WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 21, 2012

ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ค แต่งงานแล้ว

ที่มา thaifreenews

 สุดเซอร์ไพรส์ Mark Zuckerberg  ประกาศแต่งงาน 

การประกาศงานแต่งงานฉลองงานแต่งมีขึ้นผ่านทางเฟสบุ๊ค
สุดเซอร์ไพร์ส หลังมีภาพหลุดผ่านชุมชนชาวอินเตอร์เน็ต
                                ต่างก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ 
                          บ้างก็ชม บ้างก็แซว บ้างก็อวยพร บ้างก็ขอให้
                                      เจ้าของเฟสบุ๊คแก้ปัญหาระบบ 
                            บ้างก็วิจารณ์ไปถึงราคาหุ้นของเฟสบุ๊ค นานาจิตตัง ^^ 

บทความ: อย่ากลัวไปเลย แค่เรื่องอากงกับจตุพร

ที่มา Thai E-News


อย่ากลัวไปเลย แค่เรื่องอากงกับจตุพร เป็นแค่เขาส่งสาส์นถึงเรา แต่ไม่กล้ายุบพรรคเพื่อไทยหรอกเพราะทำไปอำมาตย์ก็มีแต่พัง ไม่ได้อะไรเลย

โดย เสรีชนประชาไท
ที่มา ประชาทอล์ค
20 พฤษภาคม 2555

อำมาตย์ นิ่งแล้ว แต่ส่งสาส์นถึงเราว่า เขาจะไม่ทนต่อกระบวนการซ้ายจัด ล้มเจ้า หมิ่นเจ้า และไม่ยอมให้คนมีข้อหาล้มสถาบันอยู่อย่างเป็นสุขได้ ดังเช่น ศาลใช้อำนาจจัดการอากงถึงตายในคุก และล่อจตุพรจนหล่นจาก สส

เขาก็ทำได้แค่นั้น ทำอื่นไม่ได้ ทำเกินนี้ก็ไม่ได้ เขามีดีแค่นี้เองจริงๆ เพราะอย่าลืมอำนาจศาลใหญ่ แต่อำนาจนิติบัญญัติใหญ่กว่าศาล เรามีเสียงในสภามากมาย แก้รัฐธรรมนูญเมื่อไร ศาลก็ม่อยกระรอก อย่างมากเขาจะใช้เวทีริมถนนเพื่อคุ้มกันการลดอำนาจศาลอีก แต่ตานี้ ไม่ง่าย เพราะมวลชน กทม ที่เคยสนับสนุนอำมาตย์หงอย และไม่กล้าเสี่ยงลุยกับคนต่างจังหวัดอีก หลังเจ็บช้ำมาตลอด หากจราจลกันทีไรก็เกิดในกทม. กทม.พังก่อนต่างจังหวัด คำที่ว่า "ต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกทม.ล้มรัฐบาล" จึงใช้ไม่ได้ในยุคของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหาที่เกรงกันว่า จะยุบพรรคเพื่อไทยอีก ร้อยบาท เอาขนมครกฝาเดียว ไม่มีทางเกิดเลย ก่อนอื่น เราต้องคิดว่าอำมาตย์และหัวหน้าของมันผ่านการเมืองมามาก หากไม่มั่นใจในชัยชนะ เขาไม่บุ่มบ่ามลุยแน่นอน

ลองนึกภาพยุบพรรคเพื่อไทย ผลจะเกิดอะไรขึ้น กรรมการบริหารพรรคโดนโทษแบนการเมือง ใครโดนยิ่งรัก เฉลิม ณัฐวุฒิ เหวง จ่าประสิทธิ์ สุนัย สุชาติ พายัพ ไม่มีใครโดนแบนสักคน

รับไปเต็มๆ คือ หงอก ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ คนเดียวที่จะโดนแบนหากมีการยุบพรรค ถามว่า who cares Yongyuth?




สรุป หากเขายุบพรรคเที่ยวนี้ เราก็ไม่เสียอะไร สถานการณ์ต่างกับตอนยุบพลังประชาชนแบบหนังคนละม้วน เพราะตอนนั้นเกิดกบฎเนวินพา 30 ส.ส. ตีจากรังไปซบ ปชป. แต่ตอนนี้ มีใครจะทิ้งเพื่อไทย ไม่มีเลย มองไม่เห็นตัวงูเห่าภาคสองหากจะมีก็เห็นมีฉลอง เรี่ยวแรง คนเดียว ไปซบ ปชป. คนสองคนก็ไม่ทำให้ ปชป. เป็นรัฐบาลได้ และหากพรรคร่วมตีจาก ยังไง ก็ไม่ได้เสียงเอกภาพ ยังไง ปชป ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้เลย หากไม่มีงูเห่าในเพื่อไทยถึง 40 รายในงวดนี้

เมื่อไม่มีงูเห่า อำมาตย์จะสั่งศาลรัฐทำมะนวยยุบพรรคเพื่อไทยไปทำไม เขาจะได้ประโยชน์อะไร สั่งไป ก็ยิ่งทำให้มวลชนประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนทักษิณมากขึ้น ชิงชังกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น แล้วอำมาตย์ก็ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ดี

ก็แค่เกมส์ที่ ปชป. จะดิสเครดิตขู่จะฟ้องยุบเพื่อไทย ฟ้องไป ศาล รธน. ก็ไม่ยุบ เพราะยุบแล้ว ไม่ได้อะไร

มันจบแค่กันจตุพรไม่ให้ใช้ฝีปากกล้าในสภาเท่านั้น ซึ่งหากเพื่อไทยและ พ.ต.ท. ทักษิณจะสู้ก็เสนอ จตุพร เป็นรัฐมนตรีเลย เป็นการปรามอำมาตย์ไปในตัวว่า กูไม่ถอยให้มึงเว้ย จะใช้ตุลาการภิวัฒน์ถอนประกันจตุพรก็ทำไม่ได้ เพราะคนที่มีอำนาจสั่งถอนประกันต้องเสนอมาจากตำรวจ ไม่ใช่ศาล


หากเขาเร่งเกมส์เร็ว อำมาตย์ก็จบเร็ว ฝนกำลังตก อากาศร้อนกำลังคลาย มองยังไง เกมส์นี้อำมาตย์ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ รีบตั้งจตุพรเป็น มท 3 เทอญ ล้อเลียนและเย้ยใยไพกระบวนยุติธรรมจัญไรตอแหลแลนด์เหอะ !!!!!

โพลล์ไทยอีนิวส์: ความรู้สึกครบ 2 ปี 19พฤษภาฯ

ที่มา Thai E-News




ผลการสำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคม 2555 โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 2,431 ท่าน

โด่งอรรถชัยส่งแม้ว:จากนี้ไปไม่มีอะไรติดค้าง โชคดี

ที่มา Thai E-News





ถึง.....
จะ ไปบ่นไปทำไม ... เกรงใจเขามั่ง เขาถึงที่เขาแล้วจะให้เขาส่งจนถึงยอดเขาเลยเหรอ อย่าเลย เกรงใจ มาส่งแค่นี้ก็ดีแล้ว ใช่ว่า ไม่มีเขาแล้วเราจะเดินเองไม่ได้

ความจริงที่ผ่านมาเราก็รบกวนเขามากนะ ไม่มีพวกเขา เราคงจะยังโง่กับเมืองไทยไปอีกหลายชาติ

คงหลับไหลฝันร้ายไปอีกนาน

เอาน่า ...เขาจะปลุกเราขึ้นมาแล้ว จะขึ้นมาเพื่อใคร เพื่ออะไร ช่างมันเถอะ ว่าแต่ว่า เราตื่นแล้ว ....

ยักษ์อย่างเรา ขอแค่ปลุกเท่านั้นละ ที่เหลือ ...ไม่มีอะไรเหลือบากกว่าแรง ....
ขอบคุณนะ ที่ปลุก....เราตอบแทนที่คุณปลุกเราไปแล้วนะ ดูจะเกินราคาเสียด้วยซ้ำ ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก
จากนีไปไม่มีอะไรติดค้าง นะ โชคดี ...
จาก ยักษ์หลับ

จักรภพ เพ็ญแข: เขียนถึงคนรัก

ที่มา Thai E-News



20 พฤษภาคม 2555

โดย  จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา Democracy 100 percent


คอลัมน์ เขียนถึงคนรัก
นิตยสาร Red Power ฉบับที่ ๒๕
เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๕

มวลชนที่รัก

ผมได้รับคำชวนเชิญจาก Red Power ให้เขียนข้อความลงในหน้ากระดาษของท่านมาสักระยะหนึ่งแล้ว ถึงผมจะเป็นผู้อ่านระดับเหนียวแน่นของนิตยสารแห่งการต่อสู้ฉบับนี้มาตลอด ทั้งในชื่อนี้และชื่ออื่นๆ ผมก็ยังเฉยอยู่ เหตุที่เฉยก็มิใช่อวดดีหยิ่งยโส หรือคิดว่าตัววิเศษวิโสไม่เหมือนใคร แต่เป็นเพราะผมกำลังเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมืองไทยอย่างพินิจ พิจารณา ชั่วเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาบวกกับอีกไม่กี่ปีจากนี้ไป เมืองไทยได้ปรับตัวมามากและกำลังเปลี่ยนแปลงจนถึงรากถึงโคนในทางการเมือง ทั้งนี้เพราะสายสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าของบ้าน” กับ “ผู้อาศัย” ได้ถูกกระทบกระแทกจากสถานการณ์การเมืองจนแลเห็นพระไตรลักษณ์ นั่นคือความเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป มาปรากฏอยู่ตรงหน้า จึงเกิดแรงเหวี่ยงเป็นวงๆ ไปโดยรอบ เหมือนโยนหินก้อนใหญ่ลงในบ่อน้ำนิ่งจนเกิดระลอกคลื่น เราทุกชีวิตในหมู่มวลชนต่างได้รับผลกระทบจากระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง นี้ทั้งนั้น แม้คนที่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ปฏิเสธที่จะมีทัศนะทางการเมืองใดๆ หรือพวกค้าสงครามที่ได้รับผลประโยชน์เต็มฟายมือจากความขัดแย้งในทางการเมือง แห่งพุทธศักราชนี้ ล้วนได้รับผลกระทบจนชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไป มวลชนผู้มีสำนึกรับผิดชอบและติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างคนรู้ทันเสียอีก จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ดีกว่าคนที่ไหลตามน้ำอย่างเห็นแก่ ตัว

เมื่อถึงคราวเขียน ผมจึงขอเขียนความในใจมาในรูปจดหมายเปิดผนึกต่อมวลชนที่ผมรักและเคารพ ซึ่งก็จะได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองและอื่นๆ ตามควร โดยอาศัย Red Power เป็นพาหนะ เมื่อเป็นจดหมายและใช้ชื่อจริง ผมก็ต้องขอออกตัวล่วงหน้ากับทุกท่านว่าผมคงเขียนไม่ได้ตามใจทุกอย่าง เรื่องหยิกเล็บเจ็บเนื้อยังคงมีความสำคัญและจำเป็นต้องข่มเอาไว้ในใจเพื่อ อนาคตของขบวนการบ้าง แต่ทุกอย่างที่ตัดสินใจเขียนนั้นจะเป็นของจริงทั้งความคิดเห็นและข้อเท็จ จริง ผมตระหนักดีว่าอนาคตของชาติและของทุกชีวิตรวมทั้งของตัวผมเองขึ้นอยู่กับ มวลชน ถึงจะมีนายหน้าการเมืองแทรกเข้ามาทุกยุคสมัย   ทั้งนายหน้าผู้ใหญ่โตไปจนถึงคนระดับไส้ติ่งของนายหน้า แต่มวลชนจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเสมอ

จดหมายนี้เป็นฉบับแรก ผมขอใช้เวลาอธิบายความเกี่ยวกับตัวผมเองสักครั้ง เพื่อตอบคำถามหลายคนว่าผมหายไปไหน ทำอะไร มีความสุขทุกข์เป็นประการใด และกำหนดแนวทางในการต่อสู้ไว้อย่างไร ซึ่งล้วนเป็นคำถามของคนที่รักกันและมีความจริงใจต่ออนาคตของบ้านเมืองทั้ง สิ้น ฉบับต่อๆ ไปคงจะไม่มีลักษณะพร่ำพรรณนาเรื่องของตัวเองให้ท่านรู้สึกรำคาญ แต่คงจะแทรกอยู่กับบทวิเคราะห์วิจารณ์ต่างๆ ไปตามเพลง

นับถึงวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๕ ผมออกจากประเทศไทยมาครบสามปีแล้ว เหตุที่ออกมาก็เพราะมีสถานการณ์รุนแรงที่เราเรียกว่า “สงกรานต์เลือด” เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่มีวีรชนของเราล้มตายไปอย่างเงียบเชียบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริเวณรอบๆ สามเหลี่ยมดินแดง และไม่มีใครไว้อาลัยหรือคิดชดเชยอะไรให้จนกระทั่งบัดนี้ แต่ถึงจะบาดเจ็บล้มตายกันมาก การลี้ภัยในขณะนั้นดูจะไม่มีเหตุผลเท่าที่ควร แม้แกนนำที่เป็นเพื่อนกันอย่าง “คุณจตุพร พรหมพันธุ์” ซึ่งบัดนี้กลายเป็นรัฐมนตรีโดยไม่ต้องอาศัยพระบรมราชโองการ ก็ยังออกปากผ่านสื่อมาอย่างไม่เข้าใจว่า “จักรภพหนีทำไม” เหตุที่ผมตัดสินใจเช่นนั้นก็ชัดเจน เพราะการจัดตั้งกำลังของรัฐเมื่อคราวสงกรานต์ พ.ศ.๒๕๕๒ รวมทั้งกำลังเสริมอย่าง “เสื้อสีน้ำเงิน” เป็นไปเพื่อการบดขยี้มวลชนประชาธิปไตยอย่างนองเลือดทั้งสิ้น หากแกนนำ นปก. ในขณะนั้นไม่ประกาศสลายการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล การฆาตกรรมหมู่ ณ ใจกลางเมืองคงจะเกิดขึ้นที่นั่นก่อนคราวราชประสงค์ ถามต่อว่า เพราะกลัวการนองเลือดที่ว่านี้หรือจึงตัดสินใจเดินทางออกไป ก็ต้องตอบว่า ไม่ใช่ เหตุที่ออกไปเพราะได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า โอกาสในการรอมชอมตามวิถีประชาธิปไตยกับผู้ที่สั่งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ฯ มาฆ่าเราอย่างเป็นระบบนั้น ได้หมดสิ้นไปแล้ว หากผู้ที่ออกคำสั่งมีความเป็นประชาธิปไตยเจือปนอยู่บ้าง เขาคงจะได้สติจากการต่อสู้ของมวลชนด้วยหัวใจตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา และน่าจะตื่นจากหลับด้วยผลการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ แต่เมื่อได้เห็นการจัดตั้งกองกำลังฆ่าคนในคราวนั้น ผมก็รู้โดยประจักษ์แจ้งว่าเราต้องไปจัดตั้งแนวทางการต่อสู้ที่อยู่นอก พื้นที่อำนาจของเขา นี่คือเหตุผลที่ผมต้องวิจารณ์การกระทำต่างๆ ของพวกเราเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือการเชิญฝ่ายตรงข้ามขึ้นเวทีเพื่อแสดงอะไรก็ตาม

ทุกๆ ครั้งที่วิจารณ์ออกไปก็ดูเหมือนจะขัดใจแกนนำที่เป็นพรรคพวกกันทุกครั้ง จนต้องยกทีมออกมาโต้ตอบกันแรงๆ มวลชนบางส่วนก็พลอยไม่เข้าใจผม บางท่านก็ตัดพ้อต่อว่า บางท่านก็แสดงความผิดหวังหรือเสียใจที่เห็นเราทะเลาะกันเอง ความรู้สึกเช่นนี้เกิดอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่ผมอยากให้มวลชนทุกท่านทราบเถิดครับ คนที่ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยหัวใจจริงโดยไม่มีผลประโยชน์อื่นๆ เคลือบแฝง ไม่มีวันที่จะทะเลาะกันจริงหรอกครับ เรายังร่วมงานกันได้ในทุกเวลานาที อย่างที่เราเรียกกันติดปากว่า “พบกันเมื่อชาติต้องการ”

 คนที่ผมจะทะเลาะด้วยจริงและรู้สึกรังเกียจคือเหลือบทางการเมืองที่อาศัย มวลชนมาเป็นพรมเช็ดเท้าของตัวเอง เพื่อก้าวเข้าไปสู่ห้องอันสวยงามอัครฐาน ขณะเดียวกันก็กดหัวมวลชนเพื่อไม่ให้เติบโตทางความคิด อยากให้มวลชนอยู่ในสภาพเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและตามใจคนสั่ง ซึ่งเป็นเจตนาที่ไม่ต่างอะไรจากฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ที่มวลชนถือเป็นคู่ ต่อสู้เลย พวกที่น่ารังเกียจนอกจากนี้ คือพวกที่เล่นเกมการเมืองจนถึงขั้น “ฆ่า” คนในขบวนการเดียวกันเพื่อรักษาความเป็นนายหน้าค้าประชาธิปไตยแต่เพียงผู้ เดียวของตนเองเอาไว้ คนจำพวกนี้ต่างหากที่ผมขออยู่ห่าง ไม่ขอร่วมสังฆกรรมใดๆ ด้วย หากคนเหล่านี้ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผมก็จะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องต่อสู้ให้หมดสิ้นไปด้วย รวมความแล้ว การลี้ภัยในวันนั้นเกิดขึ้นเพราะผมตัดสินใจลุกขึ้นสู้อย่างเป็นระบบและหวัง ผลระยะยาวโดยร่วมมือกับมวลชนในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องจนบัดนี้ บางเรื่องก็ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ควรที่จะนำมาเล่าขานกัน

แต่ประสบการณ์สามปีของผมสอนผมว่า ปัญหาใหญ่มิได้อยู่ที่ฝ่ายตรงข้าม แต่อยู่ที่เซลล์มะเร็งในเนื้อตัวของขบวนประชาธิปไตยเอง ผมพยายามปฏิบัติภารกิจตามความตั้งใจมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลงหลักปักฐาน แต่แล้วผมก็รู้รสของ “พวกเรา” ที่มิใช่พวกเรา แทรกตัวเข้ามาเป็นผู้นำหรือผู้สนับสนุนที่มิได้มีแนวทางเปลี่ยนแปลงบ้าน เมืองตามอุดมการณ์เลย คนเหล่านี้ใช้ศิลปะในทางการเมืองที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเขามีคุณธรรมที่ต่ำกว่า ขับเคลื่อนมวลชนแบบเข้าเกียร์ว่างหรือถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ แทนที่จะถนอมและประคองขบวนประชาธิปไตยให้เดินหน้าไปตามธรรมชาติ และนำการจัดตั้งตามอุดมการณ์และมีระบบที่ดีเข้ามาเสริม ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าคนเหล่านี้เขาต้องการอะไร เหตุใดจึงไม่ต้องการประชาธิปไตยอันแท้จริงเหมือนพวกเรา สุดท้ายผมต้องตอบตัวเองว่า เขายังต้องการประชาธิปไตยแบบที่เขาควบคุมได้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มวลชนเข้ามาควบคุมและชี้นำเขา เขาเพียงต้องการให้กลุ่มพวกของตัวเองเข้ามาแทนกลุ่มเก่าที่เป็นเหลือบเบียด บังบ้านเมืองมาเนิ่นนาน โดยไม่ต้องการระบบการเมืองใหม่ใดๆ พูดง่ายๆ คือการ “ปฏิวัติ” ของคนเหล่านี้ คือการอาศัยกำลังมวลชนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากกลุ่มเก่ามาใส่มือของตน เท่านั้น เขาจึงต้องเข้ามาควบคุมขบวนพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อให้เคลื่อนไหวไปในทางที่ ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของเขาเสียตั้งแต่ต้น ผลคือการต่อสู้ของมวลชนหันเหออกจากแนวทางอันเหมาะสม จังหวะแห่งชัยชนะกลับล่าถอย จังหวะที่ต้องต่อสู้เพื่อมวลชนกลับรอมชอม และจังหวะที่ได้ครอบครองอำนาจรัฐก็กลับยกประโยชน์ให้จำเลย ทำให้มวลชนจำนวนมากที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า “ตาสว่าง” รู้สึกอึดอัดขัดใจขึ้นเป็นลำดับ และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังเดินไปทางไหนกัน สู่อิสรภาพหรือกลับเข้าคอกวัวคอกควาย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยรอบนี้แตกต่างจาก ประวัติศาสตร์มีหลายประการ โดยเฉพาะสองเรื่องหลักที่นักปฏิวัติตั้งแต่ ร.ศ.๑๓๐ เรื่อยมาได้แต่ฝัน นั่นคือ เทคโนโลยีการสื่อสารที่มอบอิสรภาพตามธรรมชาติกลับสู่คนแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ไม่กลัวเทคโนโลยีและวิ่งเข้าใส่ และการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับสากลหรือระดับโลก ที่ทำให้การต่อสู้ในประเทศไทยไม่โดดเดี่ยว ผมขอตราไว้ตรงนี้ในฐานะที่เป็นยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาชน

การเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารที่ทำให้ความเป็น “สื่อมวลชน” หรือ “mass media” ลดลงมาเป็น “การสื่อสารส่วนบุคคล” หรือ “personalized media” มากขึ้น ผู้คนสามารถใช้เครื่องมือเล็กๆ ในมือของตัวเองในการรับและส่งข้อมูลที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเขาได้เกือบ ตลอดเวลา ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอานุภาพของฝ่ายประชาธิปไตยไปโดยอัตโนมัติ วันนี้คนถวิลหา I-Phone, I-Pad, tablet และวันที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ก็จะมีอีกหลายชื่อจนจำกันไม่หวาดไหว ก็เพราะในส่วนลึกของจิตใจแล้ว คนแต่ละคนกระหายโอกาสที่จะหลุดพ้นออกไปจากกรอบที่คนอื่นขีดให้ใช้ชีวิต และเครื่องมือเหล่านี้กลายเป็นพาหนะชนิดใหม่ในการเดินทางสู่อิสรภาพที่ว่า นั้น ผมระลึกถึงด้วยความชื่นใจว่า การกดขี่ทางการเมืองในเมืองไทยได้ช่วยให้คนไทยวิ่งเข้าหาเทคโนโลยีมากขึ้น กี่คนล่ะครับที่ไม่กี่ปีก่อนยังไม่กล้าแตะคอมพิวเตอร์ แต่บัดนี้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญย่อมๆ ขึ้นมาแล้ว เข้าใจหมดทั้งโปรแกรมพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ใหม่ๆ เพราะความกระหายที่จะได้รับและส่งข้อมูลอย่างนักประชาธิปไตยนั่นเองที่เป็น เหตุ เว็บไซต์ที่มีมากมายเหลือคณานับ

โปรแกรมพูดคุยต่างๆ และกิจกรรมอีกมากหลายในโลกไซเบอร์ ได้ กลายเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงทางสังคมขั้นวิเศษอย่างชนิดที่เครื่องมือ เก่าๆ ต้องยอมศิโรราบ คนที่ส่งนวัตกรรมเหล่านี้มาสู่โลก เขาก็ทำเพื่อการค้าและผลประโยชน์เข้ากระเป๋าของเขาเองก็จริง แต่ขณะนี้ผลข้างเคียงของการนี้ทำให้โลกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ระบบการเมืองก็กำลังเปลี่ยนตาม เพราะตระหนักกันแล้วไม่มากก็น้อยว่า ไม่มีระบบการเมืองใดๆ อีกแล้วที่สามารถรับมือกับพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาถึงขนาดนี้ได้ ยกเว้นระบอบและระบบประชาธิปไตย หลายประเทศที่หมกมุ่นกับการ “ควบคุม” คือตรงข้ามกับการ “ปลดปล่อย” ซึ่งรวมถึงผู้มีอำนาจในเมืองไทยด้วย ก็เป็นการงัดข้อที่คนทั้งโลกกำลังจับตามองว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าจะประสบความล้มเหลว คนฉลาด (แกมโกง) เพียงไม่กี่คนในระบบรัฐแบบโบราณ จะมาสู้พลังมวลชนขนาดโลกทั้งโลกได้อย่างไร ต่อให้บางส่วนโง่เขลามืดทึบบ้าง เห็นแก่ตัวอย่างหนักชนิดเป็นภัยต่อโลกบ้าง หรือเป็นเผด็จการลึกอยู่ในขั้วหัวใจบ้าง จำนวนคนที่มีความสามารถโต้กลับย่อมมีมากกว่า และรวมถึงคุณภาพโดยรวมที่ย่อมจะสูงกว่าด้วย เทคโนโลยียุคนี้จึงเป็นธรรมชาติการต่อสู้ของมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีและมีฐาน คิดที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หล่นจากสวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนเลย แท้ที่จริงแล้ว อินเตอร์เน็ตคือความกระหายอย่างถึงแก่นของสัตว์สังคมที่จะสื่อสารกันด้วย เสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยมเท่านั้นเอง นับเป็นของขวัญของฝ่ายประชาธิปไตยโดยแท้

ไม่เฉพาะกัมพูชาเท่านั้น ที่ออกโรงสนับสนุนฝ่ายประชาชนของไทยอย่างเต็มอัตราศึก ชาติอื่นๆ ในย่านสุวรรณภูมิและอาเซียนส่วนใหญ่ล้วนมีบทบาทในทางบวกต่อเราทั้งสิ้น ต่างเพียงว่าบางประเทศท่านไม่ประสงค์จะออกนามเท่านั้นเอง วันหนึ่งผมคงมีโอกาสเล่าให้ท่านฟังว่าใครช่วยเหลืออะไรเราอย่างไรบ้างในราย ละเอียด ต้องขอโทษท่านว่าวันนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะเล่าได้โดยไม่กระทบกระเทือนต่อใคร ณ จุดนี้เองที่ผมก็เห็นอัศจรรย์ ประเทศเหล่านี้มีลักษณะพึ่งพา (inter-dependent) ไทยในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เท่าๆ กับที่เราก็พึ่งพาเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเราค่อยๆ ลดจากการพึ่งพิงหรือ dependent ลงโดยลำดับ ซึ่งทำให้เราคบกันอย่างคนที่มีวุฒิภาวะสูงขึ้น ไม่ต้องหน้าเนื้อใจเสือหรือมีลักษณะปลิ้นปล้อนตลบแตลงระหว่างกันเหมือนอดีต ผลจากความเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ผมพบเห็นสิ่งที่คาดไม่ถึง

ผมเคยคิดว่าผู้มีอำนาจไทยที่ไม่ใช่พวกเราในฝ่ายประชาธิปไตยเขาสามารถสนองตอบ ผลประโยชน์เหล่านี้ได้ดีกว่าเรา เพราะเขาปกครองมาเนิ่นนาน รู้วิธีกดปุ่มระดมทุนและทรัพยากรทุกชนิดได้ดีกว่าพวกมือใหม่หัดขับอย่างเรา มากนัก เหล่าเพื่อนบ้านน่าจะถูกดึงดูดให้ไปคบกับเขามากกว่าเรา  แต่การณ์กลับปรากฏว่า เขาเสนอตัวคบกับเรา โดยเหตุผลอันเรียบง่ายและเข้าใจได้ทันทีว่า ฝ่ายผู้กุมอำนาจเดิมของไทยเป็นต้นเหตุของความคิดหวาดระแวงในภูมิภาค การทรยศหักหลัง และความคิดที่นำมาสู่การดูถูกดูแคลนเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด เขารู้รสเหล่านี้มานานปี จนตัดสินใจชัดเจนแล้วว่าฝ่ายประชาชนด้วยกันเท่านั้นที่จะคบค้าสมาคมกันได้ โดยสนิทใจและบังเกิดผลดีในระยะยาว มีหลายตัวอย่างและหลายเหตุการณ์ที่ไม่ควรเล่าในวันนี้ ที่ยืนยันถึงแนวโน้มแห่งความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกและระดับภูมิภาคที่ทำให้ ฝ่ายอำนาจเดิมของไทยอยู่ในฐานะตั้งรับและเสียเปรียบ ถึงเราไม่ควรตั้งตนอยู่ในความประมาทเลยก็ตาม เราจะรู้สึกชื่นใจบ้างก็คงไม่ผิดอะไร

พี่น้องมวลชนที่รักครับ ผมจะเขียนจดหมายมาหาท่านเรื่อยๆ บางครั้งก็เล่าแนวคิดทางการเมืองบ้าง บางครั้งก็อาจเล่าเรื่องที่เป็นข้อมูลความรู้อื่นๆ บ้าง เพื่อให้รู้ว่าเรามีกันและกันเสมอไป

ฉบับแรกแปลกตรงไหนใครว่าแปลก
ก็เพียงเริ่มวันแรกเราสื่อสาร
ถึงเว้นว่างห่างเหินมาเนิ่นนาน
อุดมการณ์เดียวกันก็ทันที

คิดถึงกันอยู่เสมอเพราะเกลอเก่า
ครอบครัวเราก็ยังรักในศักดิ์ศรี
วีรชนยังอยู่ท่านรู้ดี
ถนนยาวสายนี้ว่าใครจริง

เขียนจดหมายมาเพราะตัวมาไม่ได้
เพราะเมืองไทยในวันนี้ผียังสิง
หากช่วยล้างสร้างน้ำมนต์บนความจริง
สาดจากหิ้งพระเก่าก็เบาใจ

ใครเล่าท่านมันจะไม่คิดถึงบ้าน
แต่เรื่องงานบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่
เพียงรู้ว่ามวลชนยังมีใจ
ก็สู้ไหวเพราะใจยอมพร้อมพลีตน...

ด้วยรักและเคารพ
จักรภพ เพ็ญแข

----------------------------------------------------------------------------------
ข่าวสั้นผ่านมือถือ ข่าวการเมือง, คนเสื้อแดง, นิติราษฎร์, พรรคเพื่อไทย, กิจกรรมเพื่อปชต. ฯลฯ สมัคร เข้าเมนูเขียนข้อความ พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์ 4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี14วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน

ยังไม่หายร้อน "ว่าด้วยบทกวีที่สำรากอย่างไร้รสนิยมฯ"

ที่มา Thai E-News



21 พฤษภาคม 2555
ที่มา จดหมายเปิดผนึกถึงบรรณาธิการฟ้าเดียวกัน: ว่าด้วยบทกวีที่สำรากอย่างไร้รสนิยมฯ
ความเดิม  วิวาทะร้อน:ว่าด้วยบทกวีที่สำรากอย่างไร้รสนิยม และ ปัญหาของกวี/ศิลปินรักชาติ



เรียน     บรรณาธิการฟ้าเดียวกัน
เรื่อง      ว่าด้วยบทกวีที่สำรากอย่างไร้รสนิยม และ ปัญหาของกวี/ศิลปินรักชาติ

จากการที่ท่านบรรณาธิการได้กรุณานำ “บทกลอน” – ส้นตีนแด่มหากวีผู้ยิ่งใหญ่ - ของผมไปตีพิมพ์ในวารสารฟ้าเดียวกันของท่าน และนำไปสู่วิวาทะในหลายหลายเรื่อง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนผมจึงต้องขออนุญาตชี้แจงท่าน ดังต่อไปนี้

๑. ผมได้เขียนบทกลอนชิ้นนี้ โดยมีหมายเหตุพ่วงท้ายเพื่ออธิบายความ โดยได้อ่านหมายเหตุก่อนอ่านบทกลอนในงาน “กลับสู่แสงสว่าง” ที่จัดโดยกลุ่มกวีราษฎร์ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคมที่ผ่านมา แต่หลงลืมมิได้นำตัวบทลงเขียนในบันทึกใน “เฟซบุ๊ค”  ของตัวเองเช่นเคย จึงขอนำลงในจดหมายฉบับนี้ด้วย ดังความในล้อมกรอบต่อไปนี้

 “หมายเหตุ
* ท่อนที่ว่า “มัวแต่อุดหูหัวอยู่ในห้อง” มาจากการพบเจอบทกวีและข้อความจำนวนมากที่มหากวีซี 8 ท่านหนึ่งเขียนด่าคนตายแล้วได้เจ็ดล้านเจ็ดในหน้ากระดานของตัวเองซึ่งจำกัด การมองเห็นแค่เพื่อนตัวที่มีอยู่พันกว่าคน โดยหลงลืมหรืออาจจะไร้สติไปว่าเพื่อนบางคนของเขาอาจจะแชร์แล้วตั้งค่า สาธารณะ เพียงแค่นั้นความมืดบอดของเขาก็ปรากฏสู่สายตาชาวโลก

เมื่อครั้งริแต่กลอน ไม่ใช่เพื่อจะเอาไปใช้จีบสาวแต่เห็นว่าการชมธรรมชาติอันสวยงามของโลกมนุษย์ นั้นใช้ร้อยแก้วรู้สึกไม่สมใจ และยึดติดในกมลสันดานมาตลอดว่าการเขียนบทกวีควรเขียนเรื่องสวยงาม ภาษาที่กลั่นเกลาอย่างสละสลวย คำศัพท์ที่ต้องแปลกลับไปมา และพยายามไม่เฉพาะเจาะจงในเรื่องอะไร โดยแสร้งบอกคนอ่านว่า “แล้วแต่ตีความ” เพื่อสร้าง “ความขลัง” ให้ตัวเองขึ้นมาสักนิดก็ยังดี

จนกระทั่งผมล้มที่รัชดาลัย จึงพบว่าบทกวีบางชิ้นที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับอวยเทวดา นางฟ้า หรือผู้มีบุญญาธิการ ด้วยภาษาชั้นสูง ใช้ขนบของร้อยกรองที่สามัญชนธรรมดายากที่จะเลียนแบบ กลับกลั่นออกมาจากสมองของคนที่จิตใจมืดดำ ไร้ความเป็นมนุษย์ อาจจะเพราะผู้ประพันธ์มัวแต่อวยสิ่งศักดิ์สิทธิ์จนตัวเองก็รู้สึกว่าสูงตาม สิ่งที่ตนยกยอไปด้วย จึงเห็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเป็นเพียงสัตว์ชั้นต่ำที่ต้องโบยตีหรือเข่นฆ่า ให้บรรลัย หากไม่ยอมศิโรราบหรืออยู่ในอาณัติ ซึ่งบทกวีแบบนั้นสำหรับผมแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่ “ส้นตีนชนิดหนึ่ง”
 
ภาพ "ตีนร้าวระบม" ถ่ายโดย ด.ญ.พันมายด์ ผักไหม

ผมจึงเห็นว่าการเขียนบทกวีถึงคนเหล่านั้นจึงควรใช้ภาษาชั้นต่ำ หยาบคายเพื่อเปิดเปลือยให้เห็นความไร้หัวจิตหัวใจของคนที่ไม่ใช่คนอีกต่อไป เพราะเขาคือ “มหากวี” ที่ไม่สามารถอ่าน “ภาษาคน” รู้เรื่องอีกต่อไป

ผมร่างตัวบทส่วนใหญ่ตอนเย็นย่ำวันเด็กปีนี้ บนรถเมล์สาย 89 จากเจริญนครถึงตลิ่งชัน และนั่งนึกเรื่อยเปื่อยต่อบนรถเมล์สาย 127 โชคดีที่บ้านอยู่ไกลพอที่จะทะลุบางคำเมื่อรถถึงบางบัวทองแล้ว

อย่างที่บอก หลังจากล้มที่รัชดาลัยผมเลยนึกถึงส้นตีนอยู่บ่อยบ่อย ยิ่งเพื่อนรุ่นพี่บอกกล่าวว่าจะพาไปแดกตีนที่ “ฟ้าสูง” หลังงานนิติราษฎร์ด้วยแล้วผมยิ่งกระตือรือร้นเป็นพิเศษ

ขอขอบคุณสัตว์ชั้นสูงสมองเลอเลิศที่ขยันหาเรื่องราวให้ผมเสาะหาส้นตีนให้พวกมันแดกได้อยู่เรื่อยเรื่อย.

พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
คืนวันเด็กปี 2555”

๒. การที่ศิริวอน แก้วกาน กวีซีรอง กล่าวถึงบทกลอนของผมในหน้า เฟซบุ๊คของศิริวอนเองว่า
 
Siriworn Kaewkan: จากสเตตัสนี้ อาจารย์ต้นหรือใครก็ได้ ช่วยอธิบายปรากฏการณ์(ผ่านมรณกรรมของผู้ประพันธ์)ที่ ไพวรินทร์ ขาวงาม เขียนบทกวี "เจ็ดล้านเจ็ด" และนักกลอนที่ชื่อพันธ์ศํกดิ์ ศรีเทพ เขียนตอบโต้(แบบสำรากไร้รสนิยม)ในบท "ส้นตีนแด่มหากวีผู้ยิ่งใหญ่" ที่ฟ้าเดียวกันเล่มใหม่เอามาลงคู่กัน) ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ-อิอิ อยากขอความรู้หลังสมัยใหม่บ้างน่ะครับ

ทำให้หลายคนเห็นว่า ความคิดเห็นดังกล่าวของศิริวอนเป็นการดูถูกและยกตนข่มผู้อื่นอย่างมาก แต่ผมกลับเห็นว่าความคิดเห็นของศิริวอนนั้นถูกต้องตามเจตนารมณ์ของผมดีอยู่ แล้ว ดังข้อความในล้อมกรอบที่ผมยกมาขีดเส้นใต้อีกครั้ง ดังนี้

จนกระทั่งผมล้มที่รัชดาลัย จึงพบว่าบทกวีบางชิ้นที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับอวยเทวดา นางฟ้า หรือผู้มีบุญญาธิการ ด้วยภาษาชั้นสูง ใช้ขนบของร้อยกรองที่สามัญชนธรรมดายากที่จะเลียนแบบ กลับกลั่นออกมาจากสมองของคนที่จิตใจมืดดำ ไร้ความเป็นมนุษย์ อาจจะเพราะผู้ประพันธ์มัวแต่อวยสิ่งศักดิ์สิทธิ์จนตัวเองก็รู้สึกว่าสูงตาม สิ่งที่ตนยกยอไปด้วย จึงเห็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเป็นเพียงสัตว์ชั้นต่ำที่ต้องโบยตีหรือเข่นฆ่า ให้บรรลัย หากไม่ยอมศิโรราบหรืออยู่ในอาณัติ ซึ่งบทกวีแบบนั้นสำหรับผมแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่ “ส้นตีนชนิดหนึ่ง”

ผมจึงเห็นว่าการเขียนบทกวีถึงคนเหล่านั้นจึงควรใช้ภาษาชั้นต่ำ หยาบคายเพื่อเปิดเปลือยให้เห็นความไร้หัวจิตหัวใจของคนที่ไม่ใช่คนอีกต่อไป เพราะเขาคือ “มหากวี” ที่ไม่สามารถอ่าน “ภาษาคน” รู้เรื่องอีกต่อไป

ส่วนการที่หลายคนเห็นว่าศิริวอนมีนิสัยเสียดังกล่าว ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นการเข้าใจผิดแต่อย่างใด เพราะแม้แต่เจ้าตัววิวาทะกับเพื่อนร่วมอาชีพ ก็ยังแสดงนิสัยเฉพาะตัวนั้นมาให้เห็น เช่น

Siriworn Kaewkan โอววววว แดงทั้งแผ่นดินจริงๆ จะบอกตรงนี้เลย ผมจะไม่ลดตัวคุยกับคุณ Fah อะไรนั่นแน่ๆ-อิอิ ผมไม่ชอบสูบบุหรี่แล้วมีควัน-อิอิ-เพราะคุณ Fah แกเขียนบทกวีมีสำนึกทางสังคมและชนชั้นมาตั้งแต่อยู่ "แผ่นดินหวาน"-อิอิ
April 5 at 12:51am · Like ·  1

Fah Na Ayudthaya ทำไมต้องไม่ลดตัวมาคุยกับฟ้าอะคะ อยู่สูงมากเหรอ
April 5 at 12:52am · Like ·  4

Siriworn Kaewkan ก็ไม่ลดตัวคุยแล้วไง-อิอิ
April 5 at 12:52am · Like ·  1

Fah Na Ayudthaya จริงๆ เราก็เคยชอบงานคุณศิริวรณ์นะคะ เคยพบกัยสมัยก่อน มันก็แค่คิดต่างกันในประเด็นบางอย่าง แปลกใจที่การมีความคิดเห็นต่างกัน มันต้องเป็นการลดตัว เลยเหรอ คุณวางตัวเองไว้สูงกว่าคนอื่นๆเสมอเหรอคะ
April 5 at 12:54am · Unlike ·  14

ดังนั้น การที่ผมกล่าวว่าแม้ข้อเขียนจะออกมาดีอย่างไร ก็เพียงแต่สำแดงทักษะที่ได้ฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเท่านั้น หาได้แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนมีทักษะในการใช้ชีวิต หรือมีความเป็นมนุษย์มากเพียงพอแต่อย่างใดไม่ แต่ที่ทำให้ผมตกใจมากกว่าคือแม้กระทั่งกวีซีไรท์ ระดับไพวรินทร์ ขาวงามยังกล้าขานรับคำของคนนิสัยอย่างศิริวอนไปใช้ด้วยคำกล่าวในวิวาทะกับ เกษียร เตชะพีระที่ว่า

ผมมิใช่คนฉลาดรอบรู้สูงส่งลึกล้ำหรอกครับ มิใช่อาจารย์ มิใช่นักวิชาการ มิใช่นักทฤษฎี มิใช่นักประวัติศาสตร์ แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองมีสามัญสำนึกในการรู้สึกนึกคิด กับเหตุการณ์ที่สัมผัสรับรู้ด้วยหัวใจ ไม่ต้องเสียเวลาน่าเศร้าน่าเสียดายอะไรกับผมหรอกครับ ถ้าจะกรุณาก็ลองไปอ่าน "ฟ้าเดียวกัน" ที่เขานำกลอนของผมไปเทียบเคียงกับคำสำรากไร้วัฒนธรรมนั้นบ้างเถอะครับ

ที่น่าขำ คือในขณะที่ไพวรินทร์ตอบเกษียรที่ดูเหมือนจะมีสถานะทางสังคม และ/หรือ อาชีพการงานสูงกว่า ฯลฯ ไพวรินทร์กลับออกตัวได้ “เยอะ” แต่ยังไม่วายแสดงความคิดเห็นเหยียดหยามผมที่มีสถานะทางสังคม และ/หรือ อาชีพการงานต่ำกว่าได้อย่างสบายใจในวรรคเดียวกัน (หากท่านบรรณาธิการลองเปลี่ยนข้อความนั้นเป็นคำของผมที่กล่าวกับไพวรินทร์ ผมว่าคงได้ความรู้สึกประหลาดประหลาดปนขำขื่นชอบกล)

ดังนั้น ความคิดเห็นของศิริวอน และอาการคล้อยตามของไพวรินทร์ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งและมีคุณค่าความเป็นมนุษย์มากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว จนเมื่อมีคนที่ทำท่าว่าจะมีสถานะเหนือกว่าเมื่อนั้นทั้งสองจึงจะยอมเจียม อยู่บ้าง ซึ่งผมก็ไม่เห็นว่าแปลกอะไรเพราะเป็นขนบส่วนใหญ่ของคนไทยอยู่แล้ว

เพราะ ฉะนั้นการที่เพื่อนหลายคน(ในเฟซบุ๊ค)ต้องการคำอธิบายจากศิริวอนหรือไพวริ นทร์ว่าอะไรคือ “คำสำรากไร้วัฒนธรรม” หรือ “แบบสำรากไร้รสนิยม” ผมกลับเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเพราะทั้งคู่ได้กรุณาแสดงตัวอย่างพฤติกรรมนั้น ให้ประจักษ์อยู่แล้ว

แต่เรื่องที่น่าประหลาดใจมากกว่าเห็นจะ เป็นการที่ผู้ที่ได้อ่านบทกวีของมหากวีซีไรท์แล้ว มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเนื้อหากันอย่างกว้างขวาง ส่วนเนื้อหาในบทกลอนของผมทั้งสองท่านกลับไม่หือไม่อือแต่อย่างใด เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะทั้งสองท่านนั้นเห็นว่าเนื้อหาผมถูกต้องตาม ที่แต่งไป จนไม่รู้จะแย้งอย่างไร หรือว่าทั้งสองท่านอ่านบทกลอนไม่แตกก็เป็นแน่ ตรงนี้เป็นเรื่องพ้นเกินสติปัญญาคนขับแท็กซี่อย่างผมที่ไม่อาจวินิจฉัยได้

ไม่ทราบท่านบรรณาธิการเคยได้ยินสำนวนไทยที่ว่า “นายว่าขี้ข้าพลอย” ไหมครับ แต่กรณีนี้ค่อนข้างจะผิดฝาผิดตัวสลับหัวหางกันเท่านั้นเอง


ด้วยความเคารพ

พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
บ้านบางบัวทอง
๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ปล. คราวหน้าหากจะนำบทกลอนของผมไปตีพิมพ์อีก รบกวนจ่ายค่าต้นฉบับจะขอบพระคุณอย่างสูง

ช็อตเด็ดวันนี้:ปูดองสนองทักษิณ

ที่มา Thai E-News

 


ที่มา:facebookของเผดิมชัย สะสมทรัพย์

Saturday, May 19, 2012

ใครเผา CTW

ที่มา Thai Free News

 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ประมาณบ่ายโมง ศอฉ.ออกแถลงการณ์ว่าได้เข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว ดูจากภาพใน VDO ก็จะเห็นว่ามีทหารยืนประจำตำแหน่งรอบๆ CTWแล้ว (นาทีที่ 4:18) เวลาบ่าย 4 โมงครึ่ง CTW จึงเริ่มถูกเผา และรถดับเพลิงถูกสกัดกั่นไม่ให้เข้าไป สรุป timeline บ่ายโมง ทหารเข้าคุมพื้นที่ได้หมดแล้ว บ่าย 4 โมง CTW ถูกเผา ....ใครเผาCTW

ทยอยมาแล้ว ราชประสงค์รำลึก 2 ปี 19 พ.ค. 2553 - 19 พ.ค. 2555 ความจริงยังไม่ปรากฎ

ที่มา Thai E-News



19 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

สำหรับคนอยู่แดนไกล ไปร่วมงานราชประสงค์รำลึก 2 ปี ไม่ได้ ไทยอีนิวส์ขอนำภาพจากชาวไซเบอร์มาฝากทุกท่าน



* * * * * ** * *
จาก  Red Intelligence
ขบวนมอร์ไซจากพัทย


หน้า CentralWord ตอนนี้    http://mypict.me/index.php?id=340016754 :Templetree
 กลุ่ทอเตอร์ไซค์แดงกับแดงทัพพระยา 55 หยุดแวะเติมพลังทานข้าวก่อนเดินทางต่อ ราชประสงค์ Ixora
Voice TV
14.30 น.เสื้อแดงขยายพื้นที่ชุมนุมขึ้นมาบนลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ กินพื้นที่กว่าครึ่งลาน @LyNGinG : Lilly
* * * * * ** * *
ปิดท้ายด้วยภาพจาก คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง
แยกราชประสงค์ปิดแล้ว คนเสื้อแดงเต็มพื้นที่

ความในใจของภรรยา คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข หลังศาลไม่ให้ประกันตัวเป็นครั้งที่ 10

ที่มา Thai E-News



19 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าว ไทยอีนิวส์
 การขอประกันตัวชั่วคราวครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 55 ก็ผ่านไปตามสายลมอีกครั้งหนึ่ง นับเป็บครั้งที่รู้สึกแย่และเห็นความอยุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง ใครว่าความอยุติธรรมไม่มีจริง?

การเตรียมคำร้องประกอบและหลักทรัพย์ในการยื่นประกันครั้งนี้แน่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้หยิบยืมสถานการณ์การเสียชีวิตของอากง เหตุผลในการประกอบคำร้องมีดังนี
1. มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำร้องเดิม คือการสืบพยานสิ้นสุดลง
2.จำเลยได้ถูกขังมานานพอสมควรแล้ว
3.จะไม่มีการตัดสินในระยะอันใกล้ ควรให้การประกันตัวเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
4.อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเดินทางมายื่นเงินสดและเซันประกันดัวยตัวเอง หลักทรัพย์เป็นที่เชื่อถือได้

หลังจากนี้คงไม่มีการยื่นประกันอีกต่อไป การต่อสู้จะยกระดับออกไปนอกระบบศาลแล้ว

* * * * * * * * *  

 

สมยศ พฤกษาเกษมสุข คือคนแรกๆ ที่ลุกมาต่อสู้เพื่อนักโทษการเมือง และเป็นคนแรกๆ ที่รณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112




ตาสว่างกว่าเดิม สมยศ 19/12/10

อิมพีเรียล ลาดพร้าว 


--------------

 ดูเพิ่มเติม