WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 4, 2012

"สมศักดิ์ เจียมฯ" เสนอ พท.-รบ. "ชน" ศาล รธน. ชี้สู้ประเด็นนี้ได้เปรียบกว่าเรื่องปรองดอง

ที่มา uddred

 มติชน 4 มิถุนายน 2555 >>>






นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับ อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิ ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ ไว้พิจารณา พร้อมทั้งมีคำสั่งให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญไว้ก่อน ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

ขอเพิ่มเติม เป็นกระทู้ใหม่ ให้เห็นชัดๆ นะ ว่าทำไม ผมจึงเสนอว่า เพื่อไทย (รบ.-สภา) น่าจะ "ชน" ประเด็น ศาล รธน. ด้วยการ เดินหน้า เรียกประชุมสภา เพื่อลงมติ วาระ 3 แก้ รธน. (อาจจะวันที่ 12)
เพราะในทางการเมือง ผมเห็นว่า ประเด็นนี้ เพื่อไทย ได้เปรียบกว่าเยอะ เมื่อเทียบกับ พ.ร.บ.ปรองดอง คือ
(ก) ในแง่ข้อกฎหมายล้วนๆ เหตุผลที่ศาลรธน. ยกมาในการสั่ง "ระงับชั่วคราว" มันอ่อนมาก (จริงๆ เหตุผลที่จะรับเรื่องร้องเรียนแต่แรก ก็อ่อนมาก ไม่ควรรับเรื่องไว้ได้เลยด้วยซ้ำ)
(ข) เรื่องนี้ ไมใช่ออกมาในลักษณะ "นิรโทษกรรมช่วยทักษิณ" อะไรแบบ พ.ร.บ.ปรองดอง
จริงๆ แล้ว พันธมิตร จะสามารถเอาเรื่อง ศาล รธน. มาอ้าง ชุมนุม ได้หรือเปล่า ก็ยังมีปัญหา
แต่เรารู้กันว่า พันธมิตร ดันทุรัง ชุมนุม ทั้งๆ ที่ ไม่มีประเด็นที่มีน้ำหนักได้มาก่อน (เขาพระวิหาร) ดังนั้น ประเด็น ศาล รธน. ที่อ่อนทางการเมือง ตามเหตุผล 2 ข้อนี้ พวกเขา ก็ยังอาจจะดันทุรังนัดชุมนุม ก็ได้
แต่ว่า ขึ้นอยู่กับ ปชป. จะเอาด้วยไหม
ก็น่าจะให้รู้ไปว่า ปชป. ที่เป็นส่วนหนึ่งของสภาฯ เอง จะยอมยกอำนาจที่ผิด รธน. ให้ ศาล รธน. ไหม
แล้วค่อยมาว่ากันอีกที ถ้า ปชป. เกิดบ้าระห่ำ ทำแบบนั้นจริงๆ

'จรัล' ย้ำร่าง รธน. วาระ 3 เป็นการต่อสู้ที่แหลมคมที่สุด

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 4 มิถุนายน 2555 >>>


"จรัล ดิษฐาอภิชัย" เชื่อรัฐประหารโดยตุลาการ ต่อต้านยากกว่าทำโดยทหาร ย้ำผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม วาระ 3 เป็นการต่อสู้ที่แหลมคมที่สุด

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ในช่วงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ผมเขียนบทความ รัฐประหารโดยตุลาการ (judicial coup d'etat) แจกจ่ายแก่บุคคลและองค์การระหว่างประเทศ เช่น อียู คณะกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา สื่อมวลชนหลักๆ ฯลฯ ซึ่งความจริง ดำเนินมาเรื่อยๆ มาถึงปัจจุบัน รัฐประหารนี้ต่อต้านยากกว่า ทำโดยทหาร
   "ผมเห็นด้วยที่สภาผู้แทนเดินหน้าลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม วาระ 3 นี่เป็นการต่อสู้ที่แหลมคมที่สุดระหว่างสถาบันทางการเมืองสูงสุดของอำนาจ อธิปไตยของประชาชน กับสถาบันสูงสุดทางอำนาจและประเพณี" นายจรัล กล่าว
นายจรัล กล่าวอีกว่า มีประสบการณ์ไม่ดีกับศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ศาลนี้รับคำฟ้องคดีที่ผมฟ้องสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ถอดผมออกจากตำแหน่ง กรรมการสิทธิมนุษยชน จนถึงวันนี้ ยังไม่เริ่มพิจารณาคดี

กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ยันศาล รธน. มีอำนาจรับวินิจฉัยร่างแก้ไข รธน.

ที่มา uddred

 MCOT 4 มิถุนายน 2555 >>>


นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ยันศาล รธน. มีอำนาจรับวินิจฉัย รธน. ตามมาตรา 7 หากรัฐสภาดื้อลงมติวาระ 3 ต้องรับผิดชอบ เพราะคำสั่งศาลมีผลผูกพันรัฐสภา

นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หนึ่งในนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าขัดรัฐ ธรรมนูญหรือไม่ และให้รอการดำเนินการไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ว่า ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ กระบวนการรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างประชาธิปไตย ต้องยื่นให้อัยการสูงสุด เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ที่ผ่านมา ไม่เคยปรากฏว่าอัยการสูงสุดส่งเรื่องเข้ามา จึงเกิดปัญหาเรื่องการดำเนินการ และถ้าสังคมเห็นว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น เสนอให้ตรวจสอบ แต่ฝ่ายการเมืองไปล็อกอัยการสูงสุดเรื่องก็จบ ดังนั้น จึงเห็นว่าการที่ศาลฯ รับวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ มีอำนาจที่จะสามารถดำเนินการได้ โดยใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติบังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นายคมสัน กล่าวว่า การออกมาตีความของพรรคเพื่อไทย และกลุ่มนิติราษฎร์ว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับวินิจฉัยเรื่องนี้ได้นั้น ไม่ได้เป็นการตีความผิด แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่ายื่นไปแล้วอัยการสูงสุดไม่มีการดำเนินการอะไรออก มา และถ้าลงมติวาระ 3 อาจเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ศาลฯ จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นมา และรับวินิจฉัยเพื่อไม่ให้มีช่องว่าง
ต่อข้อถาม ว่าหากรัฐสภาเดินหน้าลงมติวาระ 3 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายคมสัน กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบเพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรค 5 ระบุชัดว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ และการให้รอการดำเนินการไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ก็เป็นคำสั่งส่วนหนึ่งของศาลด้วย

เสื้อแดงปวดตับยิ่งลักษณ์กราบว.วชิรเมธีวันวิสาข แสลงใจเทศน์ก่อน10เมษา53'ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน'

ที่มา Thai E-News
                                                                          
 
                                                                                                   Yingluck Shinawatra

มติชนออนไลน์นำเสนอรายงานข่าว "ยิ่งลักษณ์" กราบขอพรท่าน "ว.วชิรเมธี" เนื่องในวันวิสาขบูชา    ว่า ในเฟซบุ๊กของท่านว.วชิรเมธี (W.Vajiramedhi) ได้โพสต์ภาพของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ากราบพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือท่านว.วชิรเมธี พระนักคิด นักเทศน์ชื่อดัง เพื่อขอพรเนื่องในวันวิสาขบูชา โดยในการนี้ท่านว.วชิรเมธี ได้ให้คติธรรมเพื่อเป็นกำลังใจแด่ท่านนายกรัฐมนตรีว่า "ความอดทนทำคนให้เป็นคนดี อดทนถึงที่ได้ดีทุกคน" พร้อมกันนี้ ท่านว.วชิรเมธีได้มอบหนังสือ "อริยสัจทูเดย์" ซึ่งเป็นหนังสือเล่มพิเศษที่จัดพิมพ์ขึ้นในโอกาสธรรมสมโภชพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรมแด่นายกรัฐมนตรีอีกด้วย
  
หนังสือ "อริยสัจทูเดย์" เป็นหนังสือที่ว่าด้วย "อริยสัจ 4" ซึ่งเป็นหลักสัจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาค 1 ว่าด้วย อริยสัจ: ความจริงอันประเสริฐ และภาค 2 ว่าด้วยอริยสัจ: ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ซึ่งเป็นธรรมประยุกต์ที่ชี้ให้เห็นการประยุกต์ใช้อริยสัจสี่ในชีวิตประจำวันผ่านกรณีศึกษาของบุคคลสำคัญระดับโลกสี่ คน คืออดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกา, สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล, วิทนีย์ ฮุสตัน นักร้องชื่อดังระดับโลก และซีเนดีน ซีดาน นักกีฬาชื่อดังชาวฝรั่งเศส เป็นต้น

ขณะ เดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงในโลกไซเบอร์พากันแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ไปกราบพระว.วชิรเมธี โดยในเว็บบอร์ดประชาทอล์ก ผู้ใช้นามแฝงตาย่านเขียนกระทู้เรื่อง เนื่องในวันวิสาขบูชา นายกยิ่งลักษณ์เลือกกราบไหว้พระได้โง่มากครับ มีเนื้อหาว่า 
 พระที่ตั้งคำสอนขึ้นมาเองด้วยการบอกว่า "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" 
ซึ่งไม่มีอยู่ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาก่อน จึงถือได้ว่าเป็นพระลวงโลก
การที่นายกยิ่งลักษณ์ไปกราบพระลวงโลก นับว่าเป็นการกระทำที่โง๊ โง่
พระดีๆมีให้กราบทั่วสยามประเทศ กลับไม่กราบ
ตามนั้น.... อิอิ
โดยมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นด้วยจำนวนมาก แต่ก็มีผู้แสดงความเห็นสนับสนุนนายกฯเช่นกัน
ภาพของ น้ำแข็งใส
เคารพคนที่น่าเคารพ นับถือคนที่น่านับถือ กราบคนที่น่ากราบ
มิฉะนั้น
ความเสื่อมจะับังเกิดแก่ตนเองเร็วกว่าปกติ

คิดซะว่า ประชันความสวย ใครสวยกว่ากัน
(ไม่อยากคิดมาก)

โดย มังกรดำ เมื่อ จันทร์, 04/06/2012 - 12:13.
ภาพของ มังกรดำ

เป็นข่าว ซวยที่สุด ในวันวิสาขะ ปีนี้

ภาพของ มังกรดำ

หึ หึ


ภาพของ มังกรดำ
ทำอะไร ไม่เกรงใจมวลชน

ภาพของ มังกรดำ
พระดี มีมากมาย ไม่ไปไหว้ไปกราบ

เยี่ยมมาก เห็นเเล้วเซ็งเลย

พระคนนี้เหาะได้ใช่ป่าว แถมยังเป็นพระที่ไม่งมงายในวิทยาศาสตร์อีก น่ากราบจะตาย

ระวังท่าน ว. ท่านจะพา นายก เหาะ น่ะ

ภาพของ มังกรดำ
พระพยอม
มหาโช
นี่ยังไม่ล่วงไปถึง
สมเด็จเกี่ยว
และอีกหลายๆ สมเด็จฯ



ใบอนุญาต?-ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 พระว.วชิรเมธี ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า"ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าคน : Time killing is more sin than to kill human being" ต่อมาวันที่ 10 เมษายนเกิดการสังหารผู้ชุมนุมและการปะทะที่สี่แยกคอกวัว


ส่วน อันนี้เป็นความเห็นจากนักวิชาการชื่อดังดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และมีผู้นำมาทำเป็นกราฟฟิกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊คแพร่หลายในวันวิสาขบูชา


'จาตุรนต์'ชี้ ศาล รธน. สั่งชะลอแก้ไข รธน. คือรัฐประหารโดยตุลาการ

ที่มา ประชาไท


3 มิถุนายน 2555 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้สภาชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ในวาระที่ 3 ว่า ถือเป็นการรัฐประหารโดยใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ เข้ามาแทรกแซงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากตัวแทนของประชาชน
นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย และไม่มีอำนาจเข้ามาวินิจฉัยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่มีหน้าที่ในการวินิจฉัยว่ากฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่จะออกมาบังคับ ใช้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องของ ส.ส. และประชาชน 

"รัฐสภาไม่ควรดำเนินการตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้เดินหน้าตามมาตรา 291/5 พิจารณาลงมติในวาระที่ 3 ได้ทันที" นายจาตุรนต์กล่าว

อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยังเรียกร้องให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อล่าลายชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญที่มีการลงมติในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากตุลาการได้ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 ที่จะต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเท่านั้น ซึ่งศาลไม่สามารถรับเรื่องจากประชาชนมาพิจารณาได้เอง
"ขณะนี้สิ่งที่ควรทำคือ การทำความเข้าใจกับประชาชนผู้สนใจปัญหาบ้านเมือง และผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายให้ทราบว่าขณะนี้เกิดกระบวนการรัฐประหารโดยตุ ลาการภิวัฒน์แล้ว ที่เกิดการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งจะเป็นภัยร้ายแรงต่อประชาธิปไตยของ ประเทศ เพื่อที่จะหาทางสกัดกั้นกระบวนการนี้กันใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ร่วมในกระบวนการนี้เป็นผู้ที่จะมีอำนาจวินิจฉัยรัฐ ธรรมนูญ ผลที่ตามมาคือถ้าไม่มีแรงต่อต้าน ไม่มีการแสดงความเห็นเชิงหลักการให้หนักแน่นเพียงพอก็ยากที่จะทัดทานตุลาภิ วัฒน์นี้ได้ " นายจาตุรนต์ ระบุ

คณะนิติราษฎร์แถลงค้าน พรบ.ปรองดอง ยกโทษทุกฝ่ายพ้นผิด

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 4 มิถุนายน 2555 >>>


คณะนิติราษฎร์ ออกแถลงการณ์ยันข้อเสนอแก้ ม.112 ของนิติราษฎร์ชอบด้วย รธน. ค้านร่าง พรบ.ปรองดอง ที่ยกโทษทุกฝ่ายให้พ้นผิด เหมือนกรณี 4-9 ต.ค. 2519

คณะ นิติราษฎร์ ออกแถลงการณ์ยันข้อเสนอแก้ ม.112 ของนิติราษฎร์ชอบด้วย รธน. พร้อมค้านร่าง พรบ.ปรองดอง ที่ยกโทษทุกฝ่ายให้พ้นผิด เหมือนกรณี 4-9 ต.ค. 19 ระบุหากจะออก กม. นิรโทษต้องแยกความผิดของผู้กระทำ ห้ามเหมาเข่ง โดยเฉพาะคนสั่งการและ จนท. สลายการชุมนุม ส่วน ปชช. ต้องให้ออก กม .นิรโทษกรรมในทันที เตรียมจัดงานสัมมนารณรงค์ทางวิชาการในเดือนนี้
หลัง จากที่คณะนิติราษฎร์ได้เสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เสนอแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งต่อมาคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)ได้ดำเนินการรวบรวมรายชื่ออย่างน้อย 10,0000 รายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา กำหนดระยะเวลารณรงค์ 112 วัน และการรณรงค์ดังกล่าวจะครบกำหนดในวันที่ 5 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ มีผู้สอบถามมายังคณะนิติราษฎร์เกี่ยวกับกิจกรรมทางวิชาการและการเคลื่อนไหว ทางความคิดที่จะดำเนินต่อไปในโอกาสครบรอบ 80 ปีของการอภิวัฒน์สยาม 2475 ตลอดจนแนวทางทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คณะนิติราษฎร์เห็นสมควรที่จะได้แสดงจุดยืนและทัศนะต่อประเด็นปัญหาต่างๆ ไว้โดยสังเขป ดังนี้
1. คณะนิติราษฎร์ยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอัตราโทษที่กำหนดไว้ในปัจจุบันสูงเกินสมควรกว่าเหตุ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆอีกหลายประการ ดังที่ได้เคยแสดงให้เห็นไว้แล้วในประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ 16 (วันที่ 13 มีนาคม 2554) และในข้อเสนอเพื่อการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หลายประการ และจะบรรเทาปัญหาบางประการลง คณะนิติราษฎร์จึงยืนยันสนับสนุนกิจกรรมของ ครก.112 ในการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไปยังรัฐสภา และให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป
2. คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงต่อแนวทางการปรองดอง หรือสมานฉันท์โดยวิธีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่บุคคลทุกฝ่ายดังเช่นการ ตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมใน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19) หรือการตราพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกัน ระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2535  (นิรโทษกรรมในเหตุการณ์พฤษภา 35) เนื่องจากการนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวแม้จะทำให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม พ้นจากความผิดและความรับผิด แต่ก็จะมีผลให้บรรดาผู้ที่สั่งการและปฏิบัติการสลายการชุมนุมพ้นจากความผิด ไปพร้อมกันด้วย การนิรโทษกรรมในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้ที่สูญเสียใน เหตุการณ์สลายการชุมนุมต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวัน ที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา
3. คณะนิติราษฎร์เห็นว่าแนวทางการตรากฎหมายเพื่อการขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในสังคมอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ภายหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ควรจะต้องพิจารณาแยกแยะลักษณะการกระทำของบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้อง และจัดวางโครงสร้างของกฎหมายโดยมีสาระสำคัญหลัก คือ
ประการที่หนึ่ง ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงตลอดจนการสลายการชุมนุมทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วัน ที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็น ผู้สั่งการ หรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใดๆ หากการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมายและต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ประการ ที่สอง ให้มีการนิรโทษกรรมทันทีแก่ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฝ่าฝืน บรรดากฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงที่ได้รับ การประกาศใช้ในเหตุการณ์การเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงทางการเมืองใน พื้นที่ต่างๆตามที่จะได้กำหนดไว้ในประกาศที่ออกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งและบรรดาการกระทำต่างๆของผู้เข้าร่วม เดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆข้างต้น หากเป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญใน หมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ก็ให้บุคคลนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
ประการที่สาม บรรดาการกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการ เมืองที่ไม่เข้าข่ายที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ เช่น การกระทำที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นและไม่ใช่ความผิด ลหุโทษหรือความผิดที่อัตราโทษไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ตลอดจนการกระทำความผิดของบุคคลที่แม้ไม่ได้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุม ประท้วงทางการเมือง แต่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการ เมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งซึ่งได้รับการจัดตั้ง ขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลในลำดับชั้นใด ให้ศาลระงับการดำเนินกระบวนพิจารณา และให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาไปก่อน ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าการกระทำนั้นตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ ให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยว่าการกระทำใดอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวด ที่ว่าด้วยการขจัดความขัดแย้งหรือไม่ ให้มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุในการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใดได้
ประการ ที่สี่ ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำใดไม่ตกอยู่ภายใต้ บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง หรือวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมต่างๆ ตลอดจนการกระทำที่มีข้อสงสัยว่ามีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความ ขัดแย้งทางการเมืองหลังการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ไม่เกี่ยวข้องกับมูลเหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมือง ให้ดำเนินการกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมต่อ ไป ในกรณีที่คณะกรรมการขจัดความขัดแย้งวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากมูล เหตุจูงใจหรือแรงจูงใจทางการเมืองหลังเหตุการณ์แย่งชิงอำนาจรัฐ 19 กันยายน 2549 ก็ให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็น ภาคีสมาชิก
ประการที่ห้า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวทางที่คณะนิติราษฎร์เสนอไว้เบื้องต้นโดย สังเขปนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการขจัดความขัดแย้ง เป็นอีกหมวดหนึ่ง โดยนอกจากบทบัญญัติในหมวดนี้จะกล่าวถึงคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง และกฎเกณฑ์ต่างๆตามแนวทางที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังต้องกล่าวถึงการเยียวยาความเสียหายต่างๆด้วย การดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้สามารถทำได้โดยไม่เกี่ยว ข้องกับการดำเนินการจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสามารถกระทำได้ทันที
4. สำหรับกรณีของการลบล้างผลพวงรัฐประหารนั้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้บัญญัติเป็นหมวดอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะได้ จัดทำขึ้นใหม่ตามที่ได้เคยแถลงต่อสาธารณะไปแล้ว โดยคณะนิติราษฎร์ยืนยันหลักการของการประกาศให้การนิรโทษกรรมการทำรัฐประหาร หรือการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นโมฆะ เพื่อเปิดทางให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการทำรัฐประหารหรือแย่งชิงอำนาจรัฐ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำการเอง ผู้ใช้ ตลอดจนผู้สนับสนุน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สำหรับบรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นจากการเริ่มกระบวนการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการ กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะผู้แย่งชิงอำนาจรัฐนั้น ก็ให้ลบล้างให้สิ้นผลไป ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนิรโทษกรรม แต่ให้เริ่มกระบวนการใหม่ให้ถูกต้องเป็นธรรมต่อไป
คณะนิติราษฎร์ ขอเรียนให้ผู้ที่ติดตามกิจกรรมทางวิชาการของคณะนิติราษฎร์ทราบว่าในเดือน มิถุนายนที่จะถึงนี้ คณะนิติราษฎร์จะได้จัดกิจกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวเนื่องกับการลบล้างผลพวง รัฐประหาร การขจัดความขัดแย้งในสังคมไทย และวิเคราะห์วิจารณ์ข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองของบุคคลและสถาบันต่างๆ นอกจากนี้เพื่อให้การเคลื่อนไหวทางความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ ดำเนินไปในวงกว้างยิ่งขึ้น คณะนิติราษฎร์จะได้จัดให้มีการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชน ให้แก่ประชาชนทั่วไป รายละเอียดในเรื่องเหล่านี้จะแถลงให้ทราบต่อไป

นิติราษฎร์แถลงชัด "คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

ที่มา Thai E-News



4 มิถุนายน 2555
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์

 

แถลงการณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

3 มิถุนายน 2555
Blog Icon
แถลงการณ์
เรื่อง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีรับคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ไว้พิจารณา
และคำสั่งให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


ตามที่มีบุคคลเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งฉบับ อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้รัฐสภารอการ ดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังปรากฏตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๖/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ นั้น

คณะนิติราษฎร์พิจารณาแล้ว มีความเห็นต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวในสามประเด็น ดังนี้  

๑. การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการเสนอคำร้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ 
 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ ให้สิทธิแก่บุคคลผู้ทราบการกระทำอันเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อลบล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจใจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ สามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว เหตุแห่งการเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ ต้องเป็นการกระทำของบุคคลหรือพรรคการเมืองแต่ข้อเท็จจริงในกรณีนี้เป็นการ ใช้อำนาจของรัฐสภาในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญผู้ทรงอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ กรณีนี้จึงไม่ใช่การกระทำของ "บุคคล" หรือ "พรรคการเมือง" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘

รัฐสภาได้ใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญตามกระบวนการและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๑๕ ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกรณีที่รัฐสภาใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มิใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้แก่บุคคลและ พรรคการเมือง การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีนี้เป็นการกระทำตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนหรือทั้งฉบับ ตราบเท่าที่การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมิได้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะถือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอันมีผลเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ นั้นเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และคราวที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ โดยการจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

๒. ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ วรรคสอง กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หมายความว่า บุคคลต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดก่อน ภายหลังอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมีมูล อัยการสูงสุดจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่า การเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสองนั้น อาจทำได้สองวิธี คือ หนึ่ง บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สอง บุคคลมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรง โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า กรณีตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ไม่อาจตีความตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเฉพาะแต่อัยการสูงสุดเท่านั้น ที่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการสูงสุดก็ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หากปราศจากการเสนอ เรื่องของบุคคลผู้ทราบการกระทำตามมาตรา ๖๘ วรรคแรก กรณีคำร้องตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง จึงต้องดำเนินการเป็นสองขั้นตอนตามลำดับได้แก่ บุคคลเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จะขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปมิได้

นอกจากนี้ เมื่อได้ตรวจสอบบันทึกรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๐ เกี่ยวกับบทบัญญัติมาตรา ๖๘ พบว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจตรงกันว่าผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง คือ อัยการสูงสุดเท่านั้น

หากพิจารณารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะเห็นได้ว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ให้สิทธิแก่บุคคลทั่วไปในการ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งดังกรณีปรากฏในมาตรา ๒๑๒ ว่าบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ และไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่ง กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้

คณะนิติราษฎร์เห็นว่าการตีความมาตรา ๖๘ วรรคสองของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ขัดกับหลักการตีความกฎหมายทั้งในแง่ถ้อยคำ ประวัติความเป็นมา เจตนารมณ์ ตลอดจนระบบกฎหมายทั้งระบบ เป็นการตีความกฎหมายที่ส่งผลประหลาดและผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง

๓. อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการกำหนด “วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา”


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ไม่ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำ วินิจฉัย แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้นำเอาวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ มาใช้ โดยอาศัยข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ ๖

วิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยเป็นมาตรการสำคัญในกระบวนพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีรัฐธรรมนูญ การกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อน มีคำวินิจฉัย ต้องบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจก่อตั้งอำนาจกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยแต่เพียงข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ข้อ ๖ เพื่อนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ มาใช้ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัยมาใช้ระงับยับยั้งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการเข้าแทรกแซงกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยไม่มีอำนาจกระทำได้


ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์ความ เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และทำให้กลไกต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดำเนินการไปได้ตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ แต่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้กลับมีผลเป็นการทำลายกลไกการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจนี้ไว้ให้แก่รัฐสภาเท่านั้น อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง ที่มีลำดับชั้นทางกฎหมายสูงกว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งอำนาจทั้งสามเป็นเพียงอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตุลาการ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการควบคุมตรวจสอบการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถควบคุมตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังเช่น การควบคุมตรวจสอบพระราชบัญญัติมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้

อาศัยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด คณะนิติราษฎร์เห็นว่า
๑. ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องในกรณีนี้ไว้พิจารณาได้ เนื่องจากการยื่นคำร้องในกรณีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกระบวนการและขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘
๒. คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ จึงไม่มีผลผูกพันรัฐสภาให้ต้องรอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
หากรัฐสภายอมรับให้คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญนี้มีสภาพบังคับทางรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถขยายแดนอำนาจของตนออกไปจนกลายเป็นองค์กรที่ อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ และมีผลเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ-ประชาธิปไตยลงอย่างสิ้นเชิงในที่สุด


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

ย้อนรำลึกวิสาขบูชาปี53

ที่มา Thai E-News




วิสาขบูชาปี 2553-เหตุการณ์สำคัญเมื่อวันวิสาขบูชาปี 2553 ประกอบไปด้วยข่าวเหตุการณ์ส.ส.เพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภากรณี พระสงฆ์ที่สนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดงถูกปฏิบัติจากทหารโดยการกระชาก จีวรออกจากร่างแล้วจับมือไพล่หลัง และนำไปขังคุก โดยไม่ต้องทำพิธีสึก(ภาพข่าว:สำนักข่าวต่างประเทศ) ค่ำวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ วัดชนะสงคราม ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในวันวิสาขบูชา พ.ศ.2553 (ภาพข่าว:เวบผู้จัดการASTV)
ใบอนุญาต?-ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 พระว.วชิรเมธี ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า"ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าค
น : Time killing is more sin than to kill human being" ต่อมาวันที่ 10 เมษายนเกิดการสังหารผู้ชุมนุมและการปะทะที่สี่แยกคอกวัว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤษภาคม 2553


นาย สุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อค่ำวันที่ 27พ.ค. 2553 ว่า วันที่ 28 พ.ค.2553 เป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก แต่มีเรื่องน่าสะเทือนใจชาวพุทธก็คือ ในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมนั้น ได้มีการจับกุมพระสงฆ์ที่เข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมอย่างน้อยก็ 5 รูปที่เขาได้เข้าไปเยี่ยมที่เรือนจำ

รัฐบาล พยายามบอกว่าพระที่โดนจับกุมนี้เป็นพระปลอม และมีอาวุธ แต่จากการที่ได้เข้าไปเยี่ยมพระที่ถูกจับในเรือนจำยืนยันได้ว่าเป็นพระจริง โดยรูปหนึ่งนั้นเป็นพระในพื้นที่เลือกตั้งของเขาคืออำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี มีชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้มากรูปหนึ่ง โดยพระรูปนี้ถูกทหารจับกุมตัวในวันที่มีการกระชับพื้นที่สลายการชุมนุม 

ทั้ง ที่เป็นพระสงฆ์อยู่และยังไม่ได้ให้ลาสึกแต่อย่างใด มีการกระชากผ้าเหลืองจีวรออกแล้วหาชุดนักโทษสีเหลืองจำคุกไว้ที่แดน9ในเรื่อ นจำกลางกรุงเทพฯ ร่วมกับพระรูปอื่นๆอีกรวม 5 รูป ในจำนวนนี้เท่าที่จำชื่อได้ เช่น พระสมุทร ขาวอ่อน อยู่แดน 6 กับพระจากขอนแก่น และสระบุรีรวม 3 รูป อีกรูปหนึ่งนามสกุลมุทุกันต์ มาจากอุบลราชธานี สอบถามดูเป็นลูกหลานของอดีตรัฐมนตรีปิ่นมุทุกันต์ ถูกขังอยู่ในแดน 9กับพระจากท่าวุ้งลพบุรี

"เรื่อง นี้สะเทือนใจชาวพุทธมากครับ ผมเพิ่งไปเยี่ยมทั้ง5ท่านมา ทำอย่างนี้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นพระปลอม กระชากจีวรออกยัดคุก หาชุดนักโทษให้ท่านใส่ โดยที่ไม่ได้สึกตามพิธีทางพระพุทธศาสนา ท่านก็ยังถือว่าท่านเป็นพระอยู่"นายสุชาติกล่าว และว่าหากพระเหล่านี้จะมีความผิดก็คือ ท่านตามมาดูแลชาวบ้านที่มาชุมนุม กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เวลาทหารจะเข้ามายิงท่านก็ไปขอบิณฑาตชีวิต ปรากฎว่าท่านโดนจับเสียเอง และถูกปฏิบัติไม่สมกับเมืองไทยเป็นเมืองพุทธแม้แต่น้อย

ขอบิณฑาตชีวิต-กลุ่มพระสงฆ์ที่สนับสนุนคนเสื้อแดงขึ้นขอ บิณฑบาตชีวิตผู้ชุมนุมในวันสุดท้ายก่อนถูกสลาย โดยรูปหนึ่งได้วิงวอนให้ในหลวงทรงโปรดใช้พระบารมีเป็นที่พึ่งแก่ผู้ชุมนุม ด้วย


สิ่งที่ได้รับ-สิ่งที่พระสงฆ์ได้รับคือชีวิตที่ถูกสังหาร โดยท่านเหล่านี้ได้ช่วยญาติโยมเป็นครั้งสุดท้ายคือการหามร่างผู้บาดเจ็บ หรือไร้ชีวิตเข้าไปยังวัดปทุมวนาราม










กระชากจีวรจับมือไพล่หลังขังคุกไม่ต้องสึก-พระสงฆ์ที่เข้าสนับสนุนการชุมนุมถูกปฏิบัติจากทหารโดยการกระชากจีวรออกจากร่างแล้วจับมือไพล่หลัง และนำไปขังคุก โดยไม่ต้องทำพิธีสึก


"สุชาติ" จี้นายกฯ ขอโทษ ปชช. โชว์ภาพพระ 5 รูปถูกขัง "สุเทพ" โต้ไม่ใช่พระแค่ "คนห่มผ้าเหลือง"

ต่อ มาเมื่อเวลา 16.06 น. วันที่ 31 พ.ค. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน พรรคเพื่อไทย จ.ลพบุรี อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่า " ผมอภิปรายในประเด็นเรื่องศาสนาพุทธ นายกฯ ไม่ได้ไปดูพระที่ถูกทหารจับ ฟังแต่รายงาน ขณะที่นายสุเทพ บอกว่า คนห่มผ่าเหลือง ขอให้ดูน้ำตาของพระ ภาพที่หลุดออกมา เอาเชือกมัดไพล่หลัง ดูน้ำตาของพระ พระรูปนี้ ชื่อ พระประเสริฐ สุรปัญโญ อายุ 48 ปี คนลพบุรี พระองค์นี้ อยู่บ้านผม เป็นคนที่คนในอำเภอท่าวุ้ง นับถือ อีกรูปหนึ่ง พระศรีอริยะ อริวังโส "

อีก รูป พระสมบูรณ์ มุทุกัณฑ์ ถูกจำคุกแดน 9 เป็นพระจาก จ.อุบลราชธานี พระมาเพื่อจะมาบอกว่า อย่ายิงประชาชน อีกรูปคือ พระบุญมี วัดโชคอำนวย จ. อุบลราชธานี ถูกจำคุก แดน 9 ไม่ได้เปล่งวาจาสึก องค์ที่ 5 พระสุนัย ขาวอ่อน อายุ 48 ปี จ.อุดรธานี ติดคุกอยู่แดน 6 

ในช่วงที่นายสุชาติ โชว์รูป ปรากฏว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ประท้วง ว่า ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาเปิดเผยในสภา 

นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส. ประชาธิปัตย์ ประท้วงว่า พระที่มาชุมนุม ไม่ชอบ เพราะมหาเถรฯห้ามพระมาชุมนุม เพราะไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ

ต่อ มา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ชี้แจงว่า เรื่องพระ จะกระทบกระเทือนความรู้สึกประชาชน พฤติกรรมในที่ชุมนุม แยกแยะได้ยากว่าเป็นพระหรือคนห่มผ้าเหลือง ขณะอภิปรายนายสุเทพ ได้โชว์รูปจาก เอเอสทีวี ว่า พระที่ถูกอ้างคือ คือนายสุปัญญา

"4 คนไม่ได้เป็นพระ วันนี้อยู่ในคุก เพราะเป็นผู้ต้องหา จับกุมได้ซึ่งหน้า เป็นความผิดซึ่งหน้า จับได้หน้าบริษัทบางกอกเคเบิล วันที่ 19 พ.ค. มหาเถรสมาคม บอกว่า ความผิดซึ่งหน้า สามารถสึกได้ และขณะจับกุม ไม่มีผ้าเหลืองแล้ว ถ้าพระไม่ตีทหาร จะถูกจับหรือไม่ อยู่ในที่อโคจร เป็นแค่คนห่มผ้าเหลือง จะหาว่า ผมไม่ใช่คนพุทธ ผมบวชที่วัดสวนโมกข์ "นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังเปิดข้อมูลว่า ไปตามสอบพระที่นายสุชาติ กล่าวอ้างว่า ไม่ได้อยู่ในพื้นที่

โพลล์ไทยอีนิวส์ : คุณเห็นด้วยหรือไม่กับพรบ.ปรองดองของพล.อ.สนธิ?

ที่มา Thai E-News








คุณเห็นด้วยหรือไม่กับพรบ.ปรองดองของพล.อ.สนธิ?
ความเห็น โหวต %
- เห็นด้วย นิรโทษกรรมทุกฝ่าย ล้างไพ่เริ่มกันใหม่ประเทศไทยเดินหน้า
     232 9.7%
- คัดค้าน ให้นิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุม ไม่รวมทหาร,มาร์ค+เทือก,แม้ว+แกนนำแดง
  1,659 69.6%
- ต้องนำพรบ.ทำประชาพิจารณ์และลงประชามติก่อน อย่ารวบรัด
     409 17.2%
- อื่นๆ
       82 3.4%
รวม   2,382 100.0%


สำรวจความเห็นของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 พ.ค. - 3 มิ.ย. 55 โดยมีผู้โหวตทั้งสิ้น 2382 ท่าน