WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 12, 2012

รายงานเสวนา สถาบันกษัตริย์ กับสังคมประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

มุมมองจากพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ และสุรพศ ทวีศักดิ์ กรณีสถาบันกษัตริย์กับอุดมการณ์ประชาธิปไตยผ่านการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ กับสมบูรณาญาสิทธิราชย์, ศาสนาพุทธ และ ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านของจักรพรรดิญี่ปุ่น

วันที่ 11 ก.พ. 2555 กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญจัดงานปาฐกถาและเสวนา เพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอนิติราษฎร์ โดย ช่วงแรกเป็นการปาฐกถาเรื่อง “ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง โดย ธงชัย วินิจจะกูล

และช่วงต่อมาคือ สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย โดย เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุรพศ ทวีศักดิ์-นักปรัชญาชายขอบ และพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: อำนาจเหนือโลก VS อำนาจที่มาจากประชาชน

โดยพิชิตกล่าวเปรียบเทียบตำแหน่งแห่งที่ ของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ว่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จุดศูนย์กลางก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มาสูอำนาจได้โดยอ้างอำนาจเหนือโลก อ้างสิทธิในการปกครองไพร่ฟ้าทั้งหลายโดยอ้างอำนาจเหนือโลกราษฎรจะชอบหรือไม่ นั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็น องค์พระหากษัตริย์นั้นสัมบูรณ์ เป็น Absolute Monarchy กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็นต้นกำเนิดของกฎหมาย เป็นจอมทัพ เป็นสิ่งเดียวกับความเป็นชาติหรือรัฐ ราษฎรที่ถูกปกครองเรียกว่า Subject หรือไพร่ มีความสัมพันธ์กันสองทาง คือ ทางหนึ่งพระมหากษัตริย์ผูกพันว่าจะให้แกราษฎรด้วยความเมตตา-Grace ขณะที่ราษฎรก็ต้องตอบแทนด้วย Royalty คือ ความจงรักภักดี

ขณะที่ระบอบประชาธิปไตย เกิดจากความคิดความเชื่อและวัฒนธรรมที่ต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต้นกำเนิดที่มาของอำนาจปกครองมาจากประชาชน และประชาชนคือจุดเริ่มต้น ประชาชนมีสิทธิตามธรรมชาติ แต่เมื่ออยู่ร่วมกันในสังคมก็ต้องมีการจำกัดสิทธิตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญและ มีตัวแทน รวมถึงมีประมุขเพื่อดำเนินการแทนประชาชน เมื่อประชาชนเป็นที่มาของอำนาจ ดังนั้นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงมีความผูกพันตน ปกครองได้โดยความเห็นชอบของประชาชน โดยผ่านรัฐธรรมนูญ รัฐบาลและสถาบันกษัตริย์จึงมีหน้าที่ในการรักษาและจำกัดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนเฉพาะในกรณีที่มีการละเมิดกัน

ภายใต้ระบอบประชิปไตยประชาชนมีภาระต่อสถาบันกษัตริย์คือความเคารพ เพราะประชาชนและกษัตริย์นั้เนป็นคนเหมือนกันและเท่ากัน ความต่างไม่ได้อยู่ที่เชื้อสาย หรือชาติตระกูล แต่อยู่ที่ความรับผิดชอบเพราะพระมหากษัตริบย์มีความรับผิดชอบมากกว่าประชาชน ทั่วไป

ประชาชนเคารพ แต่ไม่ใช่ Royalty สิ่งที่สถาบันกษัตริย์กระทำเป็นภาระมอบแก่ประชาชนจึงไม่ใช่เปนเรื่องของพระ บรมโพธิสมภาร แต่เป็นเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบที่ประชาชนมอบหมายให้ด้วยความยินยอม

พิชิตกล่าวว่า เมื่อลำดับการสิทธิและการได้มาซึ่งอำนาจตามประบอบประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนอยู่ในลำดับที่มีความสำคัญก่อนผู้ปกครอง และผู้ปกครองต้องผูกพันตนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น สถาบันกษัตริย์จึงต้องอยูใต้รัฐธรรมนูญ
เขากล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยในหลายประเทศจึงต้องมีการปฏิญาณตน เช่น รัฐธรรมนูญเดนมาร์กมาตรา 8 ระบุว่า ผู้จะขึ้นดำรงตำแหน่งกษัตริย์จะต้องปฏิญาณตนเป็นลายลักษณ์อักษี สองฉบับ ฉบับหนึ่งส่งให้ Council of State คือเก็บไว้ที่รัฐสภา และอีกอีกที่คือ Public Record office ซึ่งเป็นสถาบันที่เก็บเอกสารราชการทั้งหมดที่ประชาชนมีสิทธิจะเดินเข้าไปขอ ดูได้

ประเด็นต่อมา เมื่อสถาบันกษัตริย์ผูกพันตนอยูภายใต้รัฐธรรมนูญ การสืบราชบัลลังก์เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาสามารถแก้ไขได้ด้วยเสียงข้างมาก

ประการถัดมา การใช้อำนาจอธิปไตย พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์ แต่ไม่บริหารปกครอง ฉะนั้นในกรณีของการกระทำใดทั้งปวงจึงต้องกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราช โองการทุกประการ

และประการสุดท้าย ในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์ดำรงสถานะเป็นประมุขของรัฐ การประพฤติส่วนพระองค์ย่อมถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญและสภาผู้แทนราษฎรเช่น รัฐธรรมนูญสวีเดนกำหนดว่า การปราศรัยในที่สาธาณณะต้องปรึกษาคณะรัฐมนตรี ในบางประเทศกำหนดข้อความละเอียดกว่านั้นอีก เช่น รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก (หมวด5 มาตรา 5) บัญญัติว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่ปฏิบติหน้าที่ด้วเยหตใดต่อนเอง 6 เดือน ให้รัฐสภาประชุมกันเพื่อพิจารณาว่าจะให้ทรงสละราชย์หรือไม่

สุดท้าย พิชิตกล่าวว่า รัฐธรรมนูญในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยของไทยนั้นเคยมี โดยเฮพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มีการบัญญัติเป็นไปตามหลักการที่ได้กล่าวมานี้ เช่น การสืบราชสมบัติให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาบลและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทน ราษฎร ไม่มีการกำหนดองคมนตรี เพราะในระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์มีที่ปรึกษาอยู่แล้วคือคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

สุรพศ ทวีศักดิ์: จะเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นธรรมราชา ก็ต้องไปให้สุดทาง

สุรพศ ทวีศักดิ์ กล่าวว่า รธน. มาตรา 9 กำหนดว่าพระมหากษัตริยผ์ทรงเป็นพุทธมามกะ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการคำนึงมิติทางประวัติศาสตร์ที่ศาสนาพุทธกับสถาบัน กษัตริย์พึ่งพากันมาตลอด อุดมการณ์สถาบันกษัตริย์จึงต้องเป็นอุดมกาณ์ธรรมราชา คือทศพิธราชธรรม แต่ทพิธราชธรรมแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ธรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ของ สถาบันกษัตริย์ แต่เป็นเครื่องมือปกป้องราษฎร

ขณะที่มาตรา 9 บอกว่ากษัตริย์ต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องมีทศพิธราชธรรม ต้องตรวจสอบได้ แม้แต่นักวิชาการฝ่ายกษัตริย์นิยมยังบอกว่าหมายถึงหลักธรรมภิบาล อย่างไรก็ตาม มาตรา 8 รัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่นฐานะละเมิดมิได้ เป็นมาตราที่สะท้อนอุดมการณ์สมมติเทพ ซึ่ง ไม่มีในคำสอนของรพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม แต่ได้รับอิทธิพลจากเขมรมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะหลักธรรมนะพุทธศาสนาต้องพิสูจน์ด้วยนหลักกาลามสูตรทั้งหมด ใจความของกาลามสูตรสรุปสั้นๆ คือเราจะยอมรับอะไรว่ามันจริงก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่าสิ่งนั้นจริง

สำหรับมาตรา 112 ก็คือเครื่องมือปกป้องอุดมการณ์สมมติเทพ มาตรา 8, 9 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทำให้อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้นขัดแย้งกัน คือเป็นอุดมการณ์ธรรมราชาภายใต้สมมติเทพ ทำให้ความหมายของธรรมราชาเบี่ยงเบนไป

เช่น อวิโรธนะ คือหลักคุณธรรมที่ว่าพระราชามีความยุติธรรม แต่เมื่ออากฎหมายมาตรา 112 มาใช้ภายใต้อุดมกาณ์แบสมมติเทพ ก็ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น

หลัก อโกธะ คือ พระราชาย่อมไม่โกรธ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ว่า พระราชาโกรธหรือไม่โกรธ เพราะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แม้แต่ตั้งคำถามยังทำไม่ได้ นี่คือตัวอย่างของการใช้กฎหมายกับอุดมการณ์ที่ขัดแย้งสับสนไปหมด และหลักทศพิธราชธรรมนั้นเสียไป นอกจากนี้ หลักทศพิธราชธรรมยังมีเรื่องการุณยธรรม คือการเคารพ การไม่เบียดเบียน แต่ภายใต้มาตรา 112 ไม่เป็นเช่นนั้น

สุรพศกล่าวว่า หนทางแก้ไขก็คือ ต้องไปให้สุดทางทั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยและอุดมการณ์ธรรมราชา

“มาตรา 8 เราต้องตีความให้ถูกอย่างที่อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์กล่าวคือต้องตีความตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยว่าสถาบันกษํติย์อยู่ เหนือการเมือง พ้นไปจากการเมือง เมื่อไม่เกี่ยวข้องกับควาเมป็นฝักฝ่ายทางการเมือง เช่นนั้นแล้วสถาบันกษัตริย์ก็อยู่ในรฐานะที่เคารพสักการะ ไม่มีใครไปวิพากษ์วิจารณ์ไปล่วงละเมิดอะไรทั้งสิ้น ถ้าไม่มีการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ปัจจุบันเราไปตีความแบบสมมติเทพ แตะต้องไม่ได้ ...ไปให้สุดคือตีความว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงๆ”

แต่การไปให้สุดทางอุดมการณ์ธรรมราชา คือการมีทศพิธราชธรรม ต้องวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ พระมหากษัตริย์เป็นสมมติราช ไม่ใช่สมมติเทพ คือ เป็นคนธรรมดาที่ราษฎรสมมติขึ้นมาให้ปกครอง และมีความรับผิดชอบมีทศพิธราชธรรม คือเป็นจรรยาบรรณของกษัตริย์ เมหือนจรรยาบรรณแพทย์ ครู

เวียงรัฐ เนติโพธิ์: จักรพรรดิญี่ปุ่นสมัยใหม่ เปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิ์มาสู่ประชาธิปไตยด้วยระเบิดปรมาณู

ตามความเชื่อของญี่ปุ่น เชื่อว่า จักรพรรดิองค์ปัจจุบันสืบเชื้อสายลูกรพะอาทิตย์มาโดยไม่ขาดตอน โดยความเชื่อดังกล่าวนั้นถือกำเนิดมายาวนานกว่า 660 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิคงทนถาวรอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของสังคม และมีบทบาทจำกัดมาก อยู่ในฐานะเทพเจ้า แต่มีบทบาทสำคญในการเปลี่ยนสังคมญี่ปุ่นเข้าสังคมสมัยใหม่

ทั้งนี้แต่โบราณกาล จักรพรรดิมีความเป็นเทพโดยตัวเอง ใม่ใช่สมมติเทพ คือไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่น่าสนใจของระบอบของญี่ปุ่น คือ ถ้าไปพระราชวังจะมีอาคารชั้นเดียว มีก้อนหินล้อมรอบ แต่ถ้าไปปราสาทโชกุน จะยิ่งใหญ่กว่ามาก ฉะนั้นอำนาจจึงอยู่ที่โชกุนและกองทัพ การสืบเนื่องของราชวงศ์ จึงไม่มีใครสนใจไปรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงกันเพราะไม่ใช่ตำแหน่งที่มีอำนาจ ทางการเมือง แต่มีสถานะเป็นเทพโดยตัวเอง

ต่อมาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมัยเมจิ พยายามทำให้อำนาจอยู่ที่จักรพรรดิพระองค์เดียว สมัยเมจิมีสิ่งประดิษฐ์อันหนึ่งที่สมบูรณาญาสิทธิราชไทยไม่มี คือรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1868 ซึ่งเป็นการบัญญัติรัฐธรรมนูญในเวลาใกล้เคียงกับประเทศตะวันตก ในรัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจปกครองแก่กษัตริย์ไว้สูงสุด ละเมิดไม่ได้ ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของจักรพรรดิ และนำพาประเทศญี่ปึ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นการผนวกรวมระหว่างความเชื่อเรื่องจักรพรรดิคือเทพเจ้าและอำนาจทหาร
แต่นักวิชาการก็วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนผ่านช่วงสงครามโลก ไม่ได้รวมศูนย์อำนาจที่จักรพรรดิเท่านั้น แต่มีกลุ่มอำนาจอื่นด้วย คือการรวมตัวเป็นรัฐสภา แต่เป็นรัฐสภาที่มีการเลือกตั้งมีพรรคการเมือง มีกลุ่มที่เข้ามาแข่ง เช่น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพราะข้าราชการเหล่านั้นไมได้เป็นลูกหลานจักรพรรดิ แต่เป็นชนชั้นนำที่เข้ามาแข่งขันกับจักรพรรดิ นั่นคือ แม้จะมีการรวมศูนย์อำนาจแต่ก็มีอำนาจอื่นๆ เข้ามาแทรกแซงด้วย

การเปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตยนั้น สิ่งที่ทำให้จักรพรรดิยินยอมพร้อมใจคืนอำนาจสูประชาชนคือระเบิดปรมาณู ทำให้สังคมญี่ปุ่นทั้งสังคมได้หันกลับมาตรวจสอบระบอบที่นำพาประเทศไปสู่ภาวะ อับจน และมีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีเป็นอาชญากรสงคราม แต่ขณะเดียวกัน อำนาจจากภายนอกคืออเมริกาก็ต้องการผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ด้วยดี เป็นที่มาของพระราชดำรัสของจักรพรรดิญี่ปุ่นต่อจักรพรรดินายพลแมคอาเธอร์ ณ สถานทูตสหรัฐประจำญี่ปุ่นในเวลานั้น ว่าพระองค์มอบอำนาจให้กับแมคอาเธอร์แต่เพียงผู้เดียวเหมือนที่เคยให้ความชอบ ธรรมแก่โชกุนทุกยุคสมัยมาแล้ว

และในวันที่ 1 ม.ค. ค.ศ.1946 จักรพรรดิทรงประกาศว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิกับประชาชนอยู่ที่ความรักไม่ใช่ตำนานหรือ มายาคติ ไม่ควรอยู่บนความเชื่อผิดๆ ว่าจักรพรรดิคือสิ่งศักดิ์สิทธิ และไม่ควรเชื่อว่าเราเป็นเลิศเหนือดินแดนอื่นๆ ที่เราจะต้องไปครอบครอง นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังประกาศให้เลิกสนับสนุนลัทธิชินโตที่ทำให้เชื่อว่า ตายแทนจักรภรรดิได้ และเปลี่ยนเนื้อหาแบบเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมต้น

สำหรับรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นนั้นนอกจากจำกัดอำนาจทางทหารหลังสงครามโลก ยังจำกัดสถานะของจักรพรรดิให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติ มีหน้าที่ทำพิธีกรรมแห่งชาติและต้องได้รับความเห็นของคนในชาติ การสืบสันตติวงศ์ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

จักรพรรดิปรับตัวกลับมาสู่สังคมสมัยใหม่ได้ เพราะความสืบเนื่องของราชวงศ์ประการหนึ่ง อีกประการคือ จักรพรรดิก็ไม่ได้แอคทีฟมากนัก ไม่ปรากฏตัวแก่สาธารณะมาก จึงไม่เกิดความสงสัยนินทาในหมู่ประชาชนมากนัก ปัจจุบันจักรพรรดิจึงเป็นสัญลักษณ์ของเอกราชของชาติด้วย ซึ่งเป็นเอกราชที่ต่างจากไทยที่เหมือนเป็นสิ่งประดิษฐ์เรื่องเอกราชของชาติ เพราะเอกราชของชาติคือ Independence น่าจะเริ่มจากรัฐสมัยใหม่

โดยสรุป ญี่ปุ่นมีสถานภาพเป็นเทพเจ้าก่อนเข้าสู่สมัยใหม่ ไม่มีอำนาจทางโลก ไม่เกี่ยวข้องกับทางโลก มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตยได้เพราะเข้าไปสู่ความเป็นเทพเจ้าเหมือน เดิม

แน่นอนว่าประชาชนญี่ปุ่นไม่ได้เห็นด้วยกันทั้งหมด ยังมีคนที่จงรักภักดีสูงมาก มีคนที่สะสมรูปจักพรรดิ แต่เขาสามารถอยู่ได้ร่วมกัน มีการรณรงค์ให้เอาระบอบจักรพรรดิกลับมา แต่คนจำนวนมากก็ต้องการอยู่กับจักรพรรดิภายใต้รธน.แบบนี้ คือเป็นเทพเจ้าที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองใดๆ

นปช.ลำพูนยืนยันแก้ รธน.ไม่แตะ ม.112

ที่มา ประชาไท

11 ก.พ. 55 - เว็บไซต์เนชั่นรายงาน ว่านายอุดมศักดิ์ พรหมสิทธิ์ ผู้ประสานงาน กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นครหริภุญชัย กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงลำพูน นำโดย นายประสิทธิ์ ท้าวลอม ผู้ประสานงาน นปช. อ.ป่าซาง มีกำหนดเปิดตัวกลุ่มหริภุญชัย 55. ณ สนามกีฬาเทศบาลตำบล(ทต.)ป่าซาง หมู่ 1 ต.ป่าซาง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ในวันที่ 19 ก.พ.นี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ในเบื้องต้นได้มีการเชิญสมาชิกกลุ่ม นปช.ใน จ.ลำพูนและใกล้เคียงมาร่วมงานดังกล่าว
สำหรับการเปิดตัวกลุ่มหริภุญชัย 55. ครั้งนี้ ถือเป็นการรวมตัวของผู้ที่รักประชาธิปไตย เพื่อร่วมประกอบกิจกรรมทางการเมืองในจังหวัดและต่างจังหวัด สมาชิกทุกคนมีสิทธิมีเสียงที่จะร่วมกันขับเคลื่อนประชาธิปไตยอยู่บนความถูก ต้อง ปราศจากนักการเมืองผู้อยู่เบื้องหลัง จะทำโดยชาวบ้านอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ทางกลุ่มมีจุดยืนที่ชัดเจน มีเจตนารมณ์ในการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 สำหรับ กรณีการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ขอยืนยันว่า สนใจเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยไม่ได้ไปแตะต้องหรือไปเกี่ยวข้องอย่างใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของนักวิชาการในกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งถือว่า เป็นสิทธิ์ที่จะดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ที่มีคนเสื้อแดงบางส่วนที่ไปร่วมสนับสนุนนั้น ถือว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคล ในการแสดงความคิดเห็น

'เจษฎ์ โทณะวณิก' ชี้ประชาชนลงชื่อขอแก้ ม.112 ไม่ได้

ที่มา ประชาไท

คณบดีนิติศาสตร์ ม.สยาม ออกโรงแย้งโต้ ประชาชนเข้าชื่อขอแก้ไข ม.112 ไม่ได้ เพราะเข้าหมวด 2 พระมหากษัตริย์ รธน. ม. 163 ไม่เปิดช่องให้ทำได้ แนะการแก้ไข ม. 112 ต้องเสนอในรูปของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม
เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 55 ที่ผ่านมาเว็บไซต์คมชัดลึกรายงาน ว่ากรณีการล่ารายชื่อประชาชน เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ซึ่งคณะนิติราษฎร์ อ้างว่า ม. 112 เป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรา 36 ในหมวด 3 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญปี 50 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ ม.112 กลับบัญญัติจำกัดสิทธิเสรีภาพในการคิด การเขียน ดังนั้น จึงสามารถเข้าชื่อประชาชน 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ได้นั้น
นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ระบุว่า กรณี ม. 112 ไม่เหมือนกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป หรือดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือหมิ่นศาล เพราะ ม.112 มุ่งคุ้มครองประมุขของรัฐ เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ และเกี่ยวกับมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ด้วย
"จึงไม่ใช่กรณีที่เข้าหมวด 3 อันว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่เข้าหมวด 2 ซึ่งเป็นหมวดพระมหากษัตริย์ด้วย ดังนั้น ประชาชนจึงไม่สามารถเข้าชื่อแก้ไขม.112 ได้ เนื่องจากมาตรา 163 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด 3 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เท่านั้น ไม่ได้เปิดช่องให้แก้ไขหมวด 2 ที่เป็นหมวดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์"
นายเจษฎ์ ยังระบุด้วยว่า การแก้ไข ม. 112 ต้องเสนอในรูปของ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา เป็น พ.ร.บ.

แพทย์ชนบทจี้ รมว. สาธารณสุขแก้ปัญหา เดินหน้าระบบหลักประกันสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 55 ระบบหลักประกันสุขภาพออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ให้ รมว.สาธารณสุขแก้ปมปัญหาที่ผูกไว้ เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
................................
แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบทฉบับที่สี่

ให้ รมว.สาธารณสุขแก้ปมปัญหาที่ผูกไว้ เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ตามแถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบทฉบับที่หนึ่ง สองและสาม ได้แสดงความห่วงใยต่อการเข้ายึดครองกลไกการกำหนดนโยบายและความพยายามจะ เปลี่ยนหลักการและแสวงหาประโยชน์จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตามแผนล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสี่ ขั้นตอน และ รมว.สาธารณสุขได้ปฏิเสธ และยืนยันต่อสังคมตลอดมาว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในระบบรวมทั้งมีนโย บายจะพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้น
เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจที่มุ่งแก้ปมปัญหาที่ผูกไว้เพื่อให้ ระบบดังกล่าวสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ชมรมแพทย์ชนบทขอเรียกร้องความจริงใจ ความรับผิดชอบ และความเป็นผู้นำของ รมว.สาธารณสุข ดังนี้
1. การสรรหาและคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังคนใหม่แทนผู้ที่ลาออกใน วันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ จะต้องดำเนินการให้ได้ผู้ที่มีความรู้ด้านการเงินการคลังของระบบหลักประกัน สุขภาพและระบบบริการสาธารณสุขของประเทศอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่มีผลงานประจักษ์เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีความอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงจากกลุ่มผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
2. เปลี่ยนตัวกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผู้ที่คณะกรรมการชุดเดิม มีมติว่าเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียตามมาตรา 16(6) ของ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พศ. 2545 รวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นที่คุณสมบัติไม่เหมาะสม
3. การสรรหาและคัดเลือกเลขาธิการ สปสช. กระบวนการดำเนินการและบุคคลที่ได้มาจะต้องตอบสังคมได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้ มีความรู้ มีความสามารถ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าสามารถบริหารและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติได้อย่างต่อเนื่อง มีความอิสระจากการแทรกแซงของกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถตอบสังคมได้อย่าง ชัดเจนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม อย่างไร
ชมรมแพทย์ชนบทยังมีความมั่นใจว่า รมว.สาธารณสุขจากพรรคเพื่อไทยจะแสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ไขปมปัญหาที่ ผูกไว้ตามข้อเสนอข้างต้นดังกล่าวเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่ส่งผลให้ตลอดเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติภายใต้คณะกรรมการชุดใหม่ต้อง หยุดชะงัก ไม่มีผลงานปรากฏที่เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยรวม และสามารถทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า รมว.สาธารณสุข จากพรรคเพื่อไทยยังมีความจริงใจในการพัฒนาและไม่สนับสนุนกลุ่มที่มีผล ประโยชน์ทับซ้อนในการล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่พรรคไทยรักไทยได้ริ เริ่มไว้ในอดีตที่ผ่านมา โดยชมรมแพทย์ชนบท จะร่วมกับเครือข่ายผู้ป่วย กลุ่มรักหลักประกันสุขภาพ ในการจับตาดูการแสดงออกซึ่งความจริงใจในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นครั้งสุดท้าย
ชมรมแพทย์ชนบท
10 กุมภาพันธ์ 2555

เริ่มประชุมกรรมการสอบ 4 ศพ เหยื่อคาร์บอมบ์ปัตตานียังสาหัส

ที่มา ประชาไท

เริ่มประชุมครั้งแรก กรรมการข้อเท็จจริง เหตุทหารพรานยิงชาวบ้าน 4 ศพ กำหนด 3 ประเด็น อาวุธปืนในรถ พฤติกรรมของคดีและคนร้ายใช้ประชาชนเป็นโหล่กำบัง ขีดเส้น 20 วันได้ข้อสรุป
ครั้งแรก - คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 ศพที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เริ่มประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โรงแรม ซีเอส.ปัตตานี
เริ่มประชุมกรรมการสอบ4ศพ
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมรูสะมิแล โรงแรม ซีเอส.ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มีการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณียิงชาวบ้านเสียชีวิต 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งได้รับการตั้งแต่จากพล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มีผู้เข้าประชุมประมาณ 15 คน
โดยเป็นการประชุมครั้งแรก หลังได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 โดยที่ประชุมให้นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีประธานในที่ประชุมชั่วคราว ก่อนที่ที่ประชุมจะลงมติให้นายแวดือราแม เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ
ส่วนนายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นรองประธาน นายกิตติ สุระคำแหง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรม ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ เป็นเลขนุการ นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี เป็นรองเลขานุการ
ที่ประชุมได้กำหนดประเด็นในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็น 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็น 1 การตรวจสอบอาวุธปืนที่พบบนรถของชาวบ้านในที่เกิดเหตุ ประเด็นที่ 2 พฤติกรรมของคดีเป็นอย่างไร และประเด็น 3 ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่อ้างว่ามีคนร้ายที่ก่อเหตุแล้วกระโดดขึ้นรถชาวบ้าน และใช้ประชาชนเป็นโหล่กำบัง
ที่ประชุมยังได้กำหนดระยะเวลาของการตรวจสอบข้อเท็จจริง 20 วันนับตั้งแต่วันประชุมครั้งแรก หากไม่สามารถสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน 20 วันได้ สามารถขอขยายเวลาได้ ที่ประชุมได้กำหนดวันประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555
ที่ประชุมยังมีมติให้นายกิตติ สุระคำแหง ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จชุดนี้ เป็นผู้ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่มีแล้ว เช่น ข้อมูลจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองจิก อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และข้อมูลจากหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ที่นำเสนอข่าวเรื่องนี้ เพื่อนำมาพิจารณาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นก่อนการประชุมครั้งต่อไป
นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ แจ้งต่อที่ประชุมว่า นายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงชุดนี้ด้วยเพิ่มอีกหนึ่งคน รวมคณะกรรมการชุดนี้ทั้งหมด 14 คน
ผบ.ทบ.ลงชายแดนใต้ฟังสรุป
เวลา 10.45 น.วันเดียวกัน ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจหมายเลข 1ตัวและ 2 ตัวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมรับฟังสรุปข้อมูลภาพรวมของสถานการณ์และเหตุการณ์สำคัญ โดยเฉพาะความคืบหน้าเหตุยิงชาวบ้าน 4 ศพ และเหตุคาร์บอมบ์หน้าสำนักงานสาธารณสุขปัตตานี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เหตุชาวบ้านถูกยิงเสียชีวิต 4 ศพ ที่ตำบลปุโละปุโย ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ถ้าเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่หรือจากการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ก็ต้องมีการเยียวยา ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ที่เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด ส่วนทางกฎหมายก็ว่ากันไปตามระบบ ซึ่งตนให้ความร่วมมือทุกประการ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนเหตุระเบิดหน้าสำนักงานสาธารณสุขปัตตานีเป็นกระบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรง เป็นคนที่ขับเคลื่อนทุกอย่างในทุกพื้นที่ มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าของเถื่อน การกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะการก่อเหตุรุนแรงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลา จึงทำให้การกระทำความผิด การหลีกเลี่ยงภาษีต่างๆ ทำได้สะดวกขึ้น หรือการค้ายาเสพติดที่เอื้อประโยชน์ต่อกันทำได้ง่ายขึ้น ขณะนี้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน โดยใช้ผู้ก่อเหตุรุนแรงสร้างสถานการณ์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาในภาพรวมต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติงานตลอดเวลา เพราะฝ่ายตรงข้ามต้องการให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นทุกวัน
กรรมาธิการฯสอบคดีทหารยิงชาวบ้าน 4 ศพ
ส่วนที่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ จำนวน 30 คน ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการติดตามผลการสืบสวนสอบสวนกรณีทหารพรานยิงชาวบ้านจนเสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บ 5 ราย ในอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
ที่ประชุมมีนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พล.ต.ทไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผบช.ศชต. พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พ.อ.ประกิจ ทับทอง รอง ผบ.ฉก.ปัตตานี และตัวแทนจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวสรุปเหตุการณ์และการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดัง กล่าวให้กับคณะกรรมาธิการฯ และนายา ดือราแม หนึ่งในผู้รอดชีวิต รวมทั้งญาติและตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมประชุมรับฟัง
พล.ต.อ.วิรุฬห์ เปิดเผยหลังการประชุมว่า หลังจากที่ได้รับฟังจากทุกฝ่าย พบว่า ทุกฝ่ายโดยเฉพาะ กอ.รมน.ได้พยายามที่จะแก้ปัญหาไม่ให้ลุกลาม และได้มีการเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบไปแล้วเบื้องต้น ทางคณะกรรมาธิการฯและอนุกรรมาธิการจะติดตามการสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างใกล้ ชิด ซึ่จะต้องเสร็จภายใน 30 วัน ไม่เกิน 90 วัน
เหยื่อคาร์บอมบ์ปัตตานียังสาหัส 3
ที่โรงพยาบาลจังหวัดปัตตานี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ ผู้ตรวจราชการสาธารณสุขเขต 8 เข้าเยี่ยม และมอบกระเช้าของขวัญให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ หน้าสำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดปัตตานี
นายแพทย์บุญเรือง เปิดเผยว่า ตอนนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งสิ้นจำนวน 3 ราย โดย 2 รายมีบาดแผลที่ถูกความร้อนบริเวณลำตัวและใบหน้า แพทย์จึงต้องเก็บบาดแผลเพื่อไม่ให้ติดเชื้อ ซึ่งพ้นขีดอันตรายแล้ว
ส่วนความเสียหายของอาคารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี ถือว่าเสียหายอย่างหนัก มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจสอบ และประเมินความเสียหายอีกครั้ง เพื่อเร่งซ่อมแซมให้เร็วที่สุด ส่วนด้านความปลอดภัยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถที่เข้าออกทุกคันอย่าง รอบคอบเพื่อป้องกันการก่อเหตุของคนร้ายซ้ำอีก
สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บ ล่าสุดแพทย์โรงพยาบาลปัตตานี ได้ส่งตัวนายซูเฟียน ยูโซ๊ะ ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื่องจากอาการสาหัสจากไฟลวก ทั้งตัวมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดหลายแห่ง และขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 7 รายยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานี โดย 2 รายยังอาการสาหัส ต้องอยู่ในห้องไอซียู
หมายเหตุ: เนื้อข่าวบางส่วนมาจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์

หลายชาติอาสาเจรจาดับไฟใต้หวั่นรัฐจับตานักเรียนไทยในอินโด

ที่มา ประชาไท

อารีด้า สาเม๊าะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

เผยหลายชาติอาสาเจรจาดับไฟใต้ กระทรวงต่างประเทศแนะให้ถามคนในพื้นที่ อยากได้อะไร ครูอิสลามร้องเผยชื่อมหาวิทยาลัยต้องห้ามในอินโด หวั่นเจ้าหน้าที่รัฐยังจับตากระทบอนาคตเด็ก กต.ยันไม่มีนโยบายตรวจสอบพฤติกรรมนักเรียนไทยในต่างประเทศ

เมื่อเวลา 11.30 น. เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 55 ที่โรงแรมบีพี แกรนด์เทาเวอร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลานายณรงค์ บุญเสถียรวงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคงระหว่างประเทศ สำนักนโยบายและแผน สำนักปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) บรรยายหัวข้อ “ประเด็นชายแดนใต้ในเวทีระหว่างประเทศ” ในงานสัมมนานักจัดรายการวิทยุมุสลิมระดับภูมิภาค

นายณรงค์ บรรยายว่า มีหลายประเทศที่เสนอเป็นเจ้าภาพในการพูดคุยเจรจาในการแก้ปัญหาความขัดแย้งใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอให้เข้ามาพูดคุยกับคนในพื้นที่ก่อนว่า คนในพื้นที่อยากได้อะไร เพื่อให้ผลประโยชน์แก่คนในพื้นที่มากที่สุด และกระทรวงการต่างประเทศต้องดูความสอดคล้องกับนโยบายของประเทศด้วย

นายณรงค์ บรรยายอีกว่า การดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศในประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องอาศัย ความร่วมมือแบบทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย ซึ่งที่ผ่านมามีการร่วมมือเชิงการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ภายใต้กรอบคณะ กรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมว่าด้วยชายแดนไทย-มาเลเซีย การวางแผนยุทธศาสตร์ 555 ลีมอร์ดาซาร์ (555 lima dasar) เชื่อมโยง5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยกับ 5 รัฐของประเทศมาเลเซีย มีการประชุมความร่วมมือระหว่างสามประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย ภายใต้โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย (IMT-GT) และความร่วมมือทางการศึกษาระหว่าง ไทย – มาเลเซีย ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดคือ นายกรัฐมนตรีเตรียมเดินทางหารือเพื่อวางแผนการพัฒนาด้านการศึกษาระหว่าง ไทย-มาเลเซียอย่างยั่งยืนต่อไป เพื่อรองรับการพัฒนาระหว่างประเทศในอาเซียน

นายณรงค์ บรรยายว่า ที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศมีบทบาทในการชี้แจงให้ต่างประเทศเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น การพาสื่อมวลชนประเทศมุสลิม และคณะทูตานุทูตต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้พวกเขาเห็นว่า สถานการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่มีการได้ร้องเรียนไปยังองค์กรต่างประเทศ ทำให้สามารถกู้ภาพลักษณ์จากหลายๆ ประเทศกลับคืนมาได้ เมื่อต่างประเทศยืนยันว่า ไม่มีประเด็นปัญหาตามที่เป็นข่าว ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจแก่พื้นที่มากขึ้น

นายณรงค์ บรรยายว่า เป็นเรื่องน่ายินดีว่า ต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมาก เช่น สถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้ส่งเสริมครูสอนวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ โดยนำมาอบรมการพัฒนาวิธีการเรียนการสอนที่กรุงเทพมหานคร

นายณรงค์ บรรยายว่า กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาของเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรียนในต่างประเทศ ซึ่งประเด็นที่เป็นที่กังวลของผู้ปกครองมากที่สุด คือการรับรองวุฒิการศึกษา กระทรวงการต่างประเทศจึงพยายามประสานกับประเทศต่างๆ เพื่อทำความรู้จักกับประเทศเหล่านั้นก่อน แล้วจึงแก้ปัญหาเรื่องการรับรองวุฒิการศึกษา เนื่องจากการรับรองวุฒิการศึกษา ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศโดยตรง

นายณรงค์ บรรยายว่า ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการประสบความสำเร็จในข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษากับ ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีนักเรียนไทยเรียนอยู่ประมาณ 500 คน ซึ่งขณะนี้มีการประสานงานขอความร่วมมือในเรื่องการรับรองวุฒิการศึกษาอยู่ คิดว่าจะมีข่าวดีเร็วๆนี้

นายณรงค์ บรรยายด้วยว่า การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในกระทรวง นอกจากกลุ่มงานความมั่นคงระหว่างประเทศแล้ว ยังมีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กรมสารนิเทศ กรมองค์การระหว่างประเทศที่ช่วยกันแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเวที ระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบและเกิดประโยชน์สูงสุด

นายณรงค์ บรรยายว่า กระทรวงต่างประเทศมี 12 กรม 1 สำนักรัฐมนตรี และ 1 สำนักงานปลัดกระทรวง มีข้าราชการสังกัดกระทรวงทั้งสิ้น 1,400 คน โดยประจำอยู่ที่ต่างประเทศ 600 คนและในกรุงเทพมหานคร 800 คน เมื่อเทียบกับจำนวนข้าราชการกับภาระหน้าที่ ถือว่าเป็นจำนวนที่อาจจะจำกัดอยู่บ้าง

นายอารอฟัต เจ๊ะซู ครูโรงเรียนดารุสลาม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาสและนักจัดรายการวิทยุ อสมท.นราธิวาส ถามระหว่างแสดงความเห็นว่า ทำไมถึงยังมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงคอยสอบถามถึงนักเรียนไทยในประเทศ อินโดนีเซีย ซึ่งทำให้ผู้ปกครองกังวลและไม่มั่นใจว่า เมื่อสำเร็จการศึกษามาแล้วจะมีงานทำหรือไม่

นายอาราฟัต เปิดเผยว่า ล่าสุดมีผู้ปกครองของศิษย์เก่าของโรงเรียนดารุสลามคนหนึ่งมาร้องเรียนว่า ถูกทหารมาถามหาลูกชายที่กำลังเรียนอยู่ต่างประเทศหลายครั้ง โดยซักถามหลายเรื่อง เช่น ถามว่าเรียนที่ไหน อยู่อย่างไร ใครดูแล ซึ่งทำให้ผู้ปกครองกังวลว่า อาจเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาย

“เจ้าหน้าที่มาสอบถามอย่างนี้ แน่นอนว่า ผู้ปกครองจะกังวลว่า บุตรชายตนอาจเกี่ยวข้องกับความไม่สงบหรือไม่ หรือถูกเจ้าหน้าที่สงสัยหรือไม่ และยิ่งกังวลใจว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทำหรือไม่ ซึ่งทางโรงเรียนได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้หลายครั้ง” นายอารอฟัต กล่าว

นายอาราฟัต กล่าวว่า เรื่องนี้ตนพอจะเข้าใจว่าเพราะเหตุใด และที่ผ่านมาไม่เคยมีการประกาศเตือนว่าสถาบันการศึกษาใดในอินโดนีเซียที่ไม่ ควรเข้าเรียน เพราะอาจมีปัญหาความมั่นคง นักเรียนจะได้ไม่เลือกเรียน จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศ ออกประกาศต่อสาธารณชนว่า มหาวิทยาลัยใดในต่างประเทศที่ไม่ควรเข้าเรียน เพราะหากเลือกเรียนแล้ว ถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หรืออาจมีปัญหากลางคันที่จะทำให้นักเรียนจะเครียดและผู้ปกครองกังวล

นายอารอฟัต กล่าวอีกว่า แต่ละปีมีนักเรียนโรงเรียนดารุสลามสำเร็จการศึกษาประมาณ 600 คน มีนักเรียนส่วนหนึ่งประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เลือกเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกประเทศเองซึ่งมักเป็นมหาวิทยาลัยในประเทศอียิปต์และ อินโดนีเซีย

นายณรงค์ กล่าวตอบว่า กระทรวงต่างประเทศไม่มีนโยบายให้ข้อมูลนักเรียนไทยในต่างประเทศแก่เจ้า หน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และไม่ทราบมาก่อนว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย และกระทรวงการต่างประเทศไม่มีอำนาจประกาศว่าสถาบันใดไม่ควรเข้าเรียนหรือ เป็นอันตรายอย่างไร เพราะหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ คือการลงเยี่ยมและสนับสนุนกิจกรรมให้นักเรียนไทยในต่างประเทศได้สานสัมพันธ์ กัน

“ที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยมาขอข้อมูลนักเรียนไทยในต่างประเทศจากกระทรวงการต่าง ประเทศ ถึงขอก็ให้ไม่ได้ เพราะเป็นข้อมูลลับที่ต้องรักษาไว้ ส่วนข้อมูลที่กระทวงมีก็เพื่อติดตามสวัสดิภาพของนักเรียนไทยที่ใช้ชีวิตใน ต่างประเทศเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อติดตามพฤติกรรมเพื่อรายงานต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงแน่ นอน” นายณรงค์ กล่าว

"เครือข่ายศิลปิน" เปิดโครงการ “เล่าเรื่องโกง” ผ่านเรื่องสั้น – หนังสั้น ให้คนไทยเท่าทันคอรัปชั่น

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปชี้ดึง 11 นักเขียน 11 ผู้กำกับ เล่าเรื่องโกงผ่านเรื่องสั้น-หนังสั้น ทั้งเปิดโอกาสให้นักเขียน-ผู้กำกับหน้าใหม่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานปลุกกระแส สังคมรู้ทันภัยร้าย “โกง” นำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ หลังพบสถิติสังคมยอมรับการคอรัปชั่นสูงถึง 64.5 %




10 ก.พ. 55 - เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป สำนักงานปฏิรูป สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กองทุนศรีบูรพา สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเครือข่ายสังคมคุณธรรม ศูนย์คุณธรรม เปิดตัวโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เท่าทันการโกง (Corruption Literacy) ผ่านศิลปิน “เรื่องสั้น” “หนังสั้น” และ “ละครเร่” เผยมี 11 นักเขียน 11 ผู้กำกับแถวหน้าของประเทศมา “เล่าเรื่องโกง” เป็น 11 เรื่องสั้น 10 หนังสั้น ต่อต้านการโกงหรือคอรัปชั่นที่เกิดขึ้น สร้างค่านิยมต่อสังคมไทยให้เท่าทันโกง
โดยนายดนัย หวังบุญชัย กรรมการและหน่วยเลขานุการ เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า เมื่อปีที่ผ่านมาองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปี ค.ศ. 2011 พบว่าประเทศไทยโกงเยอะขึ้นติดอันดับที่ 80 จาก 182 ประเทศ และในขณะเดียวกันจากการสำรวจของศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบคโพลล์) เกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น พบว่า คนไทยมองว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลมีทุจริตคอรัปชั่นทั้งนั้น ถ้าทุจริตคอรัปชั่นแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย ก็ยอมรับได้สูงถึง 64.5 % ซึ่งจากผลการสำรวจดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยมีความไม่เป็น ธรรมและความเลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดการทุจริตคอรัปชั่น ที่เป็นเสมือนการทำลายประเทศ ทำให้การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ขาดโอกาส ขาดศักยภาพ ทางคณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปจึงได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทำโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เท่าทันการโกง ผ่านศิลปิน “เรื่องสั้น” “หนังสั้น” และ “ละครเร่” ขึ้น โดยมีนักเขียนมาร่วมเล่าเรื่องราวการโกงถึง 11 คน อาทิ อัศศิริ ธรรมโชติ, คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์, ชาติ กอบจิตติ, ประภัสสร เสวิกุล, ไพฑูรย์ ธัญญา, วินทร์ เลียววาริณ, บินหลา สันกาลาคีรี, เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์, ปราบดา หยุ่น, วัชระ สัจจะสารสิน และอุทิศ เหมะมูล ซึ่งนอกจากนักเขียนแล้ว ยังมีผู้กำกับชื่อดังอีก 11 คน อาทิ เป็นเอก รัตนเรือง, นนทรีย์ นิมิบุตร,บัณฑิต ทองดี, ก้องเกียรติ โขมศิริ, อุรุพงษ์ รักษาสัตย์, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, โสภณ ศักดาพิศิษฐ์, พิมพกา โตวิระ, ทราย เจริญปุระ- ชาคร ไชยปรีชา และอนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง มารวมตัวกันและสร้างสรรค์หนังสั้น 10 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการ “โกง” ในรูปแบบต่างๆ ที่มีในสังคม เพื่อสะท้อนให้สังคมได้หันกลับไปมองหรือดูแล้วรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ มีอยู่จริง
“นอกจากเขียน 11 คน ผู้กำกับ 11คน แล้วโครงการ “เล่าเรื่องโกง” ยังเปิดโอกาสให้ทั้งนักเขียนผู้มีไฟ และผู้กำกับหน้าใหม่มาสร้างสรรค์ผลงานผ่าน เรื่องสั้น และหนังสั้นอีกประเภทละ 10 เรื่อง เพื่อต่อต้านการโกงหรือการคอรัปชั่น ซึ่งผู้ที่สนใจต้องการสมัครเข้าร่วมโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เท่าทันการโกง (Corruption Literacy) ผ่านศิลปิน “เรื่องสั้น” “หนังสั้น” สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครได้ที่ www.artculture4health.com โดยจะเปิดรับตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และจะประกาศผลวันที่ 25 กุมภาพันธ์ นี้ จากนั้นผลงานการเขียนทั้ง 21 เรื่องจะถูกมารวมเป็นเล่มร่วมกัน และหนังสั้นทั้ง 20 เรื่องของ จะนำไปจัดแสดง พร้อมการแสดงละครเร่ จากกลุ่มเด็กรักป่า จ.สุรินทร์ ในการประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคมและ 1 เมษายน 2555 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนาต่อไป” ประธานคณะกรรมการครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป กล่าว

ตำรวจเลื่อนรายงานตัว “ก้านธูป” ไม่มีกำหนด

ที่มา ประชาไท

10 ก.พ. 55 – สืบเนื่องจากการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ “ก้านธูป” นักศึกษาปี 1 คณะ สังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ก่อนหน้านี้มีกำหนดให้ผู้ต้องหาต้องไปรายงานตัวกับสถานีตำรวจบางเขนซึ่ง เป็นเจ้าของสำนวนสั่งฟ้องในวันที่ 11 ก.พ. นั้น

วันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าของคดี พ.ต.ท. แบ๊งค์ บัวนวล ได้แจ้งกับผู้ต้องหา “ก้านธูป” ว่า ให้เลื่อนการรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหาออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากทางตำรวจอาจจะตัดสินใจไม่สั่งฟ้องจำเลย

เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานว่า ล่าสุด ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ รักษาราชการแทน(รรท.)รอง ผบช.น. ในฐานะหัวหน้าชุดตรวจสอบคดี “ก้านธูป” ซึ่งมีผู้ระบุว่าเผยแพร่ข้อความหมิ่นเบื้องสูงทางอินเทอร์เน็ต ว่า คดีดังกล่าวเมื่อมารับหน้าที่ก็ได้ทำต่อ โดยช่วงนั้นน้ำท่วมโรงพัก(สน.บางเขน)ก็ท่วม งานเลยชะลอไปและมีการเปลี่ยนแปลงพนักงานสอบสวน เมื่อได้รื้อฟื้นเอกสารมาตรวจสอบใหม่พบว่ามีประเด็นที่ต้องสอบเพิ่มเติมอยู่ จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอซีที ส่วนหมายเรียกที่เรียกมาสอบเพิ่มเติมก็ให้ชะลอไว้ก่อน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการแจ้งข้อหาแต่อย่างใด เรื่องนี้มีขั้นตอนตามกฎหมายอยู่แล้ว

“ตำรวจทำงานอย่างตรงไปตรงมาทุกคนอยู่ใต้กฎหมายไทย หากผิดก็คือผิด ไม่ผิดก็คือไม่ผิด หากผิดแล้วบอกว่าเขาไม่ผิดต่อไปก็เคารพตัวเองไม่ได้ แต่หากไม่ผิดก็ต้องกล้าบอกว่าไม่ผิดด้วยเหตุผลใด ถึงขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น โดยต้องสอบผู้เชี่ยวชาญด้านเว็บไซต์ให้ชัดเจนมากกว่านี้” รรท.รอง ผบช.น.กล่าว

พล.ต.ต.นเรศ กล่าวว่า หากมีคนกล่าวอ้างต้องดูว่าถูกทำขึ้นหรือไม่ เป็นของจริงหรือไม่ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เบื้องต้นยังไม่ได้สอบสวนก้านธูป ซึ่งการจะไปสอบได้นั้นก็ต้องรวบรวมพยาน หลักฐานให้ชัดเจนก่อน เรื่องนี้คุยกับ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น.บอกว่าต้องมีเหตุผลคือไม่ผิดเพราะอะไร หรือผิดเพราะอะไร ต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นใครก็กล่าวหากันได้ ใครก็หลุดคดีได้ เรื่องอย่างนี้ทำเล่นๆไม่ได้ หลวมก็ไม่ได้ แต่ต้องขอเวลาก่อน ก่อนหน้านี้ก็ไปคุยกับทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) รวมถึงกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)มาแล้ว ต้องให้เวลาด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน สน.บางเขน รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้ว รวมทั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก็ไม่ได้ยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้โพสต์ข้อความ พนักงานจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง "ก้านธูป" เนื่องจากหากส่งฟ้องไปศาลก็ยกฟ้อง เพราะสอบพยานหลักฐานแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นคนโพสต์ข้อความดังกล่าว และช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิด ผู้ถูกกล่าวหามีอายุเพียง 13-14 ปี ไม่น่าจะมีความคิดเห็นที่รุนแรงทางการเมือง พนักงานสอบสวนจึงสันนิษฐานว่ามีผู้อื่นไปโพสต์ข้อความแทนโดยใช้ชื่อ "ก้านธูป"

แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่าสำนวนคดีดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องมา 3 เดือนกว่าแล้ว และทำเรื่องเสนอความเห็นเสนอไม่ฟ้องไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) แต่ทาง บก.น.2 มีความเห็น ให้สอบ"ก้านธูป"เพิ่มเติม พนักงานสอบสวนสน.บางเขนจึงจำเป็นจะต้องออกหมายเรียกมาสอบเพิ่มเติมตามขั้น ตอนกฎหมาย กระทั่งมีการเปลี่ยนชุดตรวจสอบคดีใหม่เป็นพล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ จึงให้ชะลอออกหมายเรียกสอบเพิ่มเติมไปก่อนจนกว่าจะรวบรวมพยานหลักพิสูจน์ได้ ชัดเจน

“ก้านธูป” เปิดเผยกับประชาไทว่า หลังจากที่ทราบข่าวในวันนี้ ตนค่อนข้างรู้สึกแปลกใจมาก และค่อนข้างสับสน เนื่องจากมิได้รับแจ้งจากตำรวจโดยตรง แต่กลับรู้มาจากบุคคลอื่นก่อน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ยืนยันกับทนายความและตำรวจเจ้าของคดีแล้ว ก็รู้สึกลำบากใจ เนื่องจากได้มารับทราบอย่างกะทันหัน และในขณะนี้สถานะของคดีก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน

ทั้งนี้ “ก้านธูป” ระบุว่า ได้ตัดสินใจยกเลิกกิจกรรมให้กำลังใจที่เดิมวางแผนไว้ในวันเสาร์เช้า 10 โมง บริเวณหน้าสถานีตำรวจบางเขน และตนเองจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับ “ไท” ปณิธาน พฤกษาเกษมสุขที่จะเริ่มประท้วงอดอาหาร 112 ชั่วโมงบริเวณหน้าศาลอาญา เวลา 4 โมงเย็นแทน

กรรม!การ์ดนปช.นัดล้านคนโบนันซ่าต้านแก้112 ฯพณฯอารี ไกรนรา กดLikeในเฟซบุ๊คคอนเฟิร์ม

ที่มา Thai E-News



คลิปปาฐกถาของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง ‘ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง’ และเสวนาเรื่อง "สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย" โดย ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ และ ดร.สุรพศ ทวีศักดิ์ (รายละเอียดเพิ่มเติม www.konthaiuk.eu)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 กุมภาพันธ์ 2555

เดลินิวส์รายงานข่าวหัวข้อ การ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่า ว่า เมื่อว้ันที่ 10 ก.พ. นายอารี ไกรนรา ผู้ช่วยเลขา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง เปิดเผยถึงกรณีณีที่กลุ่มนักวิชาการ ในนามคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 ( ครก.112 ) ออกมารณรงค์แก้ไข ประมวลกฏหมายอาญา ม.112 นั้นก็เป็นสิทธิของกลุ่มดังกล่าว แต่ยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่นอน โดยจะประกาศจุดยืนบนเวทีเขาใหญ่ โบนันซ่า นัดรวมพลคนเสื้อแดงแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 และต่อต้านการแก้ไข ม.112 อย่างชัดเจน ไม่ว่าเวทีไหนของคนเสื้อแดงมีเจตนารมย์ตรงกัน

หากมีการรณรงค์ล่ารายซื่อแก้ไข ม.112 ให้ไปทำเวทีอื่นไม่ให้มาร่วมใช้เวทีของคนเสื้อแดงแน่นอน ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันดังกล่าว ตนคาดว่าจะโฟนเข้ามาร้องเพลง ทุกคนสามารถเข้าไปร่วมงานได้เนื่องจากเจ้าของสถานที่ได้จัดพื้นที่ไว้กว้าง ขวางสามารถรองรับคนได้ 1 ล้านคนขึ้นไป และได้เตรียมสร้างห้องน้ำไว้จำนวนเกือบ 200 ห้อง มีวงดนตรีซื่อดังมาบรรเลงตลอดงานตั้งแต่เวลา 12.00 น.ของวันที่ 25 ก.พ.จนถึง เวลา 06.00 น.ของวันที่ 26 ก.พ. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด พร้อมจัดที่จอดรถไว้ด้วยนำรถมาจอดใกล้งานได้เป็นหมื่นคัน

ฯพณฯการ์ดเสื้อแดงกดlike ข่าวการ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่า


ทั้งนี้เมื่อไทยอีนิวส์ตรวจสอบไปที่เฟซบุ๊คของอารี ไกรนรา ปรากฎว่าสถานะของเฟซบุ๊คอารี ไกรนรา ได้กดlike หรือ ถูกใจ ลิ้งค์ข่าว การ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่าด้วย

นปช.เร่งเดินสายอีสานเปิดเวทีขับเคลื่อนแก้ ม.112

ขณะที่สำนักข่าวเนชั่น รายงาน ว่า นายคารม พลพรกลาง ประธานสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตยและสังคม และนายเทิดศักดิ์ บำรุงชัย ประธาน นปช.ชัยภูมิ ร่วมกันเปิดเวทีสร้างความเข้าใจเรื่องกฎหมาย ต่อตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ชัยภูมิ กว่า 500 คน ที่โรงแรมเลิศนิมิต ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ

นายคารม กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง เท่านั้น แต่เปิดเวทีให้ ทุกสีทุกฝ่ายสามารถมาร่วมได้ แต่อาจจะมีคนเสื้อแดงสนใจมาร่วมมากกว่า เพื่อที่จะต้องการมาสร้างความเข้าใจในด้านกฎหมาย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนได้รับรู้ในรายละเอียดมากขึ้น เพื่อไม่ต้องการให้นำไปสู่ความขัดแย้ง

กฎหมายทุกเรื่องสามารถแก้ได้ ไม่เฉพาะมาตรา 112 ไม่อยากให้นำไปเป็นประเด็นการเมือง เพราะทุกคนที่เป็นคนไทย ไม่มีใครกล้าที่จะไปกระทบสถาบันเบื้องสูงของชาติอย่างแน่นอน อยู่เหนือล้นเกล้าล้นกระหม่อมอยู่แล้ว แต่ต้องมาพูดเรื่องที่ควรแก้ได้ และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในกระบวนการยุติธรรมทางคดี จากนี้ไป การสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย น่าจะมีมากขึ้นทุกพื้นที่ ซึ่งน่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งเพื่อให้เวทีให้ความรู้มากขึ้นเข้าใจมากขึ้น ช่วยลดความขัดแย้งในสังคมลงได้ ดีกว่าเผชิญหน้ากันโดยไม่เข้าใจรายละเอียด

"ธงชัย" ชี้112ถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักลัทธิกษัตริย์นิยม นิติราษฎร์ช่วยเสนอทางออกจากปัญหา

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ ได้จัดปาฐกถาในรายการสนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ โดยนายธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์คณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ได้ปาฐกถาในหัวข้อ “ระบอบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง”

เนื้อหาส่วนหนึ่งของการปาฐกถาระบุว่านักวิชาการคณะนิติราษฎร์และคณะกรรมการ รณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 คือผู้เกิดก่อนกาล ที่พยายามผลักดันการเปลี่ยนแปลง แต่กลับถูกทำร้ายแทบไม่ได้ผุดได้เกิด ทว่าอนาคตกลับพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์จะยืนอยู่ข้างพวกเขา

นายธงชัยกล่าวถึงประเด็นเรื่องกฎหมายอาญาม.112ว่า ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการใช้กฎหมายนี้พร่ำเพรื่อนัก และไม่ใช่เครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของคน ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงจัดอยู่ที่การหมิ่นประมาท และแทบไม่มีนัยหรือผลกระทบทางการเมือง

แต่กฎหมายหมิ่นฯ เริ่มเป็นอาวุธทรงพลังก็ต่อเมื่อนักลัทธิกษัตริย์นิยมเอากฎหมายมาตราดัง กล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยสถาปนา“ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” เมื่อช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยถือว่าความผิดนี้ไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่เป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ”

ส่งผลให้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตกอยู่ใต้กระบวนการยุติธรรมที่ผิดปกติ เช่นเดียวกับบรรดาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงอื่นๆ ภายใต้ระบอบเผด็จการอันยาวนานของไทย

ความบิดเบี้ยวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ผิดปกติ ก็คือ การที่มักถือว่าจำเลยกระทำความผิดร้ายแรงจนกว่าจำเลยจะพิสูจน์ได้ว่าตน บริสุทธิ์ ดังนั้น จึงมักไม่ให้ประกันตัว และภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับจำเลยแทนที่จะตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ นอกจากนี้ การพิสูจน์ความผิดอาญาโดยปกติต้องเคร่งครัด หากไม่ชัดเจนต้องยกประโยชน์ให้จำเลย แต่คดีความมั่นคงมักตีความกฎหมายอย่างกว้างให้ครอบคลุมการกระทำที่ต้องสงสัย แม้ไม่ชัดเจนก็ตาม ซึ่งคดี “อากง” ช่วยอธิบายความผิดปกติเหล่านี้ได้ดี

นักวิชาการผู้นี้กล่าวต่อว่า ความผิดปกติวิปลาศที่สำคัญที่สุดของกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ก็คือ เนื่องจากเป็นความผิดต่อความมั่นคงจึงเปิดให้ใครก็ตามที่พบเห็นการกระทำที่ สงสัยว่าเข้าข่ายความผิด สามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานได้ ต่างกับคดีหมิ่นประมาททั่วไปซึ่งผู้เสียหายเท่านั้นจึงจะมีสิทธิฟ้อง

นี่คือเหตุผลที่นิติราษฎร์เสนอให้เอากฎหมายมาตรานี้ออกจากหมวดความมั่นคง คล้ายกันกับที่ คอป. ของนายคณิต ณ นคร ที่พยายามหาทางออกเพื่อแก้ปมปัญหา โดยเสนอว่า ความผิดต่อความมั่นคงชนิดนี้ต้องให้อำนาจแก่ผู้เสียหายหรือหน่วยงานที่รับ ผิดชอบแทนเท่านั้นเป็นผู้ฟ้อง

นายธงชัยระบุอีกว่าม.112 เป็นมากกว่ากฎหมายอาญามาตราหนึ่ง คือเป็นเครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของลัทธิ Hyper-royalism โดยการบังคับใช้ม.112 ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การบังคับใช้แบบล่าสุดในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ การใช้ทำลายจิตวิญญาณ หมายถึงการใช้อย่างไร้ความปรานีจนกว่าจะยอมรับสารภาพ คือมักจับไว้ก่อน ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาลับ ลงโทษรุนแรง แต่ให้ความหวังว่าจะพ้นคุกได้เร็วถ้ายอมรับสารภาพ จนหลายคนยอมแพ้ในที่สุด

“นี่คือการทำร้ายถึงจิตวิญญาณ หากต้องการอิสรภาพทางกายต้องยอมแพ้ราบคาบทางมโนสำนึก หลังจากนั้นชีวิตที่มีอิสระทางกายต้องกักขังจิตวิญญาณเสรีไว้ข้างในตลอดไป” ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ กล่าว

นายธงชัยชี้ว่า การจะแก้ม.112 ไม่แก้ แก้แค่ไหนอย่างไร หรือควรยกเลิกไปเลย มิใช่แค่ปัญหาเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ใหญ่โตกว่านั้นมาก และเป็นความขัดแย้งที่มีลักษณะเฉพาะของปัจจุบัน แต่จะส่งผลมหาศาลต่ออนาคตของสถาบันฯ และระบอบประชาธิปไตยของไทย

“ถ้าหากผู้สมาทาน Hyper-royalism ต้องการรักษามาตราศักดิ์สิทธิ์เพื่อหวังรักษาระบอบประชาธิปไตยอำมาตย์ไว้ ก็จะยิ่งผลักให้สถาบันฯ กับประชาธิปไตยขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้น แต่หากไม่อยากให้อันตรายต่อสถาบันฯ และประชาธิปไตยสะสมไปมากกว่านี้ นิติราษฎร์ได้เสนอทางออกหนึ่งไว้ให้แล้วด้วยเจตนาที่ไม่อยากเห็นความขัดแย้ง ไปถึงจุดที่ทุกคนต้องสลดใจ” นายธงชัยกล่าวและว่า “ในอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่า เป็นความผิดพลาดมหันต์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่ฟังนิติราษฎร์และครก.112 แถมยังผลักไสทำร้ายความปรารถนาดีของพวกเขาเสียอีก”

ลูกชายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดอาหาร 112 ชม. เพื่อเสรีภาพของพ่อ "Free My Day"

ที่มา Thai E-News



11 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ขณะที่สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกพาตัวไปยังเรือนจำสงขลาเพื่อรอขึ้นศาลที่ต่างจังหวัดเป็นนัดสุดท้ายในวัน ที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ทางครอบครัวคุณสมยศ นำโดยภรรยา สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข และลุกชายปฎิธาน (ไท) พฤกษาเกษมสุข ได้รณรงค์เคลือนไหวเพื่อเสรีภาพของคุณสมยศ โดยเฉพาะเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว

ตั้งแต่วันที่ 11 - 16 กุมภาพันธ์ 2555 ไท ลูกชายของสมยศจะทำการอดอาหารประท้วงเพื่อพ่อที่หน้าศาอาญา รัชดา

ทั้งนี้ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)แจ้งกิจกรรม "Free My Day สู้เพื่อพ่อผู้ให้กำเนิด" ไว้ดังนี้

11 กุมภาพันธ์ 2555 ตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป ให้กำลังใจ "ไท" นายปณิธาน พฤษภาเกษมสุข

ลูกชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมด้านแรงงาน นักประชาธิปไตย ซึ่งถูกคุมขังด้วยข้อหามาตรา 112 และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย
ตลอดการถูกคุมขัง และถูกปฏิเสธการให้ประกันตัวแม้คดียังไม่เป็นที่สิ้นสุด

ในการอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 112 ชั่วโมง บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดา เพื่อเรียกร้องให้บิดาของตนได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม


สถานที่ : หน้าศาลอาญา หรือเรือนจำ
วันที่ : 11 กุมภาพันธ์ (เวลา 15.00 น.) ถึง 16 กุมภาพันธ์ (8.00 น.)


วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 13.00น นัดแถลงข่าวที่รัฐสภา

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 13.00น นัดรวมพล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 11.00 น. บุคคลสำคัญเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ

วันที่ 13 กุมภาพันธ์
10.00 น. โกนหัวประท้วงร่วมกับตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 10.00น รวบรวมดอกไม้
มีหมอมาตรวจสุขภาพ

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ อดอาหารร่วมกับผู้สนใจตั้งแต่ 6.00น - 18.00น

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ไปยื่นหนังสือให้กระทรวงยุติธรร
ม และเข้าเยี่ยมพ่อ


ขอเชิญประชาชนผู้รักความเป็นธรร
ม อยู่ร่วมเป็นเพื่อนไทได้ตลอด 24 ชั่วโมง


0 0 0 0 0

ทั้งนี้ทีมงานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยแจ้งเชิญขวนว่า ทุกท่านสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ไหนก็ทำได้กับการ "รณรงค์ Free My Dad : สู้เพื่อพ่อผู้ให้กำเนิด"

กิจกรรมที่ 1.
วันที่ 13 กพ. 55 ขอเชิญมิตรสหายในแต่ละพื้นที่โกนหัวเพื่อพ่อผู้ให้กำเินิด พร้อมกันทุกพื้นที่

กิจกรรมที่ 2.
วันที่ 15 กพ. 55 ขอเชิญมิตรสหายที่สุขภาพร่างกายและจิตใจพร้อมร่วมอดอาหารตั้งแต่ 06.00 - 18.00 น. (ในกรุงเทพร่วมอดอาหารที่บริเวณหน้าศาลอาญา) ****ในพื้นที่อื่น ๆ ตามสะดวกนะค๊ะ

แล้วส่งรูปถ่าย คลิปวีดีโอ และข่าวมายังลูกตาล
Suwanna Tallek สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-5007232

0 0 0 0 0

ภาพกิจกรรมวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555

โดย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)



14.45 น. อาจารย์สุลักษณ์มาเยี่ยมไท ก่อนที่จะมีการอดอาหารเวลา 16.00 น.
ไทให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน 15.20 น.

แถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนไทย

นาทีที่ 1 ของการอดอาหาร 112 ชั่วโมงครับ


มีเพื่อนๆนักศึกษาต่างชั้นปี ต่างคณะ ต่างสถาบัน มาร่วมนั่งพูดคุยสนทนา
0 0 0 0 0


ดูข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประชาไท:“สมยศ” ตระเวนทั่วไทยสืบพยานถึง “นครสวรรค์”
Free Somyot และ ความเป็นมาของคดี สมยศ พฤกษาเกษมสุข