WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 10, 2012

คุยกับนักปรัชญาชายขอบ ว่าด้วยความดีที่ไม่หลากหลาย

ที่มา ประชาไท

บทสนทนาใต้ร่มพุทธศาสนาในสังคมไทยในฐานะเครื่องมือทางการเมืองที่ถูก อธิบายว่าปลอดพ้นจากการเมือง “ปัจจุบันเราใช้ธรรมะเป็น ‘วาทกรรม’ เพื่อตอบสนองจุดประสงค์อื่นๆ เช่น ยกย่องสถานะศักดิ์สิทธิ์ทางชนชั้น ใช้อ้างในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อยกตัวเอง พวกตัวเองให้สูงส่งแล้วกดอีกฝ่ายให้ต่ำลง”...

ประชาไทคุยกับสุรพศ ทวีศักดิ์ หรือ “นักปรัชญาชายขอบ” ในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านปรัชญาศาสนา ซึ่งวิพากษ์บทบาทพระสงฆ์ในทางสังคมการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง เราถามเขาในหลายๆ คำถามที่คาใจเกี่ยวกับบทบาทของพุทธศาสนาและคำสอนแบบพุทธๆ ในสังคมไทยซึ่งลักลั่นอิหลักอิเหลื่อในการอ้างอิงมาใช้รองรับความชอบธรรมใน ทางการเมือง แต่ขณะเดียวกันกลับถูกมองว่าบริสุทธิ์หลุดพ้นจากการเมือง

ตกลงว่าศาสนาพุทธสอนให้คนเป็นคนดีหรือไม่
อยู่ที่เราจะนิยาม “คนดี” ว่าอย่างไร ในทางจริยธรรมคนดีมีความสัมพันธ์กับความดี แต่ “ความดี” มันมีสองความหมายคือ 1) คุณธรรม หมายถึงคุณสมบัติที่ดีบางอย่างที่เราต้องสร้างขึ้นเป็นลักษณะนิสัยของตนเอง เช่น ความมีปัญญา ความกล้าหาญ ความอดทน ความเสียสละ การมีจิตใจที่รักความยุติธรรม

2) จริยธรรม คือหลักการ หรือกฎที่คนเราพึงยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งมีหลากหลาย เช่น หลักจริยธรรมของศาสนาต่างๆ หลักจริยธรรมสากลคือ หลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ความยุติธรรม

จะเห็นว่าคุณธรรมเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะสร้างขึ้นในตัวเอง แต่จริยธรรมเป็นหลักการในการอยู่ร่วมกัน หลักสิทธิมนุษยชนหรือกติกาในสังคมประชาธิปไตยก็สร้างขึ้นจากการยอมรับคุณค่า ตามหลักจริยธรรมสากล

ทีนี้การมีคุณธรรมถือว่าเป็น “คนดี” ไหม ก็ตอบได้ว่าเป็นคนดีในความหมายว่าดีสำหรับตัวเอง เช่น มีปัญญา มีความอดทน มีความกล้าหาญ ก็ดีสำหรับตัวเขาเอง แต่ดีสำหรับคนอื่นไหม ก็ดีได้ถ้าเขามีคุณธรรมในสัมพันธภาพกับคนอื่นๆ เช่น มีเมตตา มีน้ำใจ มีความเสียสละ มีจิตใจรักความยุติธรรม ซื่อสัตย์

คนในโลกยุคเก่า หรือแม้แต่คนในสังคมเกษตรกรรม จะยึดคนดีในความหมายของคนที่มีคุณธรรมนี่แหละเป็น “บุคคลในอุดมคติ” ที่ควรยึดเป็นแบบอย่าง เช่น ยึดคนอย่างโสเครตีส เป็นแบบอย่างของผู้มีปัญญา มีความกล้าหาญทางจริยธรรม พระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างของผู้มีปัญญาคุณ มีวิสุทธิคุณ กรุณาคุณ พระเยซูมีความรัก ความเสียสละ หรือคนดีอย่างมหาตมะ คานธี แม่ชีเทเรซ่า เป็นแบบอย่างของผู้มีความเสียสละเป็นต้น

แต่ในโลกสมัยใหม่ที่สังคมมีความซับซ้อนมาก การอ้างอิงคนดีหรือคนมีคุณธรรมสูงส่งเป็นแบบอย่าง หรือเป็นบุคคลที่เราต้องคอยพึ่งพาคำสอน หรือสติปัญญาในการบริหารบ้านเมืองจากเขามันเป็นเรื่องหาความชัดเจนได้ยาก เพราะความเป็นคนดีมีคุณธรรมมักจะถูกใช้เป็น “วาทกรรมทางการเมือง” สำหรับใช้หาเสียง หรืออาจจะใช้ทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือบางทีก็เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้เกินจริง อย่างคนบางคนในบ้านเราถูกยกย่องเป็น “เสาหลักทางจริยธรรม” เป็นแบบอย่างของความซื่อสัตย์ ไม่โกง แต่สังคมก็ละเลยที่จะตั้งคำถามว่าเขาซื่อสัตย์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือต่อระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

ในโลกสมัยใหม่ คนจึงไว้วางใจคนที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นคนดีคนมีคุณธรรมน้อยลง แต่แสวงหาหลักจริยธรรมสากลในการอยู่ร่วมกันคือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม ซึ่งหลักดังกล่าวมันเป็นจริยธรรม ในแง่ที่ว่ามันมีคุณค่าต่อการปกป้องความเป็นคนของเรา และเพราะถือว่ามันมีคุณค่าปกป้องความเป็นมนุษย์ของเราจึงต้องสร้างกติกาการ เมืองขึ้นมาบนพื้นฐานของจริยธรรมสากลดังกล่าวนี้

ทีนี้ถ้าใช้ ‘ความดี’ คือหลักจริยธรรมสากลเป็นเกณฑ์วัด ‘คนดี’ ก็คือคนที่ทำตาม และหรือปกป้องหลักจริยธรรมสากลดังกล่าวนี้ คนดีในความหมายนี้ก็น่าจะดีต่อสังคมหรือส่วนรวมในโลกสมัยใหม่

แต่ทำไมเราถามว่าพุทธศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีหรือไม่ ก็เพราะความเป็นคนดีในพุทธศาสนาดูจะเน้นหนักไปทางการเป็นคดีมีคุณธรรมทาง ศาสนา ซึ่งบางครั้งคนที่มีคุณธรรมทางศาสนาก็ไม่ใส่ใจหลักจริยธรรมสากล เท่ากับไม่ใส่ใจส่วนรวมในสมัยใหม่ คนดีทางศาสนาจึงเหมือนไม่ดีต่อสังคม ที่แย่กว่านั้นคือ บางครั้งก็ออกมาขัดขวางความก้าวหน้าของจริยธรรมสากลด้วยการตีความพุทธศาสนา ให้รับใช้เผด็จการ เช่น “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”

และสังคมไทยมีไอดอลที่จะบอกว่าจะเอาคนดีมีศีลธรรมมาบริหารบ้านเมือง ต้องเป็นคดีมีศีลธรรม กินมังสวิรัติ ซึ่งมันไม่เกี่ยว ไม่ได้ตอบโจทย์ คือความป็นคนดีไม่ได้ตอบโจทย์ที่จะทำให้สังคมการเมืองมันดีขึ้น แล้วบางทีอ้างความเป็นคนดี อ้างคุณธรรมเพื่อจะไม่ต้องตรวจสอบ พอเชื่อว่าคนนี้เป็นคนดีแล้วเราไม่ต้องไปตรวจสอบ แล้วบอกว่าคนดีเป็นเผด็จการโดยธรรมได้ อย่างท่านพุทธทาสบอกว่า เผด็จการโดยธรรม คือถ้าเป็นคนดี ก็เป็นเผด็จการได้ มันเป็นคำอธิบายที่มีความขัดแย้งเยอะแยะมากมาย และเราเชื่อกันแบบนี้มาตลอด

สำหรับสังคมไทย การเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี คือการเป็นปัจเจกชน ให้ตัวเองหลุดพ้น เราไม่ต้องยุ่งกับสังคมและปล่อยให้คนดีปกครองสังคม

นี่เป็นความเข้าใจผิด คนใช้พุทธศาสนาแบบไม่จำแนกแยกแยะ คือความพ้นทุกข์เป็นมิติของปัจเจก แต่คุณจะมาอ้างว่าคุณมีความสงบมีความพ้นทุกข์แล้วจะมาปกครองสังคมมันไม่ เกี่ยวกัน คือเรื่องหลุดพ้นใครอยากหลุดพ้นก็หลุดพ้นไป แต่ปัญหาของบ้านเราคือการไปโปรโมทคนปฏิบัติธรรมหรือคนหลุดพ้นว่าเป็นที่พึ่ง ของสังคมได้ เช่นการโปรโมทพระอริยะ

คือเขาจะเป็นที่พึงได้ในแง่ความสงบของจิตใจของปัจเจกแต่ในแง่การเมืองเขา เป็นที่พึ่งไม่ได้ เพราะในทางการเมืองไม่ได้หมายความว่าพระจะรู้เรื่องสังคม เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม เกิดความเสมอภาค แต่ปรากฏการณ์บ้านเรามันมั่ว เรามักอ้าง ธรรมนำหน้า อ้าง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ อ้างว่า พระอริยสงฆ์หนุนเราอยู่เบื้องหลังเราจึงมีความชอบธรรมที่จะไล่คนชั่วออกไป มันไม่ใช่แนวทางพุทธศาสนาดั้งเดิม

ความหมายของความดีของไทยในไม่หลากหลายหรือเปล่า

ชุดความหมายของความดีของไทยมันถูกครอบด้วยมิติทางศาสนา เราอธิบายว่าความดี คือคนที่พยายามขัดเกลาตัวเอง ละกิเลส ดีด้วยกายวาจาใจ เราจึงไม่เคยมองว่าคนที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมา 14 หรือ 6 ตุลา คนที่ออกมาต่อสู้เหล่านี้เราไม่เคยมองว่าพวกเขาเป็นคนดี

คนดีคือคนที่อยู่ในกรอบศีลธรรมศาสนาและอยู่ในกรอบของความจงรักภักดี ถ้าใครบอกว่าจงรักภักดีปกป้องสถาบัน ก็กลายเป็นคนดีโดยอัตโนมัติใช่ไหม ใครเข้าวัดปฏิบัติธรรมก็ถูกมองว่าเป็นคนดี ถูกนับถือว่าเป็นคนดี ในขณะที่คนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค เรากลับมองว่าพวกนี้มาสร้างความวุ่นวาย เป็นพวกหัวรุนแรง เราไม่ยกย่องว่ากุหลาบ สายประดิษฐ์เป็นคนดี จิตร ภูมิศักดิ์เป็นคนดี สังคมไทยเราไม่ยกย่องแบบนี้ คืออะไรก็แล้วแต่ที่เรามองว่าอยู่ฟากตรงข้ามกับสถาบัน กับศาสนามักจะถูกตัดสินโดยอัตโนมัติว่าเป็นคนไม่ดี

คนเสื้อแดงที่บาดเจ็บเสียชีวิตที่ออกมาต่อสู้ จะได้รับการเยียวยาก็ยาก เพราะถูกตัดสินไปแล้วว่าเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าเรามองคอนเซ็ปท์ความดีอีกแบบอย่างคานท์ อย่างจอน สจ๊วต มิลล์ เขาพูดเรื่องเสรีภาพ ความเป็นคนดีคือการที่ตัวเองมีจิตสำนึกต่อเรื่องเหล่านี้และออกมาต่อสู้ให้ สังคมมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาค เห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องปกป้อง คนดีต้องออกมาต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้

ถ้าใช้คอนเซปท์เหล่านี้เราก็จะมองว่าคนที่ออกมาต่อสู้ทางการเมือง ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยคนเหล่านี้ก็เป็นคนดี แต่สังคมไทยเราไม่ได้คิดมิตินี้ เราคิดแต่มิติความเป็นคนดีทางศาสนา กับรักสถาบัน

คือต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบสังคม แต่ถ้าออกมาค้าน เรียกร้องกลายเป็นพวกวุ่นวาย

ใช่ ต้องอยู่ในศีลธรรมอันดี แต่ศีลธรรมอันดีของใคร ก็ของผู้มีอำนาจ

นี่เป็นปัญหาของพุทธหรือเป็นปัญหาของสังคมไทย
เป็นปัญหาของสังคมไทย เพราะพุทธแบบไทยกับพุทธแบบดั้งเดิมไม่ตรงกัน แม้แต่คำว่าธรรมะก็ไม่เหมือนกัน คำว่าธรรมะ ไม่ได้แปลศัพท์บาลีออกมาเท่านั้นนะแต่เราต้องรู้บริบทของธรรมะ คือสมัยก่อนพุทธศาสนา ธรรมในศาสนาพราหมณ์ เป็นตัวแบ่งแยกชนชั้น ธรรมะคือหน้าที่ของคนแต่ละวรรณะที่จะก้าวก่ายกันไม่ได้

แต่ธรรมะในศาสนาพุทธแบบดั้งเดิมนั้น เป็นเรื่องของการใช้ปัญญา ใช้เหตุผลทำความเข้าใจความจริงของชีวิตและโลก เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า ปัจจุบันเราใช้ธรรมะเป็น “วาทกรรม” เพื่อตอบสนองจุดประสงค์อื่นๆ เช่น ยกย่องสถานะศักดิ์สิทธิ์ทางชนชั้น ใช้อ้างในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อยกตัวเอง พวกตัวเองให้สูงส่งแล้วกดอีกฝ่ายให้ต่ำลง ใช้สร้างภาพให้ดูเป็นคนดี เข้าวัดปฏิบัติธรรม เป็นต้น

กรรมก็ใช้แบ่งชนชั้น ยากดีมีจนเพราะทำกรรมเก่ามาไม่เท่ากัน บุญก็มีไว้ขาย บาปมีไว้ขู่ แล้วเรื่องเหล่านี้ก็กลายเป็นพุทธพาณิชย์ คือธรรมะก็ถูกทำให้เป็นสินค้า จัดคอร์สปฏิบัติธรรมราคาแพง มีการแก้กรรมที่คนสอนวิธีแก้รวยวันรวยคืน การทำบุญแบบธุรกิจขายตรง เป็นต้น ยังไม่ต้องพูดถึงธุรกิจวัตถุมงคลพาณิชย์ที่มีการโฆษณาอย่างแพร่หลายและสร้าง รายได้เป็นกอบเป็นกำ

มองอีกแง่หนึ่งก็เหมือนกับว่าคนไทยบริโภคพุทธศาสนา บริโภคธรรมะ เหมือนบริโภคความจงรักภักดี คือเราใช้พุทธศาสนา ใช้ธรรม ใช้ความจงรักภักดีไม่ใช่เพราะเราต้องการปฏิบัติตามเนื้อหาสาระที่แท้จริงของ สิ่งนั้น แต่ใช้สิ่งนั้นเพื่อเป็นเครื่องมือไปสู่สิ่งที่เราปรารถนา ซึ่งก็เป็นเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ ความสบายทางวัตถุ การสร้างภาพลักษณ์ที่ฉาบฉวย คำทางศาสนา เช่น ธรรมะ บุญ บาป ถูกใช้เป็นวาทกรรมที่สนับสนุนอำนาจทางการเมือง อำนาจทางศีลธรรม และบริโภคนิยม

เรามักพูดกันว่าศาสนา หรือพระไม่ควรยุ่งกับการเมือง

ที่ผ่านมา ถ้าเป็นการเมืองสนับสนุนอำนาจยุ่งได้ เช่น การสอนเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม ตรงนี้เป็นการเมืองเต็มๆ แต่ถ้ากระด้างกระเดื่องต่ออำนาจ เช่น ครูบาศรีวิชัย ก็ถูกจำกัด ถูกดำเนินการ จริงๆ ในประวัติศาสตร์ไม่มีศาสนาที่บริสุทธิ์จากการเมือง สมัยพระพุทธเจ้า ญาติสองฝ่ายทำสงครามแย่งน้ำกัน เป็นวิกฤตการเมืองที่คนกำลังจะฆ่ากัน พระพุทธเจ้าก็เข้าไปห้าม แบบนี้ก็ยุ่งการเมืองนะ แต่ยุ่งแบบเป็นบวก แต่ของเรานี่ ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป คือไปสนับสนุนฝ่ายมีอำนาจ แล้วก็ไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่ายหนึ่ง กลายเป็นความรุนแรง

บางทีเราก็ไม่ได้มองอะไรที่สอดคล้องกับความจริง เช่น การบอกว่าพระต้องบริสุทธ์จากการเมือง ผมว่ามันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะเรามีพระสงฆ์จำนวนมาก และพระสงฆ์มีบทบาททางสังคมอยู่แล้ว จริงๆ เราควรให้พระเลือกตั้งได้ด้วยซ้ำ คือการที่เรามีกฎหมายไม่ให้พระเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่าพระไม่ได้สนับ สนุนพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้ เราก็ควรมีกฎหมายให้พระสนับสนุนและเลือกพรรคการเมืองได้ เพราะไม่ได้ทำให้พุทธศาสนาเศร้าหมอง มีมลทิน

จริงๆ ถ้าเราเข้าใจพระ เราจะเข้าใจว่าพระมีข้อจำกัดเยอะมาก คือข้อจำกัดในเรื่องการรู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันสังคม เนื่องจากท่านอยู่ในวัด และพื้นฐานที่มาของพระส่วนใหญ่มาจากคนชนบท ด้อยการศึกษา มาบวช แล้วเข้ามาสู่สถาบันสงฆ์ที่อนุรักษ์นิยมมาก

พระบางรูปเก่งในการพูดจา เก่งในการศึกษา แต่บริบทที่แวดล้อมท่าน สื่อที่แวดล้อมท่าน ดาราที่แวดล้อมท่าน ท่านก็ได้รับข้อมูลจากคนพวกนี้ เราต้องยอมรับว่ามันขึ้นกับคอนเนกชั่นนะ ก็มีบริบท แต่เราคาดหวังจากพระโดยคาดหวังว่าต้องบริสุทธิ์หมดจดทั้งเรื่องความประพฤติ ความคิดเห็น ผมว่าเราคาดหวังอะไรที่เกินมนุษย์ไปหน่อย เพราะพระก็เป็นคนเหมือนเรา

อาจารย์บอกว่าพระส่วน ใหญ่มาจากกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม แต่เมื่อบวชเรียนแล้วสังคมไทยมักคาดหวังว่าพระแนะนำได้ทุกเรื่อง จริงๆ แล้วพระสามารถแนะนำได้ทุกเรื่องจริงหรือ

นี่คือความคิดของชนชั้นกลาง อย่างที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเรียกว่าชนชั้นกลางวัฒนธรรม ที่มักจะมองอะไรแบบโรแมนติก ไม่ได้ใช้เหตุผล เช่น กรณีนิติราษฎร์เราก็เห็นชัดเจนว่าเขาเสนออะไร มีเหตุผลอย่างไร แต่คนทั่วไปเขาก็พูดแค่ว่าล้มเจ้า

คนชั้นกลางในเมืองจะมองว่าพระเป็นผู้บริสุทธิ์ ศึกษาพุทธศาสนาซึ่งสามารถตอบอะไรได้ทุกเรื่อง คือเป็นวิธีการที่มองอะไรแบบสูตรสำเร็จ แต่ผมคิดว่าคนชนบทเขาไม่ได้มองอะไรแบบนั้นนะ ชาวบ้านเขาไม่ได้มองว่าพระสมบูรณ์แบบ แต่เขามองว่าเป็นลูกหลาน แต่นับถือกันในฐานะที่เป็นพระ บางทีพระก็ไปเกี่ยวข้าวกับชาวบ้าน

เราจะไม่เห็นบทบาทพระไทยแบบที่เห็นจากพระพม่า

พระไทยนั้นโดยประวัติศาสตร์ความเป็นมา เป็นพระของเจ้ามาตลอด อย่างตอนผมทำวิจัยบทบาทของพระสงฆ์ในช่วงที่คนเสื้อแดงชุมนุม ผมก็เห็นว่าพระเสื้อแดงมีความรู้สึกในเรื่องชนชั้นอยู่ เช่น ผมเคยถามท่านว่าสถาบันศาสนามีสามส่วน คือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ผมถามว่าทำไมท่านมาอยู่กับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าล้มสถาบัน ท่านก็บอกว่า มันเป็นการหลอกกัน ดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ท่านเห็นว่าชาวบ้านถูกเอาเปรียบไม่ได้รับความเป็นธรรม

จริงๆ แล้วพระน่าจะมีความรู้สึกแบบนี้ เพราะพระส่วนใหญ่มาจากชนบทได้รับการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ ถ้าการศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นแบบที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ บอกว่า ควรจะสอนให้พระรู้จักกำพืดตัวเอง รู้จักโครงสร้างที่อยุติธรรม พระจะเป็นของชาวบ้านมากขึ้น แต่การศึกษาในมหาวิทยาลัยของสงฆ์ไม่ใช่แบบนั้น เป็นการศึกษาแบบที่เป็นระบบทั่วไปที่เป็นการศึกษาเพื่อเป็นบันไดดารา เพื่อเลื่อนชนชั้นทางสังคมนั่นเอง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/02/55 รักเมืองไทย..เดินหน้าประเทศไทย?

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ปากบอกรัก..เมืองไทย..ใจจะขาด
ให้พาชาติ บ้านเมือง รุ่งเรืองไสว
ขัดแข้งขา เหยียบย่ำ ทำ..ทำไม
คิดจัญไร แบบนี้ นี่หรือรัก....
ทั้งฉุดคร่า เหนี่ยวรั้ง ให้พังพาบ
ยื่นตราบาป อัปรีย์ สุดดีดัก
งบฟื้นฟู เยียวยา มาชงัก
เริ่มชัดเจน จนประจักษ์ รักยังไง....
ขบวนการ ล้มรัฐ จัดมาพร้อม
แล้วห้อมล้อม รุมเร้า เพื่อเผาไหม้
วางแผนชั่ว แยบยล หลอกคนไทย
พวกหน้าด้าน ก็เฉไฉ ไม่เคยพอ....
กฎหมายทาส กดหัวไว้ อย่าได้หือ
สมคำลือ ตอแหลแลนด์ แดนนี้หนอ
กี่ฉบับ ต้องตีความ ตามพ.ร.ก.
แถม ส.ว. ลากตั้ง มันคลั่งตาม....
รัฐธรรมนวย โคตรแย่ อย่าแก้ไข
เชิญเป็นไป ตามครรลอง ไม่ต้องถาม
รักเมืองไทย แม้นย่ำยี ก็ดีงาม
ปล่อยลุกลาม ต่อไป ดั่งไฟลน....
๓ บลา ๑๐ ก.พ.๕๕

ลับลวง-ล่วงลับ?กับ22เ้ดือน10เมษา53

ที่มา Thai E-News

วีรชนร่ำไห้ในหลุมศพ
วีระรบกลบเกลื่อนแล้วเลือนหาย
วีรภาพ10เมษาฯพร่าพราย
22เดือนเคลื่อนคล้ายละลายรอน
ไม่มีแล้วเผด็จการบ้านเมืองนี้
ชุดราตรีทักซิโด้สโมสร
ค่ำคืนนี้10ล้านงานบอล
มังกรคู่หงส์จะลงเอย
อย่า่ขัดขืนฝืนยิ้มเุถิดสหาย
คนที่ตายก็ไปฝังยังก็เฉย
ที่ติดคุกก็ส่งข้าว..เปล่าละเลย
สุดเฉลยลับลวงหรือล่วงลับ..?


สุดเฉลยลับลวงหรือร่วงโรย?
เสียงโอดโอยศพที่กองพี่น้องเรา..เขาข้ามไป!

โดย ปีกซ้าย


********

หมายเหตุประเทศไทย:เรามีนัดพบกันทุกเย็นวันที่ 10 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สี่แยกคอกวัว เพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่วีรชน 10 เมษา 53

สำหรับวันนี้วาระพิเศษหน่อย หากมากันมากๆจนล้นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หางแถวก็อาจยาวเฟื้อยไปถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการจัดงานราตรีสมานฉันท์ระหว่างรัฐบาลที่วีรชนแลกเลือดมา กับหัวหน้าอำมาตย์ใหญ่ นายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์

โรค "ความกลัวจนหัวหด" ทำระส่ำไปทั่ว - ล่าสุดลามไปถึงโรงแรมไม่ยอมให้จัดเวทีการเมืองที่สนับสนุนนิติราษฎร์

ที่มา Thai E-News

10 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์



คำชี้แจง!! ย้ายสถานที่จัดงานสนับสนุนคณะนิติราษฎร์

สืบ เนื่องจากการที่ “กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ” จะได้จัดงานเสวนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” โดยในงานนี้ได้เชิญ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ปาฐกถาเรื่อง “ ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง” และต่อด้วยการเสวนาเรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย” โดยผู้ร่วมเสวนาคือ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล, อ.เวียงรัฐ เนติโพธิ และอ.สุรพศ ทวีศักดิ์

กิจกรรมครั้งนี้คณะผู้จัดจะจัดที่โรงแรมเอสดีอเวนิวและได้เตรียมการจัดงานไว้เรียบร้อยแล้วโดยสมบูรณ์

บัด นี้ทางโรงแรม เอสดีอเวนิวได้ตั้งเงื่อนไขขึ้นใหม่กดดันต่อการจัดกิจกรรมของกลุ่มฯ ทำให้ไม่สามารถจัดงานตามวัตถุประสงค์ได้ ทำให้ต้องยกเลิกการใช้สถานที่

โดย ฝ่ายจัดงานของ “กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ” ได้คาดล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมีเหตุและแรงกดดันจนทำให้ต้องยกเลิกการใช้สถาน ที่โรงแรมฯ อย่างแน่นอน

ส่วนสาเหตุและเบื้องหลังคาด ว่าผู้บริหารโรงแรมถูกกดดันจากแรงบีบภายนอก ซึ่งได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว ดังกรณีที่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติห้ามมิให้ “คณะนิติราษฎร์” ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยฯ จัดงานรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ในประมวลกฏหมายอาญา

คณะผู้จัดงาน “กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ” จึงขอประกาศแจ้งต่อผู้ซื้อบัตรเข้าร่วมงานหรือผู้ได้รับเชิญ ดังนี้
  1. ยังคงจัดงานในวันเสาร์ที่ 11-2-12 (ฤกษ์ยาม 112 เหมือนเดิม) แต่เปลี่ยนเวลาและสถานที่จัดงาน เป็น โรงแรมรัตนโกสินทร์ ห้องราชา เริ่มงานเวลา 17.00-22.00 น.
  2. การปาฐกถาและการเสวนายังคงเดิมทุกประการ แต่จะมีผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย” เพิ่มอีก 1 ท่านคือ ดร.พิชิต ลิขิตกิจ-สมบูรณ์ โดยมาเสวนาแทน อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ต้องถอนตัวไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน และในงานนี้ “คณะนิติราษฎร์” จะมาร่วมงานด้วย พร้อมศิลปิน นักเขียน เช่น “จิ้น กรรมาชน” “วาดระวี” และ “คำผกา” ฯลฯ
  3. รูปแบบการจัดงานจะเป็น “Dinner Talk” คือ รับประทานอาหารเย็น “บุฟเฟ่ท์” ร่วมกัน ประมาณ 25-30 โต๊ะๆ ละ 10 ท่าน รวมไม่เกิน 300 ที่นั่ง


สำหรับ “ผู้ที่ยังไม่มีบัตร” แต่ประสงค์จะเข้าร่วมงานและช่วยเหลือสนับสนุนการรณรงค์ล่ารายชื่อของ ครก. 112 เพิ่อผลักดันข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ให้ส่งผลทางความคิดต่อสังคมไทยต่อไป ก็สามารถไปร่วมงานนี้ได้ตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น โดยสอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 089-0477434 (คุณ สันติ)

ส่วนผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง สามารถติดตามชมรายการถ่ายทอดสดได้ที่ www.TUDEMOC.com หรือ www.SpeedHorseTV.com หรือการถ่ายทอดซ้ำได้ในสื่อต่างๆ ต่อไป

ในงานนี้จะมีเอกสารของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกุล แจกในงานด้วย

“กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ”
10 กุมภาพันธ์ 2555

คุยกับ 'ไท พฤกษาเกษมสุข' ก่อนประท้วงอดอาหาร ‘112 ชั่วโมง’

ที่มา Thai E-News

9 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มา ประชาโท

"ไท" หรือ ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ชายหนุ่มวัย 20 ปี ซึ่งปัจจุบันศึกษาอยู่ปี 2 คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุตรชายคนเดียวของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตัดสินใจประกาศอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับบิดาของเขา ซึ่งถึงตอนนี้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำแล้ว 10 เดือน เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว

วันนี้ (9 ก.พ. 55) เขาแถลงข่าวร่วมกับ ส.ส. สุนัย จุลพงศธรที่รัฐสภาเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาและการทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไทแถลงด้วยความหนักแน่นถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจอดอาหารเป็นเวลา 112 ชั่วโมง หรือเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่สี่โมงเย็นของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ จนถึงแปดโมงเช้าของวันที่ 16 กุมภาพันธ์

“เรา ได้ดำเนินการทั้งในทางกฎหมาย ทั้งการยื่นหนังสือร้องเรียนต่างๆ นานาแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นผลอะไร ดังนั้น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้เล็งเห็นว่าพวกเขาจะทำอย่างไร เพื่อให้เขาเห็นว่าความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน เพื่อให้เห็นว่าสิทธิการประกันตัวมีความสำคัญยิ่งกว่าการทรมานร่างกายของ ข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าจึงได้ประกาศอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 112 ชั่วโมง”

ประชาไท พูดคุยกับ ไท พฤกษาเกษมสุข ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าสู่การอดอาหารเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม 112 ชั่วโมง

0000


ทำไมถึงตัดสินใจไปอดข้าวที่ศาลอาญา อยากจะสื่อว่าอะไร

คือ จะไปเรียกร้องต่อศาลอาญาโดยตรง เราเรียกร้องต่อสิทธิในการประกันตัวของพ่อผม นั่นเป็นประเด็นหลักๆ คือ ผมคาดหวังให้ศาลรับรู้ประเด็นของเรา อยากให้เขาเข้าใจประเด็นว่า จุดที่เราต้องการเรียกร้องคือ สิทธิในการประกันตัว ไม่ได้หมายความเราต้องการถึงขั้นที่จะไปเปลี่ยนแปลง ยกเลิกหรือละเมิดอำนาจศาล คือถ้าศาลจะเปลี่ยนคำวินิจฉัย ก็เป็นเพราะดุลยพินิจของศาลเอง เพียงแต่ผมแสดงเพื่อประท้วงให้เห็นว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ศาลไม่ให้สิทธิในการประกันตัวของพ่อผม ซึ่งยื่นไปทั้งหมด 7 ครั้งแล้ว หลักๆ ก็คือเพื่อแสดงออกอย่างนั้น ถ้าศาลจะรับไปโปรดพิจารณา และเขาจะต้องเปลี่ยนใจ ก็ต้องเป็นเพราะว่าเขาเปลี่ยนเอง

แล้วได้ไปเยี่ยมพ่อที่เรือนจำบ้างไหม

ไป เยี่ยมสัปดาห์ละครั้ง ถ้าไม่ติดธุระไรก็จะไปเยี่ยมบ่อย โดยในช่วยแรกๆ ก็จะคุยเรื่องให้กำลังใจ แล้วเขาจะถามเรื่องข้อกฎหมาย หลักการ เรื่องคดี ข้อเท็จจริง ผมก็จะนำไปปรึกษาอาจารย์ที่คณะให้ด้วย แล้วก็พาเพื่อนมาเยี่ยม พาคนมาเยี่ยม พาอาจารย์ที่เขารู้ประเด็นพ่อมาเยี่ยมและให้กำลังใจ ก็จะติดต่อเรื่องนี้ให้กับพ่อด้วย ตอนหลังๆ ก็จะคุยเรื่องการให้กำลังใจและพูดคุยเรื่องอนาคตของคดีว่าจะเป็นยังไง ส่วนเร็วๆนี้ก็จะคุยเรื่องการอดอาหารอย่างเดียว

พ่อว่าอะไรบ้างเรื่องที่ไทจะอดอาหาร

พ่อ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนแรกท่านก็ไม่เห็นด้วย เขาบอกว่ามันน่าจะเป็นหนทางสุดท้าย แต่ท่านก็ให้กำลังใจและให้คำแนะนำมา ไม่ได้ว่าอะไร แต่ท่านก็เป็นห่วงอยู่

ส่วนตัวสนใจทำกิจกรรมทางการเมืองเมื่อไร ก่อนหน้าที่พ่อตัวเองถูกจับหรือเปล่า

สนใจ ก่อนล่วงหน้าก่อนอยู่แล้ว ผมก็ทำกิจกรรมทั้งภายในมหาวิทยาลัยและภายนอกมหาวิทยาลัย ทั้งกิจกรรมทั่วไปแทบทุกอย่าง ทั้งอีเวนท์ทั่วไปของมหาวิทยาลัย งานบอล ทำขบวน ถึงค่ายอาสา จัดกิจกรรมสัญลักษณ์ทางการเมือง ร่วมจัดเสวนาทางวิชาการ เดินขบวนชุมนุมประท้วงเรื่องสิทธิเรื่องการรับน้อง ผมก็เป็นคนเริ่มจัด ทำงานหมดเลย เรียกว่าทำกิจกรรมแทบทุกอย่างของกิจกรรมนักศึกษาภายในสองปีที่ผ่านมา

กฎหมาย ระบุว่าผู้ต้องหาทุกคนมีสิทธิได้รับ การประกันตัว แต่ในคดีของพ่อหรือนักโทษคดีหมิ่นฯ อื่นๆ กลับไม่ได้ประกันตัวเลย ในฐานะที่ตัวเองก็เรียนกฎหมายมา รู้สึกอย่างไร

นั่น มันตามกฎหมาย ไม่ได้ตามความเป็นจริง ตามความเป็นจริงคือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติให้เกิดขึ้น และในทางกฎหมาย เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาว่ามันเป็นธรรมหรือเปล่า ถ้ามันเป็นธรรม มันก็ต้องเป็นสิ่งที่ใช้กับทุกคนโดยทั่วไปโดยเท่าเทียมกัน ในความเป็นจริงก็ต้องเป็นเช่นนั้น

ผม ไม่รู้สึกอะไร คือผมรู้สึกว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ไม่รู้สึกเดือดดาล ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น คือรู้สึกเฉยๆ แต่เราไม่ได้อยู่เฉยๆ มันเฉยทางความคิด แต่ในทางจิตใจของเรา เรารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม เราต้องเข้าไปแก้ไข เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข ฉะนั้น สิ่งที่ผมเชื่อและสิ่งที่ผมคิดมาตลอดก็คือ ผมต้องเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วย แต่ก็จะไม่ถึงขั้นใช้อารมณ์เข้าไปเกี่ยว ว่ามันไม่ยุติธรรม เราถึงโกรธหรือเสียใจ

แล้วเตรียมตัวอดอาหารในครั้งนี้ยังไงบ้าง

ตัดสิน ใจตั้งแต่ก่อนบวช ก็บวชมาเดือนครึ่ง ในระหว่างบวชนี้ก็ได้เป็นการฝึกในตัวด้วย เพราะก็เป็นการฉันอาหารแค่มื้อเดียวมา พอบวชเสร็จก็มีประชุมกับกิจกรรมนักศึกษา และเริ่มประกาศว่าจะเราจะทำอะไรบ้าง และเริ่มเตรียม หาคนที่เห็นด้วยและสนับสนุนแนวทางกิจกรรมว่าเป็นยังไงบ้าง และพอมาถึงช่วงหนึ่งก็จะเริ่มเดินสาย ไปพูดคุย ไปพบปะว่าเราจะทำกิจกรรม แล้วก็เตรียมตัว ทดลองอดอาหารอีกครั้งหนึ่งเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่แล้ว ก็มึนหัวนิดหน่อย

แล้วอดอาหารถึงสี่วันไม่กลัวบ้างหรือว่าจะเป็นอะไรไป

ไม่ ถึงขั้นขนาดนั้น ไม่กลัวเลย ไม่รู้สิ ผมอาจจะแปลกกว่าคนอื่น แต่ผมก็รู้สึกว่า ชีวิตมันก็เท่านั้นน่ะ ถ้าเรามองที่เป้าหมายในการใช้ชีวิตมากกว่า คือ ถ้าเราได้ทำสิ่งที่เราชอบ วันพรุ่งนี้จะอยู่หรือจะตายก็ไม่สำคัญ ถือว่าเราได้เดินมาทางที่เราเชื่อมั่น มาทางที่เราจะเดินไป ถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงจะบอกว่า ก็มีความฝัน อยากเป็นนักดนตรี และเรากำลังอยู่ในเส้นทางนั้น จะเจ็บจะตายวันไหนก็ไม่จำเป็น คือก็มองที่ผลลัพธ์ มองในสิ่งที่ตัวเองได้ทำ ตรงนั้นก็พอแล้ว

หลังจากอดอาหารแล้วถ้าศาลยังไม่ปล่อยตัวพ่ออีกจะทำยังไง

ก็คงจะทำกิจกรรมอื่นต่อไป ก็คงดูว่าจะเป็นรูปแบบไหน เพราะผมก็ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ อายุก็ยังแค่ 20 ก็ คงยังไม่คิด ประสบการณ์ยาวเป็นช็อตๆ ก็ยังไม่มี ก็ต้องหาคำปรึกษา ดูกลุ่มนักศึกษาว่าอันไหนเป็นประเด็นหลัก ประเด็นรอง แล้วก็เอากำลังของเราไปหนุน มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงนั้นด้วย

แล้วคาดหวังจากศาลมากหรือเปล่าจากการอดอาหารประท้วง

คาด หวังอยู่แล้วครับ ถ้าเรียกว่าคาดหวังไหมก็ต้องคาดหวัง เพราะว่าก็เหนื่อยมาพอสมควรสำหรับการเตรียมตัวสำหรับการอดอาหาร ก็ต้องคาดหวังว่ามันจะได้รับผลตอบรับ ไม่ว่าจะจากสังคมตอบรับมา หรือจากศาล ซึ่งจะตอบรับมายังไงก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลอีกทีหนึ่ง

อยากจะบอกอะไรกับศาลบ้าง

ผม ก็เคารพการตัดสินใจของท่าน เพราะมันเป็นหลักที่ผมต้องเคารพอยู่แล้ว เนื่องจากศาลต้องมีดุลยพินิจเป็นอิสระ ใครคนหนึ่งจะไปอดอาหารประท้วงเพื่อให้ท่านเปลี่ยนการตัดสินใจ มันก็คงไม่ถูก เพราะมันก็คงผิดหลักกฎหมายที่ใครไม่เห็นด้วยก็ต้องไปอดอาหาร ก็คงไม่ใช่ แต่สิ่งที่ต้องการจะชี้ คือชี้ให้เห็นถึงความเป็นธรรม เหมือนจุดกระแสในเรื่องสิ่ทธิการประกันตัวของนักโทษ 112 ให้ เขาเห็นอีกครั้งหนึ่ง ให้เขาเลิกอคติ ไม่ว่าเขามีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ก็ให้เขาหันกลับมามองว่าอะไรมีความสำคัญมากกว่ากัน ความยุติธรรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองของเขา เหมือนกับเป็นการเตือนอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเขาจะตัดสินใจยังไงนั้นก็เป็นเรื่องของเขา

ความ จริงแล้ว ถ้ามีคนเรียกการอดอาหารว่าเป็นการกดดัน ความจริงแล้วมันไม่ใช่การกดดันเลย การกดดันต้องมีพลังทางการเมือง แต่ว่าของผมนี่มันมีพลังทางสัญลักษณ์

แล้วโดยส่วนตัวได้รับอิทธิพลมาจากพ่อเยอะไหมในการทำกิจกรรม

ไม่ค่อยเท่าไหร่นะ พ่อผมไม่รู้เรื่องผมด้วยซ้ำ ตอนม. 5 ผม เป็นประธานนักเรียน เป็นประธานสภาของอำเภอเด็กของปากเกร็ด ทำกิจกรรมเยอะแยะไปหมด พ่อผมไม่รู้เรื่อง บอกว่าผมเล่นแต่เกม อยู่แต่บ้าน ที่รู้เพราะมีเพื่อนผมมาบอก พ่อยังไม่รู้เรื่องผมเลยด้วยซ้ำ บางทีก็ถามว่าอยู่ม.ไหนแล้ว เพราะแกออกไปทำงานทำกิจกรรม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยู่บ้าน กลับก็กลับมาตี 1 ตื่น 10 โมง ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน เพราะผมก็ไปเรียนแล้ว แต่ก็เคารพท่านที่ทำงานเพื่อสังคม ก็เป็นแนวทาง แต่ท่านก็ไม่ได้สอนอะไรผมมากมาย

แสดงว่าก็ความสนใจก็มาจากตัวเองส่วนใหญ่

ก็ มีแรงบันดาลใจเยอะครับ ผมชอบหนังเรื่องคานธีมากเลย แล้วก็มีอาจารย์ที่เป็นที่ปรึกษาที่ค่อนข้างดี ให้กำลังใจที่โอเค และก็ชอบอ่านหนังสือ อ่านทุกอย่าง ทั้งการเมือง ทุนนิยม สังคมนิยม ธรรมะ ประวัติศาสตร์ อะไรอย่างนี้ ก็เป็นแนวสังคมเป็นส่วนใหญ่

Thursday, February 9, 2012

เปิดคลิปจัญไรไฟไหม้บิ๊กเหล่-ยามซวยของเอกยุทธ

ที่มา Thai E-News




ฤกษ์หามยามซวย-ขุนทหารใหญ่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปทำพิธีที่วัดอ้อน้อย นครปฐม ซึ่งมีนัยทางการเมืองว่าอาจสุมหัวสมคบคิดเอาฤกษ์เอาชัยก่อการรัฐประหาร แต่ดูเหมือนฟ้าดินไม่เป็นใจ เพราะเกิดเหตุไฟไหม้เตาหลอมพระในพิธีขึ้น เคราะห์ดีไม่มีใครตายซักคน (คลิกชมคลิปนาทีระเบิด ไฟท่วม เกิดโกลาหล ที่สื่อต่างๆทำเป็นเฉย ไม่เคยนำไปออกอากาศ ด้านบนนี้)

อย่ารังแก..-เอก ยุทธ อัญชัญบุตร โพสต์รูปโดนทำร้ายลงเฟซบุ๊๋ค โดยอ้า่งว่า เหตุเกิดหลังไปดักพบนายกฯยิ่งลักษณ์ พร้อมกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลว่า เขาเจอการกระทำแบบเถื่ือนๆ

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและเป็นโจทย์เก่ากับเอกยุทธกรณีที่เขาเคยดูถูกสตรี ภาคเหนือ และเปรียบเปรยว่ายิ่งลักษณ์คู่ควรแค่อาชีพโสเภณี ไม่เหมาะมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย พากันโพสต์ตามเฟซบุ๊คว่า ก็สมควรโดนเอาคืนมั่ง!...

นี่คือประเทศไทยในเ้ดือนแห่งความรัก พ.ศ.2555 เพราะว่าเราฝืนรักกันไม่ไหว

อย่างไรก็ดี ไทยอีนิวส์เห็นว่า การฝืนรักกันไม่ไหว แต่ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกันแบบนี้ ก็สมควรประณาม ไม่ว่าฝ่ายไหนจะลงมือ และฝ่ายไหนจะถูกกระทำก็ตามที

อย่างไรก็ตามเพื่อความกระจ่าง เรื่องพรรค์นี้ต้องแสดงพยานหลักฐาน ทางโรงแรมโฟร์ซีซันส์ก็น่าจะหาคลิปหลักฐานจากกล้องวงจรปิดได้ไม่ยาก นำมาเปิดเผยเลยว่า ใครเป็นคนทำร้ายเอกยุทธ เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด(หากมีเหตุการณ์นี้ตามที่เอกยุทธกล่าวหา)

เพราะลำพังการกล่าวหาว่าเป็นคนใกล้ชิดทักษิณทำ แล้วถ่ายรูปโชว์ทางเฟซบุ๊คนั้นง่ายไปหน่อย และอาจเป็นการตีหัวเข้าบ้านได้เช่นกัน เพราะพฤติการณ์ที่ผ่านมาของเอกยุทธ อดไม่ได้ที่จะต้องทำให้ถามหาหลักฐาน

ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า เวลา 15.45 น. วันเดียวกัน ที่บน.6 ก่อนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะขึ้นเครื่องเดินทางไปร่วมงานศิษย์เก่าที่โรงเรียนยุพราช จ.เชียงใหม่ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่นายเอกยุทธ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ถูกทำร้ายร่างกายที่ร้านกาแฟ ภายในโรงแรมโฟร์ซีซั่น ภายหลังที่พบกับนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีหันมามองผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้างง ๆ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่าตกลงได้เจอกับนายเอกยุทธหรือเปล่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แต่อมยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถามใด ๆ และเดินเข้าห้องรับรองของท่าอากาศ บน.6 ขณะที่ พ.ต.ท.วทัญญู วิทยผโลทัย เจ้าหน้าที่รักษารักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง

เว็บไซต์ go6 ได้รายงานข่าวนี้ โดยตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า

หลังจากการพูดในเฟซบุ๊ค แหล่งข่าววงในได้ให้ข้อสังเกตว่า การเขียนของเอกยุทธนั้น มีลักษณะ "กำกวม" และเมื่อสอบถามข้อเท็จจริงปรากฏว่า

1. ในวันเกิดเหตุ นายเอกยุทธอ้างว่า "หลังจากเจอนายกฯ" ให้คนเข้าใจผิดว่า นายเอกยุทธ พบ นายกฯ แต่ความจริง นายเอกยุทธไปทานกาแฟโรงแรมเดียวกับที่นายกฯไปธุระ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และไม่ได้เห็นหน้าซึ่งกันเลย

2. นายเอกยุทธอ้าง "หลังเดินออกไปไม่นาน" เหมือนจงใจบอกว่า เกิดเหตุการณ์โดยคำสั่งหรือจงใจ แต่ความจริงก็คือ เหตุเกิด "หลังจากนายกฯ ออกไปแล้วจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนายกฯ และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทีมงานนายกฯ

3. นายเอกยุทธอ้าง "โดนบุกประชิดตัวขณะทานกาแฟอยู่กับผู้ใหญ แล้วชกต่อย" ข้อเท็จจริงคือ ขณะเกิดเหตุนั้น อยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว ใครคิดจะชกใครโดยไม่มีมูลเหตุเลย ก็ผิดปกติ และบอกว่า "การ์ดมาชาร์จ" ทำนองการ์ดโรงแรมมาคุมตัว แต่คุณเอกยุทธทำไมไม่บอกว่า "คุณเอกยุทธ มีบอร์ดี้การ์ดอยู่ข้างตัวด้วย" และ ทำไมคุณเอกยุทธ ไม่บอกว่า "อะไรเป็นมูลเหตุให้เกิดการชกต่อยกลางโรงแรม" อยู่ดีๆ คนเราจะเดินมาชกกันเลยไม่ใช่ แต่คุณเอกยุทธ ไปทำอะไรไว้ พูดอะไรไว้ก่อนหรือเปล่า จนกลายเป็นวิวาทะลุกลาม

4. นักธุรกิจคนที่นั่งทานกาแฟกับคุณเอกยุทธ เป็นพยานปากเอก "ทำไมไม่ระบุชื่อนักธุรกิจท่านนั้นมาเป็นพยานช่วย" คนจะได้เชื่อคุณเอกยุทธมากขึ้น

5. คุณเอกยุทธบอกว่า "วิ่งหนีเข้าไปในซอยหลังโรงแรมเล็กๆ" มันตลกเหมือนหนังมากไปใหมครับ ระดับคุณเอกยุทธนะครับ ไม่ใช่นักเลงเยาวราช ที่วิ่งหนีตำรวจ?

ดังนั้น หากคุณเอกยุทธจะพูด "ควรพูดให้จบว่าก่อนเกิดเหตุ ไปทำอะไร พูดอะไรกับใคร หรือไม่จนเป็นมุลเหตุวิวาท" และไม่ใช่ พาดพิงนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยแค่ "บังเอิญไปทานกาแฟโรงแรมเดียวกัน โดยไม่ได้เจอหน้ากันเลย"

กูบิณฑ์กร่างรายวันเปิดศึกอาจารย์วีระด่าเห็นแก่ตัว

ที่มา Thai E-News


หลังจากสั่งสอนให้"สลิ่ม"ไปอ่านให้ดีๆว่าคณะนิติราษฎร์เสนออะไรกันแน่? ค่อยคิดจะไปตัดคอคณะนิติราษฎร์ ล่าสุดอาจารย์วีระ ธีรภัทร นักจัดรายการยอดฮิืต"คุยได้คุยดี"ได้จัดรายการตำหนิหน่วยกู้ภัยต่างๆว่า พากันขับรถฉวัดเฉวียน เปิดไซเรนเสี่ยงดัง บางทีไม่มีมารยาทปาดหน้าจี้ตูด และเร็วหวาดเสียว กระโชกโฮกฮากน่ากลัวมาก ผมเจอเป็นต้องหลบ ไม่รู้เขารีบไปทำอะไร

ผมว่ามันไม่ต้องเปิดไฟไซเรนก็ได้ ผมรู้ว่าจะไปกู้ภัย แต่พวกนี้ก็ขับรถรวดเร็วหวาดเสียวมาก จะพาคนตายระหว่างทาง หรือไปชนใครตาย ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนร่วมทางด้วย ขับไปธรรมดาไม่ได้เหรอ ต้องขับรถบึ้มๆๆๆตู้มๆๆๆบีบแตรไล่เปิดไฟไล่ ไล่จี้ตูด เลิกได้มั้ย เข้าใจอยู่ว่ามีจิตอาสา แต่เกินไปหน่อย เกินเหตุเกินเลยมากไป

ปรากฎว่าสร้างความไม่พอใจให้แก่คนทำงานกู้ภัีย พากันไปโพสต์ระบายในเฟซบุ๊คของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เจ้าของรหัสดารา 1 ของมูลนิธิร่วมกตัญญู

โดยมีรายหนึ่งโพสต์รูปโลงไว้อาลัยให้กับอาจารย์วีระด้วยถ้อยคำหยาบคาย

ส่วนบิณฑ์ ที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาในงานกู้ภัยได้โพสต์ว่า

ถึงพี่น้องอาสาทุกคนครับ..ผมรู้ทุกคนเจ็บปวดกับการที่มีนักจัดรายการท่านนึง มาพูดในทำนองคะนองปาก..ขอให้พวกเราอย่าหวั่นไหวกับการพูดของเขา..

ทุกคนมีความคิดต่างกัน และไม่สามารถที่จะยอมรับการกระทำของผู้อื่นได้ นักจัดรายท่านนี้ก็เช่นกันเขาคงมีอะไรที่รู้สึกถึงการกระทำของพวกเราโดยไม่ ยอมรับในการทำสิ่งที่ถูกต้อง..

การเปิดไซร์เรนเป็นการทำงานแข่งกับเวลาแข่งกับความเป็นความตายของผู้ประสพ ภัย..แต่นักจัดท่านนี้มองแค่เป็นความลำคาญส่วนตัวโดยไม่เห็นความเป็นความตาย ของผู้อื่นเป็นสำคัญ..เขาเรียกว่าความเห็นแก่ตัว

ผมขอให้พี่น้องที่ทำมูลนิธิทุกท่านอย่าได้ท้อแท้และหมดกำลังใจเราต้องทำต่อ ไปเพื่อส่วนรวม..ขอให้เพื่อนๆอาสาทุกคนอย่าตอบโต้โดยใช้วิธีรุนแรงขอให้มี สติและอย่าได้ใส่ใจกับคำพูดของนักจัดรายการท่านนี้..ยังมีประชาชนจำนวนมาก ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่ครับ..

ขอให้เพื่อนอาสาทุกคนมีความมุ่งมั่นและตั้งใจเพื่อประชาชนส่วนรวม

ตรงไปตรงมา 8-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1132

ค้นหาความเป็นธรรม 8-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse









http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1133

นปช.แถลงข่าว 8-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse








http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1131