WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 29, 2012

แฟนๆ 'The Lady - ออง ซาน ซูจี' เตรียมเฮ - เธอจะมาไทย 30 พค. - 1 มิ.ย.

ที่มา Thai E-News


29 พฤษภาคม 2555
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์





ประเทศไทย จะเป็นประเทศแรก ที่วีรสตรีประชาธิปไตยพม่า หรือ 'The Lady - ออง ซาน ซูจี' เดินทางมาเยือน หลังจากถูกคุมขัง  กักบริเวณ ในประเทศพม่ากว่า 20 ปี อันเนื่องมาจากการนำการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเพื่อปักหมุดหลักการประชาธิปไตย ให้ประเทศพม่าของเธอที่ทั่วโลกยกย่อง 


 ที่มา ประชาไท "ออง ซาน ซูจี" เตรียมเยี่ยมแรงงานจากพม่าที่มหาชัย


นอกจากเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่มที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 30 พ.ค. - 1 มิ.ย. แล้ว ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่ายังมีกำหนดพบปะพูดคุย และเยี่ยมชมสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติจากพม่าที่ย่านมหาชัยในวัน พรุ่งนี้ด้วย
แฟ้มภาพนางออง ซาน ซูจี ระหว่างร่วมเปิดงานคอนเสิร์ตระดมทุนช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า ซึ่งจัดโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี เมื่อ 30 ธ.ค. 54 ทั้งนี้นางออง ซาน ซูจี จะเดินทางเยือนกรุงเทพฯ ระหว่าง 30 พ.ค. - 1 มิ.ย. นี้เพื่อเข้าร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมกันนั้นยังมีกำหนดการพบปะแรงงานข้ามชาติจากพม่า ที่ย่านมหาชัยในวันพุธนี้ (30 พ.ค.) ด้วย (ที่มา: ประชาไท/แฟ้มภาพ)

ตามที่นายเนียน วิน โฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของพม่า เปิดเผยว่านางออง ซาน ซู จี ผู้นำพรรคจะเดินทางเยือนกรุงเทพ เพื่อจะเข้าร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ค. ถึง 1 มิ.ย. นี้นั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

ความคืบหน้าล่าสุด นางออง ซาน ซูจีและคณะได้วางแผนเดินทางไปยัง จ.สมุทรสาคร ในช่วงเช้าวันที่ 30 พ.ค. เพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การทำงานของแรงงานพม่าและครอบครัว เปิดโอกาสให้ตัวแทนแรงงานข้ามชาติได้เข้าพบอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเยี่ยมชมการทำงานของศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า จ.สมุทรสาคร โดยกำหนดการจะเริ่มตั้งแต่เวลา 8.30 น. นางออง ซาน ซูจี จะไปเยี่ยมศูนย์พิสูจน์สัญชาติ ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านเอื้ออาทรท่าจีน จ.สมุทรสาคร เวลา 9.15 น. เยี่ยมชมการทำงานและความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติ ในตลาดกุ้ง ถ.พระราม 2 ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และในเวลา 10.00 น. จะร่วมพูดคุยกับตัวแทนแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ที่ศูนย์เรียนรู้แรงงานข้ามชาติ ของเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ที่มหาชัยวิลล่า ซอย 9

ทั้งนี้นางออง ซาน ซู จี หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านวัย 66 ปี ของพม่า ยังมีแผนที่จะเดินทางเยือนยุโรปในเดือนหน้า ซึ่งเธอจะเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่เธอได้รับประจำปี 2534 ที่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ และจะกล่าวปราศรัยต่อรัฐสภาสหราชอาณาจักร รวมทั้งเข้าร่วมประชุมทางด้านแรงงานที่จัดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ด้วย

ACT4DEM ร่อนจดหมายเปิดผนึกค้านพรบ. ปรองดองฉบับโจร

ที่มา Thai E-News


29 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ที่มา  Time Up Thailand  "จดหมายเปิดผนึก คัดค้าน พรบ. ปรองดองฉบับหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2549"


 
29 พฤษภาคม 2555

เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน

คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ประกาศยึดประเทศและโค่นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกต้ังมาจากประชาชนในเวลา 22.54 น.​ คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเวลาเกือบเที่ยงคืน  ในวันที่ 20 กันยายน คปค. ออกประกาศฉบับที่ 3/2549 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง ให้วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ให้คณะองคมนตรีดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้ศาลคงอำนาจหน้าที่ต่อไป ในวันที่ 22 กันยายน เวลา 12.00 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดเทปบันทึกภาพ พิธีรับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข และในวันที่  1 ตุลาคม คปค. ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2549 ทั้งนี้ในมาตรา 37  ระบุนิรโทษกรรคผู้ก่อการรัฐประหารทั้งหมด “ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”

นี่คือธรรมเนียมปฏิบัติของการรัฐประหารในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่ 9 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผ่านไป 6 ปี นอกจากไม่มีผู้ร่วมในการทำการรัฐประหารโค่นกระบวนการประชาธิปไตยแม้แต่คน เดียว(อีกครั้งหนึ่งแล้ว) ได้รับโทษจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ หัวหน้าคณะรัฐประหารยังได้ก่อตั้งพรรคการเมืองและนั่งอยู่ในสภาในฐานะ "ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (กมธ.ปรองดอง) สภาผู้แทนราษฎร" โดยขณะนี้ได้ชงร่าง "พระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ" ที่ระบุว่า “ อันเป็นไปตามประเพณีที่ประเทศไทยเคยปฏิบัติมาแล้วหลายครั้งและเป็นไปตาม มาตรฐานสากลด้วยการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดอันมีสาเหตุจากความขัดแย้ง ทางการเมืองที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 15 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554”

ทั้งนี้ พรบ.​ปรองดอง หรือ พรบ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ ในหลายมาตรา เป็นการให้นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ทั้งผู้ที่สมคววรจะได้รับการนิรโทษกรรมทางการเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งได้แก่ 3.1) บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง และทั้งกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบในการก่อความรุนแรง 3.2) การกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกัน ระงับหรือปราบปรามในเหตุการณ์  มาตรา 4) ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวนให้ผู้มีอำนาจสอบสวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ...ฯลฯ ครอบคลุมระยะเวลา มาตรา 3) ...ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 หากมีการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ในพรบ. ฉบับนี้ในมาตรา 5 ระบุว่า “ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายของ องค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค. ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 หรือการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติของ องค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด”​

ทางรัฐบาลจะประเมินความเสียหายของประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 และจะชดเชยได้อย่างไร ถ้าไม่นำตัวผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำรัฐประหารมารับผิดชอบ และเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารทำรัฐประหารโค่นประชาธิปไตยได้อีกในอนาคต

แน่นอนว่าการทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ สันติสุข พูนสุข และอย่างยั่งยืน เป็นเป้าหมายร่วมของประชาชนทุกคนในประเทศไทย แต่เราไม่เห็นว่า พรบ. ปรองดองที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และข้อกังขาฉบับนี้ของพลเอกสนธิ หัวหน้าคณะรัฐประหารโค่นการเมืองประชาธิปไตยเมื่อปี 2549  จะสามารถยุติความขัดแย้งในสังคมไทยได้ และไม่มีทางที่การผ่าน พรบ. ฉบับนี้ จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ รังแต่จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองมากยิ่งขึ้น ถ้าประเทศไทยไม่ได้ปักหมุดแห่งการยึดมั่น เคารพและปฏิบัติตามหลักการยุติธรรมที่ได้มาตรฐานสากลและมีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

ประเทศจะก้าวไปข้างหน้า นักการเมืองที่เป็นตัวแทนที่ประชาชนเลือก จะต้องกล้าหาญในการนำประเทศด้วยการยึดมั่นในหลักการ ด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์ ยุติธรรม โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศทั้งทาง ตรง(การเลือกตั้ง) และทางอ้อม อาทิการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และการร่วมแสดงพลังประชามติในประเด็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนต่างๆ  ทั้งนี้การปรองดองและนิรโทษกรรมเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่ต้องให้ประชาชน ร่วมตัดสินใจ


จึงขอเสนอแนะมายังคณะรัฐบาลและรัฐสภา ดังต่อไปนี้

1.     ขอให้ถอนญัตติการพิจารณาร่างพรบปรองดองแห่งชาติ ฉบับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ออกจากวาระการพิจารณาโดยทันที
2.     ขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเรื่องการปรองดอง โดยที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการที่ประกอบจากทุกภาคส่วน (ย้ำว่าทุกภาคส่วน โดยเฉพาะต้องมีตัวแทนจากครอบครัวและตัวผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง) เพื่อร่างข้อเสนอ ทางเลือก เพื่อทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนร่วมลงประชามติ
3.    ในระหว่างนี้ขอให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง รวมทั้งนักโทษคดีมาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ทุกคนโดยทันที และหยุดดำเนินคดีทั้งหมดจนกว่าจะได้ผลการลงประชามติ


จึงเรียนมาด้วยความเชื่อมั่นยิ่งว่า ขณะนี้รัฐบาลก็เดินหน้าได้ ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งผลักดันเรื่องการปรองดองอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ จนละเลยต่อหลักการแห่งความยุติธรรม(ทางความแพ่งและทางอาญา) ต่อผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบและประชาชนทุกคน ทั้งนี้คณะรัฐบาล คณะผู้แทนในรัฐสภาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสถาบันในประเทศไทย ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และเชื่อว่าจำนวนไม่น้อยพร้อมร่วมกันนำพาประเทศผ่านความคิดต่างทางการเมือง ด้วยความยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ประชาชนทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ประเทศสันติสุข ยุติธรรม พูนสุข และยั่งยืนอย่างแท้จริง

ขอแสดงความนับถือ
ACT4DEM
แอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย

ศ. ชาญวิทย์ นำทีม ครก 112 ยื่นร่างแก้ไข 112 ที่สภา

ที่มา Thai E-News

29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา go6TV  "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" นำทีม "ครก 112" ยืนร่างแก้ไข ม. 112 ที่สภาฯแล้ว"
 


ปล่อยนักโทษการเมืองเถิด ;")สดที่หน้ารัฐสภา  #ศาลอากงมาจากตราด คุณป้าก็มา #112ขอความยุติธรรม ! #112ต่อต้าน #112นี่คือคนไทย ที่ไร้ความยุติธรรม ! ;")

วันนี้เวลา 9.00 น. อาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์  นักคิด นักเขียน นักวิชาการชื่อดัง นำโดยอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร.สุดา รังกุพันธ์ และประชาชนกว่าห้าร้อยคน ได้รวมตัวกันเดินแถวจากลานพระบรมรูปทรงม้า มายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นร่างแก้ไขกฏหมายอาญา มาตรา 112 แก่ประธานรัฐสภา โดยมีประชาชนร่วมลงนามทั้งหมดกว่า 4 หมื่นชื่อ

Monday, May 28, 2012

ปิดฉากเผด็จการ เปิดม่านประชาธิปไตย 27 05 55

ที่มา speedhorse

 

ปิดฉากเผด็จการ เปิดม่านฯ 26-05-55

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/05/55 เนื้อนิ่มๆ...กินอร่อยๆ

ที่มา blablabla

โดย 

ภาพถ่ายของฉัน




ผ่านกี่ยุค กี่สมัย ก็ได้เห็น
เปิดประเด็น ยัดกัน มันได้เสีย
การศึกษา สมอ้าง ล้างลิ้นเลีย
เงินแป๊ะเจี๊ยะ แป๊ะเจี๊ยะ เจี๊ยะมานาน....


เนื้อนิ่่มๆ ของเด็ก เค๊กหวานหมู
ข้างๆ คูๆ บอกจุนเจือ เพื่อลูกหลาน
เงินไม่มา ฝันก็ล่ม ล้มกระดาน
ต้องซมซาน ก้มหน้า หาที่เรียน....


จึงกลายเป็น เศษอาหาร อันโอชะ
แพ้ชนะ ไม่อยากเล่า เอามาเขียน
พฤติกรรม เราต่างรู้ ดูจนเอียน
คงวนเวียน อีกหลายชาติ อนาถมนุษย์....


การศึกษา ช่วยเสริม เพิ่มความรู้
แต่อุดอู้ ผลประโยชน์ โคตรเลวสุด
จะมีใคร ที่ไหนหรือ คอยยื้อยุด
แล้วช่วยฉุด สร้างมัน ตามครรลอง....


จะกี่ยุค กี่สมัย ใครก็เห็น
เติมลำเค็ญ ทุกข์ทน จนหม่นหมอง
จำรวดร้าว ในหัวอก ผู้ปกครอง
สุดท้ายต้อง จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ เกี๊ยะเซี๊ยะไป....


๓ บลา / ๒๘ พ.ค.๕๕

ครก.112 ริเตอร์ ที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์

ที่มา thaifreenews



27 พ.ค. 2555 นักวิชาการผู้ร่วมรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และพวงทอง ภวัครพันธุ์ ร่วมเสวนาหัวข้อปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ในโอกาสปิดการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หลังจากดำเนินต่อเนื่องมาทั้งสิ้น 112 วัน 
ดยมีจำนวนประชาชนเข้าร่วมลงชื่อทั้งสิ้น 39,185 คน


มีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้


ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มาตรา 112- พ.ศ. 2475 จุดร่วมมุมมองแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลงบนเหรียญสองด้าน หัว-ก้อย


นิธิ เอียวศรีวงศ์: หกสิบกว่าปีที่ยาวนานมากที่สถาบันกษัตริย์ควบคุม เลือกการปรับตัวได้ แต่คราวนี้ไม่ใช่ มีคนหน้าไพร่ๆ อย่างพวกเราเข้ามาขอมีส่วนบ้าง


วรเจตน์ ภาคีรัตน์: ปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ คือสัญญาณว่าสามัญชนกำลังจะลุกขึ้นยืนตัวตรง



ถาม-ตอบ จากในงาน
 ถาม  กษัตริย์มาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่
วรเจตน์: ปกติเราอธิบายว่ากษัตริย์มาจากการสืบสันตติวงศ์ แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งก็จะเป็นประธานาธิบดี ไม่ใช่ราชอาณาจักรแล้ว แต่มีกรณีที่กษัตริย์มาจากการเลือกได้ เป็นการเลือกในหมู่ราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายมา แต่ที่มาจากประชาชนไปลงคะแนน ระบอบแบบนี้ไม่มีอยู่เพราะระบอบกษัตริย์ใช้ระบบการสืบสันตติวงศ์ และจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีปัญหาตลอดเวลาที่มีการเปลี่ยนรัฐเข้าสู่รัฐ สมัยใหม่
ถาม กษัตริย์ไม่รับรองการรัฐประหารได้ไหม
วรเจตน์: ท่านคิดว่าได้หรือไม่ ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ขอตอบว่าในประเทศสเปนเคยมีกรณีกษัตริย์ไม่รับรองการรัฐประหาร แต่ถ้าพูดกันทางหลักการ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนสุ่มเสี่ยง โดยกษัตริย์สเปนถือว่ามีหน้าที่ต้องพิทักษ์รัฐธรรนูญและนี่เป็นเหตุผลอัน หนึ่งที่นิติราษฎร์เสนอว่าก่อนขึ้นครองราชย์ให้กษัตริย์ปฏิญาณ หรือแสดงออกว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อแสดงให้เห็นว่า ประมุขของชาติ รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระองค์พิทักษ์รัฐธรรทนูญไว้ ต่อมาเมื่อทหารคิดจะทำรัฐประหารจะไปกำหนดให้พระมหากษัตริย์ ลงนามก็ทำให้กษัตริย์ต้องทรงฝ่าฝืนคำปฏิญาณ ผมตอบได้เท่านี้
รายละเอียกเพิ่มเติม อ่านต่อได้จาก http://prachatai.com/journal/2012/05/40703
ในเวปบอร์ด thaifreenews ก็ได้มีการตั้งกระทู้วิเคาระห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ในหัวช้อ
ก้าวแรกของคนวันเสาร์ฯก้าวแรกของ ครก. 112 ก้าวเล็กๆ แต่สั่นสะเทือนโยกคลอน
อาณาจักร
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=38504.0

Sunday, May 27, 2012

ครก.112 ได้รายชื่อแก้ ม.112 เกือบ 4 หมื่นรายชื่อ

ที่มา Voice TV  

คุณลิซ่า หนุนอนันต์ รายงานสดจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  ซึ่งวันนี้ (27 พ.ค.55) เป็นวันที่ครบ 112 วัน ในการรณรงค์รวบรวมรายชื่อเพื่อแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112

 
ซึ่งขณะนี้ ทางกลุ่ม ค-ร-ก 1 1 2 ได้ปิดรับรายชื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้ร่วมลงชื่อเกือบ 4 หมื่นรายชื่อ ซึ่งรายชื่อเหล่านี้จะถูกนำไปเสนอเข้าสู่สภาในวันอังคารหน้า

ด่วนที่สุด แจ้งต่อเพื่อทราบ

ที่มา Thai E-News


27 พฤษภาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


คึกคัก กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลเดินขบวนสมทบเวที ครก.​112 ที่ธรรมศาสตร์

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าว ไทยอีนิวส์
ภาพ  สมเจตน์ รักลุงนวมทอง




อ้อมกอดและกำปั้น 112 วันของการรณรงค์ มธ
ถ่ายทอดสดโดยทีมงานม้าเร็ว http://speedhorsetv.blogspot.com


ครอบครัวเหยื่อ 112 มธ 27 5 2012

 

เสียงสะท้อน ญาติผู้ต้องขัง-คนทำงานรณรงค์ในพื้นที่

 

ครอบครัวผู้ต้องขังม. 112 มองนักโทษ-ผู้ต้องหาได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ทั้งในกระบวนการยุติธรรมและการรักษาพยาบาล ในขณะที่นักวิชาการร่วมรณรงค์ระบุ ได้เสียงตอบรับการรณรงค์แก้ไขม. 112 ในภูมิภาคเป็นอย่างดี

 27 พ.ค.55 ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในเวที บันทึก 112 วันแก้ไข ม.112 จัดโดยคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ในช่วงเสวนา “เสียงจากเหยื่อ” มีการอภิปรายประสบการณ์ต่อกระบวนการยุติธรรมจากครอบครัวของผู้ต้องขัง-ม. 112 โดยชี้ว่าได้รับการปฏิบัติต่ำกว่ามาตรฐานทางมนุษยธรรมทั้งตั้งแต่กระบวนการ จับกุม คุมขัง ไปจนถึงสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล

ในวงเสวนา “อ้อมกอดและกำปั้น  112 วัน ของการรณรงค์” เวียงรัฐ เนติโพธิ์  อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬา หนึ่งในครก.112 เป็นพิธีกรดำเนินรายการ โดยกล่าวว่า การณรงค์เรื่องนี้ไปในหลายจังหวัด ไม่ว่า ราชบุรี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พิษณุโลก ระยอง พัทลุง เป็นต้น โดยมีนักวิชาการ นักเขียน นักคิดไปร่วมเวทีย่อยในจังหวัดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเวทีดังกล่าวจัดโดยเครือข่ายท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้า ชื่อแก้ไขกฎหมายนี้

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นักโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กล่าวว่า กระบวนการจับกุมตัวของผู้ถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นฯ ส่วนใหญ่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย โดยในกรณีของนายสุรชัย ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 54 ในขณะเดินทางกลับบ้านหลังจากเสร็จสิ้นจากกิจกรรมปราศรัยที่สนามหลวง ราวเวลาตีหนึ่ง มีตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบราว 10 คน พร้อมอาวุธครบมือ ได้ดักจับบริเวณที่พักของคนรู้จัก แต่หลังจากที่ขัดขืนไม่ยอมให้ควบคุมตัว ภายหลังจึงถูกตำรวจนำตัวไปส่่งยังสน. โชคชัย ต่อมาถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 5 คดี จากสน.ในอุดรธานี ราชบุรี เชียงใหม่ ที่ชนะสงครามและโชคชัยในกรุงเทพฯ โดยล่าสุดถูกตัดสินลงโทษ 20 ปี หลังจากรับสารภาพจึงลดลงเหลือ 10 ปี
ปราณีเล่าว่า หลังจากที่สามีของเธอถูกคุมขังตัวในเรือนจำ ก็ทราบว่าสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำค่อนข้างแย่มาก โดยห้องขังมีสภาพแออัด เนื่องจากผู้ต้องขังจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว รวมถึงผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อต่างๆ ทำให้ผู้ที่ป่วยอยู่แล้วเช่นอากง ซึ่งเป็นโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย มีอาการเจ็บป่วยแย่ลงจนสุดท้ายต้องเสียชีวิตในที่สุด นอกจากนี้ ห้องน้ำของนักโทษก็มีเพียงสองห้อง ซึ่งถ้าเทียบกับจำนวนนักโทษราว 50 กว่าคนต่อหนึ่งแดน ซึ่งนับว่าไม่เพียงพอ

ในแง่ของการรักษาพยาบาล เธอเล่าว่า โรงพยาบาลประจำที่เรือนจำ มีแพทย์ประจำเพียงสองคน โดยแต่ละคนมีเวรการรักษาเพียงรอบละสองชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น ประกอบกับคุณภาพอาหารของนักโทษในเรือนจำที่มีคุณภาพต่ำ ทำให้นักโทษไม่ได้รับคุณค่าโภชนาการอย่างเพียงพอ ซึ่งเธอมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักโทษเจ็บป่วยมากขึ้น

รสมาลิน ภรรยาของนายอำพล (สงวนนามสกุล) หรือ “อากง” กล่าวว่า ก่อนที่อากงจะถูกจับ ทางอากงและครอบครัวไม่ทราบมาก่อนเลย เธอกล่าวว่า อยู่ดีๆ ก็มีตำรวจพร้อมสื่อมวลชนจำนวนมากเข้ามาบุกจับ
“ดิฉันไม่รู้เลยว่าการโบกมือวันที่ 3 พ.ค. 55 จะเป็นการโบกมือครั้งสุดท้ายของเขา จากนั้นเราก็จากกันและเราก็ไม่ได้เจอกันอีก อยากจะบอกกับสังคมว่า อยากจะให้สังคมมองนักโทษไม่ว่าเขาจะโดนคดีไหน เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเรา อยากให้เห็นอกเห็นใจและโปรดให้เขาได้เข้าถึงสิทธิต่างๆ ที่เขาพึงมื
“สามีอยู่ในเรือนจำ ภรรยามีนรกอยู่ในใจ” ภรรยาอากงกล่าว

ด้านสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยานายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาคดีม. 112 กล่าวว่า ก่อนหน้าที่สมยศจะถูกจับกุม ก็พอทราบมาแล้วว่าเขากำลังถูกจับตามองจากทางการ เนื่องจากก่อนหน้านี้สมยศเคยถูกจับกุมแล้วด้วยพ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาแล้ว โดยหลังจากที่เขาถูกจับกุมตัวบริเวณด่านอรัญประเทศ ในขณะที่เดินทางออกไปยังประเทศกัมพูชา ก็ถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำ โดยยังไม่ได้รับการประกันตัวแม้แต่ครั้งเดียว

เธอมองว่า การจับกุมตัวสมยศ เป็นกรณีที่ถูกทางการปฏิบัติอย่างไร้หลักมนุษยธรรม เพราะนอกจากจะถูกปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวแล้ว เขายังถูกกล่าวหาว่าพยายามหลบหนีด้วย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มาพิสูจน์

นอกจากภรรยาของผู้ต้องขังและผู้ต้องหาม. 112 ได้มาร่วมกล่าวในวงอภิปราย “เสียงจากเหยื่อ 112” แล้ว ยังมีบิดาของนายสุริยัน (สงวนนามสกุล) หรือ “หมี” ได้มาเล่าประสบการณ์ของตนเองด้วย โดยสุริยันเป็นช่างซ่อมรองเท้าที่ถูกตัดสินจำคุก ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 6 ปี 1 เดือน แต่ในภายหลังลดเหลือ 3 ปี 15 วันเนื่องจากรับสารภาพว่าส่งข้อความหมิ่นเบื้องสูง โดยบิดาของสุริยันกล่าวว่า ช่วงแรกๆที่นายสุริยันถูกคุมขังในเรือนจำนั้น เขามีอาการกลัวถูกทำร้าย และมีอาการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วย แต่ยังคงให้กำลังใจลูกชาย พร้อมทั้งกล่าวว่า ตนมุ่งหมายจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป

ทั้งนี้ ยังมีผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาม. 112 และพ.ร.บ. คอมพ์ เป็นเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2552-2555 เนื่องจากเผยแพร่ลิงก์ที่มีเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูง และในขณะนี้ถูกปล่อยตัวแล้ว มาร่วมบอกกล่าวประสบการณ์ด้วย
นักวิชาการครก. 112 ปันประสบการณ์ “อ้อมกอด” และ “กำปั้น”

สุดา รังกุพันธ์  เล่าว่า วันที่ตัดสินใจร่วมกับ ครก.112 ตัดสินใจยาก เพราะปวารณาตัวช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงในฐานะนักวิชาการเสื้อแดง ในขณะที่ท่าทีของผู้รักประชาธิปไตยเองก็มีความคิดหลากหลาย โดยเฉพาะองค์กรหลักอย่าง นปช. ก็มีท่าทีชัดเจนว่าไม่ร่วมในการเข้าชื่อแก้ไข มาตรา 112 จตุพร พรหมพันธ์ ก็บอกให้รอเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก่อน แต่เราก็รอไม่ได้ เราไม่อยากให้มีผู้เสียชีวิตในเรือนจำด้วยมาตรานี้เพิ่มอีก

สุดา ตั้งข้อสังเกตอีกว่า หลังจากมี ครก.สัญจรไปต่างจังหวัดทำให้พบความประหลาดใจมาก เพราะมีแต่สนับสนุนการแก้มาตรานี้ มีแต่ขอเวทีเพิ่มตลอดเวลา เชื่อมั่นว่าถ้ามีการทำประชามติ มาตรานี้ก็ต้องได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน
วาด รวี เล่าว่า  การตระเวนหลายจังหวัดทำให้ปรากฏการณ์ที่คนธรรมดาทั่วไปตื่นตัวสิทธิทางการ เมืองอย่างสูง รู้สึกว่าสิทธิเขาถูกละเมิด เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้ชนชั้นนำ คนมีอำนาจ เริ่มต้องตีความอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนใหม่ ไม่น่าจะมองแบบที่ผ่านมา การจะมองข้ามหัวประชาชนแล้วคุยกันเองคงเป็นไปได้ยากขึ้นทุกที ถ้านักการเมือง ผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสำนึกประชาชนนี้ ว่าเขารู้สึกจริงๆ แล้วว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ พรรคการเมืองที่เป็นพรรคที่ประชาชนเลือกมา และเขาปกป้อง แต่เขาเริ่มรู้สึกเรื่อยๆ ว่าไม่ใช่พรรคของเขามากขึ้นทุกทีๆ มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างสำคัญ

วาด รวี กล่าวอีกว่า เคยนำเสนอเรื่องนี้ในวงเอ็นจีโอเสื้อเหลือง อธิบายกันจนเข้าใจและเห็นร่วมกันว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ แต่สุดท้ายก็สรุปว่า “ยังไม่ถึงเวลา” ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่พรรคเพื่อไทยก็ใช้ว่า “ยังไม่ถึงเวลา” ตลอดเวลาที่รณรงค์ หากมองย้อนกลับไปที่ 15 ม.ค.ที่เริ่มการรณรงค์ ย้อนไปตอนที่นิติราษฎร์เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ย้อนไปถึงสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถูกดำเนินคดี เราจะเห็นความพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น เวลากำลังมาถึงเรื่อยๆ พร้อมๆ กับความเข้าใจของประชาชน แต่พอถึงเวลาจริงๆ คนที่จะไม่รู้ตัวคือคนที่มีอำนาจ

ปิยบุตร แสงกนกกุล ในการออกต่างจังหวัดเพื่อทำความเข้าใจเรื่องมาตรานี้กับประชาชน  ตอนแรกกังวลใจเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดอะไรขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนตั้ง ครก.คิดว่าน่าจะได้ถึงแสนชื่อ  เพราะดูปฏิกิริยาของประชาชนตลอดสองสามปีที่พูดว่า “ตาสว่าง” นั้นมีจำนวนเยอะมาก จนกระทั่งนักการเมืองหลายคนออกมาเบรคว่า ต่อให้ร่างนี้เข้ามาในสภาก็ไม่มีใครยอมรับ ผ่านไปหนึ่งเดือนจึงพบว่าได้เพียงพันรายชื่อเศษๆ เท่านั้น และทีมรณรงค์ในพื้นที่ก็สะท้อนว่ามีความไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายด้วย เพราะกลัวโดนคดีฯ เราจึงลงไปในพื้นที่ด้วย และได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับประชาชนในพื้นที่ เช่น หลายคนยังกังวลว่าเรื่องนี้อาจทำให้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาถูกทำรัฐประหาร อีก แต่ตนมองต่างไปเพราะดูจากสภาพการณ์แล้ว ไม่น่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ เพราะชนชั้นนำทั้งสองข้างไม่พร้อมจะมีรัฐประหารอีกแล้ว ต้นทุนสูงเกินไป เป็นต้น

ส่วนเรื่องกำปั้น กรณีของผมต่อเนื่องจากการพูดที่จุฬาฯ กรณีพระราชดำรัส แล้วยังมาเรื่องครก.อีก ซึ่งก็ได้รับจดหมายในการต่อต้าน ติเตียน กระทั่งดูหมิ่นหยาบคาย หรือมีลักษณะข่มขู่ เช่น ตัดรูปของตนเฉพาะส่วนหัวใส่ซองจดหมายมายังคณะ  พร้อมอ่านตัวอย่างจากจดหมายบางฉบับ เรียกเสียงโห่ฮาจากผู้ฟังจนลั่นห้องประชุม

ปิยบุตร สรุปว่า เพราะ ส.ส.ไม่ทำเรื่องเสียเอง จึงตกเป็นภาระของประชาชนต้องมารวบรวมชื่อส่งสภา และเราไม่จำเป็นต้องทำเลยเรื่องนี้ ถ้าไม่มีการใช้มาตรานี้อย่างหนักและพิสดารตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถพูดได้เลยว่านี่คือว่าสำเร็จ จนกว่ามาตรานี้จะถูกแก้ไข วันนี้เป็นเพียงการแถลงข่าวว่ารวบรวมรายชื่อได้เท่าไร นอกจากนี้หลายคนยังถามว่าแก้มาตรานี้ได้จะแก้ปัญหาประเทศได้ทั้งหมดหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ มันเป็นตัวอย่างปัญหาหนึ่งของการเมืองไทยเท่านั้น เพียงแต่เป็นรูปธรรมที่สุด เพราะตายจริง เจ็บจริง ติดคุกจริง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตำแหน่งแห่งที่ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ และกองทัพ มาตรานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา ครก.เองก็ยังมีอะไรที่ต้องทำต่ออีกมาก หลังจากเสนอรายชื่อทั้งหมดให้รัฐสภา

‘ครก. 112' เตรียมยื่น 3 หมื่นชื่อต่อรัฐสภาอังคารนี้

ที่มา Thai E-News

 
"‘ครก. 112’ แถลงรณรงค์ครบ 112 วัน เตรียมยื่น 3 หมื่นชื่อต่อรัฐสภาอังคารนี้"
คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง



คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 แถลงผลหลังจัดเวทีรณรงค์ทั่วประเทศยาวกว่า 5 เดือน เผยรวมได้กว่า 3 หมื่นรายชื่อ นัดรวมพลหมุดคณะราษฎรก่อนนำรายชื่อไปยื่นต่อส.ส.ที่รัฐสภาอังคารนี้ 

 27 พ.ค. 55 - ราว 13.00 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ได้จัดงาน “บันทึก 112 วัน แก้ไข ม. 112” เพื่อแถลงเกี่ยวกับการสิ้นสุดการรณรงค์เพื่อแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ ของครก. 112 ที่เริ่มดำเนินมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เป็นเวลากว่า 5 เดือน  โดยกล่าวว่า สามารถรวบรวมผู้เข้าลงชื่อแก้ไข. ม. 112 ได้กว่า 3 หมื่นคน และเตรียมนำรายชื่อทั้งหมดเข้ายื่นต่อรัฐสภาในวันอังคารที่จะถึงนี้ (29 พ.ค.)
โดยวาด รวี จากคณะนักเขียนแสงสำนึก และยุกติ มุกดาวิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม. ธรรมศาสตร์ จากครก. 112 ได้ร่วมแถลงผลการรณรงค์ ดังนี้

 ครก.๑๑๒ แถลงสรุปการรณรงค์ ๑๑๒ วัน

 วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ระหว่างวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา นับแต่การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  ได้มีผู้ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เป็นจำนวนมากจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ด้วยการตีความกฎหมายบนอุดมการณ์ที่ผิดหลักการประชาธิปไตย และตีความการกระทำผิดอย่างกว้าง จนแม้แต่การแปลหนังสือก็กลายเป็นการกระทำผิด ในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่าง ๆ ได้ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาและนักโทษคดีการเมือง ๑๑๒ ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น ไม่ได้รับการสืบพยานอย่างเพียงพอ ไม่ได้รับสิทธิ์ในการปล่อยตัวชั่วคราว ไต่สวนคดีโดยปิดลับ เป็นต้น
การกระทำต่อผู้ถูกกล่าวหาและนักโทษการเมืองคดี ๑๑๒ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้รักความเป็นธรรม และผู้ที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยจำนวนมาก มีผู้เรียกร้องให้มีการยุติการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนด้วยกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มาอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี ๒๕๕๓ เช่น การเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ โดยกลุ่ม ๒๔ มิถุนายน และกลุ่มแดงสยาม กระทั่งต้นปี ๒๕๕๔ คณะนิติราษฎร์ได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ขึ้นมา และเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายโดยกลุ่มปัญญาชน นักวิชาการ และนักเขียน
หลังจากได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ประชาชนต่างคาดหวังว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายไปในทางที่ดี ขึ้น แต่เหตุการณ์ก็กลับไม่เป็นไปดังหวัง กรณีตัดสินนายอำพล หรืออากงอย่างไม่เป็นธรรมสร้างความรู้สึกสิ้นหวังให้กับประชาชนจำนวนมาก ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยกลุ่มต่าง ๆ จึงรวมตัวกับนักวิชาการและนักเขียน นักกิจกรรม ขึ้นเป็น คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ตามร่างกฎหมายของคณะนิติราษฎร์ ด้วยการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยื่นกฎหมายเข้าสู่สภา แต่หลังจากครบการรณรงค์ ๑๑๒ วันไปเพียงสามวัน ก็เกิดเรื่องเศร้าขึ้น นายอำพลเสียชีวิตในเรือนจำด้วยอาการป่วย 
บัดนี้ได้เวลาที่ ครก.๑๑๒ จะแถลงจำนวนผู้ลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย และกำหนดวันเพื่อยื่นร่างกฎหมายเข้าสู่สภาแล้ว
นับแต่วันที่ ๑๕ มกราคมเป็นต้นมา ครก.๑๑๒ ได้รณรงค์อภิปรายปัญหาของกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ๆ  ในทุกภูมิภาค ทั้งเหนือ กลาง ใต้ ตะวันออก อิสาน  ครก.๑๑๒ ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมาก ประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองเสื้อแดงทุกภาคส่วน  ซึ่งขออภัยที่ไม่อาจกล่าวชื่อออกมาได้หมดในที่นี้ จนกระทั่งบัดนี้ มีผู้ลงชื่อแก้กฎหมายทั้งสิ้นจำนวน ๓๘,๒๘๑ คน  โดยมีผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลางจำนวน ๒,๖๓๒ คน  ตะวันออก ๒๐๘ คน  เหนือ ๒,๖๐๕ คน  อิสาน ๒๒,๓๕๗ คน  ใต้ ๑๑๘ คน  ในจำนวนนี้มีแบบฟอร์มที่เสียจำนวน ๑๐,๓๖๐ คน  และมีรายชื่อที่พร้อมส่งสภาเป็นจำนวน ๒๗,๒๙๑ คน
การรณรงค์ของครก. ๑๑๒ ไม่ได้เป็นเพียงการรณรงค์รวบรวมรายชื่อและการลงนามขอแก้ไขกฎหมายเท่านั้น แต่คณะรณรงค์เอง กลับได้ความรู้ความเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอย่างขนานใหญ่ ปรากฏการณ์ที่เราอาจเรียกได้ว่า “ปรากฏการณ์ ๑๑๒ ริกเตอร์” นั้นสั่นสะเทือนสังคมไทยหลายประการด้วยกัน ดังจะขอตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นดังนี้
ประการแรก กล่าวได้ว่า นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่การเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์เพื่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนได้แผ่ซ่าน ลงลึกไปถึงผู้คนรากหญ้า คนรากหญ้าเข้าใจถึงปัญหาของม. ๑๑๒ เนื่องจากพวกเขาเล็งเห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวบทกฏหมาย นั่นคือปัญหาของการดึงเอาสถาบันกษัตริย์ลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาของการแทรกแซงการเมืองระบอบประชาธิปไตยโดยอำนาจนอกระบบ และปัญหาของวงจรอุบาทว์ทางการเมืองของการรัฐประหาร ปรากฏการณ์ ๑๑๒ ริกเตอร์จึงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจากดินถึงฟ้า
ประการที่สอง เหตุที่การรณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ ได้รับการตอบรับอย่างดี เป็นเพราะประชาชนรากหญ้าเข้าใจว่าการคุกคามและลิดรอนสิทธิเสรีภาพในร่างกาย และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ส่งผลเลวร้ายต่อชีวิตความเป็นอยู่อันปกติสุขของพวกเขาเองและประชาชนทั่วไป การที่ผู้ต้องหาที่ไม่มีสถานะทางสังคมจำนวนมากไม่ได้รับการประกันตน กรณีการบิดเบือนหลักการของการให้ความยุติธรรมในกระบวนการกฎหมาย กรณีผังล้มเจ้าที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประหัตประหารประชาชนเมื่อ เดือนเมษายนและพฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาการคุกคามสิทธิเสรีภาพในชีวิตประจำวันของผู้คน ยังไม่นับว่ามีผู้อาศัยมาตรา ๑๑๒ เพื่อกลั่นแกล้งผู้บริสุทธิ์ จนถึงการที่มาตรา ๑๑๒ ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ทำให้ประชาชนคนรากหญ้าไม่สามารถพูดถึงปัญหาที่ใหญ่คับฟ้าเมืองไทยได้
ประการต่อมา การต่อต้านปรากฏการณ์ ๑๑๒ ริกเตอร์จึงเป็นการขัดขืนความเป็นจริงทางสังคมที่ว่า ประชาชนไม่สามารถยอมรับสถานะไพร่ฟ้าผงธุลีได้อีกต่อไป การต่อต้านปรากฏการณ์ ๑๑๒ ริกเตอร์จึงแสดงออกอย่างไร้เหตุผล เช่น การแสดงความรักแบบไร้เหตุผล การปิดกั้นการใช้เหตุผลด้วยการไม่นำเสนอข่าวสารอย่างครบถ้วนของสื่อมวลชน และการปิดพื้นที่ของเหตุผล ดังที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ และในหลายๆพื้นที่ที่ครก.๑๑๒ สัญจรไป นอกจากนั้น รัฐบาลและพรรคการเมืองยังปิดพื้นที่ของการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติ ด้วยการปฏิเสธ ตั้งธงไว้แต่แรกว่า จะไม่แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ทั้งๆที่ยังไม่ได้มีการถกเถียงกันในสภา ทั้งๆที่สังคมยังไม่ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ความไร้เหตุผลเหล่านี้เป็นสิ่งเดียวกันกับการใช้กำลังทำร้ายอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แต่ความไร้เหตุผลเหล่านี้ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย
ประการสุดท้าย แม้ว่าจะมีการต่อต้านจากชนชั้นนำ และปราศจากการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย ประชาชนคนรากหญ้าจำนวนมากก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าร่วมกับครก. ๑๑๒ เพื่อรวบรวมชื่อเสนอให้รัฐสภาแก้ไขกฎหมาย นี่แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า ประชาชนเป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้การชี้นำของพรรคการเมือง แม้ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุนก็ตาม ปรากฏการณ์ ๑๑๒ ริกเตอร์จึงแสดงให้เห็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ที่อุดมการณ์สิทธิเสรีภาพได้หยั่งรากลึกลงยิ่งขึ้น ดังนั้นนักการเมืองจึงควรเข้าใจด้วยว่า ประชาชนไม่ได้เพียงต้องการนโยบายประชานิยม แต่ยังต้องการสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอีกด้วย
เราจะยื่นร่างกฎหมายให้กับรัฐสภาถัดจากนี้อีกสองวัน คือในวันอังคารที่ ๒๙  ขอเชิญชวนผู้ที่ต้องการเห็นรัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของผู้แทนปวงชนชาว ไทยได้พิจารณาร่างกฎหมายนี้มารวมตัวกันที่หมุดคณะราษฎร์เวลาเก้าโมงเช้า  เราจะตั้งขบวนเดินนำรายชื่อทั้งหมดใส่กล่องสีดำไปยังรัฐสภาเพื่อมอบเอกสาร ให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์
ครก.๑๑๒ จะยังไม่สลายตัว แต่จะติดตามและต่อสู้จนกว่าปัญหาอันเนื่องจากกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ และกรณีที่เกี่ยวข้องจะได้รับการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงไปจนไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพประชาชนอีกต่อไป