ที่มา speedhorse
การเสวนา “ เรื่องชะตากรรมของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นภัยต่อความมั่นคง ”
• โดย วัฒน์ วรรยางกูร , เบ็นจามิน , ป้าน้อย(ภรรยา สุรชัย แซ่ด่าน) ,
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, June 3, 2012
การเสวนา “ เรื่องชะตากรรมของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นภัยต่อความมั่นคง ” 2-6-2012
"สังคมไทย" โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม
ที่มา Voice TV
รายการ Intelligence ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2555
พท.ระบุ ศาล รธน.รับวินิจฉัย ร่าง รธน.ทำผิด ม. 68
ที่มา Voice TV
'วีรพัฒน์ ปริยวงศ์'วิเคราะห์แข็งขืนคำสั่ง'ศาลรธน.'ได้หรือไม่?
ที่มา Voice TV
1 มิถุนายน 2555 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ได้อ้างอำนาจตาม "รัฐธรรมนูญ มาตรา 68" เพื่อรับคำร้องมาวินิจฉัยว่า การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยรัฐสภาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นกรณีที่ศาลจะสั่งการให้ "เลิกการกระทำ" ได้หรือไม่
นอกจากนี้ ศาลได้มี "คำสั่ง" ไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแจ้งให้รัฐสภารอการดำเนินการดังกล่าวจน กว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย โดยข้อมูลจากรายงานข่าวนั้น ไม่ชัดเจนว่าศาลได้สั่งไปยัง "สมาชิกรัฐสภา" โดยเจาะจง หรือเป็นเพียงการสั่งไปยัง "เลขาธิการ" เพื่อ "แจ้งสภาให้ทราบ" เท่านั้น ( http://on.fb.me/LQrM7w )
ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ผู้เขียนขออาศัยวันเดียวกันเขียนเชิญชวนให้เรา โดยเฉพาะ "บรรดาผู้แทนของเรา" ร่วมกันใคร่ครวญว่า "รัฐสภา" ในฐานะ "ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทยเพื่อถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารและ ตุลาการ" นั้น จะสามารถ "ปฏิเสธคำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?
ในขั้นแรก รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา..." แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า "คำสั่ง" ของศาลนั้น มีผลผูกพันเด็ดขาดต่อรัฐสภาหรือไม่
ในขั้นต่อมา การที่รัฐสภาจะตัดสินใจปฏิเสธหรือปฏิบัติตาม "คำสั่ง" ของศาลหรือไม่นั้น รัฐสภาจะต้องปฏิบัติตาม "รัฐธรรมนูญ" อย่างน้อยสี่มาตรา คือ
มาตรา 3 วรรค 2 บัญญัติว่า ทั้งรัฐสภาและศาล ต่างต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรม
มาตรา 6 บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายอื่นจะมาขัดแย้งมิได้
มาตรา 291 (5) บัญญัติให้ รัฐสภามีหน้าที่ต้องพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สาม เมื่อพ้น 15 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาวาระที่สอง
และที่สำคัญ คือ มาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า
"สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาว ไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"
ดังนั้น ประเด็นที่ "รัฐสภา" ต้องพิจารณาก็คือ หาก "รัฐสภา" ปฎิบัติตาม "คำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญแล้วไซร้ จะเกิดผลอะไรต่อบทบัญญัติทั้งสี่มาตราที่กล่าวมานี้ ?
กล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ หากการปฎิบัติตาม "คำสั่งศาล" ดังกล่าว มีผลเป็นการยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันเป็นการขัดหลักนิติธรรมทั้งโดยศาลและรัฐสภา เป็นการละเมิดกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อีกทั้งส่งผลให้ผู้แทนปวงชนชาวตกอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำ ของศาลแล้วไซร้ รัฐสภาย่อมมี "หน้าที่" ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิเสธ "คำสั่ง" ดังกล่าว !
หาก "รัฐสภา" สำนึกในหน้าที่ของตนได้ดังนี้ ผู้เขียนก็จะขอเสนอคำถามเบื้องต้นที่อาจช่วยตรวจสอบว่า "คำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
คำถามแรก: ศาลใช้อำนาจ "เกินกรอบ" มาตรา 68 หรือไม่ ?
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคแรก บัญญัติว่า
"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้ม ล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐ ธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้"
ถ้อยคำของ มาตรา 68 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะการกระทำที่เป็นการ "ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ" เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ เท่านั้น ซึ่ง "การใช้สิทธิเสรีภาพ" ย่อมเป็นคนละเรื่องกับ "การใช้อำนาจหน้าที่" เช่น การลงมติสนับสนุนหรือเห็นชอบการแก้ไข มาตรา 291
ลักษณะสำคัญของ "การใช้สิทธิเสรีภาพ" คือ ผู้กระทำได้อ้าง "สิทธิเสรีภาพ" เพื่อประโยชน์ของตนตามที่ตนปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ และจะใช้หรืออ้าง "สิทธิเสรีภาพ" หรือไม่ก็ได้ ตัวอย่างการกระทำที่อาจเข้าข่าย มาตรา 68 อาจมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การดำเนินนโยบายพรรคการเมืองเพื่อยุยงให้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ การนัดชุมนุมเพื่อทำให้คณะรัฐมนตรี รัฐสภาหรือศาลไม่อาจทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
แต่ "การใช้อำนาจหน้าที่" นั้น หมายถึง ผู้กระทำมิอาจเลือกได้อย่างอิสระว่า ตนจะกระทำหรือไม่กระทำเพื่อประโยชน์ของตนตามที่ปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ แต่เป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกำหนดให้กระทำไปเพราะมีอำนาจหน้าที่ต้องกระทำหรือ ต้องใช้ดุลพินิจกระทำไปในฐานะส่วนหนึ่งของกลไลตามรัฐธรรมนูญ
เช่น การที่สมาชิกรัฐสภาจะเสนอญัตติ หรือออกเสียงลงคะแนน หรือกระทำการอื่นที่เกี่ยวกับการแก้ไข มาตรา 291 ก็ถือเป็น "การใช้อำนาจหน้าที่" ซึ่งการใช้ดุลพินิจย่อมไม่อิสระ แต่อยู่ภายใต้ มาตรา 122 กล่าวคือ จะอ้างว่ามีเสรีภาพใช้ดุลพินิจเพื่อตนเองหรือผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้ และจะสงวนการใช้สิทธิเสรีภาพว่าขอละเว้น ไม่รับรู้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ในสภาก็ไม่ได้ เช่นกัน เป็นต้น
ข้อที่สำคัญกว่านั้น คือ หากมี "การตีความปะปน" ว่า "การใช้อำนาจหน้าที่" ตามรัฐธรรมนูญ กลายเป็น "การใช้สิทธิเสรีภาพ" ตาม มาตรา 68 ไปเสียแล้ว ก็จะส่งผลแปลกประหลาดทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นองค์กรที่มีเขตอำนาจล้นพ้น สามารถรับเรื่องมาวินิจฉัยการใช้อำนาจหน้าที่ได้มากมาย
เช่น การใช้อำนาจของคณะองคมนตรีในการเสนอชื่อผู้สมควรเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ตาม มาตรา 19 การใช้อำนาจของรัฐสภาในการเห็นชอบการประกาศสงครามตาม มาตรา 189 การใช้อำนาจของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาในการเลือกผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 204 ก็อาจล้วนถูกศาลตรวจสอบได้ เป็นต้น
หรือแม้แต่การเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง หากมีผู้อ้างว่าเป็นการ "ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ" เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ ก็จะกลายเป็นว่า สามารถถูกตรวจสอบโดยศาลได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการพิจารณาตามวาระของรัฐสภาเสียด้วยซ้ำ และอาจนำไปสู่การยุบพรรคหรือตัดสิทธิทางการเมืองได้อีกด้วย !
ยิ่งไปกว่านั้น หาก "สิทธิการยื่นคำร้อง" ตามมาตรา 68 ถูกตีความอย่างพร่ำเพรื่อ เช่น อ้างอำนาจตุลาการมายับยั้งการใช้ดุลพินิจของผู้แทนปวงชนได้ทุกกรณีแล้วไซร้ "สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ" นี้เองอาจกลับกลายมาถูกนำมาใช้ในทางที่เป็น "ปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ" ทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ และขัดต่อหลักการใช้สิทธิตาม มาตรา 28 อีกด้วย
(อนึ่ง ผู้เขียนน้อมรับหากมีผู้เห็นต่างเรื่องสิทธิหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและการแยก แยะสถานะของ "เอกชน" และ "รัฐ" ซึ่งก็หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนในทางวิชาการต่อไป)
คำถามที่สอง: ศาลใช้อำนาจ "ข้ามขั้นตอน" อัยการสูงสุดหรือไม่ ?
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า
"ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว"
ศาลตีความว่า ผู้ที่จะนำคดีมาสู่ศาล จะเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้ หรือ จะยื่นคำร้องเองโดยตรงต่อศาลเลยก็ได้ ดังนั้น ศาลจึงรับคำร้องได้โดยไม่ต้องรออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
คำถามก็คือ การตีความที่ว่านี้ ขัดต่อทั้งถ้อยคำและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งสร้างผลประหลาดตามมาหรือไม่
หากพิจารณาถ้อยคำ มาตรา 68 ว่า "มีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย" การตีความของศาลทำให้เกิดปัญหาทางภาษาอย่างน้อย 2 ระดับ ระดับแรก คือ เสมือนศาลได้แทนคำว่า "และ" ด้วยคำว่า "หรือ" และระดับที่สอง คือ ศาลได้ใช้ตรรกะภาษาที่ตีความขัดกับรูปประโยค เพราะหากศาลมองคำว่า "และ" ให้แปลว่า "หรือ" ก็จะเท่ากับว่า รูปประโยคไม่ได้ให้อำนาจ "อัยการสูงสุด" เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล
หากพิจารณาในแง่เจตนารมณ์ จะเห็นว่า "อัยการสูงสุด" มีบทบาทจำเป็นในการกรองคดี เพราะศาลไม่มีทรัพยากรที่จะไปตรวจสอบหรือสืบสวนการ "ล้มล้างการปกครองฯ..." ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงและพฤติกรรมที่ต้องอาศัยพยานหลักฐานจำนวนมาก เห็นได้จาก คดีอื่นในทางมหาชน เช่น คดีทุจริต หรือ คดีพรรคการเมือง ก็จะมี อัยการ ป.ป.ช. หรือ กกต. เป็นผู้นำคดีมาสู่ศาล หรือ หากเป็นคดีที่ฟ้องตรงได้ต่อศาล ก็จะต้องเป็นกรณีที่วินิจฉัยข้อกฎหมายและมีข้อจำกัดในเรื่องผู้มีสิทธินำคดี มาสู่ศาล อีกทั้งป้องกันการกล่าวอ้างสารพัดมาเพื่อสร้างภาระคดีต่อศาลโดยตรง
การให้ความสำคัญกับอัยการสูงสุด ยังปรากฏหลักฐานจาก "รายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ" ครั้งที่ 27/2550 เช่น คำอภิปรายโดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในหน้าที่ 6-8 และนายจรัญ ภักดีธนากุล (ผู้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้) ในหน้าที่ 32-34 ซึ่งอภิปรายถึงการให้อัยการสูงสุดเป็นผู้นำคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้กล่าวถึงการให้สิทธิบุคคลอื่นยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลแต่อย่างใด ( http://bit.ly/Mg9kLY )
นอกจากนี้ การตีความของศาลก็ส่งผลประหลาด คือ ทำให้บทบาทของ "อัยการสูงสุด" ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลนั้นไร้ความหมาย เพราะหากผู้ใดจะนำคดีไปสู่ศาล ก็ย่อมยื่นต่อศาลโดยไม่เสนอเรื่องผ่านอัยการ และหากผู้อื่นเสนอเรื่องเดียวกันให้อัยการในเวลาเดียวกัน ก็จะเกิดคำถามตามมาว่าอัยการต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปหรือไม่ เพราะศาลได้รับคำร้องเรื่องเดียวกันจากผู้อื่นที่ยื่นตรงต่อศาลไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ มาตรา 68 ให้ศาลมีอำนาจ "ยุบพรรคการเมือง" หรือ "ตัดสิทธิทางการเมือง" ก็คือการให้ตุลาการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมี "อัยการ" เป็นกลไกในการกรองคดี แต่หากศาลตีความเพิ่มอำนาจให้ตนเองได้อย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะเป็นช่องทางให้มีผู้ใช้ตุลาการเป็นอาวุธทางการเมือง ซึ่งก็จะกลับมาทำร้ายตุลาการในที่สุด
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
ผู้เขียนไม่ปฏิเสธเลยว่าการแก้ไข มาตรา 291 มีปัญหาและความไม่สง่างามหลายประการ แต่นั่นคือปัญหาที่รัฐสภาเสียงข้างมากต้องรับผิดชอบทางการเมือง และประชาชนก็ต้องจ่ายราคาของประชาธิปไตยที่จะอดทนเรียนรู้และตัดสินใจได้ดี ขึ้นในครั้งต่อไป แต่ประชาชนจะไม่มีวันเรียนรู้โดยตัวเองเลย หากเราปล่อยให้มีเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนำมาตรฐานจริยธรรม และความพึงพอใจทางการเมืองส่วนตนมาลากประชาชนไปสู่ทางออกที่ตนยังไม่ทันได้ เข้าใจ
ดังนั้น หาก "รัฐสภา" พิจารณาได้ว่า "คำสั่ง" ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเพราะ "เกินกรอบ" และ "ข้ามขั้นตอน" ตามตามที่อธิบายมาก็ดี หรือ เพราะขัดหลักนิติธรรม หรือหลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือ หลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก็ดี (หรือสภาเห็นช่องทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการอนุโลมกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่งที่ศาลกำหนดขึ้นเอง "ระหว่างรอกฎหมาย" จากรัฐสภาก็ดี!) "รัฐสภา" ย่อมมี "หน้าที่" ที่จะต้องปฎิเสธและไม่ปฏิบัติตาม "คำสั่ง" ดังกล่าว เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญแทนปวงชนชาวไทย อีกทั้งต้องร่วมต่อต้าน ดำเนินการตรวจสอบ รวมทั้งพิจารณาถอดถอนผู้ใดที่จงใจใช้อำนาจนอกวิถีรัฐธรรมนูญ
แต่หากประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาปฏิบัติตาม "คำสั่ง" อันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อีกทั้งยัง "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" เมื่อพ้นเวลา 15 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วไซร้ ก็พึงสังวรว่า กลับเป็นประธานและสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ ที่ร่วมลงมือละเมิดรัฐธรรมนูญของประชาชน และอาจต้องโทษอาญาเสียเอง
ข้อมูลจาก...
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
http://www.facebook.com/verapat
รัฐสภาไม่ต้องฟังศาล รธน.
ที่มา Voice TV
นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
สว.เลือกตั้งปี 2540 ให้ความเห็นว่า
รัฐสภาสามารถลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3
โดยไม่ต้องสนใจคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
วันอาทิตย์สีแดง..ยังแกร่ง และพร้อมเดินหน้าต่อไป
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

สาดกระหน่ำ ฉ่ำทั่ว จนมัวหม่น
เงามืดมิด ปิดแผ่นฟ้า พามืดมน
เมฆลอยวน เลื่อนกลบ ลบแสงตะวัน....
ไล่อบอ้าว ผ่อนคลาย จนหายเหนื่อย
สายลมเอื่อย พัดพา มาเติมฝัน
วันอาทิตย์ สีแดง ร่วมแรงกัน
ด้วยมุ่งมั่น แนวคิด สิทธิเสรี....
อำนาจเถื่อน ล่าไล่ แทบใจแป้ว
เจ็บพอแล้ว เพื่อนพ้อง และน้องพี่
มาร่วมกัน ต่อเติมรัก สามัคคี
เพื่อกำจัด ความอัปรีย์ ที่แฝงมา....
มันกดหัว เหยียบย่ำ กระหน่ำซัด
หวังเร่งรัด กำราบ แล้วปราบฆ่า
สร้างละคร กลับกลอก เพื่อหลอกตา
ด้วยมารยา สารพัด จากสัตว์มนุษย์....
สิ่งแอบแฝง แสดงการ สันดานเถื่อน
สร้างปมเงื่อน ให้แหลกเหลว เลวสุดๆ
สิทธิเสรี ด่างพร้อย พลอยชำรุด
ถูกยื้อยุด ยับเยิน เกินจะเป็น....
ร่วมผนึก กำลัง "ความหวังใหม่"
รวมดวงใจ ให้มาก สมอยากเห็น
ความสามัคคี นั้นหรือ คือประเด็น
ไม่ซ่อนเร้น พร้อมกอดคอ เดินต่อไป....
๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๓ มิ.ย.๕๕
อารมณ์ขันชาวเน็ตว้อนท์บัวขาวนั่งเก้าอี้ท่านประธานสภาที่เคารพ+เต๋าท่านรองฯ ไว้รับมืออันธพาลปชป.
ที่มา Thai E-News
เอาไว้รับมือกับไอ้พวกนี้...
ที่มา:บอร์ดประชาทอล์ก
Saturday, June 2, 2012
VoiceTV: แถลงข่าวต้านรัฐประหาร ฉบับ บก.ลายจุด
ที่มา Thai E-News
โคตรเท่ห์ ปรองดองได้จริง อะไรจริง
ที่มา Thai E-News
เห็นบรรยากาศเวลานี้ ผมอยากเสนอความเห็นเรื่องปรองดองหน่อย แบบง่ายๆแบบชาวบ้านๆเขาเข้าใจเขาพูดกัน และหากทำแบบนี้ว่าได้ เรื่องจบ
ทักษิณได้กลับบ้านแบบโคตรเท่ห์เลย อย่าว่าแต่แบบเท่ห์ๆ
คือเรื่องจะนิรโทษกรรมนายกทักษิณนั้น มันทำไม่ได้หรอก เพราะนายกทักษิณโดนตัดสินจำคุกคดีเซ็นชื่อให้คุณหญิงพจมาน ภรรยาไปซื้อที่ดิน 2 ปี จะผิดหรือถูกก็อีกเรื่อง แต่ศาลตัดสินไปแล้ว
วิธีก็ต้องเอาแบบที่พวกประชาธิปัตย์ หรือสนธิลิ้ม หรือพวกสลิ่มพูด คือให้ทักษิณกลับมาติดคุก 2 ปี ก็จบ
แต่หากอยากให้นิรโทษกรรมจริงๆแล้วไม่โดนด่าด้วย ก็ต้องเอามาติดคุกให้เ้สมอหน้ากันหมด โทษหนักหรือเบาแล้วแต่กรณีไป
อดีตนายกฯภิสิทธิ์ กับเทพเทือก ก็รีบจับขังคุก ไม่ต้องให้ประกัน ข้อหาสั่งฆ่า 91 ศพเสื้อแดง รวม 91 กระทง ฆ่าคนตายโดยเจตนาก็ตั้งแต่ 20 ปีไปถึงประหารชีวิต รวมๆก็น่าจะโดนคนละหลายพันปี นี่สั่งฆ่าคนผ่านไป 2 ปียังลอยหน้าลอยตา พวกนี้จึงไม่มีทางยอมปรองดอง
ตอนนี้อำนาจก็อยู่ในมือ นายกฯยิ่งลักษณ์รออะไรอยู่ ก็ไปจับ 2 คนนี้ขังคุก ห้ามเยี่ยม ห้ามประกัน คราวนี้ยังจะค้านปรองดอง หรือค้านนิรโทษกรรมอีกไหม
หากกลัวอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ยังมีอิทธิฤทธิ์มาคัดค้านนิรโทษไม่ยากคดีปรส.ทำความเสียหายให้บ้านเมืองเป็นแสนๆล้าน อย่าปล่อยให้หมดอายุความ จับขังคุกห้ามเยี่ยมห้ามประกัน เอาซักตลอดชีวิตให้สาสม
ส่วนสนธิลิ้มกับแก๊งพันธมิตร คดียึดสนามบินมันก็นานแล้วนะ 3 ปีกว่าแล้ว โทษก็หนักถึงประหา่รชีวิต ป่านนี้เรื่องยังไม่ถึงศาล ก็ส่งศาลตัดสินประหารชีวิต แล้วค่อยลดหย่อนมาเหลือตลอดชีวิต
มหาจำลอง สุริยะใส ปองอัญชลี ตั้วศรัณยู เอาเป็นว่ายกแก๊ง จับขังคุกเลยตั้งแต่วันนี้ ระหว่างพิจารณาคดีก็ห้ามประกันแบบพวกสมยศ สุรชัย อากง ก็ลองดูซิว่าพวกนี้มันยังจะค้านนิรโทษกรรมอีกไหม
ก็แลกกันเอา ทักษิณคุกแค่ 2 ปี มาร์คกับเทพเทือกฆ่าคนโดนตลอดชีวิต สนธิลิ้ม มหาจำลองข้อหาก่อการร้ายยึดสนามบิน คุกตลอดชีวิต ใครมันจะหนักกว่ากัน
มองไปอีกหากว่าป๋าเปรมไม่ยอม ก็มีหลายคดีนะ ย้อนหลังไปที่พลตรีมนูญเคยแฉว่าพัวพันกับการตายของนายทหารยังเติร์กก็ยังไม่ น่าหมดอายุความ คดีเขาสอยดาวก็หนักหนาเอาการ หรือไล่เบี้ยย้อนหลังเรื่องอยู่บ้านหลวงฟรี ค่าน้ำไฟฟรี คนดีๆเขาไม่ทำ แต่คนระยำทำไม่อาย แบบนี้ก็คุกหลายปี ได้แก่ตายคาคุก
เหลือใครอีกที่จะด่า จะต่อต้านนิรโทษกรรม หมอตุลย์คดีโกงค่าส่วนกลางคอนโดฯหลายสิบล้าน เปลว สีเงิน เจิมศักดิ์ สงค์หน้าเสี้ยมฯลฯ มันก็มีชนักปักหลังกันทั้งนั้น มีคดีหนักเบาไม่ต่างกันหรอก
เสร็จสงกรานต์นี่ก็จัดการเลย เรียงเป็นลูกระนา่ด ป๋าเปรมคดีเขาสอยดาวคุก 10 ปี มาร์ค-เทพเทือกโทษประหาร สนธิลิ้ม มหาจำลองคุกตลอดชีวิต ส่งเข้าคุกไปอยู่แดนเดียวกับสมยศ สุรชัย อากง แล้วทักษิณก็กล้บมาติดคุก 2 ปี
ขังรวมไปเลย แล้วทีนี้ก็คอยดูซิ ใครมันยังจะแหกปากว่าไม่ต้องนิรโทษกรรมอยู่อีกมั้ย? เรื่องง่ายๆแบบนี้ทำไมไม่ทำ อย่าว่าแต่ทักษิณจะได้กลับบ้านแบบเท่ๆ นี่โคตรเท่ห์เลย
ทำซะสิ!
จาก คนอ่านไทยอีนิวส์ขาประจำ 1 ใน 45 ล้านคลิ้ก
แนะทางหยุดปรองดอง เขียน กม. ให้ชัดไม่คืนเงิน 'ทักษิณ'
ที่มา uddred
กรุงเทพธุรกิจ 2 มิถุนายน 2555 >>>
เสวนาปรองดอง แนะทางหยุดปรองดองเดือด เขียนกฎหมายให้ชัดไม่คืนเงิน “ทักษิณ”และทอดเวลาทำความเข้าใจกลุ่มต่างๆ
สมาคม
นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดราชดำเนินเสวนา เรื่อง
พ.ร.บ.ปรองดอง เพื่อใคร โดยมี พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ
ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล แห่งสถาบันพระปกเกล้า, นายถาวร
เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และ นายชวลิต วิทยสุทธิ์
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
โดย พล.อ.เอกชัย
กล่าวว่าการเสนอร่างพระราชัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ...
(พ.ร.บ.ปรองดอง) สู่สภาฯโดยไม่ได้รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนของประชาชน
เท่ากับเป็นการผิดขั้นตอน อย่างไรก็ตามเมื่อมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
เข้าสู่สภาแล้ว และทำให้เกิดความวุ่นวาย มีการบุกประชิดตัว
ตนมองว่าจะเป็นปัจจัยรุกเร้าให้บุคคลภายนอกเกิดอารมณ์ ผู้ทรงเกียรติในสภาฯ
ต้องคุมอารมณ์และสติให้ได้ นอกจากนั้นแล้วความรุนแรงที่เกิดในสภาฯ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบุคคลที่มีหน้าที่ควบคุมกติกา
นำข้อบังคับที่แข็งมากเกินไปมาบังคับใช้
พล.อ.เอกชัย
กล่าวต่อว่าตนเชื่อว่าความขัดแย้งในปัจจุบัน เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
มีทางที่จะยุติได้ หากผู้ที่เสนอกฎหมาย
เขียนบทบัญญัติในประเด็นที่สังคมเป็นห่วง และสงสัย เช่น จะคืนเงินจำนวน 4.6
หมื่นล้านบาทให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่
จะมีการล้างความผิดให้บุคคลใดโดยไม่มีการดำเนินการต่อในกระบวนการยุติธรรม
หรือไม่ ให้เกิดความชัดเจนว่าจะไม่ทำเรื่องดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ
ต้องไม่ทำด้วยความเร่งรีบ
“ความเชื่อแก้ได้ ต้องใช้เวลานาน
เพราะถูกไม่เชื่อแล้ว ต้องยอมรับก่อนการปฏิวัติ
มีการใช้อำนาจและไม่รับฟังเสียงของประชาชน เป็นจุดอ่อนของฝ่ายการเมือง
การจะรับฟังต้องมีเวลา ทิ้งเวลา เปิดเวทีให้เกิดการรับฟัง
จะลดความรุนแรงได้ ดูเหมือนไม่อยากทำ และอ้างว่าเป็น ส.ส.
เป็นตัวแทนประชาชน ไม่ต้องรับฟังเสียงใครอีกแล้ว
ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของการเมือง”
ด้านนายถาวร กล่าวว่าในแนวทางการสร้างความปรองดอง ตนขอเสนอให้มีการหารือร่วมกัน 2 ฝ่าย คือ
1. คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และวิปฝ่ายค้าน และ
2. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หารือกันต่อแนวทางการสร้างความปรองดอง
ส่วนแนวทางที่นำไปสู่ความปรองดอง ต้องให้คนกลางเป็นผู้ดำเนินการ
ทั้งนี้ควรทอดเวลาให้ทุกอย่างดูดี ให้ทุกฝ่ายรับได้
และฝ่ายที่สูญเสียทำใจได้แล้วจึงค่อยมาพูดถึงเรื่องปรองดอง
“แนวทางปรองดอง ผมเห็นต้องถามประชาชนก่อน ไม่ใช่ว่าพวกเรา 400-500
คนได้ดีมีสุขก็เลิกแล้วต่อกัน
แบบนั้นประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศเขายอมไม่ได้” นายถาวร กล่าว
นาย
ถาวร กล่าวต่อว่าร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง พยายามล้างการกระทำของคณะปฏิวัติ
แต่ทำไมไม่เขียนกฎหมายเพื่อเอาผิด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ
พรรคมาตุภูติ ฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
เพราะเป็นแกนนำของคณะปฏิวัติ ซึ่งเป็นต้นตอแห่งเหตุทั้งหมด
อย่างไรก็ตามตนพร้อมยอมรับการนิรโทษกรรมในอนาคต
แต่ต้องมีการสอบถามประชาชนก่อน
นายชวลิต กล่าวว่า
ช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านมี ส.ส. ของพรรค คือ นายประเกียรติ นาสิมมา
อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ต่อนายชัย
ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตประธานสภาฯ ซึ่งนายชัย
ได้บรรจุร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ดังกล่าว
เข้าสู่ระเบียบวาระประชุมโดยไม่ระบุว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน
อย่างไรก็ตามในประเด็นที่ฝ่ายค้านพุ่งเป้าว่าการออก พ.ร.บ.ปรองดอง
เป็นการทำประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ทั้งนี้การทำร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นการมองภาพรวมเพื่อคนทั้งประเทศ
“ผมเชื่อว่าหากในเชิงการเมืองเราต้องให้อภัย
แต่หากใช้โทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว บ้านเมืองวุ่นวาย
ดังนั้นต้องทำให้เกิดความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เพื่อแก้ปัญหา” นายชวลิต
กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายของการเสวนา
ได้มีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างตัวแทนนักการเมืองที่ร่วมประชุม โดยนายชวลิต
กล่าวต่อว่าสำหรับข้อเสนอให้ผู้นำรัฐบาลและผู้นำฝ่ายค้านหารือกัน
ตนเห็นด้วย แต่ต้องยอมรับว่าผู้ที่มีบทบาทในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม คือ
รัฐบาล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้นำเสนอ
เพราะกังวลว่าจะมีข้อกล่าวว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน หากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์
ฐานะน้องสาวคนที่ถูกกล่าวหา เป็นผู้นำเสนอร่างกฎหมาย
“ผมหวังว่าหากนักการเมืองมองภาพรวมของประเทศ
ที่มีความบอบช้ำเพราะการขัดแย้ง แต่วันนี้ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่พอ
ไม่มองประโยชน์ของประเทศ
และไม่มองถึงวิธีที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะร่วมสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน”
นายชวลิต กล่าว
ด้านนายถาวร กล่าวตอบโต้ว่า
ความปรองดองไม่ตรงกับความจริง กังวลว่าความวุ่นวายจะมีมากขึ้น
ตนอยากให้ทบทวน และฝากไว้ว่าหากมีโอกาสแปรญัตติ
ขอให้แปรญัตติให้นำคนปฏิวัติ ซึ่งปล้นประชาธิปไตยของพวกเราให้มารับผิดด้วย
ซึ่ง พล.อ.สนธิ เป็นคนที่ทำลายและปล้นประชาธิปไตยของประชาชน ต้องจัดการ
อย่าให้เป็นแบบอย่าง
“พวกคุณมีอำนาจรัฐ และมีเสียงข้างมากแล้ว ไม่ว่ากี่พลเอก ที่คิดปฏิวัติต้องจัดการ” นายถาวร กล่าว
ขณะ
ที่นายชวลิต กล่าวว่า การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ยืนยันไม่ได้ทำสามวาระรวดแน่นอน
เพราะทางวิปรัฐบาลยืนยันแล้วว่าจะต้องทำตามกระบวนการของรัฐสภาตามปกติ
และหวังว่าจะเห็นความปรองดองเกิดขึ้น
จากนั้นนายถาวร
กล่าวว่าพวกเรามาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน
ไม่ควรเลือกกอดสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ที่ผ่านมา มีนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเป็นนายกฯ 3
คนแล้วเพราะผลพวงของการปฏิวัติ แต่ผลพวงของการปฏิวัตินั้นยังไม่ยอมสลัดทิ้ง

