WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 15, 2012

โพลว่าคนอีสานติดตามข่าวสื่ออินเตอร์เน็ตมากกว่าจากหนังสือพิมพ์ <-ก้าวหน้ามาก

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

พอดีผมเปิดเว็บไซต์มติชน เจอข่าวของ "อีสานโพล" ซึ่งเป็นการสำรวจความเห็นของพี่น้องภาคอีสานเกี่ยวกับการรับข่าวสาร
ผมว่ามีความน่าสนใจมากทีเดียว เพราะหากว่าเราพิจารณาผลโพลให้ดี จะพบว่า "เกิดการเปลี่ยนแปลง" ขนาดใหญ่ขึ้นในวงการสื่อ
คือ ผลโพลบอกว่า คนอืสานรับข่าวสารจากสื่ออินเตอร์เน็ตถึงร้อยละ 20 แต่จากสื่อหนังสือพิมพ์เพียงร้อยละ 13

ผมว่าน่าจะเป็นการสำรวจครั้งแรกที่บอกถึง แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงด้านการรับสื่อจากสังคมได้ เพราะผมเพิ่งเห็นครั้งแรก
ว่าสื่ออินเตอร์เน็ตนั้น ชนะหนังสือพิมพ์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1329197527&grpid=&catid=02&subcatid=0202

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงช่วงต้นๆ ของ "ยุคอินเตอร์เน็ต" ในประเทศไทยนะครับ อินเตอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยซ้ำไป

ผมคาดว่าสื่อหนังสือพิมพ์จะลดอิทธิพลต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่าสื่อกระแสหลักนั้นจะ "ลดอิทธิพล" ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

แม้ สื่อโทรทัศน์ จะครองอันดับหนึ่งในช่องทางการสื่อสารของประชาชน (ผลสำรวจไม่ได้เอาช่องดาวเทียว เช่น เอเซียอัพเดท และ ว้อยท์ทีวีไปรวมด้วย ) แต่สื่อโทรทัศน์นั้น มักเสนอประเด็นเร่งด่วน มีข้อจำกัดในการเสนอประเด็นเกี่ยวกับความคิด เช่น คอลัมนิสต์ ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็คือ "ทัศนะ ความเห็นต่าง ๆ นั่นเอง" ที่สื่อโทรทัศน์ไม่สามารถเสนอความลึกของเหนือหาได้

แต่ผมคิดว่า "สื่ออินเตอร์เน็ต" สามารถทดแทนหนังสือพิมพ์ ได้ในเรื่อง ทัศนะคติและความเห็น ซึ่งมีหลากหลายและทันสมัยกว่าหนังสือพิมพ์ เพราะคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นเก่า ยังไม่มีคนรุ่นใหม่มากนัก ทำให้ทัศนะคติเป็นไปในด้านอนุรักษ์นิยม มากกว่าความคิดที่ก้าวหน้า

ผลการสำรวจครั้งนี้น่าจะบอกถึงความก้าวหน้าของสังคมได้บ้างแล้วในบางระดับ
ประเทศไทยไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่เหมือนเดิมที่พวกอำมาตยาธิปไตย จะสามารถหยุดสังคมให้อยู่กับที่ได้

ผมคิดว่า สื่อหนังสือพิมพ์ยังมีอิทธิพลต่อคน "กทม." หรือคนชั้นกลาง มากกว่าคนต่างจังหวัด ทัศนะคติของคนชั้นกลางบางส่วนจึงล้าหล้ง
ยังคงมีอุดมการณ์แบบเทวราชาติดอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าแม้ศตวรรษที่ 21 ความคิดเรื่อง สวรรค์ เทวดา จะยังมีอิทธิพลต่อคนยุคใหม่อยู่

ตรงไปตรงมา DNN Asiaupdate อดิศร+สุธรรม 2012 02 13+14

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1192

ชูธง 14-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1189

เพ็ญ ภัคตะ: อสิงหาปณิธาน

ที่มา ประชาไท


(13 ก.พ.55) ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข อดอาหารประท้วง 112 ชม. เรียกร้องสิทธิในการประกันตัวบิดา
(สมยศ พฤกษาเกษมสุข) ผู้ต้องหาคดีอาญา ม.112 ซึ่งถูกควบคุมตัวกว่า 10 เดือน
แฟ้มภาพ: ประชาไท

เพื่อพ่อข้า เพื่อนข้า สหายข้า
มวลมหานักโทษกบฏสมัย
ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ตกเป็นจำเลยไร้อิสรีย์

เขาและเธอคือผู้พิสุทธิ์ใส
ถูกข้อหาจัญไรใช้กดขี่
"สมยศ" เหยื่ออัปยศยุคอัปรีย์
ข้าจึ่งพลีชีวางค์ร่วมสังเวย

เป็นชีวิตนิดน้อยของคนหนุ่ม
ปณิธานร้อนรุ่มเกินร่ำเอ่ย
เกิดมาชาติหนึ่งหนอขอเยาะเย้ย
อธรรมเหวย! เวี่ยไว้ให้สังวรณ์

สังคมใดไร้สิทธิ์เสรีภาพ
มีกฎหมายไว้ปราบกำราบสอน
หล่อเลี้ยงความภักดีนิรันดร
คือสังคมล่อนจ้อนอ่อนปัญญา

สังคมใดให้ท้ายกฎหมายทาส
ชูธงเชิดรักชาติไร้เดียงสา
กฎหมายนั้นเบือนบิดผิดจรรยา
เขียนด้วยมือศักดินาผู้สามานย์

สังคมใดใส่ขื่อขังนักคิด
สังคมนั้นวิปริตวิตถาร
ปัญญาชนป่นยับอัประมาณ
เหมือนประเทศอันธพาลมารครองเมือง

เมื่อบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีขื่อ
คนที่น่านับถือซ่อนปมเขื่อง
สั่งสมความคับแค้นแน่นขุ่นเคือง
ก็เปล่าเปลืองพูดจาประสาคน

ข้าจึงนิ่งอหิงสา ท้าทวงถาม
ใดเล่าความยุติธรรมส่องนำหน
เยี่ยมหน้าลานศาลอาญา อา!จงยล
คืนคุณค่าความเป็นคนจากขื่อคา!

งบ อปท. รับใช้ชนชั้นใดกันแน่

ที่มา ประชาไท

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เกิดขึ้นตามแนวคิดกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่ออนาคตตนเองมากขึ้น เพื่อให้นโยบายและกิจกรรมทั้งหลายรับใช้คนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ข้อวิพากษ์ต่อการทำงานและใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. จากคนจำนวนมาก โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง คือ การกระจายอำนาจ ภาระงานและงบประมาณให้แก่ อปท. เป็นการกระจายการผูกขาดและคอร์รัปชั่นให้เปลี่ยนจากกลุ่มการเมืองระดับ จังหวัด ภูมิภาค และชาติ มาอยู่ในมือนักการเมืองและกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากสะท้อนว่า การผูกขาดอำนาจของกลุ่มการเมืองในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นน้อยกว่าระดับ ชาติ และการคอร์รัปชั่นที่ว่าก็มีมากนั้น จำนวนไม่น้อยซึ่งเกิดจากความไม่เชี่ยวชาญในการกรอกบัญชี และทำตามขั้นตอนแบบราชการ ซึ่งมีกระบวนการแบบรัฐประศาสนศาสตร์ที่เน้นการตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียดยิบเข้ามากำกับโดยที่ไม่มีการฝึกอบรมบุคลาการของ อปท. ให้มีความพร้อม หรือบางที่ อปท. ก็ต้องควักเงินมากขึ้นเพื่อจ้างคนมาทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ

แต่บทความนี้จะกล่าวถึงการใช้งบประมาณที่ไม่ได้เป็นการคอร์รัปชั่น แต่มีข้อโต้แย้งจากผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์ เช่น การนำงบมาจัดงานประจำปี งานรื่นเริง กีฬา และสันทนาการ ในพื้นที่ซึ่ง อปท. รับผิดชอบ
ชนชั้นกลางจำนวนมากที่ก่นด่า อปท.ในพื้นที่ซึ่งตนเข้าไปอยู่อาศัย ก็เพราะต้องการให้ อปท. นำงบประมาณมาทำโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน และการทำมาหากิน

ยกตัวอย่าง อบต.น้ำแพร่ อ.หางดง นำงบมาจัดงานลอยกระทง งานกีฬา และงานบุญประเพณี ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการ ปรับปรุงถนน และสร้างสะพานใหม่ ของชนชั้นกลางที่มาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร มาเที่ยวรีสอร์ต และมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น ปั่นจักรยานหรือวิ่ง

งานบุญ งานประเพณี และกิจกรรมสันทนาการเหล่านั้น ตอบสนองต่อคนในชุมชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี คนชรา หรือคนหนุ่มสาวที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ อปท. นั้น

หากจะสรุปในเชิงวิชาการว่า กิจกรรมเหล่านั้นที่เกิดในพื้นที่ซึ่งมี อปท. เป็นผู้สนับสนุน ก็เท่ากับว่า วิถีชีวิตและความเป็นชุมชนยังมีให้เห็น โดยต้องไม่ลืมว่า อปท. ก็มีบทบาทสำคัญในการหนุนเสริมกิจกรรมนี้

จากตัวอย่าง กิจกรรมทั้งหลายที่ยังหลงเหลืออยู่ใน อบต.น้ำแพร่ อาจสามารถฉายภาพ ความเข้มแข็งของชุมชนแบบที่เป็นภาพอุดมคติในการแก้สารพัดปัญหาตามแนวทาง ชุมชนนิยมที่ชนชั้นกลางใฝ่ฝัน ซึ่งย้อนแย้งต่อเสียงก่นด่าที่ชนชั้นกลางถากถาง อปท. เพราะภาพชุมชนในอุดมคตินั้นกลับยังพอมีเหลืออยู่ใน อบต.น้ำแพร่

ดังนั้น แทนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์โครงการทั้งหมดที่ใช้งบประมาณไปในกิจกรรมที่ไม่ ได้เป็นประโยชน์กับเราโดยตรง แล้วกลับมาคิดใหม่อีกครั้ง ถึงการจัดลำดับความสำคัญในการกำหนดว่าจะนำงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัดมาใช้อย่างไร และตอบสนองต่อใคร เป็นจำนวนเท่าไร

การจัดลำดับความสำคัญโดยมีหลักการซึ่งเป็นที่ยอมรับของชุมชน และร่วมกันตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วม จึงจำเป็นสร้างขึ้นมาโดยอิงอยู่กับ เป้าหมาย อุดมคติ และเชื่อมโยงกับปริมาณประชากรที่จะได้ประโยชน์จากโครงการ หรือกิจกรรมเหล่านั้น

ด้วยเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องถามชาวบ้านเจ้าของพื้นที่อย่างกว้างขวางเสียก่อนว่าต้องการโครงการ ประเภทใด และจะใช้งบประมาณไปในสัดส่วนเท่าไร มิใช่การคิดแทนชาวบ้าน หรือก่นด่า การจัดสรรงบประมาณของ อปท. โดยไม่เข้าใจบริบทของแต่ละท้องถิ่น

ข้อควรตระหนัก คือ ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะสามารถ “ลอกแบบ” กันได้อย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปใช้ในทุกพื้นที่ทันทีโดยไม่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับแต่ละ ท้องถิ่น

กระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการรับฟังความคิดเห็นเชิงรุกของ อปท. จึงเป็นกระบวนการที่รัฐ และประชาสังคมต้องผลักดันและตรวจสอบ มากเสียยิ่งกว่าการไปจับจ้องและจับผิดว่า ทำไม อปท. ไม่ทำในสิ่งที่ผู้วิจารณ์ต้องการให้ทำ แต่ผู้วิจารณ์ทั้งหลายมีสิทธิเป็นอย่างยิ่งในการเข้าไปมีส่วนร่วมใน ทุกกระบวนการตัดสินใจ

ผมเขียนบทความนี้ บนพื้นฐานของความต้องการถนนเรียบ และคอสะพานที่ปลอดภัย แต่ก็เข้าใจความจำเป็นของ อบต. ที่ต้องการรักษาความสัมพันธ์ในชุมชน

ภรรยา-หลาน 'อากง' เข้าเยี่ยม 'ไท' วอนปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีม. 112

ที่มา ประชาไท

15 ก.พ. 55 - เวลา 12.00 น. บริเวณหน้าฟุตบาท หน้าศาลอาญา ถนนรัชดา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 'ไท' หรือปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ยังคงอดอาหารต่อเป็นวันที่ 5 โดยในวันนี้ยังคงมีผู้ให้กำลังใจเดินทางเข้ามาเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภรรยาและหลานของ 'อากง' หรือนายอำพล (สงวนนามสกุล) ผู้ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือหมิ่นเบื้องสูงไปยังเลขาฯ ของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นอกจากนี้ มีรายงานว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางมาเยี่ยมและเข้าพูดคุยกับนายปณิธานด้วย

โดยกลุ่มผู้จัด ระบุว่า ในวันนี้ จะมีกิจกรรมให้ผู้ที่สนใจร่วมอดอาหารกับ "ไท" ระหว่าง 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (หันหลัง) และหลานของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรืออากง (หันหลัง) เดินทางมาเยี่ยมนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขด้วย

มารดาของนายสุ รภักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เข้าเยี่ยมนายปณิธานด้วย ทั้งนี้นายสุรภักดิ์ ถูกจับกุมหลังโพสต์ความเห็นลงในเฟซบุค โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดี โดยไม่ได้รับอนุมัติการประกันตัว

Fearlessness walk : เดินเพื่อบอกถึงความรักที่หลากหลาย

ที่มา ประชาไท



วานนี้ (14 ก.พ.55) เวลา 17.00 น. บริเวณหมุดอภิวัฒน์ ลานพระรูปทรงม้า มีการจัดกิจกรรม “อภยยาตรา” หรือ Fearlessness walk มีผู้เข้าร่วมราว 50 คน เดินเท้าจากลานพระรูปทรงม้า ถึงลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กิจกรรมดังกล่าวนำโดยกลุ่มนักกิจกรรมทางสังคม นักศึกษา และประชาชน เรียกร้องให้สังคมไทยยอมรับความรักที่แตกต่างที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้นักโทษการเมืองในคดีความมั่นคงและคดี 112 ได้รับสิทธิประกันตัว โดยกิจกรรมนี้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าผ่านทางเฟซบุ๊ค

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

ที่มา ประชาไท

14 ก.พ.55 เวลา 17.00 น. ที่บริเวณลานพระรูปทรงม้า นักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชนกว่า 50 คน ร่วมกันเดิน “อภยยาตรา ครั้งที่ 2” โดยออกเดินจากหมุดอภิวัฒน์ไปตามถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และไปสิ้นสุดกิจกรรมที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย หนึ่งในคณะผู้จัดงานกล่าวว่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก ในสังคมไทยมีความรักที่แตกต่างและหลากหลาย จึงต้องการให้คนในสังคมรับรู้ว่าคนที่คิดต่างหรือคิดไม่เหมือนกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ เราอาจจะรักคนคนเดียวกัน แต่รักไม่เหมือนกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะเป็นอันตราย หรือเป็นภัยคุกคาม และในวันนี้เป็นการเดินอภยยาตรา ซึ่งมีความหมายว่าเป็นการเดินเพื่อให้ปราศจากความกลัว

นายเทวฤทธิ์กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมด้วยว่า 1) เพื่อแสดงการคัดค้านมติผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ลิดรอนเสรีภาพใน การแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 2) เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้กับนักโทษการเมืองในคดีที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงและกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้สามารถออกมาเตรียมตัวสู้คดีได้

ในระหว่างดำเนินกิจกรรม ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อขบวนเดินผ่านแยกคอกวัว มีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ฌข 2499 กรุงเทพมหานคร คนขับเป็นชายวัยกลางคน ขับรถพุ่งออกจากซอยเข้าชน น.ส.วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะขับรถหลบหนีไป ส่วน น.ส.วันรัก ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เห็นรถยนต์คันดังกล่าวพยายามเร่งเครื่องยนต์หลายครั้งก่อนที่จะขับรถพุ่ง เข้าชนโดยไม่ทราบสาเหตุ

อนึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการจัดกิจกรรมเดินอภยยาตราไปแล้วครั้งหนึ่ง ในวันที่ 10 ธ.ค.2554 ซึ่งครั้งนั้นเป็นการจัดกิจกรรมโดยนักวิชาการเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาย อำพล หรือ “อากง” ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปีด้วยข้อหาส่ง sms หมิ่นเบื้องสูง

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

ทีมงานเยียวยา 4 ศพ นัดถกประเด็นช่วยเหลือ

ที่มา ประชาไท

รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเผย 15 ก.พ. คณะทำงานพัฒนาคุณภาพ ชีวิตครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ยิงชาวบ้าน 4 ศพ ที่หนองจิก จะประชุมเพื่อกำหนดประเด็นการช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับกระทบและระยะเวลาในการทำ งาน ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดหลังเก่า

นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 คณะทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ จังหวัดปัตตานี กรณีเหตุการณ์บ้านกาหยี ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี หรือเหตุการณ์ยิงชาวบ้าน 4 ศพ จะประชุมเพื่อกำหนดประเด็นการช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับกระทบและระยะเวลาในการทำ งาน ที่ห้องประชุม 4 ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

สำหรับคณะทำงานชุดดังกล่าว นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี มีคำสั่งแต่งตั้งเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นคำสั่งจังหวัดปัตตานีที่ 222 / 2555 เพื่อให้กระบวนการเฝ้าระวัง ป้องกันการแก้ปัญหาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ได้รับผลกระทบ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ลดความหวาดระแวงและการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทุกภาคส่วนตามยุทธศาสตร์ จังหวัดปัตตานี

สำหรับรายชื่อคณะทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ความไม่สงบจังหวัดปัตตานี กรณีเหตุการณ์บ้านกาหยี ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ประกอบด้วย นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นที่ปรึกษา นายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานคณะทำงาน

ส่วนคณะทำงาน มีทั้งหมด 22 คน ประกอบด้วย นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี สาธารณสุขจังหวัดปัตตานี วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี แรงงานจังหวัดปัตตานี นายเศรษฐ อัลยูฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี พัฒนาการจังหวัดปัตตานี ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปัตตานี ประธานอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปัตตานี

นายโมทฐดล หนูเชื้อ ปลัดอำเภอหนองจิก (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) อิหม่ามประจำมัสยิดปุโละปุโย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปุโละปุโย กำนันตำบลปุโละปุโย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปุโละปุโย นายอำเภอหนองจิก

ส่วนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นเลขานุการ นายปรีดี มะนีวัน นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นายมุกตา จิใจ ปลัดอำเภอหนองจิก (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) หัวหน้าทีมเยียวยาวิถีธรรมฯ อำเภอหนองจิก สำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปัตตานี อาสาสมัครพัฒนาสังคมฯ (อพม.) ตำบลปุโละปุโย บัณฑิตแรงงานประจำตำบลปุโละปุโย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน ได้แก่ ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบทางด้านสังคม และจิตใจ ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาทางด้านการศึกษาและการฝึกอาชีพ กำกับดูแลและประสานงานการปฏิบัติงานกับส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กร ที่มีโครงการ/ กิจกรรมสนับสนุนช่วยเหลือในพื้นที่แบบบูรณาการ เป็นต้น

คนพุทธยันไม่ย้ายหนี ยิงสองผัวเมียปะนาเระ

ที่มา ประชาไท

ชาวไทยพุทธที่บ้านในเนื้อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เหลือเพียง 17 คน หลังจากสองสามีภรรยาถูกยิงเสียชีวิต ยันไม่คิดย้ายหนี แม้ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว

บ้านของชาวไทยพุทธหนึ่งใน 5 หลังที่บ้านในเนื้อ หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันเหลือสมาชิกเพียง 17 คน หลังจากนายอนันต์ แซ่เอี้ยว และนางลักขณา แซ่เอี้ยว สองสามีภรรยาจากหมู่บ้านนี้ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

วานนี้ (14 ก.พ.) มีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตบริเวณ หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ทราบชื่อนายอนันต์ แซ่เอี้ยว และนางลักขณา แซ่เอี้ยว สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 201 หมู่ที่ 2 บ้านในเนื้อ ตำบลน้ำบ่อ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนหลายนัด

พ.ต.อ. มานิตย์ ยิ้มซ้าย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ จังหวัดปัตตานี สอบสวนทราบว่า ขณะที่ผู้ตายทั้งสองคนขับขี่จักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าออกจากบ้านพักเพื่อหา ของป่า เมื่อถึงที่เกิดเหตุถูกคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ตามประกบยิงจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นฝีมือแนวร่วมในพื้นที่สร้างสถานการณ์

ใน ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่บ้านในเนื้อ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของผู้เสียชีวิตมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากชาวบ้านได้เดินทางไปร่วมงานศพของผู้เสียชีวิตทั้งสองที่วัด คอกกระบือ อำเภอปะนาเระ

หมู่บ้านในเนื้อมีเส้นทางเข้าออกสองทางและค่อนข้างเปลี่ยว มีบ้านรวมกัน 5 หลัง ปลูกเป็นกลุ่มใกล้ๆ กัน โดยมีฐานปฏิบัติการทหารพรานตั้งอยู่ตรงกลาง

จ.ส.อ.อุดร คงคืน ผู้บังคับการชุดปฏิบัติการทหารพรานบ้านในเนื้อ เปิดเผยว่า หมู่บ้านในเนื้อมีชาวไทยพุทธอาศัยอยู่ 5 ครอบครับ รวม 19 คน เสียชีวิตไปอีก 2 คน เหลือ 17 คน เมื่อก่อนมีสิบกว่าครอบครัว แต่หลังเกิดเหตุไม่สงบจึงย้ายออกไปอยู่ที่อื่น

จ.ส.อ.อุดร เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารพรานต้องเพิ่มการดูแลชาวบ้านมากขึ้นไปอีก ส่วนกรณีที่ชาวบ้านประสบเหตุ เนื่องจากออกเดินทางไปไหนมาไหน โดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ

นาย ประกอบ พี่เขยของนายอนันต์ เปิดเผยด้วยภาษามลายูท้องถิ่นว่า ตนปลูกบ้านอยู่ใกล้กับบ้านของนายอนันต์ ซึ่งนายอนันต์ เป็นอดีตทหารพราน บ้านนายอนันต์ มีทั้งหมด 3 คน เมื่อนายอนันต์กับภรรยาเสียชีวิต จึงเหลือแม่ของนายอนันต์ อายุ 60 ปี คนเดียว หลังจากนี้ ตนคงต้องเป็นคนดูแล

นายประกอบ เปิดเผยว่า ชาวบ้านที่นี่เคยประสบเหตุไม่สงบมาแล้วครั้งแรกเมื่อปี 2549 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่บ้านท่าสู ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง โดยนายอนันต์ มักชอบออกเดินทางไปหาของป่าตามลำพังเป็นประจำ

นายประกอบ เปิดเผยด้วยว่า ชาวไทยพุทธทั้ง 5 ครอบครัว ประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว และรับจ้างเลี้ยงเป็ดไก่จากนายจ้างที่เป็นชาวมุสลิม และมีการไปมาหาสู่กับชาวมุสลิมที่อยู่รอบๆ ทั้ง 5 ครอบครัว เป็นชาวไทยพุทธที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมตั้งแต่รุ่นปูย่าตายาย จึงไม่คิดจะย้ายออกไปไหน ส่วนคนที่ย้ายออกไป ส่วนมากเป็นคนมาจากที่อื่น เมื่อเกิดเหตุไม่สงบจึงไม่กล้าอาศัยอยู่ต่อ

“อยู่ ที่นี่ กลัวก็กลัว แต่ต้องอยู่เพราะไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ถ้าย้ายไปแล้วก็ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับชาวบ้านที่เหลืออยู่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป” นายประกอบ กล่าว