ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
เมื่อเวลา 16.30 น.วานนี้(10 ก.พ.) นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
พร้อมด้วยแนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน ประมาณ 100 คน
ได้เคลื่อนขบวนมาที่แยกสวนมิกสกวัน ถนนราชดำเนินกลางตัดถนนพิษณุโลก
โดยนำรถเครื่องขยายเสียงมาจอดปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่จัดงานภายในทำเนียบรัฐบาล
ระบุใช้งบของประชาชนโดยสิ้นเปลือง และเผาหุ่นจำลองของนายกฯ
ทั้งนี้ผู้ชุมนุมยังเรียกร้องไม่ให้พล.อ.เปรมเดินทางมาร่วมงาน
โดยชูป้ายขนาดใหญ่เขียนข้อความต่างๆ อาทิ
"กลับบ้านเถอะป๋าครับ คนโคราชคิดถึง"
และ "จัดงานครั้งนี้ ภาษีใครหว่า"
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รองผบช.น.
ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปะฉะดะ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ
มารักษาความปลอดภัยจำนวนมาก
และขอให้ผู้ชุมชุมติดตามการจัดงานด้วยความสงบอยู่บริเวณแยกสวนมิกสกวันเท่านั้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, February 12, 2012
ม็อบ "สลิ่ม" รักชาติ ปิดแยกมิกสกวันประท้วงป๋าเปรม
เปรมออกมาเล่นเองสองงานแล้ว เป็นการรุก หรือ ถอยร่นทางยุทธศาสตร์กันแน่ ??
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
เปรมออกมาเล่นเองสองงานแล้ว แสดงว่าเคลื่อนไหวมีเป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์แน่
การเคลื่อนไหวของ พล.อ.เปรม ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎขึ้นตามปกติและตามธรรมชาติ เพราะปกติจะเก็บตัวและไม่ได้ออกเคลื่อนไหวแบบนี้
ก่อน ปี 2549 ก่อนรัฐประหาร พล.อ.เปรม เคลื่อนไหวเรื่องม้ากับจ็อกกี้ และเดินสายตามค่ายทหารต่างๆ ในรัฐบาลของทักษิณ ผลคือ ----> เกิดการรัฐประหารปี 2549
การเคลื่อนไหวครั้งนั้นสรุปได้ว่าคือการรวบรวมกำลัง เพื่อตอกย้ำสายบังคับบัญญชา
ครั้งนี้เคลื่อนไหวสองครั้งแล้ว ครั้งแรกงานสโมสรกองทัพบกจัด เชิญนายกฯปูเข้าร่วม แสดงภาพ ปูกับป๋า ครั้งนี้ริเริ่มโดยกองทัพบก
เป้าประสงค์ผมคาดว่าแสดงภาพ "การจับมือกัน" ระหว่างตัวแทนของคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย
ครั้งที่สอง จัดงานเลี้ยง ศปภ. จัดโดยรัฐบาล และเชิญ พล.อ.เปรมมา เป็นประธาน สร้างภาพเหมือนครั้งแรก แต่ริเริ่มโดยรัฐบาล
ก่อนหน้า พล.อ.เปรมออกเคลื่อนไหว มีการเคลื่อนไหวของ Elite ที่เคยเจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองสามปี ไม่ออกมาเลย
หากเราวิเคราะห์การถอยครั้งใหญ่ และความผิดพลาดครั้งใหญ่ของฝ่ายอำมาตย์นั้น
ผิด พลาดครั้งใหญ่คือ การสังหารหมู่เสื้อแดง ตาย 91 ศพ เจ็บกว่า 2,000 คน ตอนแรกพวกเขาคิดว่าชนะเหมือน 6 ตุลาคม 19 แต่ผลทางยุทธศาสตร์เราก็เห็นชัดเจนแล้วว่าผิดพลาดอย่างแรง
ส่งผลต่อมาอันที่สองคือ อภิสิทธิ์ยุบสภาคิดว่าชนะ แต่แพ้ขาดลอย พรรคเพื่อไทย+เสื้อแดงชนะเลือกตั้งเกินครึ่ง
นี่คือการ "ถอยร่นอย่างรุนแรงของฝ่ายอำมาตย์" เรียกว่า เมืองหน้าด่านแตกแล้วก็ว่าได้
พวกเสื้อแดงล้อมเมืองหลวงสำเร็จแล้ว
กระแสที่รุนแรงอันล่าสุดคือ เรื่อง 112
นี่ในทางสงครามแทบเหมือนกับการโจมตีเหมืองหลวงเลยทีเดียว
แม้ว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะโดดหลบ
แต่ เราก็ประเมินทางยุทธศาสตร์ได้ว่า กระแสไม่ได้ลดความรุนแรงลง เพราะแนวรุกกลับเป็นนักวิชาการอิสระ และเป็นแนวรุกทางด้านความคิด ฝ่ายอำมาตย์หาแนวคิดและอุดมการณ์ต้านไว้ไม่ได้
เลยต้องรวมพลแบบนักเลงออกมายัน แม้ดูเหมือนจะยันอยู่ แต่วิเคราะห์จริงๆ คือ ยันได้ชั่วคราว
แต่นี่คือการถอยร่นทางอุดมการณ์ครั้งใหญ่ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
แม้พยายามสร้างกระแส แต่เราเห็น "ประชาชนจริงๆ กับเงียบจนหน้ากลัว"
มี แต่หน้าม้าคือ กองทัพ และฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยออกมาสู้ ที่ดูเหมือนใหญ่โต แต่จริงๆ จำนวนคนไม่เกิน 100 คน แล้วจะสรุปได้อย่างไรว่ามหาชนจำนวนมากที่เงียบ ไม่เหมือนสมัย 2519 ที่มวลชนขยับมากมาย
ผมยังไม่สรุปว่าการออกมาเคลื่อนไหวของ พล.อ.เปรมคืออะไร
เป็นการรุกทางยุทธศาสตร์ เพื่อทำรัฐประหาร ? ในที่สุด
หรือ
การถอยร่นทางยุทธศาสตร์
เลยใช้กล ขงเบ้งตายแล้วแต่งตัวขึ้นรถ หลอกสุมาอี้ไม่ให้บุกตลุยถล่มกองทัพที่รับการรุกไม่ไหวแล้ว
ผมยังไม่มั่นใจนะครับ ขอเวลาไตร่ตรองให้รอบคอบ ให้จิตใต้สำนึกเป็นตัวสรุป
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/02/55 คนหนึ่งแบกอนาคต..หลายคนชอบแบกแต่อดีต
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
คนหนึ่งแบก..เดินหน้า..สร้างอนาคต
ให้สวยสด งดงาม ตามใฝ่ฝัน
ทั้งฟื้นฟู เยียวยา นับสารพัน
ฝ่าทางตัน แก้ปัญหา..ประชาชน....
แม้หนักหนา สาหัส เพราะขัดข้อง
ไม่โอดร้อง เมื่อยล้า พาสับสน
นโยบาย เร่งรัด ขจัดจน
หวังทุกคน ก้าวสู่ฝัน วันดีๆ....
คนบางพวก แบกอดีต จารีตชั่ว
หลงเมามัว ริษยา น่าบัดสี
ด้วยสันดาน สับปลับ สุดอัปรีย์
ไร้ศักดิ์ศรี ของมนุษย์ สุดเลวทราม....
ก้าวไม่พ้น วันวาน ท่านทักษิณ
ไม่จบสิ้น คอยร้องแรก มาแบกหาม
คิดไม่ออก ก็กระโจน โหนกันตาม
จนลุกลาม เผาไหม้ สู่ใจมัน....
อีกสลิ่ม แสนชั่ว มั่วบัดซบ
แสร้งเลี่ยงหลบ มารยา ช่างน่าขัน
ส่วนพรรคเปรต ก็จัญไร ไม่เว้นวัน
ไม่สร้างสรรค์ เห็นแค่เงา เห่าทั้งปี....
๓ บลา / ๑๑ ก.พ.๕๕
วิญญาณหลอนของการล้อมสังหาร
ที่มา ประชาไท
นิรมล โฆษ (Nirmal Ghosh)
แปลจาก The Ghosts of a Massacre
เมื่อนั่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ใหญ่แสนร่มเย็นในมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์กลางกรุงเทพมหานครอันเก่าแก่ ยากยิ่งที่จะจินตนาการถึงภาพความรุนแรงชวนคลื่นไส้ที่แทบจะกลืนกินทั้งธรรม ศาสตร์ในปี 1976 ปีซึ่งผมเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองโกลกาต้า
เทียบกับปัจจุบันแล้ว เวลานั้นแทบจะเป็นอีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้ สงครามเวียดนามพึ่งจบสิ้นลง แต่สงครามเย็นยังคงร้อนระอุ ไม่มีอะไรที่อย่างเคเบิ้ลทีวี ในหลายประเทศยังไม่มีแม้แต่ทีวีด้วยซ้ำ เวลานั้นเป็นยุคสมัยของวิทยุ
ในวันที่ 6 ตุลาคมปีดังกล่าว กองกำลังติดอาวุธ ตำรวจ และ กลุ่มผู้ชุมนุมขวาจัดได้บุกเข้าทำร้ายเหล่านักศึกษาฝ่ายซ้ายนับพันอย่างโหด ร้ายป่าเถื่อน ในขณะที่เหล่านักศึกษากำลังชุมนุมประท้วงการกลับมาของถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำเผด็จการทหารที่ถูกขับออกนอกประเทศหลังการลุกฮือขึ้นต่อต้านใน เหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อปี 1973
คุณสามารถหาดูคลิปวิดีโอของเหตุการณ์ในวันนั้นได้ไม่ยากทางอินเตอร์เน็ต ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการคือ 46 คน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นเป็นที่สงสัยว่าอาจจะมากกว่านั้นกว่า เท่าตัว การประกาศนิรโทษกรรมอย่างทั่วไปทำให้ไม่มีการจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิดมาลงโทษ
บรรยากาศในวันนั้นที่เหล่านักศึกษาถูกยิง ทุบตี กระทืบ ลากไปกับพื้นสนามหลวง และ แขวนคอบนต้นไม้ โดยมีกลุ่มคนโห่ร้องสนับสนุน แม้แต่พาเด็กเล็กมายืนชมอย่างเพลิดเพลิน อันเป็นผลมาจากการปลุกระดมโดยแกนนำฝ่ายขวากล่าวหาว่าเหล่านักศึกษาต้องการ ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ บรรยากาศน่าหวาดหวั่นของช่วงเวลาอำมหิตนั้นได้กลับมาอีกครั้ง
ณ วันนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้กลับมาเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งอีกครั้ง กลุ่มอาจารย์กฎหมาย 7 คนซึ่งเรียกตัวเองว่า “นิติราษฎร์” หรือ “นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” ได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย นอกจากนี้ยังเสนอว่าในอนาคตพระมหากษัตริย์ควรจะต้องสาบานตนว่าจะรักษารัฐ ธรรมนูญก่อนขึ้นรับตำแหน่งเพื่อป้องกันมิให้การรับรองคณะรัฐประหารเกิดขึ้น
ข้อเสนอของนิติราษฎร์นี้นำมาสู่การโต้เถียงอย่างดุเดือด แม้ประเทศไทยจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐ ธรรมนูญภายหลังจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 1932 แล้ว แต่อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งมีพระชนมายุกว่า 84 พรรษานั้น ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจสูงสุดของประเทศ และ อาจเรียกได้ว่าในรัชสมัยของพระองค์ราชวงศ์จักรีรุ่งเรืองเป็นที่สุด
แม้ว่าสถาบันกษัตริย์จะอยู่เหนือการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงการถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯยังเป็นอาวุธทาง การเมืองที่ร้ายแรงของกลุ่มอำนาจต่างๆ รวมทั้งพรรคการเมือง และ กองทัพซึ่งมีรากฐานความจงรักภักดีมิใช่ต่อรัฐบาลพลเรือน แต่เป็นสถาบันกษัตริย์
ในวันที่ 30 มกราคม สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำการห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ให้จัดการ รณรงค์เรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย ด้วยกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายขึ้นถ้ายังให้ดำเนินการต่อ จากวันนั้นภายในธรรมศาสตร์ได้มีการชุมนุมประท้วงเล็กน้อยทั้งจากฝ่ายที่สนับ สนุน และ ต่อต้านนิติราษฎร์ หลายวันถัดมาอธิการบดีจึงต้องยอมถอยครึ่งก้าวโดยกล่าวว่าถ้าเป็นการเสวนาทาง วิชาการสามารถจัดได้
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกผู้ทรงอิทธิพลได้แสดงตัวชัดเจนว่าคัดค้านกลุ่มนิติราษฎร์ โดยเตือนให้รีบยุติการรณรงค์โดยเร็ว ในสัปดาห์นี้ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ. สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ก็ได้ตบเท้าออกมาค้านนิติราษฎร์ด้วยว่า “ทุกกองทัพได้จับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดหวั่นว่าอาจกระทบ ต่อความมั่นคงของชาติ ผมเห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่ว่าการรณรงค์นี้ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไรเลย”
ไม่ชัดเจนว่าเขาได้ใช้หลักการอะไรมาสรุปว่าคน “ส่วนใหญ่” เห็นว่าเป็นการรณรงค์ที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเท่าที่ทราบยังเคยมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหรือประชามติอย่าง แท้จริงในประเด็นนี้
พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “อย่าใช้มาตรา 112 มาทำให้เกิดความวุ่นวาย ผมอยากจะถามว่าท่านรับได้ไหมถ้ามีใครมาด่าว่าผู้ปกครองท่าน”
”ผู้ปกครอง”คือคำที่มีความหมายซ่อนคือกษัตริย์และราชินี
รัฐบาลซึ่งพยายามสุดชีวิตที่จะหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าต่อต้านสถาบันได้แถลงการณ์อย่างเด็ดขาดว่าจะไม่แก้ไขมาตรา 112
อย่างไรก็ตามการรณรงค์ก็ยังดำเนินต่อไป บทความหนึ่งในบางกอกโพสท์ อ้างคำสัมภาษณ์ของ พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้กล่าวว่าคณะกรรมการรณรงค์เพื่อแก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) กำลังจะรวบรวมรายชื่อให้ครบ 10,000 เพื่อยื่นแก้ไขมาตรานี้ โดยปัจจุบันได้มาแล้วหลายพันรายชื่อ
อาจารย์พวงทองยังกล่าวว่าผู้บัญชาการกองทัพบกอาจไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอแก้ไขนี้ให้ดีก่อนวิพากษ์วิจารณ์
“สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่เรื่องใหม่ กลุ่มประชาชนเคยรวบรวมรายชื่อเพื่อเรียกร้องให้แก้กฎหมาย นี่เป็นสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ”
“ท่านมีอำนาจอะไรที่จะมาหยุดพวกเรา? หรือกองทัพคิดว่าหน้าที่หลักของตนคือการก่อการรัฐประหารเพื่อปกป้อง สถาบัน(กษัตริย์)? กองทัพไม่มีความชอบธรรมที่จะก่อการรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว”
นักวิเคราะห์จำนวนมากต่างเห็นว่าบรรยากาศในปัจจุบันชวนให้หวนนึกถึงช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์วิปโยคในเดือนตุลาคมเมื่อ 36 ปีก่อน
“ข้อแตกต่างที่สำคัญอย่างเดียวระหว่างปัจจุบัน กับเหตุการณ์เมื่อปี 1976 ก็คือ การไม่มีสงครามเย็น” คือความเห็นของ ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่รุนแรงที่สุดในโลก ภายใต้กฎหมายนี้ใครก็ตามที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาตรร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และ ผู้สำเร็จราชการ จะมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี การกล่าวว่าผู้อื่นว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสามารถทำโดยใครก็ได้ มีคดีตามมาตรานี้นับร้อยๆคดีนับจากการรัฐประหารเมื่อปี 2006 ซึ่งโค่นล้มทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะมีลักษณะอำนาจนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ก็ยังเป็นที่นิยมอย่างสูง
(เขาถูกศาลตัดสินให้จำคุก 2 ปี พรรคของเขาถูกยุบ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกยึด แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของเขาไม่ให้ขึ้นมาครองอำนาจโดยอาศัยความนิยมของเขา แม้ตัวเขาจะต้องลี้ภัยอยู่ต่างแดนก็ตาม)
ย้อนไปในปี 1976 บทเพลงยอดนิยมเพลงหนึ่งของฝ่ายขวา ที่ร้องเพื่อลดความเป็นคนของนักศึกษาฝ่ายซ้ายก็คือเพลง “หนักแผ่นดิน”
ในปี 2010 ผมมีโอกาสได้ยินเพลงนี้เป็นครั้งแรกในการชุมนุมเล็กๆของกลุ่มคลั่งเจ้าที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในกรุงเทพฯ พวกเขารวมตัวกันเพื่อต่อต้านกลุ่ม “เสื้อแดง” ที่ได้มารวมตัวกันในกรุงเทพเพื่อประท้วงคนชั้นนำ
วันนี้เพลงนี้ถูกร้องอีกครั้งหนึ่งโดยกลุ่มคลั่งเจ้าเพื่อนิยามใครก็ตาม ที่คิดจะแตะเรื่องสถาบันกษัตริย์ การเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 โดยมีเหตุผลที่ว่ามาตรานี้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ส่งผลร้ายต่อชื่อเสียงของสถาบันกษัตริย์เสียมากกว่าผลดี ข้อเรียกร้องนี้กลับไม่ต่างจากการพยายามล้มล้างสถาบันกษัตริย์
ในปี 1976 มีการปลุกระดมอย่างชัดเจนให้ใช้กำลังจัดการกับนักศึกษา ในปัจจุบันการปลุกระดมคล้ายกันกลับมาอีกครั้ง มีผู้ฟังโทรเข้าไปแสดงความคิดเห็นในรายการวิทยุว่าเขาอยากจะ “เอาพวก(นิติราษฎร์)ไปตัดคอให้หมด” ก่อนที่จะยอมรับเมื่อโดนผู้ดำเนินรายการไล่บี้ว่ายังไม่ได้แม้แต่จะอ่านข้อ เสนอให้เข้าใจ
“หลายคนหวังว่าผู้ฟังรายการท่านนั้นเป็นเพียงคนส่วนน้อยมากในสังคมไทยใน ปัจจุบัน แต่จากประวัติศาสตร์ที่เพิ่งผ่านมาดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างนั้น” นี่คือความเห็นของคอลัมนิสต์ที่มีนามปากกาว่าแก้วมาลา
“ความโหดร้ายในปี 1976 เกิดขึ้นจากการกระทำของเพื่อนร่วมชาติ ความเกลียดชังต่อนักศึกษาถูกปลุกเร้าขึ้นโดยอาศัยหลายปัจจัยอันตรายเช่น ความงมงาย ศรัทธาอย่างคนตาบอด ความกลัวที่เกินจริง และข้อมูลเท็จที่ถูกกระพือ”
“กลุ่มเจ็ดอาจารย์กฎหมายนี้กำลังถูกกล่าวหาว่ามีแผนการร้ายที่จะโค่นล้ม สถาบันกษัตริย์บ้าง เป็นทาสทักษิณบ้าง เป็นพวก (เสื้อ) แดง หรือกล่าวหาง่ายๆว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์แอบแฝงอยู่”
Tyrell Haberkorn นักวิจัยจากภาควิชาการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ประชาไทว่า ถ้อยคำที่ใช้กับกลุ่มนักศึกษาในช่วงก่อนการสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม 1976 นั้นเมื่อเทียบกับถ้อยคำที่ใช้กับกลุ่มนิติราษฎร์ในวันนี้ มีท่วงทำนองที่คล้ายกันมาก ต่างก็เหยียดหยามความเป็นคน และ เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงอย่างเปิดเผย
และ “เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะว่าบรรดากลุ่มนิติราษฎร์ควร จะออกไปจากประเทศนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องถามว่านี่เป็นการส่งสัญญาณทางตรงหรือสัญญาณทางอ้อมแบบไหน ไปสู่ประชาชน”
ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์ชาวไทยที่ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเมดิสัน สหรัฐฯ ในอดีตเขาเป็นหนึ่งในนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์ซึ่งในแบบเรียนการศึกษาไทยยังเรียกกว่าเป็น “เหตุการณ์จลาจล” หรือ “เหตุการณ์วุ่นวาย”
ธงชัยได้กล่าวผ่านทางอีเมลล์ว่า “ประเทศไทยไม่เคยเรียนรู้จากความขัดแย้งในอดีต การทำความเข้าใจไม่ใช่วิธีที่ประเทศนี้ทำกับเรื่องในประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์จะถูกกรองให้พูดแต่เฉพาะเรื่องที่สอดคล้องกับอุดมการณ์กระแส หลักเสมอมา เหตุการณ์สังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลา อาจเป็นความแปลกแยกที่เสียงดังกระหึ่มที่สุด เป็นเสียงหลอกหลอนจากในอดีตที่ยังคงโหยหวนตราบเท่าที่ความยุติธรรมจะ บังเกิด”
เมื่อนั่งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันยากที่จะเชื่อว่าประวัติศาสตร์อย่างนั้นจะสามารถซ้ำรอยเกิดขึ้นได้อีก ครั้ง ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงบริบทที่ต่างจากเดิม แต่บางทีอาจจะเป็นอย่างสำนวนที่ว่า “plus ça change, plus c'est la même chose” "ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนเดิมมากเท่านั้น" มันอาจเป็นเพียงลางสังหรณ์ แต่เป็นลางสังหรณ์จากนักวิเคราะห์ผู้ช่ำชอง
คงมีแต่เพียงสายลมที่โบกพัดใต้กิ่งใบแห่งต้นบรมโพธิ์เท่านั้นที่จะรู้คำตอบ
แปลจาก Nirmal Ghosh. Ghosts of a Massacre. ST Blogs, 9/2/55.
เพ็ญ ภัคตะ: หิวประหาร-ประหารหิว
ที่มา ประชาไท
เพ็ญ ภัคตะ
วาเลนไทน์: เซ็กซ์เสรีและการสงวนตัว กับการปะทะทางวัฒนธรรม
ที่มา ประชาไท
ด้วย พระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ ขอความสันติ ความจำเริญแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
14 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ “วันวาเลนไทน์” หรือ “วันแห่งความรัก” วันดังกล่าวได้กลายเป็นวันที่มีความหมายยิ่งใหญ่สำหรับคนหลายๆ คน รวมทั้งวัยรุ่นไทย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ววันวาเลนไทน์มีความผูกพันเกี่ยวข้องกับเรื่องราว วิถีชีวิต หรือประวัติศาสตร์ของคนไทยน้อยมาก
ความเป็นมาเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ก็เป็นเรื่องค่อนข้างจะคลุมเครือ สืบหาหลักฐานที่แน่นอนไม่ได้มากนัก ได้แต่สันนิษฐานกันไป ไม่มีต้นกำเนิดของเรื่องหรือบันทึกที่ชัดเจนในตำรับตำราหรือหนังสือหลักๆ เรื่องราวเท่าที่สันนิษฐานกันพอสรุปได้ดังนี้
วาเลนไทน์ (Valentine) คือวันที่ระลึกถึงนักบุญ เซนต์ วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ความรัก และความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ
ซ้ำร้ายภายใต้การปกครองของกษัตริย์ "คลอดิอุสที่ 2" ยังมีการออกกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนเลิกนับถือศาสนาคริสต์ และห้ามมีแต่งงานของพวกคริสเตียนอีกต่างหาก
ทว่ายังคงมีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ "วาเลนตินัส" หรือที่ได้รับการยกย่องเป็น เซนต์ วาเลนไทน์ ในภายหลัง คอยลักลอบแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษทรมาน แสนสาหัสอยู่ในคุก
ในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในคุก ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 พระองค์จึงสั่งให้ลงโทษ วาเลนตินัส ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ
ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น เขาได้เขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรักของเขา โดยลงท้ายในจดหมายว่า "...จากวาเลนไทน์ของเธอ” หรือ “Love From Your Valentine”
ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่14 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันแห่งความรัก" หรือ Saint Valentine's Day หรือ Valentine's Day และได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา และทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ด้วยพลวัตของโลกท่ามกลางกระแสทุนนิยมเสรีและบริโภคนิยมสุดขั้วที่โหมกระหน่ำ ทำให้สังคมเริ่มฟอนเฟะ นำพาเด็กและเยาวชนก้าวไปสู่พฤติกรรมมั่วเพศ หรือ “เซ็กซ์เสรี” มากขึ้น วันวาเลนไทน์กลายเป็นอีกวันหนึ่งซึ่งเกิดอุบัติการณ์ “เสียตัว” มากกว่าวันปกติ ถึงขนาดมีการพูดเชิงประชดประชันว่าเป็น “วันเสียตัวแห่งชาติ” กันเลยทีเดียว
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข( สธ.) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวว่า “เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สธ.ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจพฤติกรรมเยาวชน อายุ 12-24 ปี ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จากกลุ่มตัวอย่าง 1,014 คน พบว่า เยาวชนไทย เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 14-15 ปี เยาวชนประมาณ 1 ใน 3 ยอมรับว่าเคย "สวิงกิ้ง" หรือเปลี่ยนคู่นอน”
ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ กล่าวว่า คือ ความเสี่ยงที่เด็กจะมีเพศสัมพันธ์ได้ ไม่ใช่แค่วันวาเลนไทน์เท่านั้น
"สถานที่เสี่ยงมีอยู่ทั่วไปและเกิดขึ้นได้ทุกวัน เช่น ตอนกลางวันที่บ้าน พ่อแม่ ไปทำงาน หรือปัจจุบันในต่างจังหวัดจะพบว่ามีธุรกิจที่เปิดเป็นรีสอร์ตขนาดเล็ก ให้เช่าเป็นรายวัน รายชั่วโมง และไม่จำกัดอายุของผู้จะเข้าพักหรือในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็มีห้องพักรายชั่วโมง รายวัน ให้เช่า โดยห้องพักลักษณะนี้จะถูกจับจ้องน้อยกว่า หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับธุรกิจม่านรูดในสมัยก่อน คงต้องขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณทางธุรกิจว่าจะเอาใจใส่เรื่องความเสี่ยงของ เยาวชนหรือไม่ เพราะไม่ได้มีกฎหมายใดๆ ควบคุม"
โปรดดู: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328779544&grpid=00&catid=&subcatid=
ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเพศของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งถือเป็นปัญญาชน และเป็นมันสมองของชาติ พบความจริงที่น่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทย กล่าวคือ ทัศนคติของนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน ต่างถือว่าการมีแฟนเป็นเรื่องสำคัญ การมีคู่ก่อนแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็น ถือเป็นการเพิ่มสีสันให้ชีวิต ทำให้รู้สึกมีคุณค่า เป็นสิ่งที่สังคมต้องการ หากไม่มีคู่หรือแฟนเป็นสิ่งที่น่าอับอาย
นักศึกษาไม่ว่าชายหรือหญิงต่างมีทัศนะว่า ความบริสุทธิ์ทางเพศไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป และหากเกิดพลาดพลั้งตั้งครรภ์ ก็สามารถทำแท้งได้โดยไม่รู้สึกละอาย ส่วนวัยรุ่นหญิงในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่ง งาน ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษามีทัศนะว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องเสียหาย การโอบกอดระหว่างชายหญิงในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ความจริงที่น่าเป็นห่วงอันสืบเนื่อง มาจากการถาโถมของค่านิยมเรื่อง “เซ็กซ์เสรี” ในยุคที่สื่อไร้พรมแดนไม่ได้จำกัดเพียงแค่นั้น เพราะอิทธิพลของมันยังทำให้สังคมมุสลิมที่มีความเป็นชุมชนอนุรักษ์ด้านศาสนา และวัฒนธรรมสูงเริ่มสั่นคลอนไปด้วย
ปัจจุบันเริ่มมีสภาพครอบครัวแตกสลาย การขาดระเบียบทางสังคม ตลอดจนความยุ่งเหยิงทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความจำเป็นอันยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดมาก่อนที่ต้องนำคำ สอนของอิสลามเกี่ยวกับครอบครัวและวัฒนธรรมทางเพศมากล่าวถึง
ก่อนจะมีค่านิยมเรื่อง “เซ็กซ์เสรี” นั้น มีค่านิยมหนึ่งที่แพร่หลายในสังคมมุสลิมคือ “ระบอบแฟน” เยาวชนหลายคนเข้าใจว่า “ระบอบแฟน” นี้เป็นการแสดงสายสัมพันธ์ความรักในวัยหนุ่มสาวโดยไม่มีอะไรเลยเถิด แต่นั่นนับว่าเป็นขั้นตอนที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง
หากเราศึกษารายงานจากหลายๆ แหล่งจะพบว่า เหตุแห่งการเสียตัวในภาวะที่บรรยากาศพาไปมีสูงมาก บางคนอยู่ในภาวะคล้ายๆ ถูกข่มขืนเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังทำให้มีปัญหาท้องก่อนแต่งตามมา โดยเกิดมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นแฟนกันก่อนนั่นเอง นี่เป็นอันตรายที่หลายคนคิดไม่ถึง
และแม้ว่าจะไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น (ท้องก่อนแต่ง) แต่หากว่าทั้งคู่เลิกรากัน (บ่อยครั้งมักจะเป็นเช่นนั้น) คนที่มักจะเสียเปรียบมากคือฝ่ายหญิง เนื่องจากจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ชายที่ดี
อ.บรรจง บินกาซัน นักวิชาการอิสลาม มีทรรศนะว่า อิสลามยอมรับในเรื่องของความรัก เพราะความรักนี้เป็นสัญชาตญาณที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่มนุษย์ และจากความรักนี้เองที่ก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมา เช่น ความรักที่แม่มีต่อลูก ทำให้แม่คอยปกป้องเลี้ยงดูและยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก ความรักชาติก็อาจทำให้คนบางคนยอมพลีชีวิตของตนเพื่อปกป้องมาตุภูมิ ที่สำคัญอิสลามไม่ได้ปฏิเสธความรักระหว่างหนุ่มสาว เพราะมันก่อให้เกิดสถาบันครอบครัว แต่อิสลามปฏิเสธความรักที่เสรีไม่มีขอบเขต
ความรักนั้นต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี เพราะหากความรักเกินขอบเขตแล้ว เช่น ตามใจลูกทุกอย่าง ก็จะทำให้ลูกเสียคน หรือถ้าหากรักชาติมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนคลั่งชาติที่คิดว่าชาติของตนดี กว่าชาติอื่น เป็นต้น ดังนั้นความรักจึงต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี
ความรักฉันหนุ่มสาวก็เช่นกัน หากความรักนั้นเกินพอดี ความรักก็จะทำให้คนตาบอด หรือกลายเป็นโคถึกไป ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้กำหนดขอบเขตว่า หญิงและชายมุสลิมจะต้องแต่งงานก่อนมีเพศสัมพันธ์ (เซ็กซ์) เพราะหากมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน จะนำไปสู่การล่มสลายทางสังคมอย่างแน่นอน
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเป็นสิ่งที่มิอาจปฏิเสธได้ ดังนั้นทางสายกลางคือความสัมพันธ์ชายหญิงต้องผ่านการแต่งงาน
ในหลักศาสนาได้ให้ความสำคัญกับการแต่งงานไว้อย่างมาก บรรดาอัครสาวกแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัดได้เคยถามท่านไว้ความว่า “โอ้ เราะซูลุลลอฮฺ (ศาสนฑูตมุฮัมมัด) การที่คนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเราได้สนองตอบต่ออารมณ์ใคร่ของตัวเขาเอง สำหรับเขาแล้วมีรางวัลด้วยหรือ?”
ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม (ศาสนฑูตมุฮัมมัด) กล่าวตอบว่า “ท่านไม่เห็นดอกหรือว่า หากว่าเขาได้นำอารมณ์ใคร่ไปสู่สิ่งต้องห้าม เขาต้องแบกรับความผิดเนื่องจากมันมิใช่หรือ? ทำนองเดียวกันเมื่อเขานำมันไปสู่สิ่งที่อนุมัติ เขาก็ย่อมได้รับรางวัล” (บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม)
อีกบทหนึ่งบันทึกโดย อิหม่ามอัล บุคอรี เมื่อเศาะฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่งที่พูดคุยกันในเรื่อง “ความดี” ในศาสนา คนหนึ่งกล่าวว่า “สำหรับฉัน ฉันทำละหมาดในเวลากลางคืนเสมอ” อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่ยุ่งกับผู้หญิง ฉันจะไม่แต่งงาน”
ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม (ศาสนฑูตมุฮัมมัดม) กล่าวทักท้วงว่า “ฉันเป็นที่เกรงกลัวอัลลอฮฺที่สุดในหมู่พวกท่าน แต่ฉันก็ถือศีลอดและละศีลอด ฉันละหมาดและฉันก็นอน และฉันก็แต่งงานกับผู้หญิง ใครก็ตามที่รังเกียจวิถีชีวิตของฉัน ก็ไม่ใช่พวกฉัน”
หากมองอย่างผิวจะพบว่าเซ็กซ์เสรีกับการมีเพศสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานน่าจะ ถือ ว่าเป็นการตอบสนองอารมณ์ใคร่ของมนุษย์ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง “ดี” อะไรเลย แต่จากหลักการของศาสนาและจุดยืนของศาสดาพบว่า เพศสัมพันธ์เป็นสิ่งธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ “เซ็กซ์เสรี” เป็นความสัมพันธ์ที่ถูกปฏิเสธจากหลักการศาสนา ขณะที่เพศสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานถือเป็น “ความดี” ด้วยการกำหนดให้การแต่งงานเป็นคุณธรรม
ทำไมเพศสัมพันธ์ต้องผ่านการแต่งงาน? สาเหตุที่อิสลามสนับสนุนการแต่งงานเพราะว่าการแต่งงานเป็นการเริ่มต้นชีวิต ครอบครัวซึ่งเป็น “อิฐก้อนแรก” ของสังคม และอิสลามก็ต้องการที่จะรักษาก้อนอิฐทุกก้อนไว้ไม่ให้แตกสลาย ทั้งนี้เพื่อที่สังคมจะได้ไม่พังทลายลง
ในอิสลาม ชีวิตมิได้จบแค่บนโลกนี้ แต่ความตายเป็นเพียงการเริ่มต้นชีวิตจริงที่ถาวร หัวหน้าครอบครัวนอกจากจะมีหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวแล้ว ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องตัวเองและครอบครัวให้พ้นจากไฟนรก การแต่งงานในทัศนะของอิสลามคือการผูกพันชีวิตชายหญิงคู่หนึ่งเข้าด้วยกัน เหมือนกับการผูกเส้นด้ายสองเส้นเข้าด้วยกัน
ความจริงที่ต้องยอมรับอีกเหตุผลหนึ่งคือ ตราบใดที่ผู้คนในสังคมได้ทำลายกรอบที่ควบคุมดุลยภาพของความสัมพันธ์ระหว่าง เพศทิ้งไป และได้ปล่อยให้สังคมเป็นไปตามอิสระตามแต่อารมณ์ฝ่ายต่ำของมนุษย์จะลากไปแล้ว โอกาสที่คนหนุ่มคนสาวจะตกเป็นเหยื่อจะมีมากกว่าที่จะรอดพ้นมาได้
ตราบใดที่ต้นเหตุของปัญหายังไม่ถูกแก้ไข สังคมของเราก็จะต้องเผชิญกับปัญหาที่ติดตามมาเหมือนลูกโซ่ ตราบใดที่เราไม่เข้าใจแบบแผนของการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงตามแนว ทางสายกลางแน่นอน เราก็ไม่อาจสกัดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาได้
ปัญหาเหล่านี้กำลังลุกลามอย่างรวดเร็วในเมืองใหญ่ๆ และสักวันหนึ่งอาจจะเข้าถึงชนบทไทยอย่างง่ายได้ก็เป็นได้ เพราะความเจริญด้านวัตถุแบบสุดโต่ง จนลืมการพัฒนาด้านจิตใจ คุณค่าด้านจิตวิญญาณ และขาดความเข้าใจของคำว่า “มนุษย์” ซึ่งจะต้องพัฒนาทั้ง 2 ภาคส่วน คือทั้งทางกายและจิตใจควบคู่กันไปอย่างสมดุล หากพัฒนาด้านหนึ่งด้านใดมากกว่า ชีวิตมนุษย์ก็ไม่สมบูรณ์และเสียสมดุล
ปัญหาของวัยรุ่นเกี่ยวกับเรื่องเพศคงจะไม่ถึงขั้นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี้ หากทุกคนอยู่ในกรอบของศาสนา เพราะบทบัญญัติของศาสนาไม่ว่าพุทธหรืออิสลามก็ห้ามในเรื่อง “ผิดประเวณี” การผิดประเวณีเป็นการทำผิดในศีลห้า (ศาสนาพุทธ) และการ "ซีนา" (ผิดประเวณีในอิสลาม) ถือเป็นบาป ใหญ่ และผู้ล่วงละเมิดก็จะถูกลงโทษโดยการถูกโบยถึง 100 ครั้ง และถูกประณามต่อหน้าชุมชนอีกต่างหาก
ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ควรจะรณรงค์คือ คุณค่าของคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ โดยปลูกฝังเป็นรูปธรรมควบคู่กับวิชาการในสถานศึกษาในทุกระดับ ทั้งประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย
สุภาษิตของผู้เฒ่าคนโบราณจะต้องช่วยรณรงค์ให้มากขึ้นในสังคม โดยเฉพาะเรื่องความรักนวลสงวนตัว ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากในโลกปัจจุบันก็ตาม
ขอย้ำเตือนสำหรับสุภาพสตรี อย่าหลงคำหวานของผู้ชายหลอกลวงที่ว่า ถ้าน้องรักพี่จริงก็ต้องยอมนอนกับพี่ในค่ำคืนวันวาเลนไทน์...
รายงานเสวนา สถาบันกษัตริย์ กับสังคมประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
มุมมองจากพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ และสุรพศ ทวีศักดิ์ กรณีสถาบันกษัตริย์กับอุดมการณ์ประชาธิปไตยผ่านการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ กับสมบูรณาญาสิทธิราชย์, ศาสนาพุทธ และ ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านของจักรพรรดิญี่ปุ่น
วันที่ 11 ก.พ. 2555 กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญจัดงานปาฐกถาและเสวนา เพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอนิติราษฎร์ โดย ช่วงแรกเป็นการปาฐกถาเรื่อง “ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง โดย ธงชัย วินิจจะกูล
และช่วงต่อมาคือ สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย โดย เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สุรพศ ทวีศักดิ์-นักปรัชญาชายขอบ และพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: อำนาจเหนือโลก VS อำนาจที่มาจากประชาชน
โดยพิชิตกล่าวเปรียบเทียบตำแหน่งแห่งที่ ของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ว่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จุดศูนย์กลางก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มาสูอำนาจได้โดยอ้างอำนาจเหนือโลก อ้างสิทธิในการปกครองไพร่ฟ้าทั้งหลายโดยอ้างอำนาจเหนือโลกราษฎรจะชอบหรือไม่ นั้นเป็นสิ่งไม่จำเป็น องค์พระหากษัตริย์นั้นสัมบูรณ์ เป็น Absolute Monarchy กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงเป็นต้นกำเนิดของกฎหมาย เป็นจอมทัพ เป็นสิ่งเดียวกับความเป็นชาติหรือรัฐ ราษฎรที่ถูกปกครองเรียกว่า Subject หรือไพร่ มีความสัมพันธ์กันสองทาง คือ ทางหนึ่งพระมหากษัตริย์ผูกพันว่าจะให้แกราษฎรด้วยความเมตตา-Grace ขณะที่ราษฎรก็ต้องตอบแทนด้วย Royalty คือ ความจงรักภักดี
ขณะที่ระบอบประชาธิปไตย เกิดจากความคิดความเชื่อและวัฒนธรรมที่ต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต้นกำเนิดที่มาของอำนาจปกครองมาจากประชาชน และประชาชนคือจุดเริ่มต้น ประชาชนมีสิทธิตามธรรมชาติ แต่เมื่ออยู่ร่วมกันในสังคมก็ต้องมีการจำกัดสิทธิตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญและ มีตัวแทน รวมถึงมีประมุขเพื่อดำเนินการแทนประชาชน เมื่อประชาชนเป็นที่มาของอำนาจ ดังนั้นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงมีความผูกพันตน ปกครองได้โดยความเห็นชอบของประชาชน โดยผ่านรัฐธรรมนูญ รัฐบาลและสถาบันกษัตริย์จึงมีหน้าที่ในการรักษาและจำกัดสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนเฉพาะในกรณีที่มีการละเมิดกัน
ภายใต้ระบอบประชิปไตยประชาชนมีภาระต่อสถาบันกษัตริย์คือความเคารพ เพราะประชาชนและกษัตริย์นั้เนป็นคนเหมือนกันและเท่ากัน ความต่างไม่ได้อยู่ที่เชื้อสาย หรือชาติตระกูล แต่อยู่ที่ความรับผิดชอบเพราะพระมหากษัตริบย์มีความรับผิดชอบมากกว่าประชาชน ทั่วไป
ประชาชนเคารพ แต่ไม่ใช่ Royalty สิ่งที่สถาบันกษัตริย์กระทำเป็นภาระมอบแก่ประชาชนจึงไม่ใช่เปนเรื่องของพระ บรมโพธิสมภาร แต่เป็นเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบที่ประชาชนมอบหมายให้ด้วยความยินยอม
พิชิตกล่าวว่า เมื่อลำดับการสิทธิและการได้มาซึ่งอำนาจตามประบอบประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนอยู่ในลำดับที่มีความสำคัญก่อนผู้ปกครอง และผู้ปกครองต้องผูกพันตนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น สถาบันกษัตริย์จึงต้องอยูใต้รัฐธรรมนูญ
เขากล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยในหลายประเทศจึงต้องมีการปฏิญาณตน เช่น รัฐธรรมนูญเดนมาร์กมาตรา 8 ระบุว่า ผู้จะขึ้นดำรงตำแหน่งกษัตริย์จะต้องปฏิญาณตนเป็นลายลักษณ์อักษี สองฉบับ ฉบับหนึ่งส่งให้ Council of State คือเก็บไว้ที่รัฐสภา และอีกอีกที่คือ Public Record office ซึ่งเป็นสถาบันที่เก็บเอกสารราชการทั้งหมดที่ประชาชนมีสิทธิจะเดินเข้าไปขอ ดูได้
ประเด็นต่อมา เมื่อสถาบันกษัตริย์ผูกพันตนอยูภายใต้รัฐธรรมนูญ การสืบราชบัลลังก์เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาสามารถแก้ไขได้ด้วยเสียงข้างมาก
ประการถัดมา การใช้อำนาจอธิปไตย พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์ แต่ไม่บริหารปกครอง ฉะนั้นในกรณีของการกระทำใดทั้งปวงจึงต้องกำหนดให้มีผู้รับสนองพระบรมราช โองการทุกประการ
และประการสุดท้าย ในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์ดำรงสถานะเป็นประมุขของรัฐ การประพฤติส่วนพระองค์ย่อมถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญและสภาผู้แทนราษฎรเช่น รัฐธรรมนูญสวีเดนกำหนดว่า การปราศรัยในที่สาธาณณะต้องปรึกษาคณะรัฐมนตรี ในบางประเทศกำหนดข้อความละเอียดกว่านั้นอีก เช่น รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก (หมวด5 มาตรา 5) บัญญัติว่า หากพระมหากษัตริย์ไม่ปฏิบติหน้าที่ด้วเยหตใดต่อนเอง 6 เดือน ให้รัฐสภาประชุมกันเพื่อพิจารณาว่าจะให้ทรงสละราชย์หรือไม่
สุดท้าย พิชิตกล่าวว่า รัฐธรรมนูญในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยของไทยนั้นเคยมี โดยเฮพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มีการบัญญัติเป็นไปตามหลักการที่ได้กล่าวมานี้ เช่น การสืบราชสมบัติให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาบลและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทน ราษฎร ไม่มีการกำหนดองคมนตรี เพราะในระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์มีที่ปรึกษาอยู่แล้วคือคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
สุรพศ ทวีศักดิ์: จะเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นธรรมราชา ก็ต้องไปให้สุดทาง
สุรพศ ทวีศักดิ์ กล่าวว่า รธน. มาตรา 9 กำหนดว่าพระมหากษัตริยผ์ทรงเป็นพุทธมามกะ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการคำนึงมิติทางประวัติศาสตร์ที่ศาสนาพุทธกับสถาบัน กษัตริย์พึ่งพากันมาตลอด อุดมการณ์สถาบันกษัตริย์จึงต้องเป็นอุดมกาณ์ธรรมราชา คือทศพิธราชธรรม แต่ทพิธราชธรรมแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ธรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ของ สถาบันกษัตริย์ แต่เป็นเครื่องมือปกป้องราษฎร
ขณะที่มาตรา 9 บอกว่ากษัตริย์ต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องมีทศพิธราชธรรม ต้องตรวจสอบได้ แม้แต่นักวิชาการฝ่ายกษัตริย์นิยมยังบอกว่าหมายถึงหลักธรรมภิบาล อย่างไรก็ตาม มาตรา 8 รัฐธรรมนูญไทยกำหนดว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่นฐานะละเมิดมิได้ เป็นมาตราที่สะท้อนอุดมการณ์สมมติเทพ ซึ่ง ไม่มีในคำสอนของรพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม แต่ได้รับอิทธิพลจากเขมรมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะหลักธรรมนะพุทธศาสนาต้องพิสูจน์ด้วยนหลักกาลามสูตรทั้งหมด ใจความของกาลามสูตรสรุปสั้นๆ คือเราจะยอมรับอะไรว่ามันจริงก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่าสิ่งนั้นจริง
สำหรับมาตรา 112 ก็คือเครื่องมือปกป้องอุดมการณ์สมมติเทพ มาตรา 8, 9 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทำให้อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์นั้นขัดแย้งกัน คือเป็นอุดมการณ์ธรรมราชาภายใต้สมมติเทพ ทำให้ความหมายของธรรมราชาเบี่ยงเบนไป
เช่น อวิโรธนะ คือหลักคุณธรรมที่ว่าพระราชามีความยุติธรรม แต่เมื่ออากฎหมายมาตรา 112 มาใช้ภายใต้อุดมกาณ์แบสมมติเทพ ก็ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น
หลัก อโกธะ คือ พระราชาย่อมไม่โกรธ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ว่า พระราชาโกรธหรือไม่โกรธ เพราะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แม้แต่ตั้งคำถามยังทำไม่ได้ นี่คือตัวอย่างของการใช้กฎหมายกับอุดมการณ์ที่ขัดแย้งสับสนไปหมด และหลักทศพิธราชธรรมนั้นเสียไป นอกจากนี้ หลักทศพิธราชธรรมยังมีเรื่องการุณยธรรม คือการเคารพ การไม่เบียดเบียน แต่ภายใต้มาตรา 112 ไม่เป็นเช่นนั้น
สุรพศกล่าวว่า หนทางแก้ไขก็คือ ต้องไปให้สุดทางทั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยและอุดมการณ์ธรรมราชา
“มาตรา 8 เราต้องตีความให้ถูกอย่างที่อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์กล่าวคือต้องตีความตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยว่าสถาบันกษํติย์อยู่ เหนือการเมือง พ้นไปจากการเมือง เมื่อไม่เกี่ยวข้องกับควาเมป็นฝักฝ่ายทางการเมือง เช่นนั้นแล้วสถาบันกษัตริย์ก็อยู่ในรฐานะที่เคารพสักการะ ไม่มีใครไปวิพากษ์วิจารณ์ไปล่วงละเมิดอะไรทั้งสิ้น ถ้าไม่มีการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ปัจจุบันเราไปตีความแบบสมมติเทพ แตะต้องไม่ได้ ...ไปให้สุดคือตีความว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงๆ”
แต่การไปให้สุดทางอุดมการณ์ธรรมราชา คือการมีทศพิธราชธรรม ต้องวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ พระมหากษัตริย์เป็นสมมติราช ไม่ใช่สมมติเทพ คือ เป็นคนธรรมดาที่ราษฎรสมมติขึ้นมาให้ปกครอง และมีความรับผิดชอบมีทศพิธราชธรรม คือเป็นจรรยาบรรณของกษัตริย์ เมหือนจรรยาบรรณแพทย์ ครู
เวียงรัฐ เนติโพธิ์: จักรพรรดิญี่ปุ่นสมัยใหม่ เปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิ์มาสู่ประชาธิปไตยด้วยระเบิดปรมาณู
ตามความเชื่อของญี่ปุ่น เชื่อว่า จักรพรรดิองค์ปัจจุบันสืบเชื้อสายลูกรพะอาทิตย์มาโดยไม่ขาดตอน โดยความเชื่อดังกล่าวนั้นถือกำเนิดมายาวนานกว่า 660 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิคงทนถาวรอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของสังคม และมีบทบาทจำกัดมาก อยู่ในฐานะเทพเจ้า แต่มีบทบาทสำคญในการเปลี่ยนสังคมญี่ปุ่นเข้าสังคมสมัยใหม่
ทั้งนี้แต่โบราณกาล จักรพรรดิมีความเป็นเทพโดยตัวเอง ใม่ใช่สมมติเทพ คือไม่มีอำนาจทางการเมือง แต่เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่น่าสนใจของระบอบของญี่ปุ่น คือ ถ้าไปพระราชวังจะมีอาคารชั้นเดียว มีก้อนหินล้อมรอบ แต่ถ้าไปปราสาทโชกุน จะยิ่งใหญ่กว่ามาก ฉะนั้นอำนาจจึงอยู่ที่โชกุนและกองทัพ การสืบเนื่องของราชวงศ์ จึงไม่มีใครสนใจไปรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงกันเพราะไม่ใช่ตำแหน่งที่มีอำนาจ ทางการเมือง แต่มีสถานะเป็นเทพโดยตัวเอง
ต่อมาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมัยเมจิ พยายามทำให้อำนาจอยู่ที่จักรพรรดิพระองค์เดียว สมัยเมจิมีสิ่งประดิษฐ์อันหนึ่งที่สมบูรณาญาสิทธิราชไทยไม่มี คือรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1868 ซึ่งเป็นการบัญญัติรัฐธรรมนูญในเวลาใกล้เคียงกับประเทศตะวันตก ในรัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจปกครองแก่กษัตริย์ไว้สูงสุด ละเมิดไม่ได้ ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของจักรพรรดิ และนำพาประเทศญี่ปึ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นการผนวกรวมระหว่างความเชื่อเรื่องจักรพรรดิคือเทพเจ้าและอำนาจทหาร
แต่นักวิชาการก็วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนผ่านช่วงสงครามโลก ไม่ได้รวมศูนย์อำนาจที่จักรพรรดิเท่านั้น แต่มีกลุ่มอำนาจอื่นด้วย คือการรวมตัวเป็นรัฐสภา แต่เป็นรัฐสภาที่มีการเลือกตั้งมีพรรคการเมือง มีกลุ่มที่เข้ามาแข่ง เช่น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพราะข้าราชการเหล่านั้นไมได้เป็นลูกหลานจักรพรรดิ แต่เป็นชนชั้นนำที่เข้ามาแข่งขันกับจักรพรรดิ นั่นคือ แม้จะมีการรวมศูนย์อำนาจแต่ก็มีอำนาจอื่นๆ เข้ามาแทรกแซงด้วย
การเปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตยนั้น สิ่งที่ทำให้จักรพรรดิยินยอมพร้อมใจคืนอำนาจสูประชาชนคือระเบิดปรมาณู ทำให้สังคมญี่ปุ่นทั้งสังคมได้หันกลับมาตรวจสอบระบอบที่นำพาประเทศไปสู่ภาวะ อับจน และมีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีเป็นอาชญากรสงคราม แต่ขณะเดียวกัน อำนาจจากภายนอกคืออเมริกาก็ต้องการผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ด้วยดี เป็นที่มาของพระราชดำรัสของจักรพรรดิญี่ปุ่นต่อจักรพรรดินายพลแมคอาเธอร์ ณ สถานทูตสหรัฐประจำญี่ปุ่นในเวลานั้น ว่าพระองค์มอบอำนาจให้กับแมคอาเธอร์แต่เพียงผู้เดียวเหมือนที่เคยให้ความชอบ ธรรมแก่โชกุนทุกยุคสมัยมาแล้ว
และในวันที่ 1 ม.ค. ค.ศ.1946 จักรพรรดิทรงประกาศว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิกับประชาชนอยู่ที่ความรักไม่ใช่ตำนานหรือ มายาคติ ไม่ควรอยู่บนความเชื่อผิดๆ ว่าจักรพรรดิคือสิ่งศักดิ์สิทธิ และไม่ควรเชื่อว่าเราเป็นเลิศเหนือดินแดนอื่นๆ ที่เราจะต้องไปครอบครอง นอกจากนี้รัฐบาลญี่ปุ่นยังประกาศให้เลิกสนับสนุนลัทธิชินโตที่ทำให้เชื่อว่า ตายแทนจักรภรรดิได้ และเปลี่ยนเนื้อหาแบบเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมต้น
สำหรับรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นนั้นนอกจากจำกัดอำนาจทางทหารหลังสงครามโลก ยังจำกัดสถานะของจักรพรรดิให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติ มีหน้าที่ทำพิธีกรรมแห่งชาติและต้องได้รับความเห็นของคนในชาติ การสืบสันตติวงศ์ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
จักรพรรดิปรับตัวกลับมาสู่สังคมสมัยใหม่ได้ เพราะความสืบเนื่องของราชวงศ์ประการหนึ่ง อีกประการคือ จักรพรรดิก็ไม่ได้แอคทีฟมากนัก ไม่ปรากฏตัวแก่สาธารณะมาก จึงไม่เกิดความสงสัยนินทาในหมู่ประชาชนมากนัก ปัจจุบันจักรพรรดิจึงเป็นสัญลักษณ์ของเอกราชของชาติด้วย ซึ่งเป็นเอกราชที่ต่างจากไทยที่เหมือนเป็นสิ่งประดิษฐ์เรื่องเอกราชของชาติ เพราะเอกราชของชาติคือ Independence น่าจะเริ่มจากรัฐสมัยใหม่
โดยสรุป ญี่ปุ่นมีสถานภาพเป็นเทพเจ้าก่อนเข้าสู่สมัยใหม่ ไม่มีอำนาจทางโลก ไม่เกี่ยวข้องกับทางโลก มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตยได้เพราะเข้าไปสู่ความเป็นเทพเจ้าเหมือน เดิม
แน่นอนว่าประชาชนญี่ปุ่นไม่ได้เห็นด้วยกันทั้งหมด ยังมีคนที่จงรักภักดีสูงมาก มีคนที่สะสมรูปจักพรรดิ แต่เขาสามารถอยู่ได้ร่วมกัน มีการรณรงค์ให้เอาระบอบจักรพรรดิกลับมา แต่คนจำนวนมากก็ต้องการอยู่กับจักรพรรดิภายใต้รธน.แบบนี้ คือเป็นเทพเจ้าที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจทางการเมืองใดๆ
นปช.ลำพูนยืนยันแก้ รธน.ไม่แตะ ม.112
ที่มา ประชาไท

