WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 15, 2012

ทีมงานเยียวยา 4 ศพ นัดถกประเด็นช่วยเหลือ

ที่มา ประชาไท

รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเผย 15 ก.พ. คณะทำงานพัฒนาคุณภาพ ชีวิตครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ยิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่หนองจิก จะประชุมเพื่อกำหนดประเด็นการช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับกระทบและระยะเวลาในการทำ งาน ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดหลังเก่า

นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 คณะทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จังหวัดปัตตานี กรณีเหตุการณ์บ้านกาหยี ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี หรือเหตุการณ์ยิงชาวบ้าน 4 ศพ จะประชุมเพื่อกำหนดประเด็นการช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับกระทบและระยะเวลาในการทำ งาน ที่ห้องประชุม 4 ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

สำหรับคณะทำงานชุดดังกล่าว นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี มีคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นคำสั่งจังหวัดปัตตานีที่ 222 / 2555 เพื่อให้กระบวนการเฝ้าระวัง ป้องกันการแก้ปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ลดความหวาดระแวงและการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทุกภาคส่วนตามยุทธศาสตร์ จังหวัดปัตตานี

สำหรับรายชื่อคณะทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดปัตตานี กรณีเหตุการณ์บ้านกาหยี ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ประกอบด้วย นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นที่ปรึกษา นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานคณะทำงาน

ส่วนคณะทำงาน มีทั้งหมด 22 คน ประกอบด้วย นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี สาธารณสุขจังหวัดปัตตานี วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี แรงงานจังหวัดปัตตานี นายเศรษฐ อัลยูฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี พัฒนาการจังหวัดปัตตานี ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปัตตานี ประธานอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี

นายโมทฐดล หนูเชื้อ ปลัดอำเภอหนองจิก (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) อิหม่ามประจำมัสยิดปุโละปุโย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปุโละปุโย กำนันตำบลปุโละปุโย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปุโละปุโย นายอำเภอหนองจิก

ส่วนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นเลขานุการ นายปรีดี มะนีวัน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นายมุกตา จิใจ ปลัดอำเภอหนองจิก (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) หัวหน้าทีมเยียวยาวิถีธรรมฯ อำเภอหนองจิก สำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปัตตานี อาสาสมัครพัฒนาสังคมฯ (อพม.) ตำบลปุโละปุโย บัณฑิตแรงงานประจำตำบลปุโละปุโย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน ได้แก่ ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบทางด้านสังคม และจิตใจ ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาทางด้านการศึกษาและการฝึกอาชีพ กำกับดูแลและประสานงานการปฏิบัติงานกับส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กร ที่มีโครงการ/ กิจกรรมสนับสนุนช่วยเหลือในพื้นที่แบบบูรณาการ เป็นต้น

คนพุทธยันไม่ย้ายหนี ยิงสองผัวเมียปะนาเระ

ที่มา ประชาไท

ชาวไทยพุทธที่บ้านในเนื้อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เหลือเพียง 17 คน หลังจากสองสามีภรรยาถูกยิงเสียชีวิต ยันไม่คิดย้ายหนี แม้ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว

บ้านของชาวไทยพุทธหนึ่งใน 5 หลังที่บ้านในเนื้อ หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันเหลือสมาชิกเพียง 17 คน หลังจากนายอนันต์ แซ่เอี้ยว และนางลักขณา แซ่เอี้ยว สองสามีภรรยาจากหมู่บ้านนี้ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

วานนี้ (14 ก.พ.) มีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตบริเวณ หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อนายอนันต์ แซ่เอี้ยว และนางลักขณา แซ่เอี้ยว สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 201 หมู่ที่ 2 บ้านในเนื้อ ตำบลน้ำบ่อ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนหลายนัด

พ.ต.อ. มานิตย์ ยิ้มซ้าย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ จังหวัดปัตตานี สอบสวนทราบว่า ขณะที่ผู้ตายทั้งสองคนขับขี่จักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าออกจากบ้านพักเพื่อหา ของป่า เมื่อถึงที่เกิดเหตุถูกคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ตามประกบยิงจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นฝีมือแนวร่วมในพื้นที่สร้างสถานการณ์

ใน ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่บ้านในเนื้อ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของผู้เสียชีวิตมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากชาวบ้านได้เดินทางไปร่วมงานศพของผู้เสียชีวิตทั้งสองที่วัด คอกกระบือ อำเภอปะนาเระ

หมู่บ้านในเนื้อมีเส้นทางเข้าออกสองทางและค่อนข้างเปลี่ยว มีบ้านรวมกัน 5 หลัง ปลูกเป็นกลุ่มใกล้ๆ กัน โดยมีฐานปฏิบัติการทหารพรานตั้งอยู่ตรงกลาง

จ.ส.อ.อุดร คงคืน ผู้บังคับการชุดปฏิบัติการทหารพรานบ้านในเนื้อ เปิดเผยว่า หมู่บ้านในเนื้อมีชาวไทยพุทธอาศัยอยู่ 5 ครอบครับ รวม 19 คน เสียชีวิตไปอีก 2 คน เหลือ 17 คน เมื่อก่อนมีสิบกว่าครอบครัว แต่หลังเกิดเหตุไม่สงบจึงย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

จ.ส.อ.อุดร เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารพรานต้องเพิ่มการดูแลชาวบ้านมากขึ้นไปอีก ส่วนกรณีที่ชาวบ้านประสบเหตุ เนื่องจากออกเดินทางไปไหนมาไหน โดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

นาย ประกอบ พี่เขยของนายอนันต์ เปิดเผยด้วยภาษามลายูท้องถิ่นว่า ตนปลูกบ้านอยู่ใกล้กับบ้านของนายอนันต์ ซึ่งนายอนันต์ เป็นอดีตทหารพราน บ้านนายอนันต์ มีทั้งหมด 3 คน เมื่อนายอนันต์กับภรรยาเสียชีวิต จึงเหลือแม่ของนายอนันต์ อายุ 60 ปี คนเดียว หลังจากนี้ ตนคงต้องเป็นคนดูแล

นายประกอบ เปิดเผยว่า ชาวบ้านที่นี่เคยประสบเหตุไม่สงบมาแล้วครั้งแรกเมื่อปี 2549 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่บ้านท่าสู ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง โดยนายอนันต์ มักชอบออกเดินทางไปหาของป่าตามลำพังเป็นประจำ

นายประกอบ เปิดเผยด้วยว่า ชาวไทยพุทธทั้ง 5 ครอบครัว ประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว และรับจ้างเลี้ยงเป็ดไก่จากนายจ้างที่เป็นชาวมุสลิม และมีการไปมาหาสู่กับชาวมุสลิมที่อยู่รอบๆ ทั้ง 5 ครอบครัว เป็นชาวไทยพุทธที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นปูย่าตายาย จึงไม่คิดจะย้ายออกไปไหน ส่วนคนที่ย้ายออกไป ส่วนมากเป็นคนมาจากที่อื่น เมื่อเกิดเหตุไม่สงบจึงไม่กล้าอาศัยอยู่ต่อ

“อยู่ ที่นี่ กลัวก็กลัว แต่ต้องอยู่เพราะไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ถ้าย้ายไปแล้วก็ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับชาวบ้านที่เหลืออยู่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป” นายประกอบ กล่าว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 15/02/55 เข้าหูซ้าย..ทะลุหัวใจ...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

เข้าหูซ้าย ออกหูขวา ชั่วไม่หยุด
ไม่สิ้นสุด ความเฉไฉ ไร้ศักดิ์ศรี
คนทั้งเมือง เห็นกันทั่ว ใครชั่วดี
ภาพอัปรีย์ จึงโจ่งแจ้ง แสดงละคร....


รักเมืองไทย สุดกำลัง หวังเดินหน้า
ช่วยนำพา ให้วันนี้ ดีกว่าก่อน
ต่างรู้ชัด ใครเป็นใคร ไม่สังวรณ์
คิดเห่าหอน หลอกประชา ช่างน่าอาย.....


ภาพอิจฉา ตาร้อน สะท้อนอก
ดั่งนรก ลงทัณฑ์ มันฉิบหาย
เต้นเร่าๆ กู่ก้อง ร้องเป็นฟาย
ทุรนทุราย เหมือนติดบ่วง ทุกท่วงที....


เสียงกรีดร้อง ของพวกเปรต ทุเรศนัก
มันยึกยัก ย้อนยอก หลอกเหมือนผี
เอาแต่คิด วกวน คนกาลี
สร้างบัดสี ด้วยจิกตอด ตลอดกาล....


เหลือแค่ภาพ มารยา พวกสาไถย
ที่จงใจ รุกคืบ คอยสืบสาน
ยิ่งตอกย้ำ รอยบาป ภาพสามานย์
พวกหน้าด้าน ยิ่งย่อยยับ พับลงคลอง....


๓ บลา / ๑๕ ก.พ.๕๕

เว็บgo6TVถูกสอยหลังแพร่คลิปป๋าลดกระจกเรียกปู

ที่มา Thai E-News


เว็บบล็อคโกซิกส์ทีวี http://www.go6tv.com

โดย ทีมงานเว็บ go6TV

เว็บ go6TV ถูกสอยร่วง หลังเผยแพร่ คลิป “ป๋า” ลดกระจกเรียก “ปู”

เว็บบล็อกข่าวการเมืองในฝ่ายประชาธิปไตยถูก “กูเกิ้ล” ระงับการเข้าถึงอย่างไม่มีสาเหตุในช่วงบ่ายของวานนี้ (14 กุมภาพันธ์) หลังจากเนื้อหาสุดท้ายของเว็บไซท์เสนอภาพวีดิทัศน์ แสดงสีหน้าของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ระหว่างที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ลดกระจกรถยนต์เรียก นายกฯรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อสนทนาเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่รถของพลเอกเปรมจะขับออกไปจากทำเนียบรัฐบาล ในงานรักเมืองไทย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยเมื่อผู้อ่านคลิ้กเข้าไปใน http://www.go6tv.com แทนที่จะเข้าไปอ่านเนื้อหาได้ ก็ปรากฎข้อความว่า

404. That’s an error.
The requested URL /2012/02/blog-post_1593.html was not found on this server. That’s all we know.

โดยทางกูเกิ้ล ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครื่องแม่ข่ายให้กับ เว็บไซท์โกซิกส์ทีวี ไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น ในขณะที่ในวันรุ่งขึ้น (15 กุมภาพันธ์ 2555) เว็บไซท์ go6TV จะมีการจัดกิจกรรมจัดฉายภาพยนตร์ The Lady รอบการกุศล ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิล์ด ลาดพร้าว โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดง และ ผู้มีชื่อเสียงในฝ่ายประชาธิปไตยมาร่วมงานดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อาทิ ผศ. ดร.จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมเพื่อสังคม, นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย, นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ฯลฯ

ทั้งนี้ เว็บบล็อกโกซิกส์ทีวี เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010 รำลึกเหตุการณ์การสลายการชุมนุม 10 เมษายน โดยมีการจัดกิจกรรม The Red Letter ให้ประชาชนเขียนจดหมายให้กำลังใจผู้ต้องขังที่เป็นนักโทษการเมือง และมีผู้มาร่วมงานในวันดังกล่าว อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัวอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, นางสาวขัตติยา สวัสดิผล อดีตหัวหน้าพรรคขัตติยะธรรม บุตรสาวพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง), นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ,นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่มแดงสยาม, นายนที สรวารี แกนนำกลุ่มอาทิตย์ซาบซึ้ง ฯลฯ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าวที่ถนนราชดำเนินกว่าหนึ่ง หมื่นคน

ล่าสุดทางด้าน กองบรรณาธิการเว็บบล็อกโกซิกส์ทีวี ทั้ง 4 คน ได้แก่ “เจเจ สาทร”, “Katai Noi”, “อุลตร้าแดง สมุนนิติราษฎร์” และ Palrak ยังไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

อ้างอิง
go6 คลิปข่าวสามมิติ กิจกรรม The Red Letters เขียนจดหมายจากเพื่อนถึงเพื่อน ครั้งที่1
http://www.youtube.com/watch?v=7kAqNjMxBII

"ป๋าเปรม" ลดกระจกเรียก "ยิ่งลักษณ์"
http://www.youtube.com/watch?v=TR3WLOFTP6o

รวมภาพหลังบึ้มขาขาด

ที่มา Thai E-News

โดย sarapaheylo
ที่มา ประชาทอล์ค
14 กุมภาพันธ์ 2555












Tuesday, February 14, 2012

สืบคดี "ผอ.ประชาไท" อาสาสมัครดูแลเว็บบอร์ดยันมีระบบช่วยปิดความเห็นหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

(14 ก.พ.55) ที่ศาลอาญา รัชดา มีการสืบพยานจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 1167/2553 ซึ่งอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ภายใต้มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ในความผิดตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีที่มีผู้อ่านโพสต์ข้อความเข้าข่ายผิดกฎหมายในเว็บบอร์ดประชาไท โดยวันนี้ มีผู้แทนจากสถานทูตประเทศสวีเดน ฟินแลนด์ แคนาดา ตัวแทนจากสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย สถาบันสิทธิมนุษยชน สมาคมทนายความนานาชาติ (The International Bar Association's Human Rights Institute: IBAHRI) และเครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPA) องค์กรปกป้องเสรีภาพสื่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Media Defence SEA) เข้าสังเกตการณ์คดีด้วย

โดยวันนี้มีพยาน 3 ปากได้แก่ นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นพ.กิติภูมิ เบิกความในฐานะผู้ใช้เว็บบอร์ดประชาไท (ในขณะนั้น) ว่า หลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เว็บบอร์ดประชาไทมีผู้เข้าใช้มากขึ้น ทำให้ดูแลยาก จึงเริ่มมีระบบซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้จำนวนหนึ่งซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้ดู แลเว็บ สามารถลบความเห็นที่เห็นว่าไม่เหมาะสมได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากเป็นผู้ที่แจ้งลบบ่อย

ด้านสาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบิกความรับรองเอกสารที่เสนอต่อศาล เป็นเอกสารการประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 พ.ค.54 ซึ่งกล่าวถึงหลักการความรับผิดของตัวกลางในการให้บริการอินเทอร์เน็ตว่า โดยหลักแล้วตัวกลางไม่ต้องรับผิดชอบกรณีที่มีการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบ คอมพิวเตอร์โดยบุคคลที่สาม เว้นแต่ตัวกลางจะรู้ถึงการกระทำผิดดังกล่าวและได้รับการแจ้งให้ดำเนินการลบ โดยในภาคพื้นยุโรปและสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ดำเนินการแก้ไข ภายใน 10-14 วันหลังได้รับแจ้ง ขณะที่มาตรา 15 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่มีข้อความในลักษณะแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลเว็บดำเนินการแก้ไข และหลังออก พ.ร.บ.นี้แล้ว ก็ยังไม่เคยมีระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรการรับผิดชอบของผู้ดูแลอิน เทอร์เน็ต

ส่วน จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เบิกความในฐานะกรรมการและเหรัญญิกของมูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ซึ่งให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลความเห็นในเว็บบอร์ด โดยเล่าถึงความพยายามในการพัฒนาระบบช่วยผู้ดูแลเว็บบอร์ด ซึ่งมีกลไกคล้ายระบบกรองอีเมลขยะ โดยจะแสดงข้อความจากการเรียนรู้จากข้อความที่ถูกพิจารณาว่าไม่เหมาะสม เพื่อทำให้ผู้ดูแลพิจารณาข้อความได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังไม่ได้พัฒนาเนื่องจากประชาไทได้ตัดสินใจปิดระบบเว็บบอร์ดไป ก่อน ทั้งนี้ จิตร์ทัศน์ระบุว่าเคยมีการพูดคุยเรื่องการจ้างผู้ดูแลเว็บบอร์ดตลอด 24 ชั่วโมง แต่มองว่าเป็นเรื่องยากเนื่องจากปัญหาการเงินของมูลนิธิ และจำนวนกระทู้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับผู้ดูแลที่เป็นมนุษย์ก็อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

ทั้งนี้ จิตร์ทัศน์ตอบคำถามอัยการเรื่องการดูแลเว็บบอร์ดว่า โดยหลักเมื่อมีข้อความไม่เหมาะสม ถ้าผู้ดูแลพบก็จะต้องลบหรือซ่อนข้อความนั้น ตอบคำถามทนายความถามติงถึงพยานเอกสารซึ่งถูกระบุว่ามาจากเว็บบอร์ดประชาไท ว่า เอกสารนั้นมีรูปแบบคล้ายคลึงกับเว็บบอร์ดประชาไท แต่ข้อความที่ปรากฏจะใช่หรือไม่ ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะเมื่อดาวน์โหลดไฟล์มาแล้วก็สามารถแก้ข้อมูลได้

อนึ่ง คดีนี้จะมีการสืบพยานจำเลยอีก 2 ปากคือ วันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ในวันที่ 15 เวลา 9.00 น. และพิรงรอง รามสูตร อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ในวันที่ 16 ก.พ. เวลา 13.00 น. ตามลำดับ

มาตรา 14 ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบาง ส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(2) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(4) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูล คอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)

มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุน หรือยินยอม ให้มีการกระทําความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดตาม มาตรา 14

เครือข่ายผู้หญิงฯ หนุน “นลินี” นั่ง ปธ.กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีฯ

ที่มา MCOT



สำนัก ข่าวไทย 14 ก.พ.- เครือข่ายผู้หญิงฯ หนุน "นลินี ทวีสิน" เป็นประธานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ จะช่วยให้งานขับเคลื่อนกองทุนฯ เดินหน้าได้ เพราะมีหลายหน่วยงานมาร่วมทำงาน ไม่ปล่อยให้ พม.หน่วยงานเดียวเหมือนแต่ก่อน เตรียมยื่นข้อเสนอจากภาคีเครือข่ายสตรี ต่อนายกฯ วันที่ 18 ก.พ.นี้

ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมประเทศไทย กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2555 แต่งคณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ โดยมีการเปลี่ยนองค์ประกอบคณะกรรมการใหม่ จากเดิมที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธาน เป็นให้มีหลายหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน โดยให้ นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รมว.พม. เป็นรองประธาน เพิ่มรองประธาน 2 คน ประกอบด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะทำงานระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ลดบทบาท พม. ลง ซึ่งเชื่อว่าดีกว่าเดิมเนื่องจากมี 2-3 กระทรวง เข้ามาช่วยทำงาน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีฯ เดินหน้าได้ โดยคณะกรรมการกองทุนฯ มีหน้าที่ศึกษารูปแบบ กรอบการดำเนินงาน, ติดตามเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล, แต่งตั้งคณะอนุกรรมเพื่อมาทำงาน และ ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรี มอบหมาย มีผลตั้งแต่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

ดร.สุธาดา กล่าวต่อว่า วันที่ 18 ก.พ.นี้ เครือข่ายสตรีฯ จะรวบรวม ความเห็นจากภาคีเครือข่ายสตรีทั่วประเทศต่อ "กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี" พร้อมข้อเสนอต่อการจัดตั้งกองทุน พัฒนาสตรีฯ จังหวัดละ 100 ล้านบาท (รวม 7,700 ล้านบาท) ไปมอบให้กับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะได้พบกับ นางนลินี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนฯ ด้วย โดยข้อเสนอที่ภาคีเครือข่ายสตรีจะมอบให้นั้น บางส่วนมองว่า ควรแยกการช่วยเหลือให้สตรีเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ออกจากกองทุนจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพราะไม่เพียงพอ แต่ต้องทำการสำรวจจำนวนว่า ผู้หญิงที่ยากจน และผู้หญิงที่มีความจำเป็นมีจำนวนเท่าไร ทำอย่างไร ภาครัฐจะเข้ามาทำงานช่วยเหลือโดยไม่ต้องทุ่มเงิน เช่น อาจจะร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนกองทุน 100 ล้านบาท พิจารณาการใช้งานภายใต้นโยบายการพัฒนาสตรี.- สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย MCOT

ตร.ตรวจบ้านผู้ต้องหาปาระเบิด ซ.ปรีดีฯ

ที่มา MCOT



กรุงเทพฯ 14 ก.พ. - เจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์ระเบิด เข้าตรวจสอบภายในบ้านของผู้ต้องหาระเบิด ซ.ปรีดีพนมยง 31 พบระเบิดซีโฟร์จำนวนมาก

นี่คือสภาพความเสียหายบริเวณใกล้ตู้โทรศัพท์ หน้าโรงเรียนเกษมพิทยา ถ.ปรีดีพนมยงค์ ซ.สุขุมวิท 71 จุดที่นายซาเอิ๊บ โมราบี่ ชาวอินหร่าน โยนระเบิดลูกเกลี้ยงลงพื้น หลังถูกตำรวจตรวจค้น ทำให้ตัวเองบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ตู้โทรศัพท์ กระจกร้านพิซซ่า และรถสายตรวจ สน.คลองตัน ที่จอดอยู่ใกล้เคียง ได้รับความเสียหาย ของในกระเป๋ากระจายเกลื่อน เจ้าหน้าที่ต้องปิด ซ.สุขุมวิท 71 กันประชาชนออกจากพื้นที่ และให้เจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบว่ายังมีระเบิดหลงเหลืออีก หรือไม่ ขณะที่โรงเรียนเกษมพิทยา ยังกันไม่ให้นักเรียนกลับบ้าน เพื่อความปลอดภัย

ก่อนหน้านี้ นายซาเอิ๊บได้ปาระเบิดใส่บ้านเลขที่ 66 ภายใน ซ.ปรีดีพนมยงค์ 31 ที่ตัวเองเช่าไว้ ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงบาดเจ็บ 2 คน ก่อนเดินมาเรียกแท็กซี่ที่ ซ.ปรีดีพนมยงค์ 33 แต่แท็กซี่ไม่จอดรับ จึงบันดาลโทสะโยนระเบิดใส่แท็กซี่ ทำให้นายสัญชัย บุญสูงเนิน คนขับ และผู้โดยสารที่นั่งในรถ บาดเจ็บอีก 2 คน จากนั้นจึงมาก่อเหตุที่หน้าโรงเรียนเกษมพิทยา ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้

ล่าสุดมีรายงานว่า ตำรวจได้เข้าตรวจสอบภายในบ้านเช่าจุดเกิดเหตุจุดแรกแล้ว พบระเบิดซีโฟร์เก็บอยู่ภายในบ้านจำนวนมาก จึงได้กันชาวบ้านออกจากพื้นที่และเข้าเก็บกู้ ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง พบชาย 3 คน ลักษณะเหมือนแขกขาว วิ่งออกจากบ้านหลังดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย MCOT

ความล้มเหลวของระบบการประเมินผลการศึกษาไทย: สาเหตุและข้อเสนอแนะ

ที่มา ประชาไท

ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยมีการประเมินผลใน 3 ส่วนคือ การประเมินผลโรงเรียนโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ.) การประเมินผลครูโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ การประเมินผลนักเรียนโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ระบบการประเมินผลเหล่านี้มีผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยจริงหรือไม่ มีปัญหาอย่างไร และควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

ขอเริ่มจากการประเมินโรงเรียน ที่ผ่านมา มีการประเมินโรงเรียนในทุกสังกัดไปแล้ว 2 รอบ โดยรอบที่สอง ทำในช่วงปี 2549-2553 ผลพบว่า มีโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ในรอบที่สองมากกว่าในรอบแรกมาก (ดูภาพที่ 1) ซึ่งน่าจะหมายความว่า การประเมินทำให้โรงเรียนปรับปรุงคุณภาพจนสามารถผ่านเกณฑ์ได้ และน่าจะเป็นเครื่องชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยมีคุณภาพสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ปัญหาก็คือ ในช่วงเวลาดังกล่าว คุณภาพการศึกษาของไทยเมื่อวัดจากผลสอบมาตรฐานต่างๆ กลับตกต่ำลง ทั้งการสอบมาตรฐานในประเทศเช่น O-NET และการสอบที่จัดโดยองค์กรในต่างประเทศเช่น TIMSS และ PISA ซึ่งล้วนชี้ชัดว่า คุณภาพของนักเรียนไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องอย่างน่าใจหาย (ดูภาพที่ 2 กรณีของ TIMSS)

ภาพที่ 1 ร้อยละของโรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน

ความล้มเหลวของระบบการประเมินผลการศึกษาไทย: สาเหตุและข้อเสนอแนะ

ภาพที่ 2 คะแนนสอบ TIMMS

ความล้มเหลวของระบบการประเมินผลการศึกษาไทย: สาเหตุและข้อเสนอแนะ

เราสามารถเข้าใจสาเหตุของความขัดแย้งกันระหว่างคุณภาพของโรงเรียนจากการ ประเมินของ สมศ. กับคะแนนสอบของนักเรียน โดยดูจากตัวชี้วัดที่ สมศ. ใช้ในการประเมินโรงเรียน ในการประเมินโรงเรียนระดับขั้นพื้นฐานสายสามัญในรอบสองที่ผ่านมา มีตัวชี้วัดที่ใช้ 14 ตัว ซึ่งประเมินผู้เรียน 7 ตัว ประเมินครู/การเรียนการสอน 2 ตัว และประเมินผู้บริหาร 5 ตัว แต่เมื่อดูในรายละเอียด จะพบว่า มีเพียงตัวชี้วัดที่ 5 (ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร) เพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่เป็นการวัดสัมฤทธิผลของนักเรียนอย่างเป็นวัตถุวิสัย (objective) โดยไม่มีดุลพินิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากใช้จำนวนนักเรียนที่ผ่านการสอบมาตรฐาน ที่เหลือเป็นตัวชี้วัดที่แม้จะดูดี แต่ก็ต้องอาศัยดุลพินิจในการวัดสูงมาก เช่น ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและรักการเรียนรู้ (ตัวชี้วัดที่ 6) ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (ตัวชี้วัดที่ 4) เป็นต้น

ในความเห็นของผู้เขียน การประเมินคุณภาพโรงเรียนในปัจจุบัน มีปัญหาสำคัญที่ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ไม่ได้วัดสัมฤทธิผลของนักเรียนอย่างแท้ จริง จึงไม่ช่วยสร้างยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ การประเมินคุณภาพโรงเรียนที่ผ่านมายังสร้างภาระให้กับครูในการที่ต้องจัด เตรียมเอกสารต่างๆ มากมาย จึงเหลือเวลาในการเตรียมการสอนน้อยลง ดังที่โครงการ Teacher Watch เคยสำรวจพบว่า ร้อยละ 83 ของครูทำงานธุรการร้อยละ 20 ของเวลางาน และร้อยละ 10 ของครูทำงานธุรการร้อยละ 50 ของเวลางาน

ในส่วนของการประเมินครูเพื่อเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละ 2 ครั้งนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะกรรมการที่ผู้อำนวยการแต่งตั้งจะประเมินตามแบบที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยแบ่งเป็น 4 ด้านคือ ผลงานต่อผู้เรียน ความประพฤติ คุณธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยมีสัดส่วนคะแนน 60:10:10:20 ตามลำดับ แม้ดูเหมือนว่าผลงานต่อผู้เรียนจะมีน้ำหนักมากที่สุดถึงร้อยละ 60 ก็ตาม ในทางปฏิบัติ คะแนนสอบมาตรฐานของนักเรียนหรือสัมฤทธิผลทางการเรียนอื่นๆ กลับไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาเลย ซึ่งทำให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนของครูไม่เชื่อมโยงกับสัมฤทธิผลของนักเรียน อย่างที่ควรจะเป็นอีกเช่นกัน นอกจากนี้ ค่าตอบแทนครูยังขึ้นอยู่กับการเลื่อนตำแหน่งและเงินวิทยฐานะ ซึ่งประเมินจาก 3 ด้านคือ วินัยและคุณธรรม ความสามารถ เช่น ความสามารถในการจัดทำแผนการสอน และผลปฏิบัติการ โดยแต่ละด้านมีน้ำหนัก 1/3 เท่ากัน การศึกษาพบว่า การประเมินผลปฏิบัติการนั้นจะพิจารณาผลการเรียนของนักเรียนจากการสอบมาตรฐาน ด้วย แต่มีน้ำหนักเพียงร้อยละ 10 หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 3.3 ของคะแนนทั้งหมด ดังนั้น ผลการประเมินจึงแทบจะไม่ขึ้นอยู่กับผลการเรียนของนักเรียนเลย ภายใต้แรงจูงใจเช่นนี้ ครูย่อมสนใจทำเอกสารเพื่อให้ผ่านการประเมินมากกว่ามุ่งพัฒนาการสอน

ส่วนในกรณีการประเมินนักเรียนนั้น มีการสอบมาตรฐานในหลายระดับชั้น เช่น O-NET และ NT แต่การสอบเหล่านี้ ยังไม่มีการเปิดเผยคะแนนสอบของแต่ละโรงเรียนต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ และแทบมิได้ถูกนำมาใช้ประเมินโรงเรียนและครูเลย นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อคุณภาพของข้อสอบมาตรฐาน โดยเฉพาะ O-NET

โดยสรุป ปัญหาของคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย มีสาเหตุมาจากการมีระบบประเมินผลที่ผิดพลาด โดยการประเมินโรงเรียนและครูแทบจะไม่มีความเชื่อมโยงกับผลการเรียนรู้ของนัก เรียน และยังสร้างภาระต่อครูมากมาย ซึ่งมีผลในการดึงครูออกจากนักเรียน ส่วนการสอบมาตรฐานนั้น แม้โดยหลักการจะเป็นการวัดการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรง แต่ก็มีปัญหาคุณภาพของข้อสอบ และไม่มีการเปิดเผยคะแนนสอบเฉลี่ยของโรงเรียนต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ ระบบการประเมินที่เป็นอยู่จึงไม่เชื่อมโยงกับการสร้างความรับผิดชอบในการ จัดการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจในการยกคุณภาพการศึกษาเลย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะในการยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาไทย ดังต่อไปนี้

  1. ควรจัดให้มีการสอบมาตรฐานทุกระดับชั้นเรียน หรืออย่างน้อยทุกช่วงชั้นของโรงเรียนทุกสังกัด เพื่อเป็นฐานในการสร้างความรับผิดชอบทางการศึกษา นอกจากนี้ ควรใช้ผลการสอบมาตรฐานเป็นเกณฑ์ในการเลื่อนชั้นและการเข้ามหาวิทยาลัยแทนการ ใช้เกรดเฉลี่ย ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีมาตรฐานที่แตกต่างกันมาก
  2. ปฏิรูปการออกข้อสอบมาตรฐานจากปัจจุบันซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพของข้อสอบ มาก โดยควรออกข้อสอบที่เน้นวัดความเข้าใจ (literacy-based test) ซึ่งส่งเสริมการคิดของนักเรียน มากกว่าเน้นวัดเนื้อหา (content-based test) ซึ่งส่งเสริมการท่องจำ
  3. เปิดเผยผลคะแนนการสอบมาตรฐานเฉลี่ยเป็นรายโรงเรียนต่อสาธารณะ และให้โรงเรียนจัดทำใบรายงานผลของตน (report card) เปรียบเทียบกับโรงเรียนในเขตการศึกษาเดียวกัน และโรงเรียนทั่วประเทศให้แก่ผู้ปกครอง
  4. ยกเลิกระบบการประเมินคุณภาพสถานศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรืออย่างน้อยต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ให้มีความเชื่อมโยงกับผลการเรียนของนักเรียน
  5. ใช้คะแนนสอบมาตรฐานของนักเรียนในการประเมินผลโรงเรียนและครู โดยควรใช้การเปลี่ยนแปลง (change) ของคะแนน ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของนักเรียน มากกว่าการใช้ระดับคะแนน (level) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โรงเรียนที่มีทรัพยากรที่แตกต่างกัน
  6. ให้รางวัลแก่ผู้บริหารโรงเรียนและครูตามความสามารถในการยกระดับผลการเรียนของนักเรียน โดยอาจปรับขั้นเงินเดือนหรือประกาศยกย่อง
  7. สนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางวิชาการแก่โรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เช่น สนับสนุนการประเมินตนเองเพื่อปรับปรุงการสอน

ยังมีอีกหลายเรื่องที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งผู้เขียนจะขอแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

ศราวุฒิ ประทุมราช: สิทธิได้รับการประกันตัวคือ สิทธิมนุษยชน

ที่มา ประชาไท

ผมเคยเขียนบทความเรื่องสิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวคือสิทธิมนุษยชน เมื่อปีที่แล้ว ไม่คิดว่าจะต้องมาเขียนซ้ำในเรื่องเดียวกันอีก เพราะได้รับความเศร้าใจต่อการที่ “ลูก”ของผู้ต้องขัง ต้องตากหน้าอดอาหารประท้วงศาลที่ไม่ยอมให้ประกัน พ่อของเขา ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงการณีน้อง ไท หรือ ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ซึ่งขณะนี้อดอาหารคัดค้านระบบยุติธรรมของไทย ที่ไม่ยินยอมให้ประกันตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกการเมืองพ่นพิษให้ต้องเป็นจำเลย ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นที่ทราบโดยทั่วไป

สิทธิในการได้รับการประกันตัวนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของผู้ต้อง หาที่ต้องได้รับในฐานะเป็นหลักประกันความก้าวหน้าของกระบวนการยุติธรรม และเป็นสากล หมายถึงว่าการได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาทุกคน ทุกคดี ทุกข้อกล่าวหา

การไม่ให้ประกันตัวในกรณีของคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือกรณีคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงอื่นๆนั้น เหตุผลที่ศาลมักไม่ให้ประกันตัว มักให้เหตุผลว่า เช่น ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย สู่สถาบันกษัติริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ หรือว่าพนักงานสอบสวนได้คัดค้าน จึงเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว เป็นต้น

คำถามคือว่า การมิให้ประกันตัวตามหลักสิทธิมนุษยชนนั้นสามารถกระทำได้เพียงใด และข้อคำนึงถึงการใช้ดุลพินิจ ในการไม่อนุญาตให้ประกันตัวนั้น เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process of Law) หรือไม่

หลักสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการได้รับการประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราว คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ซึ่งมีหลักการว่า สิทธิประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี จะต้องเป็นหลักที่ได้รับความคุ้มครอง การมิให้ประกันตัวถือเป็นข้อยกเว้นหรือจะกระทำได้ต่อเมื่อไม่มีวิธีการที่ เบากว่านี้

โดยปกติบุคคลผู้ถูกตั้งข้อหาคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่ว คราวระหว่างการพิจารณาคดี โดยการวางหลักประกันหรือมีบุคคลค้ำประกัน การปฏิเสธคำขอประกันตัวควรจะเป็นข้อยกเว้น อย่างเช่น มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลนั้นจะหลบหนีและไม่มาปรากฏตัวในศาลในช่วงการพิจารณา คดี หรือบุคคลนั้นอาจจะทำลายหลักฐาน หรือบุคคลนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่น การปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างการพิจารณา ถือว่าเป็นการละเมิดข้อ 9(3) ของ ICCPR ซึ่งกำหนดว่า “ การควบคุม คุมขังบุคคลระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ควรเป็นกฎที่ใช้ทั่วไป”

การคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีนานเกินระยะเวลาที่สามารถยกเหตุผลอันเหมาะ สมมากล่าวอ้างได้ เป็นการกระทำโดยไม่มีกฎเกณฑ์และละเมิดข้อ 9(1) ของ ICCPR ที่ว่า “ บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้”

สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาที่เหมาะสมนั้นมาจากหลักการที่ ว่า การรอนเสรีภาพ จักต้องไม่นานเกินกว่าระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์เฉพาะนั้นๆ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเน้นว่า ในกรณีที่ศาลปฏิเสธการประกันตัว บุคคลผู้ถูกกล่าวหาจักต้องได้รับการพิจารณาคดีโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

กระนั้นก็ตาม สำหรับในประเทศไทยโดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 (หรือคดีทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือคดีของคนเสื้อแดง) สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการ ได้รับการประกันตัวได้ถูกละเมิดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกรณีนายสมยศ นี้ด้วย เพราะการไม่ให้ประกันตัวย่อมทำให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี และเป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับโอกาสในการต่อสู้คดีที่เป็นธรรม เพราะนายสมยศ ไม่อาจออกมาหาพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ทัดเทียมกับ ฝ่ายอัยการโจทก์ ประกอบกับการเป็นอยู่ในเรื่อนจำที่มีสภาพแออัด และไม่ถูกสุขลักษณะ ย่อมทำให้สิทธิในร่างกายของนายสมยศได้รับความกระทบกระเทือนด้วย

นี่ยังไม่รวมถึงระยะเวลาในการต่อสู้คดีที่ต้องเนิ่นนานออกไป เพราะการอุทธรณ์ที่กินเวลายาวนานเป็นปี เป็นเรื่องไม่ปกติที่เกี่ยวโยงกับการไม่ได้รับการประกันตัวสำหรับผู้ ถูกกล่าวหาที่จะต้องถูกคุมขัง เป็นเวลาหลายปีนับแต่ถูกจับกุม จนถึงการดำเนินคดีสิ้นสุด และถือเป็นการละเมิดสิทธิบุคคลในการได้รับการพิจารณาคดี ภายในเวลาที่สมเหตุผลภายใต้ข้อ14(3)(c) ของ ICCPR และสิทธิที่ต้องได้รับการปล่อยตัวตามข้อ 9(3) ของกติกาฯ

ปํญหาต่อมาก็คือ การใช้ดุลพินิจของศาลในการไม่ให้ประกันตัวนั้น เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายหรือไม่

หลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรมในเรื่องระบบการพิจารณาคดีที่ว่ากระบวนการ ใช้อำนาจรัฐทุกรูปแบบต้องมีการคุ้มครองให้กระบวนวิธีพิจารณาทางอาญา ทำด้วยความเป็นธรรม ไม่มีอคติ ไม่เลือกปฏิบัติ พอสมเหตุสมผลด้วย ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล และทนายความต้องคำนึงถึง และปฏิบัติตามหลักการนี้โดยเคร่งครัด

ตัวอย่างในคดีตามมาตรา 112 หากจะดำเนินการตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายในการไต่สวนคำร้องขอ ประกันตัวจะต้องเริ่มต้นว่า คดีนี้ผู้ต้องหามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มี ศาลต้องจัดหาทนายความให้ เพราะเป็นคดีที่มีโทษจำคุกกมากกว่า 10 ปี (ซึ่งนับว่าเป็นโทษที่หนักเกินสมควร) เหตุผลที่ทนายความได้เขียนเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ประกันตัว เป็นไปตามหลักการสากลดังกล่าวข้างต้นและรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลได้อนุญาตหรือได้มีการไต่สวนพยานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักการที่ ว่านั้นหรือไม่ ศาลได้ไต่สวนถึงเหตุที่ว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอย่างไร ซึ่งในประเด็นการจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานนี้ ต้องให้พนักงานสอบสวนหรือศาลมีภาระในการพิสูจน์ว่า หากปล่อยตัวไปแล้วผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิง หรือไปทำลายพยานหลักฐานอย่างไร จนทำให้ศาลพอใจ และฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องสามารถคัดค้านหลักฐานของพนักงานสอบสวนได้ด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติ ข้ออ้างของพนักงานสอบสวนต่อศาล มักเป็นการอ้างลอยๆ โดยขาดพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และศาลอาจไม่ได้ทำการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่มีการกล่าวอ้างด้วย ในวงการกฎหมายคำว่า “ภาระการพิสูจน์” นั้นหมายความว่า ผู้ใดยกข้อกล่าวอ้างอย่างไร ผู้นั้นต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามที่กล่าวอ้างนั้น เช่น อ้างว่าหากปล่อยตัวไปแล้วผู้ถูกปล่อยตัวนี้ เป็นผู้มีอิทธิพลจะไปข่มขู่พยานหรือออกไปยักย้ายถ่ายเทเอกสารสำคัญที่จะใช้ เป็นหลักฐานในการลงโทษจำเลยหรือผู้ต้องหานั้นได้ เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการ ทางกฎหมาย หากไม่มีการดำเนินการเช่นนี้ ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องยกเหตุผลนี้ขึ้นมาต่อสู้ เพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่

การที่ศาลยุติธรรมเคารพ หลักการสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรมในเรื่องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลย และ ความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมากในคดีที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง โดยเฉพาะในคดีการเมือง ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

หากศาลไทยจะได้ชื่อว่า เป็นศาลที่ดำเนินการสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลและหลักนิติธรรมที่นานา ประเทศให้การรับรองแล้ว จะมีความสง่างามและเป็นแบบอย่างของสังคมโลก อันจะนำเกียรติและชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติและประชาชน ส่งผลให้สังคมมีความสงบ ร่มเย็นได้ต่อไป เราปรารถนาสิ่งนั้นร่วมกันมิใช่หรือ