเค และก็ชอบอ่านหนังสือ อ่านทุกอย่าง ทั้งการเมือง ทุนนิยม สังคมนิยม ธรรมะ ประวัติศาสตร์ อะไรอย่างนี้ ก็เป็นแนวสังคมเป็นส่วนใหญ่

Thursday, February 9, 2012

เปิดคลิปจัญไรไฟไหม้บิ๊กเหล่-ยามซวยของเอกยุทธ

ที่มา Thai E-News




ฤกษ์หามยามซวย-ขุนทหารใหญ่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย นครปฐม ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่าอาจสุมหัวสมคบคิดเอาฤกษ์เอาชัยก่อการรัฐประหาร แต่ดูเหมือนฟ้าดินไม่เป็นใจ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้เตาหลอมพระในพิธีขึ้น เคราะห์ดีไม่มีใครตายซักคน (คลิกชมคลิปนาทีระเบิด ไฟท่วม เกิดโกลาหล ที่สื่อต่างๆทำเป็นเฉย ไม่เคยนำไปออกอากาศ ด้านบนนี้)

อย่ารังแก..-เอก ยุทธ อัญชัญบุตร โพสต์รูปโดนทำร้ายลงเฟซบุ๊๋ค โดยอ้า่งว่า เหตุเกิดหลังไปดักพบนายกฯยิ่งลักษณ์ พร้อมกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลว่า เขาเจอการกระทำแบบเถื่ือนๆ

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและเป็นโจทย์เก่ากับเอกยุทธกรณีที่เขาเคยดูถูกสตรี ภาคเหนือ และเปรียบเปรยว่ายิ่งลักษณ์คู่ควรแค่อาชีพโสเภณี ไม่เหมาะมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย พากันโพสต์ตามเฟซบุ๊คว่า ก็สมควรโดนเอาคืนมั่ง!...

นี่คือประเทศไทยในเ้ดือนแห่งความรัก พ.ศ.2555 เพราะว่าเราฝืนรักกันไม่ไหว

อย่างไรก็ดี ไทยอีนิวส์เห็นว่า การฝืนรักกันไม่ไหว แต่ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกันแบบนี้ ก็สมควรประณาม ไม่ว่าฝ่ายไหนจะลงมือ และฝ่ายไหนจะถูกกระทำก็ตามที

อย่างไรก็ตามเพื่อความกระจ่าง เรื่องพรรค์นี้ต้องแสดงพยานหลักฐาน ทางโรงแรมโฟร์ซีซันส์ก็น่าจะหาคลิปหลักฐานจากกล้องวงจรปิดได้ไม่ยาก นำมาเปิดเผยเลยว่า ใครเป็นคนทำร้ายเอกยุทธ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด(หากมีเหตุการณ์นี้ตามที่เอกยุทธกล่าวหา)

เพราะลำพังการกล่าวหาว่าเป็นคนใกล้ชิดทักษิณทำ แล้วถ่ายรูปโชว์ทางเฟซบุ๊คนั้นง่ายไปหน่อย และอาจเป็นการตีหัวเข้าบ้านได้เช่นกัน เพราะพฤติการณ์ที่ผ่านมาของเอกยุทธ อดไม่ได้ที่จะต้องทำให้ถามหาหลักฐาน

ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า เวลา 15.45 น. วันเดียวกัน ที่บน.6 ก่อนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะขึ้นเครื่องเดินทางไปร่วมงานศิษย์เก่าที่โรงเรียนยุพราช จ.เชียงใหม่ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่นายเอกยุทธ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ถูกทำร้ายร่างกายที่ร้านกาแฟ ภายในโรงแรมโฟร์ซีซั่น ภายหลังที่พบกับนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีหันมามองผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้างง ๆ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่าตกลงได้เจอกับนายเอกยุทธหรือเปล่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต่อมยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถามใด ๆ และเดินเข้าห้องรับรองของท่าอากาศ บน.6 ขณะที่ พ.ต.ท.วทัญญู วิทยผโลทัย เจ้าหน้าที่รักษารักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง

เว็บไซต์ go6 ได้รายงานข่าวนี้ โดยตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า

หลังจากการพูดในเฟซบุ๊ค แหล่งข่าววงในได้ให้ข้อสังเกตว่า การเขียนของเอกยุทธนั้น มีลักษณะ "กำกวม" และเมื่อสอบถามข้อเท็จจริงปรากฏว่า

1. ในวันเกิดเหตุ นายเอกยุทธอ้างว่า "หลังจากเจอนายกฯ" ให้คนเข้าใจผิดว่า นายเอกยุทธ พบ นายกฯ แต่ความจริง นายเอกยุทธไปทานกาแฟโรงแรมเดียวกับที่นายกฯไปธุระ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และไม่ได้เห็นหน้าซึ่งกันเลย

2. นายเอกยุทธอ้าง "หลังเดินออกไปไม่นาน" เหมือนจงใจบอกว่า เกิดเหตุการณ์โดยคำสั่งหรือจงใจ แต่ความจริงก็คือ เหตุเกิด "หลังจากนายกฯ ออกไปแล้วจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนายกฯ และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทีมงานนายกฯ

3. นายเอกยุทธอ้าง "โดนบุกประชิดตัวขณะทานกาแฟอยู่กับผู้ใหญ แล้วชกต่อย" ข้อเท็จจริงคือ ขณะเกิดเหตุนั้น อยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว ใครคิดจะชกใครโดยไม่มีมูลเหตุเลย ก็ผิดปกติ และบอกว่า "การ์ดมาชาร์จ" ทำนองการ์ดโรงแรมมาคุมตัว แต่คุณเอกยุทธทำไมไม่บอกว่า "คุณเอกยุทธ มีบอร์ดี้การ์ดอยู่ข้างตัวด้วย" และ ทำไมคุณเอกยุทธ ไม่บอกว่า "อะไรเป็นมูลเหตุให้เกิดการชกต่อยกลางโรงแรม" อยู่ดีๆ คนเราจะเดินมาชกกันเลยไม่ใช่ แต่คุณเอกยุทธ ไปทำอะไรไว้ พูดอะไรไว้ก่อนหรือเปล่า จนกลายเป็นวิวาทะลุกลาม

4. นักธุรกิจคนที่นั่งทานกาแฟกับคุณเอกยุทธ เป็นพยานปากเอก "ทำไมไม่ระบุชื่อนักธุรกิจท่านนั้นมาเป็นพยานช่วย" คนจะได้เชื่อคุณเอกยุทธมากขึ้น

5. คุณเอกยุทธบอกว่า "วิ่งหนีเข้าไปในซอยหลังโรงแรมเล็กๆ" มันตลกเหมือนหนังมากไปใหมครับ ระดับคุณเอกยุทธนะครับ ไม่ใช่นักเลงเยาวราช ที่วิ่งหนีตำรวจ?

ดังนั้น หากคุณเอกยุทธจะพูด "ควรพูดให้จบว่าก่อนเกิดเหตุ ไปทำอะไร พูดอะไรกับใคร หรือไม่จนเป็นมุลเหตุวิวาท" และไม่ใช่ พาดพิงนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยแค่ "บังเอิญไปทานกาแฟโรงแรมเดียวกัน โดยไม่ได้เจอหน้ากันเลย"

กูบิณฑ์กร่างรายวันเปิดศึกอาจารย์วีระด่าเห็นแก่ตัว

ที่มา Thai E-News


หลังจากสั่งสอนให้"สลิ่ม"ไปอ่านให้ดีๆว่าคณะนิติราษฎร์เสนออะไรกันแน่? ค่อยคิดจะไปตัดคอคณะนิติราษฎร์ ล่าสุดอาจารย์วีระ ธีรภัทร นักจัดรายการยอดฮิืต"คุยได้คุยดี"ได้จัดรายการตำหนิหน่วยกู้ภัยต่างๆว่า พากันขับรถฉวัดเฉวียน เปิดไซเรนเสี่ยงดัง บางทีไม่มีมารยาทปาดหน้าจี้ตูด และเร็วหวาดเสียว กระโชกโฮกฮากน่ากลัวมาก ผมเจอเป็นต้องหลบ ไม่รู้เขารีบไปทำอะไร

ผมว่ามันไม่ต้องเปิดไฟไซเรนก็ได้ ผมรู้ว่าจะไปกู้ภัย แต่พวกนี้ก็ขับรถรวดเร็วหวาดเสียวมาก จะพาคนตายระหว่างทาง หรือไปชนใครตาย ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนร่วมทางด้วย ขับไปธรรมดาไม่ได้เหรอ ต้องขับรถบึ้มๆๆๆตู้มๆๆๆบีบแตรไล่เปิดไฟไล่ ไล่จี้ตูด เลิกได้มั้ย เข้าใจอยู่ว่ามีจิตอาสา แต่เกินไปหน่อย เกินเหตุเกินเลยมากไป

ปรากฎว่าสร้างความไม่พอใจให้แก่คนทำงานกู้ภัีย พากันไปโพสต์ระบายในเฟซบุ๊คของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เจ้าของรหัสดารา 1 ของมูลนิธิร่วมกตัญญู

โดยมีรายหนึ่งโพสต์รูปโลงไว้อาลัยให้กับอาจารย์วีระด้วยถ้อยคำหยาบคาย

ส่วนบิณฑ์ ที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาในงานกู้ภัยได้โพสต์ว่า

ถึงพี่น้องอาสาทุกคนครับ..ผมรู้ทุกคนเจ็บปวดกับการที่มีนักจัดรายการท่านนึง มาพูดในทำนองคะนองปาก..ขอให้พวกเราอย่าหวั่นไหวกับการพูดของเขา..

ทุกคนมีความคิดต่างกัน และไม่สามารถที่จะยอมรับการกระทำของผู้อื่นได้ นักจัดรายท่านนี้ก็เช่นกันเขาคงมีอะไรที่รู้สึกถึงการกระทำของพวกเราโดยไม่ ยอมรับในการทำสิ่งที่ถูกต้อง..

การเปิดไซร์เรนเป็นการทำงานแข่งกับเวลาแข่งกับความเป็นความตายของผู้ประสพ ภัย..แต่นักจัดท่านนี้มองแค่เป็นความลำคาญส่วนตัวโดยไม่เห็นความเป็นความตาย ของผู้อื่นเป็นสำคัญ..เขาเรียกว่าความเห็นแก่ตัว

ผมขอให้พี่น้องที่ทำมูลนิธิทุกท่านอย่าได้ท้อแท้และหมดกำลังใจเราต้องทำต่อ ไปเพื่อส่วนรวม..ขอให้เพื่อนๆอาสาทุกคนอย่าตอบโต้โดยใช้วิธีรุนแรงขอให้มี สติและอย่าได้ใส่ใจกับคำพูดของนักจัดรายการท่านนี้..ยังมีประชาชนจำนวนมาก ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่ครับ..

ขอให้เพื่อนอาสาทุกคนมีความมุ่งมั่นและตั้งใจเพื่อประชาชนส่วนรวม

ตรงไปตรงมา 8-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1132

ค้นหาความเป็นธรรม 8-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1133

นปช.แถลงข่าว 8-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse








http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1131

ชูธง 8-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1134

ถอดสลัก ข่าว อ สุดา รังกุพันธ์ 8 2 2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1135

ชมภาพ นายกฯปู ใส่เสื้อเหลืองดูละครเเรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯก่อนมีข่าวไฟไหม้

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก

















ไฟไหม้บ.กราฟฟิกหนัง'นเรศวร'

ระทึก เพลิงไหม้บริษัทตัดต่อรับทำกราฟฟิกหนัง "พระนเรศวร" ภาคล่าสุดวอด 150 ล้าน คาดลงโรงช้ากว่ากำหนด ตร.ชี้ไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อ เวลา 12.00 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.เชาวฤทธิ์ เงินฉลาด พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง รับแจ้งเหตุไฟไหม้อาคาร 4 ชั้นครึ่ง ในซอยทาวน์อินทาวน์ 4-3 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ จึงประสานรถดับเพลิงจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. ก่อนนำกำลังไปตรวจสอบพร้อมด้วยพ.ต.อ.ธวัช วงศ์สง่า ผกก.สน.วังทองหลาง และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นอาคาร พาณิชย์ของบริษัท เฟม โพสท์ โปรดักชั่น จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 1401 ขนาด 40 ตารางเมตร ซึ่งเป็นบริษัทตัดต่อภาพยนตร์ มีพนักงานทำงาน 40 คน ภายนอกอาคารมีประชาชนยืนจับกลุ่มดูเหตุการณ์ พบเพลิงกำลังโหมลุกไหม้อาคารดังกล่าว มีควันพวยพุ่งออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ชั้น 3 เจ้าหน้าที่นำรถดับเพลิงกว่า 20 คัน ระดมฉีดน้ำกว่า 3 ชั่วโมง จึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ตรวจสอบพบอาคารเสียหายไปกว่า 80% เคราะห์ดีไม่พบผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าสาเหตุไฟไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

พ.ต.ท. เชาวฤทธิ์กล่าวว่า จากการสอบสวนนายวีระพันธ์ ธีระชาติ เจ้าของบริษัท เฟรม โพสท์ โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งรับทำออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิกให้ภาพยนต์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค ล่าสุด แต่เกิดเหตุไฟไหม้สตูดิโอจนพังทั้งหลังมูลค่าความเสียหายกว่า 150 ล้านบาท ทั้งนี้ สตูดิโอรับทำกราฟฟิกให้ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรเท่านั้น เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้จึงเสียหายเพียงแค่ข้อมูลกราฟฟิกที่ทำไป ส่วนฟิล์มต้นแบบไม่ได้อยู่ที่สตูดิโอจึงไม่เสียหาย เพราะแค่ก๊อบปี้เอาเฉพาะฉากบางตอนมาทำกราฟฟิกเท่านั้น อย่างไรก็ตามงานที่ทำมาทั้งหมดได้ถูกไฟไหม้ไปแล้ว จึงต้องเริ่มทำกันใหม่ คาดว่าอาจจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องออกฉายช้ากว่ากำหนด

5555 ชูวิทย์เชือดชัยวัฒน์

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ


xxx12 xxx12