WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 14, 2012

คุยกับหมอนิรันดร์ เมื่อ ม. 112 ถึงมืออนุกรรมการสิทธิ์

ที่มา ประชาไท

ประชาไทสัมภาษณ์ น.พ.นิรัดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ถึงการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการร้องเรียนว่าการบังคับใช้ประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ทั้งนี้ประชาไทพูดคุยเฉพาะหลักการทำงานของ “อนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” ในส่วนที่เปิดเผยต่อสาธารณะได้ เนื่องจากทุกกรณีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและบางกรณีอยู่ ระหว่างการประสานงานของอนุกรรมการฯ เพื่อขอข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง





ช่วงนี้มีการตรวจสอบการใช้มาตรา 112 ไป 2-3 กรณี มีข้อสังเกตอย่างไรเกี่ยวกับการใช้มาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อนุกรรมการที่รับผิดชอบการศึกษาการร้องเรียนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็คืออนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ เราเองได้รับเรื่องร้องเรียนในกรณีของการละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ เมืองด้วยการบังคับใช้มาตรา 112 เท่าที่จำได้มี 3 กรณีแรกคือคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุขที่ทำวารสาร เรดพาวเวอร์ กรณีที่สองคือ อ.สมศักดิ์ เจียมธรสกุล จากการเขียนยทความในเว็บไซต์ และกรณีที่ 3 ก็คือกรณีของอาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ ก็ถือเป็นอำนาจหน้าที่ที่เราต้องไปตรวจสอบตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

การละเมิดนั้นเป็นการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สถาบันแต่อย่างไร เราถือเป็นหน้าที่ของอนุกรรมการฯ ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เราไม่มีการตั้งธงว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขหรือจะยกเลิก

ประการที่สองต้องยอมรับว่าการบังคับใช้มาตรา 112 ได้ปรากฏต่อเวทีโลกในการประชุมที่เจนีวา ขององค์การสหประชาชาติในกิจกรรมที่เรียกว่าการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และมีการตั้งประเด็นเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 ร่วมกับการใช้พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่ามีสถิติการบังคับใช้กฎหมายทั้งสองมาตราทำให้คนถูกละเมิดด้วยการบังคับใช้ กฎหมายทั้งสองมาตราค่อนข้างเยอะในสองสามปีที่ผ่านมา

ขณะนั้นตัวแทนไทย ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ท่านเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนอยู่ด้วย ก็เป็นเวทีที่รัฐบาลไทยต้องตอบทั้งในส่วนของการบังคับใช้มาตรา 112 และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และหลังจากนั้นต้องมีการติดตามว่าผลที่เราได้ชี้แจงไว้เมื่อเดือนตุลาคมปี ที่แล้ว เราต้องชี้แจงเขาต่อในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ว่าสิ่งเหล่านี้มีข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างไรบ้าง นี่คือการทำงานระดับชาติที่เชื่อมโยงกับระดับโลกด้วย ซึ่งกรรมการสิทธินั้นทำงานนี้โดยมีอำนาจหน้าที่ต่อกรณีดังกล่าว 3 ประการคือ

หนึ่ง อำนาจหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่ามีสิ่งที่กิดขึ้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนจริงหรือไม่

สอง การมองเรื่องนโยบายของการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไรและ จะให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร

ประการที่สามคือ หน้าที่ในการประสานหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการบังคับใช้กฎ หมายทั้งวสองส่วน ทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่าการบังคับใช้กฎหมายนั้นมีสิ่งที่ต้องได้รับการทบทวนหรือปฏิบัติให้สอด คล้องกับหลักการสิทธิมนุษชนสากลอย่างไรบ้างเพราะประเทศไทยนั้นได้ลงนาม ผูกพันตนตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง นี่คือพันธะผูกพันที่ต่อเนื่องมาถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและต่อ เนื่องมาถึงอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิมทางการเมือง ที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

คนที่คิดว่าตนเองได้ผลกระทบจากการบังคับช้มาตรา 112 ต้องร้องเข้ามายัง กสม. เพราะกสม. ไม่มีอำนาจลงไปตรวจสอบเองใช่ไหม

ไม่ใช่ทั้งหมด ก็มีทั้งสองส่วนคือ อาจจะมีผู้ร้องมาก็ได้ ส่วนที่สองถ้าไม่มีผู้ร้องแต่เราพบว่ามีการละเมิดเราอาจจะเป็นผู้ลงมือไปสอบ แต่ความเซนซิทีฟต่างกันคือบางกรณีที่ผู้ถูกละเมิดเขาไม่ร้องมาแล้วลงไปตรวจ สอบ บางครั้งต้องยอมรับว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของความรุนแรงใน พื้นที่ คนที่เขาร้องมาเขาไม่อยากเปิดเผยชื่อเพราะอาจจะกระทบต่อชีวิต สวัสดิภาพความปลอดภัย ความเป็นอยู่ บางคนก็ไม่กล้าร้องมา หรือร้องมาแต่ไม่อยากปรากฏชื่อ ฉะนั้นก็ต้องมองทั้งกระบวนการ คือไม่จำเป็นต้องมีคนร้อง แต่การมีคนร้องเข้ามานั้นก็หมายความว่าเราสามารถที่จะหาข้อมูลหรือผู้มีส่วน ได้เสียมาซักถามได้ แต่ถ้าไม่มีคนร้องเราอาจจะต้องไปดูตามความเหมาะสมกับพื้นที่ด้วย คือการตรวจสอบเราไม่ควรจะไปกระทบต่อผู้ถูกละเมิดจากอำนาจและอิทธิพล เป็นสิ่งที่เราต้องคิดเผื่อคนที่ถูกละเมิดด้วย

เรื่องการบังคับใช้ 112 มีปัญหาเช่นนี้ไหม เรื่องการเกรงกลัวอิทธิพล หรือกระแสสังคมที่มีลักษณะที่ชี้ผิดชี้ถูกต่อคนที่ถูกฟ้องร้อง มีผลกระทบต่อการทำงานบ้างไหม

เท่าที่ทำมา ผมยังไม่เคยเจอนะครับ เพียงแต่ว่าในประเด็น 112 เราพบสภาพสังคมไทยขณะนี้มีปัญหา คือสภาพสังคมที่มีความคิดเห็นต่างๆ กันทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยผมถือว่เปนเรื่องปกติ แต่ที่เป็นเรื่องไม่ปกติและที่เรากังวลคือการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทำให้ เกิดความเป็นฝักฝ่ายเป็นพวกกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นคือการเผชิญหน้ากัน การกล่าวหากัน เช่น กรณีของคนที่แตะ 112 กลายเป็นผู้ที่ต้องการล้มสถาบัน นั่นคือการกล่าวหากันและสรุปเลย นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยสบายใจและไม่อยากให้สังคมไทยถลำลึกและไปสู่ความขัด แย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง

เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาต่อความเห็นที่แตกต่างกันซึ่งเป็นเรื่องปกติใน สังคมในระบอบประชาธิปไตยก็ควรเป็นการแก้ไขแบบอารยะ คือการไม่ให้คนตีกัน ไม่ให้คนทะเลาะกัน ก็คือต้องรับฟังความคิดเห็น แล้วเมื่อฟังแล้ว ก็ต้องมาดูว่าความเห็นใดอันไหนเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม และสำคัญที่สุดคือว่าความเห็นที่ต่างนั้น อะไรที่จะทำไปสู่การแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซาก

ผมคิดว่า ‘อะไร’ มันสำคัญกว่า ‘อย่างไร’ ถ้าเรามัวแต่ถามว่าทำไมถึงออกมาแสดงความเห็น เราต้องยอมรับกติกาก่อนว่าในสังคมประชาธิปไตย ใครที่ออกมาแสดงความคิดเห็นอบ่างตรงไปตรงมา ตามหลักวิชาการ ไม่เข้าข่ายเรื่องการดูถูกละเมิดคนอื่น ผมคิดว่าเราต้องฟัง แต่เอาความคิดต่างตรงนั้นมาคิดว่าแล้วอะไรทำให้เกิดความเห็นต่างเหล่านั้น แล้วความเห็นต่างเหล่านั้นจริงๆ แล้วมีข้อสรุปในการเอามาทบทวนแก้ไขไม่ให้มีการละเมิด ไม่ให้มีการกระทำผิดขึ้นอีกได้ไหม หรือจริงๆ แล้วไม่มีมูลเลย เราก็จะได้รู้กัน

เราต้องยอมรับความเป็นเหตุเป็นผล องค์ความรู้ในการตัดสินปัญหา ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกหรือความเห็น

กรณีที่มีการร้องเรียน ล่าสุดคือกรณีของสุรพศ ทวีศักดิ์ ที่ถูกบุคคลหนึ่งร้องทุกข์กล่าวโทษ และพบว่าบุคคลนั้นได้ฟ้องร้องลักษณะเดียวกันหลายคดี ทางอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตอย่างไรต่อการใช้กฎหมายลักษณะนี้

ผมคิดว่าเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่มีผู้ไปร้องเรียนและแจ้งความต่อสถานี ตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด แจ้งความเอาผิดกับอาจารย์สุรพศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในหลายๆ กรณี ซึ่งอาจารย์สุรพศอาจจะเป็นกรณีที่พิเศษขึ้นมาหน่อยหนึ่งคือเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัย สิ่งที่อาจารย์เน้นและร้องมาก็คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงควาเมห็นทางวิชาการ ซึ่งไม่ใช่ว่าอาจารย์เพิ่งจะมาแสดงความเห็นตอนนี้แต่เป็นมาตลอดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนเห็นต่างและมองว่าสิ่งที่อาจารย์นำเสนอไปขัดกับ มาตรา 112 แล้วเผอิญการใช้กฎหมายในมาตรา 112 นั้น ใครก็ไปแจ้งความได้ ตรงนี้เราต้องไปศึกษาดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงอย่างไรบ้างแล้วข้อ เท็จจริงในการบังคับใช้กฎหมายนี้ในกรณีอาจารย์สุรพศ เมื่อมาซักถามต่างๆ แล้วพบว่า ที่ร้อยเอ็ดมีสถิติการร้องเรียนมาตรา 112 ที่ค่อนข้างสูงพอสมควร จึงต้องมาดูว่าการกล่าวหากันด้วยมาตรา 112 มีข้อเท็จจริงในมุมมองของผู้ร้องและผู้ถูกร้องอย่างไรบ้างซึ่งสังคมควรจะได้ มารับรู้ข้อมูลตรงนี้มากกว่าจะมาบอกว่าคนที่ต้องการแก้ไขมาตรา 112 เป็นคนที่ต้องการจะล้มสถาบัน หรืออีกคนหนึ่งรักสถาบัน นั่เนป็นแค่การมองที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุต้องมาดูก่อนว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไรบ้าง

วันนี้ที่ทางอนุกรรมการฯ จะไปเยี่ยมปณิธาน พฤกษาเกษมสุขซึ่งพ่อของเขาถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 112 และร้องขอสิทธิประกันตัวมาเจ็ดครั้งแล้ว กรรมการสิทธิ์มีแนวทางการดำเนินงานอย่างไรต่อกรณีนี้

กรณีคุณสมยศนั้นเป็นกรณีแรกๆ ที่เรารับเข้ามาตรวจสอบ และผมก็ได้ไปเยี่ยมที่เรือนจำ ครั้งสุดท้ายก็คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และทราบว่าเขามีปัญหาสุขภาพด้วยจึงไปตรวจเยี่ยมพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ถูกคดีข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ผมคิดว่ากรณีลูกชายคุณสมยศออกมาแสดงการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการอด ข่าวเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่เขาทำได้ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการสิทธิซึ่งผมเองให้ความสนใจและไม่ได้มองว่าเราทำ หน้าที่แค่ตรวจสอบเพื่อเอาข้อมูลแต่เรามีหน้าที่ต้องติดตามดูว่าคุณสมยศเขา ได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ต้องหาที่มีสิทธิในการได้รับการประกันตัว สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอะไรบ้าง

การที่ลูกชายคุณสมยศออกมาอดข้าวเพื่อให้เห็นสิทธิการประกันตัว ก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องไปฟังเหตุผลจากลูกชายคุณสมยศ และส่วนที่สองคือในฐานะที่เป็นหมอ เห็นคนทำอะไรที่มีโอกาสเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ ผมก็ถือโอกาสไปช่วยูและแนะนำไม่ให้เขาเปนอันตรายจากการเคลื่อนไหวแบบนี้

มาตรา 112 นั้นปฏิเสธได้ยากว่าเกี่ยวพันกับความขัดแย้งในสังคมไทยมายาวนานพอสมควร ขณะที่กรรมการสิทธิ์เองก็ถูกคาดหวังในสองส่วนคือ คาดหวังเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน และคาดหวังความเป็นกลาง กรรมการสิทธิ์พบขอจำกัดอะไรในการทำงานหรือไม่

เป็นเรื่องของอนุฯ ชุดผมที่รับงานมารับผิดชอบ คือผมคิดว่าความเห็นต่าง ในสังคมประบอบประชาธิปไตยเราต้องรู้ว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เรามีวิธีจัดการความเห็นต่างที่เป็นเรื่องของความขัดแย้งอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าสังคมไทยขณะนี้ต้องยอมรับว่าเราต้องตรงเข้าไปที่ปัญหาเพื่อแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งเพื่อหามุมมองให้ถูกต้อง แต่ถ้าเราปล่อยไว้มันก็เหมือนเป็นฝีที่เป็นหนอง สักวันหนองมันก็ต้องระเบิดออกมา เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าเรายอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วหาว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร จากอะไรนั้นเราก็ค้นคว้าหาข้อมูลแล้วเอามาดำเนินการตามวิถีทางในระบอบ ประชาธิปไตย เช่น ขณะนี้ มีความเห็นของนิติราษฎร์ออกมาเป็นความเห็นทางวิชาการ ผมก็ไม่ได้จะบอกว่าผมเห็นด้วย แต่ความคิดเห็นของผมเป็นอย่างไรนั้น ผมก็มีหน้าที่ต้องตรวจหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกันมีคณะกรรมการออกมารณรงค์มาตรา 112 เขาก็ทำหน้าที่ในฐานะภาคประชาสังคมในการเคลื่อนไหวถ้าเขาคิดว่ากฎหมายนี้มี ปัญหา ก็เป็นเรื่องของสิทธิของประชาชนเที่เขาจะทำได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบนั่นหมายความว่าถ้าเขาเสนอต่อสภาแล้วสภาบอกไม่รับ รัฐบาลบอกว่าไม่เสนอกฎหมายนี้เรื่องก็จบ แต่มันก็ทำให้เห็นความงดงามของตัวอย่างในสังคมว่าการแสดงความคิดเห็นต่างๆ มันเกิดขึ้นได้ ถ้าอยู่ในประเด็นที่ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและไม่เป็นการทำลายประโยชน์ สาธารณะ ก็เป็นไปตามครรลองคือระบบรัฐสภาและรัฐบาลที่มารับผิดชอบ ถ้าทำได้ เราก็เป็นตัวอย่างการจัดการความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในสังคม ถ้าสังคมเอากรณีนี้เป็นตัวอย่างได้ สังคมไทยก็จะมีบทเรียนของการจัดการความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในสังคม สังคมไทยจะได้มีบทเรียนและมีแนวคิดในการทำงานว่าความเห็นต่างขัดแย้งกันนั้น สังคมไทยจัดการได้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวหา หรือเผชิญหน้ากัน ไม่จำเป็นต้องเป็นความรุนแรงลุกลามจนเกิดการกระทบกระทั่งกัน

คุยกับหมอนิรันดร์ เมื่อ ม. 112 ถึงมืออนุกรรมการสิทธิ์

ไท พฤกษาเกษมสุข อดข้าวเข้าสู่วันที่ 3 คนยังแห่ให้กำลังใจ หมอแนะพัก-กำหนดเวลาเยี่ยม

ที่มา ประชาไท

ปณิธาน (ไท) พฤกษาเกษมสุข อดข้าวหน้าศาลอาญาเป็นวันที่ 3 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขผู้เป็นพ่อ ซึ่งถูกฟ้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการเป็นบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ และยังไม่ได้รับการประกันตัว หลังจากได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปทั้งสิ้น 6 ครั้ง รวมระยะเวลาถูกขังระหว่างพิจารณาคดีกว่า 10 เดือนแล้ว

โดยวันนี้ (13 ก.พ. 2555) น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมระบุว่า การที่ลูกชายนายสมยศออกมาอดข้าวเพื่อเรียกร้องให้เห็นสิทธิการประกันตัว ก็เป็นหน้าที่จะต้องมาฟังข้อเท็จจริง และส่วนที่สองคือในฐานะที่เป็นหมอ เห็นคนทำอะไรที่มีโอกาสเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ ก็ถือโอกาสไปช่วยดูและแนะนำไม่ให้เขาเป็นอันตรายจากการเคลื่อนไหวแบบนี้

โดย น.พ.นิรันดร์ด้วยกล่าวว่า การออกมาแสดงการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการอดข่าวเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่เขาทำได้

“ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการสิทธิฯ ซึ่งผมเองให้ความสนใจและไม่ได้มองว่าเราทำหน้าที่แค่ตรวจสอบเพื่อเอาข้อมูล แต่เรามีหน้าที่ต้องติดตามดูว่าคุณสมยศเขาได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ต้องหา ที่มีสิทธิในการได้รับการประกันตัว สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างไรบ้าง”

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ามาเยี่ยมนายปณิธานและทักทายกับบรรดาผู้ที่เดินทางมาให้กำลังใจ จากนั้นลักขณา ปันวิชัย หรือคำ ผกา นักเขียนชื่อดังและวันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางมาเช่นกัน โดยทั้งสองร่วมลงชื่อและเขียนข้อความให้กำลังใจแก่นายปณิธาน และพูดคุยด้วยเป็นเวลาสั้นๆ

สำหรับนายปณิธานวันนี้มีท่าทีเหนื่อยล้าแต่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีผู้เดินทางมาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม วันนี้มีการปิดป้ายประกาศคำแนะนำจากแพทย์กำหนดเวลาเยี่ยมนายปณิธาน เหลือเพียง 2 ช่วง คือ เวลา 10.00-13.00น. และ 17.00-21.00น. เนื่องจากต้องการให้นายปณิธานได้พักผ่อนให้มากขึ้น

อนึ่ง ปณิธานประกาศอดข้าวเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้กับพ่อของเขาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 112 ชั่วโมง หรือ 4 วันกับอีก 16 ชั่วโมง

เลื่อนสืบพยานคดี "สมยศ" ไป 18 เม.ย. หลังเดินทางถึงสงขลา

ที่มา ประชาไท

หลังนำตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ ไปสงขลา เพื่อสืบพยาน ปรากฏว่าพยานไม่มาศาล เพราะพักอยู่ที่ปทุมธานี สะดวกให้ปากคำที่กทม. ทนายเชื่อเป็นการกลั่นแกล้ง เตรียมอุทธรณ์ประกันตัวสมยศต่อ หลังถูกยกคำร้องเป็นครั้งที่ 6

(13 ก.พ. 55) ตามที่มีกำหนดสืบพยานที่ศาลจังหวัดสงขลา ในคดีที่สมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณและเรด พาวเวอร์ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการเป็นบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ โดยก่อนหน้านี้ สมยศถูกส่งตัวไปเรือนจำจังหวัดต่างๆ ได้แก่ สระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ เพื่อสืบพยานโจทก์ และถูกส่งตัวมาที่เรือนจำ จ.สงขลาเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา

สุวิทย์ ทองนวล ทนายความของสมยศ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีการสืบพยานในวันนี้ เนื่องจากเมื่อไปถึงศาล ปรากฏว่าพยานไม่มา และเมื่ออัยการ จ.สงขลา ติดต่อไปยังพยาน ได้คำตอบว่า พยานพักอยู่ที่ปทุมธานี สะดวกให้ปากคำที่กรุงเทพฯ ศาลจังหวัดสงขลาจึงส่งประเด็นกลับมาที่ศาลอาญา กรุงเทพฯ โดยจะมีการสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 18 เม.ย. ที่ศาลอาญารัชดา กรุงเทพฯ

ทนายของสมยศให้ความเห็นว่า เหตุการณ์แบบนี้เหมือนเป็นการกลั่นแกล้งกัน เพราะพยานแต่ละปากนั้นพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่กลับมีการเรียกสืบพยานที่ภูมิลำเนาของพยาน ซึ่งที่ผ่านมา ตนเองก็แถลงคัดค้านการสืบพยานในลักษณะนี้ทุกครั้ง เนื่องจากทราบว่าพยานทุกปากอยู่ที่กรุงเทพฯ ทั้งยังยินดีออกค่าใช้จ่ายให้กับพยานปากต่อไป ให้สามารถเดินทางมาเบิกความที่ศาลในกรุงเทพฯ ได้ ทั้งนี้ เพราะการเดินทางแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบาก สมยศซึ่งมีปัญหาสุขภาพจะต้องนั่งที่หลังรถกระบะ มีโซ่ตรวน และเจอกับสภาพอากาศร้อน อย่างที่เดินทางมาสงขลา ใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมง

สุวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้เขาได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลขอให้รีบออกหมายส่งตัวสมยศกลับไปที่ กรุงเทพฯ เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ อาจมีการตั้งข้อรังเกียจ รวมถึงอาจมีความขัดแย้งเรื่องสีทางการเมือง หากอยู่นานเกรงจะเป็นอันตราย ซึ่งศาลก็ได้ออกคำสั่งให้นำตัวสมยศกลับกรุงเทพฯ โดยเร็ว คาดว่าน่าจะใช้เวลา 1-2 วัน

ส่วนการยื่นประกันตัวนั้น สุวิทย์ระบุว่า หลังจากยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งที่ 6 แล้ว ศาลได้ยกคำร้องด้วยเหตุผลเดิมคือ ไม่มีเหตุกลับคำสั่งเดิม ดังนั้น เขาจึงจะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 16 ก.พ. นี้ซึ่งเป็นวันที่ปณิธาน บุตรชายของสมยศจะอดอาหารครบ 112 ชั่วโมง

สำหรับบรรยากาศในเรือนจำขณะนี้ แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่าผู้ต้องหาคดี 112 หลายรายได้รับการติดต่อจากพนักงานอัยการให้รับสารภาพ ส่งผลให้มีบางรายที่รับสารภาพแล้ว เช่น กรณีสุรชัย แซ่ด่าน และมีหลายคนเกรงว่าหากไม่รับสารภาพแล้วจะได้รับโทษเต็มๆ

TDRI ชี้ TPBS ใน มี.ค.-พ.ค.53 มีแนวโน้มรับวาทกรรมที่รัฐสร้างขึ้นมาโดยปราศจากคำถาม

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์วอยซ์ทีวี เผยแพร่รายงานการวิจัยของ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง เรื่อง 'ความเป็นอิสระของทีวีสาธารณะและการถ่ายทอดวาทกรรมและปฏิบัติการจิตวิทยาของ รัฐ: กรณีศึกษาการชุมชุมทางการเมืองในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553' ระบุว่า ทีวีไทยเป็นส่วนหนึ่งขององค์การกระจายเสียงและแพร่ ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยออกแบบไว้อย่างระมัดระวังเพื่อให้มีหลักประกันด้านความเป็นอิสระจาก รัฐบาล (ด้วยโครงสร้างตามกฎหมาย) และจากกลุ่มทุนอื่น (โดยกำหนดให้มีแหล่งทุนสนับสนุนหลักที่ชัดเจนจากภาษีบาปปี ละไม่เกิน 2,000 ล้าน)

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์และมีการศึกษาที่ชี้ว่า ทีวีไทยยังเป็นสถานีที่ไม่มีความโดดเด่นในด้านความเป็นอิสระอย่างที่ควรจะ เป็น (และสามารถเป็นได้) หรือเป็นกลางทางการเมือง(ในความหมายของ unbiased/impartiality) อย่างแท้จริง หรือมีความเป็นมืออาชีพที่สามารถเป็นต้นแบบที่คนทางทีวีช่องอื่นๆ (ที่อาจจะไม่มีโอกาสที่ดีเท่า เพราะต้องรับใช้ทุน รัฐ หรือกองทัพ) ได้ยึดถือเป็นแบบอย่างการศึกษานี้พยายามวิเคราะห์ความเป็นอิสระและความเป็น กลางทางการเมืองของทีวีไทย โดยใช้วิธีหาหรือแสดงหลักฐานในกรณีที่การนำเสนอของทีวีไทยมีความเบี่ยงเบนไป จากมาตรฐานชั้นเลิศ (ideal standard) ในด้านเหล่านี้ของทีวีสาธารณะ

วิธีการศึกษาประกอบด้วย การติดตามดูทีวีไทยในช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. 2553 การสัมภาษณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และ/หรือ รับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องจากการประชุมอื่นๆ และการรับฟังข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในวงการสื่อจำนวนหนึ่งที่สนใจปัญหานี้และ ติดตามชมทีวีไทยในช่วงดังกล่าว

การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะที่ใช้ ภาษีของประชาชนและมุ่งหวังให้เกิดความตระหนักถึงมาตรฐาน/ความเป็น อิสระ/จริยธรรมของสื่อสาธารณะในการนำเสนอข่าวสารที่รอบด้านให้ประชาชน

ผลการศึกษาพบว่า แม้ว่าในบางช่วงทีวีไทยเป็นช่องที่เสนอข่าวการชุมนุมมากกว่าฟรีทีวีโดย เฉลี่ย แต่การที่ทีวีไทยไม่ได้เสนอข่าวที่รัฐพยายามใช้สื่อโทรทัศน์ในการทำสงคราม จิตวิทยาต่อสาธารณะ ในขณะที่มีการรับและถ่ายทอดวาทกรรมต่างๆ ที่รัฐสร้างขึ้นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง (ซึ่งอย่างน้อยบางส่วนเป็นวาทกรรมทีเห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้นเพื่อดำเนินการตอบ โต้กับผู้ชุมนุมและ/หรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง) มาใช้เป็นภาษาข่าวของสถานี โดยปราศจากการตั้งคำถามหรือมุมมองที่วิเคราะห์วิจารณ์ต่อสาธารณะ และการที่แทบจะไม่เสนอข่าวการแทรกแซงสื่อและการปิดกั้นเว็บไซท์ต่างๆ ของรัฐและกองทัพ จึงทำให้ภาพของทีวีไทยในด้านความเป็นอิสระของ “สื่อสาธารณะ” ไม่ได้มีความโดดเด่นไปจากสื่อโทรทัศน์ของรัฐหรือสื่อโทรทัศน์ทั่วไปที่มัก อยู่ภายใต้วัฒนธรรมกำกับการทำงานของรัฐ และมีแนวโน้มที่จะให้พื้นที่เต็มที่กับภาครัฐ และรับวาทกรรมที่รัฐสร้างขึ้นมาเหมือนโดยปราศจากคำถามหรือมุมมองวิพากษ์ วิจารณ์ ทำให้ทีวีไทยยังไม่ได้มีภาพของสื่อที่มีความเป็นมืออาชีพและเป็นอิสระจาก อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นความคาดหวังของคนจำนวนมากต่อทีวีไทยในช่วงที่มีการผลักดันให้ตั้ง ทีวีช่องนี้ขึ้นมา

ผลการศึกษาที่พบว่า ทีวีไทยมีแนวโน้มที่ไม่เป็นอิสระหรือเข้าข้างรัฐบาล ในช่วงการชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2553 นี้อาจจะไม่ได้หมายความว่าทีวีไทยเข้าข้างรัฐบาลหรือกองทัพเสมอไป แต่อาจจะสะท้อนความไม่เป็นกลางหรือการเลือกข้างของทีวีไทย ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเอียงข้างฝ่ายตรงข้ามกับรัฐในการชุมนุมทางการ เมืองในช่วงก่อนปี 2552

แม้ว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงในปัจจุบัน จะเป็นเรื่องยากที่ทีวีไทยหรือสื่ออื่นใดจะสามารถทำให้ผู้ชมทุกคนเห็นว่ามี ความเป็นกลาง ซึ่งกรรมการนโยบายและผู้บริหารทีวีไทยหลายท่านได้แย้งว่าทีวีไทย “ถูกด่า/วิจารณ์จากทั้งแดงทั้งเหลือง” และบางท่านมองดูปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นกลาง เพราะแสดงว่าได้ให้พื้นที่กับทั้งสองฝ่ายแล้ว แต่ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนปัญหาความเอนเอียงไปมาตามกระแสหรือเสียงวิจารณ์ใน ช่วงต่างๆ ก็เป็นได้ ซึ่งถ้าทีวีไทยสามารถท างานได้อย่างเป็นมืออาชีพที่ไม่เลือกข้างอย่างแท้จริง ก็น่าจะทำให้ข้อครหาเหล่านี้น้อยลงหรือหมดไป (และเปลี่ยนจากการ “ถูกด่าจากทั้งแดงทั้งเหลือง” เป็น “ไม่ถูกด่าจากทั้งเหลืองและแดง” แทน) ซึ่งถ้าทีวีไทยสามารถไปถึงจุดที่คนจำนวนมากเกิดความเชื่อมั่นว่าทีวีช่องนี้ เป็นทีวีที่อิสระและมีความเป็นมืออาชีพที่เชื่อถือได้และกล้าที่จะแสวงหา ความจริงมาตีแผ่ โดยไม่เอนเอียงไปข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแล้ว คนเหล่านั้นก็จะเกิดความหวงแหนและจะช่วยปกป้องทีวีช่องนี้ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็น “สินทรัพย์” (asset) ที่มีค่าและเกราะกำบังของทีวีไทยในอนาคต

เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ทีวีสาธารณะในบางประเทศมีภาพลักษณ์ที่มีจุดยืนทางการเมืองและในเรื่อง ต่างๆ ที่ไม่ใช่ตรงกลาง ตัวอย่างเช่น PBS ในสหรัฐได้ชื่อว่าเป็นทีวีเสรีนิยม (liberal) รวมทั้งรายการและพิธีกรที่มีชื่อเสียงของช่องบางคนด้วย อย่างไรก็ตาม ทีวีเหล่านี้มักจะมีนโยบายที่ชัดเจนในการเปิดพื้นที่ให้กับรายการที่ได้ชื่อ ว่ามีจุดยืนทางการเมืองต่างออกไป นอกจากนี้การทำงานของทีวีอย่าง PBS ก็ได้รับความยอมรับในความเป็นมืออาชีพค่อนข้างสูง และโดยทั่วไปแล้วไม่มีข้อครหาเรื่องการบิดเบือนใดๆ ความยอมรับในส่วนนี้ทำให้พิธีกรข่าวของ PBS มักได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้ด าเนินรายการ (moderator) ในการโต้วาทีในการเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอยู่บ่อยๆ โดยไม่มีข้อคัดค้านหรือข้อครหาเรื่ องความไม่เป็นกลางทางการเมืองแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นเป้าหมายที่ทีวีไทยควรจะตั้งและพยายามดำเนินงานแบบมือ อาชีพในการนำเสนอข่าวสารและรายการอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการยัดเยียด บิดเบือน หรือโจมตีเพื่อช่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งจะทำให้ทีวีไทยกลายเป็นทีวีสาธารณะที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและยัง สามารถรักษาจุดยืนขององค์กร (ถ้ามี) ไปพร้อมกันด้วย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของประชาไท รายงานวิจัยส่วนบุคคลของ วิโรจน์ ณ ระนอง ชิ้นนี้เวลาจัดทำขึ้นในเดือนตุลาคม 2553 ในช่วงเข้าอบรม บสก.2 (หลักสูตรอบรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 2) ของสถาบันอิศรา โดยผู้วิจัยได้ชี้แจงในท้ายข่าวของวอยซ์ทีวีว่า

"TPBS โดยคุณหมอพลเดช (ปิ่นประทีป) เชิญผมไปประเมิน และต่อมา block ไม่ให้ีตีพิมพ์เผยแพร่ ก็เพิ่งมีให้ download เช่นกัน เพราะผมถือว่าโดยเจตนารมณ์ที่ พ.ร.บ. TPBS กำหนดให้มีการประเมินภายนอก ก็เพือสาธารณะสามารถตรวจสอบได้ และผมได้ให้เวลามาเป็นปีจนถึงช่วงนี้ ที่มีรายงานการประเมินปีภายนอกของปีถัดมา (โดย อ.ปัทมาวดี ซูซูกิ และคณะ) ออกมาให้เปรียบเทียบได้แล้ว (ในเว็บ TPBS มีเฉพาะบทสรุปสำหรับผู้บริหาร ในแต่ละปี) ซึ่งยกเว้นในเรื่องความน่าเชื่อ ถือของข่าว (ที่ผู้ประเมินอิงผลจากการทำ focus group กับกลุ่มคนที่ใกล้ชิด TPBS เป็นหลัก) แล้ว ผมได้ฟังการนำเสนอที่ กมธ.วุฒิ และดูรายงานไปคร่าวๆ เชื่อว่าผลการประเมินเรื่องและด้านอื่นๆ ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก"

AttachmentSize
ความ เป็นอิสระของทีวีสาธารณะ และการถ่ายทอดวาทกรรมและ ปฏิบัติการจิตวิทยาของรัฐ: กรณีศึกษาการชุมชุมทางการเมืองใน เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 โดย ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง.pdf938.84 KB

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/02/55 แฟร์ๆ กันหน่อย...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


แฟร์ๆ กันหน่อย ค่อยก่นด่า
ทำปากหมา ไม่สังวรณ์ เที่ยวสอนสั่ง
ดีพวกตัว ชั่วให้เพื่อน เลอะเลือนจัง
65 ปี ก็สิ้นหวัง ดั่งเคยเป็น....


สุดหน้าด้าน ประจานตัว ชั่วทั้งพรรค
โง่ดีดัก แค่ไหน ใครก็เห็น
ใช้วาจา เฉือนเชือด สุดเลือดเย็น
สร้างปมเด่น ลบปมด้อย ร้อยเรื่องเลว....


แก้ รธน. เพื่อพรรค ประจักษ์ชัด
ตระบัดสัตย์ ฉุดคร่า พาดิ่งเหว
สนับสนุน คนจัญไร สุมไฟเปลว
จนแหลกเหลว อับปาง เข้าทางมัน....


หวังพรรคตน เป็นรัฐบาล หน้าด้านมาก
คำสำราก สุดเฉไฉ ไม่สร้างสรรค์
ใช้มารยา สับหลีก อีกสารพัน
แล้วปิดกั้น ด้วยเล่ห์ เพทุบาย....


ผ่านกี่ยุค..ก็หน้าด้าน คือค้านแหลก
สร้างแตกแยก ปี้ป่น จนฉิบหาย
แต่ละตัว ช่างจำอวด วาดลวดลาย
หลอกพวกฟาย สาวกโง่..โอ๋ทั้งปี....


๓ บลา / ๑๔ ก.พ.๕๕
http://3blabla.blogspot.com

ธงชัย: ระบอบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง

ที่มา Thai E-News


ธงชัย วินิจจะกูล
Department of History
University of Wisconsin-Madison, USA
Asia Research Institute
National University of Singapore
ปาฐกถาในรายการสนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์จัดโดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 11 กุมภาพันธ์ 2555

หมายเหตุ: รูปเล่มจัดทำโดยมิตรออนไลน์ท่านหนึ่ง



"เพราะมาตรา 112 เป็นมากกว่ากฎหมายอาญามาตราหนึ่ง คือเป็นเครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของลัทธิ Hyper Royal-ism สามารถใช้ได้หลายทาง ได้แก่ การลงโทษเพื่อขีดเส้นเป็นบรรทัดฐานว่าแค่ไหนเป็นความผิด การสร้างความกลัวทั้งในแง่กฏหมาย (เพราะโทษรุนแรงและกระบวนการผิดปกติ) และกลัวถูกสังคมลงโทษ ก่อให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง ไปจนถึงใช้ปลุกความบ้าคลั่งไล่ล่า ทำร้ายคนอื่นทั้งอย่างตักเตือนและอย่างโหดร้ายทารุณ การใช้มาตรา 112 ยังเปลี่ยนไปตามเวลาด้วย เช่น แต่ก่อนชาวต่างชาติที่ทำผิดจะโดนเนรเทศทันทีโดยไม่จำคุก เพิ่งโดนจำคุกในระยะหลัง การใช้มาตรา 112ในแบบล่าสุดระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือใช้ทำลายจิตวิญญาณหมายถึงการใช้ อย่างไร้ความปรานีจนกว่าจะยอมรับสารภาพคือมักจับไว้ก่อน ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาลับ ลงโทษรุนแรงแต่ให้ความหวังว่าจะพ้นคุกได้เร็วถ้ายอมรับสารภาพ จนหลายคนยอมแพ้ในที่สุด นี่คือการทำร้ายถึงจิตวิญญาณ หากต้องการอิสรภาพทางกายต้องยอมแพ้ราบคาบทางมโนสำนึก ชีวิตที่มีอิสระทางกายต้องขังจิตวิญญาณเสรีไว้ข้างในตลอดไป"

"เคยคิดไหมว่า อีก 50 ปีข้างหน้าประวัติศาสตร์จะบันทึกความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร จะบันทึกความขัดแย้งกรณีมาตรา 112 ว่าสะท้อนภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างไร ประวัติศาสตร์จะมองย้อนกลับมาแล้วประเมินและวิเคราะห์ปัจจุบันจากความรู้และ ทัศนะของอนาคตอย่างไร"

"สื่อมวลชนส่วนข้างมากคุณภาพตกต่ำไร้ความรับผิด ชอบอย่างน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง ในชั้นต้นอาจเริ่มจากความกลัว แต่ต่อมากลายเป็นความเคยชิน การละทิ้งจรรยาบรรณทางวิชาชีพเป็นภาวะปกติ แรกๆ ก็แก้ตัวว่าต้องทำเพื่อความอยู่รอด นานวันเข้าพวกเขาต้องปกป้องตัวเองว่าทำถูกต้องแล้ว ลงท้ายพวกเขาถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโกหกตอแหล ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดอีกต่อไป แต่เพื่อให้ความชอบธรรมแก่สิ่งที่ตนเป็นและกระทำ ในที่สุดพวกเขาจึงร่วม “ไล่ล่าแม่มด” อย่างสนิทใจ กลายเป็นกลไกโฆษณาชวนเชื่อของลัทธิกษัตริย์นิยมทำร้ายประชาชนอย่างสนิทใจ"

"แต่ข้อสังเกตสำคัญมากก็คือ ก่อนการรัฐประหาร 2549 คนที่คิดต่างมักเป็นผลของอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่าง เช่น นิยมเก็กเหม็ง สังคมนิยม มาร์กซิสม์ หรือเป็นเสรีนิยมที่ยึดมั่นว่าคนเราควรเท่าเทียมกัน แต่คนที่คิดต่างหลัง 2549 คือผลผลิตของ Hyper-royalism นั่นเอง กล่าวคือพวกเขาถูกทำร้าย ถูกละเมิดสิทธิเสียง และลงท้ายถึงขนาดถูกฆาตกรรมกลางเมืองหลวงโดยพวกกษัตริย์นิยม จึงเกิดปฎิกิริยาตอบโต้ลัทธิกษัตริย์นิยม ครั้นคนเหล่านี้ตื่นพ้นจากภวังค์กล่อมประสาทของ Hyper-royalism ไม่ยากเลยที่เขาจะ “ตาสว่าง” ตระหนักถึงการกระทำและผลของ Hyper-royalism ที่กล่าวมาข้างต้น Hyper-royalism เองนั่นแหละเป็นสาเหตุและผู้สร้างปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”"

คลิปร้อนบิณฑ์ปะทะอาจารย์วีระออกอากาศ

ที่มา Thai E-News



ที่มา เว็บบอร์ดบ้านราษฎร์
13 กุมภาพันธ์ 2555

วันนี้ก่อนบ่้าย3 ได้มีผู้ใช้ชื่อ บิณฑ์ ซึ่งได้รับการเปิดเผยภายหลังว่า คือ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับหนัง ปันญาเรณู2

โทรเข้าไปคุย กับ วีระธีรภัทร ที่วิทยุคลื่น 96.5 อสมท

หลังจากโชว์ออฟในfacebook ไม่พอใจ ที่ อาจารย์วีระ วิจารณ์เรื่องการขับรถของหน่วยกู้ภัย ซึ่งบิณฑ์ ได้ทำงานอยู่ที่นั้นเป็นประจำ

โดยบิณฑ์ ได้โทรเข้าไปพูดว่า ที่พวกผมต้องขับรถเร็ว เพราะต้องช่วยชีวิตคน แล้วยกแม่น้ำทั้ง5 อย่างนั้นอย่่างนี้ แล้วบอกว่าลูกน้องผมฟังอาจารย์เยอะ เขามาเปรยกับผม พวกเขาเสียกำลังใจ

เจอวีระ ตอกหน้า มันคนละประเด็นกันครับคุณบิณฑ์ ผมไม่ได้ไปตำหนิที่คุณช่วยคน แต่ที่คุณขับรถเร็วแซงซ้ายแซงขวา มันผิดกฎหมาย ผมเคยประสบเจอพวกกู้ภัยขับเร็วมาก่อนในการใช้ท้องถนน อีกอย่างสิ่งที่คุณทำมันไม่มีกฎหมายรับรอง รวมไปถึงการเปิดไซเรน ด้วย

คุยเ้กือบ15 นาทีละ มั้ง กว่านายบิณฑ์ มันจะัเข้าใจ มันเถียงอาจารย์ ฉอดๆๆ แต่เจอตอกหน้าหงาย กลางรายการ หลังจากนั้น แฟนรายการอาจารย์ แก ก็โทรเข้ามา ถล่มมันซ้ำ เรียกว่ากู่ไม่กลับ

Monday, February 13, 2012

คนสำคัญเรื่องน้ำ

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ฅนอำนาจเจริญนับหมื่นร่วมงานวันประกาศธรรมนูญประชาชน กำหนดอนาคตชูจังหวัดจัดการตนเอง

ที่มา Thai E-News


รายงานโดย บรรพต ศรีจันทร์นิตย์

ประชาชนฅนอำนาจเจริญ กว่า ๑๐,๐๐๐ คนตื่นตัว แห่ไปร่วมงานวันประกาศ “ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ฉบับที่ ๑” สร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข


วันนี้ (๑๓ ก.พ.) เริ่มพิธีตั้งแต่เวลา ๐๗.๐๐ น. ประชาชนฅนอำนาจเจริญ นับหมื่นคนจาก ๗ อำเภอ ๖๓ ตำบล แห่ร่วมงานวันประกาศใช้ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ จนแน่นสนามหน้าศาลากลางจังหวัดโดยเริ่มขบวนแห่ธงทิว และธรรมนูญ จากสนามหน้าพระมงคลมิ่งเมือง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองไปตามถนนชยางกูรเข้าสู่สนามหน้าศาลากลางจังหวัด ริ้วขบวนยาวเหยียดไปตามถนน

โดยมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานหลายฝ่ายด้วยกัน ทั้ง ตัวแทน ตัวแทนจาก ประธานสภาพัฒนาทางการเมือง (สพม.) และสมาชิก สพม. จากทั่วประเทศ ๗๗ จังหวัดๆ ละ ๕ คน รองผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป (สปร.) ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นประธานในพิธีเปิด



งานประกาศธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญครั้งนี้ใช้สัญลักษณ์สุ่มไก่หงายขึ้น ฟ้ารองรับธรรมนูญฉบับประชาชน มีความหมายว่า ที่ผ่านมาประชาชนถูกครอบงำ และกักขังหน่วงอิสรภาพมานานจากระบบการเมืองการปกครองแบบรวมศูนย์ การช่วงชิงทรัพยากรธรรมของท้องถิ่น จนทำให้ประชาชนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก วันนี้จึงเป็นการปลดปล่อยอิสรภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา งานพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมการเมืองการปกครอง อย่างรอบด้านตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

จึงได้มีการร่างธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ โดยพี่น้องมีส่วนร่วมกันจัดทำใช้เวลาดำเนินงานกว่า ๑ ปีจนถึงวันนี้จึงจัดให้มีการประกาศใช้ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ขึ้น และเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ได้ประกาศใช้ เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่จังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย

นายวิรัตน์ สุขกุล แกนนำการจัดงานประกาศในเวทีให้ผู้มาร่วมได้รับทราบเจตนารมณ์งานวันนี้ ท่ามกลางเสียงปรบมือ และสะบัดธงตราสัญลักษณ์ของประชาชนฅนอำนาจเจริญที่มาร่วมงาน

ในงานหลังจากการเปิดพิธีอย่างเป็นทางการจากผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ แล้ว ได้มอบธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญแก่ตัวแทนตำบล ๖๓ ตำบลๆ ละ ๑ เล่ม และตัวแทนจาก สมาชิกสภาพัฒนาทางการเมือง (สพม.) ๗๗ จังหวัด เพื่อให้เป็นแบบอย่างในการนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง และนำไปสู่การขยายผลทั่วประเทศ จนสามารถสร้างรัฐธรรมนูญของประชาชนฅนไทยอย่างแท้จริงภายใน ๔ ปีนี้ให้ได้สำเร็จ

นอกจากนี้แล้ว แกนนำในการจัดงานนี้ นายวานิชย์ บุตรี ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดอำนาจเจริญได้กล่าวว่าทางเครือ ข่ายฯ ได้เสนอแนวทางแก่องค์กรภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุนการดำเนินงานสร้างธรรมนูญประชาชนไปสู่จังหวัดการตนเองได้จริง อย่างทั่วประเทศ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หน่วยงานราชการ ในด้าน

๑.สนับสนุนให้เกิดเวทีกลางระดับจังหวัด หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ภาคีพัฒนาอื่น ๆ เพื่อออกแบบการขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ สู่การปฏิบัติ

๒. สนับสนุนทรัพยากร (คน ทุน อุปกรณ์) ในการดำเนินงานขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ ในพื้นที่นำร่อง ๓๐ พื้นที่

๓. สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ในการขับเคลื่อนธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญสู่การปฏิบัติ

ข้อเสนอต่อสภาพัฒนาการเมือง

๑. การถอดบทเรียนและการจัดการองค์ความรู้ในพื้นที่นำร่อง

๒. สนับสนุนการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้พื้นที่ขยายจังหวัดที่สนใจ

๓. พัฒนาองค์ความรู้ที่ได้จากพื้นที่ปฏิบัติการให้เกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง

๔. สนับสนุนทรัพยากรให้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับแผนและบริบทของพื้นที่

๕. สนับสนุนการจัดทำพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเอง ข้อเสนอต่อสำนักงานปฏิรูปนำบทเรียนจากพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ขยายผลสู่นโยบายสาธารณะ และข้อเสนอต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสนับสนุนกระบวนการดำเนินงานจังหวัด จัดการตนเองไปยังพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ให้ครบทุกจังหวัด

นอกจากนี้ นายวานิช ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการผลักดันให้มีการนำธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญไปใช้ได้จริงอย่างเป็น รูปธรรม ประชาชนฅนอำนาจเจริญ ยังได้ประกาศร่วมกันอีกว่า จะมีการดำเนินงานผ่านกลไกสภากลาง ทั้งในระดับชุมชน ตำบล และจังหวัด ก็คือ กลไกระดับจังหวัด ออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนทำระบบ การคัดเลือกพื้นที่รูปธรรมปฏิบัติการนำร่อง ให้เกิดสภากลาง และ ๑ ตำบล ๑ แผนพัฒนา อย่างน้อย ๓๐ พื้นที่ ทุกตำบลต้องนำธรรมนูญของตำบลตนเองไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ตามศักยภาพของพื้นที่ อย่างน้อย ร้อยละ ๒๐ ของธรรมนูญทั้งหมด มีทีมติดตาม หนุนเสริมทางวิชาการและกระบวนการอย่างต่อเนื่อง มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการ ประสบการณ์การทำงานเป็นระยะ มีระบบสื่อสารต่อสาธารณะและภาคีร่วมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

จังหวัด และ หรือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ต้องสนับสนุนงบประมาณให้เป็นกองทุนกลางในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง

เรื่องงี่เง่าของ พท.

ที่มา Voice TV

ใบตองแห้ง

VoiceTV Member

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ

ดร.เหลิมจะขอมติ ครม.ไม่แก้ไข ม.112! นอกจากแสดงความขลาดเขลาแล้ว ยังเป็นการโชว์ออฟแบบเบาปัญญาของพ่อไอ้ปื๊ดผู้คุยนักคุยหนาว่าจบปริญญาเอกนิติศาสตร์

มติ ครม.เกี่ยวอะไรกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายครับ มติ ครม.คือระเบียบ คำสั่ง ในทางบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่ว่า ครม.จะออกมติแสดงความเห็นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ไปเสียทุกเรื่อง ในกรณีของร่างกฎหมาย ครม.มีอำนาจให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ร่างกฎหมายที่เสนอขึ้นมาจากกระทรวงทบวงกรม แต่กรณีที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยื่นต่อประธานรัฐสภา ไม่ต้องผ่าน ครม.เสียหน่อย ฉะนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องของ ครม.แต่ควรเป็นมติพรรคเพื่อไทย หรือมติวิปรัฐบาลเสียมากกว่า

ออกมติ ครม.ไปก็สองไพเบี้ย เหมือน ดร.เหลิมพาโต้ง หนุ่ม ชาย ไปเล่นว่าวสนามหลวง คือได้แค่ “โชว์พาว” ให้ชาวบ้านฮือฮา แต่ไม่มีผลใดๆ ทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติ

อันที่จริงผมเชื่อว่า ดร.เหลิมก็รู้ ว่าทำไปก็เท่านั้น แต่ต้องการโชว์ความ “จงรักภักดี” และสลัดให้พ้นจากข้อกล่าวหาเป็นพวกเดียวกับนิติราษฎร์ แต่ทำไมต้องโอเวอร์แอคท์กันเหลือเกิน จนมวลชนหมั่นไส้ และจะกลายเป็นผลเสียต่อพรรคเพื่อไทยเอง

ตั้งแต่เริ่มต้นรณรงค์ เรา-ผู้สนับสนุนนิติราษฎร์ ต่างก็รู้ดีว่าพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุน และไม่ควรสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะนี่เป็นเรื่องของประชาชน ที่จะเข้าชื่อกันตามความสมัครใจและตามความสะดวก ไม่ได้ต้องการ “คะแนนจัดตั้ง” 10-15 ล้านเสียง แบบ ส.ส.ซีรอกซ์แบบฟอร์มแจกจ่ายในพื้นที่

ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่า “คะแนนจัดตั้ง” มาจากการซื้อหรือกะเกณฑ์ชาวบ้านผู้ไร้เดียงสานะครับ แต่หมายความว่าถ้ามีการอำนวยความสะดวก ประชาชนก็จะเข้าถึงการใช้สิทธิมากขึ้น ข้อจำกัดของการล่าชื่อแก้ 112 คือเราไม่สามารถกระจายเอกสารและคำแนะนำวิธีการเข้าชื่อ ไปอย่างทั่วถึง แบบว่าหมู่บ้านเสื้อแดงหนองอีแหนบ จะต้องดาวน์โหลดกันเองจากเว็บไซต์ ต้องกรอกแบบฟอร์มให้ถูกต้อง พร้อมรับรองสำเนาบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วส่งตู้ปณ. ถ้าสามารถตั้งโต๊ะกลางตลาด ข้างร้านถ่ายเอกสาร ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด จะสะดวกกว่ากันเยอะเลย

แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวชื่อออกมาเยอะเกินไป พวกอุลตราจารีตนิยมจะลมสว้านตีขึ้น จุกอกตายทั้งประเทศ จนไม่เหลือพลังต้าน “พรรคการเมืองนายทุน” ฮิฮิ

ผมคุยกับคนรู้จักในพรรคเพื่อไทย ปีกก้าวหน้าที่ชื่นชมนิติราษฎร์ด้วยซ้ำ เขาบอกว่าพรรคไม่สามารถสนับสนุนการแก้ไข 112 เพราะพรรคต้องยึดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง พรรครับมือสองเรื่องพร้อมกันไม่ไหว และเกรงว่ากระแสต้าน 112 จะลุกลามไปถึงแก้รัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ในส่วนของรัฐบาล ก็ต้องมุ่งไปที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมซึ่งส่งผลกระทบความเชื่อมั่นต่อประเทศ ถ้าปีนี้น้ำท่วมอีก ได้ฉิบหายกันหมด

ผมฟังแล้วก็รับได้ โอเค ไม่มีปัญหาอะไร ต่างคนต่างไป แต่บอกให้ระวังท่าที อย่าเว่อร์

ที่ไหนได้ ผบ.ทบ.ไล่นิติราษฎร์ออกนอกประเทศ เหลิมก็เอามั่ง ไล่ชอมสกี้กลับประเทศตัวเอง ส.ส.ลูกหาบก็ออกมาด่ากราด นิติราษฎร์รับแผนใครมา ฯลฯ โห อย่างนี้ก็สมควรหรอก ที่มวลชนด่าจนหน้าเฟซบุคแทบลุกเป็นไฟ

เอาไว้ลับหลังอย่ามาเคลียร์กับมวลชน ว่าจำเป็นต้องแสดงบทบาทอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันฟังไม่ขึ้น

พรรคเพื่อไทยสามารถแสดงท่าทีดีกว่านี้ได้ แสดงท่าทีมั่นคง มีเหตุผล ยึดหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เช่นมีมติพรรคว่าไม่แก้ 112 แต่จะทบทวนเรื่องการบังคับใช้ ส่วนการที่นิติราษฎร์และ ครก.ล่าชื่อ ก็เป็นสิทธิ แต่รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยวข้อง เรื่องมาถึงสภาเมื่อไหร่ จบ เพราะทุกพรรคไม่เอาอยู่แล้ว

พูดแค่นี้ คนมีเหตุมีผลก็เข้าใจ จะไปเดือดร้อนอะไรนักหนากับพวกสื่อขวาคลั่ง สลิ่ม และพรรคแมลงสาบ คนพวกนั้นเขาไม่ฟังเหตุผลอยู่แล้ว ขนาดเชิญพลเอกเปรมมางานทำเนียบ ยังพาดหัวข่าว “จับป๋าเป็นตัวประกัน” คุณคิดว่ายังพูดภาษาคนรู้เรื่องอยู่หรือ ปล่อยเขาไปเหอะ ไอ้ข้อกล่าวหาที่ว่าพรรคเพื่อไทยอยู่เบื้องหลังนิติราษฎร์ คนที่เชื่อก็พวกเดิมๆ ซึ่งอมอะไรไปพูดเขาก็ไม่เชื่อคุณ เพราะเขาอมสนธิ ลิ้ม อยู่เต็มปาก แก้ 112 เขาก็ค้านอยู่แล้ว แก้รัฐธรรมนูญ เขาก็ค้านอยู่แล้ว แก้น้ำท่วม เขายังค้านเลย อยากให้น้ำท่วมประเทศฉิบหายจะได้ไล่รัฐบาล

แต่ก็คนพวกนี้แหละที่เชื่อ ผบ.ทบ.ว่าอย่าเลือกพรรคล้มสถาบัน แล้วเป็นไง-แพ้!จะไปสนใจอะไรกับพวกแพ้แล้วพาล ทำไมมัวแต่แคร์พวกนี้จนโดนมวลชนตัวเองด่า

ข้อกล่าวหาพรรคเพื่อไทยหนุนให้แก้ 112 ก็ยืดอกรับสิครับ ว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของ ส.ส.บางคน ไม่ใช่มติพรรค ไม่ต้องมาพลิกลิ้น พรรคแมลงสาบจ้องจับผิดแบบเหวี่ยงแห ควานหาอะไรไม่ได้ ก็ไปเอารูป อ.สมศักดิ์ เจียมฯ ไปม็อบเสื้อแดงเจอกับจตุพร มาอ้างความเกี่ยวพัน โห อ.สมศักดิ์ไม่ได้อยู่ในนิติราษฎร์ซักหน่อย แม่-มั่ว แค่ไปเจอกันในม็อบ ซึ่งใครๆ ก็ไปได้ (แต่นิติราษฎร์ไม่เคยไป แมลงสาบเลยจนปัญญา) พรรคเพื่อไทยไม่มีสมองไม่มีข้อมูล ไม่รู้จักวิธีตอบโต้ ทำไมไม่เอาที่ อ.สมศักดิ์เขียนด่าพรรคเพื่อไทย เขียนด่าแกนนำ นปช.มาแสดงมั่ง แล้วก็หาภาพที่แกนนำ ปชป.ไปร่วมม็อบเสื้อเหลืองหรือค้นข้อมูลที่รัฐบาล ปชป.แต่งตั้งนักวิชาการเหลืองนักวิชาการสยามประชาภิวัฒน์เป็นบอร์ดเป็น กรรมการรับงานวิจัยนั่นนี่ มาโต้กลับ

เป็นรัฐบาลซะเปล่า ไม่รู้จักขุดคุ้ยข้อมูล สอนให้เอาไหม ไปค้นข้อมูลให้หมดเลยว่าในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ในรัฐบาล คมช.ในรัฐบาล ปชป. หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระตุลาการภิวัฒน์ แต่งตั้งนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับขบวนการไล่ทักษิณ เป็นบอร์ดเป็นที่ปรึกษารัฐวิสาหกิจกี่ราย จ้างทำวิจัยกี่ราย จ้างเสรี วงศ์มณฑา ทำประชาสัมพันธ์ไหม ตรวจสอบหน่อย แล้วให้โฆษณาสื่อแบบเลือกข้าง กี่มากน้อย หาตัวเลขมา

เวลาคนพวกนี้ออกมาโวยวายต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะได้แฉกลับว่านี่ไง “ผังล้มประชาธิปไตย” พวกมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่ต่อต้านด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ หรอก

กวางป่ากับเถาองุ่น

การที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธนิติราษฎร์อย่างไม่มีเยื่อใย ภาพวงนอกดูเหมือนนิติราษฎร์ถูกลอยแพ แต่ความจริงพรรคเพื่อไทยกำลังลอยแพตัวเอง

นิติราษฎร์อาจมีผู้สนับสนุนไม่มากนัก ถ้าเทียบกับมวลชนเสื้อแดงและประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย 15 ล้านเสียง แต่นิติราษฎร์และนักคิดนักเขียน นักวิชาการประชาธิปไตย ที่ส่วนใหญ่สนับสนุนให้แก้ 112 คือ “พลังแห่งเหตุผล” ที่ยืนซดกับรัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ สร้างความชอบธรรมให้การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของ นปช.จนกระทั่งชัยชนะของพรรคเพื่อไทย

อ.วรเจตน์ อ.ชาญวิทย์ อ.เกษียร ฯลฯ เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยรักไทย แต่ปฏิเสธรัฐประหาร ตั้งแต่ตอนที่พันธมิตรและพรรคแมลงสาบเรียกหา ม.7 วรเจตน์วิพากษ์คำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย “ประกาศคณะรัฐประหารในรูปคำวินิจฉัย” เป็นหัวหอกรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 วิพากษ์คำสั่งศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญในคดีปราสาทพระวิหาร กระทั่งแสดงความเห็นค้านคำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์ อย่างมีหลักมีเกณฑ์

ถามว่าถ้าเป็น ดร.เหลิม, นพดล ปัทมะ หรือต่อให้พงษ์เทพ เทพกาญจนา ออกมาพูด จะมีน้ำหนักเท่าวรเจตน์ไหม จาตุรนต์พูดมีน้ำหนักเท่าเกษียรไหม เพราะทุกคนเคยอยู่ในรัฐบาลทักษิณ ที่เป็นอำนาจนิยมสมควรถูกขับไล่ แต่ฝ่ายตรงข้ามดันไปทำรัฐประหาร ความชอบธรรมจึงหวนกลับ

ผู้ที่คัดค้านรัฐประหารและตุลาการภิวัฒน์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงกลายเป็นที่พึ่งของทักษิณ ทั้งที่ไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว ขณะที่พวกต่อท่อน้ำเลี้ยง กลับไม่สามารถพึ่งได้ ตลกไหมครับ

นิติราษฎร์และนักประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเถาองุ่นให้กวางป่า แต่ถ้าเห็นว่า ไม่กลัวภัยนายพรานแล้ว จะมากินเถาองุ่น ก็งี่เง่าสิ้นดี

นี่พูดให้สุดโต่งเข้าไว้ เพราะพรรคเพื่อไทยยังไม่คิดถึงขั้นนั้น แต่พรรคเพื่อไทยมีปัญหาในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอง รัฐบาล นปช.และขบวนประชาธิปไตย

ในแง่หนึ่งมวลชนก็ต้องเข้าใจรัฐบาลว่า จำเป็นต้องทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ เช่น แก้น่ำท่วม ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องร่วมมือกับ “อำมาตย์” ฉะนั้นจำเป็นต้องลดความเป็นปรปักษ์ระหว่างตัวบุคคล แต่ข้อสำคัญคือต้องยึดมั่นในหลักการ ต่อสู้ในเรื่อง “ระบอบ” ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพ

แน่นอนรัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดจังหวะก้าว ผมเข้าใจดีว่าจะให้รัฐบาลมาแก้ 112 ก่อน ก็คงไม่ได้ แต่รัฐบาลก็ควรปล่อยให้เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ใช่สกัดขัดขวางเสียเอง อย่างเช่นที่ ครก.112 เล่าให้ผมฟังว่า มีมวลชนในภาคอีสานจัดงานเชิญ ครก.ไปพูด ส.ส.พรรคเพื่อไทยกลับมาโวยวายไม่ให้ขึ้นเวที

รัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องยืนกระต่ายขาเดียว ไม่แก้ ไม่แตะ เพราะสามารถยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ เอ้า ดูอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ยังเล่นเกมเหมือนหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวสองหัว ในขณะที่โฆษกพรรค ลูกพรรค ให้ร้ายป้ายสีโจมตีนิติราษฎร์ อภิสิทธิ์กลับบอกว่า 112 มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ ถ้ารัฐบาลฉลาดกว่านี้หน่อย ก็ต้องฉวยคำพูดเชิญอภิสิทธิ์มาหารือ ว่าจะให้แก้เรื่องการบังคับใช้อย่างไร หรือไปสอบถามความเห็นอานันท์ ปันยารชุน ว่าจะแก้วิกฤตเรื่อง 112 อย่างไร

ในภาพรวม พรรคเพื่อไทยควรจะเข้าใจขั้นตอนทางยุทธศาสตร์ว่า เมื่อคุณชนะเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ คุณอยู่ในขั้นรุก แม้ไม่อาจเผด็จศึก แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่สามารถตีโต้กลับมาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีจุดอ่อนช่องโหว่จริงๆ

สถานการณ์ในขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีแต่โดดเดี่ยวตัวเอง พลังมวลชนฝ่ายอุดมการณ์ราชาชาตินิยม พันธมิตร เสื้อหลากสี ก็มีแต่สุดขั้วสุดโต่งจนหันไปหาลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่ง ส่วนการรัฐประหารหรือ ไม่มีใครกล้าทำหรอก เว้นแต่เกิดสถานการณ์บางอย่างที่ต้องพูดกันหลังไมค์ แต่ถ้ามองเฉพาะสถานการณ์การเมือง ให้ร้อนแรงแต่ไหนก็ไม่เกิดรัฐประหาร ต่อให้ศาลโลกพิพากษาให้เขมรชนะคดีปราสาทพระวิหารอีกรอบ (เป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยกลัวว่ากระแสต้านจะจุดติด)

รัฐประหาร พ.ศ.นี้ไม่มีใครเอาแล้วครับ อย่าอ้างว่าใครๆ ก็พูดอย่างนี้เมื่อปี 49 เพราะ 6 ปีที่ผ่านมามันยิ่งพิสูจน์ว่ารัฐประหารทำให้พินาศฉิบหาย ถ้าเกิดขึ้นคราวนี้ ต่างชาติถอนทุนหมดแน่ หรือต่อให้ทุนไทย ถ้าขายทรัพย์สมบัติหนีไปประเทศอื่นได้ ก็ต้องหนี รัฐประหาร 49 ยังมีกลุ่มทุนสนับสนุน เพราะถูกทักษิณทุบหม้อข้าว และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ถ้าเกิดอีกครั้งนี้ ไม่มีกลุ่มไหนเอาด้วย ใครล่ะอยากทำมาค้าขายในประเทศที่จะเกิดสงครามกลางเมือง

อย่าลืมว่า “อำมาตย์” ก็เป็นกลุ่มทุนใหญ่เช่นกัน ทหารเดี๋ยวนี้ก็ไม่โง่ เล่นหุ้นหรือมีนอมินีเล่นหุ้นกันทั้งนั้น ใครจะทำรัฐประหารต้องคิดหนัก เว้นเสียแต่เกิด “สถานการณ์ที่ต้องพูดกันหลังไมค์” เท่านั้นละครับ ที่พวกเขาอาจมองว่าโลกของพวกเขาแตกสลายลงแล้ว ต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องโลกใบเก่าเอาไว้

แนวร่วมที่ต้องแตกต่าง

พรรคเพื่อไทยกับขบวนของนิติราษฎร์และนักประชาธิปไตย จำเป็นต้องแยกกันเดินไปบนเส้นทางร่วมกัน

ในแง่หนึ่ง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกอบด้วยนักการเมืองที่แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งนักประชาธิปไตยต้องตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาจากการเลือกตั้ง ถูกจ้องโค่นเพื่อนำประเทศกลับไปสู่อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย นัก จึงยังต้องพึ่ง “เถาองุ่น” ในการต่อสู้กับฝ่ายอำมาตย์ แมลงสาบ และกลุ่มพลังคลั่งเจ้า ขณะที่ฝ่ายนักประชาธิปไตยก็ต้องใช้โอกาสนี้ขยายความคิดความรู้สู่มวลชน ยกระดับมวลชนเสื้อแดงให้ “ก้าวพ้นทักษิณ”

เอ้า ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พรก.ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะต้องพึ่งใครวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา

แต่ไม่แน่เหมือนกัน ตอนนี้นิติราษฎร์อาจรู้สึกว่าถูกถล่มจนช้ำ พวกเมริงไม่ปกป้องแล้วยังซ้ำเติม งดเว้นวิพากษ์วิจารณ์เสียดีกว่า (แต่ถ้านิติราษฎร์วิจารณ์ ก็ต้องยอมรับนะครับว่า นิติราษฎร์อาจจะไม่ได้บอกว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายถูกก็ได้)

ที่ต้องมองให้ยาวไกลกว่านั้นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลกำลังจะเสนอให้มี สสร.จากการเลือกตั้ง และมีนักวิชาการที่ส่งชื่อมาจากสภามหาวิทยาลัยต่างๆ แล้วให้รัฐสภาเลือก

เป็นที่แน่นอนว่า นิติราษฎร์จะไม่เข้าไปเป็น สสร.แต่นิติราษฎร์จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับอุดมคติ ทยอยนำเสนอต่อสังคม ดังที่เปิดกรอบเนื้อหามาบ้างแล้วว่าจะต้องปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพ

เชื่อขนมกินได้ว่า พรรคเพื่อไทย (ซึ่งจะมี สสร.เสียงข้างมากแน่นอน) ไม่กล้าเอาตามอย่างนิติราษฎร์ ด้านที่หนึ่ง พรรคเพื่อไทยไม่กล้าปฏิรูปโครงสร้างขนาดนั้น ด้านที่สอง พรรคเพื่อไทยต้องการแก้ไขเพียงเพื่อให้นักการเมืองจากการเลือกตั้งมีอำนาจ เต็มไม่ถูกเตะสกัดตัดขาจากตุลาการภิวัฒน์ (ซึ่งในแง่ประชาธิปไตยถือว่าก้าวหน้ากว่า 2550 แต่ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยสมบูรณ์)

การยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองส่วนจะเดินคู่ขนานกัน แน่นอน ย่อมทำให้มวลชนที่ตื่นตัวเห็นว่า ฉบับของนิติราษฎร์ก้าวหน้ากว่าฉบับของ สสร.เพื่อไทยอาจจะลักลั่นพิกลหัวมงกุฎท้ายมังกือ เป็นกระแสกระหนาบอยู่กับฝ่ายต่อต้านที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ถ้าพรรคเพื่อไทยเข้าใจ ก็ต้องให้เสรีภาพนิติราษฎร์ที่จะยกระดับความคิดมวลชน เพื่อการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยในระยะยาว โดยชี้แจงมวลชนของตนว่า ภายใต้ข้อจำกัดเราทำได้เท่านี้ก่อน แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยฟาดงวงฟาดงา โอเวอร์แอคท์อีก ก็จะทำให้มวลชนที่ตื่นตัวหมั่นไส้ เบื่อหน่าย พาลจะไม่ลงประชามติให้

ในฐานะผู้สนับสนุนนิติราษฎร์ ผมก็คงเชียร์รัฐธรรมนูญของนิติราษฎร์สุดลิ่ม แต่เวลาลงประชามติ ให้ร่างรัฐธรรมนูญ สสร.แย่ยังไง ก็ต้องรับไว้ก่อน เพราะ “รัฐธรรมนูญโจร” 2550 แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แก้ยังไงก็ไม่สามารถทำให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมได้ แก้ยังไงก็เป็นประชาธิปไตยกว่าเดิมอยู่ดี

ใบตองแห้ง

10 ก.พ.55

.....................