WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 5, 2012

วรพล พรหมิกบุตร:การถ่วงดุลอำนาจศาลรัฐธรรมนูญด้วยหลักนิติธรรมและสันติวิธีของประชาชน

ที่มา Thai E-News





โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร
นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธิ
อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
                   การยื่นคำร้องของนักการเมืองฝ่ายค้านให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ร่วมกันประชุมพิจารณารับเป็นคดีแล้วมี หนังสือคำสั่งให้ประธานรัฐสภารอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไปในเดือน กรกฎาคมนั้น  เป็นข้อเท็จจริงปรากฏที่ทำให้เกิดการโต้แย้งวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้น  และยังอาจเป็นชนวนสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายส่งแรงกระทบ ต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางการเมืองของไทยในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มีนาง สาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี

                   เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ความรู้และการทำงานทางวิชาการเข้าช่วย ป้องกันการลุกลามบานปลายของชนวนความขัดแย้งรุนแรงอันจะกระทบความมั่นคงดัง กล่าว  ผู้เขียนได้พิจารณาเหตุการณ์  บริบททางสังคมการเมือง  และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประชุมและคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ข้างต้นรวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว มีข้อสรุปดังนี้ ;

1.      นักการ เมืองฝ่ายค้านมีสิทธิตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 68 ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งระงับการกระทำที่อาจก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือการกระทำที่เป็นการมุ่งให้ได้มาซึ่ง อำนาจโดยมิใช่วิธีการตามรัฐธรรมนูญ  แต่ผู้ยื่นคำร้องต้องรับผิดชอบการกระทำของตนต่อไปหากพิสูจน์ได้ในที่สุดว่า ไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริงและผู้ร้องควรรู้โดยข้อเท็จจริงมาแต่ต้น  แต่กลับจงใจเจตนาใส่ร้ายหรือทำให้เกิดการกระทบต่อความมั่นคงภายในราช อาณาจักร

2.      ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตราเดียวกัน (มาตรา 68) ในการรับคำร้องข้างต้นไว้เพื่อพิจารณาต่อไปภายในขอบเขตของกฎหมาย  ซึ่งมีระเบียบปฏิบัติให้ผู้ยื่นคำร้องไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ

3.      คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจที่จะนั่งบัลลังก์ประชุมพิจารณาและมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะผู้ถูกกล่าวหา) ก่อนที่จะมี การตรวจสอบข้อเท็จจริง จากอัยการสูงสุด แจ้งมาให้ทราบเพื่อประกอบการประชุมพิจารณาว่าจะรับให้เป็นคดีในศาลรัฐ ธรรมนูญหรือไม่  ทั้งนี้เป็นไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตราเดียวกัน (มาตรา 68) ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าให้ผู้ยื่นคำร้องต่อ อัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาเรื่องที่ร้องเรียน  เจตนารมณ์ทางกฎหมายของมาตราดังกล่าวปรากฏชัดเจนว่าในกรณีที่มีผู้ร้องเรียน ตามมาตรา 68 นี้ รัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจสิทธิขาดเป็นเอกเทศแก่ศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณา วินิจฉัยทางคดีได้โดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอัยการสูงสุด

4.      ข้อ เท็จจริงที่ปรากฏว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าร่วมนั่งบัลลังก์ประชุม พิจารณาแล้วมีคำสั่งทางราชการเกี่ยวข้องกับกรณีร้องเรียนดังกล่าวจึงเป็นข้อ เท็จจริงที่แสดงว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดดังกล่าวใช้อำนาจเหนือกว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่ระบุขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีเช่นนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็น อำนาจที่สามารถใช้ได้เมื่อมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอัยการสูงสุดประกอบ ด้วย [1]

5.      เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวข้องประกอบกันทำให้เกิดภาวะทางกฎหมายเพิ่มเติม  กล่าวคือ  ประชาชนทั้งประเทศที่เป็นผู้เสียหายทางอ้อมสามารถใช้สิทธิของตนแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ให้ใช้อำนาจหน้าที่ของตนตามกระบวนการยุติธรรมในการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดดังกล่าว ซึ่งกระทำการอุกอาจโดยใช้อำนาจเหนือกว่ารัฐธรรมนูญ  และฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ  อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ [2]
ภาคผนวก
                  
เพื่อการรักษาสิทธิของตนเองและการมีส่วนร่วมในการขจัดหรือลดปัญหาการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมอันก่อให้เกิดภาวะ ความยุติธรรมสองมาตรฐาน เป็นภัยทางการเมืองที่มีความร้ายแรงบั่นทอนชีวิต  ขวัญกำลังใจ และจิตใจของประชาชนผู้ด้อยโอกาสจำนวนมากในประเทศมาเป็นเวลายาวนาน  ผู้เขียนได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555 เพื่อให้ดำเนินคดีอาญาต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดดังกล่าว โดยมีข้อความในการแจ้งความร้องทุก๘กล่าวโทษ  ดังนี้ ;
                        ข้าฯ มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับประธานตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญกับพวก ซึ่งได้ร่วมกันประชุมพิจารณาเรื่องคำร้องขอให้ระงับการประชุมรัฐสภาที่จะลง มติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แล้วมีคำสั่งให้ประธานรัฐสภารอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป  ข้าฯเห็นว่าการประชุมศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวอาจเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 ที่ระบุว่า ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอัยการสูงสุดด้วย  แต่ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจประชุมพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยไม่รอการตรวจสอบของ อัยการสูงสุด  ซึ่งข้าฯเห็นว่าการกระทำของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นการปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


[1] หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดว่า   แม้แต่พระมหากษัตริย์ในการเมืองไทยปัจจุบันยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ  โดยทรงมีพระราชอำนาจอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเท่านั้น  พสกนิกรไทยอาจกล่าวต่อไปได้ว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนั้นวางสถานะของตนเองสูงสุดบนบัลลังก์อย่างไร
[2] ดูตัวอย่างข้อความสำหรับการแจ้งความร้องทุกข์ในภาคผนวกท้ายบทความ

วันที่  5  มิถุนายน  พ.ศ.  2555

'มีชัย'ไขคำตอบอำนาจศาลรธน.ผูกพัน

ที่มา Voice TV

 'มีชัย'ไขคำตอบอำนาจศาลรธน.ผูกพัน



"มีชัย ฤชุพันธุ์" โพสต์ข้อความตอบคำถามไขข้อสงสัย กรณีศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจตามมาตรา 68 แจงมีผลผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ให้ไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า



วันนี้ (5 มิ.ย.) ในเว็ปไซต์มีชัยไทยแลนด์ดอทคอม (http://www.meechaithailand.com) ได้มีเข้ามาตั้งคำถาม โดยใช้นามว่านักศึกษานิติศาสตร์ ได้สอบถามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 1 ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง กรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อ เท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดัง กล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว ข้อความนี้อาจตีความได้ 2 นัยคือ

(1) ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ "เสนอเรื่อง" ให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และ "ยื่นคำร้อง" ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว หรือ

(2) ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด "ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง" ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว

มี 7 คนเห็นตาม(1) และ 1 คนเห็นตาม(2) หากจะตีความตามหลักกฎหมายอย่างแท้จริง ควรจะตีความอย่างไรให้ถูกต้อง 

ขณะที่ นายมีชัย ได้ตอบว่า เห็นสื่อรายงานว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าได้มีการวินิจฉัยแล้ว ก็คงต้องไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า ที่บัญญัติว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ.

Source : www.talkystory.com (Image)

by pakornr

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย

ที่มา พรรคเพื่อไทย



แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย

                                                                         แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย 

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภารอการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่....) พุทธศักราช....ในวาระที่ 3 ไว้ก่อน
         พรรค เพื่อไทยได้พิจารณากรณีคำสั่งดังกล่าวแล้ว เห็นว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 มีความชัดเจนในลายลักษณ์อักษรว่า การร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 68 ต้องร้องผ่านอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยในเบื้องต้น หากเห็นว่ามีกรณีการกระทำตามมาตรา 68 อัยการสูงสุดจะเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลักการนี้ปฏิบัติกันมาเช่นนี้โดยตลอด นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของมาตรา 68 ซึ่งมีความเช่นเดียวกันกับมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีความชัดเจนและได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในชั้นกรรมาธิการยกร่าง ว่า บุคคลไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กรณีตามมาตรา 68 นี้ ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นคนกรองเรื่องเสียก่อนว่ามีมูลหรือไม่ 
            จาก การตรวจสอบข้อเท็จจริง มีความชัดเจนว่า ผู้ร้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้าง ได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดไว้แล้ว หลังจากนั้นก็มายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่อัยการสูงสุดยังมิได้มีคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญก็มารับคำร้องไว้พิจารณาเสียก่อน จึงเป็นการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญขัดต่อลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ ของกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
            พรรค เพื่อไทยมีความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องเกินอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญและ กฎหมายกำหนดไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญมิใช่ศาลสูงสุดเหนือศาลทั้งหลาย มีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ได้มีอำนาจทั่วไปอย่างเช่นที่ศาลยุติธรรมมี การสั่งให้รัฐสภายุติการลงมติตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่....) พุทธศักราช....ในวาระที่ 3 เป็นการสั่งการโดยปราศจากอำนาจรองรับตามกฎหมาย รัฐสภาจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เนื่องจากรัฐสภาเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยหนึ่งในสามอำนาจตามที่ประชาชนมอบหมายมา ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรนิติบัญญัติเฉพาะที่รัฐ ธรรมนูญบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งนั้น เช่น การตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติซึ่งมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
            โดย เหตุผลดังกล่าวมา พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องทบทวนการใช้อำนาจหน้าที่ของศาลในกรณีนี้ และรัฐสภาควรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนต่อไป 
พรรคเพื่อไทย 
 5 มิ.ย. 2555

การใช้อำนาจในทางที่ผิด ในระดับเหลือเชื่อ

ที่มา thaifreenews



14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม? ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา

ที่มา ประชาไท



“แด่การปฏิวัติสยาม 2475, คณะราษฎร และผู้ถางทางประชาธิปไตยไทยอันไร้นามสกุล”
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ [1]
0 0 0

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ และกวาดรวบทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎร เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง
ประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 [2]

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้า อยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ 2 มีนาคม 2478 [3]

พล็อตประวัติศาสตร์กระแสหลักของชาติไทย ถูกวางรากฐานให้เป็นเครื่องมือสร้างความทรงจำร่วมเพื่อเอกภาพของรัฐ อดีตอันยิ่งใหญ่เท่านั้นที่จะสร้างปมเด่นให้กับประเทศชาติ เราจึงมีประวัติศาสตร์ที่อาศัยจินตนาการสูง แต่สมรรถภาพในการตั้งคำถามต่ำ ตั้งแต่พล็อต “คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต” กับการอธิบายประวัติศาสตร์ราชธานีสี่กรุง กรุงสุโขทัย-กรุงศรีอยุธยา-กรุงธนบุรี-กรุงรัตนโกสินทร์ ในที่สุดประวัติศาสตร์ไทยจึงจอดเทียบท่าอยู่กับความส่องสว่างของยุค รุ่งเรืองถึงขีดสุดในรัชกาลที่ 5 ขณะที่ความเรืองรองของประวัติศาสตร์ปฏิวัติสยาม 2475 และความพลิกผันของสถานการณ์เมืองที่มีปัจจัยอันสลับซับซ้อน ได้ถูกทำให้ลืมๆกันไป ด้วยการยกความดี ความจริง ความงามของบางสิ่งบางอย่างเข้าแทนที่ พร้อมโครงเรื่องง่ายๆ ที่แบ่งข้างด้วยความดี ความชั่ว ขาว ดำ พระเอก ผู้ร้าย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการสร้างความจดจำ แม้มันจะไม่บันเทิงใจเท่าละครหลังข่าวเท่าใดนักก็ตาม
ประวัติศาสตร์ระยะใกล้ โดยเฉพาะการปฏิวัติสยาม 2475 ได้ถูกทำให้มีสถานะคลุมเครือ การพลิกอำนาจจากกษัตริย์มาสู่ประชาชนอันเป็นความสำเร็จที่ท้าทายและมีราก เหง้าของความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ก็ถูกอธิบายง่ายๆว่า ครั้งนั้นเป็นเพียงการแค่อำนาจที่เปลี่ยนมือจากผู้มีอำนาจเดิม คือ กษัตริย์ไปสู่มือของชนชั้นนำที่ไม่ได้มีเชื้อเจ้าเท่านั้น การโต้แย้งถกเถียงถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของคณะราษฎรจึงมีข้อจำกัด และส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันด้วยซ้ำว่า คณะราษฎรเป็นต้นตอของสภาพสังคมไทยอันวุ่นวาย สังคมที่อยู่ในวังวนของการแก่งแย่งชิงดีของอำนาจของนักการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์แห่งความเลวร้าย ซึ่งอยู่ในขั้วตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ของสิ่งดีงามที่บริสุทธิ์ “ไร้การเมือง” อย่างสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
หลังจากการรื้อฟื้นอำนาจของสถาบันกษัตริย์ตั้งแต่ทศวรรษ 2490 และปรากฏผลอย่างจริงจังในทศวรรษ 2500 ได้ส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ทรงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับเผด็จการทหารไปในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ในอีกด้านหนึ่งก็เบียดบังความสำคัญและความทรงจำต่อคณะราษฎรออกไปจากความทรง จำร่วมของสังคมไทยได้อย่างเหลือเชื่อ 80 ปีของการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของไทยมาสู่ระบอบประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นวาระที่สมควรเฉลิมฉลอง ผลิตซ้ำความหมาย ความคิด ความรู้และประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติสยามและคณะราษฎรแล้ว เราควรจะมองปัจจัยที่ทำให้คณะราษฎรและการปฏิวัติสยามถูกลดทอนคุณค่าลงไป
ผู้เขียนเห็นว่า การประเมินความเคลื่อนไหวทางการเมืองในอีกฝั่งฟากเป็นเรื่องสำคัญ ในที่นี้ผู้เขียนสนใจเขียนถึงและครุ่นคิดกับองค์กรประชาธิปไตยองค์กรหนึ่ง ที่อยู่ใต้การควบคุมของรัฐนั่นคือ สถาบันพระปกเกล้า อาจกล่าวได้ว่า สถาบันดังกล่าวเป็นผลผลิตของพลังของตำนานกษัตริย์นักประชาธิปไตยที่ขยาย ตัวอย่างชัดเจนในกลางทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา
บทความชุดนี้ได้แบ่งย่อยเป็น 3 ตอน จะขอเปิดประเดิมด้วยจุดเริ่มต้นการสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า

1. จากผู้แพ้ สู่ ผู้ชนะ รัชกาลที่ 7 กับฐานะอันสูงเด่นหลัง 14 ตุลา 16

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นับเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์จักรีที่ไม่มีการสร้างพระเมรุมาศและ การออกพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง เนื่องจากพระองค์เสด็จสวรรคตต่างแดน ในปี 2484 ช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับยุคทองของคณะราษฎรที่เป็นคู่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงเอยด้วยการประกาศสละราชสมบัติในปี 2478 ต้องรอให้คณะราษฎรเสื่อม จนตกลงจากบัลลังก์อำนาจด้วยการรัฐประหารปี 2490 การฟื้นฟูพระเกียรติยศจึงได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ในขณะเดียวกันการฟื้นคืนอำนาจของกลุ่มนิยมเจ้าในทศวรรษ 2490 ทำให้เจ้านายกลับมามีบทบาทในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ถูกหยิบฉวยมาใช้ในการอธิบายในฐานะคุณูปการต่างๆ ต่อสังคมไทย หนึ่งในนั้นก็มีเรื่องของรัชกาลที่ 7 อยู่ด้วย
ปี 2492 พบว่ารัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม กราบทูลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ขอให้ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับสู่ประเทศ ไทย [4] อีกไม่กี่ปีต่อมาก็พบว่ามีการประชุมคณะรัฐมนตรี ปี 2496 [5] และมีข้อเสนอให้จัดสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ขึ้น ให้รื้อป้อมกลางของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และให้นำอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ที่กล่าวกันว่ามีขนาดใหญ่ถึง 3 เท่าตัวคนไปแทนที่ เหตุผลก็คือ พานรัฐธรรมนูญเป็นเพียง “สิ่งของ” ขณะที่ “พระบรมรูป” เป็นเพียงความเหมาะสมในการระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ดีกว่า ดังนั้นในมุมนี้รูปเคารพที่เป็นมนุษย์จับต้องได้ จึงมีความสำคัญกว่าสัญลักษณ์ในเชิงหลักการ
นอกจากนั้น ความสำคัญของรัชกาลที่ 7 ยังถูกผลิตซ้ำด้วยพระบรมราชินีของพระองค์ นั่นคือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ปรากฏเรื่องเล่าว่า พระองค์เสด็จมาที่จันทบุรีเพื่อสร้างพระตำหนักส่วนพระองค์ ทรงทำมีดบาดพระดัชนี (มีดบาดนิ้ว) จึงเข้าโรงพยาบาลจันทบุรี [6] โรงพยาบาลขณะนั้นมีขนาดเล็ก จึงทรงเห็นว่าควรจะช่วยเหลือ ในปี 2497 ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างตึกศัลยกรรม ปรากฏว่ามีพระญาติวงศ์ ข้าราชการประชาชน เข้าร่วมบริจาคสมทบด้วย อาคารหลังดังกล่าวแล้วเสร็จในปี 2499 ได้ชื่อว่า “ตึกประชาธิปก” และยังได้ใช้ “ตราศักดิเดชน์” ประจำรัชกาลที่ 7 เป็นตราประจำตึกอีกด้วย มีการบันทึกว่า มุขหน้าตึกได้มีการสร้างพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานไว้ด้วย เข้าใจว่าน่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่มีการสร้างพระบรมรูปฯ รัชกาลที่ 7 ในที่สาธารณะ สอดคล้องกับการที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม อนุมัติคณะรัฐมนตรีให้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า” เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์
อย่างไรก็ตามในบริบททางประวัติศาสตร์ ปลายทศวรรษ 2490 เป็นช่วงที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณสุข เป็นอย่างมาก พบหลักฐานว่ารัฐบาลให้งบประมาณในการปรับปรุงและสร้างสถานพยาบาล จนขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด [7]

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
พระบรมราชานุสาว รีย์ รัชกาลที่ 7 โรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี ที่มา : วังสวนบ้านแก้ว http://www.rbru.ac.th/bankeaw/kittikun/index.php?option=com_content&view=article&id=21:-qq&catid=3:2010-12-08-17-36-51&Itemid=3
14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
สมเด็จพระ นางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับสู่ประเทศไทย ในปี 2492 หลังจากสวรรคต 8 ปี ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


ภายใต้สังคมเผด็จการ ทศวรรษ 2500 มีผู้เสนอให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 .อีกครั้ง ในฐานะที่พระองค์ทรงวางรากฐานเกี่ยวกับประชาธิปไตย จนประเทศไทยได้เจริญรุ่งเรืองมาได้ วิชัย ประสังสิต เป็นผู้เสนอในปี 2505 [8] ที่ตลกร้ายก็คือ นี่ถือเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของประชาธิปไตยภายใต้การปกครองเผด็จการ ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์! ความบิดเบี้ยวดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการลบความทรงจำเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่สัมพันธ์กับคณะราษฎร ออกไป ถึงขนาดว่ากันว่าชาวธรรมศาสตร์จำนวนมากในยุคก่อน ไม่รู้จักปรีดี พนมยงค์ ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างไรทั้งในนามผู้ประศาสน์การ ธรรมศาสตร์และมันสมองของคณะราษฎรเสียด้วยซ้ำ [9] ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กระแสภูมิปัญญาของปัญญาชนและนักศึกษา ตั้งแต่ทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา จึงผนวกรวมรัชกาลที่ 7 เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆ
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และประจักษ์ ก้องกีรติ [10] แสดงให้เราเห็นถึงพลังของ พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ ที่มีต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาช่วง 14 ตุลา 16 ตัวบทที่ถูกคัดลอกออกมาจากบริบทเพียง 3 บรรทัด โดยละเลยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของเอกสาร ที่มีการต่อรองและต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคณะราษฎรกับรัชกาลที่ 7 อย่างถึงพริกถึงขิงที่เกิดขึ้นตลอดเอกสาร ยิ่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของรัชกาลที่ 7 มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น นั่นคือ ทำให้รูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์มีบทพูดที่เฉียบแหลม ขณะที่ทรงยืนอยู่กับประโยชน์สาธารณชนเป็นใหญ่
พลังของการอ้างอิงข้อความดังกล่าวในด้านหนึ่งแล้ว มันเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเคลื่อนไหวของประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็กล่าวได้ว่า เป็นการปักหมุดความวิเศษและภาพลักษณ์ใหม่ของรัชกาลที่ 7 ในนามของกษัตริย์นักประชาธิปไตย ในที่สุดพลังถ้อยคำของเอกสารนี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มเผด็จการ ข้อความดังกล่าวไปปรากฏในหนังสือของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ว่ากันว่า เป็นเอกสารชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของขบวนการนักศึกษายุคนั้น การแจกจ่ายเอกสารนี้นำไปสู่การจับกุมนักศึกษา อันลุกลามไปสู่เหตุการณ์อันไม่คาดฝันนั่นคือ 14 ตุลา 16

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
ส่วนหนึงของ พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ รัชกาลที่ 7
14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
ส่วนหนึงของ พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ รัชกาลที่ 7 ที่ถูกคัดลอกมาเพียงส่วนหนึ่ง ปรากฏอยู่ใน “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ”

เดือนมกราคม 2517 สมาชิกสภานิติบัญญัติที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่เกิดขึ้นจาก 14 ตุลาคม 16 จำนวนหนึ่งได้เสนอให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 อีกครั้ง หลังจากที่เคยมีการนำเสนอไปในคณะรัฐมนตรีรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร ในปี 2512 แต่คณะรัฐมนตรีสมัยนั้นไม่เคยนำเรื่องเข้าพิจารณา จนรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ลงมติเห็นชอบและให้สำนักเลขาธิการรัฐสภาเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการ [11] นั่นได้ตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาพลักษณ์กษัตริย์ประชาธิปไตยของรัชกาลที่ 7 คือ พลังสำคัญอย่างหนึ่งในการโค่นล้มเผด็จการทหารจนประเทศได้รับประชาธิปไตย การผลักดันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

2. จาก 14 ตุลา 16 สู่ 6 ตุลา 19 ชัยชนะยังเป็นของฝ่ายเจ้า

ความหมายของประชาธิปไตยกับรัชกาลที่ 7 ถูกผลิตซ้ำเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น เมื่อเดือนมกราคม 2518 กรมไปรษณีย์โทรเลข พิมพ์ตราไปรษณียากรชุด “14 ตุลาคมรำลึก” ออกจำหน่าย มีอยู่ 4 รูปแบบ คือ ตราไปรษณียากร มูลค่า 75 สตางค์ที่เป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 2 บาท และ ภาพปั้นนูนที่เป็นส่วนล่างของปีกอนุสาวรีย์ มูลค่า 2.75 บาท และสุดท้าย ภาพพานรัฐธรรมนูญและมีข้อความ “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจ…โดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” พิมพ์ซ้อนทับลงไป มีมูลค่าสูงที่สุดนั่นคือ 5 บาท [12]
ภาพประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเรือนหมื่นเรือนแสนแน่นขนัดถนน ราชดำเนิน กลับไม่ถูกเลือกให้เป็นภาพตัวแทนของพลังประชาธิปไตย ดังนั้นตราไปรษณียากรนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการจับคู่ประชาธิปไตยที่ละเลย ความสำคัญของประชาชน และพลังของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
ตราไปรษณียากรชุด 14 ตุลาคมรำลึก

หลัง 14 ตุลาคม 2516 จนถึง 6 ตุลาคม 2519 การเคลื่อนไหวของนักศึกษาและขบวนการประชาชน เกษตรกร ชาวนาชาวไร่ และกรรมกร เพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ของสามัญชนไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวน การหยุดงานประท้วง มีมากขึ้นทุกที ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ก่อความหวาดระแวงให้กับชนชั้นนำมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับอาการตื่นตระหนกเสียขวัญของชนชั้นนำ หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ลาวสามารถยึดครองประเทศได้ในปี 2518 ก็ได้ทำให้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกประเมินว่า มีฝ่ายซ้ายชักใยอยู่เบื้องหลังนั่นคือ ภัยคุกคามขั้นอุกฤต ดังนั้นภาพลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน หลัง 14 ตุลา 16 จึงกลายเป็นภาพลบ ฝ่ายนักศึกษาและประชาชนที่ก้าวหน้า ก็ดูเหมือนจะก้าวล้ำเส้นมากไปจนน่าหวาดหวั่น จึงไม่แปลกที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะมีการจัดตั้งมวลชนอย่างเป็นระบบ กลุ่มนวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน คือ มวลชนขวาจัดอันเกรี้ยวกราด พวกเขาต่อต้านเหล่านักศึกษาและประชาชนอย่างอุกอาจและเปิดเผยหลายครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังด้วยสื่อวิทยุจากฝ่ายรัฐบาล และหนังสือพิมพ์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้นำไปสู่โศกนาฏกรรมทางการเมืองที่โหดเหี้ยมอย่างยิ่งที่ เราทราบกันดี นั่นคือเหตุการณ์ 6 ตุลา 19
ความวุ่นวายอันเนื่องมาจากประชาธิปไตย หรือการสูญเสียในเหตุการณ์โศกนาฏกรรม กลับไม่มีผลกระทบต่อตำนานกษัตริย์ประชาธิปไตยใดๆ สถานะตัวแทนประชาธิปไตยจึงยังคงอยู่ร่วมกับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานะ กษัตริย์ได้ ภาพลักษณ์ของกษัตริย์นักประชาธิปไตยของรัชกาลที่ 7 ที่ปราศจากรอยมลทินใดๆ กลับยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ

3. รูปเคารพกับอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม และพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 ณ รัฐสภา

หลังจากการอนุมัติก่อสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 แล้วเสร็จ ได้มีกำหนดการพิธีเปิด ก็คือวันที่ 10 ธันวาคม 2523 อันถือพระราชพิธีควบกัน 2 งาน นั่นคือ “พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” และ “พระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ธันวาคม พุทธศักราช 2523”
ความสำคัญของอนุสาวรีย์นี้แสดงอย่างชัดเจนว่าอะไรคืออะไร
รัฐสภา ที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางอำนาจอธิปไตยของประชาชน กลับถูกพื้นที่ทางการเมืองอีกแบบหนึ่งวางซ้อนทับ ที่น่าสนใจก็คือ พระบรมราชานุสาวรีย์นั้น ได้โฟกัสความสำคัญไปที่รัชกาลที่ 7 และพระราชหัตถเลขาอันลือลั่นเท่านั้น แต่ไม่ยักปรากฏชัยชนะของประชาชนที่มีส่วนร่วมในการโค่นเผด็จการในช่วง 14 ตุลา 16 เลยแม้แต่น้อย
ที่น่าสังเกตก็คือ พระบรมรูปนี้ประทับนั่งในพระอิริยาบถเดียวกับตอน “พระราชทานรัฐธรรมนูญ” ต่างกับพระบรมรูปทรงประทับยืนที่โรงพยาบาลพระปกเกล้า นอกจากนั้นบริเวณฐานไม่มีพระราชประวัติจารึกไว้ เช่นเดียวกับอนุสาวรีย์อื่นๆ [13] พื้นที่ทางการเมืองนี้ได้แยกพระบรมรูปออกมาเป็นเอกเทศมากขึ้นเมื่อมีการจัด ตั้ง มูลนิธิพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลาใกล้เคียงกัน [14]  หรืออาจกล่าวได้ว่า การผลิตซ้ำพิธีกรรมทุกปี ได้ทำให้พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 เปรียบเสมือนเป็นศาลเจ้าประชาธิปไตยที่กลายเป็นรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ ประจำรัฐสภาไปในที่สุด นอกจากนั้นพบว่า ยังมีส่วนที่เกี่ยวเนื่องกันนั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์รัฐสภาที่อยู่ในตำแหน่งใต้พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้พระราชทานสิ่งของส่วนพระองค์นำมาจัดแสดงพร้อมกันด้วย พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดให้ประชาชนเข้าชมในปี พ.ศ. 2523 พิพิธภัณฑ์นี้ในเวลาต่อมาได้ย้ายไปสร้างใหม่ ณ อาคารกรมโยธาธิการเดิม บริเวณถนนราชดำเนิน
อนุสาวรีย์แห่งนี้เปิดขึ้นปีเดียวกับ การออกคำสั่ง 66/2523 ที่นำไปสู่ชัยชนะเหนือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อนุสาวรีย์แห่งนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกับอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงผู้เสียสละในการ ต่อสู้กับ พคท. เช่น อนุสาวรีย์เราสู้ จ.บุรีรัมย์ (2523) อนุสาวรีย์วีรชนอาสาสมัครทหารพราน (2524) อนุสาวรีย์ผู้เสียสละเขาค้อ (2527) [15]

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 ณ อาคารรัฐสภา เปิดเมื่อ 10 ธันวาคม 2523

ในช่วงนี้ กระแสอนุรักษ์นิยมเฟื่องฟูขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาพร้อมๆกับ การเบ่งบานของประวัติศาสตร์แห่งชาติกระแสหลักที่มีสถาบันกษัตริย์เป็น แกนกลาง งานรัฐพิธีที่แสดงความยิ่งใหญ่ของชุดความคิดดังกล่าว ก็คือ งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีในปี 2525 งานสมโภชประกอบด้วยแผนงานหลักๆ ก็คือ ชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ และการประมวลเอกสารทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ยังพบว่ามีความพยายามอ้างอิงถึงปี 2475 ที่รัชกาลที่ 7 สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 150 ปีอีกด้วย [16]
ไม่เพียงเท่านั้น ทศวรรษ 2520 ยังเป็นช่วงที่อนุสาวรีย์วีรบุรุษในประวัติศาสตร์แห่งชาติ ผุดขึ้นทั่วประเทศอย่างคึกคัก [17] ได้แก่ พระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก อุทัยธานี (2522) พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระนอง (2522) พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ระยอง (2522) พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จันทบุรี (2524) พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (2525) ฯลฯ
ขณะที่ การสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ในปี 2527 ได้ทำให้รัฐบาล รื้อฟื้นงานประเพณีออกพระเมรุมาศกลางท้องสนามหลวงในปี 2528 หลังจากที่งานออกพระเมรุครั้งสุดท้ายคือ งานออกพระเมรุมาศของ สมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า ในปี 2498 ที่ขาดช่วงไปกว่า 3 ทศวรรษ โอกาสนี้จึงถือเป็นงานออกพระเมรุที่แสดงถึงพระราชอำนาจและความยิ่งใหญ่ของ ราชวงศ์ผ่านพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สามัญชนเป็นเพียงผู้ชมและเสพรับความหมาย อันศักดิ์สิทธิ์นั้นให้ฝังแน่นในมโนสำนึก

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
พระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี (2528)
14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
ธนบัตรฉบับละ 50 บาท ด้านหลังเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ (2528)

ในปีเดียวกันนี้ยังพบว่า มีการพิมพ์ธนบัตรฉบับใบละ 50 บาท โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้านหลังมีภาพประธานคือ “พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ อาคารรัฐสภา และพระที่นั่งอนันตสมาคม” โดยจุดมุ่งหมายของการจัดพิมพ์ธนบัตรแบบนี้ ระบุว่าเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี [18]

4. การก่อรูปกลุ่มการเมือง หลังวิกฤตการณ์ พฤษภาคม 2535

หลังวิกฤตการณ์การเมืองหลังพฤษภาคม 2535 ที่มีฉากหน้าคือ การต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรมอีกรอบ ทหารที่นำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร ปะทะและสังหารประชาชน บาดเจ็บ เสียชีวิตจำนวนมาก ตามโครงเรื่องหลักแห่งชาติ จบลงด้วยพระบารมีหลังจากที่เชิญให้สุจินดา คราประยูรและจำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้า และได้นำบรรยากาศการเข้าเฝ้าถ่ายทอดเทปบันทึกเหตุการณ์ผ่านทางโทรทัศน์รวม การเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
นอกจากนั้นปี 2535 ยังถือว่าเป็นวาระครบรอบ 60 ปีการปฏิวัติสยาม 24 มิถุนายน 2475 อีกด้วย แต่ไม่วายที่วาทกรรมกษัตริย์นักประชาธิปไตย ยังสำแดงฤทธิ์ได้อยู่ ดังเห็นได้จากการพิมพ์หนังสือ อนุสสติ 60 ปีประชาธิปไตย ข้อความที่ปรากฏหน้าแรกคือข้อความ “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจ…” จากพระราชหัตถเลขาสละราชย์ของ ร.7 [19]
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของวิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้ มีการตีความว่า ได้ทำให้ดุลอำนาจการเมืองระดับชาติเปลี่ยนไป จากเดิมที่กองทัพและระบบราชการ เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย แต่หลังปี 2535 เป็นต้นมาได้ทำให้นักการเมืองที่เคยเป็นพลังที่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยกลาย เป็นอุปสรรคไปแทน [20] พลังการเมืองที่มาจากตัวแทนประชาชนกลับถูกชี้นำว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ประชาธิปไตย ตรงกันข้ามกับพลังจากกองทัพและระบบราชการก็ดูไม่มีพิษสงเท่าเดิม หลังจากถูกบีบให้กลับไปตั้งหลักอยู่ในกรมกอง ขณะที่ก็ไม่ได้มีการปฏิรูปกองทัพในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังมากพอ ขณะที่กลุ่มการเมือง “ภาคประชาชน” “เอ็นจีโอ” ที่สมาทานความคิดชุมชนนิยมก็ขยายตัวขึ้น เช่นเดียวกับสถานะของสถาบันกษัตริย์ที่สูงอย่างยิ่งในฐานะผู้มีบทบาทต่อ ภูมิปัญญาสาธารณะ รวมไปจนถึงประชาธิปไตย [21]

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
เหตุการณ์ ความขัดแย้งช่วงพฤษภา 2535 หรือที่รู้จักกันว่า “พฤษภาทมิฬ” ที่มา Mthai. "พฤษภาทมิฬ 2535". http://scoop.mthai.com/hot/143.html (17 พฤษภาคม 2552)

ในอีกด้านหนึ่ง พบว่ามีการรื้อฟื้นเกียรติภูมิของการปฏิวัติสยามขึ้น โดยเฉพาะงานเขียนที่ศึกษาภูมิปัญญาของการปฏิวัติสยาม 2475 เริ่มมีการพิมพ์หนังสือสู่ตลาดสาธารณะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความคิด ความรู้และอำนาจการเมืองในการปฏิวัติสยาม 2475 (2533) และ การปฏิวัติสยาม 2475 (2535) โดย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และ 2475 : การปฏิวัติของสยาม (2535) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ซึ่งชาญวิทย์เองจะมีบทบาทเชิดชูปรีดี พนมยงค์ คณะราษฎรและการปฏิวัติสยามอย่างจริงจังในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญากระแสรองที่ยังไม่เป็นที่รับรู้กัน มากนักในระดับสาธารณะ

5. จังหวะ 100 ปี รัชกาลที่ 7 ทำคลอด “สถาบันพระปกเกล้า”

วาระครบรอบ “100 ปี วันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ในปี 2536 ได้ถูกกำหนดเป็นวาระสำคัญของทางการ ขนาดว่ามีการจัดทำเหรียญที่ระลึก ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดทำเหรียญที่ระลึกใน พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เมื่อปี 2523 รวมไปถึงการจัดทำดวงตราไปรษณียากร มูลค่า 2 บาท จำนวน 1 ล้านดวง [22]

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
แสตมป์ที่ระลึก 100 ปี วันพระราชสมภพ รัชกาลที่ 7
14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
เหรียญที่ระลึก 100 ปี วันพระราชสมภพ รัชกาลที่ 7 (ด้านหน้า)
14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
เหรียญที่ระลึก 100 ปี วันพระราชสมภพ รัชกาลที่ 7 (ด้านหลัง)

ในเวลาใกล้เคียงกัน ได้มีข้อเสนอให้ตั้ง “สถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” [23] โดย มารุต บุนนาค ประธานรัฐสภาขณะนั้น รายละเอียดก็คือ ได้มีคำสั่งรัฐสภาที่ 12/2536 วันที่ 7 ธันวาคม 2536 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัว โดยมี วันมูหะมัดนอร์ มะทา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานกรรมการพิจารณากำหนดรูปแบบและพิจารณาความเป็นไปได้ในการให้สถาบัน นี้สามารถดำเนินกิจการได้ในปี 2537 โดยมีหลักการและเหตุผลว่า เพื่อให้สถาบันดังกล่าวเป็นหน่วยงานทางวิชาการใต้การควบคุมของ “รัฐสภา” เมื่อเราพินิจการออกแบบองค์กรนี้แต่แรกเริ่ม จะเห็นว่าสถาบันนี้มีรากฐานมาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชนนั่นคือ จากรัฐสภา ต่างจากองคมนตรี ต่างจากฝ่ายตุลาการที่ไม่ได้มีอำนาจยึดโยงจากประชาชน และเป็นเรื่องยากที่ประชาชนจะทำการตรวจสอบได้ ในโครงสร้างและกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการวิพากษ์วิจารณ์
ที่น่าสนใจก็คือ ตัวบทที่เน้นไปที่การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย ในหมู่สมาชิกพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่องค์กรเอกชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน นักเรียนและนักศึกษาทั่วไป ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมที่เห็นว่า ผู้ที่ควรได้รับการสั่งสอนคือ ชาวบ้านและประชาชนทั่วไปที่ยังโง่และไม่เข้าใจประชาธิปไตย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ในสำนึกทางการเมืองแล้ว พวกเขาจะเห็นว่าชาวบ้านและประชาชนไม่ใช่ตัวปัญหา ในทางกลับกันพวกเขาละเลยที่จะแก้ไขปัญหานั้น และหันหลังกลับเข้าสู่ชนชั้นกลางต่างหาก
หากเราพิจารณาโครงสร้างเดิมของรัฐสภาที่ทำหน้าที่นี้ พบว่ามี 2 หน่วยงานซึ่งฐานะเทียบเท่าระดับกรม ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พูดง่ายๆก็คือว่า ทั้งสองเป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตยที่มาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งหมายความว่า ในทางทฤษฎีและอุดมคติแล้ว รัฐสภาจะต้องรับใช้ประชาชนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หรือการตีกรอบจำกัดแต่ “อุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกต้อง” อุดมการณ์ใด อุดมการณ์หนึ่ง องค์กรที่จะสนับสนุนประชาธิปไตยจะต้องใจกว้าง หนักแน่นในหลักการ และเปิดรับอุดมการณ์และความคิดเห็นทางการเมืองที่หลากหลาย กระทั่งการยืนยันสิทธิที่จะคิดเห็นต่าง หรือมีข้อเสนอทางการเมืองที่อย่างน้อยเทียบได้กับมาตรฐานประชาธิปไตยในสากล โลก
ตัวอย่างก็คือ กรณีที่เคยมีความเคลื่อนไหวในการรื้อฟื้นพรรคสังคมนิยมขึ้นมาใหม่ในปี 2552 แต่ก็มีคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกมาขวางคลองไม่อนุญาตรับจดทะเบียน [24] สิ่งนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของสถาบันที่อ้างตัวว่าสนับสนุนประชาธิปไตยแบบ รัฐสภาหรือไม่ ที่จะออกมายืนยันในความเป็นไปได้ตามหลักการสากล โดยการสนับสนุนความคิดนี้อย่างเป็นทางการ ตามหลักวิชา ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ไม่มีหลักการชัดเจน ลากคุณค่าสากลอันเป็นสมบัติของมนุษยชาติให้เข้ารกเข้าพงไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นการแยกงานออกมาจากทั้งสองหน่วยงานมาตั้งเป็นสถาบันใหม่โดยใช้ชื่อ ว่า สถาบันพระปกเกล้า จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่า การเกิดขึ้นของนาม “พระปกเกล้า” และกลไกของสถาบันนี้ มีเหตุผลใดอื่นอีก นอกจากวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพรัชกาลที่ 7
ถ้าหากสถาบันดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นที่ “เลือกข้าง” แล้วอย่างชัดเจน ดังนั้นการยอมรับความคิดต่างอย่างใจกว้างและหลากหลายจึงเป็นไปได้ยาก ไม่ต้องฝันไปไกลถึงพรรคคอมมิวนิสต์ หรือพรรคสังคมนิยมหรอก เพียงแค่การมีพื้นที่ให้กับ ปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร ผู้เขียนเองยังไม่แน่ใจว่า “สถาบันพระปกเกล้า” จะวางตำแหน่งแห่งที่และจัดความสัมพันธ์อย่างไรให้มีที่ทางที่ไม่ขัดแย้งและ ทำลายความเป็นรูปเคารพ และสัญลักษณ์พิธีกรรมประชาธิปไตยที่พวกเขาพยายามสร้างกันมา

6. รัฐธรรมนูญ 2540 กับสมดุลการเมืองที่เปลี่ยนไปหลังโค่นกองทัพ

การร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกกันภายหลังว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน ปี 2540 มีกรอบคิดที่ “รังเกียจนักการเมือง” อุ้มชูแนวคิด “ชุมชนนิยม” เป็นรัฐธรรมนูญ เอื้อให้กับชนชั้นกลางในเขตเมืองที่ไม่พอใจ การเมืองแบบการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีองค์กรอิสระเพื่อคอยตรวจสอบ ส.ส. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี กำหนดให้ส.ส.ต้องจบปริญญาตรี ซึ่งเป็นการกีดกันชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ไม่มีวุฒินี้ และพลังเหล่านี้เองจึงเป็นอุปสรรคที่แท้จริงต่อประชาธิปไตย [25]
นอกจากนั้นวิกฤตเศรษฐกิจหลังจากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนและการตั้งคำถามถึงระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบที่เป็น อยู่อย่างมากมาย สำนักคิดชุมชนนิยมท้องถิ่นนิยมถึงเวลาตีปีก พร้อมๆกับการเกิดขึ้นของแนวคิด “ทฤษฎีใหม่” “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” พลังภูมิปัญญาเช่นนี้ได้ค่อยรวมตัวกันอย่างแข็งแกร่งอย่างมิได้นัดหมาย พระธรรมปิฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต) ก็มีงานเขียน พุทธเศรษฐศาสตร์ เสนอเศรษฐศาสตร์บนฐานจริยธรรม จุดหมายความสุขสูงสุดมาจากการบริโภคแบบพอดี แนวคิดนี้ อภิชัย พันธเสน นักเศรษฐศาสตร์กระแสก็ยังสนับสนุน แต่นั่นไม่เท่ากับผู้ที่เรียกตนว่า “ราษฎรอาวุโส” อย่าง ประเวศ วะสี ได้ขยายความทฤษฎีใหม่และสนับสนุนแนวทางเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ ประเวศโจมตีการพึ่งทุนภายนอกและเห็นว่าระบบเศรษฐกิจที่นึกถึงแต่เงินจะทำลาย ทุกสิ่งทุกอย่าง และเรียกร้องให้กลับมาสนใจครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และเสนอให้สร้างสังคมและเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ โดยมีฐานจากชุมชนท้องถิ่น [26] เหล่านี้คือบริบทในช่วงต้นกำเนิดของสถาบันพระปกเกล้า

7. ตัวตนเป็นทางการ ใน พระราชบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า 2541

อาจกล่าวได้ว่า ในทศวรรษ 2530-2540 ราว 20 ปี รัฐได้ออกแบบและสร้างองค์กรสาธารณะในกำกับของรัฐขึ้นจำนวนมากด้วยทุนมหาศาล สิ่งที่เหลือเชื่ออีกประการก็คือ สถาบันที่เป็นผู้สนับสนุนและผลิตความรู้อย่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช. 2534), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว. 2535) และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส. 2535) ถูกจัดตั้งขึ้นผ่านสภาในช่วงรัฐบาลรัฐประหาร 2534 ทั้งสิ้น ดังนั้นที่มาของสำนักงานต่างๆ จึงมิได้มาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชน แต่มาจากปากกระบอกปืนและผู้หวังดีแต่ชอบเดินทางลัด
ในอีกสายหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังพฤษภาคม 2535 ได้แก่ สถาบันเอกชนอย่างสถาบันปรีดี พนมยงค์ (2538) และสื่อมวลชนอย่าง สถานีโทรทัศน์ไอทีวี (2539)
การเกิดขึ้นของสถาบันพระปกเกล้า ก็อยู่บนกระแสธารความเปลี่ยนแปลงหลังรัฐประหารนั้น โดยเฉพาะภายใต้การริเริ่มของ “รัฐสภา” อันเป็นโครงสร้างทางการเมืองที่ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ช่วงแรก สถาบันพระปกเกล้าได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นส่วนราชการระดับกอง สังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 19 มกราคม 2538 [27] ภารกิจแรกก็คือการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับไปสู่สถาบันอย่างสมบูรณ์ ใช้เวลาประมาณ 3 ปี นำไปสู่ความเห็นชอบของสภานำไปสู่การตรา พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ.2541 [28] สถาบันพระปกเกล้ากลายเป็น สถาบันนิติบุคคลที่อยู่ในกำกับดูแลของประธานรัฐสภา เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ "ไม่เป็น" ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบปฏิบัติราชการฝ่ายรัฐสภา และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ
โครงสร้างของสถาบัน จะเป็นการทำงานร่วมกันของ 2 ส่วนใหญ่ๆ นั่นก็คือ ส่วนกำกับดูแลและตรวจสอบ ประกอบด้วยสภาสถาบันพระปกเกล้าที่เน้นกำกับนโยบาย, คณะกรรมการติดตามผล และผู้ตรวจสอบภายใน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนบริหารที่นำโดย เลขาธิการสถาบันที่ทำหน้าที่ร่วมกับ คณะกรรมการบริหารสถาบัน
สภาสถาบัน มีประธานรัฐสภาเป็นประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า โดยตำแหน่ง วันมูหะมัดนอร์ มะทา คือ ประธานคนแรก ขณะที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนแรก (2542-2546) คนที่สองคือ นรนิติ เศรษฐบุตร (2546-2549) และบวรศักดิ์กลับมาเป็นเลขาธิการครั้ง มาตั้งแต่ ธันวาคม 2549 มาจนถึงปัจจุบัน [29] ที่น่าสังเกตก็คือ การเข้ารับตำแหน่งของบวรศักดิ์ หลังรัฐประหาร 2549 หลังจากที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้กับรัฐบาลไทยรักไทย ข้างล่างนี้คือ บทสัมภาษณ์บวรศักดิ์ วันที่ 24 ตุลาคม 2549 หลังรัฐประหารเป็นเวลาเดือนเศษ
“ไม่มีใครอยากเห็นการรัฐประหารหรอกครับ ผมก็เชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ ไม่อยากทำ เพราะว่าเสี่ยงต่อการที่ถ้าทำไม่สำเร็จก็เป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต แล้วคนที่สอนกฎหมายมหาชนอย่างอาจารย์ อย่างผมก็ไปผลักดันให้มีการปฏิวัติไม่ได้หรอก แต่เมื่อทำไปแล้ว แล้วก็เป็นทางออกอย่างหนึ่งที่ทำให้สังคมที่เกิดความเขม็งเกลียว เครียดกันอยู่ในเวลานั้นผ่อนคลายลงข้อหนึ่ง ...เมื่อไม่มีทางออก การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นก็เหมือนยาถ่าย ที่ใครท้องดี ๆ อยู่ก็ไม่อยากกิน ข้อที่สอง เลี่ยงการเผชิญหน้าของคนที่ต่อต้านรัฐบาลและคัดค้านรัฐบาล กับพวกที่สนับสนุนรัฐบาลไม่ให้ต้องตีรันฟันแทงจนเลือกตกยางออกได้ เมื่อเหตุการณ์เกิดไปแล้ว หมุนนาฬิกาย้อนกลับไม่ได้ คำถามก็คือทำอย่างไรต่อให้ดีที่สุด [30]

สถาบันพระปกเกล้า ถูกสถาปนาขึ้นมาพร้อมๆกับเงื่อนไขสังคมการเมืองไทยที่เห็นแสงสว่างที่เรือง รองนั้นประทับอยู่ร่วมกับพระนามและพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นสำคัญ ภายใต้การนิยามถึงประชาธิปไตยที่พิเศษไม่เหมือนใครในโลก ดังนั้น แม้ว่า เลขาธิการสถาบันคนล่าสุด จะมีประวัติกระโดดออกจากรัฐนาวาประชาธิปไตย มาช่วยขับรถถังเก็บกวาดเศษซากรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอยู่แล้ว
บทความหน้า ในตอนที่ 2 จะเป็นเรื่องของ พลวัตของข้อถกเถียงและการโต้แย้งวาทกรรมกษัตริย์นักประชาธิปไตยของรัชกาลที่ 7 ที่ทรงพลังมากขึ้น อันเป็นแรงกระทำต่อเนื่องจากการรัฐประหารครั้งแรกของไทยในศตวรรษที่ 21.

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
ตรา สัญลักษณ์ของ สถาบันพระปกเกล้า ที่ผนวกเอาสัญลักษณ์ ปปร.ของรัชกาลที่ 7 และพานแว่นฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงประชาธิปไตย มาอยู่ด้วยกัน
14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม?  ตอนที่ 1 สถาบันสถาปนา
โครงสร้าง สถาบันพระปกเกล้า ที่มา สถาบันพระปกเกล้า. "โครงสร้างสถาบัน". http://kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=20&Itemid=9 (3 มิถุนายน 2555)

อ้างอิง:

  1. อาจารย์ประจำ สาขาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
  2. “ประกาศคณะราษฎร” ใบแทรกใน จุลสาร หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์, 16 (มิถุนายน 2555 - พฤษภาคม 2556)
  3. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7 ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง” ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก), น.20
  4. "กำหนดการ ที่ 6/2492 รับพระบรมอัฎฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและการพระราชกุศลทักษิณานุ ปทาน 2492" ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 66, ตอน 29 ง, 24 พฤษภาคม 2492, น.2262 และ "กำหนดการ ที่ 9/2492 บรรจุพระบรมราชสริรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 2492" ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 66, ตอน 34 ง, 28 มิถุนายน 2492, น.2931
  5. หจช., (1) มท. 1.1.3.3/1 เรื่อง อนุสสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2496, หน้า 1. อ้างถึงใน ชาตรี ประกิตนนทการ. "ความทรงจำ และ อำนาจ บนถนนราชดำเนิน" ใน เมืองโบราณ ฉบับที่ 33.4 (2550)
  6. "โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี". โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี. http://ppkhosp.go.th/general/history/history.htm (27 พฤษภาคม 2555)
  7. ทวีศักดิ์ เผือกสม. เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม : ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), 2550
  8. ประจักษ์ ก้องกีรติ. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ การเมืองและวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), 2548, น.494-495
  9. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวไว้ว่า “ความทรงจำของธรรมศาสตร์ในยุค “สายลม แสงแดด และยูงทอง” ของ ผมนั้น ถูกตัดขาดไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่ก่อตั้งมาเพียง 27 ปี ผมเกือบไม่เคยได้ยินชื่อ ของผู้ประศาสน์การ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง-ปรีดี พนมยงค์ พวกเราเคยคิดเพ้อเจ้อกันว่าผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ คือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสียด้วยซ้ำไป” ใน "สุนทรกถา ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในงานเปิดตัวห้อง สมุดอิเล็กทรอนิกส์ และ เว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ ณ ห้องประชุม 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.ท่าพระจันทร์ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 เวลา 13.00 – 16.30 น. http://www.pridi-phoonsuk.org/chanvit-open/ (27 พฤษภาคม 2555)
  10. แต่แรกทั้งสองเคยเขียนบทความร่วมกันใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7 ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง” ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก), น.20-30 ต่อมาบางส่วนได้เป็นส่วนหนึ่งในวิทยานิพนธ์ที่ถูกตีพิมพ์ใน ประจักษ์ ก้องกีรติ. เรื่องเดียวกัน, น.497-519
  11. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7 ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง”, น.28-29
  12. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7 ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง”, น.28
  13. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7 ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง”, น.28-29
  14. "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและตราสาร "มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว" " ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 101, ตอนที่ 170, 20 พฤศจิกายน 2527, น.4557
  15. มาลินี คุ้มสุภา. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกับความหมายที่มองไม่เห็น (กรุงเทพฯ : วิภาษา), 2548, น.311-313
  16. "ประกาศ งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี" ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 98, ตอนที่ 219, 31 ธันวาคม 2524, ฉบับพิเศษ น.1-8
  17. มาลินี คุ้มสุภา. เรื่องเดียวกัน, น.310-311
  18. ธนาคารแห่งประเทศไทย. "ธนบัตรแบบ13". http://www.bot.or.th/Thai/Banknotes/HistoryANdSeriesOfBanknotes/Pages/Banknote_Series13.aspx (29 พฤษภาคม 2555)
  19. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7 ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง”, น.29
  20. โยชิฟูมิ ทามาดะ. “ประชาธิปไตย การทำให้เป็นประชาธิปไตยและการออกจากประชาธิปไตยของประเทศไทย” ใน ฟ้าเดียวกัน 6 : 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2551) : 104-106
  21. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ Mass Monarchy ไว้ว่า ก่อนทศวรรษ 2530 สถาบันกษัตริย์มีจุดมุ่งหมายสื่อสารในวงแคบเพียงในหมู่ชนชั้นนำ (elite) ด้วยกัน แต่หลังทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ได้มีลักษณะการสื่อสารผ่าน “สื่อมวลชน” และสื่อสารต่อประชาชนมากเท่าๆกับชนชั้นนำ "เมื่อในหลวงประชวร ปี 2525 และข้อเสนอว่าด้วย สถาบันกษัตริย์แบบมวลชน (Mass Monarchy)". http://somsakwork.blogspot.com/2007/11/2525-mass-monarchy.html (15 พฤศจิกายน 2550)
  22. "ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง สร้างและจำหน่ายตราไปรษณียากรที่ระลึกฉลองพระบรมราชสมภพ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว " ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 110, ตอนที่ 195, 25 พฤศจิกายน 2536, น.4
  23. สถาบันพระปกเกล้า. "ประวัติความเป็นมา". http://kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=19&Itemid=9 (27 พฤษภาคม 2555)
  24. เจ้าพระยานิวส์. "ก.ก.ต. ไม่รับจดพรรคสังคมนิยมฯ". เจ้าพระยานิวส์ (3 พฤษภาคม 2552)
  25. โยชิฟูมิ ทามาดะ. “ประชาธิปไตย การทำให้เป็นประชาธิปไตยและการออกจากประชาธิปไตยของประเทศไทย” ใน ฟ้าเดียวกัน 6 : 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2551) : 118-119
  26. ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์. เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพ (กรุงเทพฯ : ซิลค์เวอร์ม, พิมพ์ครั้งที่ 3), 2546, น.521-522
  27. สถาบันพระปกเกล้า. "ประวัติความเป็นมา". http://kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=19&Itemid=9 (27 พฤษภาคม 2555)
  28. "พระราชบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ.2541" ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 115, ตอนที่ 57 ก, 4 กันยายน 2541, น.20-29
  29. สถาบันพระปกเกล้า. "ประวัติความเป็นมา". http://kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=19&Itemid=9 (27 พฤษภาคม 2555)
  30. นันทวัฒน์ บรมานันท์. "บทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2549" . http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=999 (28 ตุลาคม 2549)

เสวนา ‘ปฏิญญาหน้าศาล’ ชำแหละ ศาล รธน. ทำตัวเป็น รธน.

ที่มา ประชาไท


ปิยบุตร เผยนิติราษฎร์เตรียมเสนอสูตรนิรโทษกรรมแบบไม่เหมากลางเดือนนี้ คาดแรงต้านน้อยกว่า ชี้คำสั่ง ตลก.รธน. ระงับสภาแก้ รธน. คือรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญ

เสวนา ‘ปฏิญญาหน้าศาล’ ชำแหละ ศาล รธน. ทำตัวเป็น รธน.
13.30 น. บริเวณหน้าศาลอาญา รัชดา กลุ่มปฎิญญาหน้าศาล จัดเสวนาเรื่อง "ล้มศาลเตี้ยของชนชั้นสูง ผิดตรงไหนที่รัฐบาลประชาธิปไตย จะลบล้าง คตส.ที่มาจากเผด็จการ" โดยมี ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติราษฎร์และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และสุดา รังกุพันธ์ เป็นวิทยากร โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนากว่า 80 คน
โดยปิยบุตร แสงกนกกุล แจ้งในวงเสวนาว่า กลางเดือนนี้ ทางคณะนิติราษฎร์จะเสนอสูตรนิรโทษกรรม เป็นทางเลือกให้กับสังคมนอกจาก 4 สูตรที่มีอยู่ โดยใช้การทำเป็นรัฐธรรมนูญ ล่ารายชื่อ 50,000 ชื่อยื่นสภา ซึ่งจะแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเกี่ยวกับการชุมนุม เรียก "นิรโทษกรรมปรองดองขจัดความขัดแย้ง" กับ กลุ่มเกี่ยวกับ คตส. เช่น กรณีคดีคุณทักษิณ ชินวัตร ก็รวมอยู่ด้วย เรียก "ล้มล้างผลพวงรัฐประหาร" ซึ่งทางคณะนิติราษฎร์เคยเสนอไว้ คาดว่าแยกแบบไม่เหมาเข่งนี้ แรงต้านจะน้อยลง คนเห็นด้วยจะมากขึ้น ย้ำการเขียนกฏหมายไม่คำนึงหน้าคน ไม่ว่าจะพันธมิตรหรือทักษิณ แต่ยึดหลักการ โดยรวมตั้งแต่ 19 ก.ย.49 เป็นต้นมา ส่วนเรื่องกรณีเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยังไม่ได้พิจารณา แต่รับปากกับผู้ร่วมเสวนาว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะนิติราษฎร์ด้วย
ปิยบุตร แสงกนกกุล มองว่า “ตอนนี้ปัญหาที่สำคัญคือเรื่องการปรองดองการนิรโทษกรรมมันเอามาสับสนปนเปกัน ไปหมด ทั้งเรื่องคุณทักษิณ ทั้งเรื่องคดีบรรดาอดีตรัฐมตรีต่างๆ ที่โดนคดีจาก คตส. ทั้งเรื่องผลพวงรัฐประหาร ทั้งเรื่องคดี 112 ทั้งเรื่องคดีที่โดนจากการสลายการชุมนุม พรก.ฉุกเฉินต่างๆ แล้วก็กำลังมีความคิดในลักษณะที่ว่าพยายามทำให้มันง่ายที่สุด คือว่านิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง เอาทุกเรื่องมารวมให้หมดแล้วนิรโทษกรรม พอทำแบบเหมาเข่ง ในทางการเมืองก็จะเกิดอย่างที่ท่านเห็น จะมีคนที่ไม่เอากับคุณทักษิณก็ไม่ยอมในวิธีแบบนี้ ในทางกฎหมายในทางหลักการผมว่ามันก็ไม่ถูกต้องด้วย ที่ไม่แยกแยะการกระทำเอาไปปะปนกันหมดแล้วนิรโทษกรรมในลักษณะที่ว่าให้ลืมๆ เบลิกแล้วต่อกันกันให้หมดในทางหลักการก็ไม่ถูกอีก”
ปิยบุตร แสงกนกกุล ยังได้ชี้แจงหลักพื้นฐานการนิรโทษกรรมที่นิติราษฎร์เสนอว่า ประกอบด้วย
  1. ไม่เอานิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งทั้งหมด เพราะการทำแบบนี้ มันคือการยุติการพิจารณา สืบสวนสอบสวน ข้อเท็จจริงว่าใครเป็นคนสลายการชุมนุม ใครเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน คลายๆ 6 ตุลา 19 เลย ถ้าทำแบบนี้ คือปล่อยนักเรียน นักศึกษาออกจากคุกหมดเลย แต่ไปแลกกลับการที่ยุติหมดเลยเรื่อง 6 ตุลานี่ใครเป็นคนทำ พฤษภาทมิฬ 35 ก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน วิธีการแบบนี้ประเทศไทยทำมาแล้วหลายครั้ง การจะทำแบบนี้มันจะย้ำว่าสิ่งที่ทำแบบนี้มันถูกต้อง วันข้างหน้ามีการชุมนุมขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจก็ไม่ต้องกังวลใจ เดียวก็สังหารประชาชนสั่งฆ่าไปเลย เดียวก็จะได้นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งแบบนี้อีก ควรเลิกวิธีแบบนี้
  2. นิรโทษกรรม ผู้ต้องหา คนที่ติดคดีต่างๆที่มาจาก พรก.ฉุกเฉินฯ พวกนี้นิรโทษกรรมทันที โดยไม่มีเงื่อนไข ใครที่พิพากษาไปแล้วก็ถือว่าไม่ผิด รวมถึงคดีอาญาเล็กๆน้อยๆที่มีโทษไม่มากคดีลหุโทษต่างๆ พวกนนี้ปล่อยทันที
  3. พวกที่ไม่เข้าข้อที่ 2 ตั้งแต่ 19 ก.ย.49 จนถึงวันนี้ มันมีความขัดแย้งทางการเมืองเยอะแยะเต็มไปหมด เราจะปรองดองเพื่อยุติความขัดแย้ง เราเสนอว่าบุคคลต่างๆที่โดนคดีที่มีมูลเหตุจูงใจจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 19 ก.ย.49 จนถึงวันนี้ ถ้าใครที่มีคดีที่มีมูลเหตุจูงใจมาจากความขัดแย้งทางการเมืองให้นิรโทษกรรม โดยให้คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง ชี้ว่าเกี่ยวข้องหรือไม่เพื่อนิรโทษกรรม โดยในระหว่างที่คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาอยู่ ใครที่ค้างอยู่ให้ปล่อยออกมาก่อน แล้วพิจารณาที่ละกรณีไปถ้าเกี่ยวกับความขัดแย้งก็นิรโทษกรรมถ้าไม่เกี่ยวก็ ดำเนินคดีต่อไป
  4. กรณีที่เกี่ยวพันกับ คตส. คือกรณีคุณทักษิณ และเพื่อนๆทั้งหลาย ชุดนี้นิติราษฎร์เคยเสนอเมื่อ 18 ก.ย.ปีที่แล้ว ที่เราเรียกว่าลบล้างผลพวกรัฐประหาร เราเสนอว่าให้คำพิพากษาต่างๆ ที่เอาประกาศของคณะ คปค.มาใช้ คำพิพากษาต่างๆที่มีความเกี่ยวพันริเริ่มคดีโดย คตส. คณะกรรมการตรวจสอยทรัพย์สิน พวกนี้ ประกาศให้คำพิพากษาเหล่านี้เสียปล่าวไม่มีผลทางกฎหมาย อันนี้ไม่ใช่นิรโทษกรรม เราประกาศให้คำพิพากษาเสียปล่าว แต่การกระทำของคุณทักษิณและเพื่อนๆ ที่สงสัยว่าทุจริตยังอยู่ ใครอยากเริ่มต้นคดีก็เชิญเริ่มต้นคดีใหม่ ตามกระบวนการปกติ โดยไม่มี คตส. อีก
นอกจากนี้ในวงเสวนา ปิยบุตร แสงกนกกุล จากคณะนิติราษฎร์ ยังได้กล่าวถึงคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมาให้สภาฯระงับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291ดังนี้
เสวนา ‘ปฏิญญาหน้าศาล’ ชำแหละ ศาล รธน. ทำตัวเป็น รธน.
“..สมติว่ามีองค์กรตารัฐธรรมนูญองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จงใจบิดผันใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของตัวเองบิดผัน ทำผิดรัฐธรรมนูญโดยชัดเจนประจักษ์ชัด ชัดแจ้ง ทำเสร็จแล้วทำมึนเงียบๆไป โดยที่องค์กรอื่นๆไม่มีการตอบโต้ใดเลย จนการบิดผันใช้รัฐธรรมนูญแบบผิดๆกลายเป็นสิ่งที่ถูก นั้นล่ะครับคือการรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญเรียบร้อย..”

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้สภาฯระงับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 มีปัญหาตั้งแต่ขั้นที่ 1 ของกระบวนการก็ผิด ไม่มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจ
ผู้ร้อง 5 คนที่ไปยื่น เขาไม่ได้ยื่นโดยใช้วิธีให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาตรวจสอบว่าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญใหม่ พวกนี้เก่งมากที่หารูไปศาลรัฐธรรมนูญได้คงมีคนแนะนำให้หาจนเจอ เขาไปใช้มาตรา 68 ซึ่งเป็นระบบป้องกันตัวเองของรัฐธรรมนูญเช่นกัน บอกว่าบุคคลหรือพรรคการเมืองใด ที่มีการกระทำอันเป็นการล้มบล้างการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ถ้ามีผู้ใดพบเห็นก็ให้ไปร้องที่อัยการสูงสุดและส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยต่อไป ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเห็นว่าเป็นการล้มล้างจริงศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ สั่งให้คนนั้นหยุดการกระทำที่ทารล้มล้าง ถ้าเป็นพรรคการเมืองก็ยุบพรรคการเมืองนั้นได้
5 คำร้องที่ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญนี่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าไปช่องอื่นไม่ได้ก็ไปช่อง นี้ ด้วยการอธิบายว่าการแก้รัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา 291 เพื่อที่จะไปตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญและทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แบบนี้เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ผมว่ามหัศจรรย์ที่สุดในโลก ฉีกรัฐธรรมนูญ 19 ก.ย.49 นี่ ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นเลย แต่พอจะแก้รัฐธรรมนูญตามกระบวนการ สภาร่างมาทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ นี่บอกว่าล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็ส่งไป มันมีปัญหาตั้งแต่ขั้นที่ 1 เลย กระบวนการก็ผิด ผิดตรงที่ว่า 68 นี่ เขาบอกว่าให้ไปยื่นที่อัยการสูงสุด 5 คนนี้ต้องไปยื่นที่อัยการสูงสุดก่อน อัยการสูงสุดชี้ว่ามีมูล ก็ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ยัวไม่ผ่านอัยการสูวสุดเบลยครับ วิ่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะศาลรัฐธรรมนูญไปแปลความแบบพิศดาลว่า บุคคลที่พบเห็นนี่สามารถยื่นอัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดไปศาลรัฐธรรมนูญก็ ได้ หรือว่ายื่นตรงไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเลยก็ได่ ถ้าดูรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่ต้องคิดเรื่องสีเสื้อเลย เด็กประถม เด็กอนุบาล เด็กปริญญาตรีที่ไหนอ่านแล้วก็ต้องเห็นอย่างนี้หมด คือต้องไปอัยการสูงสุดแล้วอัยการสูงสุดเป็นคนส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ขั้นตอนต่อมาก็คือรับไปแล้ว ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดเลยบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้สภาหยุดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไปควาญหามาได้โดยการไปเอาประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาคบังคับคดี มาตรา 264 พูดเรื่องวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา เช่น มาฟ้องศาล ศาลยังไม่ตัดสินขอคุ้มครองชั่วคราวก่อน อันนี้เขาใช้ในศาลยุติธรรม ศาลปกครองก็มี ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีเรื่องนี้เลย แต่ศาลรัฐธรรมนูญไปเอามาใช้ โดยอ้างว่ามันมีข้อกำหนดอยู่อันหนึ่ง ข้อ 6 เขียนว่าถ้าไม่มีข้อกำหนดใดเขียนไว้ให้เอาวิฯแพ่งมาใช้โดยอนุโลม ทำอย่างนี้ไม่ถูก เพราะ วิฯแพ่งมาใช้โดยอนุโลมนี่จะใช้ได้ต่อเมื่อในเรื่องที่ตนเองมีอำนาจอยู่แล้ว แล้วบังเอิญว่าข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนอะไรไว้ก็เลย ไปเอาวิฯแพ่งมาใช้โดยอนุโลม แต่กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจอยู่เลย คือสั่งระงับการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ไม่มีอะไรเขียนไว้เลยนี่ นี่เป็นการเอาวิธีการมาสร้างอำนาจ แต่ถ้าเป็นเงื่อนไขนี้ต้องมีอำนาจก่อน แล้วค่อยหาวิธีการทำอย่างไร
รัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสุงสุด เขียนไว้ชัดว่า คุณทำอะไรได้บ้าง แล้วคุณก็ไปเอาข้อกำหนด ซึ่งเป็นระดับรองมากๆนี่ ไปเอาวิฯแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเอามาใช้เหนือรัฐธรรมนูญอีก เด็กปริญญาตรีปี 1 ก็รู้เรื่องลำดับชั้นกฎหมาย
ผิดอันที่ 3 คือว่า ต่อไปนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้ ม.68 ซึมเข้ามาหาทางเข้ามาเพื่อมาตรวจการแก้รัฐธรรมนูญทุกครั้ง เพราะฉนั้นคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญเอง ออกคำสั่งมาโดยผิดรัฐธรรมนูญชัดเจน
ถ้าไม่มีใครตอบโต้คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญทำรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญ
เวลาเรานึกถึงรัฐประหารเราจะนึกภาพรถถังออกมายึดที่ต่างๆ นี่คือการรัฐประหารโดยใช้ทหาร แต่มันมีรัฐประหารอีกแบบหนึ่งคือรัฐประหารโดยใช้กลไกตามกฎหมาย พวกนี้เนียนกว่าเยอะ ตำราที่เรียมาเขาบอกว่า ถ้าสมติว่ามีองค์กรตารัฐธรรมนูญองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จงใจบิดผันใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของตัวเองบิดผัน ทำผิดรัฐธรรมนูญโดยชัดเจนประจักษ์ชัด ชัดแจ้ง ทำเสร็จแล้วทำมึนเงียบๆไป โดยที่องค์กรอื่นๆไม่มีการตอบโต้ใดเลย จนการบิดผันใช้รัฐธรรมนูญแบบผิดๆกลายเป็นสิ่งที่ถูก นั้นล่ะครับคือการรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญเรียบร้อย ถ้าภายในไม่กี่วันไม่มีใครตอบโต้คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั่นเท่ากับว่า ศาลรัฐธรรมนุญทำรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว 1 ต่อไปนี้บุคคลทั่วไปก็วิ่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ ม.68 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงทันที ทั้งๆที่ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน อันที่ 2 ต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็จะตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้โดยอาศัย ช่องมาตรา 68 ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ให้ทำ อันที่ 3 ต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะมีอาวุธพิเศษเพิ่มขึ้นมาคือสั่งระงับคนโน้นคนนี้ได้ชั่วคราว พูดง่ายๆภาษากฏหมายคือ วิธีการชั่วคราว อย่างนี้มันก็กลายเป็นการรัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญเรียบร้อย คือ ไปทำผิดรัฐธรรมนูญโดยชัดเจน โดยที่ไม่มีใครไปตอบโต้เลย นี่ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญด้วย คือศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนบอกขึ้นมารเอง เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง มันผิดทฤษฎี ผิดระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งหมด
ศาลรัฐธรรมนูญเป็นยามเฝ้ารัฐธรรมนูญถ้าไม่ตีกรอบจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญเสียเอง
ศาลรัญธรรมนูญเขาก่อตั้งเพื่อเพื่อพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญเอาไว้ เช่น ถ้ามีใครละเมิดรัฐธรรนูญ กฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ขัดกับรัฐธรรมนูญ คนนี้จะมาล้มล้างการปกครอง ก็จะมีศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนเข้าไปตรวจสอบ เป็นยามเป็นการ์เดียนเฝ้ารัฐธรรมนูญ แต่คนที่รักษารัฐธรรมนูญนี่ถ้าไม่ตีกรอบคนรักษารัฐธรรมนูญเลยนี่นานวันเข้า จะกลายเป็ยรัฐธรรมนูญเสียเอง เพราะคนรักษารัฐธรรมนูญจะเป็นคนบอกว่าอันนี้ผิดรัฐธรรมนูญไหม และบอกไปมีผลผูกพันทุกองค์กรอีก องค์กรอื่นๆต้องปฏิบัติตามอีกอำนาจมหาศาล
รัฐสภาต้องโต้กลับคำสั่ง ตลก.รธน.โดยการแก้ รธน.ต่อ เพื่อไม่ให้คำสั่งกลายเป็นวัตรปฏิบัติ
เพราะฉะนั้นเขาจึงสอนหนังสือมาตลอดว่าศาลรัฐธรรมนุญต้องมีเขตอำนาจแบบ จำกัด ถ้ารัฐธรรมนูญบอกมีอำนาจ 10 ก็มีอำนาจ 10 ขยายไป 10.2 10.5 เติมออกไปเองไม่ได้ นานวันเข้าขยายแดนออกไปเรื่อยๆตัวเองก็จะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญเสียอีก เป็นระบบที่ไม่พึงประสงค์ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคำสั่งวันศุกร์ที่ผ่านมาผมเห็นว่าชัดยิ่งกว่าชัด ดังนั้นองค์กรที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญด้วยกัน เช่น รัฐสภาคุณก็พอฟัดพอเหวียง แต่ประเทศไทยมีบรรยากาศปกคลุมว่าศาลเป็นใหญ่ตลอดเวลา คุณ(รัฐสภา)มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะโต้กลับไปได้ สิ่งที่เขาสั่งคุณมามันเป็นคำสั่งที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ คือคำสั่งนี้มันไม่มีผล ก็มีสิทธิไม่ปฏิบัติตาม ในฐานะรัฐสภาองค์กรที่แก้รัฐธรรมนูญนี่ ก็ดำเนินการแก้ต่อไป นี่คือการใช้อำนาจที่ตัวเองมีโต้กลับไป ถ้าไม่โต้แบบนี้ก็จะกลายเป็นวัตรปฎิบัติ มันจะถูกใช้ไปอีกเรื่อยๆ

คลิป ปิยะบุตร นิติราษฎร์ ตอบประเด็นคำถาม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สภาผู้แทนราษฎรระงับการพิจารณาร่างแก้ไข รธน.มาตรา 291



ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 05/06/55 ตลก..ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ที่มา blablabla

โดย 

ภาพถ่ายของฉัน





 
เห็นภาพ..พวกตลกร้าย ทำลายบ้าน
เติมสามานย์ ด้วยระยำ ทำฉิบหาย
ความหุนหัน มันอาจจบ พบวอดวาย
ไร้ยางอาย แหลกเหลว เลวสิ้นดี....


นี่ระบอบ ประชาธิปไตย แบบไทยแท้
ควรตีแผ่ คนต่ำช้า หน้าบัดสี
ลุกลี้ลุกลน อคติ ริย่ำยี
เผยทาสแท้ แค่อัปรีย์ กาลีชน....


ลืมครรลอง ถูกผิด คิดยื้อแย่ง
ถ้อยแถลง มารยา พาสับสน
หวังแค่คิด ผูกขาด อำนาจตน
จึงสัปดน อวดโอ้ โชว์ประจาน....


มีอำนาจ ล้นฟ้า จึงท้ารบ
หวังประจบ เลียแข้งขา มาหักหาญ
แค่กลเกม แก๊งค์ชั่วช้า วิชามาร
ใช้สันดาน เลี่ยงหลบ บัดซบจริง....


มันคิด..ปฏิวัติเงียบ หวังเหยียบมิด
แสร้งจริต เลวระยำ ทำทุกสิ่ง
ใหญ่คับฟ้า กลิ้งกลอก หลอกเหมือนลิง
นานวันยิ่ง โชว์โง่..โธ่ทร้วยส์แลนด์....


๓ บลา / ๕ มิ.ย.๕๕

โพลล์ไทยอีนิวส์: หากพันธมิตรฯกับปชป.เล่นนอกเกมจนเลยเถิด ท่านจะ?

ที่มา Thai E-News




สำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2555 โดยมีผู้กดโหวตจำนวนทั้งสิ้น 2,410 ครั้ง

go6: "ปิยบุตร" ย้ำ "นี่คือ การเข้าแทรกแซงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ"

ที่มา Thai E-News

ที่มา go6
5 มิถุนายน 2555



ศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซง ก้าวก่าย ไม่ใช่เข้ามาในแดนอำนาจนิติบัญญัติ แต่เข้ามาในแดนอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า "Pouvoir constituant dérivé"

อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คือ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง ใหญ่กว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ สามอำนาจหลังนี้ เป็นเพียงอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ

โปรดดูภาพ ลำดับชั้น ดังต่อไปนี้

๑. อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ Pouvoir constituant

๒. อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ใช้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ Pouvoir constituant dérivé

๓. อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ Pouvoir constitué - ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เข้าแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติ แต่นี่คือ การเข้าแทรกแซงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ !!!! 




แผนภาพ 'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'

ที่มา : เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์. หลักพื้นฐานกฎหมายมหาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพ : วิญญูชน, ๒๕๕๕. หน้า ๑๔๙.
++++++++++++++++++++++++++++++++++
ข้อมูลเพิ่มเติมจากเฟซบุ๊ค "มั่นใจว่าเสื้อแดงจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับทักษิณเรื่องการปรองดอง"




"การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ไม่ใช่เรื่อง "หลักการแบ่งแยกอำนาจ" แต่อำนาจที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าที่มาจากรัฐสภาตามที่​รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนด [1]

ตามคำอธิบายของคณะนิติราษฎร์ และ พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล [2]

โดยหลักการ รัฐสภาจะมี 2 สถานะ คือ:
(1) สถานะในการออกกฎหมาย (สถานะที่ใช้อำนาจนิติบัญญั​ติ)

(2) สถานะในการก่อตั้ง/​แก้ไขรัฐธรรมนูญ (สถานะที่ใช้อำนาจสถาปนารัฐ​ธรรมนูญแบบแก้ไขเพิ่มเติม)

อำนาจระดับในข้อ (1) ทั้งรัฐสภาและศาลต่างใช้อำน​าจที่ได้รับมอบมาจากรัฐธรรม​นูญ ซึ่งถือว่าเป็นไปตามหลักการ​แบ่งแยกตรวจสอบอำนาจ

แต่อำนาจระดับในข้อ (2) รัฐธรรมนูญได้มอบอำนาจนี้ให้กับรัฐสภา ซึ่งทำให้สภามีอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และถือว่าเป็นอำนาจสถาปนารั​ฐธรรมนูญรูปแบบหนึ่ง ที่มีลำดับชั้นทางกฎหมายสูง​กว่าอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

ในประเด็นศาลรัฐธรรมนูญนี้ คณะนิติราษฎร์ อธิบายว่า "ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตา​มรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตุลา​การ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำ​นาจศาลรัฐธรรมนูญในการควบคุ​มตรวจสอบการแก้ไข เพิ่มเติมร​ัฐธรรมนูญไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถค​วบคุมตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเ​ติมรัฐธรรมนูญดัง เช่นการควบ​คุมตรวจสอบพระราชบัญญัติมิใ​ห้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ​ได้" [3]

สรุป ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิ์แล​ะความชอบธรรมในการมาระงับหรือยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

--------------------------​--------------------------
อ้างอิง

[1] รูปนี้ดัดแปลงมาจากรูปในประ​ชาไท โดยผู้จัดทำมีเจตนาที่จะทำใ​ห้ประเด็นนี้สามารถเข้าใจได​้ง่ายขึ้น ดูตามลิงค์นี้ [http://www.facebook.com/​photo.php?fbid=101508793845​46699&set=a.376656526698.1​58748.108882546698&type=1&​theater]

[2] ดู แถลงการณ์ คณะนิติราษฎร์ "เรื่อง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีรับ​คำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ไว้พิจารณาและคำสั่งให้รัฐส​ภารอการดำเนินการเกี่ยวกับก​ารแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ​" [http://​www.enlightened-jurists.com​/blog/64] และ status ใน facebook ส่วนตัวของ พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล [http://www.facebook.com/​phuttipong.ponganekgul/​posts/449607045051967]

[3] แถลงการณ์ คณะนิติราษฎร์ "เรื่อง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีรับ​คำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ไว้พิจารณาและคำสั่งให้รัฐส​ภารอการดำเนินการเกี่ยวกับก​ารแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ​" [http://​www.enlightened-jurists.com​/blog/64]

บทความ: อำมาตย์เอาแล้วยุบเพื่อไทยแน่ อ้างเรื่องจตุพร

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุไทยอีนิวส์ - บทความของคุณเสรีประชาไทเป็นเพียงบทความแสดงความคิดเห็น  โปรดใช้วิจารณญาณ
โดยคุณ เสรีชนประชาไท
ที่มา เว็บบอร์ดประชาทอล์ค
5 มิถุนายน 2555

ด่วน อำมาตย์เอาแล้วยุบเพื่อไทยแน่ อ้างเรื่องจตุพร งวดนี้ สงครามกลางเมืองมีความเป็นไปได้ สงครามครั้งสุดท้ายของอำมาตย์ จบๆ กันที


ชัดเจนแล้ว ยืนยันข่าวจากคนใหญ่ระดับประเทศ เปิดเผยไม่ได้

เมื่อสภาฮึดสู้ศาล รธน. อำมาตย์เรียก กกต.สั่งการยุบพรรคเพื่อไทยอีก อ้างเรื่องจตุพรขาดคุณสมบัติเป็นสมาชิกพรรค แต่กรรมการบริหารพรรคยังขืนส่งลงส.ส. มติ กกต.จะออกมาให้ยุบพรรคด้วยคะแนน 3-2 แล้วรีบส่งให้ศาล รธน.ลงดาบยุบตาม กกต.เสนอ

มีความเป็นไปได้ว่าโกงกันหน้าด้านๆแบบนี้ คนไม่ใช่ควาย งวดนี้แดงแข็งแกร่งขึ้นอาละวาดแน่ อำมาตย์ก็กะสั่งทหารเสือขยี้ให้แหลก แต่ลืมปัจจัยทหารแตงโมที่งวดนี้พร้อมรับคำสั่งรัฐบาลต้าน หรือแข็งขืนทหารเสือ และลืมปัจจัยปืนใหญ่เขมรล่อข้ามชายแดน ปัจจัยมติมหาชนที่เทมาทางฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ

หากจะใช้ปืน ใช้ของแข็งเล่นกัน งวดนี้สงครามกลางเมือง

อำมาตย์พลาด เร่งเกมส์ กะให้แดงแตกทักษิณ แสร้งปรองดองยิ่งลักษณ์ แต่เตรียมดาบไว้แทงข้างหลัง แต่แดงกับทักษิณยังไม่ทันแตก อำมาตย์ดันเปิดเกมส์เร็ว ใจร้อนรอไม่ได้ ทำให้แดงกับทักษิณไหวตัว เดินแผนสู้ด้วยกันแน่นอนงวดนี้ สังเกตจากถ้อยคำของทักษิณในการโฟนอินที่ธันเดอร์โดมเมื่อวันที่ 2 ที่ผ่านมา

ฝ่ายประชาธิปไตยต้องเตรียมพร้อมสูงสุด พลพรรค เสบียง ปืน หน่วยจารกรรม และการข่าว รวมทั้งทหารแตงโมที่เที่ยวนี้ต้องออกมาช่วย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิตรประเทศต้องบล็อกทหารให้ดี ส่วนกลาโหม ต้องตัดกำลังทหารเสือมาให้ฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้ ทำไม่ได้ คนจะตายหลายพันคน

อำมาตย์เขาพร้อมปิดประเทศแล้ว ตามที่แกนนำ พธม. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์บอกไว้ แต่ความมุทะลุทำให้ทุกฝ่ายอ่านไต๋อำมาตย์ออก อีกทั้งการรวมตัวของอำมาตย์ ปชป. พธม. เป็นแบบผลประโยชน์ไม่จริงใจต่อกัน

งวดนี้ แม้เขาจะยุบพรรคได้ ก็ล้มยิ่งลักษณ์ไม่ได้ ตราบเท่าที่พรรคเพื่อไทยยังสามัคคี ไม่มีเนรวิน 2 รับรองงานนี้ อำมาตย์พังเอง

เตรียมตัว เตรียมใจ แก้ รธน. มันไม่ให้ พรบ. ปรองดอง ทักษิณกลับ มันไม่ยอม แถมมันรุกจะคว่ำพรรคเพื่อไทย ปิดประเทศ ทั้งหมดคือ สิ่งที่เขากำลังจะทำ กินรวบประเทศไทย ชำเราประชาชนไทย !!!!