WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 6, 2012

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/06/55 ถ่อย..รัฐมนตรีเงาหลงยุค..มาคุมสื่อ

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




รัฐมนตรีเงา หลงยุค รุกคุมสื่อ
ไม่รามือ หาว่าเอียง เพียงหวังผล
เพราะอคติ ฝังไว้ ในใจตน
จึงสัปดน ค่อนแคะ และราวี....


นำเสนอ เรื่องจริง ทุกสิ่งเห็น
เปิดประเด็น ใครชั่วช้า น่าบัดสี
ก็พวกกัน นั่นปะไร คิดให้ดี
เคยกอดคอ สร้างอัปรีย์ ย่ำยีใคร....


ดิบ เถื่อน ถ่อย เพื่อชาติ อนาถนัก
ไม่รู้จัก ถูกผิด คิดเป็นไหม
พอมันเชียร์ ก็ชื่นชม อย่างสมใจ
ยิ่งใส่ไฟ ยิ่งดี๊ด๊า หน้าชื่นบาน....


เข้าสู่ยุค ตนเอง นักเลงสถุน
กลับว้าวุ่น วางท่า น่าสงสาร
สื่อเลือกข้าง สร้างอัปรีย์ มีมานาน
จะประจาน คุยเขื่อง เรื่องพวกมึง....


จะแทรกแซง กดดัน ทำหันเห
พวกเกเร หัวดื้อ มือไม่ถึง
ภาพคนชั่ว นั่นแหละหนา ที่ตราตรึง
เชิญฉุดดึง เพื่อนสอพลอ กอดคอตาย....


๓ บลา / ๖ มิ.ย.๕๕

อัยการสูงสุดยันเอกสารครบเสนอ 'จุลสิงห์' ทันที

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 6 มิถุนายน 2555 >>>


อัยการสูงสุดรอประชุมลงความเห็น กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งชะลอแก้ รธน. พรุ่งนี้ ยันเอกสารครบถ้วนทำความเห็นเสนอ "จุลสิงห์" พร้อมแถลงข่าว 8 มิ.ย.

นายอรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบุคคลและคณะบุคคล 6 ราย ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ 416 ส.ส. และ ส.ว. เสนอแก้รธน. มาตรา 291 เพื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ตาม รธน. มาตรา 68 ว่า ในวันพรุ่งนี้ (7 มิ.ย.) เวลา 13.00 น. คณะกรรมการจะร่วมประชุมกันเพื่อพิจารณาเอกสารที่ได้จากคำร้อง และที่ได้ขอเพิ่มเติมจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎร และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการประชุมพรุ่งนี้ หากอัยการได้เอกสารครบถ้วน ก็สามารถมีความเห็นเสนอนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดได้ทันทีว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามมาตรา 68 ได้หรือไม่ หรือคำร้องไม่มีมูลข้อเท็จจริงที่จะเกิดการกระทำที่จะให้ยื่นคำร้องได้ตาม มาตรา 68 โดยขณะนี้ให้ฝ่ายเลขาฯ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดูแลเรื่องการติดตามเอกสารจากสภาและศาลรัฐ ธรรมนูญ
นายอรรถพล ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฯ กล่าวชี้แจงว่า เหตุที่ต้องขอเอกสารจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมาเพื่อให้ได้เอกสาร อย่างเป็นทางการที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งอัพเดท ล่าสุดว่าการเสนอแก้รัฐธรรมนูญมีจริงหรือไม่ อย่างไร กระบวนการอยู่ขั้นตอนใด เพราะขณะนี้มีเพียงข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งอัยการมีหน้าที่ตามรธน.มาตรา 68 ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับกรณีที่จะต้องขอเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะได้ยืนยันว่าศาล รัฐธรรมนูญรับคำร้องเรื่องนี้ไว้จริงหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีเอกสารยืนยันจากหน่วยราชการ อัยการเห็นเพียงข่าวจากสื่อมวลชนที่นำเสนอเท่านั้น ซึ่งการตรวจสอบของอัยการต้องอาศัยข้อเท็จจริงไม่ใช่ข่าวที่ออกมา ดังนั้นอัยการจึงต้องขอเอกสารมาตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ไม่ได้จะประวิงเวลาอะไร ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฯ ได้ประชุมหารือมาตลอด  
ส่วนเรื่องการติดตามเอกสารจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและศาลรัฐ ธรรมนูญ นั้นนายวินัย  ดำรงค์มงคลกุล โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดและเลขานุการ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยังขาดเอกสารบางส่วนอยู่ แต่ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ ซึ่งจะพยายามเร่งรัดให้ได้เอกสารเร็วที่สุด ส่วนการประชุมของคณะกรรมการฯ พรุ่งนี้ (7 มิ.ย.) จะยังไม่มีการแถลงข่าว เพราะยังไม่รู้ระยะเวลาของการประชุมแน่ชัด แต่จะพยายามแถลงข่าวเร็วที่สุด โดยจะแจ้งให้สื่อมวลชนทราบอีกครั้งว่าเป็นวันและเวลาใด ถ้าไม่มีอะไรขัดข้องคาดว่าจะแถลงข่าวในวันศุกร์ (8 มิ.ย.) นี้

หม่อมปลื่ม สุดทน ศาลรัฐธรรมนูญไทย สุดยอด

ที่มา thaifreenews

 

ประชาสัมพันธ์งานเสวนา: "Rhetoric and Dissent: Where to next for Thailand's lèse majesté law?"

ที่มา Thai E-News

"Rhetoric and Dissent: Where to next for Thailand's lèse majesté law?" 7th June 2012 Thursday.7:00pm until 10:00pm A panel discussion featuring: PROF. BENEDICT ANDERSON Best known for his celebrated book Imagined Communities and scholarship which has been translated into over 20 different languages in some 400 publications globally, Prof. Anderson is widely regarded as an senior authority on the questions of nationalism, authority and society. Prof. Anderson serves most recently as Emeritus professor of International Studies, Government and Asian Studies at Cornell University. PRAVIT ROJANAPHRUK One of Thailand's most esteemed journalists and as senior writer for The Nation, Mr. Pravit Rojanaphruk has proved, over the course of his long-standing career, both meticulous and prolific in his coverage of political affairs. Mr. Rojanaphruk has often withstood great political pressure in order to document human rights abuses across the country, no less the plight of political prisoners and prisoners of conscience. His work continues to set new standards in ethical and independent Thai media coverage. ANDREW MACGREGOR MARSHALL Andrew MacGregor Marshall is a freelance journalist based in Asia who work speaks to politics, human rights, political risk and media ethics. In his long-standing career at Reuters Mr. Marshall covered political conflicts from over thirty-six countries, in places as diverse as Iraq, Afghanistan and the Palestinian Territories, to Cambodia, Thailand and East Timor. In June 2011 Mr. Marshall resigned from Reuters in order to publish what he considered one of Thailand's most important and necessary stories. This has since become the epic 'Thai Story: A Secret History of Modern Thailand', an online publication since banned from publication in the Kingdom. The material draws upon an extensive collection of diplomatic cables ('Cablegate') released to Wikileaks in 2010, and an impressive array of historical and contemporary sources to produce one of the country's most illuminating - and, in some cases, condemning - assessments of contemporary Thai political affairs. As a result of Thailand's harsh lèse-majesté, defamation and computer crimes laws, which criminalize the pursuit of truth regarding some of the country's most powerful figures, Mr. Marshall will be unable to join us in person for this discussion. Instead, he joins us via Skype from Singapore, where he is now based. AJARN SULAK SIVARAKSA Sulak Sivaraksa is a prominent and outspoken Thai intellectual and social critic. He is a teacher, a scholar, a publisher, an activist, the founder of many organisations, and the author of more than a hundred books and monographs in both Thai and English. LISA GARDNER (MODERATOR) Lisa Gardner is an Australian freelance journalist based in Bangkok. Her extensive reports speak to key political events in light of a new and innovative era for online media, particularly in the pursuit of free expression and human rights. Her well-regarded reports are published widely on Asian Correspondent, Prachatai, World Pulse, Global Voices Online and elsewhere.

จดหมายเปิดผนึก 2 ฉบับ ถึงศาลรธน.

ที่มา Thai E-News



ความ อยุติธรรม ณ. ที่ใดก็ตาม 
คือภัยคุกคามต่อความ ยุติธรรม ทุกที่ไป

มาร์ติน ลูเธอร์คิง


จาก "RED USA" เรื่อง "ขอให้ลาออกทันทีทั้งคณะ ก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายเพราะพวกท่านไปมากกว่านี้" 

 




Open publication

"เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฏหมาย 
การต่อต้านจะกลายเป็นหน้าที่"
จาก "คณะทำงานเครือข่ายประชาธิปไตย" เรื่อง "พิจารณาทบทวนการสั่งสภาให้ระงับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 291"

จับปชป.คาป้าย!ใส่ร้ายเพื่อไทยหมิ่นสถาบันทั่วกรุง

ที่มา Thai E-News




ที่มา เว็บไซต์go6tv

(วัน ที่ 4 มิถุนายน 2555, go6tv) เมื่อเวลา 21.00น. กองบรรณาธิการ go6TV ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบเห็นการลักลอบติดป้ายใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย โดยมีการลักลอบติดป้ายดังกล่าวบน ถนนสาธุประดิษฐ์ และถนนจันทร์  และขณะได้รับรายงานนั้น ตำรวจได้ดักจับรถดังกล่าว และพาไปยังสถานีตำรวจยานนาวา

ทั้ง นี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. โดยทีมงานไม่น้อยกว่า 4 คน ขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ถช 906 ได้ทยอยติดป้ายริมถนนสาธุประดิษฐ์ มาเป็นระยะ นักข่าวภาคสนามได้ติดตามรถดังกล่าวอยู่ประมาณ 30 นาที และทางตำรวจได้ติดต่อวิทยุสื่อสารดักและจับคนขับพร้อมทีมงานติดป้ายในข้อหา ติดป้ายบนถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต  เมื่อทีมงานลึกลับที่ติดป้ายดังกล่าวโดนจับได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้ว่า จ้างคือ นายธวัชชัย ปิยนนทยา (สก.เขตสาทร หลายสมัยติดต่อกัน)

เมื่อ ทีมงานติดป้ายได้มาถึงโรงพักสักครู่ นายธวัชชัย ปิยนนทยา ได้เดินทางมาถึง สน.ยานนาวา พร้อมแสดงตนว่าเป็นผู้ให้ติดป้ายทั้งหมดดังกล่าว โดยทางตำรวจ ได้ช่วยไกล่เกลี่ยและขอร้องให้เก็บป้ายทั้งหมดบนรถกลับไป และไม่ได้แจ้งข้อหาใดๆ

นาย ธวัชชัย ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆว่า "ตนเป็นคนมาติดเท่านั้น เมื่อประชาชนเขตสาทรไม่ต้องการให้ติด ก็ยินดีขนป้ายกลับไปทั้งหมด  แต่สำหรับเขตอื่นนั้น นายธวัชชัยบอกว่าไม่สามารถห้ามได้ และยืนยันว่า ป้ายดังกล่าวเป็นป้ายของพรรคประชาธิปัตย์จริง"

เครดิตภาพ น้องลูกปลา













เมื่อซูจีทวีต:คุณพระช่วย!นี่หรือการเมืองไทย

ที่มา Voice TV

 



ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

VoiceTV Member

Bio

รองศาสตราจารย์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต


นางอองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านจากพรรค National League for Democracy (NLD)ของพม่า ได้เดินทางมาเยือนไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังสหราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นการเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี สาเหตุที่ไม่สามารถเดินทางออกจากพม่าได้ก่อนหน้านี้ ก็สืบเนื่องจากการถูกขังอยู่ในบ้านพักเป็นเวลานาน (14 ปีจากจำนวนทั้งสิ้น 20 ปี) และความหวาดเกรงว่า ถ้าเดินทางออกนอกประเทศแล้ว จะไม่ได้กลับเข้าประเทศอีก ทำให้นางซูจีไม่มีโอกาสได้พบหน้าสามีเป็นครั้งสุดท้าย (นาย Michael Aris)ก่อนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และไม่ได้เดินทางไปร่วมงานศพที่ประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปในพม่า ซูจีได้ลิ้มรสกับเสรีภาพอีกครั้งหนึ่ง การเดินทางเยือนประเทศต่างๆ ในครั้งนี้ นอกจากจะส่งสัญญาณให้ประชาคมโลกเห็นว่า ซูจียังคงได้รับความนิยมและการสนับสนุนกับชาวพม่าแล้ว ซูจียังได้กลายมาเป็นทูตสัมพันธไมตรีให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดี Thein Sein ในการเรียกร้องขอความชอบธรรมให้กับรัฐบาลใหม่ชุดนี้ด้วย

การเดินทางมาเยือนไทยของซูจีครั้งนี้ได้นำมาซึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ขบขัน และการตีแผ่ความเสแสร้งของสังคมไทยอย่างยิ่ง หากจะพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นความสัมพันธ์ไทยกับพม่านั้น ผมเห็นว่า น่าจะอยู่ในทางบวก ทันทีที่นางซูจีเดินทางมาถึง ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมกลุ่มผู้ใช้แรงงานพม่า เป็นสัญลักษณ์ชี้ว่า รัฐบาลพม่าไม่ได้ทอดทิ้งคนกลุ่มนี้ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในการยกระดับความเป็นอยู่ของชาวพม่าที่ พำนักอยู่ในไทย ถือว่าเป็นผลในทางบวกต่อทั้งสองฝ่าย หรือ win-win outcomeทั้งนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่งหันมาให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับพม่า โดยเฉพาะในการสานต่อนโยบายของชุดผ่านๆ มา ในด้านการเข้าไปลงทุนและเจาะตลาดในพม่า และคว้าโอกาสทางด้านธุรกิจที่มาพร้อมกับการเปิดประเทศ โครงการที่ไทยเข้าไปร่วมลงทุนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้คือโครงการสร้างท่าเรือน้ำ ลึก ณ เมืองทวาย หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในพม่าแบบฉับพลันในอนาคต ความสัมพันธ์ที่คงอยู่ระหว่างสองประเทศก็ไม่น่าจะเปลี่ยนมาก อย่าลืมว่า ไทยยังเป็นประเทศผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของพม่า ดังนั้น การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งผลประโยชน์ แห่งชาติทั้งของไทยและพม่า



ในด้านการเมืองในระดับภูมิภาค ทั้งไทยและพม่าต่างเป็นประเทศสมาชิกของอาเซียน การเลือกเยือนไทยเป็นประเทศแรกก็น่าจะเป็นอีกสัญญาณหนึ่งของการให้ความสำคัญ ต่ออาเซียน ทั้งนี้ พม่าได้รับฉันทามติเมื่อปีที่แล้ว ในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนในปี 2557 หรือพูดง่ายๆ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอาเซียนอีก 2 ปีข้างหน้าท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าพม่ายังขาดความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งนี้ การเป็นประธานอาเซียนในปี 2557 มีความสำคัญยิ่งต่อพม่า ทั้งในแง่การเมืองในประเทศและในภูมิภาค ในแง่ในประเทศนั้น การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 (นับจากการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990) จะมีขึ้นในปี 2558 หรือหนึ่งปีหลังจากการเป็นเจ้าภาพอาเซียน รัฐบาลพม่าต้องการใช้โอกาสการเป็นเจ้าอาเซียนในการร้องขอความชอบธรรมจากนานา ประเทศต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ รวมถึงใช้โอกาสนี้ในการแสดงความเป็นผู้นำของพม่าในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นการเรียกคะแนนทางการเมืองจากชาวพม่าต่อบทบาทที่มีความสำคัญยิ่ง ของประเทศ ในแง่การเมืองในภูมิภาคนั้น พม่าจะเป็นเจ้าภาพอาเซียนเพียง 1 ปีก่อนที่จะมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง หากพม่าไม่สามารถเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกรีบดำเนินการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ภายในของแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อรับการประชาคมอาเซียนที่จะมาถึง ชื่อเสียงของพม่าและอาเซียนอาจจะสูญสลายหายไปได้เช่นกัน

เอาละครับ ทีนี้มาถึงเรื่องขบขัน จะว่าว่าไร้สาระก็ไม่เชิง แต่สะท้อนความโอเว่อร์ลี่เซ้นซีทีฟ (overly sensitive) ของสังคมไทยกันบ้าน

เมื่อซูจีได้เดินทางมาถึงไทย ก็ได้มีทวีตปลอมในชื่อซูจี ที่มีข้อความวิพากษ์วิจารณ์สภาพการเมืองไทย บังเอิญที่ว่า การเดินทางมาถึงไทยของซูจีตรงกับช่วงการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติปรองดองใน รัฐสภาของเราพอดี จนนำไปสู่ความวุ่นวายต่างๆ นานาดังที่เราทราบกันอยู่ ผมเองได้ใช้โอกาสนี้ในการวิจารณ์การเมืองไทย และขอยืนยันว่า คำวิจารณ์เหล่านี้มีองค์ประกอบของความเป็นจริงอยู่มาก (element of truth) ซึ่งหลายคนในสังคมไทยยากที่จะรับได้ ข้อความทวีตปลอมของซูจีมี ดังนี้

suu1
"มาถึงกรุงเทพแล้ว ได้พบกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสแสร้งว่ารักประชาธิปไตย การเมืองไทยเละเทะและไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่สมัยอยุทธยา ฮาฮาฮาฮาฮา"


suu2
"ยุ่งทั้งวัน ได้รับโทรศัพท์จากสนธิ (คือใคร?) ถามว่าชั้นต้องการเข้าร่วมการประท้วงเย็นนี้ และร่วมบริจาคเงินหรือไม่ ไม่ทราบว่าชั้นทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ตั้งแต่เมื่อไหร่"


suu3
"พระเจ้าช่วย มีคนบอกว่าได้มีการเล่นเก้าอี้ดนตรีในรัฐสภาไทย เยี่ยมมาก น่าจะมีอะไรแบบนี้ในเนปิดอว์บ้าง ที่นั่นน่าเบื่อมาก "



suu4

"ใครมีเบอร์โทรศัพท์ของรังสิมาบ้าง? อยากโทรหาและจะชวนมาร่วมพรรค NLD ด้วย เราต้องการคนแบบนี้ในการขโมยเก้าอี้มาจากพวกทหารในรัฐสภาพม่า"



suu5

"เมื่อวานนี้มีเก้าอี้ดนตรี วันนี้มีการขว้างปากระดาษ น่าสนุกมาก รัฐบาลของคุณมีสีสันเหลือเกิน พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยยุติการให้ความบันเทิงแก่ฉัน"


ทันใดนั้น สื่อมวลชนที่ไม่ศึกษาและค้นหาว่าทวีตเหล่านี้จริงหรือปลอม ก็ได้นำไปลงเป็นข่าว (สื่อไทยเคยทำการบ้านบ้างหรือ?) ข่าวเรื่องซูจีทวีตแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรดาชนชั้นกลางของไทยรู้สึกไม่พอใจซูจีขึ้นมาทันทีที่เข้ามาก้าวก่าย การเมืองไทย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มคนเดียวกันนี้ต่างมีความชื่นชมซูจีเป็นล้นพ้น (นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าขบขันอีกประการหนึ่งเช่นกัน กลุ่มชนชั้นกลาง-ไฮโซเหล่านี้ มองว่าซูจีเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและประชาธิปไตย และสนับสนุนซูจีในการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับไม่เคยส่งเสริมกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยเอง มิหนำซ้ำ ยังส่งเสริมรัฐประหารที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยซ้ำ) กระแสต่อต้านซูจีเริ่มขึ้น มีการประนามว่าให้ซูจีมองการเมืองพม่าก่อนที่จะมาวิจารณ์การเมืองไทย วิจารณ์ว่าซูจีไม่เคารพประเทศที่มาเยือนและควรเดินทางกลับไปได้แล้ว หรือแม้แต่บอกว่า ไทยมีการปกครองที่มั่นคงและยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์ ขณะที่สถาบันกษัตริย์ของพม่าล่มสลายไปนานแล้ว เป็นต้น

ในอีกมุมมองหนึ่ง กลุ่มต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ใช้โอกาสนี้ ในการจับซูจีปะทะกับยิ่งลักษณ์ โดยมีการเสนอข่าวในทำนองที่ว่า รัศมีของยิ่งลักษณ์ถูกกลบโดยซูจี ซึ่งนักข่าวต่างประเทศต่างสนใจที่จะเสนอข่าวเกี่ยวกับซูจี และไม่มีใครสนใจยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด มีการเปรียบเทียบถึงคุณลักษณ์ทางการเมืองของสตรี 2 คนนี้ โดยฝ่ายศัตรูรัฐบาลออกมาโจมตีว่า ยิ่งลักษณ์ไม่มีอะไรที่สามารถสู้กับซูจีได้ ทั้งในเรื่องคุณวุฒิ ความสามารถ และถึงแม้วัยวุฒิจะอ่อนกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งความสนใจที่ประชาคมโลกมีต่อยิ่งลักษณ์ เมื่อเทียบกับซูจีที่มีอายุมากกว่า (และอาจมีความงามน้อยกว่าในสายตาของผู้วิจารณ์) ทั้งหมดนี้ ชี้ถึงความด้อยในวุฒิภาวะของผู้วิจารณ์ ที่มีจุดมุ่งหม่ายของการโจมตีแต่เพียงอย่างเดียว เป็นที่แน่นอนว่า สื่อต่างชาติย่อมให้ความสนใจต่อซูจีมากกว่าใครๆ ไม่เพียงแต่ซูจีเป็นแขกของประเทศนี้ (ทำไมสื่อต้องให้ความสนใจเจ้าภาพมากกว่าแขก?) แต่เป็นเพราะว่า นี่เป็นการเดินทางออกต่างประเทศเป็นครั้งแรกของซูจีซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ประเด็นนี้ชี้ว่า อคติยังคงปกคลุมการเมืองและสังคมไทย เป็นเรื่องยากที่จะลบออกไป

ในที่สุด ความเสแสร้งต่างหากที่ทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่า อย่าตั้งค่ากลุ่มชนชั้นกลาง-ที่มีการศึกษาไว้สูงขนาดนั้น ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้จึงยอมรับไม่ได้ต่อความจริงที่ว่า การเมืองไทยมีความปั่นป่วนตลอดเวลา ทำไมจึงยอมรับไม่ได้ว่า ระบอบรัฐสภาของไทยกำลังถูกย่ำยีโดยเสียงคนกลุ่มน้อย ทำไมยอมรับไม่ได้ว่า ความรุนแรงได้กลายมาเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการได้มาซึ่งวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ทางการเมือง คำถามเหล่านี้ สอดคล้องกับความแสแสร้งของสังคมไทยต่อกรณีที่เลดี้กาก้าทวีตเรื่องโรเล็กซ์ ปลอมในไทย ถึงจุดที่สำนักทรัพย์สินทางปัญญาต้องเขียนจดหมายประท้วงสถานเอกอัครราชทูต สหรัฐฯ ว่า สิ่งที่เลดี้กาก้าพูดนั้นไม่เป็นความจริงและกระทบต่อภาพลักษณ์ในทางลบของไทย ผมเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาน่าจะส่งเจ้าพนักงานไปตรวจสอบตลาดแถวสีลม-พัฒน์ พงษ์ สุขุมวิท และคลองถมบ้างครับ เผื่อจะได้เลิกพูดปดกับตัวเองและต่อสังคมเสียที

ครับ การเยือนของซูจีเป็นเรื่องน่าสนใจและน่าขบขัน ช่วยกระตุ้นให้เรามองสังคมไทยแบบลึกซึ้งมากขึ้น แต่อย่าคาดหวังอะไรไปกว่านั้น

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์



5 มิถุนายน 2555 เวลา 14:46 น.

'โอ๊ค'จวก'อภิสิทธิ์'เลี่ยงตอบ แค่ขอโทษทำไม่ได้

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค'จวก'อภิสิทธิ์'เลี่ยงตอบ แค่ขอโทษทำไม่ได้



โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร โพสต์เฟสบุ๊คระบุ 'หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์' ตอบไม่ตรงคำถาม ย้ำถามเรื่องให้ขอโทษที่ลูกพรรคปชป.ทำสภาเสื่อม กลับตอบ 'โอ๊ค' หวังช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ 
 
 
 
 
โดยในวันนี้ (6 มิ.ย.55) นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์เฟสบุ๊ค www.facebook.com/oakpanthongtae  ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดังนี้
 
ท่านหัวหน้าพรรค ปชป. ได้ตอบเฟซบุ๊กผมครับ สื่อลงพาดหัวว่า "อภิสิทธิ์เหน็บโอ๊คโพสต์เฟสบุ๊ค หวังช่วยพ่อ" ผมมองในแง่ดีนะครับว่า 
 
 
ท่านใช้สรรพนามแทน พ.ต.ท.ทักษิณฯ ว่า "พ่อโอ๊ค" นั้นคงมิได้เป็นการ "กระแนะกระแหน" หรือการ "เหน็บ" ตามที่สื่อมวลชนได้พาดหัวไว้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่หัวหน้าพรรคปชป.ตอบ ไม่ใช่สาระสำคัญที่ผมได้โพสต์ไว้และสังคมอยากฟังคำตอบ เพราะการที่ลูกหวังช่วยพ่อเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกทุกคนพึงปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกรู้สึกว่าพ่อของเขานั้นไม่ได้รับความยุติธรรมจาก ผลพวงของการปฏิวัติฯที่ผ่านมา ดังนั้นการ"หวังช่วยพ่อ" จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดอะไรครับ 
 
สิ่งที่ผมคิดว่าแปลกคือ ท่านตอบไม่ตรงกับสาระที่ผมโพสต์ครับ 
 
สิ่งที่ผมได้โพสต์ไว้สื่อได้พาดหัวตามรูป นี้ครับว่า "โอ๊คเฟซบี้มาร์คขอโทษ" โดยในเนื้อหาสาระ ผมได้กล่าวถึงการทำลายระบบรัฐสภาและสร้างประวัติศาสตร์สภาไทยให้เป็นสภาที่ เสื่อมถอยถ่อยเถื่อน ด้วยการ ขว้างปา ประมุขของสภาฯ และอาละวาดต่างๆ นาๆ จนประธานฯไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 
 
ซึ่งผมได้สรุปไว้ตอนท้ายชัดเจนครับว่า "ผม อยากเห็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาขอโทษต่อพี่น้องประชาชน และสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แทนที่จะบอกว่าพรรคฯไม่ได้ทำอะไรผิด"
 
ท่านตอบผมได้ง่ายๆ เลยครับ ถ้าเห็นด้วยกับผม ก็กล่าวคำขอโทษต่อพี่น้องประชาชน ถ้าไม่เห็นด้วยก็ตอบง่ายๆ ว่าไม่ขอโทษ หรือถ้าฝืนใจนักก็ตอบว่า "เสียใจแต่ไม่ขอโทษ" ก็ยังดีกว่าเฉไฉไม่พูดอะไรเลยนะครับ
 
 
by Nutchanad

Tuesday, June 5, 2012

การใช้สิทธิของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยในการร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลในองค์กรการเมืองที่กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News



359774

 โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล  พรหมิกบุตร
นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี

                   กรณีที่ประชาชนทั้งประเทศสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ พิจารณาเพื่อดำเนืนคดีบุคคลในองค์กรการเมืองต่าง ๆ ที่กระทำการอันส่อว่าอาจเป็นความผิดทางอาญาและเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ  อาจแจกแจงได้ดังนี้ ;

                   ๑,  การร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาต่อแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ จัดการชุมนุมประชาชนแต่มีการปิดกั้นขัดขวางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากรวม ทั้งเจ้าพนักงานประจำรัฐสภาจำนวนหนึ่งไม่ให้เดินทางเข้าปฏิบัติราชการในการ ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พรบ. ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ ๔ ฉบับ  การกระทำดังกล่าวอาจมีเจตนาต้องการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘   มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

                   ๒.  การร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาต่อสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งซึ่ง ขี้นไปยื้อยุดฉุดตัวประธานสภาผู้แทนราษฎรบนบัลลังก์เหนือการประชุมสภาผู้แทน ราษฎรขณะกำลังปฏิบัติราชการในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ  การกระทำของนักการเมืองกลุ่มดังกล่าวมีพฤติกรรมส่อว่าอาจมีเจตนาขัดขวางการ ปฎิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของประธานสภาผู้แทนราษฎร  การขัดขวางดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘    นอกจากนั้นยังอาจเป็นการข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อประธานสภาผู้ แทนราษฎรให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ  ซึ่งยังอาจเป็นความผิดเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๙ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินแปดพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ [1]

                   ๓. การร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฉพาะ รายที่ร่วมกันมีมติให้ออกหนังสืออันมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจกดดันหรือสั่ง การให้ระงับการประชุมรัฐสภาซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการพิจารณาร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐  การใช้อำนาจดังกล่าวอาจเป็นการกระทำผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาและอาจเป็น การฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐  ด้วยเหตุผลโดยสังเขป ดังนี้ ;

                             ๓.๑  การประชุมพิจารณาคำร้องขอให้ระงับการประชุมรัฐสภาที่จะพิจารณาเพื่อลงมติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว  อาจเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันที่มีเงื่อนไขให้ผู้ร้อง ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย  ขณะที่อัยการสูงสุดยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีอำนาจ พิจารณาก่อนหน้ากระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงชองอัยการสูงสุด[2]   ใน กรณีดังกล่าวนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้ในระบบงานของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่มีอำนาจประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวก่อนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ อัยการสูงสุดจะดำเนินการ  รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมิได้ให้อำนาจสิทธิขาดเป็นเอกเทศในเรื่องดังกล่าวแก่ ศาลรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงองค์กรการเมืององค์กรหนึ่งที่ต้อง ใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ มิใช่สามารถใช้อำนาจเหนือกว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ  การกระทำของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่น บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ  เพราะอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐสภาและ ประชาชน

                             ๓.๒  การส่งหนังสืออันมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจกดดันหรือสั่งการถึงเจ้าพนักงาน รัฐสภาเพื่อให้แจ้งผู้มีอำนาจหน้าที่ให้ชะลอการประชุมรัฐสภาที่จะพิจารณาลง มติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว  อาจเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในการประชุมเพื่อใช้ อำนาจนิติบัญญัติโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ   ศาลรัฐธรรมนูญกระทำการดังกล่าวในขณะที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าร่างรัฐ ธรรมนูญดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่[3]  อำนาจวินิจฉัยสั่งการของศาลรัฐธรรมนูญจึงยังไม่เกิดเนื่องจากยังไม่มี กฎหมาย ที่เป็นประเด็นขัดแย้งให้วินิจฉัย[4]  การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้จึงอาจเป็นการใช้อำนาจอย่างฝ่าฝืน หรือละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง  ซึ่งอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ และ ๑๕๗  นอกจากนั้นยังอาจเป็นการใช้อำนาจที่เป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งหากสมาชิกรัฐสภาผู้มีศรัทธามุ่งมั่นพิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็น ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนอย่างแท้จริงก็สมควรร่วมกันริ เริ่มกระบวนการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวโดยเร็วเพื่อป้องกันภัย พิบัติร้ายแรงอันอาจเกิดขึ้นกระทบต่อศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรการเมืองอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

คำแถลงท้ายบทความ
                   กระบวน การยุติธรรมของไทยถูกเพ่งเล็งวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องโดยมีทั้งข้อเท็จ จริงและเหตุผลรองรับว่าถูกบิดเบือนความเป็นธรรมโดยผู้มีอำนาจแบบเผด็จการ   การใช้สิทธิของประชาชนในประเด็นทั้งสามที่กล่าวถึงข้างต้นจะเผชิญกับปัญหา อุปสรรคในกลไกอันยืดยาวต่อเนื่องของกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ  อัยการ  ศาลยุติธรรม)  แต่มีความจำเป็นที่ประชาชนทั่วประเทศจะต้องระดมกันใช้สิทธิแจ้งความร้อง ทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังยืนยันว่าตนเองเป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่แท้จริงของประเทศและจะไม่ยินยอมให้องค์กรการเมืองใดใช้อำนาจอย่างบิด เบือนความเป็นธรรมหรือใช้อำนาจในทางที่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทย สามารถอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างตรงไปตรงมาและ ทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อประชาชนในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่  ผลการพิสูจน์เรื่องนี้จะมีความสำคัญยิ่งยวดต่ออนาคตของประเทศและสวัสดิภาพ ทางการเมืองของประชาชนโดยส่วนรวม

                   ในการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนนั้นประชาชนไม่จำเป็นและไม่ ควรผูกมัดตนเองเป็นโจทก์ผู้กล่าวหาโดยตรง   เนื่องจากอาจถูกอำนาจส่วนใดส่วนหนึ่งของบุคคลากรในกลไกอันยืดยาวของกระบวน การยุติธรรมที่บิดเบือนกลับมาทำร้ายทางกฎหมายต่อประชาชน  แต่ประชาชนสามารถแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้ให้เบาะแสข้อเท็จจริง (เช่น ข้อเท็จจริงจากรายงานข่าวทางสื่อมวลชนต่าง ๆ ประกอบกัน) แล้วแจ้งความจำนงให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ทางราชการ โดยไม่ชักช้า  ประชาชนสามารถติดตามทวงถามความคืบหน้าในการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้ตามลำดับเวลาอันเหมาะสมและไม่เนิ่นช้าจนสถานการณ์ลุกลามบานปลายเป็นโทษ ต่อประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

                   ในอนาคตอันใกล้ภายใน ๑-๒ สัปดาห์อาจมีความพยายามต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาของกลุ่มการเมืองที่ เป็นปฏิปักษ์กับอำนาจรัฐบาลปัจจุบัน  ในอันที่จะใช้สถานการณ์ต่าง ๆ ยกระดับการเผชิญหน้าสร้างความรุนแรงทางมวลชนให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อหลอกล่อต่อ ไปให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตรประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและเพื่อเปิดทางให้กองทัพกลับเข้ามีอำนาจใน การถืออาวุธปราบปรามอีกครั้ง    หากคณะรัฐมนตรีมีการประชุมเพื่อลงมติให้นายกรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ฉุก เฉิน  ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับดังกล่าวจะเป็นเสมือนคำสั่งประหารอายุราชการของ รัฐบาลเองและจะกลายเป็นคำสั่งที่ก่อปัญหาร้ายแรงให้แก่กระบวนการประชาธิปไตย ของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้เสียสละทุ่มเทตนเองใช้ความเพียร พยายามในการทำให้พรรครัฐบาลปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งเป็นเสียงส่วนใหญ่ใน รัฐสภา   

                ผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ปฏิเสธข่าวการรัฐประหารและกล่าวว่าทหารปัจจุบันมีหน้าที่ขุดคลองตามคำสั่ง รัฐบาล  ทหารปัจจุบันควรทำหน้าที่พัฒนาสร้างสรรค์ประเทศทำนองนั้นต่อไป  ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศในปัจจุบันอย่างมากที่สุดควร เป็นหน้าที่การป้องกัน  แก้ไข  ปราบปราม  และดำเนินคดีโดยอำนาจหน้าที่ของตำรวจและหน่วยงานราชการที่ไม่ใช่กองทัพ   

               ข้ออ้างที่อาจมีการระบุในอนาคตว่าสถานการณ์ได้ยกระดับความรุนแรงเกินกำลัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นข้ออ้างที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมากกว่า จะเป็นการค้ำจุนรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งงครบสี่ปีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ  ในสถานการณ์ดังกล่าวนี้ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการ เผชิญหน้าทางมวลชนที่จะกลายเป็นการช่วยสร้างความรุนแรงตาม ความต้องการของกลุ่มพลังอนาธิปไตยที่เป็นพันธมิตรกับระบอบเผด็จการ     ทั้งนี้   ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยยังสามารถแสวงหาวิธีการร่วมกันทั้งประเทศในการ ประกาศตนร่วมกันว่าต่อต้านอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยซึ่ง กำลังดำเนินการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มพลังมวลชนและองค์กรการเมิองต่าง ๆ ในการยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

                   การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ประชาชนซึ่งต้องการระบอบประชาธิปไตยต้องร่วมกัน แสดงเจตนารมณ์ผลักดันดำเนินการอย่างสันติวิธีทั้งประเทศให้รัฐสภาสามารถ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไปไม่ให้สะดุด  ข้อกล่าวอ้างเหตุผลว่าพรรคแกนนำรัฐบาลควรยับยั้งหรือชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสียก่อนเป็นการชั่วคราวเพื่อมิให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายกระทบต่อเสถียรภาพ ของรัฐบาลนั้นอาจสมเหตุสมผลในสถานการณ์ที่พรรคแกนนำรัฐบาลไม่มีเสียงส่วน ใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรช่วยรองรับสนับสนุน   

                  หากพรรคแกนนำรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรไม่ดำเนินการคืบหน้าต่อไปในการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญต่างหากที่จะกลับกลายเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลและทำลายความ น่าเชื่อถือของพรรคแกนนำรัฐบาลว่าไม่มีความสามารถดำเนินการตามที่ประกาศใน นโยบายหาเสียงกับประชาชน   พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมมือกับกลุ่มและองค์กรต่าง ๆ ในการสร้างอุปสรรคขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่างหากที่จะได้ประโยชน์ทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาวทางการเมืองหากพรรคแกนนำรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการเร่งรัด ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จต่อไปตามที่ได้ริเริ่มดำเนินการไว้แล้ว   สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์ที่ดีที่ สุดกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนท่วมท้นเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่พร้อมจะสนับ สนุนและปกป้องแม้แต่จะต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารหากจะเกิดขึ้น อีกครั้งในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕

                   การเผชิญหน้าต่อสู้กันระหว่างพลังผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐กับพลังต่อต้านการแก้ไชรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้ทวีความตึงเครียดมากขึ้นตามลำดับ  แต่ก็มีข้อบ่งชี้ถึงภาวะจนตรอกของกลุ่มอำนาจที่มีรากฐานมาจากการรัฐประหาร ๒๕๔๙ ด้วยเช่นกัน
วันที่ ๔  มิถุนายน  ๒๕๕๕                


[1] นอก จากนี้ การขัดขวางมิให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญยังเป็นการ กระทำที่เป็นปฎิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐  หากสมาชิกรัฐสภาที่เชื่อมั่นศรัทธาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีความซื่อ สัตย์ต่อตนเองอย่างแท้จริงก็ควรริเริ่มกระบวนการถอดถอนบรรดาสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่กระทำการอุกอาจดังกล่าวเสียด้วยตนเองแทนที่จะรอขัดขวางกระบวนการถอด ถอนที่พรรคการเมืองอื่นอาจริเริ่มดำเนินการ
[2] หลัก กฎหมายเดียวกับการที่ศาลยุติธรรมยังไม่สามารถนั่งประชุมพิจารณาคดีความได้ หากอัยการยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีมูลเพียงพอที่จะสั่งฟ้องจำเลย
[3]  ประธานศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน (รายงานข่าวสื่อมวลชนวันที่ ๓  มิถุนายน ๒๕๕๕) โดยใช้คำว่า หรือไม่ และไม่อาจยืนยันได้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองตามที่มีการใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายในการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการประชุมพิจารณาลงมติร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว  (แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจในทางที่ส่อว่าเป็นการขัดขวางการประชุมรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว)
[4]  ร่างกฏหมาย ยังไม่มีสถานะเป็น กฎหมาย

ศาลรัฐธรรมนูญ...ศาลรัฐประหาร???

ที่มา thaifreenews


version High light 4 min.



full version