WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 2, 2012

แม้วโฟนอินเวที3เกลอร้องรู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

ที่มา Thai E-News







ที่ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ระหว่างการจัดงาน "ครึ่งทศวรรษ ความจริงวันนี้"เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 2 มิถุนายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี  ได้โฟนอินสดข้ามประเทศ เวทีรายการ พูดคุยกับกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  ท่ามกลางการต้อนรับของ นายวีระกานต์ มุวิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ   โฟนอินสวัสดี พี่น้องคนเสื้อแดง  พร้อมระบุ วันนี้สัญญาณไม่ดี  ไม่รู้เป็นอะไร มีแต่เสียง อุตส่าห์แต่งตัวหล่อ  จะไปโชว์ ที่เมืองไทยให้พี่น้องเสื้อแดงได้เห็นว่า ยังสบายดีอยู่  หลังจากโดนแล้วโดนอีก 

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกับนายณัฐวุฒิที่บอกว่า  อย่าเป็นหมูให้เขาหลอก  แต่บางทีก็ต้องร้องเพลง  ถึงเขาหลอกก็เต็มใจให้หลอก... บางทีบางครั้งก็โง่จริงบ้าง โง่ปลอมบ้าง ก็ว่ากันไป   พร้อมบอกว่า  พยายามลดโทนให้ไม่เครียดเกินไป  กำลังฝึกอยู่ ถ้าได้กลับเมืองไทย ไม่ว่าจะได้กลับตอนไหนตอน 85 หรือตอน 63 ก็ไม่รู้  ยังไงก็ต้องกลับ  

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าว แบบอารมณ์ดีว่า  วันนี้อยากจะใช้คำพูดเบาๆ  แบบอารมณ์ดีบ้าง เพราะวันก่อนมีคนท้วงว่า อารมณ์เสียเกินไป  และเห็นโน้ส อุดม ออกเดี่ยวมาหลายรอบแล้ว  ก็อยากจะออกแฝดบ้าง  เป็นโน้สกับแม้ว  ก่อนจะเข้าเนื้อหาโฟนอิน ดังนี้
"คนร้ายเวลาทำแผนประทุษกรรมเหมือนๆ กันหมด  เวลานี้แผนประทุษกรรมเหมือนกันมากสมัยล้มผม  มาตอนนี้เริ่มอาการออกแล้ว แต่วันนั้นต้องอ่านหนังสือแบบเรียนเรื่องเรณูปัญญา  ตอนนั้นคนเรายังโง่อยู่ แต่วันนี้ไม่โง่แล้วนะครับ วันนี้รู้แล้วอะไรเป็นอะไร กระบวนการโค่นอำนาจประชาชนเริ่มอีกแล้ว

เมื่อวานนี้ (1 มิ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน...ถ้าคนเข้าใจกฎหมาย  จะรู้ว่าระเบียบต้องอ่อนกว่ากฎหมาย   กฎหมายจะเหนือกว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เพราะเป็นกฎหมายสูงสุด    รองจากกฎหมาย เป็นกฤษฎีกา ซึ่งก็ต้องออกตามกฎหมาย ออกนอกกฎหมายไม่ได้  ระเบียบก็ต้องออกตามกฤษฎีกา หรือกฎหมายนั้นๆ  แต่วันนี้เอาระเบียบมาอยู่เหนือกฎหมาย 

วันนี้กติการบ้านเมืองไม่เหลือ แล้ว  คนรักษากฎกติกาขาดคุณธรรมมันถึงได้เป็นอย่างนี้ จะใช้สองมาตรฐาน มันถึงไม่มีทางเลิกแตกแยกกันได้   ตราบใดที่กระบวนการไม่มีคุณธรรมในการรักษากติการับรองเลยว่าความแตกแยกบ้าน เมืองจะเลวร้ายมากขึ้น

เราก็คิดว่า  ขนาดมีนายกฯ  ผู้หญิง (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)  ไม่ทะเลาะกับใคร  ขนาดคนที่มีความเป็นผู้ชายแต่เป็นผู้หญิงมากกว่าชวนทะเลาะ  ยังไม่ทะเลาะด้วยก็คิดว่าบ้านเมืองจะสงบสักที แต่ปรากฎว่าไม่สงบ เพราะไม่ถูกใจ  ถ้าขืนยังเล่นกันอย่างนี้ กระบวนการโค่นอำนาจ ก็ต้องบอกประชาชนว่าเราจะปล่อยให้โค่นหรือ   อำนาจของประชาชนเป็นอำนาจสูงสุด   ขอให้ช่วยกันดู สภาฯก็ต้องพิจารณาว่า ตกลงจะยอมรับอำนาจที่ไม่มีอำนาจหรือเปล่า ต้องไปหารือ
พี่น้องความขัดแย้งในบ้านเมืองนึกว่าจะจบ ทำยังไงดี อุตส่าห์กลืนเลือดคนละหยด สองหยด คนละปี๊บ สองปี๊บ  หวังจะมีการปรองดองในเมืองไทย แต่เห็นภาพในสภาฯ กระชากเก้าอี้  เริ่มตั้งรัฐธรรมนูญแล้ว  ก็แปรญัตติไม่มีอะไรกลัวทักษิณ กลัวผีทักษิณยังไม่ทันตาย ไม่รู้เป็นอะไร มาถึงกฎหมายปรองดอง ทีนี้ลากเก้าอี้ประธานเลย ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนชื่อเลย 
วันนี้รัฐบาลเพื่อไทยกำลังตั้งใจ ทำงานไปสร้างความเชื่อมั่นในประเทศต่างประเทศ เต็มที่ เศรษฐกิจเริ่มฟื้น มีการปล่อยข่าวเรื่องปฏิวัติเล่นๆ เผื่อมีความขัดแย้ง    วันนี้ เราไว้ใจอะไรไม่ได้เพราะกติกาไม่เป็นกติกา คนรักษากติกา ไม่มีคุณธรรม ไม่รักษากติกา
พรรค เพื่อไทยถือว่า การทำร้ายนักการเมืองพรรคเพื่อไทย  ความจริงแล้วมันส่งผ่านเป็นการทำร้ายประชาชน เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแทนประชาชน  เป็นตัวแทนที่ประชาชนเลือกมา  ตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกมาด้วยเสียงส่วนใหญ่    แต่เขามาทำอำนาจแทนประชาชน  การลงโทษแบบนี้ คือการทำร้ายประชาชน โครงการต่างๆของรัฐบาลกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี  ประชาชนกำลังกินดีอยู่ดี เงินกำลังสู่ระบบ ทั้งจำนำข้าว รถคันแรก บ้านหลังแรก เครดิตการ์ดเกษตรกร  ค่าแรงงาน 300 บาทเริ่มแล้ว  ทุกอย่างกำลังดำเนินไป พวกนี้ออกมาเพ่นพ่านอีกแล้ว 
เพราะฉะนั้นพี่น้อง  เรารักษากฎหมาย เป็นกฎหมาย กติกาต้องเป็นกติกา  เกมการเมืองวันนี้ ถ้าเราเล่นเกมในรูปแบบเพราะประชาชนเลือกมา   แต่เกมนอกรูปแบบเราไม่มีตัวช่วย  เราต้องเล่นเกมที่ถูกต้องตามกติกา ตามหลักสากล  เราไม่เล่นมวยวัด เราไม่มีตัวช่วยเรา ทำผิดให้เป็นถูก เราต้องปฏิบัติตามกติกาเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นเราจะเหนื่อย หวังว่า เจ้าหน้าที่รัฐ  รัฐมนตรีทั้งหลายต้องทำหน้าที่โดยเคร่งครัด  ตามกติกา ไม่มีหย่อน

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศดับเครื่องชน พูดอยู่คำเดียว 46,000 ล้าน พี่น้องครับ ต้องไปถามพล.ต.จำลอง (ศรีเมือง แกนนำ พันธมิตรฯ) ที่มายืนประท้วงผม วันที่มาเชิญไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พรรคพลังธรรม เมื่อปี  2537   เมื่อ 18 ปีที่แล้ว วันนั้นผมประกาศมีทรัพย์สินอยู่ 46,000 ล้าน ผมมีตังค์ ค้าขายรวยมาก่อน  ไม่ใช่เป็นคนที่ไปต้มใครมาก่อน แล้วมาเป็นนักการเมืองมีตังค์  เด็กรุ่นหลังคิดว่ามารวยตอนเข้าการเมือง  ผมมาเข้าการเมืองมีแต่เงินหายไป    เงิน 46,000 ล้านเป็นเงินที่ไม่ได้ปล้นใครมา   แต่เขาปล้นผมไป ต้องการให้เข้าใจว่าเป็นเงินของผม ของครอบครัว ที่ถูกขโมยไป ปล้นไป ผมทำมาหากินมาก่อน

ประ ชาธิปัตย์ดับเครื่องชน เล่นทั้งในสภา และนอกสภาฯ  ตกลงเป็นพรรคที่ถูกต้องตามกฏหมายจริงๆ หรือเปล่า  ไม่แน่ใจว่า พรรคที่มีอายุ 60 ปี ทำไมเล่นการเมืองแบบนี้ ในสภาฯ ไม่เคยมีภาพที่น่าเกลียดแบบนี้ในประเทศไทย ก็เพิ่งมามีคราวนี้ กระทำโดยพรรคที่เก่าแก่ที่สุดของไทย    และวันนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ไปรอพบอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในพม่า นึกว่า อองซาน ซูจี จะสอนว่าต้องอดทนนะ กว่าจะได้ประชาธิปไตย ไม่ใช่ถึงเวลาเลือกตั้งแล้วได้เสียงข้างน้อยก็ต้องให้ทหารมาช่วย ให้เป็นนายกรัฐมนตรีมันไม่ถูก

แต่ คราวนี้คงไม่ง่ายแล้ว เพราะประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก) จบ จปร. 5 ปี  ไม่เหมือนกับอนุพงศ์ (พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.) จบจปร.แค่ 3 ปี แล้วไปต่อปริญญาตรีที่ ม.รามคำแหง  ถึงไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ประยุทธ์ ฉลาดกว่า  คงไม่ทำอะไรในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก

ผม คงจะต้องพูดอีกทีหนึ่ง ได้ข่าวว่า พี่น้องเสื้อแดงบางคนโกรธผม เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ขอประทานโทษ ไหว้อย่างงามๆ เลย ว่า  ไม่เคยคิดย่ำยีพี่น้องคนเสื้อแดงเลย  วันนั้นสัญญาณไม่ค่อยดี เพราะผมไปอยู่บ้านนอกของประเทศจีน สัญญาณมือถือขาดๆ หายๆ เลยพุดไม่ครบทุกประเด็น  จริงๆ อยากจะบอกว่า  ผมเป็นคนรู้สำนึกในบุญคุณพี่น้องเสื้อแดง ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยลืม วันนี้ก็ส่งคนไปคอยดูแลตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็น การเยี่ยมเยียนผู้ต้องขังคดี  พยายามจะช่วยทุกคน อาจจะทั่วถึงบ้าง ไม่ทั่วถึงบ้าง  ก็ต้องอาศัยแกนนำด้วย  ผมสนับสนุน สั่งการช่วยเหลือทุกอย่าง หวังว่าพี่น้องคนเสื้อแดง เราหัวใจเดียวกัน เราไม่ทิ้ง ไม่ลืมกันเด็ดขาด   แต่วันนี้ที่พูดถึงปรองดองอยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าได้  ไม่ใช่ว่าได้ดิบได้ดีอะไร  เราเห็นแล้วว่า พี่น้องติดคุก โดนคดีอยู่  5 พันกว่าคน    ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญบอกว่า คดีอาญาต้องให้ประกันตัว แต่ศาลสุดท้ายก็ไม่ได้ประกัน หลายคนถูกจำคุกทั้งที่ไม่ผิด คดีอากงเป็นตัวอย่าง  สิ่งนี้ทำให่พวกเราช้ำกันพอสมควร  เราต้องไม่ทะเลาะกันเอง  ไม่น้อยใจกันเอง หนักนิดเบาหน่อย  ขอให้บอกเลยว่า ผมไม่เคยทอดทิ้ง
พี่น้องครับ ผมได้อ่านบทความของอาจารย์สมศักดิ์ (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล )  ต้องขอบคุณ อ่านแล้ว ยอมรับ หลายสิ่งที่พูดเป็นเรื่องที่จริง บางเรื่องก็พุดไม่ได้  แต่ผมก็ขอบคุณในความห่วงใยและปรารถนาดี วันนี้เราต้องช่วยกันเอาประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศไทยให้ได้   ถึงแม้จะมีนักไม่ใช่ประชาธิปไตยทั้งหลาย  หรือบางคนเป็นนักเลือกตั้ง ก็มี  วันนี้เราต้องฝ่าตรงนี้ ให้เกิดประชาธิปไตยให้ได้

อองซาน ซูจี ยังพูดเลยว่า   การปฏิรูปเข้าสู่ประชาธิปไตยต้องเดินหน้าอย่างเดียว ถอยหลังไม่ได้   แต่ผมกลัวประเทศไทยจะถอยหลังอย่างเดียวหรือเปล่า  เป็นบาปกรรมอะไรหรือเปล่า พอพม่าพ้นเราจะเป็นหรือเปล่า    ขอให้อย่าเป็นอย่างนั้นเลย  ขอให้เห็นใจพี่น้องคนไทยเถอะ เพราะคนไทยเป็นคนที่รักษาเสรีภาพ  มีสันติ   ประชาธิปไตยเท่านั้นที่รักษากฎกติกา  และคนที่รักษากติกา จะทำให้ประเทศเราก้าวหน้าได้  อยากเห็นประชาธิปไตยได้รับการผลักดัน พวกเราเป็นนักสู้ประชาธิปไตย เราจะไม่ถอย แม้จะเจ็บปวดกันบ้าง    รับรองว่า เที่ยวนี้ความสามัคคีพวกเราจะเป็นปึกแผ่น  เราจะประสานงาน เราจะพูดคุยกัน   กำลังตั้งใจว่า กลับบ้าน จะทำอะไรที่ตอบแทนเสื้อแดง  ที่เป็นคนน่ารัก เป็นคนรักประชาธิปไตย รักประชาธิปไตย  นั่นคิดเรื่องเดียว ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย

ตอนนี้อยากจะพูดอะไรให้พี่น้องสบาย ใจ  มีความสดชื่น พร้อมบอกว่ารักและคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทุกคน

ภายหลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินจบ   นายณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ  บอกว่า   ฝ่ายตรงข้ามพยายามให้คนเสื้อแดงกับพ.ต.ท.ทักษิณห่างกัน ตนก็เลยอยากประกาศว่า   "เขาผลัก ทักษิณ เราจะกอดทักษิณเอาไว้  เขาจะไล่ทักษิณออกไป เราจะเอาทักษิณกลับมา เขาเกลียดทักษิณ เราก็จะบอกว่าเรารักทักษิณ  เขาอาจจะคิดว่าเรารู้ว่าซ่อนอยู่ตรงไหน เราก็บอกว่า เรารู้ว่าไผเป็นไผ" ซึ่งได้รับเสียงเฮและเสียงปรบมือจากคนเสื้อแดงอย่างล้นหลามอย่างมาก

ประชาไท: อดีตคณบดีนิติ มธ. ชี้ ตุลาการ รธน. ละเมิดรธน. เสียเอง เสนอเข้าชื่อถอดถอน

ที่มา Thai E-News



พนัส ทัศนียานนท์
ที่มา ประชาไท
2 มิุุถุนายน 2555

พนัส ทัศนียานนท์ – ปิยบุตร แสงกนกกุลชี้ ตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งสภาผู้แทนราษฎรระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เป็นคำสั่งที่ละเมิดรัฐธรรมนูญเสียเองและขัดต่อหลักแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย เสนอล่าชื่อถอดถอน ด้านพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล แจงวุฒิสมาชิกลงคะแนน 3 ใน 5 ถอดตุลาการรัฐธรรมนูญได้


ภายหลังตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องพิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังดำเนินนั้นมี ลักษณะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งยังมีคำสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งรัฐสภาระงับการดำเนินเกี่ยว กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อนจนกว่าศาลมีคำวินิจฉัยด้วย
โดยนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะทีมโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยนายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ได้ร่วมกันแถลงว่า “เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลมีคำสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งรัฐสภาระงับการดำเนินเกี่ยวกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อนจนกว่าศาลมีคำวินิจฉัย นอกจากนี้ ให้ ครม. , รัฐสภา, พรรคเพื่อไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา, นายสุนัย และนายภราดร มีหนังสือชี้แจงต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งสำเนาคำร้องและนัดคู่กรณีไต่สวนวันที่ 5-6 ก.ค.2555 เวลา 09.30 น. ซึ่งตุลาการจะเป็นการออกนั่งบัลลังก์ และหากไต่สวนได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้ว คณะตุลาการก็อาจนัดวันฟังคำวินิจฉัยได้เลย แต่หากข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วนก็อาจไต่สวนเพิ่มเติมได้"
ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ส่งผลสะเทือนต่อระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 3 ประการคือ
1 ต่อไปนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้กุมชะตากรรมของ "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" ทุกครั้ง
2 ลำดับชั้นของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ จะเสียไปทั้งหมด
3 การสั่งให้สภาระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ชั่วคราว ไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนไว้เลย แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังสามารถไปเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ นั่นหมายความว่า อนาคตอาจมีอีก
“ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมาเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กลับเป็นองค์กรที่ละเมิดรัฐธรรมนูญเอง แล้วจะทำอย่างไร?” นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ตั้งคำถาม
ขณะที่นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง แสดงความเห็นว่าการวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญของคณะ ตุลาการรัฐธรรมนูญ และเสนอให้รวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอน และได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กในคืนวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า
“การที่ศาลรธน.มีคำสั่งให้สภาผู้แทนราษฎรระงับการพิจารณาร่างแก้ไข รธน.มาตรา 291 ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญ เพราะเป็นการก้าวก่ายการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตุลาการที่ออกคำสั่งดังกล่าวจึงมีลักษณะเข้าข่ายที่อาจถูกถอดถอนตามบท บัญญัติมาตรา 270 ได้ ฉะนั้น จึงขอเสนอให้มีการรณรงค์เพื่อร่วมกันเข้าชื่อถอดถอนตามกระบวนการที่ รธน.บัญญัติไว้”
“รัฐสภาคือตัวแทนอำนาจสูงสุดของประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจงใจใช้อำนาจหน้าที่ ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจกนิติบัญญัติและ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ตามหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของอังกฤษ ซึ่งเราถือเป็นแบบอย่าง เขาถือว่ารัฐสภามีอำนาจสูงสุดตามหลัก Supremacy of Parliament”
อย่างไรก็ตาม นายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษากฎหมายได้แสดงความเห็นว่า คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเสียเองนั้น ย่อมไม่มีผลผูกพันบรรดาองค์กรต่างๆ ของรัฐ และเห็นว่าจะต้องแสดงความไม่ยอมรับต่อคำวินิจฉัยดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำลายระบบในระยะยาว โดยผู้มีอำนาจในการถอดถอนตุลาการัฐธรรมนุญนั้นทำได้โดยวุฒิสภา ด้วยเสียง 3 ใน 5 ตามมาตรา 209 (6) ประกอบมาตรา 274 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.พ.ศ. 2550
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ตามมาตรา 216วรรคห้า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ย่อมหมายถึงเฉพาะ 'คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ' เท่านั้นครับ หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเองแล้ว ย่อมเป็น "คำวินิจฉัย" ที่ปราศจากฐานรองรับตามรัฐธรรมนูญ (unconstitutional actions) เช่นนี้ "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นว่านั้น" ย่อมไม่ผูกพัน 'บรรดาองค์กรใดๆของรัฐ' ตามมาตรา 216 วรรคห้า ซึ่งการไม่ผูกพันสามารถแสดงออกโดยผ่านวิธี "เพิกเฉย" (ignored) ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นว่านั้น ไม่ยอมบังคับผูกพันต่อคำวินิจฉัยที่ขัดรัฐธรรมนูญ นี่เป็นวิธีกระทำต่อตัวคำวินิจฉัย (นอกไปจากวิธีลบล้างโดยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ) (efficacy as condition of validity) แต่ถ้ากระทำต่อตัว 'ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' ก็ต้องถอดถอนโดยวุฒิสภา ตามมาตรา 209 (6) ประกอบมาตรา274 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
“นี่เป็นวิธีการอย่างเร็วในการยับยั้งอำนาจศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าไป "รับตามคำบังคับ" มันจะเป็นคำสั่งที่จะดำรงอยู่ในระบบกฎหมายต่อไป และระบบจะไม่เป็นระบบ จะไม่สามารถอธิบายในทางหลักวิชาได้เลย และทำลายโครงสร้างทั่วไปของ รัฐธรรมนูญในที่สุดครับ”
ที่มาของมติตุลาการรัฐธรรมนุญมาจากคำร้องของ 1.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม และกลุ่ม 40 ส.ว. 2.นายวันธงชัย ชำนาญกิจ 3.นายวิรัตน์ กัลยาศิริ 4. นายวรินทร์ เทียมจรัส 5.นายบวร ยสินทร และคณะ ที่ยื่นหนังสือให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐสภา พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา นายสุนัย จุลพงศธรและคณะ และนายภราดร ปริศนานันทกุล และคณะได้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลทำให้เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
โดยคำร้องดังกล่าวขอให้ตุลาการวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
สำหรับคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน เป็นคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 ของไทย จัดตั้งขึ้นตามความในมาตรา 300 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
ตุลาการรัฐธรรมนูญชุดแรกถูกยุบไปภายหลังจากที่มีจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ภายหลังจากการรัฐประหาร ได้มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นชุดที่ 2 โดยมีอำนาจตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งมาตรา 300 ได้กำหนดให้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็น ศาลรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ภายหลังจากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550
หมายเหตุ
รัฐธรรมนูญ มาตรา 209 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(3) ลาออก
(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 205
(5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา207
(6) วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
(7) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้ กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ภายใต้บังคับมาตรา 216
รัฐธรรมนูญมาตรา 274 สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลง คะแนนซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของวุฒิสภา
ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับ แต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับราชการ เป็นเวลาห้าปี
มติของวุฒิสภาตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง
อ่านเพิ่มเติม

อิศรา: "รัฐสภา" ปฏิเสธคำสั่ง "ศาลรัฐธรรมนูญ"ได้หรือไม่ ?

ที่มา Thai E-News

 โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ 
ที่มา สำนักข่าวอิศรา
วันเสาร์ที่ 02 มิถุนายน 2012 เวลา 11:35 น. 




1 มิถุนายน 2555 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ได้อ้างอำนาจตาม “รัฐธรรมนูญ มาตรา 68” เพื่อรับคำร้องมาวินิจฉัยว่า การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยรัฐสภาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นกรณีที่ศาลจะสั่งการให้ “เลิกการกระทำ” ได้หรือไม่ 


นอก จากนี้ ศาลได้มี “คำสั่ง” ไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแจ้งให้รัฐสภารอการดำเนินการดังกล่าวจน กว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย โดยข้อมูลจากรายงานข่าวนั้น ไม่ชัดเจนว่าศาลได้สั่งไปยัง “สมาชิกรัฐสภา” โดยเจาะจง หรือเป็นเพียงการสั่งไปยัง “เลขาธิการ” เพื่อ “แจ้งสภาให้ทราบ” เท่านั้น (http://on.fb.me/LQrM7w )


ไม่ ว่าจะเป็นกรณีใด ผู้เขียนขออาศัยวันเดียวกันเขียนเชิญชวนให้เรา โดยเฉพาะ “บรรดาผู้แทนของเรา” ร่วมกันใคร่ครวญว่า “รัฐสภา” ในฐานะ “ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทยเพื่อถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารและ ตุลาการ” นั้น จะสามารถ “ปฏิเสธคำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?


ใน ขั้นแรก รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา...” แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า “คำสั่ง” ของศาลนั้น มีผลผูกพันเด็ดขาดต่อรัฐสภาหรือไม่


ใน ขั้นต่อมา การที่รัฐสภาจะตัดสินใจปฏิเสธหรือปฏิบัติตาม “คำสั่ง” ของศาลหรือไม่นั้น รัฐสภาจะต้องปฏิบัติตาม “รัฐธรรมนูญ” อย่างน้อยสี่มาตรา คือ


มาตรา 3 วรรค 2 บัญญัติว่า ทั้งรัฐสภาและศาล ต่างต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรม


มาตรา 6 บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายอื่นจะมาขัดแย้งมิได้


มาตรา 291 (5) บัญญัติให้ รัฐสภามีหน้าที่ต้องพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สาม เมื่อพ้น 15 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาวาระที่สอง


และที่สำคัญ คือ มาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า


“สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความ ผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”


ดัง นั้น ประเด็นที่ “รัฐสภา” ต้องพิจารณาก็คือ หาก “รัฐสภา” ปฎิบัติตาม “คำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญแล้วไซร้ จะเกิดผลอะไรต่อบทบัญญัติทั้งสี่มาตราที่กล่าวมานี้ ?


กล่าว อย่างตรงไปตรงมาก็คือ หากการปฎิบัติตาม “คำสั่งศาล” ดังกล่าว มีผลเป็นการยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันเป็นการขัดหลักนิติธรรมทั้งโดยศาลและรัฐสภา เป็นการละเมิดกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อีกทั้งส่งผลให้ผู้แทนปวงชนชาวตกอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำ ของศาลแล้วไซร้ รัฐสภาย่อมมี “หน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิเสธ “คำสั่ง” ดังกล่าว !


หาก “รัฐสภา” สำนึกในหน้าที่ของตนได้ดังนี้ ผู้เขียนก็จะขอเสนอคำถามเบื้องต้นที่อาจช่วยตรวจสอบว่า “คำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่


คำถามแรก: ศาลใช้อำนาจ “เกินกรอบ” มาตรา 68 หรือไม่ ?


รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคแรก บัญญัติว่า 


“บุคคล จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้”


ถ้อย คำของ มาตรา 68 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะการกระทำที่เป็นการ “ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ เท่านั้น ซึ่ง “การใช้สิทธิเสรีภาพ” ย่อมเป็นคนละเรื่องกับ “การใช้อำนาจหน้าที่” เช่น การลงมติสนับสนุนหรือเห็นชอบการแก้ไข มาตรา 291


ลักษณะสำคัญของ “การใช้สิทธิเสรีภาพ” คือ ผู้กระทำได้อ้าง “สิทธิเสรีภาพ” เพื่อประโยชน์ของตนตามที่ตนปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ และจะใช้หรืออ้าง “สิทธิเสรีภาพ” หรือไม่ก็ได้ ตัวอย่างการกระทำที่อาจเข้าข่าย มาตรา 68 อาจมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การดำเนินนโยบายพรรคการเมืองเพื่อยุยงให้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ การนัดชุมนุมเพื่อทำให้คณะรัฐมนตรี รัฐสภาหรือศาลไม่อาจทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 


แต่ “การใช้อำนาจหน้าที่” นั้น หมายถึง ผู้กระทำมิอาจเลือกได้อย่างอิสระว่า ตนจะกระทำหรือไม่กระทำเพื่อประโยชน์ของตนตามที่ปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ แต่เป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกำหนดให้กระทำไปเพราะมีอำนาจหน้าที่ต้องกระทำหรือ ต้องใช้ดุลพินิจกระทำไปในฐานะส่วนหนึ่งของกลไลตามรัฐธรรมนูญ 


เช่น การที่สมาชิกรัฐสภาจะเสนอญัตติ หรือออกเสียงลงคะแนน หรือกระทำการอื่นที่เกี่ยวกับการแก้ไข มาตรา 291 ก็ถือเป็น “การใช้อำนาจหน้าที่” ซึ่งการใช้ดุลพินิจย่อมไม่อิสระ แต่อยู่ภายใต้ มาตรา 122 กล่าวคือ จะอ้างว่ามีเสรีภาพใช้ดุลพินิจเพื่อตนเองหรือผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้ และจะสงวนการใช้สิทธิเสรีภาพว่าขอละเว้น ไม่รับรู้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ในสภาก็ไม่ได้ เช่นกัน เป็นต้น


ข้อที่สำคัญกว่านั้น คือ หากมี “การตีความปะปน” ว่า “การใช้อำนาจหน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญ กลายเป็น “การใช้สิทธิเสรีภาพ” ตาม มาตรา 68 ไปเสียแล้วก็จะส่งผลแปลกประหลาดทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นองค์กรที่มีเขตอำนาจล้นพ้น สามารถรับเรื่องมาวินิจฉัยการใช้อำนาจหน้าที่ได้มากมาย


เช่น การใช้อำนาจของคณะองคมนตรีในการเสนอชื่อผู้สมควรเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ตาม มาตรา 19 การใช้อำนาจของรัฐสภาในการเห็นชอบการประกาศสงครามตาม  มาตรา 189 การใช้อำนาจของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาในการเลือกผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 204 ก็อาจล้วนถูกศาลตรวจสอบได้ เป็นต้น


หรือ แม้แต่การเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง หากมีผู้อ้างว่าเป็นการ “ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ ก็จะกลายเป็นว่า สามารถถูกตรวจสอบโดยศาลได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการพิจารณาตามวาระของรัฐสภาเสียด้วยซ้ำ และอาจนำไปสู่การยุบพรรคหรือตัดสิทธิทางการเมืองได้อีกด้วย ! 


ยิ่ง ไปกว่านั้น หาก “สิทธิการยื่นคำร้อง” ตามมาตรา 68 ถูกตีความอย่างพร่ำเพรื่อ เช่น อ้างอำนาจตุลาการมายับยั้งการใช้ดุลพินิจของผู้แทนปวงชนได้ทุกกรณีแล้วไซร้ “สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” นี้เองอาจกลับกลายมาถูกนำมาใช้ในทางที่เป็น “ปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” ทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ และขัดต่อหลักการใช้สิทธิตาม มาตรา 28 อีกด้วย


(อนึ่ง ผู้เขียนน้อมรับหากมีผู้เห็นต่างเรื่องสิทธิหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและการแยก แยะสถานะของ “เอกชน” และ “รัฐ” ซึ่งก็หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนในทางวิชาการต่อไป)


คำถามที่สอง: ศาลใช้อำนาจ “ข้ามขั้นตอน” อัยการสูงสุดหรือไม่ ?


รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า 


“ใน กรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อ เท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดัง กล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว”


ศาล ตีความว่า ผู้ที่จะนำคดีมาสู่ศาล จะเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้ หรือ จะยื่นคำร้องเองโดยตรงต่อศาลเลยก็ได้ ดังนั้น ศาลจึงรับคำร้องได้โดยไม่ต้องรออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน 


คำถามก็คือ การตีความที่ว่านี้ ขัดต่อทั้งถ้อยคำและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งสร้างผลประหลาดตามมาหรือไม่ 


หาก พิจารณาถ้อยคำ มาตรา 68 ว่า “มีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัย” การตีความของศาลทำให้เกิดปัญหาทางภาษาอย่างน้อย 2 ระดับ ระดับแรก คือ เสมือนศาลได้แทนคำว่า “และ” ด้วยคำว่า “หรือ” และระดับที่สอง คือ ศาลได้ใช้ตรรกะภาษาที่ตีความขัดกับรูปประโยค เพราะหากศาลมองคำว่า “และ” ให้แปลว่า “หรือ” ก็จะเท่ากับว่า รูปประโยคไม่ได้ให้อำนาจ “อัยการสูงสุด” เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล


หาก พิจารณาในแง่เจตนารมณ์ จะเห็นว่า “อัยการสูงสุด” มีบทบาทจำเป็นในการกรองคดี เพราะศาลไม่มีทรัพยากรที่จะไปตรวจสอบหรือสืบสวนการ “ล้มล้างการปกครองฯ...” ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงและพฤติกรรมที่ต้องอาศัยพยานหลักฐานจำนวนมาก เห็นได้จาก คดีอื่นในทางมหาชน เช่น คดีทุจริต หรือ คดีพรรคการเมือง ก็จะมี อัยการ ป.ป.ช. หรือ กกต. เป็นผู้นำคดีมาสู่ศาล หรือ หากเป็นคดีที่ฟ้องตรงได้ต่อศาล ก็จะต้องเป็นกรณีที่วินิจฉัยข้อกฎหมายและมีข้อจำกัดในเรื่องผู้มีสิทธินำคดี มาสู่ศาล อีกทั้งป้องกันการกล่าวอ้างสารพัดมาเพื่อสร้างภาระคดีต่อศาลโดยตรง


การให้ความสำคัญกับอัยการสูงสุด ยังปรากฏหลักฐานจาก “รายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ” ครั้งที่ 27/2550 เช่น คำอภิปรายโดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในหน้าที่ 6-8 และนายจรัญ ภักดีธนากุล (ผู้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้) ในหน้าที่ 32-34 ซึ่งอภิปรายถึงการให้อัยการสูงสุดเป็นผู้นำคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้กล่าวถึงการให้สิทธิบุคคลอื่นยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลแต่อย่างใด ( http://bit.ly/Mg9kLY )


นอก จากนี้ การตีความของศาลก็ส่งผลประหลาด คือ ทำให้บทบาทของ “อัยการสูงสุด” ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลนั้นไร้ความหมาย เพราะหากผู้ใดจะนำคดีไปสู่ศาล ก็ย่อมยื่นต่อศาลโดยไม่เสนอเรื่องผ่านอัยการ และหากผู้อื่นเสนอเรื่องเดียวกันให้อัยการในเวลาเดียวกัน ก็จะเกิดคำถามตามมาว่าอัยการต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปหรือไม่ เพราะศาลได้รับคำร้องเรื่องเดียวกันจากผู้อื่นที่ยื่นตรงต่อศาลไปแล้ว 


ยิ่ง ไปกว่านั้น การที่ มาตรา 68 ให้ศาลมีอำนาจ “ยุบพรรคการเมือง” หรือ “ตัดสิทธิทางการเมือง” ก็คือการให้ตุลาการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมี “อัยการ” เป็นกลไกในการกรองคดี แต่หากศาลตีความเพิ่มอำนาจให้ตนเองได้อย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะเป็นช่องทางให้มีผู้ใช้ตุลาการเป็นอาวุธทางการเมือง ซึ่งก็จะกลับมาทำร้ายตุลาการในที่สุด


บทสรุปและข้อเสนอแนะ


ผู้ เขียนไม่ปฏิเสธเลยว่าการแก้ไข มาตรา 291 มีปัญหาและความไม่สง่างามหลายประการ แต่นั่นคือปัญหาที่รัฐสภาเสียงข้างมากต้องรับผิดชอบทางการเมือง และประชาชนก็ต้องจ่ายราคาของประชาธิปไตยที่จะอดทนเรียนรู้และตัดสินใจได้ดี ขึ้นในครั้งต่อไป แต่ประชาชนจะไม่มีวันเรียนรู้โดยตัวเองเลย หากเราปล่อยให้มีเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนำมาตรฐานจริยธรรม และความพึงพอใจทางการเมืองส่วนตนมาลากประชาชนไปสู่ทางออกที่ตนยังไม่ทันได้ เข้าใจ


ดัง นั้น หาก “รัฐสภา” พิจารณาได้ว่า “คำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเพราะ “เกินกรอบ” และ “ข้ามขั้นตอน” ตามตามที่อธิบายมาก็ดี หรือ เพราะขัดหลักนิติธรรม หรือหลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือ หลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก็ดี (หรือสภาเห็นช่องทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการอนุโลมกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่งที่ศาลกำหนดขึ้นเอง “ระหว่างรอกฎหมาย” จากรัฐสภาก็ดี!) “รัฐสภา” ย่อมมี “หน้าที่” ที่จะต้องปฎิเสธและไม่ปฏิบัติตาม “คำสั่ง” ดังกล่าว เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญแทนปวงชนชาวไทย อีกทั้งต้องร่วมต่อต้าน ดำเนินการตรวจสอบ รวมทั้งพิจารณาถอดถอนผู้ใดที่จงใจใช้อำนาจนอกวิถีรัฐธรรมนูญ 


แต่ หากประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาปฏิบัติตาม “คำสั่ง” อันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อีกทั้งยัง “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” เมื่อพ้นเวลา 15 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วไซร้ ก็พึงสังวรว่า กลับเป็นประธานและสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ ที่ร่วมลงมือละเมิดรัฐธรรมนูญของประชาชน และอาจต้องโทษอาญาเสียเอง 


อ่านเพิ่ม
อาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ เสนอให้ล่ารายชื่อ ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อหาผิดมาตรา 270 ได้

บก ลายจุด vs หมอวรงค์ คมชัดลึก 01 06 55

ที่มา speedhorse



"ต้านรัฐประหาร" กระตุ้นตื่นตัว อย่าแลกกับกระสุน

ที่มา thaifreenews



"บก.ลายจุด"เปิดทวิต แถลงการณ์
"ต้านรัฐประหาร" 
กระตุ้นตื่นตัว อย่าแลกกับกระสุน 
ใช้พระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์

  • การตื่นตัว โดยการไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ 
    ให้มีการติตามวิเคราะห์พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง 
    กรณีหากเกิดการรัฐประหาร จะเกิดผลดีผลเสียอย่างไร

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/06/55 พวกถ่อย..กระชับพื้นที่ประธานสภาฯ

ที่มา blablabla

โดย

 ภาพถ่ายของฉัน




ภาพ สส. สามานย์ สันดานถ่อย
คือด่างพร้อย รัฐสภา น่าบัดสี
สมชื่อพรรค ชั่วโฉด โคตรกาลี
สร้างอัปรีย์ ท่วมท้น หม่นหมองมัว....


ป่วนสภา หาเผด็จการ พล่านตอแหล
ไม่ยอมแพ้ ทำจัญไร ไร้เงาหัว
ดูเอาเถิด เห็นแบบไหน ไล่เรียงตัว
คือพวกชั่ว ต่ำช้า วิชามาร....


ล่วงละเมิด กฎสภา น่าบัดซบ
แม้เลี่ยงหลบ เรื่องอื้อฉาว อย่างห้าวหาญ
แต่ความจริง มันฝังไว้ ในสันดาน
แค่อันธพาล เศษกุ๊ย พวกคุยโว....


หน้าไม่อาย โถ..E งั่ง รังซีม่า
ทำลอยหน้า ยียาน กวนโมโห
ใช้สันดาน อวดเก่ง นักเลงโต
จนฉาวโฉ่ อัปยศ อดสูใจ....


ภาพกระชับ กับกระชาก ทั้งลากถู
โปรดตรองดู เถิดประชา มันน่าไหม?
มันสร้างเรื่อง ต่ำทราม หยามคนไทย
จะไม่ยอม ให้อภัย ทั้งไอ้-อี....


๓ บลา / ๒ มิ.ย.๕๕

"ตู่" เปิดแผนลับ ยึดอำนาจจับตัว "ยิ่งลักษณ์" คนทำไม่ใช่ "ประยุทธ์" ชี้พท.ถูกหลอกเล่มเกมปรองดอง

ที่มา uddred

 มติชน 1 มิถุนายน 2555 >>>







นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. อดีต ส.ส.เพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมือง กำลังเข้าสู่การรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง จะต้องเตรียมพร้อมเพื่อกำหนดชะตากรรมประเทศร่วมกัน เพราะการได้มาซึ่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ฝ่ายอำมาตย์ ผิดหวังอย่างรุนแรง มีภาพการเสแสร้ง แต่ละชนิด ทั้งภาพการให้เข้าพบ ภาพการมีไมตรี แต่ความจริงแล้วซ่อนมีดซ่อนดาบไว้ข้างหลังทั้งสิ้น
ความเดิมก็ต้องการล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์จากกรณีน้ำท่วม แต่เราผ่านวิกฤตการณ์นั้นหวุดหวิด หลังจากนั้น มีการพูดคุยกันในวันเกิดนักการเมืองคนหนึ่ง ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะอยู่ได้ ไม่เกินเดือนมิถุนายน 2555 เพราะฉะนั้น ขอให้คนเสื้อแดงตั้งหลักดีๆ เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีการเตรียมการกัน
รวมถึง นักการเมืองพรรคเพื่อไทยบางคน ที่พรรคอำมาตย์ใช้วิธีการหลอกล่อ แล้วคนเหล่านี้กลายเป็นเหยื่อ ถามว่าทำไมต้องเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง ปลายเดือนปลายพฤษภา ต่อ มิถุนายน เพราะมีการหลอกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะทำให้คดีความหลุด นายกฯทักษิณ จะได้กลับบ้าน ให้เร่งเสนอมา
   "ไม่มีการถามพวกผมแม้แต่เพียงคำเดียว จนกระทั่ง ผมกับณัฐวุฒิ ไปถามพรรคเพื่อไทย ว่าจะต้องเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับ ส.ส.เสื้อแดง ที่ต้องไม่นิรโทษคนสั่งฆ่าประชาชน และไม่นิรโทษพวกผม ในคดีก่อการร้ายเช่นเดียวกัน และกรณีการตัดสิทธิการเป็น ส.ส. ของผม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมนั้น ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนมาชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุการณ์หลอกล่อทุกวิถีทาง เพื่อให้เกิดการแยกคนเสื้อแดง เราจะเห็นว่าหลายวันก่อนที่จะมีการยื่น พ.ร.บ.ปรองดอง พี่น้องคนเสื้อแดง มีปัญหาความรู้สึกกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งนายกฯทักษิณ ซึ่งท่านเป็นลูกผู้ชาย ออกมาขอโทษขออภัยพี่น้องคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 30 พ.ค." แกนนำผู้นี้กล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า ขณะที่มีเกมหลอกล่อ ก็ยังมีการไปให้พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ เสื้อหลากสี และให้กองทัพเตรียมตัว ทุกอย่างจะบีบเข้าสู่มุมอับคือการปฏิวัติรัฐประหาร
   "พี่น้องเชื่อไหมว่า ถ้านายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับสัญญาณว่าจะมีการรัฐประหาร เขาจะกล้าให้สมาชิก แสดงความต่ำช้า ในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เพราะฉะนั้น พฤติกรรม ส.ส.ประชาธิปัตย์ บุกไปบัลลังก์ประธานสภา ลากแขน ลากเก้าอี้ เขวี้ยงเอกสาร ใส่ประธานสภา ภาพเหล่านี้เกินคำว่าจริยธรรม แต่ที่เขาทำ เพราะเขารู้ว่าสงครามนี้ มันจบลงที่การปฏิวัติรัฐประหาร เพราะในทางการเมือง น้ำหน้าอย่างพรรคประชาธิปัตย์ รู้เต็มอกว่า ทำอย่างนี้ประชาชนจะมีปัญหา แต่เขารู้ปลายทางว่ากระดานกำลังจะคว่ำ เพราะฉะนั้น เขาต้องแสดงอย่างเต็มที่ เพราะเขาต้องการจะคว่ำกระดานร่วมด้วย
ผมเรียนว่า พวกเราไม่เคยมีวินาทีใดที่จะทรยศต่อกัน ผมติดตามสถานการณ์ข่าวด้วยความเจ็บปวด และผมรู้ว่ารัฐบาลนี้ถูกหลอก เหมือนกับที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดนหลอก แต่พวกผมไม่พร้อมจะโดนหลอกด้วย บทเรียน 19 ก.ย. 2549 ในขณะทหารเคลื่อนทัพ จากกองทัพภาคที่ 3 กำลังเคลื่อนออกมา ผมเป็นรองโฆษกพรรค แจ้งกับรัฐมนตรีในรัฐบาลนายกฯทักษิณ ทุกคนตรวจสอบแล้ว บอกว่าไม่มีการเคลื่อนกำลังอะไรเลย พร้อมสามัคคีกันทั้งก๊วนในการทรยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ท้ายที่สุด การปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย เพราะคนรอบข้างนายกฯทักษิณ ล้วนแต่ทรยศ ทักษิณ ชินวัตร ทั้งสิ้น
ผม ประเมินสถานการณ์หลายวันและส่งสัญญาณว่าไม่ปกติแล้ว การข่าวจากนายทหารแตงโม แต่จะเป็นข่าวลือหรือไม่ ขอให้ ผบ.ทบ. ได้ตอบคำถามว่า มีการสั่งการเตรียมบ้าน ที่เรียกว่า "บ้านวีไอพี" ในราบ 11 เพื่อจับกุมนายกรัฐมนตรี ไปขังอยู่ในบ้านใช่หรือไม่ เป็นวิธีการเดียวกับที่เคยทำ สมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ เช่นเดียวกันวันนี้เวลาบ่ายโมง แม้จะยืนยันว่า ประชุมผู้บัญชาการระดับกองพันยันกองพล ประจำเดือนก็ตาม แต่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ผมได้การข่าวว่า หัวหน้าคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา แต่เป็นอีกชื่อ ที่เป็นพวกเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ นี่แหละ
ผมขอเตือนนักการเมืองพรรคเพื่อไทยว่า เวลานี้ ต้องตระหนักว่าจะมีรัฐบาลอยู่หรือเปล่า ไม่ใช่ว่า คิดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ไม่ใช่คิดว่าคนโน้นจะเป็นรัฐมนตรี เตะขาคนที่คิดว่าจะเป็นรัฐมนตรี คำว่ารัฐมนตรีจะมีความหมายอะไร เมื่อไม่มีรัฐบาลมันไม่มีความหมาย
วันนี้เรากำลังเข้าสู่สถานการณ์อัน เดิม ผมรู้พี่น้องเจ็บปวด หลายวันมานี้ มีการสร้างสถานการณ์ในสภา เพื่อต้องการยั่วยุให้พี่น้องเสื้อแดงออกมา เหมือนตอนชกอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เพื่อให้คนเสื้อแดงไปสวนลุมพินี วิธีการต่ำช้านี้ เพื่อต้องการให้คนเสื้อแดงออกมา แล้วมีภาพว่าคนไทยกำลังจะฆ่ากัน เหมือน 19 ก.ย. 2549 พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน บอกว่า ต้องยึดอำนาจ ถ้าไม่ยึดคนไทยจะฆ่ากัน เป็นเหตุผลที่เขาเตรียมใช้ ขอบคุณพี่น้องเสื้อแดง ที่ไม่ทำให้เราตกเป็นเบี้ยงล่างในสถานการณ์นี้" นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร กล่าวว่า ประชาธิปัตย์ กับพันธมิตรฯ อยู่ภายใต้ โปรโมเตอร์ คนเดียวกัน จึงขอเรียนว่า สิ่งที่ พันธมิตรฯ เคยได้ปราศรัยที่สะพานมัฆวาน ประณาม นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ แต่วันนี้ดีกัน เพราะ พันธมิตรฯ ไม่มีคนแล้ว ต้องพึ่งพาคนประชาธิปัตย์ วันนี้มีภาพระดมคน แต่ ระดมยังไง ก็น้อยกว่าคนเสื้อแดง แต่ทว่า ชัยชนะไม่ใช่อยู่ที่ พวกเขาไปล้อมสภา ไปดึงตัว นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา หรือเขวี้ยงเอกสารใส่ เพราะนี่เป็นเหยื่อล่อ เพื่อจะตกเบ็ด และเป็นเหยื่อปลอมที่เน่าไปแล้วด้วย เป้าจริงๆ คือการนำกำลังมาเปลี่ยนประเทศอีกครั้ง โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง
   "พี่น้อง จงเก็บเสื้อผ้า แพคใส่กระเป๋า เตรียมพร้อมสถานการณ์ เตรียมเสบียงอาหารให้พร้อม ตรวจยางรถ เช็คน้ำมันรถ เพราะทันทีที่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น เมื่อเขาต้องการให้ประเทศนี้หายนะ เราจงทำสงครามครั้งสุดท้ายกับเขา
ฉะนั้น ให้บรรดาแกนนำ แต่ละจังหวัด ได้มีการตระเตรียม ด้วยความไม่ประมาท อย่าให้เขาได้มายึดตัวแกนนำไปเสียก่อน และขอประกาศถือว่า พวกผม
เห็นพ้อง ต้องกันว่า ในการสั่งเคลื่อนของ นปช. นั้น มี 3 คนประกอบด้วย อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และผม จตุพร พรหมพันธ์ ถ้า 3 คนนี้ ไม่สามารถสั่งได้ เช่น โดนจับตัว หรือโดนฆ่าไปเสียก่อน พวกเราแกนนำที่เหลือพร้อมที่จะสานต่อเจตนารมณ์ที่จะสู้ต่อไป" นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร กล่าว่า ในสถานการณ์บีบรัดขนาดนี้ อย่าได้ประมาท ถ้ายึดอำนาจ พวกเราก็พร้อมสู้ พี่น้องแต่ละจังหวัดต้องเตรียมพร้อมอย่างที่ไม่เคยพร้อมมาก่อน ขณะนี้มีกระบวนการสร้างเสื้อแดงเทียมที่เตรียมสร้างสถานการณ์ เพื่อยัดเยียดความผิดให้คนเสื้อแดง วันนี้เราต้องตั้งหลัก ตั้งสติ รอสัญญาณ หากมีการรัฐประหารให้พี่น้องต่างจังหวัดรวมตัวนัดกัน แล้วเดินทางมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเป็นจุดรวมต่อสู้ เป็นจุดต้านรัฐประหาร จงสู้เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อไม่ให้ลูกหลานเรารับชะตาเดียวกันกับเราอีก
เราประชุมกัน เรารู้ชะตากรรมครั้งนี้หนัก ถ้ามีการรัฐประหาร ขอให้พี่น้องลุกฮือทุกหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัดในประเทศ ประกาศไม่ยอมรับอำนาจนี้ ปิดล้อมรถทหาร ถ้าเราลุกฮือ เขาไม่มีวันรัฐประหารสำเร็จ
รายการความจริงวันนี้สัญจรพรุ่งนี้ ที่เมืองทอง ธันเดอร์โดม ไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อน ตอนนั้น พ.ร.บ.ปรองดอง ยังไม่มีเค้าลาง แต่เมื่อนัดแล้ว พรุ่งนี้เราก็ขอให้ไปเยอะๆ จะได้มีโอกาสสื่อสารเพิ่มเติม เราประมาทอะไรไม่ได้
ด้าน นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก เลขานุการ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า วันที่ 2 มิ.ย. นี้ มีงาน "ครึ่งทศวรรษความจริงวันนี้" ที่ธันเดอร์โดม ประกอบด้วยนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยงานเริ่ม 10โมง มีเวทีเล็ก เวทีใหญ่ โดย "3 เกลอ" จะขึ้นเวลา 13.00-16.00 น. หลังจากนั้น 1 ทุ่ม เป็นงานเลี้ยงสังรรค์ โดยในงาน จะมีเซอร์ไพรส์ ย้อนหลังวันเกิดนายวีระกานต์ เมื่อ 24 พ.ค. และวาระปลดล็อคทางการเมือง ทั้งนี้ ขอร้องคนเสื้อแดง เมื่อกลับจากธันเดอร์โดม ขอให้กลับบ้าน อย่าไปเฉี่ยวที่พันธมิตรชุมนุม

วีระกานต์ อัด กลุ่มค้านร่างกฎหมายปรองดอง พวกค้าสงคราม

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 

 
วันนี้ (28 พฤษภาคม 2555) รายการ Hot Topic ร่วมพุดคุยกับนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. และเป็น 1 ในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่จะได้รับอิสรภาพทางการเมืองในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ 
 
นายวีระกานต์ กล่าวว่า การเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล กำหนดให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้เสนอร่างดังกล่าว เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว เพราะพล.อ.สนธิเป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง และไม่จำเป็นว่าจะต้องเสนอตอนไหน เรื่องปรองดองสามารถเสนอได้ตลอดเวลา และทุกสถานการณ์ ตอนนี้ประชาชนทุกคนก็ต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข เกิดความปรองดองขึ้นโดยเร็ว ส่วนพวกที่ไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง นายวีระกานต์ กล่าวว่า เป็นพวกค้าสงคราม ชอบเห็นบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย
 
กรณีที่มีหลายฝ่ายมองว่าการเสนอร่างดัง กล่าว จะเป็นพาหนะให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศนั้น นายวีระกานต์ กล่าวว่า เป็นพวกมีอคติ ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณได้ ส่วนคนเสื้อแดงก็มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้ต่างจากประชาชนทั่วไป ควรได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน ส่วนเรื่องปรงดองรัฐบาลจะต้องอธิบาย เยียวยา กับคนเสื้อแดง และทำอุดมการณ์ของพวกเขาให้เป็นจริงในเรื่องประชาธิปไตย และยกเลิกรัฐธรรม 50

รัฐบาลจะทำอะไรได้ ถ้า ปชป.-พธม. ไม่เอาด้วย

ที่มา Voice TV



หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล กล่าวในรายการ The Daily Dose ว่า ทุกวันนี้เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  มี ส.ส.ที่เป็นเสียงข้างมากในสภาฯ มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการโหวตของส.ส.เสียงข้างมาก แต่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ สภาฯ ก็ทำอะไรไม่ได้
 
เพราะขณะที่ สภาฯจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งระงับได้  
 
และหากจะปฏิรูปกฎหมาย หรือแก้ไข พ.ร.บ. ถ้าพรรคประชาธิปัตย์สร้างปัญหาด้วยการก่อกวนในสภาฯ ด้านกลุ่มพันธมิตรก็ก่อม็อบปิดล้อมสภาฯ  จนสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถทำอะไรได้
 
เว้นแต่จะต้องไปขอร้องให้ พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรเล่นในระบบ
 
และหลังจากนี้ มันก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานว่า การแก้ไขกฎหมาย หรือพ.ร.บ. จะไม่สามารถทำได้ เพราะ ปชป. และ พธม.ไม่เอาด้วย
 
...ยังมีการทำรัฐประหารได้โดยการใช้ตุลาการ  การทำรัฐประหารโดยการใช้กองทัพอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป  ขณะที่ นายกฯ กลายเป็นเพียงตุ๊กตา

Friday, June 1, 2012