WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 14, 2012

สืบคดี "ผอ.ประชาไท" อาสาสมัครดูแลเว็บบอร์ดยันมีระบบช่วยปิดความเห็นหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

(14 ก.พ.55) ที่ศาลอาญา รัชดา มีการสืบพยานจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 1167/2553 ซึ่งอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ในความผิดตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีที่มีผู้อ่านโพสต์ข้อความเข้าข่ายผิดกฎหมายในเว็บบอร์ดประชาไท โดยวันนี้ มีผู้แทนจากสถานทูตประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ แคนาดา ตัวแทนจากสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย สถาบันสิทธิมนุษยชน สมาคมทนายความนานาชาติ (The International Bar Association's Human Rights Institute: IBAHRI) และเครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) องค์กรปกป้องเสรีภาพสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Media Defence SEA) เข้าสังเกตการณ์คดีด้วย

โดยวันนี้มีพยาน 3 ปากได้แก่ นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นพ.กิติภูมิ เบิกความในฐานะผู้ใช้เว็บบอร์ดประชาไท (ในขณะนั้น) ว่า หลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เว็บบอร์ดประชาไทมีผู้เข้าใช้มากขึ้น ทำให้ดูแลยาก จึงเริ่มมีระบบซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้จำนวนหนึ่งซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้ดู แลเว็บ สามารถลบความเห็นที่เห็นว่าไม่เหมาะสมได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากเป็นผู้ที่แจ้งลบบ่อย

ด้านสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบิกความรับรองเอกสารที่เสนอต่อศาล เป็นเอกสารการประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.54 ซึ่งกล่าวถึงหลักการความรับผิดของตัวกลางในการให้บริการอินเทอร์เน็ตว่า โดยหลักแล้วตัวกลางไม่ต้องรับผิดชอบกรณีที่มีการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบ คอมพิวเตอร์โดยบุคคลที่สาม เว้นแต่ตัวกลางจะรู้ถึงการกระทำผิดดังกล่าวและได้รับการแจ้งให้ดำเนินการลบ โดยในภาคพื้นยุโรปและสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ดำเนินการแก้ไข ภายใน 10-14 วันหลังได้รับแจ้ง ขณะที่มาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่มีข้อความในลักษณะแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลเว็บดำเนินการแก้ไข และหลังออก พ.ร.บ.นี้แล้ว ก็ยังไม่เคยมีระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรการรับผิดชอบของผู้ดูแลอิน เทอร์เน็ต

ส่วน จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เบิกความในฐานะกรรมการและเหรัญญิกของมูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ซึ่งให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลความเห็นในเว็บบอร์ด โดยเล่าถึงความพยายามในการพัฒนาระบบช่วยผู้ดูแลเว็บบอร์ด ซึ่งมีกลไกคล้ายระบบกรองอีเมลขยะ โดยจะแสดงข้อความจากการเรียนรู้จากข้อความที่ถูกพิจารณาว่าไม่เหมาะสม เพื่อทำให้ผู้ดูแลพิจารณาข้อความได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังไม่ได้พัฒนาเนื่องจากประชาไทได้ตัดสินใจปิดระบบเว็บบอร์ดไป ก่อน ทั้งนี้ จิตร์ทัศน์ระบุว่าเคยมีการพูดคุยเรื่องการจ้างผู้ดูแลเว็บบอร์ดตลอด 24 ชั่วโมง แต่มองว่าเป็นเรื่องยากเนื่องจากปัญหาการเงินของมูลนิธิ และจำนวนกระทู้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับผู้ดูแลที่เป็นมนุษย์ก็อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

ทั้งนี้ จิตร์ทัศน์ตอบคำถามอัยการเรื่องการดูแลเว็บบอร์ดว่า โดยหลักเมื่อมีข้อความไม่เหมาะสม ถ้าผู้ดูแลพบก็จะต้องลบหรือซ่อนข้อความนั้น ตอบคำถามทนายความถามติงถึงพยานเอกสารซึ่งถูกระบุว่ามาจากเว็บบอร์ดประชาไท ว่า เอกสารนั้นมีรูปแบบคล้ายคลึงกับเว็บบอร์ดประชาไท แต่ข้อความที่ปรากฏจะใช่หรือไม่ ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะเมื่อดาวน์โหลดไฟล์มาแล้วก็สามารถแก้ข้อมูลได้

อนึ่ง คดีนี้จะมีการสืบพยานจำเลยอีก 2 ปากคือ วันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ในวันที่ 15 เวลา 9.00 น. และพิรงรอง รามสูตร อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ในวันที่ 16 ก.พ. เวลา 13.00 น. ตามลำดับ

มาตรา 14 ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(2) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(4) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูล คอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุน หรือยินยอม ให้มีการกระทําความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดตาม มาตรา 14

เครือข่ายผู้หญิงฯ หนุน “นลินี” นั่ง ปธ.กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีฯ

ที่มา MCOT



สำนัก ข่าวไทย 14 ก.พ.- เครือข่ายผู้หญิงฯ หนุน "นลินี ทวีสิน" เป็นประธานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ จะช่วยให้งานขับเคลื่อนกองทุนฯ เดินหน้าได้ เพราะมีหลายหน่วยงานมาร่วมทำงาน ไม่ปล่อยให้ พม.หน่วยงานเดียวเหมือนแต่ก่อน เตรียมยื่นข้อเสนอจากภาคีเครือข่ายสตรี ต่อนายกฯ วันที่ 18 ก.พ.นี้

ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2555 แต่งคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ โดยมีการเปลี่ยนองค์ประกอบคณะกรรมการใหม่ จากเดิมที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธาน เป็นให้มีหลายหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน โดยให้ นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รมว.พม. เป็นรองประธาน เพิ่มรองประธาน 2 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะทำงานระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ลดบทบาท พม. ลง ซึ่งเชื่อว่าดีกว่าเดิมเนื่องจากมี 2-3 กระทรวง เข้ามาช่วยทำงาน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีฯ เดินหน้าได้ โดยคณะกรรมการกองทุนฯ มีหน้าที่ศึกษารูปแบบ กรอบการดำเนินงาน, ติดตามเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล, แต่งตั้งคณะอนุกรรมเพื่อมาทำงาน และ ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรี มอบหมาย มีผลตั้งแต่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

ดร.สุธาดา กล่าวต่อว่า วันที่ 18 ก.พ.นี้ เครือข่ายสตรีฯ จะรวบรวม ความเห็นจากภาคีเครือข่ายสตรีทั่วประเทศต่อ "กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี" พร้อมข้อเสนอต่อการจัดตั้งกองทุน พัฒนาสตรีฯ จังหวัดละ 100 ล้านบาท (รวม 7,700 ล้านบาท) ไปมอบให้กับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะได้พบกับ นางนลินี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนฯ ด้วย โดยข้อเสนอที่ภาคีเครือข่ายสตรีจะมอบให้นั้น บางส่วนมองว่า ควรแยกการช่วยเหลือให้สตรีเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ออกจากกองทุนจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพราะไม่เพียงพอ แต่ต้องทำการสำรวจจำนวนว่า ผู้หญิงที่ยากจน และผู้หญิงที่มีความจำเป็นมีจำนวนเท่าไร ทำอย่างไร ภาครัฐจะเข้ามาทำงานช่วยเหลือโดยไม่ต้องทุ่มเงิน เช่น อาจจะร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนกองทุน 100 ล้านบาท พิจารณาการใช้งานภายใต้นโยบายการพัฒนาสตรี.- สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย MCOT

ตร.ตรวจบ้านผู้ต้องหาปาระเบิด ซ.ปรีดีฯ

ที่มา MCOT



กรุงเทพฯ 14 ก.พ. - เจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์ระเบิด เข้าตรวจสอบภายในบ้านของผู้ต้องหาระเบิด ซ.ปรีดีพนมยง 31 พบระเบิดซีโฟร์จำนวนมาก

นี่คือสภาพความเสียหายบริเวณใกล้ตู้โทรศัพท์ หน้าโรงเรียนเกษมพิทยา ถ.ปรีดีพนมยงค์ ซ.สุขุมวิท 71 จุดที่นายซาเอิ๊บ โมราบี่ ชาวอินหร่าน โยนระเบิดลูกเกลี้ยงลงพื้น หลังถูกตำรวจตรวจค้น ทำให้ตัวเองบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ตู้โทรศัพท์ กระจกร้านพิซซ่า และรถสายตรวจ สน.คลองตัน ที่จอดอยู่ใกล้เคียง ได้รับความเสียหาย ของในกระเป๋ากระจายเกลื่อน เจ้าหน้าที่ต้องปิด ซ.สุขุมวิท 71 กันประชาชนออกจากพื้นที่ และให้เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบว่ายังมีระเบิดหลงเหลืออีก หรือไม่ ขณะที่โรงเรียนเกษมพิทยา ยังกันไม่ให้นักเรียนกลับบ้าน เพื่อความปลอดภัย

ก่อนหน้านี้ นายซาเอิ๊บได้ปาระเบิดใส่บ้านเลขที่ 66 ภายใน ซ.ปรีดีพนมยงค์ 31 ที่ตัวเองเช่าไว้ ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงบาดเจ็บ 2 คน ก่อนเดินมาเรียกแท็กซี่ที่ ซ.ปรีดีพนมยงค์ 33 แต่แท็กซี่ไม่จอดรับ จึงบันดาลโทสะโยนระเบิดใส่แท็กซี่ ทำให้นายสัญชัย บุญสูงเนิน คนขับ และผู้โดยสารที่นั่งในรถ บาดเจ็บอีก 2 คน จากนั้นจึงมาก่อเหตุที่หน้าโรงเรียนเกษมพิทยา ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

ล่าสุดมีรายงานว่า ตำรวจได้เข้าตรวจสอบภายในบ้านเช่าจุดเกิดเหตุจุดแรกแล้ว พบระเบิดซีโฟร์เก็บอยู่ภายในบ้านจำนวนมาก จึงได้กันชาวบ้านออกจากพื้นที่และเข้าเก็บกู้ ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง พบชาย 3 คน ลักษณะเหมือนแขกขาว วิ่งออกจากบ้านหลังดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย MCOT

ความล้มเหลวของระบบการประเมินผลการศึกษาไทย: สาเหตุและข้อเสนอแนะ

ที่มา ประชาไท

ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยมีการประเมินผลใน 3 ส่วนคือ การประเมินผลโรงเรียนโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ.) การประเมินผลครูโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ การประเมินผลนักเรียนโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ระบบการประเมินผลเหล่านี้มีผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยจริงหรือไม่ มีปัญหาอย่างไร และควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

ขอเริ่มจากการประเมินโรงเรียน ที่ผ่านมา มีการประเมินโรงเรียนในทุกสังกัดไปแล้ว 2 รอบ โดยรอบที่สอง ทำในช่วงปี 2549-2553 ผลพบว่า มีโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ในรอบที่สองมากกว่าในรอบแรกมาก (ดูภาพที่ 1) ซึ่งน่าจะหมายความว่า การประเมินทำให้โรงเรียนปรับปรุงคุณภาพจนสามารถผ่านเกณฑ์ได้ และน่าจะเป็นเครื่องชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยมีคุณภาพสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ปัญหาก็คือ ในช่วงเวลาดังกล่าว คุณภาพการศึกษาของไทยเมื่อวัดจากผลสอบมาตรฐานต่างๆ กลับตกต่ำลง ทั้งการสอบมาตรฐานในประเทศเช่น O-NET และการสอบที่จัดโดยองค์กรในต่างประเทศเช่น TIMSS และ PISA ซึ่งล้วนชี้ชัดว่า คุณภาพของนักเรียนไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องอย่างน่าใจหาย (ดูภาพที่ 2 กรณีของ TIMSS)

ภาพที่ 1 ร้อยละของโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน

ความล้มเหลวของระบบการประเมินผลการศึกษาไทย: สาเหตุและข้อเสนอแนะ

ภาพที่ 2 คะแนนสอบ TIMMS

ความล้มเหลวของระบบการประเมินผลการศึกษาไทย: สาเหตุและข้อเสนอแนะ

เราสามารถเข้าใจสาเหตุของความขัดแย้งกันระหว่างคุณภาพของโรงเรียนจากการ ประเมินของ สมศ. กับคะแนนสอบของนักเรียน โดยดูจากตัวชี้วัดที่ สมศ. ใช้ในการประเมินโรงเรียน ในการประเมินโรงเรียนระดับขั้นพื้นฐานสายสามัญในรอบสองที่ผ่านมา มีตัวชี้วัดที่ใช้ 14 ตัว ซึ่งประเมินผู้เรียน 7 ตัว ประเมินครู/การเรียนการสอน 2 ตัว และประเมินผู้บริหาร 5 ตัว แต่เมื่อดูในรายละเอียด จะพบว่า มีเพียงตัวชี้วัดที่ 5 (ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร) เพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่เป็นการวัดสัมฤทธิผลของนักเรียนอย่างเป็นวัตถุวิสัย (objective) โดยไม่มีดุลพินิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากใช้จำนวนนักเรียนที่ผ่านการสอบมาตรฐาน ที่เหลือเป็นตัวชี้วัดที่แม้จะดูดี แต่ก็ต้องอาศัยดุลพินิจในการวัดสูงมาก เช่น ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและรักการเรียนรู้ (ตัวชี้วัดที่ 6) ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (ตัวชี้วัดที่ 4) เป็นต้น

ในความเห็นของผู้เขียน การประเมินคุณภาพโรงเรียนในปัจจุบัน มีปัญหาสำคัญที่ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ไม่ได้วัดสัมฤทธิผลของนักเรียนอย่างแท้ จริง จึงไม่ช่วยสร้างยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ การประเมินคุณภาพโรงเรียนที่ผ่านมายังสร้างภาระให้กับครูในการที่ต้องจัด เตรียมเอกสารต่างๆ มากมาย จึงเหลือเวลาในการเตรียมการสอนน้อยลง ดังที่โครงการ Teacher Watch เคยสำรวจพบว่า ร้อยละ 83 ของครูทำงานธุรการร้อยละ 20 ของเวลางาน และร้อยละ 10 ของครูทำงานธุรการร้อยละ 50 ของเวลางาน

ในส่วนของการประเมินครูเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละ 2 ครั้งนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะกรรมการที่ผู้อำนวยการแต่งตั้งจะประเมินตามแบบที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยแบ่งเป็น 4 ด้านคือ ผลงานต่อผู้เรียน ความประพฤติ คุณธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยมีสัดส่วนคะแนน 60:10:10:20 ตามลำดับ แม้ดูเหมือนว่าผลงานต่อผู้เรียนจะมีน้ำหนักมากที่สุดถึงร้อยละ 60 ก็ตาม ในทางปฏิบัติ คะแนนสอบมาตรฐานของนักเรียนหรือสัมฤทธิผลทางการเรียนอื่นๆ กลับไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาเลย ซึ่งทำให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนของครูไม่เชื่อมโยงกับสัมฤทธิผลของนักเรียน อย่างที่ควรจะเป็นอีกเช่นกัน นอกจากนี้ ค่าตอบแทนครูยังขึ้นอยู่กับการเลื่อนตำแหน่งและเงินวิทยฐานะ ซึ่งประเมินจาก 3 ด้านคือ วินัยและคุณธรรม ความสามารถ เช่น ความสามารถในการจัดทำแผนการสอน และผลปฏิบัติการ โดยแต่ละด้านมีน้ำหนัก 1/3 เท่ากัน การศึกษาพบว่า การประเมินผลปฏิบัติการนั้นจะพิจารณาผลการเรียนของนักเรียนจากการสอบมาตรฐาน ด้วย แต่มีน้ำหนักเพียงร้อยละ 10 หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 3.3 ของคะแนนทั้งหมด ดังนั้น ผลการประเมินจึงแทบจะไม่ขึ้นอยู่กับผลการเรียนของนักเรียนเลย ภายใต้แรงจูงใจเช่นนี้ ครูย่อมสนใจทำเอกสารเพื่อให้ผ่านการประเมินมากกว่ามุ่งพัฒนาการสอน

ส่วนในกรณีการประเมินนักเรียนนั้น มีการสอบมาตรฐานในหลายระดับชั้น เช่น O-NET และ NT แต่การสอบเหล่านี้ ยังไม่มีการเปิดเผยคะแนนสอบของแต่ละโรงเรียนต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ และแทบมิได้ถูกนำมาใช้ประเมินโรงเรียนและครูเลย นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อคุณภาพของข้อสอบมาตรฐาน โดยเฉพาะ O-NET

โดยสรุป ปัญหาของคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย มีสาเหตุมาจากการมีระบบประเมินผลที่ผิดพลาด โดยการประเมินโรงเรียนและครูแทบจะไม่มีความเชื่อมโยงกับผลการเรียนรู้ของนัก เรียน และยังสร้างภาระต่อครูมากมาย ซึ่งมีผลในการดึงครูออกจากนักเรียน ส่วนการสอบมาตรฐานนั้น แม้โดยหลักการจะเป็นการวัดการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรง แต่ก็มีปัญหาคุณภาพของข้อสอบ และไม่มีการเปิดเผยคะแนนสอบเฉลี่ยของโรงเรียนต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ ระบบการประเมินที่เป็นอยู่จึงไม่เชื่อมโยงกับการสร้างความรับผิดชอบในการ จัดการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจในการยกคุณภาพการศึกษาเลย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะในการยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาไทย ดังต่อไปนี้

  1. ควรจัดให้มีการสอบมาตรฐานทุกระดับชั้นเรียน หรืออย่างน้อยทุกช่วงชั้นของโรงเรียนทุกสังกัด เพื่อเป็นฐานในการสร้างความรับผิดชอบทางการศึกษา นอกจากนี้ ควรใช้ผลการสอบมาตรฐานเป็นเกณฑ์ในการเลื่อนชั้นและการเข้ามหาวิทยาลัยแทนการ ใช้เกรดเฉลี่ย ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีมาตรฐานที่แตกต่างกันมาก
  2. ปฏิรูปการออกข้อสอบมาตรฐานจากปัจจุบันซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพของข้อสอบ มาก โดยควรออกข้อสอบที่เน้นวัดความเข้าใจ (literacy-based test) ซึ่งส่งเสริมการคิดของนักเรียน มากกว่าเน้นวัดเนื้อหา (content-based test) ซึ่งส่งเสริมการท่องจำ
  3. เปิดเผยผลคะแนนการสอบมาตรฐานเฉลี่ยเป็นรายโรงเรียนต่อสาธารณะ และให้โรงเรียนจัดทำใบรายงานผลของตน (report card) เปรียบเทียบกับโรงเรียนในเขตการศึกษาเดียวกัน และโรงเรียนทั่วประเทศให้แก่ผู้ปกครอง
  4. ยกเลิกระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรืออย่างน้อยต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ให้มีความเชื่อมโยงกับผลการเรียนของนักเรียน
  5. ใช้คะแนนสอบมาตรฐานของนักเรียนในการประเมินผลโรงเรียนและครู โดยควรใช้การเปลี่ยนแปลง (change) ของคะแนน ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของนักเรียน มากกว่าการใช้ระดับคะแนน (level) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โรงเรียนที่มีทรัพยากรที่แตกต่างกัน
  6. ให้รางวัลแก่ผู้บริหารโรงเรียนและครูตามความสามารถในการยกระดับผลการเรียนของนักเรียน โดยอาจปรับขั้นเงินเดือนหรือประกาศยกย่อง
  7. สนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางวิชาการแก่โรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เช่น สนับสนุนการประเมินตนเองเพื่อปรับปรุงการสอน

ยังมีอีกหลายเรื่องที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งผู้เขียนจะขอแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

ศราวุฒิ ประทุมราช: สิทธิได้รับการประกันตัวคือ สิทธิมนุษยชน

ที่มา ประชาไท

ผมเคยเขียนบทความเรื่องสิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวคือสิทธิมนุษยชน เมื่อปีที่แล้ว ไม่คิดว่าจะต้องมาเขียนซ้ำในเรื่องเดียวกันอีก เพราะได้รับความเศร้าใจต่อการที่ “ลูก”ของผู้ต้องขัง ต้องตากหน้าอดอาหารประท้วงศาลที่ไม่ยอมให้ประกัน พ่อของเขา ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงการณีน้อง ไท หรือ ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ซึ่งขณะนี้อดอาหารคัดค้านระบบยุติธรรมของไทย ที่ไม่ยินยอมให้ประกันตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกการเมืองพ่นพิษให้ต้องเป็นจำเลย ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นที่ทราบโดยทั่วไป

สิทธิในการได้รับการประกันตัวนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ต้อง หาที่ต้องได้รับในฐานะเป็นหลักประกันความก้าวหน้าของกระบวนการยุติธรรม และเป็นสากล หมายถึงว่าการได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาทุกคน ทุกคดี ทุกข้อกล่าวหา

การไม่ให้ประกันตัวในกรณีของคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือกรณีคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงอื่นๆนั้น เหตุผลที่ศาลมักไม่ให้ประกันตัว มักให้เหตุผลว่า เช่น ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย สู่สถาบันกษัติริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ หรือว่าพนักงานสอบสวนได้คัดค้าน จึงเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว เป็นต้น

คำถามคือว่า การมิให้ประกันตัวตามหลักสิทธิมนุษยชนนั้นสามารถกระทำได้เพียงใด และข้อคำนึงถึงการใช้ดุลพินิจ ในการไม่อนุญาตให้ประกันตัวนั้น เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process of Law) หรือไม่

หลักสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการได้รับการประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราว คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ซึ่งมีหลักการว่า สิทธิประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี จะต้องเป็นหลักที่ได้รับความคุ้มครอง การมิให้ประกันตัวถือเป็นข้อยกเว้นหรือจะกระทำได้ต่อเมื่อไม่มีวิธีการที่ เบากว่านี้

โดยปกติบุคคลผู้ถูกตั้งข้อหาคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่ว คราวระหว่างการพิจารณาคดี โดยการวางหลักประกันหรือมีบุคคลค้ำประกัน การปฏิเสธคำขอประกันตัวควรจะเป็นข้อยกเว้น อย่างเช่น มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลนั้นจะหลบหนีและไม่มาปรากฏตัวในศาลในช่วงการพิจารณา คดี หรือบุคคลนั้นอาจจะทำลายหลักฐาน หรือบุคคลนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่น การปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างการพิจารณา ถือว่าเป็นการละเมิดข้อ 9(3) ของ ICCPR ซึ่งกำหนดว่า “ การควบคุม คุมขังบุคคลระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ควรเป็นกฎที่ใช้ทั่วไป”

การคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีนานเกินระยะเวลาที่สามารถยกเหตุผลอันเหมาะ สมมากล่าวอ้างได้ เป็นการกระทำโดยไม่มีกฎเกณฑ์และละเมิดข้อ 9(1) ของ ICCPR ที่ว่า “ บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้”

สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาที่เหมาะสมนั้นมาจากหลักการที่ ว่า การรอนเสรีภาพ จักต้องไม่นานเกินกว่าระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์เฉพาะนั้นๆ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเน้นว่า ในกรณีที่ศาลปฏิเสธการประกันตัว บุคคลผู้ถูกกล่าวหาจักต้องได้รับการพิจารณาคดีโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

กระนั้นก็ตาม สำหรับในประเทศไทยโดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 (หรือคดีทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือคดีของคนเสื้อแดง) สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการ ได้รับการประกันตัวได้ถูกละเมิดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกรณีนายสมยศ นี้ด้วย เพราะการไม่ให้ประกันตัวย่อมทำให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี และเป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับโอกาสในการต่อสู้คดีที่เป็นธรรม เพราะนายสมยศ ไม่อาจออกมาหาพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ทัดเทียมกับ ฝ่ายอัยการโจทก์ ประกอบกับการเป็นอยู่ในเรื่อนจำที่มีสภาพแออัด และไม่ถูกสุขลักษณะ ย่อมทำให้สิทธิในร่างกายของนายสมยศได้รับความกระทบกระเทือนด้วย

นี่ยังไม่รวมถึงระยะเวลาในการต่อสู้คดีที่ต้องเนิ่นนานออกไป เพราะการอุทธรณ์ที่กินเวลายาวนานเป็นปี เป็นเรื่องไม่ปกติที่เกี่ยวโยงกับการไม่ได้รับการประกันตัวสำหรับผู้ ถูกกล่าวหาที่จะต้องถูกคุมขัง เป็นเวลาหลายปีนับแต่ถูกจับกุม จนถึงการดำเนินคดีสิ้นสุด และถือเป็นการละเมิดสิทธิบุคคลในการได้รับการพิจารณาคดี ภายในเวลาที่สมเหตุผลภายใต้ข้อ14(3)(c) ของ ICCPR และสิทธิที่ต้องได้รับการปล่อยตัวตามข้อ 9(3) ของกติกาฯ

ปํญหาต่อมาก็คือ การใช้ดุลพินิจของศาลในการไม่ให้ประกันตัวนั้น เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายหรือไม่

หลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรมในเรื่องระบบการพิจารณาคดีที่ว่ากระบวนการ ใช้อำนาจรัฐทุกรูปแบบต้องมีการคุ้มครองให้กระบวนวิธีพิจารณาทางอาญา ทำด้วยความเป็นธรรม ไม่มีอคติ ไม่เลือกปฏิบัติ พอสมเหตุสมผลด้วย ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล และทนายความต้องคำนึงถึง และปฏิบัติตามหลักการนี้โดยเคร่งครัด

ตัวอย่างในคดีตามมาตรา 112 หากจะดำเนินการตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายในการไต่สวนคำร้องขอ ประกันตัวจะต้องเริ่มต้นว่า คดีนี้ผู้ต้องหามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มี ศาลต้องจัดหาทนายความให้ เพราะเป็นคดีที่มีโทษจำคุกกมากกว่า 10 ปี (ซึ่งนับว่าเป็นโทษที่หนักเกินสมควร) เหตุผลที่ทนายความได้เขียนเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ประกันตัว เป็นไปตามหลักการสากลดังกล่าวข้างต้นและรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลได้อนุญาตหรือได้มีการไต่สวนพยานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักการที่ ว่านั้นหรือไม่ ศาลได้ไต่สวนถึงเหตุที่ว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอย่างไร ซึ่งในประเด็นการจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานนี้ ต้องให้พนักงานสอบสวนหรือศาลมีภาระในการพิสูจน์ว่า หากปล่อยตัวไปแล้วผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิง หรือไปทำลายพยานหลักฐานอย่างไร จนทำให้ศาลพอใจ และฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องสามารถคัดค้านหลักฐานของพนักงานสอบสวนได้ด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติ ข้ออ้างของพนักงานสอบสวนต่อศาล มักเป็นการอ้างลอยๆ โดยขาดพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และศาลอาจไม่ได้ทำการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่มีการกล่าวอ้างด้วย ในวงการกฎหมายคำว่า “ภาระการพิสูจน์” นั้นหมายความว่า ผู้ใดยกข้อกล่าวอ้างอย่างไร ผู้นั้นต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามที่กล่าวอ้างนั้น เช่น อ้างว่าหากปล่อยตัวไปแล้วผู้ถูกปล่อยตัวนี้ เป็นผู้มีอิทธิพลจะไปข่มขู่พยานหรือออกไปยักย้ายถ่ายเทเอกสารสำคัญที่จะใช้ เป็นหลักฐานในการลงโทษจำเลยหรือผู้ต้องหานั้นได้ เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการ ทางกฎหมาย หากไม่มีการดำเนินการเช่นนี้ ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องยกเหตุผลนี้ขึ้นมาต่อสู้ เพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่

การที่ศาลยุติธรรมเคารพ หลักการสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรมในเรื่องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลย และ ความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมากในคดีที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง โดยเฉพาะในคดีการเมือง ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

หากศาลไทยจะได้ชื่อว่า เป็นศาลที่ดำเนินการสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลและหลักนิติธรรมที่นานา ประเทศให้การรับรองแล้ว จะมีความสง่างามและเป็นแบบอย่างของสังคมโลก อันจะนำเกียรติและชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติและประชาชน ส่งผลให้สังคมมีความสงบ ร่มเย็นได้ต่อไป เราปรารถนาสิ่งนั้นร่วมกันมิใช่หรือ

‘ไท’ อดอาหารต่อ วันที่ 4 ‘ธิดา- หมอเหวง’ เข้าเยี่ยม

ที่มา ประชาไท

เข้าสู่วันที่ 4 ของการอดอาหารของ ‘ไท’ เจ้าตัวแจงสุขภาพร่างกายยังแข็งแรง มีผู้เดินทางให้กำลังใจมอบดอกกุหลาบตลอดวัน ด้านหมอเหวง โตจิราการ –ธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำนปช. ได้เดินทางมาเยี่ยมเพื่อตรวจสุขภาพและให้กำลังใจด้วย

14 ก.พ. 55 – ราว 13.00 น. บริเวณฟุตบาท หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ไท” หรือปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชายของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังคงอดอาหารอยู่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงคอยมาให้กำลังใจ รวมถึงประธานกลุ่มนปช.ธิดา ถาวรเศรษฐ และ นพ.เหวง โตจิราการ เข้าเยี่ยมพูดคุยและตรวจสุขภาพให้ “ไท” และผุสดี งามขำ คนเสื้อแดงคนสุดท้ายผู้ออกที่ชุมนุม ณ ราชประสงค์ เมื่อปี 2553 ซึ่งร่วมอดอาหารด้วย

ส่วนในตอนเช้า มีรายงานว่า นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต แพทย์ชนบทดีเด่นปี 2552 และผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้าเยี่ยมพูดคุย ให้กำลังใจ และตรวจร่างกายนายปณิธานด้วยเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท พร้อมผู้แทนทูตจากประเทศสวีเดนและสวิตเซอร์แลนด์ และไทเรลล์ ฮาเบอร์คอร์น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้เข้าเยี่ยมนายปณิธานด้วย หลังจากการสังเกตการณ์การไต่สวนคดีตอนเช้าของจีรนุชที่ศาลอาญาสิ้นสุดลง

นางธิดา ให้ความเห็นว่า การปฏิเสธการประกันตัวของนายสมยศและนักโทษคดี ม.112 เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมาก และมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้กระบวนการมาลงโทษแทนคำ พิพากษาของศาล ทั้งนี้ ทาง นปช. ยังคงวางแผนจะรณรงค์ในเรื่องของการต่อต้านรัฐประหาร และการต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนต่อเรื่องม. 112 นั้น ธิดากล่าวว่า ใครจะรณรงค์ล่ารายชื่อก็ทำได้ แต่ทางนปช. จะทำไปทีละขั้นตอนตามที่ได้วางแผนไว้

“เราเป็นพวกที่ต้องกินข้าวทีละคำ คือถ้าใครอยากจะไปกินอย่างอื่นยังไงก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เราวางแผนว่าเราต้องจัดการกับกฎหมายรัฐธรรมนูญสูงสุดก่อน แค่นี้ยังไม่ง่ายเลย ยังมีคนที่จะคอยทำรัฐประหาร ฉะนั้นทุกอย่างต้องมีกาลเทศะ” ธิดาระบุ

IMG_1899

IMG_1913

IMG_1952

IMG_1942

IMG_8264

IMG_8271

เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวเนื่องจากน้ำท่วมไทยและเงินเยนแข็งค่า

ที่มา ประชาไท

รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 ลดลงร้อยละ 2.3 นักวิเคราะห์เผยมาจากสามปัจจัย คือวิกฤติหนี้ในยุโรป ค่าเงินเย็นแข้งตัว และน้ำท่วมไทยเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ฐานการผลิตของญี่ปุ่นในไทยโดยกระทบ

13 ก.พ. 2012 - สำนักข่าว BBC รายงานว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นทรุดตัวลงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 เนื่องจากค่าเงินเย็นแข็งตัวขึ้นและเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยทำให้ธุรกิจญี่ปุ่นเสียหาย

ผลิตภัณฑ์มวลรวมของญี่ปุ่นลดลงร้อยละ 2.3 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันเอาไว้ว่าจะลดลงร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ลดลงไปเพียงร้อยละ 0.6

จำนวนตัวเลขนี้ยิ่งทำให้ญี่ปุ่นที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปีที่แล้วยิ่งแย่ไปอีก โดย มาร์ติน ชูลซ์ จากสถาบันวิจัยฟูจิสึกล่าวว่าเศรษฐกิจกำลังแย่ลงกว่าที่คิดไว้มาก การชะลอตัวลงด้านการส่งออกทำให้อุตสาหกรรมในญี่ปุ่นได้รับผลกระทบมาก

ญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลด้านเศรษฐกิจถดถอยในขณะที่ยังมีความกังวลด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งรวมถึงกรณีวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปด้วย จากการที่วิกฤติดังกล่าวได้ทำลายความมั่นใจและทำให้ความต้องการบริโภคลดจำนวนลงในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของสินค้าญี่ปุ่น

ขณะเดียวกันอันตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจก็ยังคงเป็นที่น่ากังวลแม้ว่าจะมีข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างจีน และอินเดีย ก็เริ่มแสดงให้เห็นอัตราการเติบโตที่ช้าลง

ที่เลวร้ายกว่านั้นบริษัทของญี่ปุ่นต้องประสบกับปัญหาค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น โดยเมื่อเดือนเม.ย. ปีที่แล้วค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นทำให้สินค้าญี่ปุ่นแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ และยังกระทบกับผู้ส่งออกเวลาที่พวกเขาเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศกลับเป็นเงินสกุลเยนอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วฐานการผลิตของของบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นในไทยยังได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม ก่อให้เกิดปัญหาต่อห่วงโซ่อุปทาน

นักวิเคราะห์บอกว่าสามปัจจัยนี้เป็นตัวทำร้ายการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

"การถดถอยในครั้งนี้เป็นปัจจัยที่มาจากภายนอก การส่งออกลดลงมากเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป ค่าเงินเยยนที่แข็งตัว และน้ำท่วมในประเทศไทย" ฮิโรอากิ มุโต้ จากจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนสุมิโมโตะ มิซุย กล่าว

"โชคร้ายที่พวกเรายังให้ความหวังกับการส่งออกไม่ได้ เพราะว่าเศรษฐกิจเอเชียกำลังเติบโตช้าลง และสหรัฐฯ ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว" มุโต้ กล่าว

ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็มีแผนจะประชุมหารือเพื่อวางแนวทางนโยบายทางการเงินล่วงหน้า ซึ่งในตอนนี้ทางธนาคารก็ได้ตั้งอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระหว่างร้อยละ 0 ถึง 0.1 ในระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

ทางธนาคารยังได้เข้าแทรกแซงตลาดการเงินในช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินเยนแข็งข้อต่อค่าเงินดอลลาร์

นักวิเคราะห์บอกว่าในขณะที่มีแรงกดดันต่อธนาคารกลางของญี่ปุ่นให้มีมาตรการเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทางเลือกของธนาคารกลางฯ ก็มีจำกัด

"ปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศ (Money Supply) ตอนนี้ถึงระดับสูงสุดแล้ว" ชูลซ์จากสถาบันวิจัยฟูจิสึกล่าว

ที่มา

Japan economy contracts amid strong yen and Thai floods, BBC, 13-02-2012
http://www.bbc.co.uk/news/business-17008164

โพลล์ไทยอีนิวส์:จี้เฉลิมจับลิ้มยุกบฎโทษประหาร

ที่มา Thai E-News



********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ถามเหลิม?เอาไงรีบว่ามาลิ้มก่อกบฎโทษประหารชัด



ทหารอย่านั่งเฉย รีบออกมาปฏิวัติเสีย แล้วพันธมิตรฯ ทั่วประเทศจะออกมาร่วมกับทหารยึดประเทศไทยคืนมาจากไอ้พวกชั่วๆ

ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวของนายสนธิเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 มาตรา 114 มาตรา 116 ฐานความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่า


มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ

(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ
(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญหรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ
(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกัน เพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนของแผนการ เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฎหรือรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฎแล้วกระทำการใดอันเป็นการ ช่วยปกปิดไว้ ต้องระวาง
โทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

สำหรับเครือข่ายASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรที่เผยแพร่การกระทำความผิดของนายสนธิถือว่ากระทำผิดมาตรา มาตรา 85 วรรคหนึ่ง

"ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิด และความผิดนั้นมีกำหนดโทษไม่ต่ำกว่าหกเดือน ผู้นั้นต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ถ้าได้มีการกระทำความผิดเพราะเหตุที่ได้มีการโฆษณาหรือประกาศตามความในวรรคแรก ผู้โฆษณาหรือประกาศต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ"

มาตรา 90 "เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด"

ทั้งนี้เมื่อพบเห็นนายสนธิกระทำผิดกฎหมายชัดแจ้ง หากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามกฎหมายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่นำนายสนธิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่นั้นมีความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งระบุไว้ว่า

ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ท่านรองฯเฉลิมมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่? และพึงปฏิบัติตามหน้าที่หรือไม่? สาธารณชนโปรดตรอง

ฯพณฯการ์ดนปช.ปัดใช้เวทีโบนันซ่าเขาใหญ่ต้านแก้ม.112 ยืนยันเคารพความคิดเห็น-โชว์รูปคู่แม้ว

ที่มา Thai E-News

โชว์ปึ๊ก-รูป ที่อารี ไกรนรา ถ่ายกับทักษิณ ชินวัตร และเขาโพสต์ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัวในวันนี้ แต่ไม่ได้ระบุเวลาและสถานที่ พร้อมทั้งออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เตรียมการใช้เวทีนปช.ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ 25 ก.พ.นี้ต่อต้านการแก้ไขม.112ตามที่ปรากฎเป็นข่าวแต่อย่างใด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 กุมภาพันธ์ 2555

นายอารี ไกรนรา ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าการ์ดนปช.ได้ตอบข้อซักถามในเฟซบุ๊คเรื่องที่เขาให้ข่าวว่า จะประกาศต้านการแก้ ม.112 ที่เขาใหญ่โบนันซา ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้จริงหรือไม่ว่า

ไม่จริงครับ ขอยืนยันครับ ผมไม่ได้ต่อต้านนะครับ และผมยืนยันว่า ผมเคารพในความคิดของทุก ๆ คนครับ รับฟังเสียงส่วนใหญ่แน่นอนครับ

แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดใดเพิ่มเติม ขณะที่มีเสียงเรียกร้องให้จัดแถลงข่าวให้ชัดเจน หากเป็นการนำเสนอข่าวไปเองของสื่อมวลชน เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของมวลชนคนเสื้อแดง

ก่อนหน้านี้ เดลินิวส์รายงานข่าวหัวข้อ การ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่า ว่า เมื่อว้ันที่ 10 ก.พ. นายอารี ไกรนรา ผู้ช่วยเลขา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง เปิดเผยถึงกรณีณีที่กลุ่มนักวิชาการ ในนามคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 ( ครก.112 ) ออกมารณรงค์แก้ไข ประมวลกฏหมายอาญา ม.112 นั้นก็เป็นสิทธิของกลุ่มดังกล่าว แต่ยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่นอน โดยจะประกาศจุดยืนบนเวทีเขาใหญ่ โบนันซ่า นัดรวมพลคนเสื้อแดงแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 และต่อต้านการแก้ไข ม.112 อย่างชัดเจน ไม่ว่าเวทีไหนของคนเสื้อแดงมีเจตนารมย์ตรงกัน

หากมีการรณรงค์ล่ารายซื่อแก้ไข ม.112 ให้ไปทำเวทีอื่นไม่ให้มาร่วมใช้เวทีของคนเสื้อแดงแน่นอน ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในวันดังกล่าว ตนคาดว่าจะโฟนเข้ามาร้องเพลง ทุกคนสามารถเข้าไปร่วมงานได้เนื่องจากเจ้าของสถานที่ได้จัดพื้นที่ไว้กว้าง ขวางสามารถรองรับคนได้ 1 ล้านคนขึ้นไป และได้เตรียมสร้างห้องน้ำไว้จำนวนเกือบ 200 ห้อง มีวงดนตรีซื่อดังมาบรรเลงตลอดงานตั้งแต่เวลา 12.00 น.ของวันที่ 25 ก.พ.จนถึง เวลา 06.00 น.ของวันที่ 26 ก.พ. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด พร้อมจัดที่จอดรถไว้ด้วยนำรถมาจอดใกล้งานได้เป็นหมื่นคัน

ทั้งนี้เมื่อไทยอีนิวส์ตรวจสอบไปที่เฟซบุ๊คของอารี ไกรนรา ปรากฎว่าสถานะของเฟซบุ๊คอารี ไกรนรา ได้กดlike หรือ ถูกใจ ลิ้งค์ข่าว การ์ดเสื้อแดงประกาศต้านแก้ม.112ที่โบนันซ่าด้วย


ข่าวดังกล่าวทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคนเสื้อแดง โดยพากันให้ความเห็นว่าหากนายอารี หรือแกนนำนปช.ไม่ออกมาเคลียร์ให้ชัดเจนก็อาจบอยคอตไม่ไปร่วมงานที่โบนันซ่า เขาใหญ่

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กรรม!การ์ดนปช.นัดล้านคนโบนันซ่าต้านแก้112 ฯพณฯอารี ไกรนรา กดLikeในเฟซบุ๊คคอนเฟิร์ม

คุณทักษิณอาจไม่ใช่นายกฯที่ดีที่สุด ..บทความจากคุณทวดเอง

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

คุณทักษิณอาจไม่ใช่นายกฯที่ดีที่สุด

แต่คุณทักษิณเป็นนายกฯที่เก่งที่สุดตั้งแต่เรามีนายกฯมา
เราอาจเคยมีนายกฯที่สังคมเชื่อว่าซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็ไม่กล้าตัดสินใจ ทำให้ประเทศเดินหน้าช้าเกินไป
เราอาจเคยมีนายกฯที่เก่งทางด้านต่างประเทศ แต่ก็ไม่สามารถบริหารได้อย่างต่อเนื่อง ถูกปฏิวัติเสียก่อน
เราอาจเคยมีนายกฯที่เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ขาดภาวะความเป็นผู้นำ
เราอาจเคยมีนายกฯที่มีความยึดหยุ่นในด้านบริหาร แต่ก็ขาดวิสัยทัศน์ที่จะพาประเทศสู่ประเทศที่พัฒนา
เราอาจเคยมีนายกฯที่รอบคอบ แต่ก็ขาดความเชี่ยวในด้านบริหาร
และ เรายังมีนายกฯที่พยายามช่วงชิงตำแหน่ง โดยอาศัยตัวช่วยต่างๆเข้ามาเป็นนายกฯ สุดท้ายก็มีดีแค่พูดอย่างเดียว ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ล้วนไม่สามารถจะนำไปเปรียบเคียงแม้แต่นายกฯที่เอ่ยมาข้างต้น ดังนั้นยิ่งไม่ต้องนำมาเปรียบเทียบกับอดีตนายกฯอย่างคุณทักษิณเลยครับ

เพราะคุณทักษิณเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติต่างๆที่คนที่จะเป็นผู้นำควรมี
ไม่ว่าจะเป็นนักบริหารมืออาชีพ
ไม่ว่าจะมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำสูง
ไม่ว่าจะเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
และยังเป็นผู้นำที่มีความขยันในการทำงานมากกว่านายกฯที่ผมเคยประสบมา

ดัง นั้นในช่วงที่คุณทักษิณบริหาร จึงปรากฏผลงานมากมายจนเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งผมคงไม่นำมาเอ่ยอ้างอีก เพราะมากมายเหลือเกิน ซึ่งแต่ละผลงานล้วนจับต้องได้ และก็มีคนนำมาเสนอมากมายแล้วเช่นกัน จึงไม่แปลกใจที่ประชาชนมากมายให้ความรักความศรัทธาจนถึงทุกวันนี้

ผล งานเพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจเป็นความสามารถส่วนบุคคล ซึ่งเราอาจไม่สามารถหาบุคคลที่เพียบพร้อมอย่างนี้ได้ง่ายๆนัก แต่สิ่งหนึ่งที่คุณทักษิณได้เปลี่ยนแปลงสังคมไทย ก็คือ การเสนอนโยบายแล้วทำได้ตามที่เสนอ ซึ่งอดีตเรามักไม่ค่อยได้เห็น นี่ต่างหากครับ เป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

เราจึงได้เห็นพรรคการเมืองได้แข่งขันการด้วยนโยบาย
เราจึงได้เห็นประชาชนตื่นตัวในการใช้สิทธิ์
เพราะปัจจุบันนักการเมืองรู้แล้วว่า การซื้อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หนทางแห่งความสำเร็จ
เพราะปัจจุบันประชาชนล้วนรับรู้แล้วว่า การใช้สิทธิ์ของตนมีผลต่ออนาคตของตัวเองและลูกหลานด้วย
นี่ต่างหากครับ เป็นการพัฒนาประชาธิปไตยให้เดินหน้าต่อไป ไม่ใช่จำเจซ้ำซากอย่างในอดีต

แต่ เพราะความมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน โดยไม่เกรงกลัวกับฐานเสียงของคนอีกกลุ่ม จึงทำให้เกิดการขัดผลประโยชน์ของคนอีกชั้น รวมทั้งนักการเมืองอีกฝ่ายที่ไม่สามารถทนรอให้คุณทักษิณหมดอำนาจหรือเกิด ความผิดพลาดในการบริหาร จนประชาชนเสื่อมศรัทธา ดังนั้นจึงได้สุมหัวกันสร้าง “ผีทักษิณ”ขึ้นมา

ผีทักษิณ ที่เป็น ตัวแทนของนักการเมืองชั่วร้าย
ผีทักษิณ ที่เป็น คนคิดทำลายชาติ
ผีทักษิณ ที่เป็น คนไม่จงรักภักดี
ผีทักษิณ ที่เป็น คนคิดล้มล้างสถาบัน
ผีทักษิณ ที่เป็น คนที่ทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร

จากนั้นก็สร้างขบวนการโค่นล้ม โดยสร้างความแตกแยกให้กับคนไทยด้วยกันก่อน
ตามด้วยการทำรัฐประหาร เพื่อล้มล้างอำนาจรัฐบาลทักษิณ
ตามด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเล่นงานพรรคๆเดียวที่มีคุณทักษิณอยู่เบื้องหลัง
ตามด้วยการใช้ทั้งสื่อฯหลักและสื่อรองทำการใส่ร้ายป้ายสีเป็นระยะๆสม่ำเสมอ
สุดท้ายก็อาศัยอำนาจตุลาการทำการยุบพรรค ยึดทรัพย์และยังทำให้กลายเป็นผู้ต้องหาคดี

น่าสงสารประเทศไทย ที่ถูกขบวนการเผาบ้านเพื่อฆ่าหนูตัวเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จ
น่าสงสารขบวนการเหล่านั้น ไม่ทันต่อกระแสโลกาภิวัตน์ จึงหลงคิดว่า ประชาชนยังรู้ไม่เท่าทัน
และ ที่น่าสงสารก็คือการสร้าง “ผีทักษิณ” นอกจากไม่ประสบกับความสำเร็จแล้ว ยังทำให้คะแนนนิยมในตัวคุณทักษิณไม่เคยตก และยังกลายเป็นวีรบุรุษที่ถูกกลั่นแกล้งในสายตาของคนจำนวนมาก

เพราะคดีขายหุ้นเทมาเส็กก็ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
เพราะคดีที่ดินรัชดาก็ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตแต่อย่างไร
เพราะคดีกล้ายาง คนส่งฟ้องก็ไปเป็นพยานให้กับจำเลยที่ยอมสลับขั้วซะงั้น
เพราะอีกหลายคดีก็ไม่เห็นวี่แววของการทุจริต ถ้าเป็นการตัดสินในขบวนการตามปกติ

ดัง นั้นเราจึงได้เห็นเหล่าที่สร้าง “ผีทักษิณ”ขึ้นมา แทนที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นพ้อง กลับกลายเป็นว่า กลุ่มคนเหล่านี้ต่างหากครับ หวาดกลัวภาพที่ตัวเองสร้าง กลายเป็นกลัว “ผีทักษิณ”ขึ้นมาเสียเองจนกลายเป็นความวิตกจริต

กลัวการนิรโทษกรรมจะทำเพื่อทักษิณคนเดียว
กลัวการขอพระราชอภัยโทษ จะเป็นการทำลายนิติรัฐไปโน่น
กลัวการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคุณทักษิณ

สรุปแล้ว สิ่งใดที่ทำเพื่อประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าคุณทักษิณได้ประโยชน์ ไม่เอา
สิ่งใดที่ทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย ต้องเป็นคุณทักษิณเท่านั้นที่ทำได้
นี่ คือตรรกะของคุณกลุ่มนี้ ที่ถูกอคติเกลียดภาพของ “ผีทักษิณ”ที่ตัวเองสร้างขึ้นมาจนฝังใจ ดังนั้นแค่เงาของคุณทักษิณวาบผ่านเข้ามา ก็เตรียมการเคลื่อนไหวเป็นการใหญ่ อย่างนี้แล้วประเทศไทยจะหาความปรองดองได้อย่างไรกันครับ

ดังนั้นผม จึงอยากบอกทุกๆท่าน ปล่อยเรื่องของคุณทักษิณไปเถิดครับ อะไรที่เป็นประโยชน์ของประเทศ ถึงแม้คุณทักษิณจะได้ประโยชน์ก็ช่างเถิดครับ เราเสียเวลาอยู่กับคุณทักษิณมาหลายปี จนประเทศไม่สามารถเดินหน้าไปไหน ตอนนี้คนส่วนใหญ่เขาก็หูตาสว่างกันหมดแล้ว สำหรับท่านล่ะครับ เมื่อไหร่จะตาสว่างเสียที แล้วปล่อยให้พวกกลัว “ผีทักษิณ”บ้าไปตามเรื่องของมันเถอะครับ อย่าไปใส่ใจกับพวกนี้มากนัก นอกจากจะบ้าตามไปกับพวกนี้ ยังจะเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศด้วยนะครับ ขอบอก

จากคุณ : ทวดเอง