WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 14, 2012

จากสมยศถึงลูก: เธอคือดอกไม้งามเปี่ยมความหวัง เธอคือพลังสร้างสรรค์สังคมใหม่

ที่มา ประชาไท


ปณิธาน นั่งอดอาหารประท้วง ที่หน้าศาลอาญา
เมื่อวันที่ 11 ก.พ.55

ถึง น้องไท ลูกรัก

เธอคือดอกไม้งามเปี่ยมความหวัง
เธอคือพลังสร้างสรรค์สังคมใหม่
เธอคือมณีแก้วแพรวสดใส
เธอคือไทมรรคาที่ปรากฏ

กล้าต้านเผด็จการอันเคี้ยวคด
กล้ากบถต่อกฎเกณฑ์อันเลวร้าย
กล้าแกร่งด้วยศรัทธาที่ท้าทาย
กล้าสู้ด้วยหมายรักหักหาญกล้า

ก้าวเกิดขบวนการอหิงสา
ก้าวนำพามวลชนพ้นทางตัน
ก้าวไปให้ถึงฝั่งแห่งความฝัน
ก้าวไปให้ถึงวันฝันเป็นจริง

13 กุมภาพันธ์ 2555
ศาลจังหวัดสงขลา

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 55 ระหว่างการสืบพยานที่ศาลจังหวัดสงขลา สมยศ พฤกษาเกษมสุข เขียนบทกวีถึงปณิธาน หรือ ไท บุตรชายซึ่งอยู่ระหว่างอดอาหารประท้วง 112 ชั่วโมงที่หน้าศาลอาญา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสมยศ ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำกว่า 10 เดือน เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว

ทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งความรักหรือความหลง

ที่มา ประชาไท

โสภณ พรโชคชัย

เนื่องในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ผมจึงขออนุญาตเขียนถึงทัชมาฮาล ที่ว่ากันว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันแสนโรแมนติก แต่ผมว่านี่คืออนุสรณ์สถานแห่งความหลง ที่สร้างความอัปยศให้กับประชาชน และสร้างความเสียหายบักโกรกให้กับประเทศชาติในอดีต

ท่านที่เคยเดินทางไปเที่ยว ประชุม สัมมนา หรือค้าขายที่อินเดีย คงต้องมีหรือหาโอกาสแวะไปทัชมาฮาลที่ว่ากันว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรัก และถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือนนับล้าน ๆ คน แง่มุมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ก็คือ การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์นี้คุ้มค่าหรือไม่

ทัชมาฮาลตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยะมุนา นครอาครา รัฐอุตตระประเทศ ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นโดยชาห์ญะฮาน กษัตริย์แห่งราชวงศ์โมกุลในปี พ.ศ.2196 หรือ 359 ปีมาแล้ว (นับถึงปี 2555) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักแก่มเหสีมุมตัส มาฮาล ซึ่งสิ้นพระชนม์ไป โดยพระนางมีพระราชโอรสธิดาถึง 14 พระองค์ ทัชมาฮาลใช้เวลาสร้างถึง 22 ปี ใช้แรงงานคนกว่า 20,000 คน และประดับด้วยอัญมณี (ที่ไถหรือซื้อ) จากแหล่งต่าง ๆ ในประเทศอินเดียและเพื่อนบ้าน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526

สิ่งก่อสร้างนี้ออกแบบโดยอุสตาด ไอซา ซึ่งถูกประหารชีวิตหลังจากสร้างเสร็จเพราะชาห์ญะฮานไม่ต้องการให้สถาปนิกนี้ มีโอกาสไปออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยกว่านี้ อาคารหลักมีขนาดกว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร บริเวณอาคารหลักได้รับการยกสูงจากริมฝั่งแม่น้ำประมาณ 50 เมตร นอกจากนี้ยังมีอาคารทางเข้าและอาคารโดยรอบอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีพื้นที่รวม 42 เอเคอร์หรือประมาณ 106 ไร่

อย่างไรก็ตามภายหลังการก่อสร้างทัชมาฮาลไม่นาน ชาห์ญะฮานก็กลับคิดการใหญ่อีก คิดจะสร้างอาคารอีกหลังหนึ่งสำหรับพระองค์เอง โดยใช้หินสีดำ ให้ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำยะมุนา ตรงข้ามกับทัชมาฮาล เพื่อให้อยู่คู่กัน แต่การนี้คงต้องใช้เงินอีกมหาศาล ดังนั้นออรังเซบ พระราชบุตรของพระองค์เอง จึงทำรัฐประหารเพราะลำพังการก่อสร้างทัชมาฮาลก็ทำให้เศรษฐกิจย่อยยับ “ทรราช” ชาห์ญะฮานจึงถูกขังไว้ ณ ป้องอาครา จนสวรรคตในอีก 8 ปีต่อมา (พ.ศ.2209) ในวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระองค์จ้องมองเศษกระจกที่ใช้สะท้อนภาพของทัชมาอาล และสวรรคตในขณะที่มือยังถือเศษกระจกดังกล่าวอยู่ ออรังเซบจึงฝังพระศพของพระราชบิดาเคียงข้างมุมตัส มาฮาล

สำหรับต้นทุนค่าก่อสร้างเมื่อคำนวณเป็นเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา เป็นเงินประมาณ 500 ล้านเหรียญในปี พ.ศ.2548 หรือประมาณ 615 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ ปี 2555 ซึ่งคิดเป็นเงินไทยประมาณ 19,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบางแหล่งอาจประมาณการไว้สูงกว่านี้ การนำเงินคงคลังไปใช้มากมายพร้อมกับการเกณฑ์ผู้คนมาใช้แรงงานเป็นจำนวนนับ หมื่นเพื่อมเหสีที่สิ้นพระชนม์ไปเช่นนี้ อาจถือเป็นการโกงประชาชน และทำร้ายประเทศชาติเพื่อสนองความต้องการของตนเองในฐานะ “ทรราช” ในทางหนึ่ง

สำหรับค่าที่ดิน 106 ไร่นั้น จากการสำรวจเบื้องต้นของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) พบว่าที่ดินในย่านนอกเมืองตกไร่ละ 7 ล้านบาท ส่วนในเมืองที่ดินที่สามารถใช้สร้างโรงแรมใกล้ทัชมาฮาล ตกไร่ละ 48 ล้านบาท หากไม่มีทัชมาฮาล และสมมติให้ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินในเมืองทั่วไปที่ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว ราคาคงจะตกเป็นเงินไร่ละ 40 ล้านบาท ดังนั้นที่ดินทัชมาฮาลนี้จึงน่าจะเป็นเงินประมาณ 4,240 ล้านบาท และเมื่อรวมกับค่าก่อสร้าง 19,000 ล้านบาทแล้ว จึงเป็นเงินต้นทุนค่าก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 23,240 ล้านบาท ซึ่งหากนำเงินจำนวนนี้มาสร้างทางด่วนขนาด 4 ช่องจราจร เช่น ทาวด่วนดาวคะนอง จะสามารถสร้างได้เป็นระยะทางประมาณ 43 กิโลเมตร (ตารางเมตรละ 32,000 บาท) ซึ่งเป็นคุณูปการกว่าทัชมาฮาลมาก

คราวนี้มาพิจารณาถึงรายได้จากการเข้าชมทัชมาฮาลนั้น ในกรณีชาวอินเดียเก็บเป็นเงิน 20 รูปีต่อหัว ชาวต่างประเทศทั่วไปเก็บเป็นเงิน 750 รูปีต่อหัว ส่วนชาวเอเชียใต้อื่นเก็บเป็นเงิน 510 รูปีต่อหัว ส่วนเด็กต่ำกว่า 15 ปีไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีค่าเข้าชมในช่วงกลางคืนซึ่งเก็บในอัตราใกล้เคียงกันอีกด้วย แต่ในแต่ละเดือนจะเปิดช่วงกลางคืนอยู่ไม่กี่วันเท่านั้น (ช่วงคืนเดือนเพ็ญ) โดยในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 2-4 ล้านคน โดยเป็นชาวต่างประเทศ 200,000 คน

ในที่นี้สมมติให้เก็บค่าเข้าชมแก่ชาวต่างประเทศเฉลี่ย 700 รูปี และชาวอินเดีย 20 รูปีต่อหัว โดยในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียประมาณ 3 ล้านคน เป็นชาวต่างประเทศ 200,000 คน ก็จะสามารถเก็บเงินได้ ประมาณ 200 ล้านรูปีต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทย 120.54 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่าย 30% โดยประมาณแล้ว ก็จะเป็นเงินได้สุทธิ 84.4 ล้านบาท หากแปลงรายได้เป็นมูลค่าด้วยอัตราผลตอบแทนที่ 5% เพราะแทบไม่ต้องลงทุนอะไรในขณะนี้ (ยกเว้นการซ่อมแซมและการบำรุงรักษา) ก็จะเป็นเงิน 1,688 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนค่าก่อสร้างที่ประเมินไว้ 23,240 ล้านบาทเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามการดำรงอยู่ของทัชมาฮาล ก็ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกหลายเท่าตัว โดยในที่นี้หากสมมติให้มีผลกระทบอีก 4-6 เท่าตัว ก็ยังเป็นเงินน้อยกว่าต้นทุนค่าก่อสร้างที่ประเมินได้อยู่ดี

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การก่อสร้างทัชมาฮาลในเบื้องแรกโดยผู้ปกครองในอดีต เจ๊งตั้งแต่วันแรกที่คิดสร้างแล้ว ส่งผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจ ฐานะของประชาชน และการคลังของประเทศชาติอย่างรุนแรง จนต้องถูกรัฐประหารไปในที่สุด และในปัจจุบัน แม้จะมีผู้คนจากทั่วโลกไปท่องเที่ยว ก็ไม่อาจเกิดความคุ้มทุนจากการท่องเที่ยวแต่อย่างใด

โดยสรุปแล้ว ในแง่หนึ่ง ทัชมาฮาลจึงอาจเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันงดงามมั่นคง แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นอนุสรณ์สถานของการขูดรีดแรงงานประชาชนและทรัพยากรของ ชาติและเพื่อนบ้าน หากไม่มีความปรารถนาอันแรงกล้า (บ้า/หลง) และการมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ในการบังคับเอา ก็คงไม่สามารถเสกสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ของโลกเช่นนี้ให้ชนรุ่นหลังได้ประจักษ์ ในศักยภาพของมนุษย์ได้

พนง.สอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด แจง อนุกสม. กรณีไอแพดร้องทุกข์กล่าวโทษนักปรัชญาชายขอบด้วยม. 112

ที่มา ประชาไท

สารวัตรเจ้าของคดีฟ้องนักปรัชญาชายขอบ รับสถิติรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยมาตรา 112 สูงกว่าพื้นที่อื่น ระบุ ตำรวจต้องทำตามหน้าที่ หากไม่รับคำร้องทุกข์ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ชี้ผู้ถูกร้องโดยไม่มีมูลและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนต่อแล้ว สามารถฟ้องกลับได้ฐานแจ้งความเท็จ

วันนี้ (13 ก.พ.55) อนุกรรมการสิทธิด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เชิญ พ.ต.ท.สุคิด เพ็ชรโยธา พนักงานสอบสวน สบ.3 เจ้าของคดี ที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือนามปากกา "I Pad" ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ หรือนามปากกา นักปรัชญาชายขอบ

โดย พ.ต.ท.สุคิดให้ข้อมูลพื้นฐานว่าเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2553 นายวิพุธ สุขประเสริฐซึ่งมีภูมิลำเนาเขตอำเภอเมืองร้อยเอ็ด มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ว่ามีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยมาร้องทุกข์กล่าวโทษเว็บไซต์ประชาไท จากบทความเรื่อง 'จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่าง ไร?' ซึ่งเขียนโดยนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โดยร้องทุกข์กล่าวโทษในส่วนของผู้ที่โพสต์เข้ามาแสดงความคิดเห็น ได้แก่ ผู้ใช้นามแฝงว่า นักปรัชญาชายขอบ ผู้เขียนบทความคือนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และผู้แสดงความเห็นท้ายบทความอีก 3 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย

ต่อมา สภ.เมืองร้อยเอ็ดก็ตั้งคณะสอบสวน มีการสอบสวนผู้เกี่ยวข้อง เลขไอพีแอดเดรส มาตรวจสอบที่กองบังคับการสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กระทรวงไอซีที จนกระทั่งทราบว่ามีใครบ้าง จากนั้นมีการประชุมโดยที่ต้องขอความเห็นชอบออกหมายจับจากผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค ที่ประชุมมีมติว่าให้ดำเนินคดีกับสุรพศ ทวีศักดิ์ ซึ่งใช้นามแฝงว่านักปรัชญาชายขอบ และอีกรายหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม เพราะอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

จากนั้นมีการเสนอมติในการแจ้งข้อกล่าวหาไปยังตร.ภูธรภาค 4 และเข้าที่ประชุมของคณะพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ให้สอบพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ปลัดจังหวัดฝ่ายท้องถิ่น นายกเทศมนตรี และนายก อบจ. รวมถึงนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ประกอบ จากการสอบสวนพยานหลักฐานต่างๆ ตร.ภูธรภาค 4 ก็มีมติเห็นชอบให้มีการอนุมัติ คือให้ออกหมายเรียกก่อน ถ้าออกหมายเรียกแล้วไม่มา ก็ให้ออกหมายจับ ซึ่งนายสุรพศก็ขอเลื่อนรายงานตัวมาเป็นวันที่ 17 ก.พ.

จากการร้องทุกข์กล่าวโทษคราวเดียวกัน ไอแพดร้องมา 5 คน แต่จากการสอบสวน เข้าข่ายว่าอาจเป็นความผิด 2 คน โดยอีกรายหนึ่งก็ถูกหมายเรียกเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ในทางปฏิบัติ กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าว โทษด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ความเห็นของพนักงานสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด พนักงานสอบสวนต้องส่งไปให้ ตร.ภูธรภาค และ ตร.ส่วนกลางพิจารณาตามลำดับ แม้ สภ.เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องส่งให้พิจารณาเช่นกัน

พ.ต.ท.สุคิดให้ความเห็นกรณีที่มีการฟ้องร้องที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดเป็นจำนวนมากว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกคดี หากไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจึงเป็นผู้ใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นสืบสวนสอบสวน หากเห็นว่ากรณีใดไม่เข้าลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 เลย และได้รับความเห็นจาก ตร.ภาคและตร.ส่วนกลางแล้ว ก็จะไม่ดำเนินการต่อ จากการณีของนายวิพุธที่ร้องบุคคลจำนวน 5 รายในการร้องทุกข์คราวเดียวกับสุรพศ แต่ตำรวจสอบแล้วมีมูลเพียง 2 ราย

พ.ต.ท.สุคิดระบุว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกกรณี แต่หากกรณีใดไม่เป็นข้อเท็จจริง และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนและสั่งฟ้องแล้ว ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่มีมูลก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกลับได้ในฐานะ แจ้งความเท็จ

ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ ได้สอบถามกรณีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่สภ.เมืองร้อยเอ็ดจำนวนมากกว่า ปกติ พ.ต.ท.สุคิดรับว่าจากปี 2553 เป็นต้นมา มีการร้องทุกข์มากจริงและมีสถิติสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ด้วยกัน

คุยกับหมอนิรันดร์ เมื่อ ม. 112 ถึงมืออนุกรรมการสิทธิ์

ที่มา ประชาไท

ประชาไทสัมภาษณ์ น.พ.นิรัดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ถึงการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการร้องเรียนว่าการบังคับใช้ประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ทั้งนี้ประชาไทพูดคุยเฉพาะหลักการทำงานของ “อนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” ในส่วนที่เปิดเผยต่อสาธารณะได้ เนื่องจากทุกกรณีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและบางกรณีอยู่ ระหว่างการประสานงานของอนุกรรมการฯ เพื่อขอข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง





ช่วงนี้มีการตรวจสอบการใช้มาตรา 112 ไป 2-3 กรณี มีข้อสังเกตอย่างไรเกี่ยวกับการใช้มาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อนุกรรมการที่รับผิดชอบการศึกษาการร้องเรียนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็คืออนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ เราเองได้รับเรื่องร้องเรียนในกรณีของการละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการ เมืองด้วยการบังคับใช้มาตรา 112 เท่าที่จำได้มี 3 กรณีแรกคือคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุขที่ทำวารสาร เรดพาวเวอร์ กรณีที่สองคือ อ.สมศักดิ์ เจียมธรสกุล จากการเขียนยทความในเว็บไซต์ และกรณีที่ 3 ก็คือกรณีของอาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ ก็ถือเป็นอำนาจหน้าที่ที่เราต้องไปตรวจสอบตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

การละเมิดนั้นเป็นการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สถาบันแต่อย่างไร เราถือเป็นหน้าที่ของอนุกรรมการฯ ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เราไม่มีการตั้งธงว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขหรือจะยกเลิก

ประการที่สองต้องยอมรับว่าการบังคับใช้มาตรา 112 ได้ปรากฏต่อเวทีโลกในการประชุมที่เจนีวา ขององค์การสหประชาชาติในกิจกรรมที่เรียกว่าการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และมีการตั้งประเด็นเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 ร่วมกับการใช้พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่ามีสถิติการบังคับใช้กฎหมายทั้งสองมาตราทำให้คนถูกละเมิดด้วยการบังคับใช้ กฎหมายทั้งสองมาตราค่อนข้างเยอะในสองสามปีที่ผ่านมา

ขณะนั้นตัวแทนไทย ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ท่านเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนอยู่ด้วย ก็เป็นเวทีที่รัฐบาลไทยต้องตอบทั้งในส่วนของการบังคับใช้มาตรา 112 และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และหลังจากนั้นต้องมีการติดตามว่าผลที่เราได้ชี้แจงไว้เมื่อเดือนตุลาคมปี ที่แล้ว เราต้องชี้แจงเขาต่อในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ว่าสิ่งเหล่านี้มีข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างไรบ้าง นี่คือการทำงานระดับชาติที่เชื่อมโยงกับระดับโลกด้วย ซึ่งกรรมการสิทธินั้นทำงานนี้โดยมีอำนาจหน้าที่ต่อกรณีดังกล่าว 3 ประการคือ

หนึ่ง อำนาจหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่ามีสิ่งที่กิดขึ้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนจริงหรือไม่

สอง การมองเรื่องนโยบายของการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไรและ จะให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร

ประการที่สามคือ หน้าที่ในการประสานหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการบังคับใช้กฎ หมายทั้งวสองส่วน ทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ว่าการบังคับใช้กฎหมายนั้นมีสิ่งที่ต้องได้รับการทบทวนหรือปฏิบัติให้สอด คล้องกับหลักการสิทธิมนุษชนสากลอย่างไรบ้างเพราะประเทศไทยนั้นได้ลงนาม ผูกพันตนตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง นี่คือพันธะผูกพันที่ต่อเนื่องมาถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและต่อ เนื่องมาถึงอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิมทางการเมือง ที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

คนที่คิดว่าตนเองได้ผลกระทบจากการบังคับช้มาตรา 112 ต้องร้องเข้ามายัง กสม. เพราะกสม. ไม่มีอำนาจลงไปตรวจสอบเองใช่ไหม

ไม่ใช่ทั้งหมด ก็มีทั้งสองส่วนคือ อาจจะมีผู้ร้องมาก็ได้ ส่วนที่สองถ้าไม่มีผู้ร้องแต่เราพบว่ามีการละเมิดเราอาจจะเป็นผู้ลงมือไปสอบ แต่ความเซนซิทีฟต่างกันคือบางกรณีที่ผู้ถูกละเมิดเขาไม่ร้องมาแล้วลงไปตรวจ สอบ บางครั้งต้องยอมรับว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของความรุนแรงใน พื้นที่ คนที่เขาร้องมาเขาไม่อยากเปิดเผยชื่อเพราะอาจจะกระทบต่อชีวิต สวัสดิภาพความปลอดภัย ความเป็นอยู่ บางคนก็ไม่กล้าร้องมา หรือร้องมาแต่ไม่อยากปรากฏชื่อ ฉะนั้นก็ต้องมองทั้งกระบวนการ คือไม่จำเป็นต้องมีคนร้อง แต่การมีคนร้องเข้ามานั้นก็หมายความว่าเราสามารถที่จะหาข้อมูลหรือผู้มีส่วน ได้เสียมาซักถามได้ แต่ถ้าไม่มีคนร้องเราอาจจะต้องไปดูตามความเหมาะสมกับพื้นที่ด้วย คือการตรวจสอบเราไม่ควรจะไปกระทบต่อผู้ถูกละเมิดจากอำนาจและอิทธิพล เป็นสิ่งที่เราต้องคิดเผื่อคนที่ถูกละเมิดด้วย

เรื่องการบังคับใช้ 112 มีปัญหาเช่นนี้ไหม เรื่องการเกรงกลัวอิทธิพล หรือกระแสสังคมที่มีลักษณะที่ชี้ผิดชี้ถูกต่อคนที่ถูกฟ้องร้อง มีผลกระทบต่อการทำงานบ้างไหม

เท่าที่ทำมา ผมยังไม่เคยเจอนะครับ เพียงแต่ว่าในประเด็น 112 เราพบสภาพสังคมไทยขณะนี้มีปัญหา คือสภาพสังคมที่มีความคิดเห็นต่างๆ กันทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยผมถือว่เปนเรื่องปกติ แต่ที่เป็นเรื่องไม่ปกติและที่เรากังวลคือการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทำให้ เกิดความเป็นฝักฝ่ายเป็นพวกกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นคือการเผชิญหน้ากัน การกล่าวหากัน เช่น กรณีของคนที่แตะ 112 กลายเป็นผู้ที่ต้องการล้มสถาบัน นั่นคือการกล่าวหากันและสรุปเลย นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยสบายใจและไม่อยากให้สังคมไทยถลำลึกและไปสู่ความขัด แย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง

เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาต่อความเห็นที่แตกต่างกันซึ่งเป็นเรื่องปกติใน สังคมในระบอบประชาธิปไตยก็ควรเป็นการแก้ไขแบบอารยะ คือการไม่ให้คนตีกัน ไม่ให้คนทะเลาะกัน ก็คือต้องรับฟังความคิดเห็น แล้วเมื่อฟังแล้ว ก็ต้องมาดูว่าความเห็นใดอันไหนเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม และสำคัญที่สุดคือว่าความเห็นที่ต่างนั้น อะไรที่จะทำไปสู่การแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซาก

ผมคิดว่า ‘อะไร’ มันสำคัญกว่า ‘อย่างไร’ ถ้าเรามัวแต่ถามว่าทำไมถึงออกมาแสดงความเห็น เราต้องยอมรับกติกาก่อนว่าในสังคมประชาธิปไตย ใครที่ออกมาแสดงความคิดเห็นอบ่างตรงไปตรงมา ตามหลักวิชาการ ไม่เข้าข่ายเรื่องการดูถูกละเมิดคนอื่น ผมคิดว่าเราต้องฟัง แต่เอาความคิดต่างตรงนั้นมาคิดว่าแล้วอะไรทำให้เกิดความเห็นต่างเหล่านั้น แล้วความเห็นต่างเหล่านั้นจริงๆ แล้วมีข้อสรุปในการเอามาทบทวนแก้ไขไม่ให้มีการละเมิด ไม่ให้มีการกระทำผิดขึ้นอีกได้ไหม หรือจริงๆ แล้วไม่มีมูลเลย เราก็จะได้รู้กัน

เราต้องยอมรับความเป็นเหตุเป็นผล องค์ความรู้ในการตัดสินปัญหา ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกหรือความเห็น

กรณีที่มีการร้องเรียน ล่าสุดคือกรณีของสุรพศ ทวีศักดิ์ ที่ถูกบุคคลหนึ่งร้องทุกข์กล่าวโทษ และพบว่าบุคคลนั้นได้ฟ้องร้องลักษณะเดียวกันหลายคดี ทางอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตอย่างไรต่อการใช้กฎหมายลักษณะนี้

ผมคิดว่าเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่มีผู้ไปร้องเรียนและแจ้งความต่อสถานี ตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด แจ้งความเอาผิดกับอาจารย์สุรพศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในหลายๆ กรณี ซึ่งอาจารย์สุรพศอาจจะเป็นกรณีที่พิเศษขึ้นมาหน่อยหนึ่งคือเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัย สิ่งที่อาจารย์เน้นและร้องมาก็คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงควาเมห็นทางวิชาการ ซึ่งไม่ใช่ว่าอาจารย์เพิ่งจะมาแสดงความเห็นตอนนี้แต่เป็นมาตลอดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนเห็นต่างและมองว่าสิ่งที่อาจารย์นำเสนอไปขัดกับ มาตรา 112 แล้วเผอิญการใช้กฎหมายในมาตรา 112 นั้น ใครก็ไปแจ้งความได้ ตรงนี้เราต้องไปศึกษาดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงอย่างไรบ้างแล้วข้อ เท็จจริงในการบังคับใช้กฎหมายนี้ในกรณีอาจารย์สุรพศ เมื่อมาซักถามต่างๆ แล้วพบว่า ที่ร้อยเอ็ดมีสถิติการร้องเรียนมาตรา 112 ที่ค่อนข้างสูงพอสมควร จึงต้องมาดูว่าการกล่าวหากันด้วยมาตรา 112 มีข้อเท็จจริงในมุมมองของผู้ร้องและผู้ถูกร้องอย่างไรบ้างซึ่งสังคมควรจะได้ มารับรู้ข้อมูลตรงนี้มากกว่าจะมาบอกว่าคนที่ต้องการแก้ไขมาตรา 112 เป็นคนที่ต้องการจะล้มสถาบัน หรืออีกคนหนึ่งรักสถาบัน นั่เนป็นแค่การมองที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุต้องมาดูก่อนว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไรบ้าง

วันนี้ที่ทางอนุกรรมการฯ จะไปเยี่ยมปณิธาน พฤกษาเกษมสุขซึ่งพ่อของเขาถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 112 และร้องขอสิทธิประกันตัวมาเจ็ดครั้งแล้ว กรรมการสิทธิ์มีแนวทางการดำเนินงานอย่างไรต่อกรณีนี้

กรณีคุณสมยศนั้นเป็นกรณีแรกๆ ที่เรารับเข้ามาตรวจสอบ และผมก็ได้ไปเยี่ยมที่เรือนจำ ครั้งสุดท้ายก็คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และทราบว่าเขามีปัญหาสุขภาพด้วยจึงไปตรวจเยี่ยมพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ถูกคดีข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ผมคิดว่ากรณีลูกชายคุณสมยศออกมาแสดงการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการอด ข่าวเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่เขาทำได้ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการสิทธิซึ่งผมเองให้ความสนใจและไม่ได้มองว่าเราทำ หน้าที่แค่ตรวจสอบเพื่อเอาข้อมูลแต่เรามีหน้าที่ต้องติดตามดูว่าคุณสมยศเขา ได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ต้องหาที่มีสิทธิในการได้รับการประกันตัว สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอะไรบ้าง

การที่ลูกชายคุณสมยศออกมาอดข้าวเพื่อให้เห็นสิทธิการประกันตัว ก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องไปฟังเหตุผลจากลูกชายคุณสมยศ และส่วนที่สองคือในฐานะที่เป็นหมอ เห็นคนทำอะไรที่มีโอกาสเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ ผมก็ถือโอกาสไปช่วยูและแนะนำไม่ให้เขาเปนอันตรายจากการเคลื่อนไหวแบบนี้

มาตรา 112 นั้นปฏิเสธได้ยากว่าเกี่ยวพันกับความขัดแย้งในสังคมไทยมายาวนานพอสมควร ขณะที่กรรมการสิทธิ์เองก็ถูกคาดหวังในสองส่วนคือ คาดหวังเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน และคาดหวังความเป็นกลาง กรรมการสิทธิ์พบขอจำกัดอะไรในการทำงานหรือไม่

เป็นเรื่องของอนุฯ ชุดผมที่รับงานมารับผิดชอบ คือผมคิดว่าความเห็นต่าง ในสังคมประบอบประชาธิปไตยเราต้องรู้ว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เรามีวิธีจัดการความเห็นต่างที่เป็นเรื่องของความขัดแย้งอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าสังคมไทยขณะนี้ต้องยอมรับว่าเราต้องตรงเข้าไปที่ปัญหาเพื่อแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งเพื่อหามุมมองให้ถูกต้อง แต่ถ้าเราปล่อยไว้มันก็เหมือนเป็นฝีที่เป็นหนอง สักวันหนองมันก็ต้องระเบิดออกมา เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่องการบังคับใช้มาตรา 112 ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าเรายอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วหาว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร จากอะไรนั้นเราก็ค้นคว้าหาข้อมูลแล้วเอามาดำเนินการตามวิถีทางในระบอบ ประชาธิปไตย เช่น ขณะนี้ มีความเห็นของนิติราษฎร์ออกมาเป็นความเห็นทางวิชาการ ผมก็ไม่ได้จะบอกว่าผมเห็นด้วย แต่ความคิดเห็นของผมเป็นอย่างไรนั้น ผมก็มีหน้าที่ต้องตรวจหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกันมีคณะกรรมการออกมารณรงค์มาตรา 112 เขาก็ทำหน้าที่ในฐานะภาคประชาสังคมในการเคลื่อนไหวถ้าเขาคิดว่ากฎหมายนี้มี ปัญหา ก็เป็นเรื่องของสิทธิของประชาชนเที่เขาจะทำได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบนั่นหมายความว่าถ้าเขาเสนอต่อสภาแล้วสภาบอกไม่รับ รัฐบาลบอกว่าไม่เสนอกฎหมายนี้เรื่องก็จบ แต่มันก็ทำให้เห็นความงดงามของตัวอย่างในสังคมว่าการแสดงความคิดเห็นต่างๆ มันเกิดขึ้นได้ ถ้าอยู่ในประเด็นที่ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและไม่เป็นการทำลายประโยชน์ สาธารณะ ก็เป็นไปตามครรลองคือระบบรัฐสภาและรัฐบาลที่มารับผิดชอบ ถ้าทำได้ เราก็เป็นตัวอย่างการจัดการความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในสังคม ถ้าสังคมเอากรณีนี้เป็นตัวอย่างได้ สังคมไทยก็จะมีบทเรียนของการจัดการความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในสังคม สังคมไทยจะได้มีบทเรียนและมีแนวคิดในการทำงานว่าความเห็นต่างขัดแย้งกันนั้น สังคมไทยจัดการได้ ไม่จำเป็นต้องกล่าวหา หรือเผชิญหน้ากัน ไม่จำเป็นต้องเป็นความรุนแรงลุกลามจนเกิดการกระทบกระทั่งกัน

คุยกับหมอนิรันดร์ เมื่อ ม. 112 ถึงมืออนุกรรมการสิทธิ์

ไท พฤกษาเกษมสุข อดข้าวเข้าสู่วันที่ 3 คนยังแห่ให้กำลังใจ หมอแนะพัก-กำหนดเวลาเยี่ยม

ที่มา ประชาไท

ปณิธาน (ไท) พฤกษาเกษมสุข อดข้าวหน้าศาลอาญาเป็นวันที่ 3 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขผู้เป็นพ่อ ซึ่งถูกฟ้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการเป็นบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ และยังไม่ได้รับการประกันตัว หลังจากได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวไปทั้งสิ้น 6 ครั้ง รวมระยะเวลาถูกขังระหว่างพิจารณาคดีกว่า 10 เดือนแล้ว

โดยวันนี้ (13 ก.พ. 2555) น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมระบุว่า การที่ลูกชายนายสมยศออกมาอดข้าวเพื่อเรียกร้องให้เห็นสิทธิการประกันตัว ก็เป็นหน้าที่จะต้องมาฟังข้อเท็จจริง และส่วนที่สองคือในฐานะที่เป็นหมอ เห็นคนทำอะไรที่มีโอกาสเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ ก็ถือโอกาสไปช่วยดูและแนะนำไม่ให้เขาเป็นอันตรายจากการเคลื่อนไหวแบบนี้

โดย น.พ.นิรันดร์ด้วยกล่าวว่า การออกมาแสดงการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการอดข่าวเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่เขาทำได้

“ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการสิทธิฯ ซึ่งผมเองให้ความสนใจและไม่ได้มองว่าเราทำหน้าที่แค่ตรวจสอบเพื่อเอาข้อมูล แต่เรามีหน้าที่ต้องติดตามดูว่าคุณสมยศเขาได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ต้องหา ที่มีสิทธิในการได้รับการประกันตัว สิทธิในกระบวนการยุติธรรมอย่างไรบ้าง”

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ามาเยี่ยมนายปณิธานและทักทายกับบรรดาผู้ที่เดินทางมาให้กำลังใจ จากนั้นลักขณา ปันวิชัย หรือคำ ผกา นักเขียนชื่อดังและวันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินทางมาเช่นกัน โดยทั้งสองร่วมลงชื่อและเขียนข้อความให้กำลังใจแก่นายปณิธาน และพูดคุยด้วยเป็นเวลาสั้นๆ

สำหรับนายปณิธานวันนี้มีท่าทีเหนื่อยล้าแต่ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีผู้เดินทางมาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม วันนี้มีการปิดป้ายประกาศคำแนะนำจากแพทย์กำหนดเวลาเยี่ยมนายปณิธาน เหลือเพียง 2 ช่วง คือ เวลา 10.00-13.00น. และ 17.00-21.00น. เนื่องจากต้องการให้นายปณิธานได้พักผ่อนให้มากขึ้น

อนึ่ง ปณิธานประกาศอดข้าวเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้กับพ่อของเขาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 112 ชั่วโมง หรือ 4 วันกับอีก 16 ชั่วโมง

เลื่อนสืบพยานคดี "สมยศ" ไป 18 เม.ย. หลังเดินทางถึงสงขลา

ที่มา ประชาไท

หลังนำตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ ไปสงขลา เพื่อสืบพยาน ปรากฏว่าพยานไม่มาศาล เพราะพักอยู่ที่ปทุมธานี สะดวกให้ปากคำที่กทม. ทนายเชื่อเป็นการกลั่นแกล้ง เตรียมอุทธรณ์ประกันตัวสมยศต่อ หลังถูกยกคำร้องเป็นครั้งที่ 6

(13 ก.พ. 55) ตามที่มีกำหนดสืบพยานที่ศาลจังหวัดสงขลา ในคดีที่สมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณและเรด พาวเวอร์ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการเป็นบรรณาธิการนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ โดยก่อนหน้านี้ สมยศถูกส่งตัวไปเรือนจำจังหวัดต่างๆ ได้แก่ สระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ เพื่อสืบพยานโจทก์ และถูกส่งตัวมาที่เรือนจำ จ.สงขลาเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา

สุวิทย์ ทองนวล ทนายความของสมยศ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีการสืบพยานในวันนี้ เนื่องจากเมื่อไปถึงศาล ปรากฏว่าพยานไม่มา และเมื่ออัยการ จ.สงขลา ติดต่อไปยังพยาน ได้คำตอบว่า พยานพักอยู่ที่ปทุมธานี สะดวกให้ปากคำที่กรุงเทพฯ ศาลจังหวัดสงขลาจึงส่งประเด็นกลับมาที่ศาลอาญา กรุงเทพฯ โดยจะมีการสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 18 เม.ย. ที่ศาลอาญารัชดา กรุงเทพฯ

ทนายของสมยศให้ความเห็นว่า เหตุการณ์แบบนี้เหมือนเป็นการกลั่นแกล้งกัน เพราะพยานแต่ละปากนั้นพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่กลับมีการเรียกสืบพยานที่ภูมิลำเนาของพยาน ซึ่งที่ผ่านมา ตนเองก็แถลงคัดค้านการสืบพยานในลักษณะนี้ทุกครั้ง เนื่องจากทราบว่าพยานทุกปากอยู่ที่กรุงเทพฯ ทั้งยังยินดีออกค่าใช้จ่ายให้กับพยานปากต่อไป ให้สามารถเดินทางมาเบิกความที่ศาลในกรุงเทพฯ ได้ ทั้งนี้ เพราะการเดินทางแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบาก สมยศซึ่งมีปัญหาสุขภาพจะต้องนั่งที่หลังรถกระบะ มีโซ่ตรวน และเจอกับสภาพอากาศร้อน อย่างที่เดินทางมาสงขลา ใช้เวลาถึง 12 ชั่วโมง

สุวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้เขาได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลขอให้รีบออกหมายส่งตัวสมยศกลับไปที่ กรุงเทพฯ เนื่องจากคดีนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ อาจมีการตั้งข้อรังเกียจ รวมถึงอาจมีความขัดแย้งเรื่องสีทางการเมือง หากอยู่นานเกรงจะเป็นอันตราย ซึ่งศาลก็ได้ออกคำสั่งให้นำตัวสมยศกลับกรุงเทพฯ โดยเร็ว คาดว่าน่าจะใช้เวลา 1-2 วัน

ส่วนการยื่นประกันตัวนั้น สุวิทย์ระบุว่า หลังจากยื่นประกันตัวเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งที่ 6 แล้ว ศาลได้ยกคำร้องด้วยเหตุผลเดิมคือ ไม่มีเหตุกลับคำสั่งเดิม ดังนั้น เขาจึงจะยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 16 ก.พ. นี้ซึ่งเป็นวันที่ปณิธาน บุตรชายของสมยศจะอดอาหารครบ 112 ชั่วโมง

สำหรับบรรยากาศในเรือนจำขณะนี้ แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่าผู้ต้องหาคดี 112 หลายรายได้รับการติดต่อจากพนักงานอัยการให้รับสารภาพ ส่งผลให้มีบางรายที่รับสารภาพแล้ว เช่น กรณีสุรชัย แซ่ด่าน และมีหลายคนเกรงว่าหากไม่รับสารภาพแล้วจะได้รับโทษเต็มๆ

TDRI ชี้ TPBS ใน มี.ค.-พ.ค.53 มีแนวโน้มรับวาทกรรมที่รัฐสร้างขึ้นมาโดยปราศจากคำถาม

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์วอยซ์ทีวี เผยแพร่รายงานการวิจัยของ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง เรื่อง 'ความเป็นอิสระของทีวีสาธารณะและการถ่ายทอดวาทกรรมและปฏิบัติการจิตวิทยาของ รัฐ: กรณีศึกษาการชุมชุมทางการเมืองในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553' ระบุว่า ทีวีไทยเป็นส่วนหนึ่งขององค์การกระจายเสียงและแพร่ ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยออกแบบไว้อย่างระมัดระวังเพื่อให้มีหลักประกันด้านความเป็นอิสระจาก รัฐบาล (ด้วยโครงสร้างตามกฎหมาย) และจากกลุ่มทุนอื่น (โดยกำหนดให้มีแหล่งทุนสนับสนุนหลักที่ชัดเจนจากภาษีบาปปี ละไม่เกิน 2,000 ล้าน)

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์และมีการศึกษาที่ชี้ว่า ทีวีไทยยังเป็นสถานีที่ไม่มีความโดดเด่นในด้านความเป็นอิสระอย่างที่ควรจะ เป็น (และสามารถเป็นได้) หรือเป็นกลางทางการเมือง(ในความหมายของ unbiased/impartiality) อย่างแท้จริง หรือมีความเป็นมืออาชีพที่สามารถเป็นต้นแบบที่คนทางทีวีช่องอื่นๆ (ที่อาจจะไม่มีโอกาสที่ดีเท่า เพราะต้องรับใช้ทุน รัฐ หรือกองทัพ) ได้ยึดถือเป็นแบบอย่างการศึกษานี้พยายามวิเคราะห์ความเป็นอิสระและความเป็น กลางทางการเมืองของทีวีไทย โดยใช้วิธีหาหรือแสดงหลักฐานในกรณีที่การนำเสนอของทีวีไทยมีความเบี่ยงเบนไป จากมาตรฐานชั้นเลิศ (ideal standard) ในด้านเหล่านี้ของทีวีสาธารณะ

วิธีการศึกษาประกอบด้วย การติดตามดูทีวีไทยในช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. 2553 การสัมภาษณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และ/หรือ รับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องจากการประชุมอื่นๆ และการรับฟังข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในวงการสื่อจำนวนหนึ่งที่สนใจปัญหานี้และ ติดตามชมทีวีไทยในช่วงดังกล่าว

การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อสาธารณะที่ใช้ ภาษีของประชาชนและมุ่งหวังให้เกิดความตระหนักถึงมาตรฐาน/ความเป็น อิสระ/จริยธรรมของสื่อสาธารณะในการนำเสนอข่าวสารที่รอบด้านให้ประชาชน

ผลการศึกษาพบว่า แม้ว่าในบางช่วงทีวีไทยเป็นช่องที่เสนอข่าวการชุมนุมมากกว่าฟรีทีวีโดย เฉลี่ย แต่การที่ทีวีไทยไม่ได้เสนอข่าวที่รัฐพยายามใช้สื่อโทรทัศน์ในการทำสงคราม จิตวิทยาต่อสาธารณะ ในขณะที่มีการรับและถ่ายทอดวาทกรรมต่างๆ ที่รัฐสร้างขึ้นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้ง (ซึ่งอย่างน้อยบางส่วนเป็นวาทกรรมทีเห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้นเพื่อดำเนินการตอบ โต้กับผู้ชุมนุมและ/หรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง) มาใช้เป็นภาษาข่าวของสถานี โดยปราศจากการตั้งคำถามหรือมุมมองที่วิเคราะห์วิจารณ์ต่อสาธารณะ และการที่แทบจะไม่เสนอข่าวการแทรกแซงสื่อและการปิดกั้นเว็บไซท์ต่างๆ ของรัฐและกองทัพ จึงทำให้ภาพของทีวีไทยในด้านความเป็นอิสระของ “สื่อสาธารณะ” ไม่ได้มีความโดดเด่นไปจากสื่อโทรทัศน์ของรัฐหรือสื่อโทรทัศน์ทั่วไปที่มัก อยู่ภายใต้วัฒนธรรมกำกับการทำงานของรัฐ และมีแนวโน้มที่จะให้พื้นที่เต็มที่กับภาครัฐ และรับวาทกรรมที่รัฐสร้างขึ้นมาเหมือนโดยปราศจากคำถามหรือมุมมองวิพากษ์ วิจารณ์ ทำให้ทีวีไทยยังไม่ได้มีภาพของสื่อที่มีความเป็นมืออาชีพและเป็นอิสระจาก อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นความคาดหวังของคนจำนวนมากต่อทีวีไทยในช่วงที่มีการผลักดันให้ตั้ง ทีวีช่องนี้ขึ้นมา

ผลการศึกษาที่พบว่า ทีวีไทยมีแนวโน้มที่ไม่เป็นอิสระหรือเข้าข้างรัฐบาล ในช่วงการชุมนุมทางการเมืองในระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2553 นี้อาจจะไม่ได้หมายความว่าทีวีไทยเข้าข้างรัฐบาลหรือกองทัพเสมอไป แต่อาจจะสะท้อนความไม่เป็นกลางหรือการเลือกข้างของทีวีไทย ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเอียงข้างฝ่ายตรงข้ามกับรัฐในการชุมนุมทางการ เมืองในช่วงก่อนปี 2552

แม้ว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงในปัจจุบัน จะเป็นเรื่องยากที่ทีวีไทยหรือสื่ออื่นใดจะสามารถทำให้ผู้ชมทุกคนเห็นว่ามี ความเป็นกลาง ซึ่งกรรมการนโยบายและผู้บริหารทีวีไทยหลายท่านได้แย้งว่าทีวีไทย “ถูกด่า/วิจารณ์จากทั้งแดงทั้งเหลือง” และบางท่านมองดูปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นกลาง เพราะแสดงว่าได้ให้พื้นที่กับทั้งสองฝ่ายแล้ว แต่ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนปัญหาความเอนเอียงไปมาตามกระแสหรือเสียงวิจารณ์ใน ช่วงต่างๆ ก็เป็นได้ ซึ่งถ้าทีวีไทยสามารถท างานได้อย่างเป็นมืออาชีพที่ไม่เลือกข้างอย่างแท้จริง ก็น่าจะทำให้ข้อครหาเหล่านี้น้อยลงหรือหมดไป (และเปลี่ยนจากการ “ถูกด่าจากทั้งแดงทั้งเหลือง” เป็น “ไม่ถูกด่าจากทั้งเหลืองและแดง” แทน) ซึ่งถ้าทีวีไทยสามารถไปถึงจุดที่คนจำนวนมากเกิดความเชื่อมั่นว่าทีวีช่องนี้ เป็นทีวีที่อิสระและมีความเป็นมืออาชีพที่เชื่อถือได้และกล้าที่จะแสวงหา ความจริงมาตีแผ่ โดยไม่เอนเอียงไปข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแล้ว คนเหล่านั้นก็จะเกิดความหวงแหนและจะช่วยปกป้องทีวีช่องนี้ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็น “สินทรัพย์” (asset) ที่มีค่าและเกราะกำบังของทีวีไทยในอนาคต

เป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้ทีวีสาธารณะในบางประเทศมีภาพลักษณ์ที่มีจุดยืนทางการเมืองและในเรื่อง ต่างๆ ที่ไม่ใช่ตรงกลาง ตัวอย่างเช่น PBS ในสหรัฐได้ชื่อว่าเป็นทีวีเสรีนิยม (liberal) รวมทั้งรายการและพิธีกรที่มีชื่อเสียงของช่องบางคนด้วย อย่างไรก็ตาม ทีวีเหล่านี้มักจะมีนโยบายที่ชัดเจนในการเปิดพื้นที่ให้กับรายการที่ได้ชื่อ ว่ามีจุดยืนทางการเมืองต่างออกไป นอกจากนี้การทำงานของทีวีอย่าง PBS ก็ได้รับความยอมรับในความเป็นมืออาชีพค่อนข้างสูง และโดยทั่วไปแล้วไม่มีข้อครหาเรื่องการบิดเบือนใดๆ ความยอมรับในส่วนนี้ทำให้พิธีกรข่าวของ PBS มักได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้ด าเนินรายการ (moderator) ในการโต้วาทีในการเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีอยู่บ่อยๆ โดยไม่มีข้อคัดค้านหรือข้อครหาเรื่ องความไม่เป็นกลางทางการเมืองแต่อย่างใด ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นเป้าหมายที่ทีวีไทยควรจะตั้งและพยายามดำเนินงานแบบมือ อาชีพในการนำเสนอข่าวสารและรายการอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการยัดเยียด บิดเบือน หรือโจมตีเพื่อช่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งจะทำให้ทีวีไทยกลายเป็นทีวีสาธารณะที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายและยัง สามารถรักษาจุดยืนขององค์กร (ถ้ามี) ไปพร้อมกันด้วย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของประชาไท รายงานวิจัยส่วนบุคคลของ วิโรจน์ ณ ระนอง ชิ้นนี้เวลาจัดทำขึ้นในเดือนตุลาคม 2553 ในช่วงเข้าอบรม บสก.2 (หลักสูตรอบรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 2) ของสถาบันอิศรา โดยผู้วิจัยได้ชี้แจงในท้ายข่าวของวอยซ์ทีวีว่า

"TPBS โดยคุณหมอพลเดช (ปิ่นประทีป) เชิญผมไปประเมิน และต่อมา block ไม่ให้ีตีพิมพ์เผยแพร่ ก็เพิ่งมีให้ download เช่นกัน เพราะผมถือว่าโดยเจตนารมณ์ที่ พ.ร.บ. TPBS กำหนดให้มีการประเมินภายนอก ก็เพือสาธารณะสามารถตรวจสอบได้ และผมได้ให้เวลามาเป็นปีจนถึงช่วงนี้ ที่มีรายงานการประเมินปีภายนอกของปีถัดมา (โดย อ.ปัทมาวดี ซูซูกิ และคณะ) ออกมาให้เปรียบเทียบได้แล้ว (ในเว็บ TPBS มีเฉพาะบทสรุปสำหรับผู้บริหาร ในแต่ละปี) ซึ่งยกเว้นในเรื่องความน่าเชื่อ ถือของข่าว (ที่ผู้ประเมินอิงผลจากการทำ focus group กับกลุ่มคนที่ใกล้ชิด TPBS เป็นหลัก) แล้ว ผมได้ฟังการนำเสนอที่ กมธ.วุฒิ และดูรายงานไปคร่าวๆ เชื่อว่าผลการประเมินเรื่องและด้านอื่นๆ ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก"

AttachmentSize
ความ เป็นอิสระของทีวีสาธารณะ และการถ่ายทอดวาทกรรมและ ปฏิบัติการจิตวิทยาของรัฐ: กรณีศึกษาการชุมชุมทางการเมืองใน เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 โดย ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง.pdf938.84 KB

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/02/55 แฟร์ๆ กันหน่อย...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


แฟร์ๆ กันหน่อย ค่อยก่นด่า
ทำปากหมา ไม่สังวรณ์ เที่ยวสอนสั่ง
ดีพวกตัว ชั่วให้เพื่อน เลอะเลือนจัง
65 ปี ก็สิ้นหวัง ดั่งเคยเป็น....


สุดหน้าด้าน ประจานตัว ชั่วทั้งพรรค
โง่ดีดัก แค่ไหน ใครก็เห็น
ใช้วาจา เฉือนเชือด สุดเลือดเย็น
สร้างปมเด่น ลบปมด้อย ร้อยเรื่องเลว....


แก้ รธน. เพื่อพรรค ประจักษ์ชัด
ตระบัดสัตย์ ฉุดคร่า พาดิ่งเหว
สนับสนุน คนจัญไร สุมไฟเปลว
จนแหลกเหลว อับปาง เข้าทางมัน....


หวังพรรคตน เป็นรัฐบาล หน้าด้านมาก
คำสำราก สุดเฉไฉ ไม่สร้างสรรค์
ใช้มารยา สับหลีก อีกสารพัน
แล้วปิดกั้น ด้วยเล่ห์ เพทุบาย....


ผ่านกี่ยุค..ก็หน้าด้าน คือค้านแหลก
สร้างแตกแยก ปี้ป่น จนฉิบหาย
แต่ละตัว ช่างจำอวด วาดลวดลาย
หลอกพวกฟาย สาวกโง่..โอ๋ทั้งปี....


๓ บลา / ๑๔ ก.พ.๕๕
http://3blabla.blogspot.com

ธงชัย: ระบอบสังคมการเมืองที่ขัดฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง

ที่มา Thai E-News


ธงชัย วินิจจะกูล
Department of History
University of Wisconsin-Madison, USA
Asia Research Institute
National University of Singapore
ปาฐกถาในรายการสนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์จัดโดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 11 กุมภาพันธ์ 2555

หมายเหตุ: รูปเล่มจัดทำโดยมิตรออนไลน์ท่านหนึ่ง



"เพราะมาตรา 112 เป็นมากกว่ากฎหมายอาญามาตราหนึ่ง คือเป็นเครื่องมือบังคับควบคุมความคิดของลัทธิ Hyper Royal-ism สามารถใช้ได้หลายทาง ได้แก่ การลงโทษเพื่อขีดเส้นเป็นบรรทัดฐานว่าแค่ไหนเป็นความผิด การสร้างความกลัวทั้งในแง่กฏหมาย (เพราะโทษรุนแรงและกระบวนการผิดปกติ) และกลัวถูกสังคมลงโทษ ก่อให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง ไปจนถึงใช้ปลุกความบ้าคลั่งไล่ล่า ทำร้ายคนอื่นทั้งอย่างตักเตือนและอย่างโหดร้ายทารุณ การใช้มาตรา 112 ยังเปลี่ยนไปตามเวลาด้วย เช่น แต่ก่อนชาวต่างชาติที่ทำผิดจะโดนเนรเทศทันทีโดยไม่จำคุก เพิ่งโดนจำคุกในระยะหลัง การใช้มาตรา 112ในแบบล่าสุดระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือใช้ทำลายจิตวิญญาณหมายถึงการใช้ อย่างไร้ความปรานีจนกว่าจะยอมรับสารภาพคือมักจับไว้ก่อน ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาลับ ลงโทษรุนแรงแต่ให้ความหวังว่าจะพ้นคุกได้เร็วถ้ายอมรับสารภาพ จนหลายคนยอมแพ้ในที่สุด นี่คือการทำร้ายถึงจิตวิญญาณ หากต้องการอิสรภาพทางกายต้องยอมแพ้ราบคาบทางมโนสำนึก ชีวิตที่มีอิสระทางกายต้องขังจิตวิญญาณเสรีไว้ข้างในตลอดไป"

"เคยคิดไหมว่า อีก 50 ปีข้างหน้าประวัติศาสตร์จะบันทึกความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร จะบันทึกความขัดแย้งกรณีมาตรา 112 ว่าสะท้อนภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างไร ประวัติศาสตร์จะมองย้อนกลับมาแล้วประเมินและวิเคราะห์ปัจจุบันจากความรู้และ ทัศนะของอนาคตอย่างไร"

"สื่อมวลชนส่วนข้างมากคุณภาพตกต่ำไร้ความรับผิด ชอบอย่างน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง ในชั้นต้นอาจเริ่มจากความกลัว แต่ต่อมากลายเป็นความเคยชิน การละทิ้งจรรยาบรรณทางวิชาชีพเป็นภาวะปกติ แรกๆ ก็แก้ตัวว่าต้องทำเพื่อความอยู่รอด นานวันเข้าพวกเขาต้องปกป้องตัวเองว่าทำถูกต้องแล้ว ลงท้ายพวกเขาถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโกหกตอแหล ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดอีกต่อไป แต่เพื่อให้ความชอบธรรมแก่สิ่งที่ตนเป็นและกระทำ ในที่สุดพวกเขาจึงร่วม “ไล่ล่าแม่มด” อย่างสนิทใจ กลายเป็นกลไกโฆษณาชวนเชื่อของลัทธิกษัตริย์นิยมทำร้ายประชาชนอย่างสนิทใจ"

"แต่ข้อสังเกตสำคัญมากก็คือ ก่อนการรัฐประหาร 2549 คนที่คิดต่างมักเป็นผลของอุดมการณ์ทางการเมืองบางอย่าง เช่น นิยมเก็กเหม็ง สังคมนิยม มาร์กซิสม์ หรือเป็นเสรีนิยมที่ยึดมั่นว่าคนเราควรเท่าเทียมกัน แต่คนที่คิดต่างหลัง 2549 คือผลผลิตของ Hyper-royalism นั่นเอง กล่าวคือพวกเขาถูกทำร้าย ถูกละเมิดสิทธิเสียง และลงท้ายถึงขนาดถูกฆาตกรรมกลางเมืองหลวงโดยพวกกษัตริย์นิยม จึงเกิดปฎิกิริยาตอบโต้ลัทธิกษัตริย์นิยม ครั้นคนเหล่านี้ตื่นพ้นจากภวังค์กล่อมประสาทของ Hyper-royalism ไม่ยากเลยที่เขาจะ “ตาสว่าง” ตระหนักถึงการกระทำและผลของ Hyper-royalism ที่กล่าวมาข้างต้น Hyper-royalism เองนั่นแหละเป็นสาเหตุและผู้สร้างปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”"

คลิปร้อนบิณฑ์ปะทะอาจารย์วีระออกอากาศ

ที่มา Thai E-News



ที่มา เว็บบอร์ดบ้านราษฎร์
13 กุมภาพันธ์ 2555

วันนี้ก่อนบ่้าย3 ได้มีผู้ใช้ชื่อ บิณฑ์ ซึ่งได้รับการเปิดเผยภายหลังว่า คือ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับหนัง ปันญาเรณู2

โทรเข้าไปคุย กับ วีระธีรภัทร ที่วิทยุคลื่น 96.5 อสมท

หลังจากโชว์ออฟในfacebook ไม่พอใจ ที่ อาจารย์วีระ วิจารณ์เรื่องการขับรถของหน่วยกู้ภัย ซึ่งบิณฑ์ ได้ทำงานอยู่ที่นั้นเป็นประจำ

โดยบิณฑ์ ได้โทรเข้าไปพูดว่า ที่พวกผมต้องขับรถเร็ว เพราะต้องช่วยชีวิตคน แล้วยกแม่น้ำทั้ง5 อย่างนั้นอย่่างนี้ แล้วบอกว่าลูกน้องผมฟังอาจารย์เยอะ เขามาเปรยกับผม พวกเขาเสียกำลังใจ

เจอวีระ ตอกหน้า มันคนละประเด็นกันครับคุณบิณฑ์ ผมไม่ได้ไปตำหนิที่คุณช่วยคน แต่ที่คุณขับรถเร็วแซงซ้ายแซงขวา มันผิดกฎหมาย ผมเคยประสบเจอพวกกู้ภัยขับเร็วมาก่อนในการใช้ท้องถนน อีกอย่างสิ่งที่คุณทำมันไม่มีกฎหมายรับรอง รวมไปถึงการเปิดไซเรน ด้วย

คุยเ้กือบ15 นาทีละ มั้ง กว่านายบิณฑ์ มันจะัเข้าใจ มันเถียงอาจารย์ ฉอดๆๆ แต่เจอตอกหน้าหงาย กลางรายการ หลังจากนั้น แฟนรายการอาจารย์ แก ก็โทรเข้ามา ถล่มมันซ้ำ เรียกว่ากู่ไม่กลับ