WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 31, 2012

รอยเตอร์:อดีตม็อบยึดสนามบิน3500ต้านปรองดอง

ที่มา Thai E-News



สำนักข่าวรอยเตอร์บรรยาย ภาพข่าวว่า ม็อบ"เสื้อเหลือง"ของไทยจัดการชุมนุมหน้าที่ทำการรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม "เสื้อเหลือง"ซึ่งเคยยึดสนามบินในระหว่างการประท้วงเมื่อปี 2551 ได้จัดชุมนุมขึ้นในนครหลวงของไทยเมื่อวันพุธ เพื่อต่อต้านการออกกฎหมายปรองดองแห่งชาติ โดยอ้างว่าจะเป็นการหาทางออกให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้กลับบ้านหลังการเนรเทศหลายปี

โดยผู้ชุมนุมจำนวน 3,500 คนรวมตัวกันในเขตพระราชฐาน พระบรมรูปทรงม้า ก่อนเคลื่อนตัวมาที่หน้าทำการรัฐสภาในช่วงบ่าย ซึ่งกฎหมายปรองดองจะถูก พิจารณาในสัปดาห์นี้

 Thailand's "yellow shirts" protest in front of the parliament building in Bangkok May 30, 2012. "Yellow shirts", who forced Bangkok's airports to close during protests in 2008, rallied in the Thai capital on Wednesday against a planned national reconciliation bill seen by some as a way of letting ex-premier Thaksin Shinawatra return home from exile.

Over 3,500 people gathered at the Royal Plaza in Bangkok before marching in late afternoon to parliament, where the bill could be debated this week. REUTERS/Damir Sagolj (THAILAND - Tags: ROYALS RELIGION POLITICS CIVIL UNREST)

Wednesday, May 30, 2012

ความวุ่นวายในสภาระหว่างเสนอญัตติให้มีการเลื่อนร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติขึ้นมาพิจารณาก่อน

ที่มา ข่าวสด





ประชุมสภาฯ ป่วน ท่านประธาน "สมศักดิ์" ถูกส.ส.ประชาธิปัตย์ล้อม-ลากลงเก้าอี้

ที่มา มติชน

 



เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... จำนวน 4 ฉบับ ตามที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.พรรคมาตุภูมิและคณะ นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยและคณะ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและคณะ และนายนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทยและคณะ เป็นผู้เสนอ โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

บรรยากาศการประชุมเคร่งเครียด มีการประท้วงตลอดเวลา มีการตะโกนด่ากันดังสนั่น  




ในช่วงเวลา 18.09 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เกิดเหตุการณ์ปั่นป่วนขึ้น เมื่อส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เร่งรัดการลงมติ โดยนายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นไปดึงเก้าอี้ประธานสภาฯ เพื่อให้ลงจากเก้าอี้ ทำให้ส.ส. ที่กำลังประชุมอยู่ต่างพากันกรูเข้าล้อมประธานสภาฯ พร้อมตะโกนด่าทอ ทำให้บรรยากาศในการประชุมตึงเครียด และต้องพักการประชุมไปชั่วครู่ และเรียกร้องให้มีการพักการประชุม


จากนั้นในเวลา 18.28 น. การประชุมได้เปิดขึ้นอีกครั้ง โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ลงจากบัลลังก์ให้ รองประธานทำหน้าที่แทน ขณะที่ส.ส. ประชาธิปัตย์ ตะโกนให้ "ปิดประชุม "

ทักษิณวีดีโอลิงก์งานบ้านเลขที่111 30พค55

ที่มา Thai E-News



ทักษิณวีดีโอลิงก์งานบ้านเลขที่111 30พค55 โดยตอนหนึ่งเขาได้กล่าวว่าไม่เคยคิดทอดทิ้งคนเสื้อแดง แต่โดนเสี้ยมให้แตกแยกกัน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/05/55 ปรองดองกับคนเป็น..ไม่เห็นหัวคนตาย

ที่มา blablabla

โดย 

ภาพถ่ายของฉัน


นิรโทษกรรม อีแอบ แบบเหมาเข่ง
ไม่ยำเกรง คนตาย หลายชีวิต
หรือเป็็นแค่ ความรู้สึก สำนึกผิด
เพื่อปกปิด ล้างมลทิน จบสิ้นกัน....


ยึดสนามบิน พวกสามานย์ ก่อการร้าย
ความฉิบหาย กระจายทั่ว มัวขบขัน
รัฐประหาร เห็นอยู่ ต่างรู้ทัน
หวังจะลบ ภาพนั้น หันปรองดอง....


อีกพวกชั่ว ที่สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
ลุอำนาจ เข่นฆ่า ตราบาปสยอง
อย่าพึ่งอ้าง สิ่งนี่นั่น เป็นครรลอง
ควรตรึกตรอง เจตน์จำเพาะ เหมาะหรือยัง....


วีรชน ยังกู่ก้อง ร้องโหยหวน
เสียงคร่ำครวญ ร่ำไห้ ไร้ความหวัง
ยุติธรรม ย้ำถูกผิด อนิจจัง
หากมันพัง ครานี้ หมดที่พึ่ง....


ภาพปรองดอง กับคนเป็น เห็นแล้วปลื้ม
นับวันลืม เลือดน้ำตา ณ มุมหนึ่ง
เสียงคนตาย สะอื้นเศร้า เฝ้ารำพึง
สุดซาบซึ้ง สิ่งที่มอบ เพื่อตอบแทน....


๓ บลา / ๓๐ พ.ค.๕๕

ควันหลง2ปีรำลึก19พ.ค.: แดงยุโรปชุมนุมที่ปารีส และคลิปเพิ่มเติมจากREDUSA

ที่มา Thai E-News

 โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤษภาคม 2555

คุณ RedshirtHamburge ได้ส่งรายงานและรูปถ่าย โดยเป็นการชุมนุมในโอกาสครบรอบ 2 ปี  เมษา-พฤษภา53 ที่กรุงปารีสของกลุ่มคนเสื้อแดงยุโรป







ในวันครบรอบ 2 ปี เหตุการณ์การสลายชุมนุมราชประสงค์ ปี 2553 กลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่นปช.ยุโรป ร่วมใจกัน ทำกิจกรรมรำลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิตในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกและเผยแพร่ข่าวสารย้ำเตือนความทรงจำต่อความสูญเสียจากเหตุการณ์ที่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจรัฐประหาร 19 กย. 2549 ได้ใช้กำลังทหารและอาวุธสงคราม เข้าปราบปรามประชาชน อีกทั้งมีการใช้สื่อสารมวลชนนำเสนอข่าวที่ปลุกกระแสให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ด้วยวิธีใส่ร้ายป้ายสีต่างๆเช่น เสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง เสื้อแดงล้มสถาบัน เป็นต้น
แต่ทว่า ความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง บิดเบือน และ ปกปิดไว้ได้นั้น กำลังก่อให้เกิด ปรากฏการณ์ในสังคมไทยที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความขัดแย้งความรุนแรงที่เกิดขึ้นมิได้มาจากฝ่ายประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องให้มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยอ้างอิงจาก ภาพข่าว เสียง คลิปวิดีโอ ในโลกอินเตอร์เนต ที่มีการบันทึกเก็บไว้ สามารถนำมาวิเคราะห์กลั่นกรองหาข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้
กิจกรรมวันที่ 19-05 2555 
กลุ่มนปช.ยุโรปแดงปารีสนำคณะนปช.ยุโรปทัศนศึกษาสถานที่ประวัติศาสต์การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของโลกในกรุงปารีส คุกบาสตีลย์ Place de la Bastille


กิจกรรมวันที่ 20-05-2555
พี่น้องแดงอียู นำโดยคุณมนูญ มิ่งชัย ประธานนปช.ยุโรป พาพี่น้อง มาร่วมระลึกวีรชน มีการยืนไว้อาลัยให้กับ วีรชนประชาธิไตย/เสธ.แดง พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล และ อากง SMS ร่วมร้องเพลง กราบหัวใจ แป๊ะบางสนาน/ปลาหมึกไข่ และ ร่วมร้องเพลงปลุกขวัญ ให้กำลังใจส่งไปถึงนักโทษการเมืองไทย ชื่อเพลง ชัยชนะประชาชน ร่วมกันเปล่งเสียงตะโกนให้โลกรู้    Free Thai Political Prisoners / We Want Justice อ่านบทกลอนของคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุขและบทกลอนของป้าอุ๊ ภรรยาอากง เพื่อเป็นการรำลึกถึง ผู้ที่ถูกความอยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมแบบไทยไทยที่ไม่ใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในการตัดสินความถูกต้อง
อนึ่ง "คุณทิฟฟี่สีแดง" ได้ส่งคลิปภาพและรายงาน เพิ่มเติมต่อเนื่องจากรายงาน "ภาพการชุมนุมคนไทยใน Los Angeles ย่าน Hollywood 19 พ.ค. 55"



เสื้อแดงแอล.เอ.ต้าน ๑๑๒

ในโอกาสครบรอบสองปีแห่งการเสียชีวิตของประชาชน ๙๑ คนจากการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ แต่กลับมีการสร้างผังล้มเจ้ากำมะลอขึ้นโดยฝ่ายทหาร ใช้เป็นข้ออ้างเข่นฆ่าประชาชน และจับขังคุกด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของกฏหมายอาญา ม.๑๑๒ จนบัดนี้ยังไม่มีความปรานีตามหลักสิทธิมนุษยชนจากศาล ล้วนถูกปฏิเสธการประกันตัว บางคนถึงขั้นเสียชีวิตระหว่างคุมขัง บางคนป่วยหนักไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ชาวไทยในมหานครลอส แองเจลีสจำนวนหนึ่งซึ่งมีจิตอาสาต่อการเสียสละชีวิต และความสุขของเพื่อนร่วมชาติ ได้ออกมารณรงค์เรียกร้องให้ยุติการใช้กฏหมายหมิ่นฯ กดขี่ประชาชน ด้วยการจัดรถแห่ชูป้ายไปตามท้องถนนในใจกลางท้องที่ฮอลลีวู้ดเป็นระยะทางไม่ ต่ำกว่า ๒๐ ไมล์ ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าความขมขื่นจากการกดขี่ประชาชนในประเทศไทยด้วยกฏหมาย ร้ายแรง (Draconian) นั้นมิใช่สิ่งที่ชนชั้นนำจะหมกเม็ดไว้เบื้องหลัง "ยิ้มสยาม" ได้อีกต่อไป




"ติดแบนเนอร์รถแวน Sight Seeing Tours วิ่งวนรอบ ๆ สถานท่องเที่ยวระดับโลก แถบ Hollywood และ Thai Town ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน"

จาตุรนต์ ฉายแสง : กรณี "จตุพร พรหมพันธุ์" ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ที่มา uddred

 มติชนออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2555 >>>



(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 29 พฤษภาคม 2555)

การ พ้นจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นที่สนใจและรับรู้กันอย่างกว้างขวาง แต่การวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยนี้ดูจะมีไม่มากนัก ประเด็นที่ได้รับความสนใจต่อเนื่องดูเหมือนจะเน้นไปที่จตุพรจะเป็นอะไรต่อไป จะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่

ผมกลับสนใจที่จะศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยนี้เสียมากกว่า

ผม เห็นว่าคำวินิจฉัยนี้มีปัญหา และเมื่อเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลผูกพันให้องค์กรต่างๆ ของรัฐต้องถือเป็นแนวปฏิบัติต่อไป คำวินิจฉัยนี้ก็ย่อมจะสร้างปัญหาต่อไป

ปกติ ที่คนคุ้นเคย คำวินิจฉัยต่างๆ มักเริ่มด้วยการอธิบายความเป็นมาว่าใครร้องใครว่าอย่างไร อีกฝ่ายแก้ต่างโต้แย้งว่าอย่างไร แล้วก็จะมีการวิเคราะห์เป็นเรื่องๆ ไปจนในที่สุดก็สรุปเป็นคำตัดสินหรือคำวินิจฉัย

แต่ในบทความนี้แทนที่จะเรียงลำดับอย่างเดียวกับคำวินิจฉัยต่างๆ ดังกล่าว ผมจะขอเริ่มจากความเห็นโดยสรุปของผมเสียก่อนเลย

คือ ผมเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้สมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สิ้นสุดลงนี้เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเอง ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม

คำ วินิจฉัยนี้คือการแสดงบทบาทของสิ่งที่เรียกว่า "ตุลาการภิวัฒน์" ในการเข้ามาจัดการกับการเมืองอีกครั้งหนึ่งและยิ่งกว่านั้นคำวินิจฉัยนี้ยัง ได้เปิดช่องให้เกิดการกลั่นแกล้งกันทางการเมืองได้มากขึ้นและมีผลเป็นการ เพิ่มอำนาจบทบาทของฝ่ายตุลาการในการเข้ามาแทรกแซงก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารได้มากขึ้น ถึงขั้นที่ทำให้ในบางกรณีฝ่ายตุลาการมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจตัดสินหรือ กำหนดได้ว่า จะไม่ให้ใครเป็น ส.ส.หรือแม้แต่ไม่ให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ รวมทั้งอาจใช้อำนาจเดียวกันนี้ถอดถอน ส.ส.หรือนายกรัฐมนตรีเสียก็ได้

ด้วยคำวินิจฉัยนี้จะยิ่งทำให้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งและวิกฤตในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น



ผมจะอธิบายเหตุผลประกอบความเห็นข้างต้นโดยจะพยายามลงในรายละเอียดให้น้อยที่สุด คือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ผม ขอยกเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่.../2555 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 ให้สมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 106 (4) ประกอบมาตรา 101 (3)

โดยเห็นว่าในวันเลือกตั้ง (3 ก.ค.54) นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งเนื่องจากถูกคุมขังอยู่โดยหมายของ ศาล จึงทำให้สมาชิกภาพของการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยของนายจตุพร พรหมพันธุ์ สิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 20 (3) ประกอบมาตรา 19 และมาตรา 8

เมื่อสมาชิกภาพของการเป็นสมาชิกพรรคสิ้น สุดลง จึงทำให้สมาชิกภาพของการเป็น ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (4) ประกอบมาตรา 101 (3) ด้วย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย

ทำไมจึงว่าคำวินิจฉัยนี้ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

เริ่ม จากคำถามง่ายๆ ว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คนถูกคุมขังสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ และการถูกคุมขังเป็นเหตุให้ ส.ส.พ้นจากการเป็น ส.ส.หรือไม่

จะตอบคำถามนี้ต้องดูรัฐธรรมนูญมาตราที่เกี่ยวข้องเพียง 3 มาตราเท่านั้น ดังนี้

มาตรา 100 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(4) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

มาตรา 102 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

.......

(3) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 100 (1) (2) หรือ (4)

(4) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล

(5) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

มาตรา 106 สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ
.......

(5) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102

(7) ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเองเป็นสมาชิก หรือพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของ ที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ให้พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเองเป็นสมาชิก ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ลาออกหรือพรรคการเมืองมีมติ

เว้น แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นได้อุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติคัดค้านว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา 65 วรรคสาม ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา 65 วรรคสาม ให้ถือว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

แต่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา 65 วรรคสาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นอาจเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นได้ภายในสาม สิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

(8) ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค การเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเป็นสมาชิก และไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาล รัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหกสิบ วันนั้น

(11) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญมี เจตนาว่าผู้ถูกคุมขังยังมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ดูได้จากมาตรา 102 ว่าด้วยลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็น ส.ส.ใน (3) ที่ว่า "เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตามมาตรา 100 (1), (2) หรือ (4)" จะเห็นว่าได้ตั้งใจเว้น (3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

นอกจาก นั้นในมาตรา 102 (4), (5) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการต้องคำพิพากษากับเคยถูกคำพิพากษา ซึ่งก็แสดงว่าไม่ต้องการให้ครอบคลุมถึงการถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือโดยคำ สั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (ในระหว่างการพิจารณาคดี) ความหมายก็คือรัฐธรรมนูญตั้งใจบอกไว้ว่า ถูกคุมขังอยู่ก็ยังสามารถไปเป็น ส.ส.ได้ถ้าประชาชนเขาเลือก

สำหรับเรื่องการพ้นสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส.รัฐธรรมนูญก็แสดงเจตนาไว้อย่างชัดเจนว่าการถูกคุมขังโดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (ในระหว่างการพิจารณาคดี) ไม่เป็นเหตุให้ผู้ที่เป็น ส.ส.อยู่พ้นจากการเป็น ส.ส.ไปได้

ประเด็น นี้ดูได้จากมาตรา 106 ที่ระบุเหตุที่ทำให้สมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลงอยู่ 11 ข้อ ก็ไม่มีเรื่องของการถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (ในระหว่างการพิจารณาคดี) อยู่ด้วย จะมีที่เกี่ยวข้องก็คือในมาตรา 106 (11) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอลงโทษ เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทความผิดลหุโทษหรือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท

สอดคล้องกับหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 39 ที่ว่า "...ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด" แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้

ส่วนที่เกี่ยวกับ การขาดจากสมาชิกภาพของ ส.ส.ที่เกิดจากการขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคนั้น รัฐธรรมนูญก็มีบัญญัติไว้ในมาตรา 106 (7), (8) เป็น 2 กรณีเท่านั้น ไม่มีกรณีที่เกิดจากการมีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ความหมายก็คือการถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (ในระหว่างการพิจารณาคดี) ไม่เป็นเหตุให้ผู้ที่เป็น ส.ส.อยู่พ้นจากการเป็น ส.ส.ไปได้

สรุปได้ว่าตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ผู้ที่ถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (ในระหว่างการพิจารณาคดี) ไม่ถูกตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งและหากเป็น ส.ส.อยู่ ก็ไม่เป็นเหตุให้พ้นจากการเป็น ส.ส.ไปได้

การวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและขัดต่อหลัก นิติธรรม แล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายจตุพรพ้นจากการเป็น ส.ส.ไปได้อย่างไร ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายจตุพรพ้นจากการเป็น ส.ส.นั้นเรียงลำดับเหตุและผลเสียใหม่จะเป็นดังนี้

นายจตุพรพ้นจากการ เป็น ส.ส.เนื่องจากนายจตุพรพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยในวันเลือกตั้ง ที่พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพราะในวันเลือกตั้งนายจตุพรเป็นบุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และที่นายจตุพรกลายเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งไปก็เพราะถูกคุม ขังอยู่โดยหมายของศาลในระหว่างการพิจารณาคดี

ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยอย่างนี้ไม่ได้อาศัยรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการวินิจฉัย แต่ได้ใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองซึ่งบัญญัติไว้ว่า สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลงเมื่อมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือก ตั้งตามรัฐธรรมนูญ เมื่อสมาชิกภาพสมาชิกพรรคสิ้นสุดลง สมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ก็สิ้นสุดลงไปด้วย

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เป็นการ นำเอา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับขั้นต่ำกว่ารัฐธรรมนูญมาใช้บังคับให้ขัดหรือแย้ง ต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยข้อห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งและเหตุ ที่ทำให้ ส.ส.พ้นจากการเป็น ส.ส.กลายเป็นว่าการถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลระหว่างไม่ได้รับการปล่อยตัว ชั่วคราว สามารถเป็นเหตุให้ ส.ส.พ้นจากความเป็น ส.ส.ไปได้

การใช้ บังคับกฎหมายเช่นนี้จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับ มิได้

นอกจากนี้แม้แต่การให้เหตุผลในการใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่จะวินิจฉัยว่านายจตุพรพ้นจาก การเป็นสมาชิกพรรคก็เป็นการให้เหตุผลที่สับสน เช่น ที่ได้อธิบายในบางตอนว่า

"....การ บัญญัติลักษณะต้องห้ามไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่รวมถึงต้องถูกคุมขังโดย หมายของศาล ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมให้บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองปฏิบัติตน อยู่ในกรอบของกฎหมายและระเบียบวินัยของพรรคการเมือง การถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาของศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวย่อมแสดงให้เห็นว่าการกระทำผิดมีความ รุนแรงและมีเหตุที่ศาลจะไม่ปล่อยตัวชั่วคราวนั้นเป็นวัตถุประสงค์ของการ กำหนดลักษณะต้องห้ามดังกล่าว นอกจากนี้ผู้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้ สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติหน้าที่สมาชิก พรรคการเมืองในการมีส่วนร่วมการเมือง โดยเฉพาะการใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง

ดัง นั้น เมื่อผู้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ปฏิบัติตนอยู่ภายในกรอบกฎหมายจนถูก ดำเนินคดีและต้องถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือ โดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่นับการปล่อยตัวชั่วคราวในวันเลือกตั้ง ทำให้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 100 (3) ย่อมถือเป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลผู้จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเห็นว่าการ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 100 (3) เป็นลักษณะต้องห้ามของบุคคลซึ่งจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง..."

การให้ เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญนี้มีคำถามได้มากมายและจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตด้วย เช่น การไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแสดงว่าการกระทำผิดมีความรุนแรงจริง หรือ ในเมื่อยังไม่มีการพิสูจน์ว่าทำความผิดจริงอาจถูกใส่ร้าย ปรักปรำก็ได้ การไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว อาจเกิดได้จากสาเหตุต่างๆ กัน เช่น ไม่มีเงินค่าประกันก็ได้ ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ การถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาของศาลโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่ว คราว ก็ไม่ได้แสดงว่าบุคคลนั้นไม่ปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัยของพรรคเสมอไปแต่ อย่างใด

การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ นอกจากไม่เป็นเหตุเป็นผลแล้ว ยังไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 39 ดังกล่าวมาแล้วเนื่องจากเป็นการสันนิษฐานไปก่อนว่าจำเลยมีความผิด



มี คำถามต่อไปอีกว่าถ้าการถูกคุมขังโดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมายเป็นเหตุให้บุคคลพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคได้ เหตุใดจึงมีผลเฉพาะในวันเลือกตั้งเท่านั้น วันอื่นๆ ทำไมไม่มีผลให้พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคก็จะเกิดความลักลั่นอย่างมาก ที่คนคนหนึ่งอาจถูกคุมขังอยู่โดยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเดือนๆ โดยไม่พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แล้วยังคงถูกคุมขังอยู่ในวันเลือกตั้ง คนคนนั้นก็จะพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที

ยังจะมีปัญหาการ ทำให้เกิดการกลั่นแกล้งทางการเมืองกันได้ด้วย เช่น ผู้สมัครรับเลือกตั้งอาจถูกกลั่นแกล้งด้วยการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดี และถูกคุมขังโดยหมายของศาลโดยไม่ได้รับการประกันตัวหรือถูกถอนประกันในวัน เลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นก็สิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและหมดสิทธิ ที่จะเป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนั้นไปเลย

การกลั่นแกล้งยังอาจ เกิดกับผู้เป็น ส.ส.อยู่โดยถูกต้องตามกฎหมายในทำนองเดียวกันด้วยก็ได้ เช่น ในกรณีมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้น แล้ว ส.ส.คนหนึ่งถูกดำเนินคดีและถูกคุมขังโดยหมายของศาลโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ ปล่อยตัวชั่วคราว ส.ส.คนนั้นก็จะขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคและพ้นจากการเป็น ส.ส.ในทันที ถ้า ส.ส.คนนั้นเผอิญเป็นนายกฯอยู่ด้วย เขาก็จะพ้นจากการเป็นนายกฯไปด้วย

คำวินิจฉัยนี้มีผลเท่ากับการเพิ่ม เติมอำนาจของศาลในการที่จะตัดสินในการเป็น ส.ส.ของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาคนหนึ่งคนใดก็ได้ด้วยการไม่อนุญาตปล่อย ตัวชั่วคราวในวันเลือกตั้ง ถ้าผู้ที่ถูกคุมขังอยู่นั้นกำลังเตรียมแข่งขันเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เขาก็เท่ากับถูกตัดสิทธิในการที่จะไปเป็นนายกรัฐมนตรีไปด้วย เท่ากับเพิ่มอำนาจศาลในการสกัดกั้นไม่ให้ใครเป็นนายกฯได้ด้วย และคำวินิจฉัยนี้ยังเท่ากับเป็นการเพิ่มอำนาจศาลในการถอดถอน ส.ส.หรือแม้แต่นายกฯ ในกรณีทำนองเดียวกันด้วย

โดยคำวินิจฉัยนี้เอง ย่อมเป็นการแสดงบทบาทของตุลาการภิวัฒน์อีกครั้งหนึ่ง แต่ยิ่งกว่านั้นคำวินิจฉัยนี้ยังได้เพิ่มช่องทางในการกลั่นแกล้งเอาเปรียบ กันทางการเมืองและก็เป็นการเพิ่มบทบาทของตุลาการภิวัฒน์ในการที่จะแทรกแซง จัดการกับปัญหาทางการเมืองต่อไป ซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งในสังคมไทยทวีความรุนแรงขึ้นได้อีกด้วย

แม้ คำวินิจฉัยนี้ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และอาจจะสร้างปัญหาต่างๆ ตามมาได้อีกมากก็ตามแต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วย่อมเป็นที่สุด ต้องใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไป

คำวินิจฉัยนี้ยังมีผลเท่ากับเป็นการแก้ไข เพิ่มรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่าด้วยการพ้นจากการเป็น ส.ส.ไปเรียบร้อยแล้วด้วย ดังนั้น หากต้องการที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาที่คำวินิจฉัยนี้สร้างขึ้นหรือทิ้งไว้ก็ เหลืออยู่เพียงวิธีเดียวคือการแก้รัฐธรรมนูญนี้เสียใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยและสอดคล้องกับหลักนิติธรรม

สมศักดิ์เจียมฯ สรุปย่อ 4 ร่าง พรบ.ปรองดอง

ที่มา Thai E-News




โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
30 พฤษภาคม 2555

กำลังกลายเป็นเรื่อง "ตลก" ที่ไม่ตลกเสียแล้ว ทีตอนนี้ มี ร่าง พรบ.ปรองดอง เสนอเข้าสภา 4 ร่าง โดยที่ทุกร่าง (แม้แต่ร่างของ สนธิ บัง) ล้วนมีกำเนิดมาจาก พรรคเพื่อไทย

(1) ร่าง สนธิ บัง ดาวน์โหลด ได้ที่นี่ (ลิงก์)

ผมได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว จะขอข้ามไปในที่นี้



(2) ร่าง ฉบับ ณัฐวุฒิ กับพวก (ที่ นปช. เรียกว่า เป็น "ฉบับ นปช.")  ดาวน์โหลด ได้ทีนี่ (ลิงก์)

เนื้อหาโดยสรุป ก็เหมือนกับที่ จตุพร ณัฐวุฒิ แถลงข่าวไป ถ้าเปรียบเทียบกับ สนธิ บัง คือ ตัด มาตรา 3(2) นิรโทษกรรม รบ.ก่อน ออก ในส่วนผู้ชุมนุม ก็เขียนเพิ่มว่า "ยกเว้นโทษก่อการร้าย และความผิดต่อชีวิต"

ผมเคยเขียนไปก่อนที่จะได้เห็นตัวร่าง เมื่อเห็นแล้ว ก็ยืนยันว่า เป็นไปอย่างที่เขียนคือ ไอเดียจริงๆ คล้ายกับที่ผมเสนอไปเป็นเดือนๆ คือ การนิรโทษกรรม เฉพาะระดับล่าง ยกเว้นแกนนำทุกฝ่าย (รบ., นปช, พันธมิตรฯ) ไว้

อย่าง ที่ผมแสดงความเห็นไปแล้วว่า แม้ไอเดียนี้ จะตรงกับที่ผมเรียกร้องมาตลอด แต่การเพิ่งมาลุกลี้ลุกลนเสนอตอนนี้ ผมไม่ถึงกับชื่นชมอะไรนัก เพราะแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมา ที่ไม่ทำ ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ จริงๆทำได้ (ทีพวกดีเฟนด์พรรคหลับหูหลับตาชอบยืนยันว่า "ทำไม่ได้ๆ") การเพิ่งมายื่นตอนนี้ เป็นการแสดงความไม่เอาไหนของคุณณัฐวุฒิ และพรรคเพื่อไทยโดยรวมเองว่า ไม่ยอมหาทางช่วยคนระดับล่างเป็นเวลานาน จนกระทั่ง มีเรื่องมีราว พรบ.ปรองดอง สนธิ บัง ซึ่งจริงๆ คุณณัฐวุฒิ และ นปช.คนอื่น ก็ยกมือให้ตอนเป็นรายงานต่อสภา จึงค่อยมาทำ "แก้เกี้ยว" ต่อมวลชน

ทีนี้ มันมีปัญหาเฉพาะหน้าสำคัญด้วยเกี่ยวกับร่างของณัฐวุฒินี้ คือ การยกเว้นโทษก่อการร้าย กับโทษทำร้ายชีวิตนั้น ถ้าตามรายชื่อนักโทษการเมืองเสื้อแดงตอนนี้ จะมีอยู่ถึง 8 คน ที่ไม่อยู่ในข่ายนิรโทษกรรมนี้ (จากทั้งหมด 54 คน ไม่นับ 112 อีก 12 คน)

ผมสงสัยว่าคุณณัฐวุฒิกับเพื่อนจะเอาอย่างนั้นจริงๆหรือ? เรื่องไม่รวม 112 นี่เดาได้อยู่แล้ว แต่ไม่รวม คนเสื้อแดงในคุก ที่มีในรายชื่อของนปช.เองถึง 8 คนนี่จะเหมาะสมแล้วหรือ?

(หมายเหตุล่าสุดไทยอีนิวส์ - อ.สมศักดิ์ อัพเดตเพิ่มเติม 01.00 )    ผมต้องขอ update ข้อมูลเรื่องคนเสื้อแดง "ในคุก" ที่จะไม่ได้รับนิรโทษ จาก ร่าง พรบ.ฉบับตู่เต้น

สรุปล่าสุด ตามข้อมูล คุณ Nithiwat Wannasiri ที่ตามเรื่องคนคุกอย่างใกล้ชิด ได้อย่างยอดเยี่ยม ตอนนี้ มีคนเสื้อแดง ที่โดนคดี ก่อการร้าย อยู่ 2 คน และคดี ฆ่าคนตาย อยู่ 6 คน รวมเป็น 8 คน ที่ จะไม่อยู่ในครอบคลุมการนิรโทษกร​รม ตาม พรบ. ตู่เต้น

แต่ว่าใน 8 คนนี้ มี 5 คนที่โดนคดีฆ่าคน โชคดีหน่อย คือได้ประกันตัวมาแล้ว ในขั้นฎีกา (แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ออกจากคุกแบบถาวร อาจจะถูกจับกลับเข้าไปใหม่ หรือตัดสินให้ผิด ต้องกลับเข้าไปใหม่ได้)

ดังนั้น จึงเหลืออยู่ในคุกจริงๆ ที่จะไม่ได้รับนิรโทษแน่ๆ ตาม พรบ. ตู่เต้น ณ เวลานี้ 3 คน (ก่อการร้าย 2 คน ฆ่าคน 1 คน)

(3) ร่าง ฉบับ สามารถ แก้วมีชัย กับพวก
ดาวน์โหลด ได้ที่นี่

เนื้อหาโดยสรุป เหมือนฉบับ สนธิ บัง ทุกอย่าง

ยกเว้นแต่ว่า ในมาตรา 3 ที่ของ สนธิ บัง เขียนไว้เรื่อง "การแสดงออกทางการเมือง" น้้น ฉบับนี้ เอาข้อความที่มีอยู่ในเอกสารประกอบของ สนธิ บัง มาใส่เพิ่มขยายความให้ชัดเจนว่า การแสดงออกทางการเมืองที่ว่าหมายถึงอะไรบ้าง (ซึงดังที่เคยเขียนไปเหมือนกันว่า ในคำอธิบายน้้น ชัดเจนว่า "การแสดงออก.." ไม่รวม 112) คือ ข้อความประเภท "...การต่อต้านรัฐ การดำเนินการขัดขวางเจ้าหน้าที่..."

สรุปคือ เหมือนฉบับ สนธิ บัง ทุกอย่าง เพิ่มแค่ตรงนี้ (ซึ่งก็เอามาจากเอกสารประกอบ กม.ของฉบับ สนธิ บัง)

(4) ร่าง ฉบับ นิยม วรปัญญา กับพวก
 ดาวน์โหลด ได้ทีนี่

ฉบับนี้ ต้องเรียกว่าเป็น ฉบับที่ "เว่อร์" ที่สุด และมีความต่างในแง่ถ้อยคำรูปแบบ มากกว่าของคนอื่น ถ้าใครเคยอ่าน พรบ.นิรโทษกรรม ในอดีตบางฉบับ เช่น ฉบับ 2500 พรบ.ฉบับนี้ ใช้วิธีการร่างแบบนั้น (เข้าใจว่า คงเลียนแบบเรื่องถ้อยคำสำนวนมาด้วย)

ฉบับนี้ ระบุไปตรงๆเลยว่า เป็นการ "นิรโทษกรรม" (ฉบับอืน ไมใช้คำนี้ตรงๆกัน) แล้วก็ไล่เรียงว่า นิรโทษกรรม ใครบ้าง ก็มี

(ก) การ "ปฏิรูปการปกครอง..." (รัฐประหารนันแหละ) 19 กันยา
(ข) การชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง เพื่อต่อต้าน (ก)
(ค) การกระทำของบุคคลที่ถูกผลกระทบจากประกาศ ของ คปก (อันนี้ต้องการให้หมายถึงคดี คตส.ต่างๆ)
(ง) การกระทำของเจ้าหน้าที่ เพื่อสลายการชุมนุม ฯลฯ

สรุปแล้ว หลักการก็เหมือนกับฉบับ สนธิ บัง เช่นกัน แต่รวมกรณี รัฐประหาร 19 กันยา เข้าไว้ด้วย

++++++++++++++++++++++++++++++++++
หมายเหตุเพิ่มเติมจาก อ.สมศักดิ์

ผมขอพูดถึง ร่าง พรบ.ปรองดอง ฉบับ ณัฐวุฒิ ("นปช.") อีกนิดนะ

ดังที่ผมเขียนไปตั้งแต่เมื่อวาน​ การร่างแบบฉุกละหุกเพื่อ"แก้เกี้ยว"กระแสความไม่พอใจของมวลชนนี้ มันทำให้มีปัญหาสำคัญมากอันหนึ่ง​ คือ จะมีนักโทษการเมืองเสือแดง 8 คน (จาก 54 คน ไม่รวม 112 อีก 12 คน) ที่จะไม่อยู่ในข่ายได้รับการนิรโ​ทษ เพราะโดนคดีก่อการร้าย และพยายามฆ่า (ดูหมายเหตุเพิ่มเติมด้านบน-thaienews)

ทีนี้ ไอเดียของร่าง ฉบับ ณัฐวุฒิ นี้ ก็เป็นแบบเดียวกับที่ผมและอีกหลาย​คนเสนอมาหลายเดือน แต่ นปช.และเพื่อไทย ไม่คิดจะทำ (พวกดีเฟนด์ แบบหลับหูหลับตา ก็อ้างว่า "ทำไม่ได้ๆ")

นั่นคือ หาทางนิรโทษเฉพาะระดับล่าง แต่ไม่นิรโทษระดับแกนนำทุกฝ่าย (นปช., รบ.อภิสิทธิ์, พันธมิตรฯ)

ทีนี้ ผมเข้าใจว่า ด้วยความที่ร่างฉุกละหุก คุณณัฐวุฒิ กับพวก ก็เลยใช้วิธีกำหนดเรื่อง คดีก่อการร้าย กับ พยายามฆ่าไว้ เพื่อให้เหลือระดับแกนนำทุกฝ่ายไ​ว้ (เพราะพวกนี้ โดน 1-2 คดีนี้กัน แต่จริงๆ อย่างทีเพิ่งพูด ระดับล่างหลายคน ก็โดน ผมเข้าใจว่า ไมใช่เฉพาะเสื้อแดง พันธมิตรฯ ก็มีที่ไมใช่แกนนำ แต่โดน ก่อการร้าย)

ตอนที่ผมเริ่มเสนอไอเดียเรืองนี้ ผมก็เคยพยายามร่างเหมือนกันว่า ทำยังไง จะนิรโทษ เฉพาะระดับล่างทุกฝ่าย แต่ไม่รวมระดับทุกฝ่ายไว้ ก็ยอมรับว่า มันยากอยู่ในแง่การเขียนเป็นภาษ​ากฎหมาย

แต่ใจผมก็ยังเห็นว่า มันพอมีวิธีเขียนอยู่ ด้วยการระบุลงไปให้ชัดเจนเลย (ระบุชื่อ นปช. และ พันธมิตร และระบุว่า "ระดับแกนนำ" อะไรแบบนี้)

ในทาง กฎหมาย อาจจะไม่ orthodox ("ตามตำราเคร่งครัด") แต่ผมว่า ไม่น่าจะผิด และน่าจะทำได้

แต่แน่นอน ปัญหาคือ จะมีวิธีเขียนจำกัดความคำว่า "แกนนำ" อย่างไร

ผมเคยคุยกับ อ.วรเจตน์ เรื่องนี้เหมือนกัน ก็เห็นตรงกันว่า มันยากเหมือนกัน แต่เนื่องจาก ทางนิติราษฎร์เอง มีข้อเสนอของตัวเอง (แก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวดใหม่ ตั้งกรรมการใหม่) ก็เลยไม่ได้คุยกันอย่างละเอียดจริงจังว่า ถ้าจะเขียนจริงๆ จะทำยังไง

อันหนึ่ง ที่ผมเคยเขียนไปแล้วเหมือนกันวา​ มีวิธีที่ทำให้ "ง่าย" ขึ้นไปหน่อย ในแนวนี้ คือใช้ "โมเดล 14 ตุลาฯ" คือ นิรโทษกรรม พวกประชาชนทั้งหมด แต่ไม่นิรโทษกรรม เจ้าหน้าที่รัฐเลย ซึ่ง จะได้ผลในแง่ของการช่วยทั้ง 2 ฝ่าย คือ เสื้อแดง กับ พันธมิตรฯ แต่จะเป็นการช่วยที่รวมแกนนำทั้​ง 2 ฝ่ายไปด้วย ไม่ยกเว้น (ซึ่งเสื้อแดง หลายคน คงไม่ต้องการ) แต่ก็มีข้อดีที่ ยกเว้นเรื่อง การฆ่าประชาชน ของรัฐบาลที่แล้ว

สรุปแล้ว เรื่องไอเดียนี้ (นิรโทษ คนธรรมดา ยกเว้นแกนนำทุกฝ่าย) ที่ผมและหลายคนเสนอไปนาน แต่ นปช. ไม่ทำ เพิ่งมาทำนี้ แสดงว่า ทำได้ ปัญหาคือ ด้วยเวลาจำกัดขนาดนี้ การร่างแบบฉุกละหุกแบบนี้ มีปัญหาแน่ๆ เรื่อง 8 คนของ เสื้อแดง ในคุก ที่จะไม่ได้รับนิรโทษกรรม  (ดูหมายเหตุเพิ่มเติมด้านบน-thaienews)

หมายเหตุเพิ่มเติมอีกอันหนึ่งจาก อ.สมศักดิ์

อย่างที่เขียนไปเมื่อวานแล้วเช่นกันว่า ตอนนี้ ที่น่าห่วงแทนมากที่สุดคือคนธรร​มดาที่อยู่ในคุกนี่แหละ ว่า ใจคอพวกเขา คงไม่ดีมากๆ

ใครที่อยู่ในคุกมานานขนาดนี้ พอมีข่าว รูปธรรม เลยว่า มี พรบ. ที่จะทำให้ปล่อยเป็นอิสรภาพได้ รับรองว่า อดไม่ได้ จะต้องตื่นเต้นมากๆ

ตอนผมติด 6 ตุลาฯ แล้วเกรียงศักดิ์ออก พรบ.นิรโทษกรรม เราก็รู้กันไม่กี่วัน (จำไม่ได้ อาจจะแค่วันเดียว) แต่ตอนนั้นเกรียงศักดิ์เข็นพรบ.ดังกล่าวผ่านสภาทีเดียว 3 วาระ ในวันเดียว ค่ำวันนั้น เราก็ได้ปล่อยตัว แต่ใจคอระหว่างที่รอฟังข่าว ก็ตื่นเต้นกระวนกระวายอยู่ไม่น้​อย

(ดังที่ผมเขียนไปว่า ในอดีตนั้นพรบ.นิรโทษฯทุกอัน เขาเข็นกันออกมาแบบเร็วๆ ประเภท 3 วาระรวดอะไรแบบนั้น เพราะถ้าคิดจะปล่อยคนแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ทียืดเยื้อ ทรมานใจเปล่าๆ)

ปัญหาคือ ตอนนี้มีร่าง 4 ฉบับ ที่ล้วนมีกำเนิดจากเพื่อไทย ทั้งนั้น

เฉพาะการที่มีร่างถึง 4 ฉบับ ก็หมายความว่า การอภิปรายในสภา เฉพาะวาระแรกวาระเดียว อาจจะกินเวลาเป็นวันๆ ถ้าไม่ใช่หลายวัน ไม่นับรวมอีก 2 วาระอีก โอกาสจะผ่านเร็วๆน่าจะมีน้อยมาก

บอกตรงๆว่า คิดแล้วก็เซ็งแทนคนในคุก นอกจากที่ผานมา เพื่อไทย-นปช.จะไม่ยอมทำ อย่างทีเพิ่งมาทำนี้ คือหาทางนิรโทษกรรมให้พวกเขาก่อ​น กลับเอาชะตากรรมพวกเขาไปผูกอยู่​กับประเด็นช่วยทักษิณ (และโดยปริยาย คือ ปล่อยคดีอภิสิทธิ์ด้วย) ซึ่งไม่แฟร์มากๆ

ถึงเวลา เหมือนว่าอิสรภาพจะ"ใกล้แค่เอื้อม" ก็ยังต้องมาทรมานใจ ลุ้นกันใจหายใจคว่ำาอีกว่า จะออกหัวออกก้อย หรือ ออกทางไหน

เป็นคนธรรมดาๆ ในประเทศนี้ มันลำบากอย่างนี้แหละ แม้แต่ในขบวนที่อ้างว่า เป็น "ประชาธิปไตย"

Tuesday, May 29, 2012

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/05/55 รั้งไม่หยุด...ฉุดไม่อยู่

ที่มา blablabla

โดย  


ภาพถ่ายของฉัน



รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ปู-ยิ่งลักษณ์
แจ่มประจักษ์ ชัดเจน เห็นสดใส
ประชาชน บนผืน แผ่นดินไทย
สุขสมใจ สมหวัง ดั่งใจปอง....


เจ็บป่วยไข้ ได้พึ่งพา รักษาด่วน
คุณค่าควร ส่งมอบ ตอบสนอง
พัก 3 ปี หนี้นั้น ตามครรลอง
กองทุนของ หมู่บ้าน สืบสานไว้....


SML ยิ้มระรื่น หมื่น-แสน-ล้าน
จากวันวาน ถึงวันนี้ ดีแบบไหน
ภาพชัดเจน เห็นทั่ว กลัวทำไม
เดินหน้าไกล ให้มั่งคั่ง แบบยั่งยืน....


พวกเห่าหอน โหยหา มาติดๆ
ยังวิปริต คิดวิบัติ เฝ้าขัดขืน
เห็นของจริง หน้าจ๋อย พลอยล้มคลืน
ทำหน้าตื่น ล่อกแล่ก สุดแปลกใจ....


กองทุนพัฒนาสตรี ดีเกินคาด
พวกขี้ขลาด ยังคิดชั่ว มัวหวั่นไหว
งบเยียวยา ที่เร่งรัด รีบจัดไป
พวกจัญไร ยิ่งหน้าแหก แตกยับเยิน....


๓ บลา / ๒๙ พ.ค.๕๕

เปิดร่าง พรบ.ปรองดอง ฉบับ นปช.

ที่มา uddred



 
แถลงการณ์ นปช.
วันที่ 29 พฤษภาคม 2555


นปช. นำเสนอร่าง พรบ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ โดยมีเนื้อหาสำคัญคือ การนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการ เมืองช่วงระหว่าง 15 ก.ย. 2548-10 พ.ค. 2554 โดยไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับการสังหาร ปชช. และการก่อการร้าย