WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 10, 2012

จักรภพ เพ็ญแขไว้อาลัยพิชัย วาศนาส่ง

ที่มา Thai E-News




แถลงการณ์ของ นายจักรภพ เพ็ญแข 

เรื่อง อาจารย์พิชัย วาศนาส่ง ถึงแก่กรรม

วันอาทิตย์ที่ ๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕

    เมื่อได้ทราบข่าวว่า อาจารย์พิชัย วาศนาส่ง ผู้มีพระคุณของผมถึงแก่กรรมลง ความรู้สึกตกใจและเศร้าใจยังมีไม่เท่าความรู้สึกสูญเสียอันใหญ่หลวง ทั้งต่อบ้านเมืองและส่วนตัว เพราะอาจารย์พิชัยเป็นผู้ที่บำเพ็ญตนอย่างสม่ำเสมอในการให้ความรู้ ความคิด และเตือนสติผู้คนในสังคมไทยมาตลอดไม่ว่าในยุคสมัยใด โดยผ่านสื่อทุกแขนงต่างๆ อย่างมือครูเท่านั้นจะทำได้ คุณูปการของอาจารย์พิชัยมีมากมายเกินกว่าจะเอ่ยอ้างในที่นี้ได้หมดสิ้น ถือเป็นหน้าที่ของศิษยานุศิษย์ที่จะได้สนองคุณอาจารย์ด้วยการเผยแพร่ต่อไปทั้งในโอกาสนี้และในภายภาคหน้า

    เด็กคนหนึ่งที่อาจารย์หยิบขึ้นมาอบรมสั่งสอนอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยและโดยไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทนแม้เพียงน้อยนิด คือตัวผมเอง ผมจึงขอกราบเรียนอาจารย์ที่ผมทั้งรักและเคารพ ณ บัดนี้โดยหวังว่าให้ท่านได้รับรู้ผ่านญาณวิถีอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ผมจะนำทุกสิ่งที่ได้รับจากท่านอาจารย์มารับใช้สังคมและมวลชนอย่างเต็มกำลังศรัทธา ถึงการประยุกต์ใช้ในทางการเมือง อาจต้องผ่านความขัดแย้งและมีอุปสรรคในเส้นทางบ้าง 

ผมขอยืนยันว่าผลสุดท้ายจะเป็นไปตามที่ท่านอาจารย์หวัง นั่นคือเมืองไทยที่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นอารยะ และมวลชนมีอิสรภาพที่จะใช้ชีวิตตามใจปรารถนาโดยไม่เป็นที่เดือดร้อนต่อใคร ผมจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังครับ

    ขอให้อาจารย์พักผ่อนให้สบายเถิด สุคติรอรับท่านอยู่แล้วแน่นอนไม่มีทางเป็นอื่น เพราะท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมโดยไม่เคยมีวิจิกิจฉาใดๆ ตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีพชนม์.

                                กราบเท้าท่านอาจารย์ด้วยดวงใจของผม
                             
                                        เอก... จักรภพ เพ็ญแข

**********



เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กูรูผู้ยิ่งใหญ่"พิชัย วาศนาส่ง" role model"จักรภพ เพ็ญแข"อย่าเป็นน้ำล้นถ้วย


เช้าวันที่ 8เม.ย.2555
คนไทยเราต้องสูญเสียกูรู และครูผู้ยิ่งใหญ่ ผู้รอบรู้ทั้งในด้านศาสตร์
และศิลป์ทั้งใน และต่างประเทศ อาจารย์"พิชัย
วาศนาส่ง"อดีตสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2549 ในวัย 82 ปี ด้วยโรคชรา  



อาจารย์พิชัยเกิดเมื่อวันที่ 2 ก.ค.2472
เป็นบุตรคนโตของนายโปร่งและนางเจริญ วาศนาส่ง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โดยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ
และยังศึกษาตำราต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ตลอดเวลา

ส่งผลให้อาจารย์พิชัยไดัรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย
ถึง  2 ครั้ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ลัยสาขานิเทศศาสตร์ พ.ศ.2545 ในวัย
 73 ปี และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาสื่อสารมวลชน พ.ศ. 2546 ในวัย
74 ปี


ในสมัยหนุ่ม ๆ หลังเรียนจบการศึกษาใหม่ ๆ
ท่านได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน
ให้ร่วมงานรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ อาทิ
สถาปนิกการรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าฝ่ายศิลปกรรมไทยทีวีสีช่อง 4
(บางขุนพรหม) ฯลฯ นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
และที่ปรึกษารัฐมนตรีด้านการคลังและต่างประเทศหลายครั้ง 

โดยอาจารย์พิชัยถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงจากการจัดรายการโทรทัศน์
วิเคราะห์ข่าวต่างประเทศ ปัจจุบัน ยังมีผลงานประจำ
เขียนบทความให้กับนิตยสาร ต่วย′ตูน พลอยแกมเพชร และคอลัมน์ "ข้างครัว"
ในนิตยสารสารคดี

และได้รับการเชิดชูเกียรติ รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ครั้งที่ 20
และรางวัลบุคลากรผู้ทรงคุณค่าในวงการกีฬา
ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย  

ในช่วงชีวิตที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวชน การจัดรายการโทรทัศน์
อาจารย์พิชัยได้สร้าง และปลุกปั้นลูกศิษย์ขึ้นมาโด่งดังมากมายหลายคน เช่น
รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร ,นายจักรภพ เพ็ญแข และโอวาท พรหมรัตนพงศ์ ฯลฯ

โดยเฉพาะศิษย์อย่างนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกรัฐบาลในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งเคยโชติช่วงสุด ๆ ในแวดวงการเมืองไทย
และล้มลุกคลุกคลานสุด ๆ  จนต้องลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศไทยไปกว่า 3
ปี ได้เคยให้สัมภาษณ์ถึงอาจารย์พิชัยไว้หลายต่อหลายครั้งว่า

ก่อนที่จะมาทำงานกับอาจารย์พิชัย
ตอนเรียนอยู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2 อาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร
ถือเป็นอาจารย์คนแรกที่เปิดประตูให้มาทำรายการวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศ
สัปดาห์ละครึ่งชั่วโมง ที่วิทยุจุฬาฯ 
ทำแบบสมัครเล่นเรื่อยมา
หลังจากนั้นขยายมาทำรายการสารคดีเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ สั้น ๆ ชื่อรายการ
"โลกของเรา" ที่ช่อง 11 เมื่อเรียนปี 4
ทางสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา(กศน.) ทาบทามให้เป็นวิทยากร
 และผู้ดำเนินรายการเด็ก คือ "รายการเสาร์สโมสร"

"ช่วงนั้นอาจารย์พิชัยส่งคนมาทาบทาม
บอกว่าฟังวิเคราะห์ของเราในรายการของวิทยุจุฬาฯแล้วสนใจเด็กคนนี้
ให้มาคุยหน่อย อาจารย์ประทุมพรถือเป็นผู้มีพระคุณในการเปิดโอกาส
อาจารย์พิชัยเป็นผู้มีพระคุณในการทำให้รู้ว่า คนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
อาจารย์พิชัยลบภาพมายาให้ผมมาก
ท่านบอกว่าการเรียนไม่ต้องเรียนถึงขั้นปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วติดยึด
อยู่ตรงนั้นว่า ฉันจบปริญญาเอกแล้วฉันเก่งที่สุด ไม่ต้องหาความรู้เพิ่ม
ต้องเหนือทุกคน ถ้าคิดแบบนั้นจะเป็นการฆ่าตัวเอง 

อาจารย์พิชัย กลับพิสูจน์ว่า ปริญญาตรีของอาจารย์พิชัยใบเดียว
แล้วอ่านหนังสือไม่หยุด เดินทางไม่หยุด พูดคุยกับคนไม่หยุด
ทำให้อาจารย์กลายเป็นคนที่มีความเด่นด้านการเรียนรู้ จักรภพบอกว่า
สิ่งสำคัญที่ได้จากอาจารย์พิชัย คือ อย่าเชื่อว่าตัวเองมีความรู้ 
เชื่อเมื่อไหร่จบ เป็นการปิดทางตัวเอง เพื่อที่จะไม่หาความรู้ต่อ 

อาจารย์บอกว่า พอคนเป็น"น้ำล้นแก้ว" หนังสือก็ไม่อยากอ่าน
ฟังใครคุยก็หมั่นไส้เขา ดูรายการอะไรต่าง ๆ ก็นึกในมุมอื่นหมด
ไม่เป็นมุมในการรับแล้ว คือ มีทัศนคติต่อต้านเสียแล้ว เพราะน้ำมันล้นแก้ว
ทำให้ผมรู้ว่า ชีวิตแปลว่า "การพัฒนาตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด" 

นั่นเป็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่สะท้อนภาพของความเป็น"ครู"ของอาจารย์พิชัยได้
อย่างชัดเจน ในวาระอาจารย์พิชัยครบรอบ 80 ปี
ท่านได้เปิดตัวหนังสือเกี่ยวกับประวัติชีวิตของท่าน ชื่อ "ข้างครู"
ซึ่งเขียนโดยคุณปวีณา สิงห์บูรณา
หลานสาวของท่านเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของลุงพิชัยไล่เรียงตั้งแต่
พิชัยวัยเยาว์, เรื่องในบ้าน, ชีวิตการเมือง,  สถาปนิก นักคิด นักสร้าง,
แวดวงธุรกิจ, เพลงเพลินใจกับ Classic Pichai, นกน้อยในไร่ส้ม,
ครูคือเรือจ้าง, กูร์เม (Gourmet) และสุดท้าย จาก "ข้างครู" สู่
"ข้างคุณลุง"

ซึ่งอาจารย์พิชัย
เองได้กล่าวประโยคหนึ่งในหนังสือข้างครูกับบทครูคือเรือจ้าง
เมื่อถูกถามว่าอายุแปดสิบมีตำแหน่งหน้าที่การงานมากมาย แต่จริงๆ
แล้วชอบอะไรและอาชีพใดมากที่สุด อาจารย์พิชัยตอบว่า "ชอบเป็นครู
เพราะชอบความรู้ ชอบเรียนรู้ ชอบถ่ายทอด และถ้าถ่ายทอดให้เข้าใจ
คนเราก็จะไม่มีอะไรติดข้างอยู่ในหัวให้ต้องคิดค้นหาอีก"
คือความในใจที่อาจารย์พิชัยบอกแก่ผู้ถ่ายทอดเรื่องราว 

"ทุกวันนี้เวลาหัวค่ำทุ่มสองทุ่มผมจะนอนแล้ว
ตีหนึ่งผมจะตื่นขึ้นมาดูข่าวจากทั่วโลกโดยสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม
มีหลายสถานีที่ผมหาความรู้ได้ ตอนเช้าผมก็จะรู้
ก็เหมือนกับสมัยพระพุทธองค์ประทับอยู่ตอนดึกก็ลุกขึ้นมามองดูโลก
คิดอยู่ตลอดเวลา พอตอนเช้าก็นึกออกว่าจะเอาอะไรไปเทศน์เอาอะไรไปพูด
ต้องมองโลกให้กว้าง"นั่นเป็นสิ่งที่อาจารย์พิชัยปฏิบัติเป็นกิจวัตรเสมอมา 

  ขณะเดียวกันอาจารย์พิชัยได้เคยให้สัมภาษณ์กับ"คมชัดลึก"ถึงความห่วงใยที่มี
ต่อประเทศชาติในยามนี้ว่า  "ประชาชนต้องไม่หูเบา ต้องดูมรรค 8 ให้เป็นฐาน
ถ้าหากไม่ใช้มรรคตัดสินก็ไม่รู้ว่าใครมีมิจฉาทิฐิ หรือสัมมาทิฐิ
สัมมาสังกัปปะ หรือมิจฉาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ หรือมิจฉาอาชีวะ ก็มีคู่กัน
คนจบปริญญาเอกมีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง 

ทำไมบ้านเมืองถึงยุ่ง เพราะสัมมาทิฐิกับสัมมาสังกัปปะไม่มี
เอาวิชามาเป็นเครื่องในการหากินเอาเปรียบคนอื่นเขาสังคมเดี๋ยวนี้ไม่ได้ดู
ว่าใครดีใครชั่ว
แต่เชื่อการชักจูงจากคนที่เขามาพูดให้เราฟังว่าคนนั้นดีอย่างนี้
คนนี้ดีอย่างนั้น ใครพูดที่มีลอจิกดีก็เชื่อว่าเป็นไปตามที่เขาบอก
มันจะแดงเหลืองหรืออะไรก็ไม่รู้ วันนี้ผมใส่เหลือง
แต่ผมไม่ไปยุ่งกับอะไรทั้งนั้น แต่ผมยุ่งกับสัจธรรมเท่านั้นเอง"


ในวันนี้แม้สังขารของอาจารย์พิชัยจะลาจากโลกนี้ไป ความรู้ คำสั่งสอน
และสิ่งดีงามมากมาย ซึ่งท่านถ่ายทอดให้แก่รุ่นลูกหลานไว้
แม้จะมีทั้งลูกศิษย์ที่ได้นำสิ่งดีงามเหล่านั้นไปใช้
และมีทั้งลูกศิษย์ที่ไม่นำสิ่งเหล่านั้นไปใช้  แต่"ความดี"ย่อมไม่มีวันตาย
และจะไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำของเราทุกคนแน่นอน......

Sunday, April 8, 2012

ไฮไลต์คลิปสภาปรองดองเดือด

ที่มา Thai E-News


Uploaded by fazhi2006 on Apr 5, 2012 ปรองเดือดโดยเทพเทือก



Uploaded by nemster1980 on Apr 5, 2012 วัฒนา เมืองสุข โต้อภิสิทธิ์


Uploaded by fazhi2006 on Apr 5, 2012 จตุพร ไม่ปรองดองกับฆาตกร


Uploaded by fazhi2006 on Apr 5, 2012 ณัฐวุฒิ คนเสื้อแดงอาจไม่พอใจที่พวกผมปรองดอง

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านพลาดคลิปข่าว กิจกรรมสำคัญๆของฝ่ายประชาธิปไตย เราได้นำฟีดของคลิปYoutubeจากแหล่งที่มีการอัพเดตเป็นประจำมาลงไว้ด้านกราบ ซ้ายตอนล่างหน้าแรกของไทยอีนิวส์ เชิญท่านติดตาม..

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 07/04/55 ก้าวไม่พ้นทักษิณ บางคนทุกข์ บางคนสนุก

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

เมื่อชีวิต จมปลัก กับทักษิณ
แค่ได้ยิน ก็โอดโอย ร้องโหยหวน
หายใจออก หายใจเข้า เฝ้าคร่ำครวญ
จิตปั่นป่วน รุมเร้า ดั่งเผาไฟ....


กี่เดือนปี กี่เรื่องราว ก้าวไม่พ้น
วกเวียนวน แต่ร่ำร้อง จนหมองไหม้
คิดถึงแต่ ทักษิณ เกาะกินใจ
ยังเฉไฉ ว่าก้าวพ้น โธ่คนระยำ....


ค้าน..นิรโทษกรรม ตอกย้ำแน่น
เหมือนฝังแค้น ทุกท่วงท่า ช่างน่าขำ
เขาไม่ผิด ต้องหยัดยืน คืนยุติธรรม
ใช่ตอกย้ำ ผิดผิดผิด คิดไปเอง....


ส่วนพวกฆ่า ประชาชน เหล่าคนชั่ว
อย่าตีมั่ว ใช้วาจา มาข่มเหง
พวกตนผิด กลับเหยียบย่ำ ไม่ยำเกรง
แถมอวดเบ่ง วาดลีลา เพื่อท้าทาย....


เมื่อจงใจ ก้าวไม่พ้น ต้องทนทุกข์
ความสนุก สับสน จึงหล่นหาย
ส่วนคนรัก รอสมหวัง ตั้งมากมาย
เตรียมใจกาย วันสงกรานต์ เบิกบานเอย....


๓ บลา / ๗ เม.ย.๕๕

แม้วตอกฝาโลงปชป.มั่วทั้งดุ้นดอดถกโจรใต้ เผยที่มาภาพลับลูกพรรคบิ๊กบังถ่ายภาพหราแกนนำBRN

ที่มา Thai E-News

Pic_251541
ปัดเจรจาโจรใต้ แม้วโต้ ปชป. แต่เห็นด้วยให้คุย


ไทยรัฐออนไลน์ รายงานวันนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โต้เดือดพรรคประชาธิปัตย์ โวย กล่าวหาไม่มีมูล ยืนยัน ไม่เคยไปเจรจากับกลุ่มโจรใต้ อ้างเป็นแค่คนตกงาน แต่เห็นด้วยให้มีการพูดคุยแต่ต้องไม่ใช่รัฐบาลโดยตรง ชี้สงครามจบลงบนโต๊ะเจรจา...

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ขณะอยู่ที่เกาะฮ่องกง ตอบโต้อย่างรุนแรง ต่อกรณีที่ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาว่า ตนเองไปพบกับตัวแทน 18 คน ของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ประเทศเพื่อนบ้านเมื่อเร็วๆ นี้ โดยยืนยันว่า ตนเอง ไม่เคยไปพูดคุยกับกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว เพราะตนเองไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะทำเช่นนั้นได้ เพราะในเวลานี้เป็นแต่เพียงคนตกงาน

ส่วนกรณี นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส.ยะลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาว่า เคยเห็นรูปที่อดีตนายกรัฐมนตรี ไปพบกับหัวหน้ากลุ่มพูโลนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ตนเองจะไปติดต่อกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มพูโล

ทั้งนี้ หากจะมีการเจรจาใดๆ ก็ควรจะเป็นการหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนตัวของกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็มีหัวข้อไปหารือในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

อย่างไรก็ดี พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วย หากจะให้มีการพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยให้เหตุผลว่า สงครามมักจะจบลงด้วยการเจรจาบนโต๊ะ ไม่ใช่ในสนามรบ อย่างไรก็ดี การพูดคุยดังกล่าวจะต้องไม่ได้มาจากฝ่ายรัฐบาลโดยตรง

เผยที่มาภาพลับอดีตส.ส.นราธิวาสกับแกนนำโจรใต้
ก่อนหน้านี้ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า ปาแด งา มูกอ ได้เขียนบทความเรื่อง"แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ"เผยแพร่ทางไทยอีนิวส์ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 พร้อมกับเผยภาพลับแกนนำโจรใต้ที่อยู่ระหว่างหลบหนีถ่ายภาพกับนายนัจมุดดีน อูมา อดีตส.ส.นราธิวาส ปัจจุบันสังกัดพรรคมาตุภูมิ ของพลเอกสนธิ บุณยะรัตกลิน ดังต่อไปนี้


แผน7ขั้นปั้นหมาให้เป็นเสือ




ผู้ต้องสงสัย?-นายมะแซ อุเซ็ง หรือ อุสตาซแซ(ภาพบน)แกนนำกองกำลังBRN Co-ordinate ภาพซ้ายเป็นภาพเก่าที่ทางการไทยออกหมายจับ ส่วนภาพด้านขวาเป็นรูปในปัจจุบัน (ภาพล่าง)โดยภาพล่าสุดนั้นขยายจากภาพถ่ายร่วมกับนายนัจมูดดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส ภาพนี้เชื่อกันว่าถ่ายในมาเลเซีย

แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา โดยตั้งเป้าจะปฏิวัติสำเร็จในปี 50 แต่ที่มท.3 (นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทยในเวลานั้น-ไทยอีนิวส์)ให้ สัมภาษณ์ว่า ปี 54 นี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 เป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง

อ่านข่าวการให้สัมภาษณ์ของ มท.3 แล้ว นึกห่วงเหตุการณ์ชายแดนใต้จริงๆ แบบนี้เข้าลักษณะเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ให้ขี้เถ้าที่มันกำลังจะมอดไปแล้วกลับลุกเป็นไฟขึ้นมาใหม่

นี่แหล่ะที่โบราณเขาบอกว่า “ปั้นหมาให้เป็นเสือ”

คำสัมภาษณ์ของ มท.3 (ถาวร เสนเนียม) ที่ว่า

“...ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ทราบดีว่า ในช่วง ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ทางเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ก็ระมัดระวัง งานการข่าวก็เป็นที่เชื่อถือได้ งานการป้องกันก็ระวังกันอย่างเต็มที่ แต่การที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้แทรกเข้ามาก่อเหตุในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน เกิดขึ้น 2 ครั้ง ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างพลเรือน ตำรวจ และ ทหาร สำหรับการเกิดเหตุคาร์บอมบ์ และเหตุระเบิดหลายต่อหลายครั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดว่า น่าจะเป็นการเชื่อมโยงกันของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ และ เป็นการดำรงความมุ่งหมายไปแนวทางเดียวกัน...”


ขอประทานโทษน่ะครับ ท่าน มท.3 ถ้าไม่รู้จริง ช่วยกรุณาสงบปากไว้หน่อย ไหว้เหอะ อายเขาครับ และมันจะเข้าตำราโบราณที่ว่า “อาศัยเสือจนเป็นหมา”

ไอ้ที่ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ นั้น บันไดที่ไหนครับ บันไดบ้านท่าน หรือบันไดที่กระทรวงมหาดไทย

ถ้าอยากทราบความจริง จะอธิบายให้ฟัง ไอ้เรื่องบันได หรือ บรรลัย

เอาขั้นที่ 6 ขั้น 7 ตามที่ให้สัมภาษณ์ก่อน หลังจากนั้นจะได้ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบบันไดทั้ง 7 ขั้นเลยครับ

ขั้นที่ ๖ “เตรียมพร้อมปฏิวัติ” ความหมาย เป็นการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่ จชต. เหมือนกับการแตก/กระจาย ของดอกไม้ไฟ “จุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” โดยกำหนดให้ปฏิบัติในปี ๒๕๔๗ คล้ายกับ “วันเสียงปืนแตก” ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต

ทั้งนี้ยังมีคำกล่าว ที่คล้ายคลึงอีกว่า “ ในปี ๔๗ จะเป็นปีที่ดอกลองกองผลิดอกออกพร้อมกัน ”

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฏและพิสูจน์ได้ เช่น กรณีเกิดเหตุการณ์มากมายใน ปี ๔๗ จนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อความข้างต้น (แต่มันก็ได้ผ่านพ้นมาแล้ว ย่างเข้าปีที่ 7 ในปี 2554 )

ขั้นที่ ๗ “จัดตั้งการปฏิวัติ” หรือ “ก่อการปฏิวัติ” เป็น แผนงานที่เดิมกำหนดจะกระทำในปี ๒๕๔๘ แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลัง และจำนวนแนวร่วม ซึ่งอาจจะหมายรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และมีความเป็นไปได้ว่าขยายไปอีก ๒ ปี ข้างหน้า

กล่าวคือ จะก่อการปฏิวัติในปี ๒๕๕๐ (มันก็ผ่านมาแล้ว 3 ปี) กรณีกำหนดปี ๔๘ เป็นปีก่อการปฏิวัติ มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนจากเอกสารที่ยึดได้จากปอเนาะญีฮาด ในครั้งการบรรยายของ อุสตาซอาหมัด เมื่อ ๗ ธ.ค.๔๑ ภาพก่อการปฏิวัติที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นภาพการต่อสู้ของนักต่อสู้เพื่อรัฐ ปัตตานี ที่ทำการโจมตีด้วยกองกำลังต่อกลไกรัฐเต็มพื้นที่ จชต. ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายข่าวไปทั่วโลก และหวังผลต่อการเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวโดย UN เช่น ติมอร์ตะวันออก หรือประเทศอื่นๆ จนท้ายสุดเป็นการลงประชามติของประชาชนว่า จะเป็นประชาชนของฝ่ายใด

ซึ่งประเด็นสำคัญสุดท้ายนี่เอง ที่กลุ่มก่อความไม่สงบประเมินแล้ว ความไม่พร้อมของมวลชนที่ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาด จึงต้องขยายเวลาการก่อการปฏิวัติไปอีก ๒ ปี คือปี 2550

แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน นับเป็นแผนแม่บทที่ระดับนำขององค์กรกู้ชาติรัฐปัตตานี นำไปเผยแพร่ ชี้นำ ให้กับสมาชิกระดับสำคัญขององค์กรทราบ เป็นระยะ ๆ ตลอดมา จึงนับ ได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวคิด/แนวทางปฏิบัติสำหรับตอบโต้ทำลายแผนดังกล่าว มิให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นรูปธรรม.

มท.3 ตาสว่างขึ้นรียังครับ แล้วดันไปเอาข้อมูลของลูกน้องตัวไหนที่บอกให้ท่านมาสัมภาษณ์ว่า ปี 54 ปีนี้ เป็นการก่อเหตุในขั้นบันได ขั้น 6 ขั้น 7 ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

พูดยังกับว่า ท่าน มท.3 หรือลูกน้องท่านเป็นคนขยายเวลาแผนขั้นบันได 7 ขั้นให้กับกลุ่มก่อการร้ายเสียเอง จริงไหมครับท่านผู้อ่าน

เอาล่ะครับที่นี้สำหรับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะครับ (มท.3 ไม่เกี่ยว)

แผนบันได 7 ขั้น

ตรวจพบครั้งแรกเมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง อาจารย์ สอนศาสนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม “สัมพันธ์วิทยา” บ้านเจาะเกาะ ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเอกสาร “แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” ได้อีกหลายครั้ง ล่าสุดยึดได้จากโรงเรียน “ปอเนาะญีฮาด” หรือ โรงเรียนญีฮาดวิทยา บ้านท่าด่าน ตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2548

กลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะ BRN Coordinate ซึ่งสมาชิกระดับแกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพเป็นผู้นำศาสนาใน ทุกระดับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ดำเนินการทางลับโดยการใช้แผนสู่ความสำเร็จ (บันได 7 ขั้น) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 โดยการชักชวนเยาวชนทั้งในและนอกโรงเรียนเข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก และเรียกตัวเองว่า “Pejuang” (เปอยูแว/ยูแว) แปลว่า “นักต่อสู้ของกลุ่มเยาวชนกู้ชาติปัตตานี” (Pemuda Merdeka Patani) ขององค์กรกู้ชาติปัตตานี (Pejuangan Merdeka Patani)

กลุ่มนักสู้เหล่านี้เป้นนักต่อสู้รุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมบ่มเพาะ สร้างจิตสำนึกให้เคียดแค้นชิงชังคนต่างศาสนา มีอดุมการณ์การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ เคร่งครัดศาสนา เป็นที่ยอมรับของสังคม และมีความกระหายที่จะต่อสู้ตามแนวทางศาสนา (ญีฮาด) และอิสรภาพอันชอบธรรมเพื่อรัฐปัตตานี

ทั้งนี้องค์กรกู้ชาติปัตตานีได้ขับเคลื่อนตามแผนการปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (บันได 7 ขั้น) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเตรียมคน จังตั้งองค์กรควบคุม ขยายเครือข่ายและสมาชิก พร้อมทั้งได้กำหนดห้วงปีที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน

ความหมายของแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน (แผนบันได 7 ขั้น)

ผลการแปลเอกสารภาษามาลายู และอาหรับโดยผู้รู้เกี่ยวกับภาษาระบุว่าแผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอนถูกกำหนดมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) โดยมุ่งใช้เยาวชนเป็นกลุ่มปฏิบัติการทั้งทางทหาร ประชาสัมพันธ์ และโฆษณาชวนเชื่อ โดยแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 เป็นห้วงของการจัดตั้งและดำเนินงาน เพื่อสร้างความพร้อมของคน องค์กร และอุดมการณ์

ส่วนที่ 2 ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่ 7 เป็นขั้นการปฏิวัติ เพื่อความสำเร็จของการกู้ชาติปัตตานี

ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน

เป็นการปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยมักจะ ยกเป็นประ เด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภัร์อัลกุรอ่านมาประกอบ

ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน

เป็นการจัดตั้งแนวร่วม ซึ่งมักดำเนินการระหว่างสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์ หรือ “ละหมาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ

จากนั้นจะพัฒนาให้นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้ผู้ปฏิบัติ โดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ (ที่ปรากฎหลักฐานคือการไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยในเมือง บันดุง เมดาน ยอร์คจาร์กาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้นอกจากจบการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลัก สูตรด้านการทหารมาอีกด้วย

จากนั้นจะส่งมวลชนจัดตั้งเข้าเป็นคณะกรรมการต่างๆเช่น คณะกรมมการอิสลามประจำจังหวัด คณะกรรมการมัสยิด คณะกรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งเข้าครอบงำสหกรณ์ที่ภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมกลุ่มดำเนิน กิจการเพื่อพึ่ง ตนเอง เช่น สหกรณ์หมู่บ้าน ซึ่งจะมีการเก็บเงินรายได้ส่วนหนึ่งเข้าขบวนการอันเป็นการสร้างเศรษฐกิจ ระดับรากหญ้า ควบคู่กันไป ส่วนสมาคมหรือชมรม (รวมถึงด้านกีฬา) ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องการเข้าครอบงำด้วย

ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร

เป็นการจัดตั้งองค์กรอำพรางในการปฏิบัติ ทั้งเพื่อการควบคุมมวลชนและแหล่งเงินทุน เช่น การจัดตั้งชมรมตาดีกา โดยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสใช้ชื่อว่า “PUSAKA” (Pusat Kebajkan Tadika) พื้นที่จังหวัดปัตตานีใช้ชื่อว่า “PUSTAKA” พื้นที่จังหวัดยะลาใช้ชื่อว่า “PERTIWI” พื้นที่จังหวัดสงขลาใช้ชื่อว่า “PUTRA” และพื้นที่จังหวัดสตูล ใช้ชื่อว่า “PANTAS” เพื่อควบคุมโรงเรียนตาดีการที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร

ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำใน พื้นที่เหล่านั้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆอีกหลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งสหกรณ์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง

ในขั้นนี้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเยาวชน เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง (ประมาณ 257 หมู่บ้าน) โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 30,000 คน

ระดับเยาวชนคอมมานโดเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากลุ่มเยาวชนทหารนำไปฝึกยุทธวิธี หน่วย ทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil/RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆเพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโดจะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิด และลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน

และ ระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตใจต่อสู่เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว

ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม

การปฏิบัติขั้นนี้ มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมาลายู)ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการ ผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มาลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิม และชาวมาเลเซีย ที่สำคัญผู้ที่ได้รับการปลุกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการ ปฏิบัติจริง (การก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ)

ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ

เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือน การแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือเรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อการเคลื่อนไหวใหญ่

ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือ การก่อการปฏิวัติ

เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีประกอบด้วยกองกำลังต่อกลไลรัฐเต็ม พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สื่อมวลชนแพร่กระจายไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาติหรือองค์กรมุสลิม ในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐ ปัตตานีขึ้นในที่สุด

ซึ่งตามแผนการเดิมขั้นตอนนี้กำหนดจะกระทำในปี พ.ศ.2548 แต่ด้วยความไม่พร้อมของจำนวนกองกำลังแนวร่วมและอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน และต้องขยายแผนนี้ออกไปอีกระยะหนึ่ง

จากเอกสารดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อหรือหลงกลเชื่อว่า เอกสารที่ว่าค้นพบในบ้านพักนายมะแซ อุเซ็ง นั้น จะเป็นเอกสารที่อาจเรียกได้ว่า “โคตรของโคตรความลับ” ท่านมะแซ จะสะเพร่าวางไว้จนเจ้าหน้าที่ค้นพบได้เชียวหรือ

หรือว่า เจ้าหน้าที่เขียนเอง ร่างเอง ฮั่นแน่เสียวหลังวูบเข้าแล้วไหมล่ะ แต่หากจะให้ผมเชื่อหรือท่านผู้อ่านเชื่อ ก็ต้องรอให้ท่านมะแซ อุเซ็ง มาเขียนให้ดูหน่อยว่าบันไดที่ท่านเขียนนั้น มันเป็นบันไดจริงหรือบันไดลิง ตรงกับต้นฉบับจริงรึเปล่า

มะแซ อุเซ็ง ทราบแล้วโปรดตอบรับด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง


แนวร่วม การสนับสนุน

ผู้ที่ให้การสนับสนุน ต่อกองกำลังติดอาวุธ ที่เคลื่อนไหว ในเขตไทย ส่วนใหญ่ เป็นเครือญาติ ที่มีผลประโยชน์ ร่วมกัน หรือถูกบังคับ การสนับสนุน ต่อกองกำลัง ติดอาวุธ เพื่ออุดมการณ์

มีเพียงส่วนน้อย ที่จะได้รับ การสนับสนุน จากต่างประเทศ เดิมมีหลายประเทศ ที่ให้การสนับสนุน แต่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก และ เป็นการสนับสนุน ของบุคคล ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับภาครัฐ ผู้มีอิทธิพล และกลุ่มแอบอ้าง ทางการเมือง และศาสนา

จากการก่อการร้าย และความไม่สงบ ในพื้นที่ จังหวัด ชายแดน ภาคใต้ เมื่อตรวจสอบ ข้อเท็จจริง แล้วพบว่า ผู้ที่อยู่ เบื้องหลัง หรือผู้ที่บงการ มักจะเป็นผู้กว้างขวาง หรือผู้มีอิทธิพล ในพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีส่วนร่วม กับนักการเมือง และ ข้าราชการบางคน

ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้กระทำ หรือผู้ก่อเหตุ ส่วนใหญ่ เป็นผู้ต้องคดี ผู้ติดยาเสพย์ติด แนวร่วม จกร. หรือ กองกำลัง ติดอาวุธ ของ จกร. ซึ่งเบื้องหลัง ของกลุ่มบุคคล ดังกล่าวนี้ มักมีความสัมพันธ์ ทางใด ทางหนึ่ง ประกอบกับ เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ด้านแนวทาง ในการปฏิรูป แนวทาง ศาสนา ของกลุ่มบุคคล หรือผู้นำ ศาสนา ในบางพื้นที่ รวมทั้ง ปัญหา ความขัดแย้ง ทางด้านการเมือง ปัญหาดังกล่าว ผสมผสาน เป็นความ ไม่สงบ เรียบร้อย ความไม่ปลอดภัย ในชีวิต และทรัพย์สิน

กลุ่มโจร มิจฉาชีพ มีการจัดตั้งกลุ่ม เช่น กลุ่มมูจาฮีดีน อิสลาม ปัตตานี เคลื่อนไหว ก่อเหตุร้าย ก่อกวน สร้างความ ไม่สงบ หลายครั้ง เพื่อยกระดับ กลุ่มโจร มิจฉาชีพ ให้ จกร. ยอมรับว่า มีอุดมการณ์ แบ่งแยก ดินแดน เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังมีกลุ่ม มือปืนรับจ้าง และผู้หลบหนี คดีอาญา มาก่อเหตุร้าย หรือข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

สถานการณ์ในพื้นที่

เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ มีทั้งจากการ ปะทะจากโจรก่อการร้าย โจรมิจฉาชีพ กลุ่มผลประโยชน์ และ เรื่องส่วนตัว แต่ลักษณะการก่อเหตุร้าย จะคล้ายกัน จึงทำให้เข้าใจว่า เป็นคนร้าย กลุ่มเดียวกันทำ หรือที่ที่เหตุร้าย จะกระจาย ไปใน หลายพื้นที่ ไม่เน้นหนัก ในพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่ง ส่วนใหญ่ จะเกิด นอกเขตชุมชน รองลงมา ในเขตเทศบาล ของพื้นที่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี ส่วนสงขลา และสตูล มีเหตุการณ์น้อยมาก

แนวโน้ม สถานการณ์ ก่อความไม่สงบ

โดยเฉพาะ การก่อเหตุร้าย จะยังคงมีต่อไป แต่ด้วยการปฏิบัติการ ทางยุทธการ ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทำให้ฝ่าย จกร. ระดับกองกำลัง ติดอาวุธ หลายคน ต้องสูญเสีย จากการปะทะ และถูกจับกุม เป็นผลให้ จกร. ได้มีการพัฒนา และเปลี่ยนรูปแบบ ในด้านการดำเนินการใหม่

โดยระยะหลัง ได้เน้นหนัก ทางด้าน สังคมจิตวิทยา และการข่าว ซึ่งบางครั้ง อาศัย สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ปล่อยข่าว ให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ เกิดความสับสน และสร้างความแตกแยก ให้เกิดขึ้น ระหว่าง หน่วยงาน ของรัฐ เพื่อเป็นการ ดำรง รักษา สภาพ จกร. เอาไว้ และขยาย แนวร่วม เพื่อให้ความสนับสนุน

สำหรับ การก่อการร้าย สร้างผลงาน แสดงอิทธิพล แสวงผลประโยชน์ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มอื่น สถานการณ์ เพื่อก่อเหตุร้าย เพื่อรักษา ผลประโยชน์ ของบุคคล หรือของกลุ่มตน
***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ทักษิณพูโลกลยุทธ์ตะโกนในโรงหนังยุคโลกาภิวัตน์

แฉภาพลับถ่ายกับโจรใต้ ปชป.แห้วไม่ใช่ทักษิณ

Sunday, February 19, 2012

คลิปคุณ จตุพร ดร สุทิน คุณ เจ๋ง เวียง งานรวมพลแดงภาคอีสาน 18 02 55

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

nick_nakhonpathom









http://www.thaivoice.org/board/index.php?

เรื่องรัฐประหาร ผมเชื่อว่าเป็นการบลั๊ฟ ของอำมาตย์ แต่ได้ผลบ้างพอสมควร

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ หลายคนอาจกลัวการทำรัฐประหารของอำมาตย์ เพราะมีประสบการณ์กับเรื่องการรัฐประหารในอดีตมากมายหลายครั้ง จนเชื่อว่าโอกาสทำรัฐประหารในเมืองไทยนั้นมีเสมอ

ผมก็ไม่ได้ตัดสิน ว่าโอกาสทำรัฐประหารในอนาคตจะไม่มี เพราะในอนาคตที่เป็นระยะยาวนั้น ยากที่ใครจะคาดการณ์สถานการณ์ในประเทศและในโลกได้ เพราะการทำรัฐประหาร มันไมได้ขึ้นกับว่า จะมี ผบ.ทบ.คนใด มีอำนาจมากแค่ไหนด้วย มันขึ้นกับสถานการณ์ในประเทศ การต่อต้านของประชาชน การสนับสนุนของประชาชน สถานการณ์ของโลกด้วย หากปัจจัยมันพร้อม พวกเขาก็ทำรัฐประหารได้ หากไม่พร้อมทำไปก็ล้มเลว




ดังนั้ แต่หากเราวิเคราะห์แค่ช่วงเวลาหนึ่ง เราอาจประมาณว่าโอกาสในการทำรัฐประหารนั้นมีโอกาสสำเร็จหรือไม่
สมมุติว่าเราประเมินสั้นๆ ว่าในปีนี้ หรือ 5 ข้างหน้านี้ การทำรัฐประหารนั้นโอกาสสำเร็จมีหรือไม่ เราพอจะทราบคำตอบได้ว่า

วันนี้หากอำมาตย์ทำรัฐประหารอีก คือการฆ่าตัวตายทางการเมือง ความวุ่นวายของสังคมที่จะตามมานั้นมีสูงอย่างยิ่ง

แม้จะมีความอำมหิต จับขังลืม ล่าสังหาร สังหารหมู่ก็ตาม
วัน เวลาที่หอมหวานแบบหลัง 2519 ที่ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ทำรัฐประหารแล้ว ระบอบอำมาตย์สามารถควบคุมสังคมให้สงบได้นับสิบปีนั้น น่าจะไม่มีแล้ว

รัฐ ประหารปี 2549 นั้น ถือเป็นความล้มเหลวในการกำจัดอำนาจทักษิณโดยสิ้นเชิง แต่ทำให้อำนาจของระบอบโบราณนั้นเสื่อมลงไปมากมาย อย่างใครก็คาดการณ์ไม่ได้

หากเป็นการประเมินก่อน 3 กรกฎาคม 2544 วันเลือกตั้งใหญ่ ผมก็ยังไม่กล้าฟันธงว่ารัฐประหารล้มเหลว
หากเป็นวันนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่ารัฐประหารปี 2549 นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการฟื้นฟูอำนาจของระบอบอำมาตย์

แต่ชะลอการรุกคืบหน้าของระบอบทักษิณ (ประชาธิปไตยแบบมวลชน) ได้ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

วันนี้ผมว่า สถานการณ์ในประเทศและต่างประเทศไม่เอื้ออำนวยแล้ว



ประเทศ ต่างๆ นั้นเราเห็นชัดเจนในตอนเลือกตั้งว่าทิ้งระบอบอำมาตย์ไปสิ้นเราเห็นชัดเจนว่า ประเทศจำนวนมากอุ้มชูรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้แต่สหรัฐอเมริกา หลังเปลี่ยนทูตคนใหม่ เราก็เห็นเขาเปลี่ยนจุดยืนถอยห่างจากอำนาจโบราณชัดเจน

พวก อำมาตย์อาจหวังไปพึ่งจีน แต่ผมคิดว่าจีนนั้น "เหยียบเรือหลายแคมยิ่งกว่าอเมริกัน" ในการบาลานส์อำนาจ และไม่มีคนต่อต้าน คือ จีนรับทุกฝ่าย

แต่การต่อต้านผมเชื่อว่าจะมาจาก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อย่างรุนแรง แล้วลามไป EU ตามมาด้วยอเมริกัน และประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็จะเมินเฉย ไม่ต่อต้านไม่สนับสนุน (แต่แอบต้านเงียบๆ)

ไม่ มีประเทศไหนตอนนี้เอากับอำนาจโบราณ นอกจากเกาหลีเหนือ เพราะทุกประเทศมองออกว่าความวุ่นวาย ไร้เสถียรภาพของสังคมจะตามมาอย่างรุนแรง และมันกระทบกับเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเป็น AEC

คงมีการบีบให้ เลือกตั้งภายในเวลาอันรวดเร็วแล้วผลจะเหมือนกับห้าปีที่ผ่านมา ไม่งั้นก็ต้องโกงกันมหาศาล และหากโกง ความวุ่นวาย คุมไม่ได้ก็่จะตามมา

สถานการณ์ ในประเทศ วันนี้ประชาชนไม่ได้เผลอเหมือนปี 2549 มีการจัดต้้งมวลชนเสื้อแดงเต็มที่แล้ว การต่อต้านจะตามมาในเวลาไม่นาน ไม่ต้องรอกลุ่มคนวันเสาร์ค่อยๆ ปลุกกระแสอีกแล้ว

ผมจึงเชื่อว่า การขู่รัฐประหาร เป็นแค่การบลั๊ฟ เพื่อไม่ให้ฝ่ายประชาชน/ทักษิณ รุกพวกเขามากเกินไปเท่านั้น

ซึ่งก็ได้ผลที่ทำให้รัฐบาลยอมถอยเรื่อง 112

เรียกว่าการบลั๊ฟครั้งนี้ได้ผลพอสมควร

แต่ จะได้ผลตลอดไปทุกเรื่องหรือไม่ขึ้นกับฝ่ายรัฐบาล ว่าโง่ขนาดไหน ตาขาวขนาดไหนด้วย และขึ้นกับคนเสื้อแดงจะสามารถกดดันรัฐบาลได้ขนาดไหนด้วย

ผม ว่ามันเกิดสมดุลย์ ขึ้นนิดหนึ่งคือ รัฐบาลกลัวรัฐประหาร แต่คนเสื้อแดงบางส่วนก็บีบ ทำให้เรื่อง 112 แม้ไม่เดินไปจนสุด แต่ก็สามารถรณรงค์ต่อไปได้ เรียกว่าเรืองนี้ยังไม่จบ

เรื่องแก้รัฐ ธรรมนูญน่าจะเดินไปได้ไม่ถูกต่อต้านหนัก เพราะเชื่อว่า พรรคเพื่อไทย/นปช. ยอมถอยได้แค่ 112 เท่านั้น แต่หากถอยเรื่องแก้ไข รธน. พรรคเพื่อไทยคงโดนสะกรำจากคนสนับสนุนเป็นแน่



"ปู"ครวญ"สตรี"โดนดูถูก-ข่มเหง ไม่เว้นแม้สาดโคลนการเมือง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

"ปู"ครวญ"สตรี"โดนดูถูก-ข่มเหง ไม่เว้นแม้สาดโคลนการเมือง
วอนให้เกียรติ-เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์




ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์
เวลา 09.30 น. เดินทางมายังตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
เพื่อเป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงนโยบายและแนวทาง
การดำเนินงาน “กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี”
ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์สวมเสื้อสูทสีชมพูและยิ้มแย้มแจ่มใส
โดยมีเครือข่ายสตรี 4 ภาค นำดอกกุหลาบสีแดงเข้าให้กำลังใจ
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์มีสีหน้าสดชื่นและกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินเข้าเปิดงาน


น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเปิดงานใจความสำคัญตอนหนึ่ง ว่า
ประชากรสตรีมีกว่าครึ่งของประชากรทั้งประเทศ
แต่สตรีมีศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ และความเป็นผู้นำ
และอยู่ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ
หรือแม้แต่ภาคการเมือง บทบาทสตรีไทยจึงไม่ด้อยกว่าชาติอื่น
ทั้งบทบาทแม่ของลูก ภรรยา และผู้นำ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยมายาวนาน


น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ปัญหาสตรีในปัจจุบันที่ต้องพัฒนา คือ
แม้เพศหญิงเป็นเพศที่มีความอดทนอดกลั้น
แม้การตัดสินใจทำอะไรลงไปของสตรีอาจตัดสินใจด้วยความยากลำบาก
แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้ว จะทำด้วยใจ และอดทนอดกลั้น
การให้เกียรติซึ่งกันและกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ
โดยเฉพาะความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ปัญหาความไม่เท่าเทียมทำให้สตรีตกเป็นเหยื่อความรุนแรง
ตามที่สังคมไทยมีค่านิยมให้สตรีเป็นช้างเท้าหลังเสมอ ไม่ว่าทางการเมืองก็ตาม

นอกจากนั้นก็ยังมีหลายๆ มุมมองที่ถูกมองสตรีในมุมที่เสียหาย
ก็เป็นที่น่าเศร้าใจ ถ้าคนไทยด้วยกันมองในมุม
ที่ดูถูกดูแคลนหรือข่มเหงน้ำใจหญิงไทยนั้น
เพื่อให้ได้ความได้เปรียบทั้งทางเพศ การงาน ส่วนตัวหรือแม้กระทั่งการเมือง
ก็ไม่อยากเห็นช่องว่างเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมไทย

อดเผื่อมันจะอายยอมให้ประกันเหยื่อ112ขยายวง

ที่มา Thai E-News

เมื่อ หญิงสูงวัย 2 คนกำลังจะทรมานตนเองเพื่อคนที่เธอรัก(สามี-ลูก)เพื่อสิทธิในการประกันตัวนัก โทษการเมืองทั้งหมด มันต้องมีสิ่งไม่ปรกติเกิดขึ้นแน่ๆ

8 โมงเช้าวันอาทิตย์ที่ 19 นี้ ภรรยาอากง และคุณแม่ของคุณสุรภักดิ์ จำเลยและผู้ต้องหาคดี 112 จะอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว ที่หน้าศาลอาญา รัชดา โดยในเช้าวันจันทร์จะยื่นประกันตัว หวังสังคมเห็นความสำคัญของ "สิทธิการประกันตัว"


เชิญทุกท่านที่เห็นด้วยมาเป็นกำลังใจหรือร่วมแสดงออก ขอให้สังคมเห็นความสำคัญของสิทธิการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญเองก็ให้ไว้









นายอภิวัฒน์ เกิดนอก อดีตผู้ต้องหาคดีประหลาดมาก "พกบัตร นปช" โดนจับขัง 1 ปี เขาจะมาโกนหัวอดอาหารด้วย

นายอภิวัฒน์ เกิดนอก ชาวนาจากจังหวัดขอนแก่น วัย 31ปี เป็นผู้ร่วมอดอาหารรายล่าสุด ที่ตั้งใจจะอดอาหารไปจนถึงวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ ร่วมกับนายฤทธิพงษ์ มหาเพชร ลูกศิษย์ของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่เริ่มอดอาหารมาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นายอภิวัฒน์ เคยต้องโทษในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเขาต้องการเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ที่สี่แยกราชประสงค์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋า และพบว่ามีบัตร นปช. จึงถูกจับกุมดำเนินคดี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 เขาบอกว่าต้องการอดอาหาร เพื่อเรียกร้องให้ศาลเมตตา ให้สิทธิการประกันตัวแก่นักโทษการเมืองทั้ง 67 คน

ด้านเวทีเสวนาสาธารณะ "วิกฤติสิทธิการประกันตัว คือวิกฤติสิทธิมนุษยชน คือวิกฤติความยุติธรรม" ซึ่งจัดโดยกลุ่มนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย และนักวิชาการ ต่างช่วยกันสะท้อนความไม่ยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมของไทย ซึ่งพบว่าหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 คนที่มีหน้ามีตาในสังคมและฐานะร่ำรวย มักจะมีสิทธิด้านต่างๆ มากกว่าคนยากคนจน จึงอยากให้เกิดการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทย เพื่อให้ยึดโยงกับภาคประชาชนมากขึ้น

ขณะที่นักสิทธิมนุษยชนมองว่า กระบวนการยุติธรรมของไทย ไม่ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนในการพิจารณาคดีเท่าที่ควร พร้อมย้ำว่าผู้ต้องหาทุกคนควรได้รับสิทธิการประกันตัว เพราะหากยังไม่มีคำพิพากษา ยังถือว่าผู้ต้องหารายนั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์

ผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้เห็นตรงกันว่า การอดอาหารในครั้งนี้ไม่ใช่การกดดันศาล เพราะเป็นเพียงการใช้สิทธิแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย แม้สุดท้ายศาลจะยืนยันไม่ให้สิทธิการประกันตัว แต่อย่างน้อยคนในสังคมก็น่าจะตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงมีการเรียกร้องสิทธิด้วยการอดอาหารเกิดขึ้น

ไชย วัฒน์ ตระการรัตน์สันติ นักกิจกรรมจากสมัชชาสังคมก้าวหน้า ผู้เข้าร่วมอดอาหาร เพื่อเรียกร้องสิทธิในการได้รับการประกันตัวของนักโทษการเมือง หน้าศาลอาญารัชดา ในอดีตไชยวัฒน์ เคยร่วมเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในขณะนั้นเขายังคงเป็นนักเรียนอยู่ ในเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ ไชยวัฒน์ ต้องถูกจับกุมคุมขังอยู่ถึง 3 สัปดาห์


อดอาหารภาค 2 ปล่อยตัว สุรชัย เเซ่ด่าน









บก.ลายจุดเยี่ยมฤทธิพงษ์ มหานาค ที่อดอาหารประท้วงต่อจากไท

หลังจากที่นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข เรียกร้องให้มีการยื่นประกันตัวบิดา คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ด้วยการอดอาหารครบ 112 วันในวันนี้ (16 ก.พ.54) กลายเป็นแบบอย่างในการเรียกร้องของนักอดอาหารคนที่ 2 คือ นายฤทธิพงษ์ มหาเพชร โดยมีจุดประสงค์เรียกร้องให้ย้ายนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องหาในคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 มาคุมขังที่เรือนจำพิเศษบางเขน ซึ่งคุมขังนักโทษคดีการเมือง

เครดิต:VoiceTV และเฟซบุ๊คbus Tewarit

Saturday, February 18, 2012

กรณีโฟร์ซีซั่น แก็งไอติมกับพวกคนเลว พยายามจะสร้างเป็นประเด็นให้ได้

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ก็ยังละเลงกันไม่จบกรณีโฟร์ซีชั่น ที่เราเห็นการเปิดเกมโดยนายเอกยุทธ์ นักโกงแชร์หนีคดี ตามมาด้วยแก็งค์ไอติมของพรรค ปชป. เอาไปพูดสองแง่สองแง่สองง่าม เพื่อสร้างกระแส ให้รังสิมา ตั้งกระทู้่ถามในสภา

แล้วพวกสื่อสายอำมาตย์ แบบผู้จัดการก็เอาไปขยายความต่อ เพื่อสร้างกระแส "ละเลง" ให้เละ ตามความถนัดของ พวก ปชป. และพวกคนชั่ว

พอ นักธุรกิจที่ไปพบนายกฯจริงที่โฟร์ซีชั่นออกมายอมรับว่าไปพบจริง แต่เป็นเป็นกลุ่ม ซึ่งก็คงไปคุยกับนักธุรกิจใหญ่ เพื่อฟังความเห็นแบบยุคนายกฯทักษิณทำที่นัดนักธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ เพื่อคุยฟังความเห็นในเรื่องการแก้ปัญหาต่าง ๆ แต่นายกฯทักษิณเป็นผู้ชาย ก็เลยไม่ถูกสร้างประเด็นแบบชูสาว คาวโลกีย์อะไรนี่

และผมเชื่อว่า นักธุรกิจใหญ่ ก็คงไม่อยากเปิดตัวให้ดัง ว่าเข้าไปคุยกับนายกฯ เพราะ "การเมืองแบบเลือกข้าง" มันส่งผลต่อธุรกิจชัดเจน แต่ปัญหาระดับชาติก็มี

ตอนนี้ ปชป. เบี่ยงประเด็นว่าจะสอบเรื่องเอื้อประโยชน์ต่อ นายเศรษฐาหรือไม่อีกแล้ว

เฮ้อ

พวก เขาใจร้อน ทุรนทุราย จะล้มรัฐบาลนี้ให้ได้ภายในครึ่งปี ก็สร้างประเด็นปั้นน้ำเป็นต้วขึ้นเอ่เอง เพราะความใจร้อน ปลาไม่กินเบ็ด ก็พยายามเอาเบ็ดไปเกี่ยวปากปลา บีบให้กินเบ็ดให้ได้

แต่เรื่องมันคาว โลกีย์ แบบไร้สาระมากเกินไป มันส่อถึงความต่ำทราบ ของแก๊งค์ไอติม ที่คบกับคนเลวแบบเอกยุทธ์ เพื่อเล่นงานคนอื่น มันชัดเกินไป

แกงค์ไอติม ปชป. นี้ก็ไม่ได้มีวุฒิภาวะทางการเมืองอะไรอยู่แล้ว
เล่นเกมตื้นๆ เก่งอยู่แล้ว แต่บังเอิญได้อำนาจในพรรค ปชป. กลายเป็นคนรอบกายนายมาร์ค
ก็เลยซ่า นึกว่าตัวเองแน่ก็เลยคุมทิศทาง พรรค ปชป.

พวกอาวุโสอย่างบัญญัติ และคนอื่นๆ เลยถอยไป เพราะเข้าไม่ถึงนายมาร์ค

แก็ง ค์ไอติม ปชป. ได้อำนาจ แต่ทำให้ ปชป. เสียอำนาจทางการเมือง เสียภาพพจน์นักต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยยุคเผด็จการทหารไปเสียหมดสิ้น กลายเป็นพรรคต่ำๆ แบบที่ ปชป. เคยเรียกพรรคมาร มาก่อน

Re:

โดย โรเบิร์ท อัมเตอร์ดัมส์_อามูโระ vs killer

นอกจากนี้ อีพวกสลิ่ม ณ เอาอยู่

ปั้นเรื่อง นำป้ายแขวนประตูเขียนโรงแรมเอาอยู่

รู้ไหม เค้ารับนำอะไรในความคิดของสลิ่ม

พวกคนไม่กี่คนในประเทศ เป็นภัยต่อประชาธิปไตยจริง ๆ

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

หากเกมยังเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าเสื้อเหลืองคงปลุกไม่ขึ้นแน่นอน

เพราะ ต่อให้ไม่ชอบ พรรคเพื่อไทย หรือทักษิณอย่างไร คนเสื้อเหลืองปกติทั่วไป เช่นในที่ทำงานผม เขาไม่ได้โง่อะไรกันมากมายนัก พวกเขาก็แค่ไม่ชอบทักษิณเท่านั้น แต่ไม่ได้พร้อมที่จะลุย เล่นนอกกติกา ไม่จบไม่สิ้น และสู้กันมา 5 ปี พวกเขาก็รู้แล้วว่าการเล่นนอกเกมมันไม่ชนะ ไม่นำไปสู่อะไรเลย

ก็เลยเงียบกัน แม้เลือกตั้งจะลงคะแนนให้ ปชป. ตามอุดมการณ์ของพวกเขา

แต่จะให้ลงไปเล่นเหมือนห้าปีก่อน มันไม่มีเงื่อนไขอะไรให้พวกเขาต้องออกไปแล้ว

ผม ลองทอดตามองภาพรวม สถานการณ์จะค่อยๆ กลับไปสู่ปกติ แต่ไม่ได้เร็ว เพราะพวกที่อยากวุ่นวายยังมีอยู่ แต่การปลุกมวลชนขนาดใหญ่จะไม่ขึ้นอีกแล้ว

คือยังมีฝ่ายอำมาตย์ที่เล่นเกม แต่มวลชนขนาดใหญ่จะไม่มี
จะเกณฑ์มาก็ได้สักสองสามร้อย แบบสลิ่ม แต่จะไม่มากไปกว่านี้

แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อเหลืองทั่วไปจะเป็นแดง
แต่พวกเขาเบื่อที่จะเล่นนอกกติกา มีเลือกตั้งก็ไปเลือกตามที่ตัวเองชอบ ไม่คิดอะไรมากแล้ว

พวกเขาจะไม่เป็นพวกเรา แต่จะไม่ออกมาลุยกับเราแน่นอน

พวกเหลืองกลางๆ จะเลิกสนใจการเมืองไปเลย แต่จะไปเลือกตั้งตามหน้าที่เท่านั้น
ทุกสังคม กราฟจะกระจายแบบ Normal Distribution พวกกลางๆ จะเยอะกว่าพวกสุดกู่

พวกตกขอบจริงๆ มีไม่เกิน 2.5% ในแต่ละด้าน

หรือว่าพระเจ้ากำลังลงโทษพรรคประชาวิบัติ...เพราะเป็นยุคตกต่ำสุดๆของพรรคนี้

ที่มา thaifreenews

โดย แดงใจดี

อาจถึงคราว วิบัติแล้ว มีแววใช่...
พรรคเก่าแก่ ของเมืองไทย มิใช่หรือ...
ที่ปู้ยี่ และปู้ยำ ทำกับมือ....
ให้เมืองไทย ซื่อบื้อ ล้าหลังลง...

อีกฝักใฝ่ เผด็จการ หมู่มารชั่ว...
ช่างไม่กลัว กรรมเวร เห็นลุ่มหลง...
ปล้นอำนาจ ประชาชน คนคดโกง...
อ้างจักรวงค์ มาล้มล้าง ทางเสรี...

อีกไม่นาน มันต้องไป ขึ้นศาลโลก...
เพราะนรก นั้นต้องการ มันคนนี้...
ที่สั่งฆ่า ประชาชน ร้อยชีวี...
เศร้าฤดี จึงเรียงร้อย ถ้อยคำกลอน...

ว่าพระเจ้า หรือผีนั้น พลันเจาะปาก...
พวกหมู่มารค์ ออกมาพล่าม ทำเห่าหอน...
โฟร์ซีซั่น นั้นหาเรื่อง เป็นขั้นตอน...
อยากถามย้อน พรรคแมงสาป ใจบาปจริง...

สร้างศัตรู ใครรู้เห็น เป็นไปทั่ว...
ทำพูดมั่ว มาเสียดสี ลูกผู้หญิง...
ใช่เพศแม่ ของมันไหม ไอ้หน้าลิง...
จะถูกทิ้ง ถูกโดดเดี่ยว ไม่เหลียวมอง....

ให้กลับตัว กลับใจ ใช่ทับถม...
จะตรอมตรม ช้ำหัวใจ ให้หม่นหมอง...
ถ้าไม่หยุด การใส่ร้าย หรือไม่ยอม....
จะตรมตรอม ตกต่ำ ทำตัวเอง....



จะทำยังไงให้พรรคนี้ถูกยุบได้ ผมละเบื่อพวกมันจริงๆไอ้พรรคประชาวิบัติเนี่ย 77