WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 26, 2012

A solemn reflection of May 19 bloody crackdown

ที่มา Thai E-News

 

คลิปการชุมนุมคนไทยในL.A.รำลึก 2 ปี 19 พฤษภา 53 และติดตามชม ภาพการชุมนุมคนไทยใน Los Angeles ย่าน Hollywood 19 พ.ค. 55





A solemn reflection of May 19 bloody crackdown


                                                          (Written by Dr. Pithaya Pookaman, former Thai Ambassador)   

ดร.พิทยา พุกกะมาน             As Thailand comes to a full two-year cycle of the bloody crackdown of pro-democracy protesters by armed security forces on the fateful day of May 19, 2010, all Thais who are imbued with the spirit of democracy and justice, Red Shirts and non-Red Shirts alike,  came together to commemorate the tragic event at the Rajprasong Intersection on Saturday, May 19, 2012.  This was not the occasion for rejoice or revelry.  But it is the occasion to reflect on the brutal crackdown ordered by the Abhisit government which had no legitimacy whatsoever to cling on to power.  Two years have passed, but the same group of people still entertains no shame or decency when it categorically denies or even justifies the cold-blooded murder of at least 91 innocent civilians whose only demand was a reinstatement of a democratic regime supported by the majority of the Thai people.  This people have made a mockery of democracy and the constitution which, ironically, was crafted to suit its own existence.  Backed by the military and fascist zealots, the regime in power at that time had indulged in murderous violence and cold-blooded impartially in the choice of victims.  This tyrannical trio, consisting of some elements of old-guard politicians, military, and elitists had no scruples in callously slaughtering innocent civilians in order to maintain a backward regimented society where the Thai people who were not deemed to be their own creed were brutally subjugated and gunned down with impunity.


            After the formation a democratically elected government of Prime Minister Yingluck Shinnawatra nearly a year ago, we are still witnessing a struggle against militarism and a certain form of fascism.  It is the struggle that pits civilization against savagery, the 21st century against medieval era, the forces of progress against the forces of backwardness, an enlightened governance against dictatorial regime, democracy against totalitarianism, and those who sanctify life against those who are trigger happy murderers.  The primitivism of the latter has no place in the 21st century society where the allure of freedom, democracy, liberty, and technological advances is too pervasive for all Thais not to embrace.  Ultimately, democracy, not modern day fascism, should win the day.  The democratic forces had won an election and a majority in the legislative branch, but the battle with the dictatorial forces is far from over.  



As Thailand approaches the crucial crossroad towards progress or degeneration, the challenge facing all Thais is how to prevent dictators and tyrants from seizing power again in our country.  All Thais have to rise to the call of democracy and take action against the dictators who took power by force in 2006 and subsequently stole an election in broad daylight and indiscriminately sprayed live bullets on pro-democracy protesters who died at the Rajprasong Intersection two years ago, choking in their own blood.  Will the Thai people and international community thwart these pernicious practitioners of mass murder?  It is prime time for all Thais to act in unison with at least a hundred thousands of freedom loving Thais who assembled at the Rajprasong Intersection on Saturday, May 19, 2012 to commemorate the brutal crackdown 2 years ago.

แอมเนสตี้ฯ เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก

ที่มา Thai E-News


25 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


 ที่มา ประชาไท

วันนี้เวลา 9.30 น. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2555 ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ โรงแรมรอยัล เบญจา ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก รายงานฉบับนี้ได้รวบรวมสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนตลอดปี 2554 โดยให้ทั้งภาพรวมของห้าภูมิภาคและข้อมูลของแต่ละประเทศจากทั้งหมด 155 ประเทศและดินแดน รายงานชี้ให้เห็นว่าการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งใน ทุกมุมโลก  สำหรับประเทศไทยมีหลายประเด็นที่น่าห่วงใยเช่น การขัดแย้งกันด้วยอาวุธภายในประเทศ การลอยนวลพ้นผิด เสรีภาพในการแสดงออก  ผู้ลี้ภัยและผู้อพยพเข้าเมือง และโทษประหารชีวิต

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (สากล) ซึ่งได้ดำเนินการให้การศึกษา สร้างความเข้าใจ และรณรงค์ในประเด็นสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนาน ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทยเรียกร้องให้รัฐให้ความสำคัญในการเคารพสิทธิมนุษย ชนและเห็นคุณค่าของทุกชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน  โดยแนะรัฐบาลไทยควรพิจารณาและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลดังนี้
  

กฎหมายด้านความมั่นคงในประเทศ

  •  ปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายฉุกเฉินที่ไม่สอดคล้องต่อพันธกรณีของประเทศไทยตาม กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายที่จำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพปลอดพ้นจากการควบคุมตัวโดยพลการ เสรีภาพในการแสดงความเห็น การรวมตัวและการชุมนุมโดยสงบ และเสรีภาพในการเดินทาง
  •   ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการและประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนจะได้ รับการนำตัวเข้าสู่การไต่สวนของคณะตุลาการอย่างเป็นอิสระโดยทันที โดยเป็นองค์คณะที่มีคุณสมบัติในการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัว บุคคล

 กฎหมายจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น

  • แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐาน ระหว่างประเทศ โดยให้ยกเลิกข้อบัญญัติที่อนุญาตให้บุคคลใดๆ สามารถฟ้องร้องบุคคลอื่นในข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ และให้ชะลอการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
  • ยุติการเซ็นเซอร์เว็บไซต์โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อคุ้มครองกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
  • ให้ยกเลิกข้อกล่าวหาใดๆ ที่มีต่อจีรนุช เปรมชัยพร บรรณาธิการข่าวออนไลน์สำหรับความเห็นที่มีผู้โพสต์ในเว็บบอร์ดที่เธอเป็นผู้ ดูแล และยกเลิกข้อกล่าวหาต่อบุคคลอื่นๆ ทั้งหมดที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพียงเพราะต้องการแสดงความเห็นของตนอย่างสงบและ สันติ

 โทษประหาร

  • กำหนดให้มีข้อตกลงยุติการประหารชีวิตโดยทันที โดยมีเจตจำนงที่จะยกเลิกโทษประหารในทางกฎหมายในท้ายที่สุด
  • ให้มีการเปลี่ยนการลงโทษประหารชีวิตมาเป็นการลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิต
  •  ให้ประเทศไทยให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Second Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights)

 การทรมานและการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้าย

  •  กำหนดข้อบัญญัติตามกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อบัญญัติในอนุสัญญาต่อ ต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะการกำหนดฐานความผิดด้านการทรมานอย่างชัดเจนตามนิยามที่กำหนดใน อนุสัญญา
  •  ให้สอบสวนรายงานการทรมานและการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้ายที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ทหารและบุคคลอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ 

การขัดแย้งกันด้วยอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

  • ดำเนินการสอบสวนโดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างไม่ลำเอียงกรณีการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณี โดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้อง และให้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมที่ได้ มาตรฐานสากลของความเป็นธรรม ไม่ให้สั่งลงโทษประหารชีวิต
  • ยุติการสนับสนุนและการให้เงินอุดหนุนการจัดซื้ออาวุธขนาดเล็ก และให้เข้มงวดต่อการบังคับใช้ระเบียบที่เกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืน
  • ให้มีการแก้ไขเนื้อหาของกฎอัยการศึกอย่างกว้างขวาง หรือให้ยกเลิกไป
  • ในการนำมาตรการฉุกเฉินมาใช้นั้น ให้ใช้ตามหลักกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้แก้ไขข้อบัญญัติในพรก.ฉุกเฉินฯ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายและมาตรฐานดังกล่าว รวมทั้งการแก้ไขมาตรา 17 ที่มีข้อยกเว้นไม่ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานในสภาพการณ์ทั่วไป
  • ประกันว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่างๆ และตามค่ายทหารสามารถเข้าถึงทนายความ ญาติพี่น้อง และได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม และมีการอนุญาตให้หน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระเข้าเยี่ยมสถานควบคุมตัว ทุกแห่ง
  • ให้หาทางสืบหาและแจ้งให้ทราบถึงที่อยู่ของทนายสมชาย นีลไพจิตรและบุคคลอื่นที่ถูกบังคับให้สูญหาย เพื่อประกันว่าจะมีการนำตัวผู้ที่รับผิดชอบต่อการสูญหายมาลงโทษ
  • ให้สัตยาบันรับรองต่ออนุสัญญาสากลว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และดำเนินการที่จำเป็นเพื่อบังคับใช้อนุสัญญาในระดับประเทศโดยทันทีหลังมี การให้สัตยาบัน

วิกฤตทางการเมือง

  •  ให้ประกันว่าจะมีการสอบสวนข้อร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้า หน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อย่างรอบด้านและอย่างเป็นอิสระ และให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และในระหว่างการสอบสวน ให้สั่งพักราชการบุคคลใด ๆ ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดดังกล่าว
  • ให้ประกันว่าผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและครอบครัวได้รับการเยียวยาช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ผู้ลี้ภัยและผู้เข้าเมือง

  •  ให้เคารพต่อหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) และประกันว่าจะไม่มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือบังคับให้เดินทางกลับไปยังประเทศหรือดินแดนกรณีที่มีความเสี่ยงว่าต้อง กลับไปเผชิญการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง โดยเฉพาะในประเทศพม่าหรือลาว
  •  ให้มีการสอบสวนกรณีการบังคับขับไล่ชาวโรฮิงญา และประกันว่ามีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และให้มีการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการบังคับขับไล่เช่น นี้อีกในอนาคต
  •  ให้เคารพต่อพันธกรณีที่ต้องอนุญาตให้ผู้แสวงหาที่พักพิงสามารถเข้าถึง กระบวนการแสวงหาที่พักพิงอย่างจริงจัง และให้ได้รับการติดต่อกับ UNHCR และประกันว่าบุคคลที่หลบหนีจากภัยคุกคามจะได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศ
  •  ให้ยุติการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยอย่างไม่มีเวลากำหนดและโดยพลการ และยุติการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยในสภาพที่แออัดเป็นเวลานาน
  •  ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย 1951 และพิธีสาร 1967 (1951 Convention Relating to the Status of Refugees and its 1967 Protocol)
  •  ให้ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ เกี่ยวข้องกับคนงานพลัดถิ่น เพื่อประกันว่าคนงานเหล่านี้ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมและได้รับผลตอบแทนที่ เท่าเทียมจากการทำงาน มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ มีโอกาสได้พักผ่อน ทำกิจกรรมสันทนาการ และมีการจำกัดชั่วโมงทำงานอย่างชอบด้วยเหตุผล
  •  ให้ยุติการละเมิดใดๆ ที่กระทำต่อคนงานพลัดถิ่น ทั้งการค้ามนุษย์และการรีดไถ

สองปี19พฤษภา53 ประชาชนต้องการอะไร?

ที่มา Thai E-News




โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา โลกวันนี้วันสุข
25 พฤษภาคม 2555


สารจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 นั้นชัดเจนคือ เป้าหมายการต่อสู้ของประชาชนได้บรรลุแล้วเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาล ภารกิจของประชาชนสิ้นสุดลงแล้ว นับแต่นี้ไป เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดำเนินการสร้างประชาธิปไตยด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แสวงหาความยุติธรรมให้แก่ประชาชนด้วยการชดเชยเยียวยาและ “การปรองดอง” ฉะนั้น ขอให้ประชาชนผู้สูญเสียยอม “เสียสละ แล้วลืมทุกอย่าง” ก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร “ได้กลับบ้าน” มีโอกาสเข้ามาผลักดันการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง

นัยหนึ่ง การต่อสู้ของประชาชนถึงเวลายุติแล้ว ให้แยกย้ายกันกลับบ้านได้ เพื่อรอเลือกตั้ง สสร. จากนี้ไปเป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย!

แน่นอนว่า นี่เป็นความรับรู้ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยส่วนข้างมากที่เห็นว่า ภารกิจประชาธิปไตยยังไม่บรรลุ การต่อสู้จะต้องดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด

การชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อรำลึกวาระครบรองสองปีการสังหารหมู่ประชาชนเมษายน-พฤษภาคม 2553 นับเป็นการรวมตัวของมวลชนคนเสี้อแดงครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ตลอดสองปีมานี้ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยยังคงเพิ่มจำนวนและเข้มแข็งขึ้น ด้วยอุดมการณ์ที่เหนียวแน่นมั่นคง

                หลังจากฝ่าห่ากระสุน ระเบิด แก๊สน้ำตา กองเลือด และการใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหาฉกรรจ์สารพัด ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้พัฒนายกระดับขึ้นจนกลายเป็นพลังการเมืองที่มี จิตสำนึกทางการเมืองและความเรียกร้องต้องการที่ชัดเจนแน่วแน่คือ ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงและบรรลุความเป็นธรรม ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานและฝ่าฟันความยากลำบากจะเพียงไหน

                ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่พวกเขาต้องการไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอม ไม่ใช่ประชาธิปไตยอุปถัมป์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มีข้อยกเว้นในวงเล็บ แต่เป็นประชาธิปไตยที่ปวงประชามหาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ซึ่งมติของประชาชนคือคำตอบสุดท้ายที่ไม่ขึ้นกับอำนาจเหนือโลกใด ๆ ที่ซึ่งแต่ละคนมีศักดิ์และสิทธิ์ทางการเมือง มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เท่าเทียมกัน

                ประชาธิปไตยที่พวกเขาเรียกร้องต้องการนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อนยุ่งยากหรืออุดมคติแต่อย่างใด มันคือประชาธิปไตยเสรีนิยมธรรมดา ๆ คือระบอบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ที่ซึ่งแต่ละคนอาจมีฐานะสังคม ยศศักดิ์ ยากดีมีจน การศึกษามากน้อยแตกต่างกันไป แต่เมื่อเข้าคูหาเลือกตั้ง ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ประชาธิปไตยหมายถึงชะตากรรมบ้านเมืองถูกกำหนดจาก “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” นี้ โดยที่อำนาจอธิปไตยทั้งสามคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ต้องมาจากคูหาเลือกตั้ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

                ประชาชนยังต้องการความเป็นธรรม ซึ่งในปริบทภาพรวมคือ ระบอบเศรษฐกิจสังคมที่ให้ทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนแบ่งในโภคทรัพย์และความเจริญของประเทศอย่างเป็นธรรม ภายใต้กฎกติกาบนหลักการพื้นฐานที่ว่า “ทุกคนเสมอกันเบี้องหน้ากฎหมาย”

แต่ความเป็นธรรมเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเรียกร้องต้องการในขณะนี้ก็คือ การให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายในวิกฤตการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งรวมถึงให้ความเป็นธรรมแก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ถูกโค่นล้มด้วยวิธีรัฐประหาร ถูกใส่ร้ายป้ายสี และซ้ำเติมด้วยคดีการเมืองต่าง ๆ รวมตลอดถึงผู้ถูกกระทำอื่นทั้งหมด และท้ายสุดคือ ความยุติธรรมจากรณีสังหารหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งประกอบด้วยการเปิดเผยความจริงทั้งหมดถึงผู้บงการ ผู้สั่งการ ผู้ลงมือกระทำ ผู้ถูกกระทำ ทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ สูญเสียทรัพย์และอื่น ๆ แล้วดำเนินการตามฐานานุรูปด้วยกระบวนการยุติธรรมและด้วยการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ในการต่อสู้ยืดเยื้อหลายปี มวลชนผู้รักประชาธิปไตยมีการพัฒนาเป็นขั้น ๆ จากประสบการณ์จริงที่ได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวด การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่สุดคือ การสังหารหมู่เมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งพวกเขาได้ยกระดับขึ้น จากมวลชนที่ร่ำร้อง แบมืออ้อนวอนขอประชาธิปไตย มาเป็นมวลชนรู้สำนึกที่มุ่งช่วงชิงประชาธิปไตยมาด้วยมือของตนเอง โดยไม่ชะเง้อหน้า หวังรอแต่ “ความกรุณาปราณีที่หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน”

ผลงานและชะตากรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นแรงบันดาลใจให้คนจำนวนมากตื่นตัวทางการเมือง ออกมาต่อสู้เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม แสวงหาความยุติธรรมให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และก็เพื่ออนาคตของตนเองและลูกหลานที่จะได้อยู่ในสังคมนี้เยี่ยงมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียม

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรบอกว่า ความสูญเสียที่ผ่านมาเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” ความขัดแย้งที่ผ่านมาเป็น “เรื่องไร้สาระ” และ “ปัญญาอ่อน” ประเทศควรก้าวไปข้างหน้า ถึงวันนี้ ประชาชนได้พายเรือส่งตนเอง “ถึงฝั่ง” แล้ว จากนี้ ตนเองจะไปขึ้นภูเขา ประชาชนจะแบกเรือขึ้นภูเขาตามมาอีกทำไม มีนัยว่า ประชาชนควร “ทิ้งเรือ” ได้แล้ว ให้ประชาชนยอมรับ “การปรองดอง” ให้ผู้สูญเสียยอม “เสียสละและลืมทุกอย่าง” เพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะได้ “กลับบ้าน” มาบริหารประเทศภายใต้ ระบอบจารีตนิยมต่อไป ทั้งหมดนี้เป็นความต้องการส่วนตัวของท่านเอง แต่ไม่ใช่ของขบวนประชาธิปไตย!

แต่สำหรับประชาชนที่ผ่านการต่อสู้ในหลายปีมานี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุมาจากการปกครองของพวกเผด็จการที่เหยียบย่ำกดขี่ ไม่ยอมรับในศักดิ์ศรีอันเท่าเทียมของประชาชน ปฏิเสธที่จะให้ประชาชนปกครองตนเองตามหนทางประชาธิปไตย ปัญหาไม่ใช่ความรับรู้ที่ต่างกัน ไม่ใช่ความบกพร่องทางสมองของใครบางคน แต่เป็นความขัดแย้งขั้นรากฐานว่า ใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงในสังคมไทย ระหว่างพวกเผด็จการหรือฝ่ายประชาชน!

ในการต่อสู้เพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมี “ผู้นำ” และ “แกนนำ” จำนวนหนึ่งพ่วงมาด้วย ผู้ร่วมทางเหล่านี้ได้เสียสละทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ สุ่มเสี่ยงชีวิต สถานะ ครอบครัว อาชีพของตนอย่างน่ายกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็คือหนึ่งในผู้ร่วมทางที่ถูกกระทำอยุติธรรมตลอดหลายปีมานี้ ผู้ร่วมทางเหล่านี้ได้สร้างคุณูปการแก่ประชาชนไว้มากมายอย่างมิอาจลืมเลือน

ส่วนคำประกาศยุติการต่อสู้ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและ “แผนการปรองดอง” ของรัฐบาลที่จะตามมานั้น จะมีผลสะเทือนทางลบต่อสถานะเกียรติภูมิของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ในสายตาของมวลชนสักเพียงใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ในที่สุด ประชาชนก็จะก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปได้ และเดินหน้าต่อไปด้วยสองขาของตนเอง ด้วยผู้นำและแกนนำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในหมู่พวกเขาเอง เติบใหญ่เป็นขบวนประชาธิปไตยที่เป็นอิสระ กล้าแข็ง และทรงพลัง นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้อย่างถึงราก บรรลุถึงประชาธิปไตยในที่สุด

เปรมการันตีให้แล้วรัฐบาลนี้คนดี พระสยามคุ้มครอง

ที่มา Thai E-News




ที่มา เว็บgo6TV

(วันที่ 25 พฤษภาคม 2555 go6TV) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวชื่นชมรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า เป็นกลุ่มคนดี หลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย" ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์

พล.อ.เปรม กล่าวเปิดงานว่า วันนี้นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกั
นและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเสนอการทุจริตเชิงนโยบาย พูดภาษาชาวบ้านคือ"การโกง" ท่านปานเทพมาช่วยกันคิดว่าจะมีมาตราการป้องกันทุจริตออกสู่สาธารณะชนอย่างเป็นทางการ
 

พล.อ.เปรม กล่าวว่า การโกงเป็นโรคร้ายแรง รักษาให้หายไปจากโลกนี้ไม่ได้ แม้ว่าสิงคโปร์จะมีการโกงน้อยที

่สุดในโลก แต่ก็ยังมีการโกง องค์กรที่จัดอันดับว่าประ เทศใดโกงมากหรือน้อย จัดประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 80 จาก 183 ประเทศทั่วโลก และอยู่ในอันดับ 10 จากประเทศในกลุ่มเอเชียด้วยกัน จึงไม่น่าเป็นที่พอใจของพวกเราเอง และผมมั่นใจว่า ถ้าพวกเราร่วมมือร่วมใจกันสามารถจะลดอันดับที่ขึ้นป้ายให้เราได้

ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ระบุ ปัญหาทุจริตเชิงนโยบายเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้ไขอย่างจริงจังและจริงใจ และปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายจะเกิดขึ้นหรือไม่ เกิดจากคณะรัฐมนตรีในฐานะผู้กำหนดนโยบาย แต่เชื่อว่าคณะรัฐมนตรีเป็นกลุ่มคนดี มีความรู้ สำนึกดี และต้องการทำงานเพื่อประเทศชาติ จึงไม่น่ามีปัญหา อีกทั้งเห็นว่า การแก้ปัญหาทุจริต หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังและจริงใจ

โดยทำให้ทุกคนตระหนักถึงผลที่เกิดจากการทุจริตคอรัปชั่น และร่วมมือกันปราบปราม ต้องชักนำคนดีเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง และผลักดันคนไม่ดีให้ออกไป จะทำให้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหมดไป ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนมีเจตนาดีมุ่งหวังที่จะให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า เพราะคนทุจริตคดโกง เปรียบเสมือนคนทรยศ หักหลังประเทศชาติ ที่สำคัญยังทำให้ถูกดูหมิ่นจากนานาชาติ และไม่คบค้าสมาคมด้วย
  
ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวอีกว่า ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเปรียบเสมือนโรคร้าย เชื่อว่าบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงขอให้พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองคนดี คนไม่โกง และขอให้สาปแช่งคนไม่ดีให้หมดไปจากสังคมไทย

"ผมขอเชิญคนดีมาพัฒนาชาติ คนไม่ดีให้ออกไปอยู่สังคมคนไม่ดี" พล.อ.เปรม กล่าว

*************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


ลับลวงคราง35นาทีที่สี่เสา:A deal has been done!

โดย แหล่งข่าวระดับสูง

ป๋า:เอ่อ ดูใกล้ๆนี่นู๋สวยกว่าที่ป๋าเคยเห็นแต่ทางจอทีวีนะ
ปู:แหมป๋าชมมากไปป่าวคะ อ่า ความจริง เราเพิ่งเจอกันแหม่บๆที่ทำเนียบนะคะ
ป๋า:นั่นสิ ป๋าก็เลือนๆ คนแก่ก็งี้แร๊ะนู๋เอ๊ย..แล้วลูกเต้นไม่มาเหรอ
ปู:เต้นไหนคะป๋า?
ป๋า:ก็ณัฐวุฒิหนะ..ลูกเต้น..
ปู:อ๋อ นัดวุด เค๊าบอกติดงานเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงนครค่ะ
ป๋า:อืมม..ลูกตู่ก็ไม่ว่างมาอีกคนหละซี้?!
ปู:ค่า ติดขึ้นศาลค่า
ป๋า:คดีอะไรเหรอลูกตู่หนะ
ปู:คดีบุกบ้านสี่เสาตอนปี51ค่า!
ป๋า:ลูกตู่เค๊าเป็นคนดี หวังดีกับบ้านเมือง พระสยามท่านคงไม่เอาตายเอาถึงคุกตะรางหรอก
ปู:กราบขอบพระคุณค่า ป๋าใจดีจัง เหมือนใครๆก็พูดกัน
ป๋า:พระสยามคงแค่ให้ศาลรัดทำนูนเอาหลุดส.ส. หึหึ
ปู:(หุบ!)
ป๋า:พี่ชายนู๋หละเป็นไงมั่ง สบายดีน้ะ
ปู:ค่า พีชายนู๋ฝากสวัสดีและขมาป๋ามาด้วยค่า ป๋าอภัยนะคะๆ นะค้ะป๋า
ป๋า:โถ!ป๋าไม่มีเรื่องโกรธเคืองพี่ชายนู๋เล้ย
ปู:ป๋าช่างเป็นผู้ใหญ่ใจดีมีเมตตาอะไรยังงี้ (ก้มกราบ)
ป๋า:น่าเห็นใจนะ เมียก็ทิ้ง เฮ้อ..
ปู:อ่า พี่ชายนู๋ก็แค่หย่าหลอกๆกับคุณหญิงอ่ะค่ะ แต่ยังไงก็กราบขอบพระคุณป๋าค่า
ป๋า:เห็นว่าเมียทิ้งไปอยู่เมกาไม่ใช่เหรอ? ลาวงการไปเลย
ปู:เอ๋ ก็ป่าวนี่คะ ก็ยังอยู่เมืองไทย โอ๊ก เอม อุ๊งอิ๊งอยู่ครบ
ป๋า:ลูกพายัพหนะ ข่าวว่าลูกสิเรียมทิ้ง หนูนี่ไม่รู้รัยเล้ย...เซี้ยว!
ปู:อ่า แคร่ะ..แหะๆน่าสงสารแคร่ะ คือว่าพี่ทักษิณฝากขมานะค่ะป๋า
ป๋า:กองไว้นั่นแหระ!
ปู:ป๋าใจร้ายยยอ่ะ..
ป๋า:ป่าว คือว่ากระเช้าผลไม้ที่หิ้วมาฝากหนะ บอกให้ทส.เค๊ากองไว้ตรงนั้นแหละ
ปู:ตกลงว่าป๋าให้อภัยพี่ชายนู๋นะคะ
ป๋า:พี่ชายคนไหนหละ พายัพหรือทักษิณ?
ป๋า:ก็ต้องพี่ทักษิณสิคะป๋าก็..
ป๋า:ก็ขึ้นกับพระสยามท่านหนะน้ะ ทำดีพระสยามก็คุ้มครอง ทำชั่วพระสยามก็ลงโทษ
ปู:แล้วตกลงเคสพี่ชายนู๋ พระสยามท่านจะออกแนวไหนคะป๋า..?
ป๋า:อันนี้ป๋าก็ไม่รู้นะ ช่วงนี้ร้อนเหลือเกิน พระสยามท่านไปพักร้อนไม่ได้เจอกันนานแร๊ะ
ปู:อ่า...มาวันนี้เลยไม่ได้เรื่องอะไรเลย
ป๋า:เอ้า ทำบ่น อย่างน้อยก็ได้เป็นข่าวแหละว่ามาปรองดองแล้ว จะอะไรอีก...
ปู:แล้วนู๋จะไปบอกนักข่าวที่รอหน้าบ้านว่าไงดีหละคะเนี่ย
ป๋า:บอกว่า..ป๋าฝากนู๋ให้ดูแลประเทศชาติ ห่วงใยใต้
ปู:ค่ะ ป๋า
ป๋า:บอกว่าป๋าชมนู๋ว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้ปูเป็นนายกฯ
ปู:จะดีหรอค้ะป๋า...?
ป๋า:ง่า ทำไมจะไม่ดี
ปู:ครือว่า มันคุ้นๆอ่ะค่ะ....
ป๋า:งั้นก็บอกนักข่าวว่า...
ปู:ว่าไงค้ะป๋า
ป๋า:กลับบ้านเถอะลูก
ปู:ขอบคุณค่า งั้นนู๋ไปนะค๊ะ
ป๋า:รีบไปจัง ว่าจะถามหน่อยทำงัยจะถ่ายรูปขึ้นแบบนู๋มั่ง เห็นลูกธีรยุทธเค๊าชม
ปู:มันหลอกด่าหรอกค่า..
ป๋า:งั้นไว้ว่างๆคุยกันคราวหน้า กลับบ้านเถอะลูก
ปู:ไม่ได้กลับบ้านค่ะป๋า จะไปราชประสงค์ต่ออ่ะค่า
ป๋า:ตกลงว่าจะไปรดน้ำกระดูกน้องเกดต่อ? หลังจากรดน้ำป๋าว่างั้น...เจริญ!
ปู:ป่าวค่า จะไปดูกระเป๋าแบรนด์ที่เกสรค่า เพิ่งมาคอลเล็กชั่นใหม่ไว้ออกแขกเมืองค่า
ป๋า:อ่อ เหรอ ฝากป๋าซักใบน้ะ นะๆๆน้ะ
ปู:ดูป๋าอย่างว้อนท์เลยค่า งั้นจะช็อปมาฝากใบนึงค่า
ป๋า:แหล่มเลย เพราะป๋ามีแค่ใบเดียวมานานแร๊ะ...
ปู:หรอคะ มัยมีแค่ใบเดียวอ่ะค้ะ?
ป๋า:คือเรื่องมันก็นานมาแล้ว อีกใบ เอ่อคือไข่ดันป๋าอีกใบอ่ะน้ะ...
ปู:อะไรนะคะdone ..ดัน?
ป๋า:ไข่ดัน...เซี้ยวหล่อนนี่!
ปู:ค่า ดันค่า
ป๋า:ไข่ดันป๋าใบนึงหนะ ม้าแม่งดีดใส่ แตกละเอียดสมัยเป็นทหารม้าตอนหนุ่มๆ...อูยยยย!
ปู:โถ!ถึงกับคราง น่าสงสารมว้ากอ่ะ โอ๋ๆๆๆงั้นจัดให้ค่า จะได้มีครบ2ใบกะเค๊าซะที
ป๋า:ขอบคุงค่า
ปู:ป๋าจะออกหญิงไปหน่อยแร๊ะนะค๊า คริคริๆ กราบสวัสดีค่า
ป๋า:ไหว้พระ ขอให้พระสยามคุ้มครองนะลูกน้ะ

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>


ที่หน้าบ้านสี่เสามีนักข่าวสี่แสนคนกรูเข้าสัมภาษณ์ (สมจิตต์7สีนำทีม)


สมจิตต์7สี:ทั่นนายกฯคุยกับป๋าเรื่องรัยอ่ะคะ
ปู:ท่านฝากให้ปูดูแลประเทศชาติ และห่วงใยใต้ค่า
สมจิตต์7สี:เห็นว่าคุยกันลับๆ35นาทีคุยอะไรเป็นพิเศษเหรอ มีเรื่องพี่ชายนายกฯมั้ย?
ปู:ค่า ท่านฝากถามข่าว และเป็นห่วงพี่ชายปูมากค่า บอกเห็นใจที่ต้องหย่ากับเมียค่า ซึ้งมากเลยค่า
นักข่าวฝรั่ง:A deal has been done?
ปู:ค่า ดัน ค่า..

Thursday, May 24, 2012

ตระกูลชินวัตรถวายที่ดินทุ่งมะขามหย่องให้ในหลวง

ที่มา Thai E-News



เมื่อ เวลา 16.45 น. วันที่ 23 พฤษภาคม ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดการเตรียมน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินซึ่งเป็นแปลงนา จำนวน 7 ไร่ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเคยเสด็จฯ ไปทรงเกี่ยวข้าว ในวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา ว่า ในรายละเอียดต่างๆ ขอให้การทูลเกล้าฯ ถวายโฉนดที่ดินดังกล่าวเรียบร้อยก่อน 


ทั้ง นี้ จะเป็นการทูลเกล้าฯ ถวายในนามของตระกูลชินวัตร ซึ่งที่นาแปลงนี้เป็นที่ประวัติศาสตร์ซึ่งเราอยากจะรักษาไว้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดจะเปิดเผยให้ทราบอีกครั้งหลังจากทูลเกล้าฯ ถวายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่อยู่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง

ปาฐกถา 7 ปีประชาไท - วรเจตน์ ภาคีรัตน์: สื่อคือปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน

ที่มา Thai E-News




Quote of the Day

การเซ็นเซอร์จากรัฐแม้จะน่ากลัวก็ยังน่ากลัวน้อยกว่าการที่สื่อจงใจ เซ็นเซอร์หรือจงใจไม่รายงานข่าวบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับทัศนคติของตัว ไม่ว่าจะด้วยความกลัวหรือด้วยอคติอย่างอื่น
ที่มา ประชาไท

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ปาฐกถาในโอกาสครบรอบ 7 ปี เว็บไซต์ประชาไท ระบุสื่อคือปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน หวังให้สื่อได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างไม่บิดเบือน ให้ข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมในการแสดงออกซึ่งอำนาจการเมืองของเขา
   
คลิปจากมติชนทีวี

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ระหว่างกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “สื่อ..และที่ทางของเสรีภาพในสังคมไทย?” ในโอกาสครบรอบ 7 ปีเว็บไซต์ประชาไท ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ เมื่อ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา (ที่มาของภาพ: ประชาไท) 
ประชาไท, 22 พ.ค. 55 - ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ปาฐกถาหัวข้อ “สื่อ..และที่ทางของเสรีภาพในสังคมไทย?” ในโอกาสครบรอบ 7 ปี เว็บไซต์ประชาไท 
โดยวรเจตน์เริ่ม ต้นกล่าวว่า ในปัจุจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมวลชนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบอบ ประชาธิปไตย เพราะสื่อนั้นนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน การที่สื่อสามารถรายงานและวิเคราะห์ข่าวอย่างเสรี เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดเสียไม่ได้ ในรัฐที่เป็นประชาธิปไตย และสื่อจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐสภาที่เป็นองค์กรของรัฐกับประชาชน สื่อจะทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออก การใช้อำนาจของรัฐ เปิดเผยการกระทำที่ไม่ถูกต้องของบรรดาบุคคลที่เข้าไปมีอำนาจในรัฐ ซึ่งใม่ใช่แค่นักการเมือง แต่รวมถึงหน่วยงานและสถาบันที่มีบทบททางการเมืองไม่ว่าโดยตรงหรืออ้อม ลับหรือเปิดเผย ภารกิจดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็โดยที่สื่อเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทั้งการเงินและการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ประเด็นสำคัญที่ ว่าการก่อตั้งเจตจำนงของประชาชนให้เป็นไปได้โดยอิสระ ต้องมีสื่อที่มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีความพร้อมในการแสดงออกซึ่งอำนาจการเมืองของเขา
ดังนั้น ไม่ใช่แค่ระดับการศึกษาที่แสดงออกที่จะเป็นปัจจัยสำคัญ หากแต่เป็นความหลากหลายในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ผมเห็นต่างกับความคิดที่ว่า สังคไทยไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตย เพราะสำนึกประชาธิปไตยต่างหากที่มีผล และการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายมีความสำคัญกว่าอย่างเทียบไมได้
ที่ผ่านมาสื่อ มวลชนได้ทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์ควรค่าแก่ความพอใจแล้วหรือไม่ ตลอดเวลาที่ผมได้สัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักรัฐประหาร คำตอบที่ได้คือสื่อมวลชนไทยยังไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างน่าพอใจ และเราอาจจะพบว่าสื่อมวลชนไทยมีปัญหาในการนำเสนอ ปัญหาในการควบคุมวิชาชีพสื่อ
วรเจตน์ได้ตั้ง คำถามถึงคุณค่าพื้นฐานของสื่อมวลชน โดยระบุว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยากให้สื่อมวลชนเป็นมืออาชีพ ไม่ต่างกับเวลาที่ฟังความเห็นของนักวิชาการที่ต้องการความเป็นมืออาชีพ แล้วความเป็นมืออาชีพอยู่ตรงไหน อย่างน้อยที่สุดต้องเสนอข้อเท็จจริงหรือความจริงก่อน เพราะถ้าไม่นำเสนอข้อเท็จจริงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้ว การที่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกต้องก็เป็นไปไม่ได้
“หลายปีที่ผ่าน มา ผมเป็นแหล่งข่าว ผมพบว่า หลายครั้งสื่อไม่แยกความเห็นกับข้อเท็จจริงที่ต้องการนำเสนอ สิ่งที่พิสูจน์ได้ดีก็คือตอนที่คณะนิติราษฏร์เสนอเรื่องการล้มล้างผลพวงการ รัฐประหารในรูปที่เป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งการแถลงข่าว พบว่าสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ยังไม่พูดถึงว่าเขามีความเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอนิติราษฎร์ เช่น การเสนอให้ล้มล้างผลพวงการรัฐประหาร บรรดาคดีความต่างๆ ทีเริ่มต้นขึ้นจากการตั้งเรื่องของ คตส. คดีเหล่านี้ เมื่อศาลพิพากษาไปแล้วให้มีการลบล่งคำพิพากษา แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ผมพบว่าสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งนำเสนอข้อเท็จจริงนี้ไปในแง่ที่ว่าคณะนิติราษฎร์ เสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเราเห็นได้ว่า เป็นคนละเรื่อง แค่ข้อเท็จจริงแค่นี้ยังไม่สามารถนำเสนอให้ตรงได้ เราจะคาดหวังว่าสื่อมวลชนจะแสดงบทบาทและใช้เสรีภาพให้ตรงตามหลักประชาธิปไตย ได้อย่างไร”
อีกประเด็นหนึ่ง การควบคุมกันเอง การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพไม่ได้หมายความว่าสื่อจะรายงาน ข่าวของตนไปตามที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นก็ได้ และเมื่อมีการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง ทำให้คนอื่นเสียหาย หรือนำไปสู่ความขัดแย้ง องค์กรที่ควบคุมวิชาชีพสื่อก็น่าจะมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ปัจจุบัน เราไม่สามารถควบคุมสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเราพูดถึงสิทธิเสรีภาพ เราไม่อาจจะเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างเดียว แต่ต้องเน้นเรื่องความรับผิดชอบด้วย
“ถ้าดูประวัติ ศาสตร์ เราพบว่าการเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ มีการเผาหนังสือ แต่ผมมีความเห็นว่าการเซ็นเซอร์จากรัฐแม้จะน่ากลัวก็ยังน่ากลัวน้อยกว่าการ ที่สื่อจงใจเซ็นเซอร์หรือจงใจไม่รายงานข่าวบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับ ทัศนคติของตัว ไม่ว่าจะด้วยความกลัวหรือด้วยอคติอย่างอื่น”
วรเจตน์กล่าวต่อ ไปว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา พบว่าสื่อมวลชนไม่ลังเลที่จะวิพากษ์วิจารณ์นักการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้าควบคุมการใช้อำนาจรัฐโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม
“แต่ผมเห็นว่าใน สังคมไทย การทำเท่านี้ยังไม่เพียงพอ ผมเห็นว่าสื่อมวลชนต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและข่าวสารของอำนาจที่ไม่ได้เปิด เผยโดยตรงหรือหลายคนไม่รู้สึกอยากไปแตะต้อง ผมกำลังพูดถึงการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และศาล นั้นหมายความว่าถ้าเราอยากจะเห็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนรอบด้าน ต้องกล้าหาญมากขึ้น และเสนอข่าวสารที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และศาล ได้มากขึ้น ถ้าไม่สามารถทำได้ การก่อตั้งเจตจำนงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยก็ไม่อาจจะเกิดได้อย่างครบ ถ้วน มีคุณภาพ และรอบด้าน”
ทั้งนี้ เมื่อมองไปรอบตัวเราพบว่ามีสื่อทางเลือกจำนวนมาก การเกิดขึ้นของสื่อจำนวนไม่น้อยที่เองที่ทำให้ในที่สุดสื่อกระแสหลักจะปรับ ตัวมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาก็พบว่าปรับตัวน้อยมากและตามไม่ทันสื่อมวลชนทางเลือกมากขึ้นๆ
วรเจตน์กล่าว ด้วยว่า สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับประชาไท เขาพบกับประชาไทตั้งแต่ปีแรกๆ ตั้งแต่ปี 2547 ช่วงแรกมีคนรู้จักน้อยมาก โดยสังเกตพบว่าคนที่อ่านข่าวหรือแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดส่วนหนึ่งเป็นบรรดา นักวิชาการต่างๆ แม้จะเสนอข่าวสารเอ็นจีโอหรือคนด้อยโอกาสทางสังคม แต่คนที่มารับข่าวสารมักเป็นคนที่มีการศึกษาพอสมควร ต่อมาก็เล่นข่าวในทางการเมืองมากขึ้น และทำให้ต้องแสดงจุดยืนทางการเมือง และพบว่าประชาไทมีโอกาสแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนหลังการรัฐประหาร ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่
“มีสื่อจำนวน น้อยมากที่กล้าจะยืนขึ้นบอกว่าการรัฐประหารไม่ถูกต้อง โดยไม่กลัวว่าการทำเช่นนั้นเป็นการเข้าข้างหรือรับใช้คณะรัฐบาลที่ถูกล้มไป นี่เป็นความประทับใจของผมต่อประชาไท ประเด็นที่ประชาไทเสนอนั้นหลายเรื่องเสนอก่อนสื่ออืนๆ เช่นการวาพกษ์วิจารณ์ตุลาการภิวัตน์”
อย่างไรก็ตาม วรเจตน์กล่าวว่าจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของประชาไทที่เป็นสื่อเล็กและมีคนติดตามไม่มาก แต่ต่อมาได้กลายเป็นสื่อทางเลือก เป็นกระแสหลักในกระแสรองไป และดำรงอยู่มาจนปัจจุบัน แต่หากถามว่าการเสนอข้อมูลข่าวสารของประชาไทครบถ้วนสมบูรณ์ขนาดที่ไม่ต้อง ปรับปรุงแล้วหรือไม่ เขาคิดว่าในแง่ของสื่อความสมบูรณ์คงไม่มี มีแต่พัฒนาการที่ต้องทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
วรเจตน์กล่าว ด้วยว่าเสียดายที่ประชาไทต้องปิดเว็บบอร์ดลง แต่ก็เข้าใจ ทั้งยังกล่าวว่า ประชาไทนั้นมาไกลมากแล้วในการนำเสนอด้านสถาบันกษัตริย์ และตุลาการ แต่ยังไม่ได้นำเสนอด้านกองทัพมากนักซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อจำกัดของนักข่าว
วรเจตน์กล่าว ทิ้งท้ายถึงสิ่งที่อยากเห็นจากประชาไทว่า อยากเห็นประชาไทนำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อเท็จจริงล้วนๆ เพราะสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์มากกว่านี้ คนที่ไม่เข้าใจก็จะเข้าใจมากขึ้น ถ้าประชาไทจะทำข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมือง ก็น่าจะทำในเชิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากขึ้น และอยากเห็นความหลากหลายในการตีความประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับบริบทการเมือง ไทยในปัจจุบันและคิดว่าประชาไทน่าจะเป็นสื่ออันดีในการนำเสนอได้
“ในมุมมองของนัก วิชาการคนหนึ่งที่ติดตามบทบาทของประชาไท อยากให้ประชาไทคงไว้ซึ่งบทความทางวิชาการ และอยากเห็นมุมมองทีต่างออกไปจากปัจจุบันมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาควรจะดำรงไว้ และไม่ต้องกังวลว่าจะไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคือการนำเสนอบทบรรณาธิการที่ เสนอจุดยืนของหลักประชาธิปไจตย ประชาไทจะเป็นด่านหน้าในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่อยู่บนความถูกต้องและ เป็นธรรม ในยามที่สื่อจำนวนมากละเลยต่อภารกิจนี้”
ตอนท้ายเขาได้ กล่าวขอขอบคุณจอน อึ๊งภากรณ์ ที่ได้ก่อตั้งประชาไทขึ้นมา และหวังว่าประชาไทจะอยู่คู่กับข้อมูลข่าสารและดึงตัวเองขึ้นไปเป็นสื่อมวล ชนกระแสหลักในอนาคต และคงจุดยืนในการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย นิติรัฐ และประเด็นที่สุ่มเสี่ยงแต่สำคัญในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน


“และหวังว่าใน อนาคต เมื่อประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาไทก็จะเป็นสื่อมวลชนที่โดดเด่นเป็นสง่าและเป็นแบบอย่างให้สื่อมวลชน อื่นๆ ของบ้านเรา” วรเจตน์กล่าวในที่สุด

********
-คลิปปาฐกถาดร.วรเจตน์  http://www.mediafire.com/?k3fcrywp317w6ld
-เสวนา “ประชาไท พื้นที่สื่อเพื่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น http://www.mediafire.com/?2axua08duncopnn

จับโกหก เด็กเลี้ยงแกะ ปิดเวปหนี หรือไฟดับเวปล้ม

ที่มา thaifreenews


ศิริโชค บอกเวปพรรคล่มเพราะมีการดับไฟที่พรรค มีเอกสารหลักฐานชัดเจนในการดับไฟ
แต่ถูกเซียน IT จับโกหกได้ คาหนังคาเขา 
เพราะ server ของพรรคไม่ได้ตั้งอยู่ที่ตึกพรรค แต่อยุ่ที่ KSC 
ด้านเทพไท ออกมาบอกว่า พรรคไม่ได้ปิดเวปเพื่อหนีการตรวจสอบ
โดน ThaiFreeNews ถามต่อ..แล้วทำไม ศิริโชค ต้องโกหกด้วยล่ะ
จนถึงเวลานี้ทาง เทพไท ยังไม่สามารถตอบกลับมาได้นะครับ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/05/55 ตกสวรรค์.....

ที่มา blablabla

โดย 

ภาพถ่ายของฉัน







 
การบินไทย..รักคุณเท่าฟ้า
ดั่งเทวดา ผินผก ตกสวรรค์
ตีหน้าเศร้า ท่าพิศวง ทำงงงัน
เวรและกรรม ตามทัน ขอฟันธง....


จะขัดแย้ง กับใคร ไม่อยากสน
รู้ตัวตน ถูกหรือผิด ใช่พิษสง
ฉากสุดท้าย จึงด้อยค่า ถลาลง
กลายเป็นหงส์ ปีกหัก ทิ่มปักดิน....


ก็บอร์ดไง..เห็นสมควร ชวนกันปลด
ใส้กี่ขด ได้เห็นแน่ แฉให้สิ้น
จะมีใคร ใส่ร้าย ป้ายมลทิน
หวังตีกิน แบบซ่อนเร้น เป็นดีดี....


เครื่องบินใหม่ ข่าวว่า มาเป็นฝูง
กลิ่นคละคลุ้ง จรัสฟ้า น่าบัดสี
จะเรื่องใด กันแน่ แฉมาที
กู้ศักดิ์ศรี เพื่อสืบสาน การบินไทย....


แม้นรักคุณ เท่าฟ้า มหาสมุทร
คนดีดุจ แสงทอง ยามผ่องใส
ส่วนคนชั่ว ต้องร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
รู้แก่ใจ ดีหรือชั่ว ถามตัวเอง....


๓ บลา / ๒๔ พ.ค.๕๕

สันติ ปรีดี

ที่มา Thai E-News






หนังสือ "สันติปรีดี"  (ประวัติปรีดี-พูนศุข  พนมยงค์) 

สารคดีเล่าเรื่องราวตั้งแต่บรรพบุรุษต้นตระกูล ของนายปรีดี  พนมยงค์ ลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ต่างๆ  มาจนถึงการจากไปของท่านผู้หญิงพูนศุข  พนมยงค์  

ให้ข้อมูลรายละเอียดหลายเรื่องที่ยังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ภายใต้ฝีมือเขียนของ
ชมัยภร  แสงกระจ่าง
นักเขียนระดับเเนวหน้าของไทย

มีจำหน่ายที่สถาบันปรีดี  พนมยงค์  แล้ว ราคาเล่มละ  ๒๒๐  บาท
สอบถาม โทรศัพท์  ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑

Pridi Banomyong Institute
65/1 Thonglor, Sukhumvit 55 Rd., Vadhana, Bangkok 10110 Thailand
Tel : (66) 2381-3860-1 Fax : (66) 2381-3859
website  :  www.pridiinstitute.com

จากปัญหาชายแดนใต้-การกระจายอำนาจ ความเป็นไปได้ของโมเดล'เชียงใหม่มหานคร'-'นครปัตตานี'

ที่มา Thai E-News



งานเสวนา "จากแบ่งแยกดินแดนถึงการกระจายอำนาจ ความเป็นไปได้ ณ ปัจจุบัน" เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ณ ร้าน Book Re:public



เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ปัตตานีฟอรั่ม(Patani Forum) ร่วมกับร้านหนังสือ Book Re:public จัดงานเวทีสาธารณะ "Patani Cafe @Chiangmai" เสวนาเรื่อง"จากแบ่งแยกดินแดนถึงการกระจายอำนาจ ความเป็นไปได้ ณ ปัจจุบัน"
 
นายดอน ปาทาน
นายดอน ปาทาน ผู้สื่อข่าวอาวุโส เดอะเนชั่น กล่าว ว่า หากลองมองอาเซียนโดยเอาเส้นแบ่งเขตแดนออก แล้วใช้วัฒนธรรม อัตลักษณ์เป็นอาณาเขต จะเห็นความเป็นอัตลักษณ์ข้ามพรมแดน ฉะนั้นเวลามอง 3 จังหวัดชายแดนใต้จึงไม่ควรมองเฉพาะส่วนที่อยู่ฝั่งไทย
"กบฏ" หรือ "ความรุนแรง"ในภาคใต้ เป็นเรื่องของการเจรจาต่อรองที่ยังไม่จบ ความรุนแรงเป็นบทสะท้อนของ "การทูตที่ล้มเหลว"
คน ทั่วไปมักจะมองไปไม่ถึงเนื้อหาของปัญหาชายแดนใต้ โดยมักจะมองว่า คนสอนศาสนาอิสลามผิด เป็นโจร หลงศาสนาตัวเอง สำหรับตนคิดว่าปัญหาชายแดนใต้อยู่ที่ปัญหาอัตลักษณ์ของความเป็นไทยกับอัต ลักษณ์ของมาลายูมันชนกัน ไม่สามารถไปด้วยกันได้ "เรื่องเล่า"ทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ไปด้วยกัน ถ้าหาจุดต่อรองไม่ได้ความรุนแรงนี้ก็ไม่หยุด เพราะผู้ก่อความรุนแรงก็ใช้จิตวิญญาณของอัตลักษณ์และเรื่องเล่าที่ต่างกันใน การสร้างรุ่นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ได้ใช้ศาสนาสร้าง
มี หลายเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ข้อหนึ่ง คือ หลายคนมักจะมองว่าเป็นเรื่องศาสนามุสลิมตีกับศาสนาพุทธ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเรื่องของชาติพันธุ์และชาตินิยม
อีก เรื่องหนึ่งคือคิดที่ว่าความรุนแรงเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2004 ซึ่งถ้าย้อนดูแล้วจะเห็นว่า กลุ่มกบฏที่จับอาวุธขึ้นมาอย่างปูโร บีอาร์เอ็น บีอาร์พีพี เริ่มมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 60 ซึ่งตนอยากให้นักวิชาการย้อนดูเหมือนกันว่าตอนกลายเป็นรัฐไทยใหม่ทำไมอยู่ กันได้ถึง 60 ปี เขามีกระบวนการเจรจาต่อรองกันอย่างไร
เรื่อง ต่อมา คือ มักจะคิดว่าเด็กวัยรุ่นติดยา หลงศาสนา รวมถึงมักมองว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการเดียวกัน มีผู้นำและองค์กรชัดเจน ซึ่งตนเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ มีกลุ่มรุ่นเก่าที่วางอาวุธในช่วง "ใต้ร่มเย็น" แล้วไม่ได้จับอีกเลยก็มี มีบางกลุ่มที่ไปอยู่ต่างประเทศแล้วพยายามติดต่อกับนักรบในพื้นที่และรัฐบาล เพื่อทำกระบวนการสันติภาพก็มี
อีก เรื่อง คือ คนทั่วไปมักคิดว่า คนจาก 3 จังหวัด 4 อำเภอชายแดนใต้อยากจะแยกประเทศไปอยู่กับมาเลเซีย ซึ่งไม่ใช่เลย คนสามจังหวัดยอมที่จะอยู่กับรัฐไทยแต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของเขา ไม่ใช่บนเงื่อนไขของกรุงเทพฯ คือ มีอัตลักษณ์ มีเรื่องเล่ามีฮีโร่ที่เป็นของเขา
อีก ประเด็นที่มักเข้าใจผิดกัน คือ พวกกลุ่มนักรบผลิตโดยปอเนาะห์ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งก็ไม่จริง เท่าที่ตนได้ตระเวนไปตามหมู่บ้าน ร้านน้ำชาคึกคักกว่าปอเนาะห์อีก ซึ่งแน่นอนว่ามีเด็กจากปอเนาะห์เข้าร่วม แต่ก็จะเป็นกลุ่มเล็กๆหลายกลุ่ม มาหลายที่
ใน ทางสาธารณะรัฐบาลมักจะอ้างว่าไม่คุยหรือเจรจาต่อรองกับกลุ่มพวกนี้ แต่ความจริงแล้วตั้งแต่ปี 1980 มีการบินไปคุยกันที่ต่างประเทศตลอด แล้วเรื่องก็เงียบหายไปเกือบสิบปี พอปี 2004 ก็ปะทุขึ้นมาอีก ปี 2005 มีการคุยที่ลังกาวีโดยนายกฯต่างประเทศมาเลเซียจัดให้ คุณอานันท์(ปัญญารชุน)ไปรับข้อเสนอแต่ก็ไม่เกิดอะไรเพราะ รัฐบาลสมัยทักษิณมั่ววุ่นอยู่กับการเมืองในประเทศ มีการเจรจาต่อรองตลอดแต่ไม่สำเร็จเพราะพยายามจะต่อรองครั้งเดียวให้จบ ซึ่งตนคิดว่าการต่อรองไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลอย่าง ทักษิณ หัวหน้าผู้ก่อความรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับสังคม เวลาต่อรอง ต้องต่อรองกับสังคม ต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนกับเป็นเจ้าของประเทศ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนเป็นเมืองขึ้น มีทหาร 30,000 กว่าคน มีเจ้าหน้าที่ที่ติดอาวุธอีก 30,000 กว่าคน อยู่ในเมือง
หลาย คนมักเสนอ "เขตปกครองพิเศษ" เพื่อเป็นทางออกของปัญหา3จังหวัดชายแดนใต้ แต่ถ้าเราดูการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทุกพรรค ยกเว้นประชาธิปัตย์ชูนโยบาย "นครปัตตานี" แต่ก็ไม่มีใครได้เก้าอี้ เพราะหลังจากกรณีตากใบ พิสูจน์แล้วว่าระบบสภานั้นล้มเหลว ฉะนั้นการจะแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ที่ออกไปจากกรอบนี้ จะหวังพึ่งเพียงแค่ ศอบต. ไม่ได้ เพราะทำตามแต่ระบบราชการ
"เขต ปกครองพิเศษอาจจะดีก็ได้ แต่ผมยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมเคยสัมภาษณ์กบฏบีอาร์เอ็นที่ต่างประเทศ เขาตอบว่า ไม่รู้ว่าเขตปกครองพิเศษหมายความว่าอะไร ปัญหาของเรามันเป็นเรื่องศักดิ์ศรี และ Space(พื้นที่-ประชา ธรรม) มีถนนของเราไหม มีชื่อผู้นำของพวกเราไหม ชื่อหมู่บ้านบางหมู่บ้านก็เปลี่ยนชื่อเป็นไทย...คือเขาไม่มีส่วนร่วม ไม่มีความเป็นเจ้าของ"
 
นายชำนาญ จันทร์เรือง
นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ กล่าว ว่า เชียงใหม่มีประวัติศาสตร์ไม่ต่างจากที่ปัตตานี แนวคิดการจัดการตนเองมีมานานแล้วหลายสิบปี แต่สิ่งที่เป็นตัวเร่งให้เกิดร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครฯคือสถานการณ์การ เมืองเหลือง-แดงในช่วงที่อภิสิทธิ์เป็นนายก เนื่องจากเมื่อนายกฯจะลงพื้นที่ก็มีม๊อบมาต้านตลอด คนที่เดือดร้อนก็คือคนเชียงใหม่ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงที่ไม่ประกอบ ธุรกิจไม่ได้ จึงนำมาสู่การคุยกันของคนเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง (แต่กลุ่มที่ฮาร์ดคอก็ปฏิเสธที่จะคุย) ซึ่งประเด็นตรงกัน คือ การรวมศูนย์อำนาจปัญหาที่ทำให้เราแก้ไขปัญหาของเราไม่ได้ ก็เลยมีการจัดเวทีพูดคุย จนนำมาสู่การร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร
หลัก การส่วนใหญ่ของพ.ร.บ.ฉบับนี้รับมาจากญี่ปุ่น และกรุงเทพมหานคร แต่มันแตกต่างจากที่อื่นโดยมีหลักสำคัญอยู่ 4 ข้อ คือ หนึ่ง ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค เหลือแต่ราชการส่วนกลางและท้องถิ่นเต็มพื้นที่ ไม่ใช่ไข่แดงแบบพัทยา แบ่งเป็นสองระดับ ข้างบนกับข้างล่าง ข้างบนเรียกว่า "เชียงใหม่มหานคร" ข้างล่างเรียกเทศบาล(อบต.เปลี่ยนเป็นเทศบาลหมด)โดยแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าให้เชียงใหม่มหานครเป็นผู้บังคับบัญชาของเทศบาล ระดับเชียงใหม่มหานคร หัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า "ผู้ว่าราชการเชียงใหม่มหานคร" ในส่วนของฝ่ายบริหารจะทำทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข แต่จะไม่ยุ่งอยู่ 4 เรื่อง คือ การทหาร การต่างประเทศ ระบบเงินตรา การศาล
สอง มีสภาพลเมือง เพื่ออุดช่องว่างจุดอ่อนระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เช่นการซื้อเสียง ขายเสียง การฮั้วกัน โดยมีตัวแทนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ทำหน้าที่ในการตรวจสอบติดตามเพื่อถ่วงดุลอำนาจการบริหาร แต่ไม่มีหน้าที่ในการตัดสินเพราะมีองค์กรปปช.และศาลอยู่แล้ว
สาม รายได้ภาษีอากรทั้งหลายจากที่เคยจัดสรรมาเป็นงบประมาณเชียงใหม่ ประมาณร้อยละ 25 เปลี่ยนใหม่เป็นรายได้ทั้งหมดร้อยละ 70 ให้ท้องถิ่น อีกร้อยละ 30 เก็บเข้าส่วนกลาง โดยให้ท้องถิ่นเป็นคนเก็บ
อีก อันหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักแต่ทุกคนใฝ่ฝันอยากให้เกิดขึ้น คือ ตำรวจขึ้นอยู่กับท้องถิ่น จะมีองค์กรดีเอสไอก็ไม่มีปัญหา แต่จุดประสงค์หลัก คือ แก้ไขปัญหาตำรวจคนเดียว ดูแล ตำรวจทั้งประเทศ 2-3 แสนคน
หลัง จากยุบส่วนภูมิภาคแล้ว ข้าราชการส่วนภูมิภาคสามารถเลือกได้ว่า จะกลับไปอยู่ส่วนกลางโดยสังกัดกระทรวง ทบวงกรม หรืออยู่กับท้องถิ่นโดยขึ้นกับผู้ว่าฯ
ส่วนกำนัน ผู้ใหญ่ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ปรับบทบาทเป็นฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นหัวหน้าฝ่ายตำรวจ
"ผม ตอบแทนไม่ได้ว่า (แนวคิดเรื่องการจัดการตนเอง) เหมาะหรือไม่เหมาะกับพื้นที่สามจังหวัด แต่โดยธรรมชาติของคนไม่ว่าชาติไหน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการจัดการชีวิตตนเองในระดับหนึ่งต้องมี หลักร่วมกันต้องมี แต่ผมคิดว่าถ้ารวมกัน 3 จังหวัด ฝ่ายทหารคงระแวง โอกาสต้านคงเยอะ แต่ถ้าใช้จังหวัดเป็นฐานแบบของเชียงใหม่ โอกาสจะเกิด จะง่ายกว่า"