WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 15, 2012

วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของ พลงอ.เปรม เพิ่มเติม อีกที ภาวะ Peace Talk

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

กระทู้นี้ต่อเนื่องจากกระทู้

http://www.tfn5.info/board/index.php?action=post;topic=34821.0;num_replies=33

จากข่าวนี้นะครับ

อ้างถึง
คนสนิทยัน "ป๋าเปรม" พร้อมรับคำเชิญรัฐบาลปูอีก หากเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 21:30:00 น.

ข่าว สดออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขามูลนิธิพล.อ.เปรม ติณสูลานน์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวถึงผลพวงหลังจากพล.อ.เปรม เดินทางไปเป็นประธานงานเลี้ยงรักประเทศไทย เดินหน้าประเทศไทย ที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนก็ไม่สามารถพูดได้ ให้ทางสื่อมวลชนได้ดูจากภาพก็แล้วกันว่าเป็นอย่างไร หากพูดออกไปเดียวเป็นประเด็นทางการเมือง แล้วจะทำให้ท่านอึดอัดมันไม่ดี การทำสิ่งใดก็ตามถ้าอยู่ในกรอบแล้วเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองก็ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน ซึ่งหากมีการเชิญท่านมาอีก และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ป๋าท่านยินดีสนับสนุนให้บ้านเมือง ดีขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งปกติแล้วท่านไม่ค่อยออกงานกลางคืนสักเท่าไร


ผมพอ ประเมินได้ว่า "การเคลื่อนไหว" ของ พล.อ.เปรม เป็นการเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์จริงๆ และคงได้มีการวางแผนกันเอาไว้ จึงมีการเคลื่อนไหวนี้

ส่วน "เป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์" ของพวกเขาว่าจะเป็นอย่างไรนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้ "จารชน" เพื่อสืบข่าวเอา ตามตำราพิชัยสงครามซุนหวู่

ผมไม่มีจารชนหรือ "ข่าววงใน" ก็ทำได้เพียงแค่การ "คาดการแบบมีเหตุผล" (Ratioanl Expectation) เท่านั้น

ผม คาดว่าพวกเขาคงรู้ถึงการ สูญเสียฐานมวลชน และพลังทางการเมืองที่เพิ่มชึ้นอย่างมากของคนเสื้อแดง ทำให้การเคลื่อนไหวที่ "ฝืนมวลชน" นั้นทำให้พวกเขาเสียมากกว่าได้ จึงมีการสร้างภาพการคืนดีกัน กับรัฐบาล

ก็เป็นงานสร้างภาพอีกแบบหนึ่ง

แต่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา หากมีโอกาสทำได้ ก็คงอยากกำจัดรัฐบาลนี้ ที่เป็นรัฐบาลภายใต้อิทธิพลของทักษิณ

แต่ การตั้งเป้าหมายแบบนั้น ในวันนี้มันคงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพ้อฝันและยากที่จะบรรลุเป้าหมายได้ หรือแม้แต่บรรลุ เป้าหมายได้ก็คงต้องใช้ "ต้นทุน" มหาศาล อาจขาดทุนมากกว่าที่จะได้กำไร (เหมือนการใช้ทหารทำรัฐประหาร และตุลาการภวิฒน์ ในห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งในที่สุดในวันนี้ก็แพ้อยู่ดี)

การนำเอาเครื่องมือ รัฐประหาร กับตุลาการภิวิฒน์กลับมาใช้ซ้ำอีก ในวันนี้ ผมคิดว่าเป็นการกระทำที่โง่มากกว่าฉลาด
อันนี้ผมความเห็นจากการวิเคราะห์ของผมนะครับ เขาอาจโง่ก็ได้ แต่เราไม่ควรประเมินว่าศัตรูโง่

ดังนั้นในวันนี้ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ จึงทำได้แค่ บ่อนทำลาย ขัดขา แต่ฉากหน้าก็แสดงความปรองดอง
คือ เบื้องหลังเขาก็คงพยายามบ่อนทำลาย ขัดขวางการทำงานของรัฐบาลนี้เท่าที่ "เครื่องมือที่เขามีอยู่สามารถทำได้" จนรัฐบาลอ่อนกำลังลง หรือ "เสื่อมความนิยมลง" หรือเกิดความขัดแย้งกับมวลชน ถึงเวลานั้น เขาอาจเคลื่อนไหวได้อีก

วันนี้เขาต้องประคองตัวไม่ให้ถูกทำลายไปก่อน
อย่างน้อยก็ฐานทางทหารในกองทัพ
เพราะการส่ง พล.อ.อ.สุกำพล เข้ามาเป็น รมต.กลาโหมของทักษิณ นั้นแสดงว่า ทักษิณต้องการรุก
การต่อต้านของฝ่ายตรงข้ามคงมี แต่ยากที่จะต่อต้านได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งตั้งหน้าประจัน ยิ่งขัดขวางการรุกได้ยาก

แกล้งทำตัวเป็นมิตร ลดท่าทีความเป็นศัตรูลง อาจหลอกให้ฝ่ายทักษิณ เพลาการรุกลงไปได้มากกว่า
อย่างน้อยก็น่าต่อรองได้มากกว่า การตั้งหน้าประจันบาน

ฝ่ายทักษิณก็อยากปรองดองอยู่แล้ว

ดังนั้นการต่อรองด้วยวิธีนี้น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าสำหร้บฝ่ายอำมาตย์ในสถานการณ์เช่นนี้

นี่คือ ยุทธวิธีของฝ่ายเปรม ที่ผมคาดการอย่างมีเหตุผล ได้ประมาณนี้
ส่วนการจะยืนยันข้อสมมุติฐานของผมนี้ คงต้องใช้ "จารชน" ข้อมูลวงใน มายืนยันสมมุติฐานนี้นะครับ

Re:

ผมคิดว่า ตอนนี้การเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายทักษิณ และ ฝ่ายอำมาตย์ คงเป็นการเคลื่อนไหวลวง เพื่อต่อรอง

เป็นช่วงเวลาของการ "เจรจา" ระหว่างศึกสงคราม ที่ได้ดำเนินการมากว่า 5 ปี

ช่วงการเจรจา ทางการทูตเช่นนี้ เราคงมองภาพที่ออกมาเฉพาะหน้าอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องวิเคราะห์ลึกลงไปว่า

"เป้าประสงค์ที่แท้จริง" ของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร เพราะแต่ละฝ่ายก็คงเคลื่อนไหวลวง เพื่อให้ต่อรองได้มากที่สุด

ดังนั้น เราจึงเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอำมาตย์
เราอาจพอใจ ไม่พอใจบ้าง ก็เป็นสิทธิในการแสดงออก ที่เป็นการ "ส่งข่าวสาร" ให้กับฝ่ายของเราว่า
การต่อรองตรงนี้ ข้อตกลงตรงนี้ เราไม่ชอบนะโว๊ย

หากไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกนดังๆ เหมือนเรื่อง 112
หากดังพอ พวกเขาก็ต้องเปลี่ยนท่าที เสนอเงื่อนไขการเจรจาใหม่

อันนี้เป็นธรรมชาติของการเจรจา

ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นวันนี้จึงเป็น สถานการณ์ "เจรจาทางการทูต" Peace Talk ของทั้งสองฝ่าย
เหมือนที่เราเคยเห็นอเมริกา กับโซเวียตเจรจาต่อรองสนธิสัญญาลดอาวุธกัน สมัยปลายสงครามเย็น ที่ต่างฝ่าย
ต่างมีเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ตนเองได้เปรียบในการต่อรองให้ได้มากที่สุด

สถานการณ์วันนี้จึงไม่ใช่ สถานการณฺ์สงครามเหมือนก่อนปี 2554

เมื่อมีการเจรจา Peace Talk เราก็คงเห็นเล่ห์เหลี่ยมอีกมาก

ผลของ Peace Talk อาจนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ก็ได้นะครับ ไม่ใช่จะนำไปสู่สันติภาพเสมอไป หากแต่
ละฝ่ายไม่สามารถตกลงเงื่อนไขของกันและกันได้ การรุกอีกครั้งก็จะเกิดขึ้น หรือเราอาจเห็นท่าทีที่เป็น "ปรปักษ์" หรือ
แข็งกร้าวมากขึ้น หากการเจรจาไม่เป็นที่น่าพอใจ

Re:

โดย boonmie

ผมอยากจะช่วยวิเคราะห์ด้วยครับเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากจริงๆ

ผมตั้งสมมติฐานว่า เปรมเป็นตัวแทนของอำนาจโบราณ ละกันนะครับเพื่อความปลอดภัย

แนวคิดในการตัดสินก้าวของอำมาตย์น่าจะมีสองประเด็น คือ

1.การดำเนินการครองอำนาจผ่านทางองค์กรและหน่วยงานต่างๆของรัฐ ดังเช่นที่ผ่านมา
แต่ ติดปัญหาตรงที่ประชาชนจะสามารถลุกฮือเหมือนเหตุการณ์ในต่างประเทศเมื่อปีที่ แล้วหรือไม่ ห้วงเวลาไม่ถึงร้อยปีนี้อำนาจที่ครอบงำประชาชนผ่านทางโปรพากานดา ยังคงความศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือเปล่า

ผมว่านี่เป็นปมปัญหาที่น่าปวดหัวของฝ่ายอำมาตย์ หากเขายังไม่ตกผลึกเรื่องนี้จังหวะก้าวของเขาก็จะยังไม่ชัด

และ 2.การตัดสินใจ "ปิดประเทศ" เพราะมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ต้องง้อประเทศใดๆในโลกนี้ทรัพยากรของประเทศนี้ เพียงพอที่จะทำให้เสวยสุขได้ไปอีกนาน (กรณีนี้น่าจะมีความเป็นไปได้น้อย เพราะพม่าก็ยังฝืนกระแสโลกไม่ได้)

ผมมองสองมุมเพื่อให้เพื่อนสมาชิกนำเป็นข้อมูลในมุมมองทั้งสองประเด็น

อัน นี้ผมลองคิดว่าตัวเองเป็นอำมาตย์นะครับ และพอจะสรุปทิศทางที่เป็นไปได้ว่าถ้าต้องการครองอำนาจต่อไปต้อง "ซูเอี๋ย" และให้ทักกี้อยู่ภายใต้การกำกับให้ได้ (แต่อารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีอำนาจล้นฟ้าเป็นอย่างไรนั้นผมมิอาจคะเนได้ เพราะไม่เคยเป็น)

ซึ่งก็น่าจะออกมาในรูปปรองดอง (ตามแบบที่คุณลูกชาวไทยว่าไว้) แต่งานนี้ถ้าทักกี้ยอมประชาธิปไตยก็จบเห่

มอง ไปที่ประชาชนคนตาดำๆ ว่าหากผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่าย "ปรองดอง" กันได้จะเกิดอะไรขึ้น ผมมองว่าคนเสื้อแดง และคนเสื้อเหลือง และสลิ่มทั้งหลาย คงไม่พอใจแน่นอน

นั่นหมายความว่า ทั้งอำมาตย์และแม้วจะสร้างศรัตรูขึ้นทุกกลุ่มเลย เพราะคนเสื้อแดงที่สูญเสียและถูกจองจำคงไม่แฮปปี้นักกับการจับมือฆาตกร และคนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทั้งหลายก็ย่อมรู้สึกเหมือนว่าสุดท้ายประเทศ ชาติก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยตรงไหน แน่นอนการซูเอี๋ยย่อมไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นแค่การ "สมประโยชน์" ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

คนเสื้อเหลืองเอง ก็รับไม่ได้กับอำนาจของตัวเองที่ต้องสูญเสียไป โดยเฉพาะแกนนำที่ครองอำนาจอยู่ในหลายๆองค์กร

ยิ่งสลิ่มยิ่งรับไม่ได้เพราะ นั่นหมายถึง แมลงสาปปชป.ถึงคราวสูญพันธ์

ดูๆ เหมือนการวิเคราะห์ของผมจะ "เพิ่งคิดได้" ดังนั้นน่าจะมีจุดบกพร่องไปบ้าง เพราะคิดไปพิมพ์ไปยังไม่ได้ตกผลึก ผิดพลาดยังไง พสมช. คิดแย้งได้เลยครับ

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

ดีครับคุณ Boonmie ที่ช่วยกันวิเคราะห์ จะได้ต่อยอดออกไป

การ วิเคราะห์แบบ "สดๆ" นี่แหละผมว่าเป็นการดึงส่วนที่อยู่ในใจของเราออกมา ผิดถูก สมบูรณ์หรือไม่ ก็ไม่มีปัญหามากนัก เพราะการวิเคราะห์ก็คือความคิดของเรา คนอื่นสามารถมาเติมเต็มหรือโต้แย้งได้

เรื่อง การโปรประกันดา ว่าได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่ ผมว่า 5 ปีมานี้พิสูจน์ได้ชัดเจนแล้ว หากยังไม่ทราบก็คงไม่รู้จะว่าโง่อย่างไร อย่างน้อย "การสำรวจโพลอีสาน" ก็บอกว่าวันนี้ประชาชนรับข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตมากกว่าหนังสือพิมพ์ สื่ออินเตอร์เน็ตคือความหลากหลาย ยิ่ง "ความคิดด้วยแล้ว" ยิ่งหลากหลาย และเป็นสื่อสองทาง เหมือน "เว็บบอร์ด" ต่างๆ การครอบงำทางความคิดทำได้ยาก ส่วนเรื่องการปิดประเทศนั้นลืมไปเลย เพราะลำพังเรื่อง "พลังงาน น้ำมัน" ก็คงตายภายใน 1 เดือน หากอยากล่มสลายโดยเร็ว ก็ขอให้ปิดประเทศ รับรองไม่เกิน 3 เดือน ไม่เกิดรัฐประหารซ้อน ก็เกิดปฎิวัติประชาชน จากคนที่ตกงาน อดอยาก

ส่วนเรื่องการ ซูเอี๋ยของทักษิณกับอำมาตย์นั้นผมว่าคงมีแนวคิดนี้อยู่ แต่ว่ามันจะให้ผลเหมือนที่ต้องการหรือไม่ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สังคม ไทยกำลัง "ก้าวไปสู่การเป็นสังคมที่มีรายได้ระดับกลาง" คนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐมีมาก และประชาชน "รักษาสิทธิของตน ออกเสียงเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์" และเขาก็พร้อมที่จะออกเสียงไปในทางที่พวกเขาต้องการ

หากทักษิณซูเอี๋ยกับอำมาตย์ แล้วบริหารประเทศไม่ได้ตามที่ต้องการ เศรษฐกิจไมเติบโต ก็คงอยู่ไม่ได้
แต่ จะบริหารประเทศให้เศรษฐกิจเติบโต และเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชน ก็จำเป็นต้องดึงสวนแบ่ง "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" ที่พวกอำมาตย์ครอบครองอยู่มาให้ประชาชนมากขึ้น กระทบ "ผลประโยชน์ที่แท้จริงของอำมาตย์" และชนชั้นนำ อยู่ดี

หรือการที่ ต้องจัดสวัสดิการมากขึ้น ก็ต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งในยุโรปปัจจุบันเก็บ 40-50% ของ GDP ส่วนไทยเก็บแค่ 16-17 % ไม่เพียงพอที่จะดำเนินนโยบายสวัสดิการ ซึ่งผู้เลือกตั้งต้องการ ดังนั้นก็ต้องเก็บเพิ่ม หากไม่ทำ ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล

ผมว่าทักษิณ ซูเอี๋ย เฉพาะกับ "อำนาจโบราณ" ประมาณ5 คน family เท่านั้น คือ รักษาให้องค์กรนี้อยู่ต่อไปได้ สัญญาว่าไม่กระทบกับองค์กรนี้ อะไรประมาณนี้ ซึ่งในที่สุดแรงบีบของสังคม ก็คงปรับตัวไปแบบยุโรป จะอยากปรับหรือไม่ ก็ต้องปรับ ยังไงก็ต้องปรับ และต้องปรับแน่นอน ผมยืนยัน อาจทำโดยไม่สมัครใจ อยากทำ แต่ต้องทำแน่ อย่างน้อยก็คนต่อไป ซึ่งคงไม่นานนัก

ส่วนกลุ่ม "ชนชั้นนำ" ทุนเก่าอะไรนี้ ผมว่าถึงแม้อยากปรองดอง และทักษิณอยากปรองดอง แต่โครงสร้างทางสังคมในวันนี้ วันที่ "ผู้ออกเสียงเลือกตั้ง" ส่วนใหญ่ มีความตั้งใจชัดเจน ว่าชีวิตเขาต้องดีขึ้น มันก็ไปกระทบผลประโยชน์ของ "ทุนเก่า" ชนชั้นนำ อยู่ดี

ผมว่า family เขาเข้าใจผิดไปเองว่าผลประโยชน์ของเขา กับ "ทุนเก่าและชนชั้นนำเก่า" มันอันเดียวกัน โดยพวกชนชั้นนำ ทุนเก่าหลอก (หรือหลอกตัวเอง) อันที่จริง ผลประโยชน์ของ family คือ การดำรงอยู่ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางการเมือง เพราะเมื่อดำรงอยู่ อำนาจก็มีอยู่แน่นอนระดับหนึ่ง แต่หากอยากครอบงำสังคมไม่ให้กระดิก ก็เกิดภาวะจลาจลวุ่นวายแบบ 5 ปีที่ผ่านมาจนได้

การเกี๊ยะเซี้ยะของรัฐบาลกับอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย ทำให้เกิดอาการแปลก ๆ ทั้งหมด

ที่มา thaifreenews

โดย ขุนอิน สนับสนุนนิติราษฎร์

การต่อรองกันแบบนี้ คือการพยายามแยกมวลชนหัวก้าวหน้าออกจากสมการทางการเมือง โดยอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า มวลชนกลุ่มนี้ยังไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง ถ้าตัดไฟแต่ต้นลมก็จะสามารถหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงได้

สมมุติฐานนี้ เป็นความพยายามเช่นเดียวกับการทำลายมวลชนในปี 2516 2519 ซึ่งเกิดจากความหวั่นไหวต่อการเติบโตของฝ่ายซ้าย แต่ในปัจจุบันนั้นความหวั่นไหวเกิดจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาในสภาวะที่ รณรงค์ให้เลือกข้างเลือกรักอย่างชัดเจนแต่ไม่เป็นไปตามที่หวัง

วิธี การปรับตัวของอำนาจโบราณคือการต่อรองกับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งด้วย หวังว่าจะหยุดยั้งทิศทางการขยับเคลื่อนของสังคมได้ ก็เลยทำให้กลายเป็นเรื่องน่าขันสำหรับผมอย่างยิ่ง ถ้าอำนาจโบราณฉลาดคิดเป็นตั้งแต่ต้น ก็คงไม่ต้องทำรัฐประหาร 2549 และเกี๊ยะเซี้ยะกันตั้งแต่ตอนนั้น ทั้งอำนาจและบารมีก็คงเบ่งบานถึงขึดสุดมาจนทุกวันนี้ แต่เพราะความเขลาด้วยความเกรงกลัวกลุ่มทุนใหม่จะมาลดบทบาทของตน จึงทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ เขียนใหม่ให้กระชับอำนาจกับฝ่ายตัวให้มากขึ้น (แต่ก็ยังเขียนให้ซับซ้อนขัดกันไปขัดกันมาในรัฐธรรมนูญมาตราต่าง ๆ อยู่เหมือนกับฉบับก่อน ๆ อยู่ดี)

ประเทศไทยก็เลยยังไม่ไปไหน เพราะพวกใช้กำลัง กับพวกใช้กฏหมาย ทำเรื่องจนมั่วอิรุงตุงนังไปหมดแบบนี้

ขณะ ที่สังคมขับเคลื่อนไปในทิศทางเสรีนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาก็ยังพยายามกระชับอำนาจไว้กับฝ่ายตน และแบ่งปันทรัพยากรและผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมเหมือนเดิม ในขณะที่ประชาชนตื่นรู้ (ตาสว่าง) มากขึ้นเรื่อย ๆ

ในสภาวะการณ์แบบ นี้น่าจะนำไปสู่การปะทะกันอีกครั้งระหว่างพลังเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะถ้าพรรคการเมืองไม่คิดที่จะป้องกันปัญหา แต่กลับทำตัวเป็นแค่นักฉวยโอกาสเสียเอง มันก็จะกลายเป็นสภาพที่พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองเหนือรัฐใช้ประชาชนเป็น เครื่องมือในการแสวงอำนาจ และฉวยโอกาสบนกองเลือดกันอีก

การป้องกัน การเสียเลือดเนื้อจะทำได้ ก็ต้องอาศัยประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าโดยรณรงค์ให้คนไทยยอมรับระบบเลือก ตั้ง รณรงค์ให้เข้าใจปัญหาของรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ปัญหากฏหมายอาญาที่ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและขัดกันเองในประมวลกฏหมาย เดียวกัน ต้องทำให้คนไทยเข้าใจให้ได้ว่าปัญหาปากท้องมันมีความสัมพันธ์กับปัญหาการ เมืองและกฏหมายที่ไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฏหมายที่ล้าหลังเป็นสิ่งจำเป็น ถ้ามันทำให้การเมืองมีสมดุลของอำนาจ สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ไม่สะดุด และอำนาจประชาชนเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศ ถ้าทำเช่นนั้นได้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมก็จะเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ง่ายขึ้น

ถึงแม้รัฐบาลนี้จะกลัวรัฐ ประหารจนถึงขั้นยอมตามที่เขาขอ ยอมมาขู่ประชาชน (ทั้ง ๆ ที่ใจไม่อยากทำ) และถึงแม้รัฐบาลนี้จะฟังประชาชนที่คัดค้านการออกมาพูดพล่อย ๆ ของนักการเมืองหลาย ๆ คน และออกมาแก้ตัวหรือขอโทษก็ตาม แต่ผมก็ยังไม่ไปโบนันซ่าอยู่ดี

เพราะอะไร.... เพราะผมต้องการที่จะแสดงให้รัฐบาลและอำนาจนอกระบบรู้ว่าประชาสังคมนั้นขับ เคลื่อนไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น เพียงเพราะต้องการให้อำนาจนอกระบบรู้ว่าประชาชนต่อต้านเผด็จการ การชุมนุมที่โบนันซ่านั้นถ้าประชาชนไปร่วมน้อย ก็เป็นสํญญาณที่ชัดเจนว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตย ต้องการแก้ไขกฏหมายที่เป็นเผด็จการและละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการยกระดับการรับรู้ของมวลชนไปอีกขึ้นหนึ่ง

เป็นการส่งสัญญาณให้ทั้งรัฐบาลและอำนาจนอกระบบเองให้รู้ทิศทางมวลชน ผมไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับโอกาสการเกิดรัฐประหารหรือไม่

ถ้า ทหารจะใช้กำลังอีกครั้ง คงไม่ใช่เพราะกลัวหรือไม่กลัวประชาชนหรอก เรื่องนั้นข้อมูลฝ่ายความมั่นคงมันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแสดงพลังอะไรเลย จำนวนคนที่โบนันซ่าไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจใด ๆ ของทหาร ทหารไม่กล้าทำรัฐประหารเพราะกลัวผลที่จะตามมาต่างหาก รัฐประหารครั้งนี้จะต้องฆ่าประชาชนกี่คน จะมีการก่อการจราจลไปทั่วประเทศหรือไม่ รัฐประหารสำเร็จแล้วจะบริหารอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความสงบ จะกระทบกับเศรษฐกิจการค้าอย่างมากจะแก้ไขอย่างไร และจะมีปัญหากับประชาคมอาเซียน ญี่ปุ่น และโลกตะวันตกอย่างไร

ถ้ารัฐ ประหารไม่สำเร็จกลายเป็นกบฏ ต้องโทษประหารชีวิต หนีไปต่างประเทศ ครอบครัวต้องหนีด้วย จะทำอย่างไร ทหารต้องคิดเรื่องพวกนี้ต่างหาก ไม่ใช่คิดว่าคนไปโบนันซ่าน้อยก็รัฐประหารได้ ไปเยอะรัฐประหารไม่ได้

ถ้า รัฐบาลกลัวรัฐประหารนัก ก็อย่าไปโยกย้ายเดือนเมษานี้ขัดใจอำมาตย์และอย่าไปตัดงบกลาโหมหรือขัดขวาง การซื้ออาวุธ แค่นั้นก็ผ่านไปได้แล้ว ไม่เห็นเกี่ยวกับจำนวนคนที่โบนันซ่าตรงไหน

ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ เคลียร์ว่าการไปโบนันซ่า ไปทำเพื่ออะไร เพื่อใคร การปราศรัยที่โบนันซ่าคราวนี้ ก็เกรงใจคนฟังหน่อยแลัวกัน ไม่งั้นผมจะเอาเทปเก่า ๆ มาเปิดเทียบว่าแกนนำนปช.ที่ไม่เคยกลัวฟ้าไม่กลัวดิน กล้าหาญพูดจา กลับกลายมาเป็นอะไรหลังจากได้อำนาจรัฐ

โพลว่าคนอีสานติดตามข่าวสื่ออินเตอร์เน็ตมากกว่าจากหนังสือพิมพ์ <-ก้าวหน้ามาก

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

พอดีผมเปิดเว็บไซต์มติชน เจอข่าวของ "อีสานโพล" ซึ่งเป็นการสำรวจความเห็นของพี่น้องภาคอีสานเกี่ยวกับการรับข่าวสาร
ผมว่ามีความน่าสนใจมากทีเดียว เพราะหากว่าเราพิจารณาผลโพลให้ดี จะพบว่า "เกิดการเปลี่ยนแปลง" ขนาดใหญ่ขึ้นในวงการสื่อ
คือ ผลโพลบอกว่า คนอืสานรับข่าวสารจากสื่ออินเตอร์เน็ตถึงร้อยละ 20 แต่จากสื่อหนังสือพิมพ์เพียงร้อยละ 13

ผมว่าน่าจะเป็นการสำรวจครั้งแรกที่บอกถึง แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงด้านการรับสื่อจากสังคมได้ เพราะผมเพิ่งเห็นครั้งแรก
ว่าสื่ออินเตอร์เน็ตนั้น ชนะหนังสือพิมพ์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1329197527&grpid=&catid=02&subcatid=0202

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงช่วงต้นๆ ของ "ยุคอินเตอร์เน็ต" ในประเทศไทยนะครับ อินเตอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยซ้ำไป

ผมคาดว่าสื่อหนังสือพิมพ์จะลดอิทธิพลต่อประชาชนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่าสื่อกระแสหลักนั้นจะ "ลดอิทธิพล" ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

แม้ สื่อโทรทัศน์ จะครองอันดับหนึ่งในช่องทางการสื่อสารของประชาชน (ผลสำรวจไม่ได้เอาช่องดาวเทียว เช่น เอเซียอัพเดท และ ว้อยท์ทีวีไปรวมด้วย ) แต่สื่อโทรทัศน์นั้น มักเสนอประเด็นเร่งด่วน มีข้อจำกัดในการเสนอประเด็นเกี่ยวกับความคิด เช่น คอลัมนิสต์ ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็คือ "ทัศนะ ความเห็นต่าง ๆ นั่นเอง" ที่สื่อโทรทัศน์ไม่สามารถเสนอความลึกของเหนือหาได้

แต่ผมคิดว่า "สื่ออินเตอร์เน็ต" สามารถทดแทนหนังสือพิมพ์ ได้ในเรื่อง ทัศนะคติและความเห็น ซึ่งมีหลากหลายและทันสมัยกว่าหนังสือพิมพ์ เพราะคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นเก่า ยังไม่มีคนรุ่นใหม่มากนัก ทำให้ทัศนะคติเป็นไปในด้านอนุรักษ์นิยม มากกว่าความคิดที่ก้าวหน้า

ผลการสำรวจครั้งนี้น่าจะบอกถึงความก้าวหน้าของสังคมได้บ้างแล้วในบางระดับ
ประเทศไทยไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่เหมือนเดิมที่พวกอำมาตยาธิปไตย จะสามารถหยุดสังคมให้อยู่กับที่ได้

ผมคิดว่า สื่อหนังสือพิมพ์ยังมีอิทธิพลต่อคน "กทม." หรือคนชั้นกลาง มากกว่าคนต่างจังหวัด ทัศนะคติของคนชั้นกลางบางส่วนจึงล้าหล้ง
ยังคงมีอุดมการณ์แบบเทวราชาติดอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าแม้ศตวรรษที่ 21 ความคิดเรื่อง สวรรค์ เทวดา จะยังมีอิทธิพลต่อคนยุคใหม่อยู่

ตรงไปตรงมา DNN Asiaupdate อดิศร+สุธรรม 2012 02 13+14

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1192

ชูธง 14-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1189

เพ็ญ ภัคตะ: อสิงหาปณิธาน

ที่มา ประชาไท


(13 ก.พ.55) ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข อดอาหารประท้วง 112 ชม. เรียกร้องสิทธิในการประกันตัวบิดา
(สมยศ พฤกษาเกษมสุข) ผู้ต้องหาคดีอาญา ม.112 ซึ่งถูกควบคุมตัวกว่า 10 เดือน
แฟ้มภาพ: ประชาไท

เพื่อพ่อข้า เพื่อนข้า สหายข้า
มวลมหานักโทษกบฏสมัย
ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ตกเป็นจำเลยไร้อิสรีย์

เขาและเธอคือผู้พิสุทธิ์ใส
ถูกข้อหาจัญไรใช้กดขี่
"สมยศ" เหยื่ออัปยศยุคอัปรีย์
ข้าจึ่งพลีชีวางค์ร่วมสังเวย

เป็นชีวิตนิดน้อยของคนหนุ่ม
ปณิธานร้อนรุ่มเกินร่ำเอ่ย
เกิดมาชาติหนึ่งหนอขอเยาะเย้ย
อธรรมเหวย! เวี่ยไว้ให้สังวรณ์

สังคมใดไร้สิทธิ์เสรีภาพ
มีกฎหมายไว้ปราบกำราบสอน
หล่อเลี้ยงความภักดีนิรันดร
คือสังคมล่อนจ้อนอ่อนปัญญา

สังคมใดให้ท้ายกฎหมายทาส
ชูธงเชิดรักชาติไร้เดียงสา
กฎหมายนั้นเบือนบิดผิดจรรยา
เขียนด้วยมือศักดินาผู้สามานย์

สังคมใดใส่ขื่อขังนักคิด
สังคมนั้นวิปริตวิตถาร
ปัญญาชนป่นยับอัประมาณ
เหมือนประเทศอันธพาลมารครองเมือง

เมื่อบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีขื่อ
คนที่น่านับถือซ่อนปมเขื่อง
สั่งสมความคับแค้นแน่นขุ่นเคือง
ก็เปล่าเปลืองพูดจาประสาคน

ข้าจึงนิ่งอหิงสา ท้าทวงถาม
ใดเล่าความยุติธรรมส่องนำหน
เยี่ยมหน้าลานศาลอาญา อา!จงยล
คืนคุณค่าความเป็นคนจากขื่อคา!

งบ อปท. รับใช้ชนชั้นใดกันแน่

ที่มา ประชาไท

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เกิดขึ้นตามแนวคิดกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่ออนาคตตนเองมากขึ้น เพื่อให้นโยบายและกิจกรรมทั้งหลายรับใช้คนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ข้อวิพากษ์ต่อการทำงานและใช้จ่ายงบประมาณของ อปท. จากคนจำนวนมาก โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมือง คือ การกระจายอำนาจ ภาระงานและงบประมาณให้แก่ อปท. เป็นการกระจายการผูกขาดและคอร์รัปชั่นให้เปลี่ยนจากกลุ่มการเมืองระดับ จังหวัด ภูมิภาค และชาติ มาอยู่ในมือนักการเมืองและกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากสะท้อนว่า การผูกขาดอำนาจของกลุ่มการเมืองในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นน้อยกว่าระดับ ชาติ และการคอร์รัปชั่นที่ว่าก็มีมากนั้น จำนวนไม่น้อยซึ่งเกิดจากความไม่เชี่ยวชาญในการกรอกบัญชี และทำตามขั้นตอนแบบราชการ ซึ่งมีกระบวนการแบบรัฐประศาสนศาสตร์ที่เน้นการตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียดยิบเข้ามากำกับโดยที่ไม่มีการฝึกอบรมบุคลาการของ อปท. ให้มีความพร้อม หรือบางที่ อปท. ก็ต้องควักเงินมากขึ้นเพื่อจ้างคนมาทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ

แต่บทความนี้จะกล่าวถึงการใช้งบประมาณที่ไม่ได้เป็นการคอร์รัปชั่น แต่มีข้อโต้แย้งจากผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์ เช่น การนำงบมาจัดงานประจำปี งานรื่นเริง กีฬา และสันทนาการ ในพื้นที่ซึ่ง อปท. รับผิดชอบ
ชนชั้นกลางจำนวนมากที่ก่นด่า อปท.ในพื้นที่ซึ่งตนเข้าไปอยู่อาศัย ก็เพราะต้องการให้ อปท. นำงบประมาณมาทำโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน และการทำมาหากิน

ยกตัวอย่าง อบต.น้ำแพร่ อ.หางดง นำงบมาจัดงานลอยกระทง งานกีฬา และงานบุญประเพณี ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการ ปรับปรุงถนน และสร้างสะพานใหม่ ของชนชั้นกลางที่มาอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร มาเที่ยวรีสอร์ต และมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น ปั่นจักรยานหรือวิ่ง

งานบุญ งานประเพณี และกิจกรรมสันทนาการเหล่านั้น ตอบสนองต่อคนในชุมชนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี คนชรา หรือคนหนุ่มสาวที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ อปท. นั้น

หากจะสรุปในเชิงวิชาการว่า กิจกรรมเหล่านั้นที่เกิดในพื้นที่ซึ่งมี อปท. เป็นผู้สนับสนุน ก็เท่ากับว่า วิถีชีวิตและความเป็นชุมชนยังมีให้เห็น โดยต้องไม่ลืมว่า อปท. ก็มีบทบาทสำคัญในการหนุนเสริมกิจกรรมนี้

จากตัวอย่าง กิจกรรมทั้งหลายที่ยังหลงเหลืออยู่ใน อบต.น้ำแพร่ อาจสามารถฉายภาพ ความเข้มแข็งของชุมชนแบบที่เป็นภาพอุดมคติในการแก้สารพัดปัญหาตามแนวทาง ชุมชนนิยมที่ชนชั้นกลางใฝ่ฝัน ซึ่งย้อนแย้งต่อเสียงก่นด่าที่ชนชั้นกลางถากถาง อปท. เพราะภาพชุมชนในอุดมคตินั้นกลับยังพอมีเหลืออยู่ใน อบต.น้ำแพร่

ดังนั้น แทนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์โครงการทั้งหมดที่ใช้งบประมาณไปในกิจกรรมที่ไม่ ได้เป็นประโยชน์กับเราโดยตรง แล้วกลับมาคิดใหม่อีกครั้ง ถึงการจัดลำดับความสำคัญในการกำหนดว่าจะนำงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจำกัดมาใช้อย่างไร และตอบสนองต่อใคร เป็นจำนวนเท่าไร

การจัดลำดับความสำคัญโดยมีหลักการซึ่งเป็นที่ยอมรับของชุมชน และร่วมกันตัดสินใจอย่างมีส่วนร่วม จึงจำเป็นสร้างขึ้นมาโดยอิงอยู่กับ เป้าหมาย อุดมคติ และเชื่อมโยงกับปริมาณประชากรที่จะได้ประโยชน์จากโครงการ หรือกิจกรรมเหล่านั้น

ด้วยเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องถามชาวบ้านเจ้าของพื้นที่อย่างกว้างขวางเสียก่อนว่าต้องการโครงการ ประเภทใด และจะใช้งบประมาณไปในสัดส่วนเท่าไร มิใช่การคิดแทนชาวบ้าน หรือก่นด่า การจัดสรรงบประมาณของ อปท. โดยไม่เข้าใจบริบทของแต่ละท้องถิ่น

ข้อควรตระหนัก คือ ไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะสามารถ “ลอกแบบ” กันได้อย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปใช้ในทุกพื้นที่ทันทีโดยไม่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับแต่ละ ท้องถิ่น

กระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการรับฟังความคิดเห็นเชิงรุกของ อปท. จึงเป็นกระบวนการที่รัฐ และประชาสังคมต้องผลักดันและตรวจสอบ มากเสียยิ่งกว่าการไปจับจ้องและจับผิดว่า ทำไม อปท. ไม่ทำในสิ่งที่ผู้วิจารณ์ต้องการให้ทำ แต่ผู้วิจารณ์ทั้งหลายมีสิทธิเป็นอย่างยิ่งในการเข้าไปมีส่วนร่วมใน ทุกกระบวนการตัดสินใจ

ผมเขียนบทความนี้ บนพื้นฐานของความต้องการถนนเรียบ และคอสะพานที่ปลอดภัย แต่ก็เข้าใจความจำเป็นของ อบต. ที่ต้องการรักษาความสัมพันธ์ในชุมชน

ภรรยา-หลาน 'อากง' เข้าเยี่ยม 'ไท' วอนปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีม. 112

ที่มา ประชาไท

15 ก.พ. 55 - เวลา 12.00 น. บริเวณหน้าฟุตบาท หน้าศาลอาญา ถนนรัชดา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 'ไท' หรือปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ยังคงอดอาหารต่อเป็นวันที่ 5 โดยในวันนี้ยังคงมีผู้ให้กำลังใจเดินทางเข้ามาเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภรรยาและหลานของ 'อากง' หรือนายอำพล (สงวนนามสกุล) ผู้ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือหมิ่นเบื้องสูงไปยังเลขาฯ ของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นอกจากนี้ มีรายงานว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางมาเยี่ยมและเข้าพูดคุยกับนายปณิธานด้วย

โดยกลุ่มผู้จัด ระบุว่า ในวันนี้ จะมีกิจกรรมให้ผู้ที่สนใจร่วมอดอาหารกับ "ไท" ระหว่าง 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (หันหลัง) และหลานของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรืออากง (หันหลัง) เดินทางมาเยี่ยมนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขด้วย

มารดาของนายสุ รภักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เข้าเยี่ยมนายปณิธานด้วย ทั้งนี้นายสุรภักดิ์ ถูกจับกุมหลังโพสต์ความเห็นลงในเฟซบุค โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดี โดยไม่ได้รับอนุมัติการประกันตัว

Fearlessness walk : เดินเพื่อบอกถึงความรักที่หลากหลาย

ที่มา ประชาไท



วานนี้ (14 ก.พ.55) เวลา 17.00 น. บริเวณหมุดอภิวัฒน์ ลานพระรูปทรงม้า มีการจัดกิจกรรม “อภยยาตรา” หรือ Fearlessness walk มีผู้เข้าร่วมราว 50 คน เดินเท้าจากลานพระรูปทรงม้า ถึงลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กิจกรรมดังกล่าวนำโดยกลุ่มนักกิจกรรมทางสังคม นักศึกษา และประชาชน เรียกร้องให้สังคมไทยยอมรับความรักที่แตกต่างที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้นักโทษการเมืองในคดีความมั่นคงและคดี 112 ได้รับสิทธิประกันตัว โดยกิจกรรมนี้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าผ่านทางเฟซบุ๊ค

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

ที่มา ประชาไท

14 ก.พ.55 เวลา 17.00 น. ที่บริเวณลานพระรูปทรงม้า นักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชนกว่า 50 คน ร่วมกันเดิน “อภยยาตรา ครั้งที่ 2” โดยออกเดินจากหมุดอภิวัฒน์ไปตามถนนราชดำเนิน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และไปสิ้นสุดกิจกรรมที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย หนึ่งในคณะผู้จัดงานกล่าวว่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก ในสังคมไทยมีความรักที่แตกต่างและหลากหลาย จึงต้องการให้คนในสังคมรับรู้ว่าคนที่คิดต่างหรือคิดไม่เหมือนกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ เราอาจจะรักคนคนเดียวกัน แต่รักไม่เหมือนกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะเป็นอันตราย หรือเป็นภัยคุกคาม และในวันนี้เป็นการเดินอภยยาตรา ซึ่งมีความหมายว่าเป็นการเดินเพื่อให้ปราศจากความกลัว

นายเทวฤทธิ์กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมด้วยว่า 1) เพื่อแสดงการคัดค้านมติผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ลิดรอนเสรีภาพใน การแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 2) เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้กับนักโทษการเมืองในคดีที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงและกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้สามารถออกมาเตรียมตัวสู้คดีได้

ในระหว่างดำเนินกิจกรรม ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อขบวนเดินผ่านแยกคอกวัว มีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ฌข 2499 กรุงเทพมหานคร คนขับเป็นชายวัยกลางคน ขับรถพุ่งออกจากซอยเข้าชน น.ส.วันรัก สุวรรณวัฒนา อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะขับรถหลบหนีไป ส่วน น.ส.วันรัก ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เห็นรถยนต์คันดังกล่าวพยายามเร่งเครื่องยนต์หลายครั้งก่อนที่จะขับรถพุ่ง เข้าชนโดยไม่ทราบสาเหตุ

อนึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการจัดกิจกรรมเดินอภยยาตราไปแล้วครั้งหนึ่ง ในวันที่ 10 ธ.ค.2554 ซึ่งครั้งนั้นเป็นการจัดกิจกรรมโดยนักวิชาการเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาย อำพล หรือ “อากง” ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปีด้วยข้อหาส่ง sms หมิ่นเบื้องสูง

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก

นักกิจกรรมและประชาชนเดินอภยยาตราวันแห่งความรัก