WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 18, 2012

คดีสวรรคต ร. ๘: การโต้แย้งระหว่าง เอกอัคราชทูตไทย และ นิตยสารอังกฤษ

ที่มา Thai E-News

16 กุมภาพันธ์ 2555
ที่มา: แอนดรูว์ แมคเกรเกอร์ มาแชล – เซนเจอร์นัลลีสต์ เว็ปไซท์
พากย์ไทย โดยไทยอีนิวส์

ใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติของประเทศอังกฤษ มีบันทึกการประชุมของกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ และ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ชิ้นหนึ่ง ในปี ๒๔๙๔ รายงานถึง ความไม่พอใจของเอกอัครราชทูตไทย สวน นวรัตน์ ซึ่งมียศทางการว่า “พระบหิท นาคระ” ต้องการร้องเรียนเรื่องสื่อมวลชนอังกฤษ

เรื่อง มีอยู่ว่า เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ มีนิตยสารข่าวการเมือง เอียงซ้ายฉบับหนึ่งของอังกฤษ ชื่อ นิวสเตทแมนแอนเนชั่น ได้พิมพ์บทความสั้น ๆ เกี่ยวกับการพิจารณาคดีของชาย ๓ คน ในข้อหาปลงพระชนม์กษัตริย์ อานันทมหิดลแห่งสยาม ในเดือน มิถุนายน ๒๔๘๙ บทความสั้น ๆ นั้นได้ตั้งข้อสังเกตุว่า คณะทหารที่ได้ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจ เมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ได้พยายามที่จะพัวพัน อดีตรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ให้มีความผิด ในการสวรรคตของกษัตริย์ แม้ว่า จะไม่มีหลักฐานผูกมัดโดยตรง ที่แสดงถึงความผิดของปรีดี และบุคคลทั้ง ๓ ที่เป็นแพะรับบาป การดำเนินคดี ก็ยังถูกปล่อยให้ดำเนินต่อไป นิตยสารดังกล่าวได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อผลทางจิตวิทยา “การโฆษณาชวนเชื่อ เป็นหลัก”

สำเนาของบทความ ข้อความที่ถูกขีดเส้นใต้ เป็นส่วนที่ ทูตสวนขีดไว้ เป็นการเน้นข้อความที่เขาไม่พอใจมากที่สุด

บทความชิ้นนี้ ทำให้กระทรวงการต่างประเทศไทย โกรธมาก ถึงกับสั่งให้ทูตไทยไปเจรจากับ คิงสลี่ มาร์ติน บ.ก. ของนิตยสาร

ทูต สวนบอกกับมาร์ตินว่า บทความนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง และเรียกร้องให้แก้ไข มาร์ติน ปฎิเสธที่จะแก้บทความ แต่ได้สัญญากับทูตไทยว่า จะพิมพ์ข้อโต้แย้งของทูต ถ้าส่งมาเป็นลายลักษณ์อักษร

วัน ที่ ๒๓ มิถุนายน นิตยสาร นิวสเตทแมนแอนด์เนชั่น ได้พิมพ์หนังสือตอบโต้กลับ ซึ่งน่าเสียดายสำหรับทูตไทย ในหนังสือกล่าวอย่างลอยๆ ว่า จากการ “สอบสวน และ หลักฐาน ยืนยันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมด” ต่อ ปรีดี และจำเลยทั้งหมดกระทำผิดจริง โดยลืมไปว่าคดีความยังไม่สิ้นสุด

ประเด็นนี้ คิงสลี่ มาร์ติน บ.ก. ของนิตยสาร ได้โต้กลับอย่างชัดเจนใน นิตยสารฉบับเดียวกัน โดยจัดวางติดกับบทของทูตไทย

คิด ไม่ถึงเลยว่ารัฐบาลไทยสามารถปล่อยไก่ได้ถึงขนาดนี้ ขณะที่คดียังไม่ถึงที่สุด ทูตไทยกล่าวมาได้อย่างไรว่า “จากการสอบสวนที่ตามมา มีหลักฐาน ยืนยันความผิดจริง” แถมยังกล่าวว่า (บทสรุปนี้) “หาใช่เป็นเรื่องของการคาดคะเนไม่” สรุปคือ ทูตยอมรับว่า ผู้ถูกกล่าวหา ถูกจัดมาให้เป็นเหยื่อ, ข้อกล่าวหาถูกยัดมาอย่างลับ ๆ, คดีความ เป็นเรื่องตลก ที่นำผู้ต้องหาสู่การถูกลงโทษถ่ายเดียว

มาร์ ตินยังพาดพิงถึง ข้อกล่าวหา ว่าจำเลยทั้ง ๓ ถูกทรมาน และเสริมว่า การโยงปรีดี กับการปลงพระชนม์ในหลวงอานันทฯ “เป็นสงครามทำลายล้างทางการเมือง ที่เลวทราม”

การ โต้ตอบนี้ แน่นอน ทำให้รัฐบาลไทยในเวลานั้น โกรธจัดเข้าไปใหญ่ ทูตสวน ผู้โชคร้าย ถูกส่งให้ไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ เพื่อขอความช่วยเหลือ จัดการ บ.ก. แสนดื้อ ผู้ไม่ยอมเชื่อตาม คำอธิบายทางการ กรณีสวรรคตของกษัตริย์อานันทฯ และความไม่ยุติธรรมของการพิจารณาคดีไทย

เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษ กล่าวกับทูตว่า ไม่มีอะไรที่เขาจะช่วยได้ เพราะสหราชอาณาจักรอังกฤษ ยอมรับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

อย่าง น่าสงสาร ทูตไทยได้แต่ขอจดหมายอย่างเป็นทางการ จากเจ้าหน้าที่อังกฤษ ตามที่ได้แจ้ง เพื่อเขาสามารถมีข้ออ้างไปแสดงให้ผู้บังคับบัญชาในกรุงเทพฯ ถึงเหตุที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้


เพิ่มเติม

Andrew MacGregor Marshall: วิกฤตไทยคือภัยจากคนคลั่งเจ้า

หลายกลุ่มแห่เยี่ยมให้กำลังใจ "ไท" อดอาหารเพื่อ "พ่อ" จนถึง 8 โมงเช้า 16 ก.พ.

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กุมภาพันธ์ 2555
ภาพประกอบและเรื่องราวบางส่วนจาก Thailand Mirror และ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)





สมยศ เขียนบทกวีจากศาลจังหวัดสงขลาให้กำลังใจลูกชาย



แม่ๆ ร้องเพลงให้ "ลูกชาย"

อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลก็มา

ครอบครัวอากง และลูกหลานมาร่วมเรียกร้องปล่อยอากง

นักศึกษาธรรมศาสตร์มาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจทุกวัน
Choo Chon Kai - International Bureau
Socialist Party of Malaysia / Parti Sosialis Malaysia (PSM)
ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข ทันที
พร้อมเขียนจดหมายให้กำลังใจไท

"กำลังใจกินได้" .. คืนสุดท้าย แปดชั่วโมงสุดท้าย ราตรีสวัสดิ์ค่ะ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD)

0 0 0 0 0

ไท ปณิธาน ฝากขอบคุณทุกกำลังใจ




0 0 0 0 0

ประชาไท รายงาน 15 ก.พ. 55 "ภรรยา-หลาน 'อากง' เข้าเยี่ยม 'ไท' วอนปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีม. 112"

บริเวณ หน้าฟุตบาท หน้าศาลอาญา ถนนรัชดา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 'ไท' หรือปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ยังคงอดอาหารต่อเป็นวันที่ 5 โดยในวันนี้ยังคงมีผู้ให้กำลังใจเดินทางเข้ามาเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภรรยาและหลานของ 'อากง' หรือนายอำพล (สงวนนามสกุล) ผู้ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือหมิ่นเบื้องสูงไปยังเลขาฯ ของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นอกจากนี้ มีรายงานว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เดินทางมาเยี่ยมและเข้าพูดคุยกับนายปณิธานด้วย

โดยกลุ่มผู้จัด ระบุว่า ในวันนี้ จะมีกิจกรรมให้ผู้ที่สนใจร่วมอดอาหารกับ "ไท" ระหว่าง 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น

สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุล (หันหลัง) และหลานของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรืออากง (หันหลัง) เดินทางมาเยี่ยมนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขด้วย

มารดา ของนาย สุรภักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้เข้าเยี่ยมนายปณิธานด้วย ทั้งนี้นายสุรภักดิ์ ถูกจับกุมหลังโพสต์ความเห็นลงในเฟซบุค โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดี โดยไม่ได้รับอนุมัติการประกันตัว


ประชาไทรายงานเพิ่มเติมว่า "องค์กรสิทธิไทย-เอเชียชี้ 'สมยศ' ต้องได้ประกันตัว"

10 องค์กรสิทธิไทย-เอเชีย เรียกร้องจนท.รัฐปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีม. 112 แนะศาลทบทวนการตีความและใช้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องหลักสิทธิเสรีภาพ ตามเจตนารมณ์ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล

15 ก.พ. 55 - องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและเอเชีย 10 แห่ง เช่น เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่พนักงานและศาลไทย ให้สิทธิการประกันตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีม. 112 จากการเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ โดยชี้ว่า สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสากลที่มนุษย์ควรได้รับอย่างเท่าเทียม

แถลงการณ์ ยังระบุด้วยว่า หากมีการตีความยกเว้นของกฎหมายกรณีไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ศาลจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เป็นภาวะวิสัยและน่าเชื่อถือ และตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัด ถ้าเจ้าหน้าที่พนักงานไม่มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าพยานจะหลบหนีหรือยุ่ง กับหลักฐาน ก็จำเป็นต้องให้ประกันตัวแก่จำเลย และปฏิบัติแก่ผู้ต้องหาในฐานะผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ความผิดตามก ระบวนการทางกฎหมาย ตามที่ระบุไว้เป็นหลักการว่าในคดีอาญา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 39 วรรค 2 ประกอบ วรรค 3

0 0 0 0 0

แถลงการณ์การปล่อยตัวชั่วคราว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข

และจำเลยในคดีอาญาอื่น ที่ไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

สืบ เนื่องจากกรณีที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมด้านแรงงาน แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 และไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวนับตั้งแต่ถูกจับกุมต่อเนื่องจนมาจนถึง ปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 10 เดือน ล่าสุดนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชายของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้ออกมาอดข้าวประท้วงคำสั่งของศาลอาญาที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแก่ นายสมยศ ทั้งที่มีการยื่นคำร้องไปแล้วถึง 7 ครั้ง ด้วยการเสนอหลักทรัพย์ประกันที่สูงพอสมควร เพื่อเรียกร้องสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวให้แก่บิดา ปรากฏเป็นข่าวตามสื่ออย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

องค์กรสิทธิมนุษย ชนที่มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ เห็นว่า ประเด็นเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความถูกต้องเหมาะสมมาโดยตลอด จึงขอแสดงความเห็นและข้อเสนอในประเด็นดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1. สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เป็นสากล ซึ่งมนุษย์ทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม

สิทธิ ในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 (7) หรือแม้แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 107 เองก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อได้รับคำร้องให้ปล่อยชั่วคราว ให้เจ้าพนักงานหรือศาลรีบสั่งอย่างรวดเร็ว และผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 108 มาตรา 108/1 มาตรา 109 มาตรา 110 มาตรา 111 มาตรา 112 มาตรา 113 และมาตรา 113/1” ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคีด้วย ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งในข้อ 9 ข้อย่อย 3 ว่า มิให้ถือเป็นหลักว่าผู้ถูกจับจะต้องถูกควบคุมตัวไว้ในระหว่างการพิจารณาคดี ดังนั้น สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจึงเป็นหลักกฎหมายที่สำคัญ ซึ่งทั้งกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของไทยได้บัญญัติรับรองไว้อย่าง ชัดแจ้ง และผูกพันให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเคารพและยึดถือปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

2. การตีความข้อยกเว้นของกฎหมายกรณีไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ต้องเป็นกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยต้องมีพยานหลักฐานที่เป็นภาวะวิสัยและน่าเชื่อถือรองรับทุกกรณี

ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1 ได้บัญญัติข้อยกเว้นที่ให้เจ้าพนักงานหรือศาลมีอำนาจไม่อนุญาตให้ปล่อย ชั่วคราวได้หากมีเหตุอันควรเชื่อบางประการ ได้แก่

(1) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี

(2) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

(3) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น

(4) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ

(5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล

ดัง นั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยตัวชั่วคราวพึงตระหนักเสมอว่า การไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเพียงข้อยกเว้นเท่านั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด โดยในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเป็นต้องมีพยานหลักฐาน ที่เป็นภาวะวิสัยและน่าเชื่อถือประกอบในทุกกรณี หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่สามารถหาพยานหลักฐานที่เป็นภาวะวิสัย และน่าเชื่อถือมาสนับสนุนการคัดค้านการให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ ศาลก็ต้องอนุญาตให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเสมอ

3. ศาลมีหน้าที่ตีความกฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และเป็นไปตามหลักสากล เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยทำให้สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นจริงในทางปฏิบัติในทุกกรณี

กฎหมาย ลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิในการได้รับการปล่อยตัว ชั่วคราวให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมไร้ความหมายหากองค์กรที่มีหน้าที่ บังคับใช้และตีความกฎหมายไม่ตีความให้สอดคล้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลย เนื่องจากกฎหมายจะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริงก็แต่โดยการใช้การตีความ ของผู้ปฏิบัติ

ดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 27 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า “สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง” ด้วยเหตุนี้เจ้าพนักงานตำรวจและศาลจึงไม่อาจตีความกฎหมายโดยไม่คำนึงถึง เจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาได้ แต่ต้องตีความกฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญมาตรา 40 (7) บัญญัติรับรองไว้เป็นหลักสำคัญ เพื่อทำให้สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นจริงในทางปฏิบัติ

4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 39 วรรค 2 ประกอบ วรรค 3 ได้บัญญัติไว้เป็นหลักการว่าในคดีอาญาต้องสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิด

ดังนั้นก่อนศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำ ความผิด การปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้วย่อมไม่อาจกระทำได้ การที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขและผู้ต้องหาหรือจำเลยคนอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีอาญา ต้องถูกคุมขังเพราะเหตุไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวอยู่ในเรือนจำรวมกับผู้ ต้องขังที่ศาลได้พิพากษาจนถึงที่สุดแล้วนั้น จึงขัดต่อหลักการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรานี้ด้วย

จากหลักการและ เหตุผลที่กล่าวมา เราขอเรียกร้องให้เจ้าพนักงานตำรวจและศาลตีความ และปรับใช้กฎหมายเรื่องปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้ความสำคัญและเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในฐานะที่เป็น มนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศ

ในขณะที่สังคมกำลังให้ความสนใจในคดีของ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ศาลก็มีหน้าที่ในการที่จะแสดงให้สังคมเห็นว่า ตนได้ใช้และตีความกฎหมายโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลยตามที่ กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วนแล้ว โดยพิจารณาให้ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวตามกฎหมาย เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีในการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยใน คดีอื่นๆ ต่อไป



แถลง ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม(CrCF)

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม(EnLAW)

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(MAC)

สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย(AIHR)

ศูนย์ข้อมูลชุมชน(CRC)

เครือข่ายพลเมืองเน็ต(Thai Netizen Network)

ศูนย์พัฒนาเด็กและเครือข่ายชุมชน

โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ

Andrew MacGregor Marshall: วิกฤตไทยคือภัยจากคนคลั่งเจ้า

ที่มา Thai E-News



"เมื่ออดีดนักข่าวหัวเห็ดของรอยเตอร์ กล้ายอมทิ้งหน้าที่การงานที่กำลังรุ่งโรจน์เพื่อเผยความจริง เราก็กล้าที่จะบอกว่าเขาต้องการพูดความจริงเรื่องอะไร"


15 กุมภาพันธ์ 2555

โดย แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล
แปลโดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

ประเทศไทยคือราชอาณาจักรที่อยู่ในห้วงวิกฤติ ที่เคลื่อนคล้อยเข้าใกล้วันเวลาแห่งความโกลาหลอย่างยากที่จะหยุดยั้งได้ ถูกหลอกหลอนด้วยผีศักดินาและผีเผด็จการแห่งอดีตกาลที่ยังพากันส่งเสียงระงม เซ็งแซ่ และกำลังทุรนทุรายอยู่ในความกลัวแห่งการโดดเดี่ยวตัวเองในโลกอนาคต ได้กลายเป็นประเทศที่ถูกแช่แข็งในกาลเวลา ตกอยู่ในกับดักแห่งวัฏจักรพิษของความรุนแรงและการปราบปราม

ความรุนแรงที่ทวีมากขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางสังคมและทางการเมือง ที่ปกคลุมปัจจุบันสมัยของไทยนั้นก็คือการต่อสู้เพื่อที่จะค้นหาคำตอบที่แท้ จริงต่อคำถามอันสำคัญยิ่งที่ว่า: คน ไทยทั้งหลายทั้งมวลนั้นมีความชอบธรรมที่จะอยู่ในความเท่าเทียมกันหรือไม่? ประชาธิปไตยของประเทศไทยควรจะดำเนินไปในรูปแบบใด? และ “การเป็นคนไทย” หมายถึงอะไร? คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีก ต่อไป เพราะสังคมไทยได้ขยับเคลื่อน ดังนั้นจึงมีความตื่นตัวและอ่อนไหวต่อสถานการณ์ต่างๆ มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ประชาชนในประเทศนี้ต้องการที่จะค้นหาคำตอบที่จะเชื่อมสมานบาดแผลแห่งความ เจ็บปวดที่เกิดจากการกีดกั้น และหนทางที่จะยอมให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้ มีเพียงทางเดียว คือจะต้องค้นพบซึ่งคำตอบ ซึ่งมันจำเป็นยิ่งที่คนไทยจำเป็นจะต้องพูดคุยเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้

แต่มันมีการบังคับเงียบจนแทบจะหายใจไม่ออกในประเทศไทย อำนาจที่ทรงพลังได้ตัดสินใจที่จะต่อต้านการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาต่อ ประเด็นที่ว่า ประชาชนต้องการเห็นประเทศเป็นเช่นใรในศตวรรษสมัยที่ 21 คนไทยไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงขั้นพื้น ฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมืองของพวกเขา

การพูดความจริงถูกทำให้เป็นอาชญากรรมได้อย่างง่ายดาย ประชาชนถูกคาดหวังให้เชื่อชุดข้อมูลแห่งเทพนิยายและตำนานขุนศึกต่างๆ - หรืออย่างน้อยก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าพวกเขาเชื่อเรื่องเหล่านั้น - และปิดตาต่อปรากฎการณ์แห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศ

ดังนั้นแล้ว ราวกับว่าติดอยู่อยู่ในห้วงแห่งความฝันร้ายที่ไม่อาจตื่น ประเทศไทยเดินอย่างเลื่อนลอยสู่อนาคตที่ทุกผู้คนต่างก็ประจักษ์ว่ามันคือ สภาวะอันตรายยิ่ง แต่ก็รู้สึกว่าไร้ซึ่งอำนาจใดใดจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น

คำถามเร่งด่วนที่ท้าทายประชาชนในประเทศไทยเหล่านี้จะไม่ถูกทำให้หมดไปได้ ด้วยการเพิกเฉยต่อมัน และถ้าคำถามเหล่านี้ไม่สามารถหาคำตอบได้จากการถกเถียงแลกเปลี่ยน มันก็จะได้ข้อยุติบนการนองเลือด

มันค่อนข้างประจักษ์ชัดต่อผู้สังเกตการณ์ประเทศไทยที่รู้จักเหตุผลว่ามี เพียงวิถีทางเดียวที่จะแก้ปัญหาวิกฤติประเทศไปได้อย่างสันติภาพ คือ : สำนักพระราชวังจำเป็นจะต้องปรับตัว และปรับรูปแบบพระราชพิธีของพระราชสำนักภายใต้วิถีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่คล้ายคลึงกับประเทศทั้งหลายในโลกนี้ที่ปกครองด้วยวิถีประชาธิปไตยในรูป แบบเดียวกัน

ไม่ว่ารอยัลลิสต์ชาวไทยจะมีความปรารถนาว่าจะสามารถหยุดยั้งนาฬิกาไม่ให้หมุน เดินหน้า และแช่แข็งกาลเวลาไว้กับยุคแห่งอดีตกาลก็ตาม พวกเขาก็ไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นได้ โลกรอบตัวของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว และสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปพร้อมกับโลกด้วยเช่นกัน

อันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และต่อพัฒนาการของประเทศไทย ที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้สำเร็จด้วยสันติวิธีและเป็นประเทศประชาธิปไตย ก็จะมาจากพวกคลั่งรอยัลลิสต์ใจคับแคบที่ปฎิเสธที่จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแม้ แต่นิดเดียว ทั้งรัฐประหาร 2549 การแทรกแซงของรอยัลลิสต์ในปี 2551 และการปราบปรามผู้ประท้วงชาวเสื้อแดงในปี 2553 ความรุนแรงอย่างน่าตระหนกของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในยามนี้ อันได้แก่ ปฏิกริยาแห่งความบ้าคลั่งและไม่เป็นมิตรแม้แต่น้อยต่อข้อเสนอที่มีเหตุมีผล ของกลุ่มนิติราษฎร์

ทั้งหลายทั้งมวลนี้ชี้ให้เห็นว่า นอกจากไม่ยอมรับความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปแล้ว พวกรอยัลลิสต์สุดโต่งกำลังขุดสนามเพลาะเพื่อเตรียมตัวทำสงคราม การกระทำของพวกเขาเป็นอันตรายยิ่งต่อทั้งกับวังและต่อประเทศไทย

มันเนิ่นนามมามากแล้ว ที่พวกรอยัลลิสต์สุดโต่งเหล่านี้ ได้เป็นผู้กำหนดนโยบายทางการเมืองของประเทศไทย วิถีความคิดที่น่ารังเกียจของพวกเขาได้ถูลู่ถูกังประเทศไทยจากความรุนแรง หนึ่งสู่อีกความรุนแรงอย่างไม่หยุดหย่อน มันจำเป็นจะต้องหยุดได้เสียที

มันถึงเวลาแล้วที่คนไทยฝ่ายก้าวหน้าและมีความคิดทุกคน - ไม่ว่าจะมีความคิดความเชื่อในทฤษฏีการเมืองแบบใดและมีจุดยื่นต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์แบบไหน - จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้เพื่อนำประเทศไทยกลับมาจากการกำกับของรอยัลลัสติ์สุด โต่งที่กำลังนำพาประเทศไปสู่ความแตกสลาย

คนไทยจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจว่าการถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทสถาบันพระมหา กษัตริย์และสถาบันทหารในอนาคตของพวกเขาไม่ใช่เป็นเพียงความชอบธรรมที่พึง กระทำเท่านั้น แต่ยังจำเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย มันถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นการพูดคุยถกเถียงระหว่างกันด้วยท่าที่แห่งการ ให้เคารพเกียรติ เปิดเผย และซื่อสัตย์ เพื่อนำพาประเทศไทยให้พ้นจากขอบเหว

ศัตรูที่แท้จริงของประเทศไทยไม่ใช่คนที่ต้องการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคต แต่จากคนที่ป้องกันไม่ให้มีการถกเถียงในประเด็นเหล่านี้ต่างหาก มันถึงเวลาที่จะต้องชัดเจนกันเสียทีว่า : คนที่ต่อต้านไม่ให้มีการถกเถียง และต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้กระทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ต่อประชาชนคนไทย วันเวลาของพวกเขามันหมดไปแล้ว

มันไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนด้วยความรุนแรง และไม่จำเป็นจะต้องผ่านการปฏิวัติ ถ้าคนไทยที่รักประเทศของตัวเองต้องการทำอะไรที่เป็นผลดีตต่อประเทศชาติ พวกเขาจำต้องทำความเข้าใจว่าการสนทนาและถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตเป็นสิทธิของ พวกเขาและพวกเขาก็ควรจะกระทำได้โดยปราศจากความกลัว ความกล้าหาญแพร่กระจายได้ทางการสัมผัส ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นหนทางที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

0 0 0 0 0

Thai's crisis

Thailand is a kingdom in crisis, skidding towards catastrophe. Haunted by the unquiet ghosts of a feudal and despotic past, and stricken by fear of a desolate future, it has become a nation frozen in time, caught in a toxic cycle of violence and repression. The escalating social and political conflict gripping modern Thailand is a struggle to find legitimate answers to profound questions: Do all of Thailand’s people deserve equal rights? How should democracy work in Thailand? What does it mean to be Thai? These are issues that cannot be avoided as Thai society evolves and becomes increasingly aware and sophisticated. The country’s people need to seek answers that will heal their bitter divisions and allow Thailand to move forward. There is only one way to find answers to such immense and important questions: Thailand’s people need to talk.

But a suffocating silence is being imposed on Thailand. Powerful forces are determined to strangle any open and honest national debate about what kind of country it should be in the 21st century. Thais are not even permitted to publicly acknowledge some of the most basic realities of their history and politics. Telling the truth has become, quite literally, a crime. People are expected to believe a set of idealized fairy tales and fables — or at least pretend that they do — and to close their eyes to the disaster unfolding in their country.

And so, as if trapped in a traumatic dream from which it is unable to awaken, Thailand wearily stumbles towards a calamity that everyone knows is coming but feels powerless to prevent. The burning questions facing Thailand’s people will not go away just by being ignored, and if they are not resolved through discussion, they will be settled in blood.

It seems clear to every sane observer of Thailand that there is only one way for the country's crisis to be resolved peacefully: the palace needs to evolve, and to conform to the norms of constitutional monarchy similar to other functioning democracies around the world. However much some Thai royalists may wish that they could stop clocks from ticking and freeze time in some ancient era, they cannot. The world around them has changed, and the monarchy needs to change with it.

The biggest danger to the Thai monarchy, and to the prospects of Thailand developing peacefully into a more prosperous and democratic country, is the blinkered refusal of the ultra-royalists to even consider change. The 2006 coup, the royalist interventions in 2008, the crushing of the red shirt protests in 2010, the shocking surge in lese majeste charges, and most recently the frenziedly hostile reaction to the reasonable suggestions of the Nitirat group, all show that far from accepting the need for reform, the extreme royalists are digging in and preparing for battle. Their actions are disastrous both for the palace and for Thailand.

For too long, it has been these extremist ultra-royalists who have been setting the political agenda in Thailand. Their ugly ideology has dragged the country from one disaster to another. This needs to stop.

It is time for all sensible, progressive Thais - whatever their political views and stance towards the monarchy - to stand up and take their country back from the extremist royalists who are leading it towards ruin. Thais need to understand that debate about the role of the monarchy and military in their future is not only legitimate - it is essential. It is time to begin a respectful, open and honest dialogue that brings Thailand back from the brink.

The real enemies of Thailand are not those who want to debate their future, but those who seek to prevent this debate. It's time to be very clear: those who oppose discussion, and oppose reform of 112, are not acting in the best interests of the Thai people. Their day is over.

It doesn't require violence. It doesn't need a revolution. If Thais who love their country want to do something positive, they just need to understand that discussing and debating their future is their right, and they should do so without fear. Courage is contagious, and the more that do it, the more will be inspired. That is the way for Thailand to move forward in the 21st century.

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอนดรูว์และผลงานของเขา
http://www.zenjournalist.com/category/cables/

0 0 0 0 0

พบกับแอนดรูว์ 2 ทุ่มคืนพรุ่งนี้16 กุมภาพันธ์ 2555 ในรายการ Discussing Thailand



REDUDD ประจำวันพฤหัสที่ 16-02-55 เสนอรายการ "Discussing Thailand"
เวลา 20.00-22.00 น. เวลาประเทศไทย
ดำเนินรายการโดย...คุณจรรยา และคุณปรวย

ติดตามฟังรายการจากเว็ป REDUDD ได้ที่.....
1. http://www.redudd.com/thread-2.html
2. http://www.ustream.tv/channel/thailand-red-udd

ช่องทางเพิ่มเติมในการรับฟังรายการ...
1. https://www.facebook.com/Bfly4freedom?sk=app_196506863720166 ด้านซ้ายมือที่เป็นรูปไอคอน Ustream เขียนว่า "Redudd"
2. https://www.facebook.com/Bfly4freedom?sk=app_179191362131547 (link นี้เอาวิทยุและ cbox มาไว้หน้าเดียวกันคะ กดตรง view fan page)
3. http://www.redradio-online.us/

และสามารถเข้า cbox เพื่อส่งคำถามและพูดคุยได้ตามปกติที่..
1. http://cbox.ws/?n=2-2166189-514f98
2. http://www.redudd.com/thread-2.html

หรือส่งคำถามได้ที่ hellored2010@gmail.com

โพลล์ไทยอีนิวส์: 15 กพ.เลือกประธานนปช.ใหม่ ท่านอยากให้ใครเป็น?

ที่มา Thai E-News



ผลสำรวจจากผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2555 โดยมีผู้โหวตจำนวน 3,327 ท่าน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มติเอกฉันท์เลือก"ธิดา"นั่งประธาน นปช. ลั่นปรับโครงสร้างภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

มติชนออนไลน์
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 15:34:19 น.

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานในที่ประชุม แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วันที่ 15 กุมภาพันธ์แถลงว่า ผลการลงคะแนนในที่ประชุมนั้นได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้นางธิดา ถาวรเศรษฐ เป็นประธาน นปช.อย่างเต็มตัว หลังจากไม่มีคนเสนอตัวเข้าแข่งขัน เป็นไปตามข้อควรปฏิบัติของที่ประชุม และเป็นไปตามครรลองและแนวทางปฏิบัติของระบบประชาธิปไตย



ด้านนางธิดากล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้มาทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรักษาการประธาน นปช.ก็ต้องขอบคุณอีกครั้งที่ได้รับคัดเลือกให้มาทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชน ถึงแม้ในกลุ่ม นปช.จะเกิดความขัดแย้งกันบ้างนั้น ตนก็ให้แกนนำ นปช.ทุกคนสอบผ่าน เพราะทุกคนมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และไม่ยอมสยบต่ออำนาจ แม้ที่ผ่านมาจะมีความผิดพลาดอยู่บ้าง ก็ต้องให้กำลังใจกัน เพื่อความเป็นประชาธิปไตย และเดินไปข้างหน้าให้ได้ โดยแนวทางหลังต่อไปจะมีการปรับโครงสร้างของกลุ่ม นปช.ในระดับภูมิภาค ให้เข้มแข็งขึ้นไป และจะจัดให้มีโรงเรียนสมัชชาสำหรับให้ความรู้ประชาชนอีกด้วย

สถิติไม่เคยโกหกใคร เจ๊งสนิท-มันจบแล้วครับบิณฑ์

ที่มา Thai E-News





เอาให้แน่ซักอย่าง-บิณฑ์โพสต์ท่าถ่ายรูปนอนคู่กับคุณยายเสื้อแดงในโรงนา่เมื่อวันวาเลนไทน์ลงเฟซบุ๊ค อ้างว่าเพราะรักอย่างบริสุทธิ์ใจโดยไม่รู้จักันมาก่อน จากนั้นได้กล่าวเรียกร้องให้ คนไทยรักกันเข้าใจกันอย่าแตกแยกกัน สงสารประเทศไทยมีแต่ความขัดแย้งกัน มีแต่ความชิงดีชิงเด่นกัน..เราเริ่มต้นใหม่นะครับเราจะไม่มีสีเสื้อ เราจะไม่พรรคเราจะมีแต่คนไทยที่รักและสมัคคีกันอย่างจริงใจ..ผมรักคนไทยทุกๆ คนครับ..!!

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันบิณฑ์เพิ่งไปเป็นแกนนำม็อบสลิ่ม และอยากให้คนออกมาเป็นแสนเป็นล้านเพื่อปะทะกับพวกที่เขาเชื่อว่า"ล้มเจ้า"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 กุมภาพันธ์ 2555

เว็บไซต์ entertainweekly รายงาน อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 9-12 ก.พ. 2555 ในวันนี้ ตามลิ้งคฺ์ http://www.entertainweekly.in.th/file_detail.php?cid=00983&c=11 ปรากฎว่าหนังปัญญาเรณู 2 ของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หลุดจาก 10 อันดับแรกหนังทำเงินไปเรียบร้อย โดยที่หนังเรื่องATM เออรักเออเร่อยังกวาดเงินต่อไป รวมเป็น 144 ล้านบาท ส่วนหนังเ้ข้าใหม่ วาเลนไทน์ สวีตตี้ โกยไปในช่วงสตาร์ต 29 ล้านบาท

จากตารางอันดับหนังทำเงินประจำสัปดาห์ของentertainweeklyพบว่า รายที่อยู่อันดับบ๊วย หรืออันดับ 10 คือหนังฝรั่งเรื่อง Underworld : Awakening ทำเงินได้สัปดาห์ล่าสุด 5 แสนบาท ดังนั้นจึงคาดว่าหนังปัญญาเรณู 2 ของบิณฑ์ที่หลุด 10 อันดับแรกก็ต้องทำเงินได้น้อยกว่า 5 แสนบาท

ในสัปดาห์ก่อนนี้ เว็บไซต์ entertainweekly รายงาน อันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 2-5 ก.พ. หนังปัญญาเรณูหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 4 ทำเงินมาเพิ่มอีก 4.3 ล้านบาท รวมยอดนับจากเข้าฉาย 17.3 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้บิณฑ์กล่าวอ้างว่าต้นทุนทำหนังอยู่ที่ 120 ล้าน ต่อมาอ้างว่า 18 ล้าน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของกองเชียร์ให้ทำเงินได้ทะลุ 100 ล้าน เพราะกระแสจากภาค1ดี ประกอบกับเป็นคนต้นทุนทางสังคมสูง มีภาพลักษณ์ผู้เสียสละทำงานกู้ภัย เพิ่งได้รับรางวัลจากรายการฅนค้นฅน แต่แล้วทุกอย่างก็ตาลปัตร เมื่อบิณฑ์ด่าเหมารวมคนที่เคลื่อนไหวให้แก้ไขมาตรา 112 ว่าเป็นพวกล้มเจ้าต้องเจอกูไอ้พวกสัตว์นรก แล้วก็ไปร่วมชุมนุมกับหมอตุลย์ เสื้อหลากสี และกลุ่มนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และยังตามมาด้วยการเปิดศึกวิวาทะกับอาจารย์วีระ ธีรภัทร นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง เรื่องการขับรถหวาดเสียวของหน่วยกู้ภัยอีกต่างหาก นั่นเป็นผลให้มีการบอยคอตผลงานหนังปัญญาเรณู 2 อย่างหนัก

บนสมมุติฐานว่าต้นทุนเพียง 18 ล้านแบบที่บิณฑ์เปิดเผย แต่ทำเงินได้ไม่ถึง 18 ล้านก็ย่อมนับว่าขาดทุนแล้ว ไม่นับว่ารายได้ที่ได้มา17.3ล้านบาทต้่องเป็นค่าโรงฉาย เป็นค่าโปรโมตบ้าเลือดตามสื่อต่างๆ หากเราเชื่อว่าตัวเลขไม่มีทางโกหก หนังเรื่องนี้สรุปลงตรงคำว่า"เจ๊ง"ไปแน่นอนแล้ว

นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ศิลปิน ดารา คนดังที่ยืนข้างเผด็จการ คัดค้านความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย ถูกต่อต้านบอยคอตผลงานจนเจ๊ง ไล่เรียงมาตั้งแต่หนังคนโขน ของตั้ว-ศรัณยู วงศ์กระจ่าง อุโมงค์ผาเมือง ที่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ร่วมแสดง หมาแก่อันตราย ที่เทพ โพธิ์งาม นำแสดง รัก ที่บิลลี่ ออแกน แสดงนำ และล่าสุดปัญญาเรณู 2 ของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

ใครที่จะเป็นรายต่อไป?...

Wednesday, February 15, 2012

รวบผู้ต้องส่งสัย บึ้ม ซ.สุขุมวิท 71 เพิ่มอีก 1

ที่มา Voice TV

รวบผู้ต้องส่งสัย บึ้ม ซ.สุขุมวิท 71 เพิ่มอีก 1

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสุวรรณภูมิประสานของทางการมาเลเซียจับกุม MR.Sedaghatzadh Mousoud ผู้ร่วมขบวนการชาวอีหร่านที่ก่อเหตุวางระเบิด 3 จุด บริเวณซอยสุขุมวิท 71 ได้เพิ่ีมอีก 1 คน ล่าสุดกำลังนำส่งกลับมาที่ไทย

ข่าวดี5แดงเชียงใหม่ได้ประกัน ข่าวร้ายยังต้องคอยจะปล่อยสมยศไหมหลังไทอดข้าวครบ112ชั่วโมง

ที่มา Thai E-News

ข่าวดีกับข่าวที่ยังรอ-(ภาพ บน)ญาติจำเลยคดีเชียงใหม่กอดกับทนายด้วยความดีใจ หลัง 5 จำเลยคดีเสื้อแดงได้ประกันตัวในชั้นฏีกา หลังจากที่รอมานานถึง 3 ปี! (ภาพล่าง) วันพรุ่งนี้ เวลา 8 นาฬิกา ซึ่งครบกำหนดการอดหารประท้วง 112 ชั่วโมงของ"ไท"ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข จะนำหนังสือเรียกร้องสิทธิการขอประกันตัวบิดา ไปยื่นต่อกระทรวงยุติธรรมเพิ่มเติม เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข


ทีมข่าว นปช. รายงานว่า วันนี้ (15กุมภาพันธ์)ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาคำร้องขอประกันตัวผู้ถูกคุมขัง เสื้อแดง 5 คนคือ นายนพรัตน์ แสงมณี นายประยุทธ บุญวิจิตร นายบุญรัตน์ ไชยมโน นายสมศักดิ์ อ่อนไสว และนายพยอม ดวงแก้ว ในคดีความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2552

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทั้ง หมด โดยญาติของผู้ถูกคุมขังใช้หลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัวจากกรมคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพซึ่งอนุมัติวงเงินให้รายละ 600,000 บาท

ก่อนหน้านี้กรมคุ้มครองสิทธิได้ยื่นขอประกันตัวผู้ถูกคุมขังเสื้อแดง 58 ราย โดยศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกัน 27 ราย รอการพิจารณา 10 ราย ที่เหลือยังไม่สามารถยื่นขอประกันตัว เนื่องจากไม่สามารถติดต่อญาติหรือติดปัญหาด้านเทคนิคอื่นๆ
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางทีมทนาย นปช. เตรียมยื่นคำร้องขอประกันตัวครั้งใหม่สำหรับผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงที่ศาลมีคำ สั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้

นายอานนท์ นำภา จากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ กล่าวว่า เตรียมจะยื่นขอประกันตัวนายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง และนายอำพล ตั้งนพกุล ภายในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน

สำหรับรายชื่อผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงที่ศาลมีคำสั่งยังไม่อนุญาตให้ประกันตัวมีดังนี้

1 นายพินิจ จันทร์ณรงค์
2 นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
3 นายสุรภักดิ์ ภูไชยแสง
4 นายอำพล ตั้งนพกุล
5 น.ส.ปัทมา มูลมิล
6 นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ
7 นายสนอง เกตุสุวรรณ
8 นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์
9 นายดวง คนยืน
10 นายทวีศักดิ์ แข็งแรง
11 นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี
12 นายไมตรี พันธ์คูณ
13 นายนพชัย พิกุลศรี
14 นายพระนอม ก้นนอก
15 นายวิชัย อุสุพันธ์
16 นายวินัย ปิ่นศิลปะชัย
17 นายสมัคร ลุนริลา
18 นายวิชิต อินตะ
19 นายประครอง ทองน้อย
20 นายแก่น หนองพุดสา
21 นายทิณวัฒน์ เมืองโคตร
22 ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม
23 นายประสงค์ มณีอินทร์
24 นายคำหล้า ชมชื่น
25 นายอาทิตย์ ทองสาย
26 นายกิตติพงษ์ ชัยกัง
27 นายพศิน แสนจิตต์

ชมภาพ นายกฯปู ทัวร์นกขมิ้นที่ จ.นครสวรรค์+ลพบุรี+ชัยนาท15ก.พ.55

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก



นายกฯ รับฟังผลการประชุมแผนงานโครงการป้องกันน้ำท่วมจังหวัดพื้นที่กลางน้ำ ณ จ.ลพบุรี เน้นย้ำการเชือมโครงข่ายน้ำด้วยวิธีธรรมชาติ พร้อมกำชับให้ตรวจรับงานอย่างมีประสิทธิภาพ

คลิ้กชมรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่

“ที่พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ตกต่ำที่สุด ก็เพราะมีแต่พวกวัวลืมตีนเต็มพรรค”

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

คำพูดนี้มาจากปากของผู้สูงวัยชาวใต้ท่าน หนึ่ง ผู้เคยเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ขนานแท้อย่างยาวนานในอดีต เสวนากันเมื่อคืนก่อน และนี่คือความเห็นของท่าน ที่อยากประมวลมาให้พิจารณากันดู

ฐาน เสียงที่แน่นหนาที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์วันนี้คือภาคใต้ เนื่องจากนายชวน หลีกภัย และพลเอกเปรมเป็นไอดอลของคนใต้ เพราะเป็นอดีตนายก ฯ คนใต้ทั้งคู่ ดังนั้น สส.ใต้ จึงมีอิทธิพลสูงสุดในพรรค แต่ปัญหาก็คือ ความรักพวกพ้องอย่างสูง อันเป็นวัฒนธรรมพื้นฐานของคนใต้ ทำให้มืดบอดในด้านคุณธรรมกันไปหมด ผู้สมัครบางคนนั้นเลวชาติขนาดไหน คนพื้นที่ก็รู้ดี แต่เวลาเลือกก็ต้องเลือกมัน เพราะเห็นแก่ นายหัวชวน ป๋า รวมทั้งคำพูดที่ว่า “ยังไง ๆ ก็พรรคคนใต้น่ะ ต้องช่วยกัน”

เพราะ เศรษฐกิจที่ดีของภาคใต้ ทำให้ สส. ปชป ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ต้องกังวลมวลชนกันมากนัก ไม่ต้องคอยช่วยเหลือชาวบ้านอย่าง สส.ภาคอื่น เมื่องานช่วยเหลือชาวบ้านน้อย ก็เลยเน้นการช่วยเหลือตัวเองจนร่ำรวยไปตาม ๆ กัน เสพติดลาภยศสรรเสริญกันอย่างหนัก

สส.ภาคอื่นนั้นที่แข็งแรงหน่อยก็ มีแค่ กทม. ซึ่ง ปชป ดูแลมาแล้วหลายสมัย วางเส้นสายไว้ใน กทม.แน่นหนามาก โดยเฉพาะในช่วงของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ถามว่าจำเรื่อง เอ็กซิทโพลล์ของการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้หรือไม่ ทำไมนายอภิรักษ์ ถึงกล้าออกมาสวนผลการสำรวจ และผลก็ออกมาตามคำพูดของเขามากทีเดียว ผู้สมัคร สส.ของพรรค ปชป ใน กทม.จึงมั่นใจว่า ถึงจะไม่ชนะก็มีโอกาสที่จะไม่แพ้ ทุกคน “กร่าง” กันมาก


เมื่อ สส.ภาคใต้ และ สส.กทม.พลังสำคัญของพรรคต่างมั่นใจว่าพวกตัวเองถึงไม่ชนะก็มีโอกาสไม่แพ้ คนพวกนี้จึงไม่ต้องสนใจกระแสสังคมและภาพรวมของพรรคนัก ประกอบกับวัฒนธรรมพูดเก่งแล้วได้ดีแน่ในพรรค จึงระดมกันมาพูด ๆๆๆๆ และพูด โดยไม่มองผลที่ตามมาของคำพูด แค่ขอให้มีสื่อที่เป็นเส้นสายช่วยกระพือข่าวให้ก็พอแล้ว ดูคนอย่างนายเทพไท นายชวนนท์ นายบุญยอด หรือแม้แต่นางมัลลิกาได้ คนพวกนี้เชื่อมั่นแบบหน้ามืดตามัวว่า ประชาชนจะเห็นด้วยกับพวกเขา และแม้ไม่เห็นด้วยพวกนี้ก็จะด่าว่าประชาชนนั้นโง่

อาการแบบ “วัวลืมตีน” ของผู้คนในพรรคนี้จึงมากขึ้นทุกที ท่านผู้วิจารณ์กล่าวว่า


“วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ต่างจากยุคก่อน สมัยหม่อมเสนีย์ และอาจารย์พิชัยนั้น พรรคแม้จะรู้ว่าภูมิคุ้มกันสูงกว่าชาวบ้านมาตั้งแต่เริ่มตั้งพรรค ก็ยังคำนึงถึงกระแสสังคมอย่างมาก แต่พอถึงยุคได้เป็นรัฐบาลใต้ร่มเงาป๋า และรับผลประโยชน์กันถ้วนหน้าเป็นต้นมานี่แหละ ที่ผู้นำพรรคยุคหลังเสพติดอำนาจ ทำได้ทุกอย่าง แค่ขอให้ได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น เรื่องที่เลวร้ายที่สุดในวันนี้ก็คือ หิวและหวงลาภยศอำนาจมากจนกล้าสั่งฆ่าประชาชน นี่มันเลวชาติมาก และทำให้พรรคตกต่ำที่สุดในวันนี้ เรื่องแบบนี้ไม่เคยปรากฏในยุคอดีตของพรรค

อีก ไม่นานพรรคก็อาจจะผจญความตกต่ำถึงขีดสุดอีกครั้ง เพราะมีโอกาสสูงที่ผู้ใหญ่ในพรรค อาจจะโดนดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรมหมู่ประชาชน ไม่ว่าจะในศาลไทยหรือศาลอาญาระหว่างประเทศ คนพวกนี้ไม่รู้กันเลยหรือว่า กำลังถูกตัดหางปล่อยวัด โง่หรือฉลาดกันแน่ ก็สมน้ำหน้า ไม่เคยดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยกันเลยหรือ น่าจะรู่ดีว่า เมื่อใดที่ปัญหาเข้าใกล้ตัวผู้มีอำนาจที่แท้จริงแล้วละก็ แพะจะต้องทำหน้าที่รับบาปแทนทุกครั้ง”

วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของ พลงอ.เปรม เพิ่มเติม อีกที ภาวะ Peace Talk

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

กระทู้นี้ต่อเนื่องจากกระทู้

http://www.tfn5.info/board/index.php?action=post;topic=34821.0;num_replies=33

จากข่าวนี้นะครับ

อ้างถึง
คนสนิทยัน "ป๋าเปรม" พร้อมรับคำเชิญรัฐบาลปูอีก หากเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 21:30:00 น.

ข่าว สดออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขามูลนิธิพล.อ.เปรม ติณสูลานน์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวถึงผลพวงหลังจากพล.อ.เปรม เดินทางไปเป็นประธานงานเลี้ยงรักประเทศไทย เดินหน้าประเทศไทย ที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนก็ไม่สามารถพูดได้ ให้ทางสื่อมวลชนได้ดูจากภาพก็แล้วกันว่าเป็นอย่างไร หากพูดออกไปเดียวเป็นประเด็นทางการเมือง แล้วจะทำให้ท่านอึดอัดมันไม่ดี การทำสิ่งใดก็ตามถ้าอยู่ในกรอบแล้วเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองก็ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน ซึ่งหากมีการเชิญท่านมาอีก และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ป๋าท่านยินดีสนับสนุนให้บ้านเมือง ดีขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งปกติแล้วท่านไม่ค่อยออกงานกลางคืนสักเท่าไร


ผมพอ ประเมินได้ว่า "การเคลื่อนไหว" ของ พล.อ.เปรม เป็นการเคลื่อนไหวทางยุทธศาสตร์จริงๆ และคงได้มีการวางแผนกันเอาไว้ จึงมีการเคลื่อนไหวนี้

ส่วน "เป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์" ของพวกเขาว่าจะเป็นอย่างไรนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้ "จารชน" เพื่อสืบข่าวเอา ตามตำราพิชัยสงครามซุนหวู่

ผมไม่มีจารชนหรือ "ข่าววงใน" ก็ทำได้เพียงแค่การ "คาดการแบบมีเหตุผล" (Ratioanl Expectation) เท่านั้น

ผม คาดว่าพวกเขาคงรู้ถึงการ สูญเสียฐานมวลชน และพลังทางการเมืองที่เพิ่มชึ้นอย่างมากของคนเสื้อแดง ทำให้การเคลื่อนไหวที่ "ฝืนมวลชน" นั้นทำให้พวกเขาเสียมากกว่าได้ จึงมีการสร้างภาพการคืนดีกัน กับรัฐบาล

ก็เป็นงานสร้างภาพอีกแบบหนึ่ง

แต่เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา หากมีโอกาสทำได้ ก็คงอยากกำจัดรัฐบาลนี้ ที่เป็นรัฐบาลภายใต้อิทธิพลของทักษิณ

แต่ การตั้งเป้าหมายแบบนั้น ในวันนี้มันคงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพ้อฝันและยากที่จะบรรลุเป้าหมายได้ หรือแม้แต่บรรลุ เป้าหมายได้ก็คงต้องใช้ "ต้นทุน" มหาศาล อาจขาดทุนมากกว่าที่จะได้กำไร (เหมือนการใช้ทหารทำรัฐประหาร และตุลาการภวิฒน์ ในห้าปีที่ผ่านมา ซึ่งในที่สุดในวันนี้ก็แพ้อยู่ดี)

การนำเอาเครื่องมือ รัฐประหาร กับตุลาการภิวิฒน์กลับมาใช้ซ้ำอีก ในวันนี้ ผมคิดว่าเป็นการกระทำที่โง่มากกว่าฉลาด
อันนี้ผมความเห็นจากการวิเคราะห์ของผมนะครับ เขาอาจโง่ก็ได้ แต่เราไม่ควรประเมินว่าศัตรูโง่

ดังนั้นในวันนี้ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ จึงทำได้แค่ บ่อนทำลาย ขัดขา แต่ฉากหน้าก็แสดงความปรองดอง
คือ เบื้องหลังเขาก็คงพยายามบ่อนทำลาย ขัดขวางการทำงานของรัฐบาลนี้เท่าที่ "เครื่องมือที่เขามีอยู่สามารถทำได้" จนรัฐบาลอ่อนกำลังลง หรือ "เสื่อมความนิยมลง" หรือเกิดความขัดแย้งกับมวลชน ถึงเวลานั้น เขาอาจเคลื่อนไหวได้อีก

วันนี้เขาต้องประคองตัวไม่ให้ถูกทำลายไปก่อน
อย่างน้อยก็ฐานทางทหารในกองทัพ
เพราะการส่ง พล.อ.อ.สุกำพล เข้ามาเป็น รมต.กลาโหมของทักษิณ นั้นแสดงว่า ทักษิณต้องการรุก
การต่อต้านของฝ่ายตรงข้ามคงมี แต่ยากที่จะต่อต้านได้แบบร้อยเปอร์เซนต์ ยิ่งตั้งหน้าประจัน ยิ่งขัดขวางการรุกได้ยาก

แกล้งทำตัวเป็นมิตร ลดท่าทีความเป็นศัตรูลง อาจหลอกให้ฝ่ายทักษิณ เพลาการรุกลงไปได้มากกว่า
อย่างน้อยก็น่าต่อรองได้มากกว่า การตั้งหน้าประจันบาน

ฝ่ายทักษิณก็อยากปรองดองอยู่แล้ว

ดังนั้นการต่อรองด้วยวิธีนี้น่าจะได้ประโยชน์มากกว่าสำหร้บฝ่ายอำมาตย์ในสถานการณ์เช่นนี้

นี่คือ ยุทธวิธีของฝ่ายเปรม ที่ผมคาดการอย่างมีเหตุผล ได้ประมาณนี้
ส่วนการจะยืนยันข้อสมมุติฐานของผมนี้ คงต้องใช้ "จารชน" ข้อมูลวงใน มายืนยันสมมุติฐานนี้นะครับ

Re:

ผมคิดว่า ตอนนี้การเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายทักษิณ และ ฝ่ายอำมาตย์ คงเป็นการเคลื่อนไหวลวง เพื่อต่อรอง

เป็นช่วงเวลาของการ "เจรจา" ระหว่างศึกสงคราม ที่ได้ดำเนินการมากว่า 5 ปี

ช่วงการเจรจา ทางการทูตเช่นนี้ เราคงมองภาพที่ออกมาเฉพาะหน้าอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องวิเคราะห์ลึกลงไปว่า

"เป้าประสงค์ที่แท้จริง" ของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร เพราะแต่ละฝ่ายก็คงเคลื่อนไหวลวง เพื่อให้ต่อรองได้มากที่สุด

ดังนั้น เราจึงเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายอำมาตย์
เราอาจพอใจ ไม่พอใจบ้าง ก็เป็นสิทธิในการแสดงออก ที่เป็นการ "ส่งข่าวสาร" ให้กับฝ่ายของเราว่า
การต่อรองตรงนี้ ข้อตกลงตรงนี้ เราไม่ชอบนะโว๊ย

หากไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกนดังๆ เหมือนเรื่อง 112
หากดังพอ พวกเขาก็ต้องเปลี่ยนท่าที เสนอเงื่อนไขการเจรจาใหม่

อันนี้เป็นธรรมชาติของการเจรจา

ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นวันนี้จึงเป็น สถานการณ์ "เจรจาทางการทูต" Peace Talk ของทั้งสองฝ่าย
เหมือนที่เราเคยเห็นอเมริกา กับโซเวียตเจรจาต่อรองสนธิสัญญาลดอาวุธกัน สมัยปลายสงครามเย็น ที่ต่างฝ่าย
ต่างมีเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ตนเองได้เปรียบในการต่อรองให้ได้มากที่สุด

สถานการณ์วันนี้จึงไม่ใช่ สถานการณฺ์สงครามเหมือนก่อนปี 2554

เมื่อมีการเจรจา Peace Talk เราก็คงเห็นเล่ห์เหลี่ยมอีกมาก

ผลของ Peace Talk อาจนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ก็ได้นะครับ ไม่ใช่จะนำไปสู่สันติภาพเสมอไป หากแต่
ละฝ่ายไม่สามารถตกลงเงื่อนไขของกันและกันได้ การรุกอีกครั้งก็จะเกิดขึ้น หรือเราอาจเห็นท่าทีที่เป็น "ปรปักษ์" หรือ
แข็งกร้าวมากขึ้น หากการเจรจาไม่เป็นที่น่าพอใจ

Re:

โดย boonmie

ผมอยากจะช่วยวิเคราะห์ด้วยครับเพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากจริงๆ

ผมตั้งสมมติฐานว่า เปรมเป็นตัวแทนของอำนาจโบราณ ละกันนะครับเพื่อความปลอดภัย

แนวคิดในการตัดสินก้าวของอำมาตย์น่าจะมีสองประเด็น คือ

1.การดำเนินการครองอำนาจผ่านทางองค์กรและหน่วยงานต่างๆของรัฐ ดังเช่นที่ผ่านมา
แต่ ติดปัญหาตรงที่ประชาชนจะสามารถลุกฮือเหมือนเหตุการณ์ในต่างประเทศเมื่อปีที่ แล้วหรือไม่ ห้วงเวลาไม่ถึงร้อยปีนี้อำนาจที่ครอบงำประชาชนผ่านทางโปรพากานดา ยังคงความศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือเปล่า

ผมว่านี่เป็นปมปัญหาที่น่าปวดหัวของฝ่ายอำมาตย์ หากเขายังไม่ตกผลึกเรื่องนี้จังหวะก้าวของเขาก็จะยังไม่ชัด

และ 2.การตัดสินใจ "ปิดประเทศ" เพราะมั่นใจว่าประเทศไทยไม่ต้องง้อประเทศใดๆในโลกนี้ทรัพยากรของประเทศนี้ เพียงพอที่จะทำให้เสวยสุขได้ไปอีกนาน (กรณีนี้น่าจะมีความเป็นไปได้น้อย เพราะพม่าก็ยังฝืนกระแสโลกไม่ได้)

ผมมองสองมุมเพื่อให้เพื่อนสมาชิกนำเป็นข้อมูลในมุมมองทั้งสองประเด็น

อัน นี้ผมลองคิดว่าตัวเองเป็นอำมาตย์นะครับ และพอจะสรุปทิศทางที่เป็นไปได้ว่าถ้าต้องการครองอำนาจต่อไปต้อง "ซูเอี๋ย" และให้ทักกี้อยู่ภายใต้การกำกับให้ได้ (แต่อารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีอำนาจล้นฟ้าเป็นอย่างไรนั้นผมมิอาจคะเนได้ เพราะไม่เคยเป็น)

ซึ่งก็น่าจะออกมาในรูปปรองดอง (ตามแบบที่คุณลูกชาวไทยว่าไว้) แต่งานนี้ถ้าทักกี้ยอมประชาธิปไตยก็จบเห่

มอง ไปที่ประชาชนคนตาดำๆ ว่าหากผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่าย "ปรองดอง" กันได้จะเกิดอะไรขึ้น ผมมองว่าคนเสื้อแดง และคนเสื้อเหลือง และสลิ่มทั้งหลาย คงไม่พอใจแน่นอน

นั่นหมายความว่า ทั้งอำมาตย์และแม้วจะสร้างศรัตรูขึ้นทุกกลุ่มเลย เพราะคนเสื้อแดงที่สูญเสียและถูกจองจำคงไม่แฮปปี้นักกับการจับมือฆาตกร และคนที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทั้งหลายก็ย่อมรู้สึกเหมือนว่าสุดท้ายประเทศ ชาติก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นประชาธิปไตยตรงไหน แน่นอนการซูเอี๋ยย่อมไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นแค่การ "สมประโยชน์" ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

คนเสื้อเหลืองเอง ก็รับไม่ได้กับอำนาจของตัวเองที่ต้องสูญเสียไป โดยเฉพาะแกนนำที่ครองอำนาจอยู่ในหลายๆองค์กร

ยิ่งสลิ่มยิ่งรับไม่ได้เพราะ นั่นหมายถึง แมลงสาปปชป.ถึงคราวสูญพันธ์

ดูๆ เหมือนการวิเคราะห์ของผมจะ "เพิ่งคิดได้" ดังนั้นน่าจะมีจุดบกพร่องไปบ้าง เพราะคิดไปพิมพ์ไปยังไม่ได้ตกผลึก ผิดพลาดยังไง พสมช. คิดแย้งได้เลยครับ

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

ดีครับคุณ Boonmie ที่ช่วยกันวิเคราะห์ จะได้ต่อยอดออกไป

การ วิเคราะห์แบบ "สดๆ" นี่แหละผมว่าเป็นการดึงส่วนที่อยู่ในใจของเราออกมา ผิดถูก สมบูรณ์หรือไม่ ก็ไม่มีปัญหามากนัก เพราะการวิเคราะห์ก็คือความคิดของเรา คนอื่นสามารถมาเติมเต็มหรือโต้แย้งได้

เรื่อง การโปรประกันดา ว่าได้ผลเหมือนเดิมหรือไม่ ผมว่า 5 ปีมานี้พิสูจน์ได้ชัดเจนแล้ว หากยังไม่ทราบก็คงไม่รู้จะว่าโง่อย่างไร อย่างน้อย "การสำรวจโพลอีสาน" ก็บอกว่าวันนี้ประชาชนรับข่าวสารผ่านอินเตอร์เน็ตมากกว่าหนังสือพิมพ์ สื่ออินเตอร์เน็ตคือความหลากหลาย ยิ่ง "ความคิดด้วยแล้ว" ยิ่งหลากหลาย และเป็นสื่อสองทาง เหมือน "เว็บบอร์ด" ต่างๆ การครอบงำทางความคิดทำได้ยาก ส่วนเรื่องการปิดประเทศนั้นลืมไปเลย เพราะลำพังเรื่อง "พลังงาน น้ำมัน" ก็คงตายภายใน 1 เดือน หากอยากล่มสลายโดยเร็ว ก็ขอให้ปิดประเทศ รับรองไม่เกิน 3 เดือน ไม่เกิดรัฐประหารซ้อน ก็เกิดปฎิวัติประชาชน จากคนที่ตกงาน อดอยาก

ส่วนเรื่องการ ซูเอี๋ยของทักษิณกับอำมาตย์นั้นผมว่าคงมีแนวคิดนี้อยู่ แต่ว่ามันจะให้ผลเหมือนที่ต้องการหรือไม่ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สังคม ไทยกำลัง "ก้าวไปสู่การเป็นสังคมที่มีรายได้ระดับกลาง" คนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐมีมาก และประชาชน "รักษาสิทธิของตน ออกเสียงเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์" และเขาก็พร้อมที่จะออกเสียงไปในทางที่พวกเขาต้องการ

หากทักษิณซูเอี๋ยกับอำมาตย์ แล้วบริหารประเทศไม่ได้ตามที่ต้องการ เศรษฐกิจไมเติบโต ก็คงอยู่ไม่ได้
แต่ จะบริหารประเทศให้เศรษฐกิจเติบโต และเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชน ก็จำเป็นต้องดึงสวนแบ่ง "ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" ที่พวกอำมาตย์ครอบครองอยู่มาให้ประชาชนมากขึ้น กระทบ "ผลประโยชน์ที่แท้จริงของอำมาตย์" และชนชั้นนำ อยู่ดี

หรือการที่ ต้องจัดสวัสดิการมากขึ้น ก็ต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งในยุโรปปัจจุบันเก็บ 40-50% ของ GDP ส่วนไทยเก็บแค่ 16-17 % ไม่เพียงพอที่จะดำเนินนโยบายสวัสดิการ ซึ่งผู้เลือกตั้งต้องการ ดังนั้นก็ต้องเก็บเพิ่ม หากไม่ทำ ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล

ผมว่าทักษิณ ซูเอี๋ย เฉพาะกับ "อำนาจโบราณ" ประมาณ5 คน family เท่านั้น คือ รักษาให้องค์กรนี้อยู่ต่อไปได้ สัญญาว่าไม่กระทบกับองค์กรนี้ อะไรประมาณนี้ ซึ่งในที่สุดแรงบีบของสังคม ก็คงปรับตัวไปแบบยุโรป จะอยากปรับหรือไม่ ก็ต้องปรับ ยังไงก็ต้องปรับ และต้องปรับแน่นอน ผมยืนยัน อาจทำโดยไม่สมัครใจ อยากทำ แต่ต้องทำแน่ อย่างน้อยก็คนต่อไป ซึ่งคงไม่นานนัก

ส่วนกลุ่ม "ชนชั้นนำ" ทุนเก่าอะไรนี้ ผมว่าถึงแม้อยากปรองดอง และทักษิณอยากปรองดอง แต่โครงสร้างทางสังคมในวันนี้ วันที่ "ผู้ออกเสียงเลือกตั้ง" ส่วนใหญ่ มีความตั้งใจชัดเจน ว่าชีวิตเขาต้องดีขึ้น มันก็ไปกระทบผลประโยชน์ของ "ทุนเก่า" ชนชั้นนำ อยู่ดี

ผมว่า family เขาเข้าใจผิดไปเองว่าผลประโยชน์ของเขา กับ "ทุนเก่าและชนชั้นนำเก่า" มันอันเดียวกัน โดยพวกชนชั้นนำ ทุนเก่าหลอก (หรือหลอกตัวเอง) อันที่จริง ผลประโยชน์ของ family คือ การดำรงอยู่ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรืออำนาจทางการเมือง เพราะเมื่อดำรงอยู่ อำนาจก็มีอยู่แน่นอนระดับหนึ่ง แต่หากอยากครอบงำสังคมไม่ให้กระดิก ก็เกิดภาวะจลาจลวุ่นวายแบบ 5 ปีที่ผ่านมาจนได้