WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 22, 2012

มาค์แค่เตือน "ป้ายกระสุนจริงแต่ประชาชนตายจริง"

ที่มา thaifreenews



แค่เตือนปชช.ไม่ให้เข้าร่วมชุมนุม ... 
เ ตื อ น พ่ อ ง ม รึ ง เ ห ร อ !

เตือนประชาชนเจ้าของประเทศ 
ด้วย ด้วยลูกปืน และ คอมแบท
ประชาชนที่ได้รับการเตือน
นายปรีชา สุกใส          อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม ถูกยิงบริเวณหน้าอก
นายธนภัทร อนุวรรณ    อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุม 
                                ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่มือข้างขวา
น.ส.จักรศรี จำปางาม    อายุ 19 ปี ชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ในซ.หมอเหล็ง 
                                       ถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บบริเวณแขน
นายมนู ท่าราช             อายุ บาดเจ็บสาหัสโดนยิงที่ศีรษะ
น.ส.สันธนา สรรพศรี     อายุ 32 ปี เป็นชาวบ้านที่ออกมามุงดูเหตุการณ์
                                ถูกยิงที่บริเวณท้ายทอยซ้ายทะลุลำคอขวา 
                                กระสุนตัดเส้นเลือดใหญ่เสียชีวิตทันที

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 22/06/55 ไทยแลนด์ก๊อตทาเลนต์....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน





ชีวิต..ใช่เลอเลิศ..เลือกเกิดได้
อยู่ที่ตน หรือใคร จะใฝ่ฝัน
บนหนทาง ข้างหน้า ต้องฝ่าฟัน
จะสร้างสรรค์ ควรไม่ควร ล้วนเลือกเดิน....


หากทำดี..สิ่งดีได้ ใช่เสแสร้ง
ภาพแสดง ตัวชี้วัด ไม่ขัดเขิน
หากทำชั่ว พูดสับปลับ ต้องยับเยิน
ไม่ยากเกิน จะค้นดู รู้ความจริง....


ภาพเปลื้องผ้า ท้าทาย ระบายสี
กุลสตรี ต้องงดงาม ความเป็น"หญิง"
ไม่เหมาะควร ก็รับฟัง คำท้วงติง
นี่เป็นสิ่ง ชี้ชัด วัฒนธรรมไทย....


คนบางพวก ชอบเต้าข่าว เล่าความเท็จ
แถมหมกเม็ด ป้ายสี อัปรีย์ใหญ่
ย้ำคิดชั่ว พูดชั่ว มั่วเรื่อยไป
เติมจัญไร ด้วยระยำ คำหลอกลวง....


คิดแต่เรื่อง ต่ำช้า น่าสมเพช
เติมทุเรศ คำเฉไฉ ให้ติดบ่วง
ตอแหลแลนด์ ก็อตทาเล้นท์ เห็นทั้งยวง
ชนทั้งปวง แสนอดสู ดูแล้วมึน....


๓ บลา / ๒๒ มิ.ย.๕๕

ณัฐพล ใจจริง: แนวคิดและอุดมการณ์ของขบวนการ ร.ศ.130

ที่มา Thai E-News





คลิปภาพยนตร์เรื่อง 1911 เล่าถึงเหตุการณ์ "การปฏิวัติชินไฮ่" ในปีค.ศ.1911 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของคณะก่อการรศ.130

ที่มา ประชาไท




(22 มิ.ย.55) ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา บรรยายเรื่องแนวคิดและอุดมการณ์ของขบวนการ ร.ศ.130 ในการสัมมนาเรื่อง จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปีประชาธิปไตย จัดโดยภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและสถาบันนโยบายศึกษา ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มีเนื้อหาดังนี้
000000
บริบทของความคิดทางการเมืองไทย
หลัง การปฏิวัติซิ่นไฮ่ โค่นล้มราชวงศ์จีนได้สำเร็จ ช่วงเดียวกัน ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นยุคที่อำนาจยังรวมอยู่ที่กษัตริย์ ในขณะทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ ไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเวลายาวนาน ทำให้ห่างเหินราชวงศ์ชั้นสูงที่เคยช่วยเหลือพระราชบิดา พระองค์กลับมาพร้อมกับความระหองระแหงในราชวงศ์ และความไม่ไว้วางใจในกองทัพ ทำให้พระองค์สร้างกองทัพทหารเสือป่าขึ้น ขณะเดียวกันพระองค์ก็มีมหาดเล็กที่ใกล้ชิดคือ เจ้าพระยารามราฆพ และพระยาอนิรุทเทวา ทรงวางใจทั้งสองมากและมีการเลื่อนยศอย่างรวดเร็ว ด้านหนึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในระบบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นายทหาร
หลังเกิดการปฏิ วัติซิ่นไฮ่ หนังสือพิมพ์ในสยามมีการรายงานข่าวเรื่องการล้มราชวงศ์ชิง ทำให้คนเริ่มรับรู้การเปลี่ยนแปลงของโลกและเห็นตัวอย่างการเปลี่ยนไปของมหา อำนาจที่สำคัญ หนึ่งเดือนหลังการรายงานข่าว มีคณะนายทหารหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่าง จีนบ้าง นั่นคือ ขบวนการเก็กเหม็ง (คณะ ร.ศ.130)
ความคิดทางการเมืองสมัยใหม่เมื่อ พูดเรื่องความคิดทางการเมืองไทย มักเริ่มต้นที่เทียนวรรณ กุหลาบ สายประดิษฐ์และข้ามไปที่คณะราษฎร จึงคิดอยากศึกษาความคิดทางการเมืองของ คณะ ร.ศ.130 ผ่านหลักฐานที่ปรากฏในบันทึกไม่กี่เล่มของพวกเขา โดยเฉพาะบันทึกของหมอเหล็ง "ว่าด้วยความเสื่อมซามแลความเจริญของประเทศ"
คติสำคัญที่คิด ว่าเป็นหัวใจสำคัญของ ร.ศ.130 เมื่อพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือ "เสียชีพ อย่าเสียชาติ" คือเริ่มเห็นว่าชาติสำคัญกว่ากษัตริย์ ซึ่งนี่เป็นแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม่
เมื่อพูดเรื่อง ความคิดทางการเมืองไทย มักเริ่มต้นที่เทียนวรรณ กุหลาบ แต่เขาคิดตรงกันข้าม โดยมองว่าความคิดทางการเมืองสมัยใหม่น่าจะเริ่มที่คณะ ร.ศ.130 ซึ่งแตกต่างกับความคิดของเทียนวรรณ เพราะเทียนวรรณ เสนอการปฏิรูป ผสมผสานแนวคิดพุทธศาสนาในแนวคิดทางการเมือง และความร่วมมือระหว่างกษัตริย์ ขุนนางและราษฎร ขณะที่คณะ ร.ศ.130 เสนอการปฏิวัติ เน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไม่ได้ประนีประนอม แต่เป็นการเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่ เน้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความคิดทางโลกย์ (Secular) ซึ่งเป็นแนวความคิดสมัยใหม่แท้ๆ ไม่ใช่กึ่งเก่ากึ่งใหม่อย่างที่เทียนวรรณเป็น
ในเอกสารชื่อ "ว่าด้วยความเสื่อมซามแลความเจริญของประเทศ" ที่เขียนด้วยลายมือของ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง) กล่าวถึงรูปแบบการปกครองในโลก 3 แบบคือ 1.แอ็บโซลุ๊ดมอนากี 2.ลิมิตเต็ด มอนากี้ และ 3.รีปัปลิ๊ก โดยส่วนต้นของเอกสารกล่าวถึงข้อดีของการใช้กฎหมายเป็นแนวทางจำกัดอำนาจของ รัฐ และสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่อยู่ในแนวคิดของเทียนวรรณ
 
นอกจากนี้ หมอเหล็งได้ใช้กระดาษสิบกว่าหน้าจาก 21 หน้า เพื่อวิจารณ์ระบอบแอ็บโซลุ๊ดมอนากีอย่างรุนแรง โดยชี้ว่าหากปกครองเช่นนี้ต่อไปประเทศจะทรุดโทรม จากนั้น เสนอการปกครอง 2 แบบ คือ ลิมิตเต็ด มอนากี้ ที่กษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย กับรีปัปลิ๊ก คือยกเลิกไม่ให้กษัตริย์ปกครองอีกต่อไป แต่มีการประชุมสำหรับปกครองบ้านเมือง โดยเชื่อว่าระบอบแบบนี้ราษฎรชื่นชอบ และพูดเรื่องความเสมอภาคของคน
คณะ ร.ศ.130 พูดเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างมาก มากกว่าที่เทียนวรรณเสนอ โดยพวกเขาบอกว่า แอ็บโซลุ๊ดมอนากี มีการแบ่งคนเป็นกลุ่มสูงต่ำ ถ้าเลือกในสองแบบหลังจะเป็นยุคที่คนเสมอภาคกัน ดังนั้น จากเอกสารจะเห็นว่าพวกเขามีความคิดสมัยใหม่ ความคิดทางโลกย์ และความศิวิไลซ์ ก้าวไปข้างหน้า
การประชุมเวลา นั้นมีการถกเถียงกันว่าจะไปทางไหน ระหว่างลิมิตเต็ด มอนากี้ กับรีปัปลิ๊ก โดยในการประชุมครั้งหนึ่ง พบว่า ความคิดแรกในกลุ่มแกนนำค่อนข้าง radical โดยหมอเหล็งบอกว่า ถ้าเลือกลิมิตเต็ด มอนากี้ กษัตริย์อาจกลับมาอยู่เหนือกฎหมายได้อีก ขณะที่ หมออัทย์ หะสิตะเวช ซึ่งเป็นราชแพทย์หมายเลข 1 บอกว่าต้องการให้เปลี่ยนเป็นแบบจีนแม้แต่พลเรือนในหมู่นี้อย่าง อุทัย เทพหัสดิน ก็บอกว่าให้เปลี่ยนให้หมด ร.ท.ชนินทร์ ณ บางช้าง พูดไว้ในการประชุมครั้งหนึ่งว่า ทหารควรรักชาติและกตัญญูต่อชาติสูงสุด เราควรเดินตามแบบอเมริกา ฝรั่งเศสหรือจีน ดังนั้นจะเห็นว่า ความพยายามของ คณะ ร.ศ.130 ได้นี้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงในจีนและประเทศอื่นๆ แต่จีนใกล้กว่าจึงเห็นชัดกว่า
มีสายกลางที่ เสนอว่าอย่าเปลี่ยนแปลงเลย เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายถูกชิงอำนาจเคียดแค้นและทำตัวเป็นศัตรูตลอดกาล แต่ ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ก็วิจารณ์ว่า ไม่ได้ความเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์กรขยายตัวมากขึ้น ก็มีคนสายกลางเข้ามามากขึ้น ทำให้เลือกไปที่การเปลี่ยนแปลงระดับกลางคือ ลิมิตเต็ดมอนากี้ ท้ายที่สุด มีการทรยศในองค์กร ประมาณปลายเดือน ก.พ.-ต้นเดือน มี.ค. สมาชิกถูกจับ และมีบางคนยิงตัวตาย
นอกจากนี้ การปฏิวัติในจีนยังกระทบต่อความคิดของแกนนำสำคัญของคณะราษฎรด้วย โดยปรีดี พนมยงค์ เล่าในบันทึกว่าในปี 2455 ขณะอายุ 11 ปีได้เห็นการเปลี่ยนแปลงฉับพลันในจีน ที่มีการตัดผมเปียที่เป็นเหมือนมรดกตกทอดออก ขณะที่คณะงิ้วในอยุธยา เปลี่ยนบทเป็นการเล่าเรื่องทหารเก็กเหม็งกับกองทัพกษัตริย์ แทนเรื่องเล่าเก่าๆ และมีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ในชั้นเรียน โดยครูที่สอนบอกว่าไม่รู้ว่ารัสเซียหรือสยามใครจะเปลี่ยนก่อน

การต่อสู้ความคิดทางการเมืองผ่านสิ่งพิมพ์ หลังคณะ ร.ศ.130 ถูกจับ
แม้ ว่า คณะ ร.ศ.130 ถูกจับกุมหมดแล้ว ฝ่ายสนับสนุนซุนยัดเซนได้ตีพิมพ์สุนทรพจน์ของซุนยัดเซน มีการตีพิมพ์หนังสือที่นำเสนอความคิดของซุนยัดเซน ชื่อ ลัทธิตรัยราษฎร์ซามิ่นจูหงีซึ่งพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงในอเมริกา ฝรั่งเศส การปฏิวัติการตัดหัวพระเจ้าหลุยส์ ซึ่งถูกรัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สั่งเก็บอย่างรวดเร็ว
เวลาเดียวกัน รัชกาลที่ 6 ได้มีพระราชนิพนธ์ "ฉวยอำนาจ" เพื่อตอบโต้ความคิดคณะ ร.ศ.130 ว่านายทหารฉวยอำนาจไปจากพระองค์ มีงานเขียนของ รัชกาลที่ 6 ที่พูดถึงความวุ่นวายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน ซึ่งที่สุดต้องกลับมาใช้ราชาธิไตยแบบเดิม พูดถึงบทบาทของยวนซีไข ผู้นำในจีนที่พยายามกลับไปสู่ระบอบเดิม นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ไทย ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากพระคลังข้างที่ ได้แปลสิ่งพิมพ์ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงยวนซีไขที่จะกลับระบอบเดิม ด้วย
ด้านเรื่องราว เกี่ยวกับ คณะ ร.ศ.130 จนเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้วจึงมีความกล้าพิมพ์เรื่องของพวกเขาว่าพวกเขาคิดอย่างไร อาทิ ในหนังสืองานศพของ อุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ในปี 2480 หมอเหล็งรำลึก ในปี 2503 ร.ศ.130 พิมพ์โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา ในปี 2517 ซึ่งถูกรัฐบาลสั่งเก็บในปี 2519
เมื่อพ้นโทษใน ปี 2467 ความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของพวกเขายังไม่เปลี่ยน สมาชิกคณะ ร.ศ.130 หลายคนเข้าทำงานในหนังสือพิมพ์ เผยแพร่แนวคิดทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง บางคนคลุกคลีกับการสั่งสอนความคิดแก่นายทหารรุ่นใหม่
ปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอย่าง ไรก็ตาม พบเอกสารว่ามีการตั้งองค์กรลับของราชสำนึกขึ้น คือ จิตรลดาสโมสร จัดตั้งหลังเกิด ร.ศ.130 เจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการในสมัยพระปกเกล้าฯ และมีบทบาทสำคัญในรัชกาลที่ 6 บันทึกว่าได้จัดตั้งจิตรลดาสโมสรขึ้น โดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว สมาชิกคัดเลือกโดยพระองค์เอง รับเฉพาะคนที่พระองค์วางใจจริงๆ โดยองค์กรนี้ด้านหนึ่ง แสดงกับคนทั่วไปว่าชอบเล่นละคร แต่แท้จริงเพื่อปกป้องพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการประชุมบ่อยครั้ง บางครั้งประชุมที่สวนสราญรมย์ บางครั้งประชุมที่บางพลี
อีกองค์กรคือ สมาคมลับแนบดำ จากบันทึกของ เผ่า ศรียานนท์ ระบุว่าในสมัยที่เขาเป็นนายทหารในกรมทหารมหาดเล็ก มีการตั้งสมาคมลับแนบดำขึ้น โดยมีหัวหน้าองค์กรคือ พันเอกพระยาสุรเดชรณชิต (ชิต ยุวนะเตมีย์) มีหน้าที่คอยดูว่านายทหารมหาดเล็กมีความคิดไม่ภักดีหรือไม่ ซึ่งเผ่ามองว่าเป็นองค์กรซ้อนองค์กร หรือการที่ราชสำนักไม่ไว้วางใจระบบราชการ
บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่าง คณะ ร.ศ.130 และคณะราษฎรหลัง พ้นโทษ ร.ต.เนตร เขียนในบันทึกว่า ได้ทำงานในหนังสือพิมพ์ และได้เจอกับสมาชิกสำคัญของคณะราษฎร โดยตกลงร่วมมือกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป นั่นคือ มานิต วสุวัต เจ้าของหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนการปฏิวัติ ซึ่งต่อมาเป็นหนึ่งในสมาชิกนอกคณะราษฎร ที่เข้ามาเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรสัดส่วนแต่งตั้ง
ท้ายที่สุด เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีการรายงานข่าวการปฏิวัติ นสพ.หัวก้าวหน้าเริ่มวิจารณ์กษัตริย์อย่างกว้างขวาง ความสัมพันธ์ระหว่าง คณะ ร.ศ.130 และคณะราษฎร ปรากฏความเชื่อมโยงระหว่างแกนนำสองกลุ่มผ่านหนังสือพิมพ์ หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 ในช่วงเช้า ตอนบ่าย พระยาพหลฯ ได้เชิญแกนนำ คณะ ร.ศ.130 ที่ตามตัวได้ พระยาพหลฯ บอกว่าไม่มีคณะคุณก็ไม่มีคณะผม และหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แกนนำ ร.ศ.130 หลายคนลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือพวกเขาเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองและลงเลือกตั้ง
จากที่ได้กล่าว ถึงความคิดทางการเมืองของคณะ ร.ศ.130 ระหว่างการเสนอลิมิตเต็ดมอนากี้และรีปัปลิ๊ก ลิมิตเต็ดมอนากี้ หลัง 2475 ก็ได้เห็นแล้วว่า ความคิดด้านหนึ่งจะสอดคล้องกับความคิดของคณะ ร.ศ.130 ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่คณะราษฎรทำ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นข้อกังขา ที่ยังเรียกร้องการตีความจากนักประวัติศาสตร์ นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์คือ ภาวะหนึ่งที่เป็นข้อฉงนอย่างมากหลัง 2475 คือ การรัฐประหาร 29 พ.ย.2494 โดยรัฐบาลจอมพล ป. ซึ่งเป็นการรัฐประหารตัวเอง ล้มรัฐธรรมนูญ 2492 ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับยังเสด็จอยู่ต่างประเทศ ในหลวงมาถึงพระนครวันที่ 2 ธ.ค.
ในช่วงสาม วันนี้คือภาวะอะไร รัฐธรรมนูญไม่มี ในหลวงไม่อยู่ ซึ่งภาวะนี้แตกต่างจาก 2475 ที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ประทับอยู่ในประเทศ แต่ช่วงสามวันนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญ พระเจ้าอยู่หัวยังไม่กลับ เป็นภาวะว่างๆ ที่ไม่มีอะไรเลย ดังนั้น จึงเรียกร้องว่า ภาวะเช่นนี้เราจะเรียกว่าภาวะอะไร รัฐธรรมนูญไม่มี พระเจ้าอยู่หัวไม่อยู่
0000000
สำหรับรายการ สัมมนาเรื่อง “จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย” จัดโดย ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันนโยบายศึกษา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ในวันที่ 21-22 มิ.ย. ณ ห้อง 304 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ โดยในวันที่ 22 มิ.ย. จะมีการบรรยายโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ “คณะราษฎรกับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย” อาจารย์ศรัณยู เทพสงเคราะห์ “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หลังการปฏิวัติ 2475” นายกันย์ ชโลธรรังสี “การเผยแพร่ประชาธิปไตยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังปฏิวัติ 2475” อาจารย์ชาติชาย มุกสง “การปฏิวัติด้านอาหารการกินกับการปฏิวัติ 2475” รองศาสตราจารย์ ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์ “คณะราษฎรกับเศรษฐกิจไทย” และการอภิปรายเรื่อง “อดีต และอนาคต จาก 80 ปีประชาธิปไตย” โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง, รองศาสตราจารย์ ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก
 

ชี้ 80 ปี รธน. ไทยยังไร้อนาคต อำนาจไหลลงสู่ชนชั้นล่าง

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 21 มิถุนายน 2555 >>>






ถกเสวนา 80 ปี รัฐธรรมนูญไทย ผู้ตรวจการแผ่นดินซัดยังไม่เห็นอนาคตประชาธิปไตยในไทย ชี้รัฐธรรมนูญจะมีมาตรฐานคนร่างต้องมีความรู้เรื่อง อดีตอธิการ มธ. เชื่อ มีนักการเมืองพยายามอ้างประชาชนแต่ดึงอำนาจไปไว้กับมือตัวเอง ด้าน อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ระบุ อำนาจกำลังไหลจากชั้นบนสู่ข้างล่าง แนะถอยทั้งสองฝ่ายจะได้จบ

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง 80 ปี รัฐธรรมนูญไทยกับก้าวต่อไปของประชาธิปไตย นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และมีผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างกว้างขวาง โดยนายศรีราชา กล่าวว่า วันนี้กับก้าวต่อไปของประชาธิปไตยเรายังห่างจากเป้าหมาย ไร้อนาคต เรากำลังจะทำอะไรเตรียมไว้บ้างหรือไม่ เรารู้สึกว่าประเทศไทยบอยู่ในมือของนักการเมืองที่ทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มีทิศทางแผนที่ทางชัดเจนสะเปะสะสะปะ ซึ่งนี่คือความรู้สึก และร่าง รธน. ฉบับนี้ถามว่าเป็น รธน. ที่เหมาะสมกับระบบการปกครองประเทศเราหรือเปล่า เราได้มีการส่งคนไปศึกษาต่างประเทศที่ได้เห็น แต่การนำสิ่งที่พบเห็นบางครั้งมันอาจจะเร็วเกินไปไม่เหมาะสม การที่ปฏิวัติรัฐธรรมนูญ 2475 เดินระหกระเหินมาเรื่อยไม่มีความพร้อม การปกครองที่เหมาะสมควรจะทำวิเคราะห์วิจัยหาความรู้ ประเทศที่เจริญหลายประเทศไม่ได้ยึดถือระบอบประชาธิปไตย พื้นฐานของคนต้องตอบสนองกลมกลืนกันได้ เราถูกคำว่าประชาธิปไตยมาหากินกันเยอะโดยมีคนบอกว่าเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ เราติดในเรื่องรูปแบบมากกว่าเนื้อหา เวลานี้คนในสังคมยังคิดว่าเป็นการเดินไปเลือกตั้งคือการไปหย่อนบัตรแล้วก็จบ
   “ประชาธิปไตย ตอนนี้คือการเป็นประชาธิปไตยข้างถนน แต่ก็สามารถทำได้ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย แต่คนที่เรียกร้องสิทธิ์ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกต้อง การร่าง รธน. ต้องมีหลักมาตรฐานมั่นคง รธน.จะดีหรือไม่นั้นผู้ร่างเป็นคนสำคัญ รธน.เป็นกฎหมายเชิงเทคนิค การจะร่างโดยความไม่รู้เรื่องผมว่าเป็นเรื่องตลก ส่วนการที่มาจากตัวแทนที่เป็นคนต่างจังหวัดก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะดีหรือ ไม่ เป็นปัญหาหนักอยู่ 2 เรื่อง คือความจนของประชาชน ทุกคนเอาเรื่องนี้มาหาเสียงกันเยอะ แต่ถามหน่อยว่าในรอบ 80 ปีที่ผ่านมาเคยรวยไหม ส่วนเรื่องที่ 2 เรื่องความด้อยการศึกษาคนที่จะอยู่ในระบอบนี้ได้ต้องคิดได้วิเคราะห์เป็น จะแก้เรื่องโง่เรื่องจนต้องเป็นพิมพ์เขียวในการแก้ รธน. แต่รัฐธรรมนูญตามที่ผมอยากได้นั้นมีความเห็นให้ผ่านเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ส่วนฉบับใหม่นั้นคงไม่คาดหวังอะไร” นายศรีราชา กล่าว
ด้าน นายสุรพล กล่าวว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่า 2475 จะเป็นเรื่องอะไรบางอย่าง แต่ก่อนหน้านั้นสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจ แต่ตอนนั้นคือการดึงอำนาจจากกษัตริย์ไปสู่อำมาตย์ จุดเปลี่ยนที่ 2 คือการเปลี่ยนจากอำมาตย์ไปสู่คนอื่นมาจากเหตุการณ์ 2516 เป็นการดึงจากทหาร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ออกไปสู่นักการเมืองพลเมือง เราจะเห็นชนชั้นใหม่ขึ้นมาเป็นนักการเมืองขึ้นมาก เกิดเป็นจุดเริ่มต้นคือเมื่อปี 2535 ความไม่ไว้วางใจในการปฏิรูปการเมืองต่อมา รธน.50 พยายามตัดเรื่องตรงนี้ให้หมดคือการตัดคนที่จะเข้ามาแทรกแซง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพยายามการแก้ไขใหม่ ถ้ามองจากแนวความคิดหรือการช่วงชิง คนเหล่านี้เขาไม่ได้ดึงอำนาจกลับไปที่ตัวเอง แต่ไปฝากกับองค์กรอิสระ การมีความพยายามแก้อำนาจในขณะนี้คือพยายามจะทำอยู่คือการช่วงชิงดึงอำนาจ กลับไปสู่ฐานที่อธิบายว่าเป็นอำนาจของประชาชนทั้งหลาย
   “อำนาจพวกนี้ ไม่ใหญ่ไปกว่าของอำนาจประชาชน เรารู้กันมาหลายพันปีแล้วว่าอำนาจการใช้โดยตรงนั้นทำไม่ได้ เขาหมายความว่าให้ไว้วางใจในผู้แทนเลือกมา สถานการณ์ปัจุบันเราก็ยังไม่มีหลักประกันอะไรที่จะประกันว่าไม่เกิดบุปเฟ่คา บิเนต วันนี้เป็นเรื่องของความพยายามที่จะดึงอำนาจกลับ คราวนี้มีความพยายามที่จะต้องมีองค์กรอะไรก็ได้ เพราะเป็นแนวคิดที่ประชาชนเป็นใหญ่ แนวทางที่ทำอยู่ขณะนี้ไม่ใช่แนวทางที่จะเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เบื้องหลังเป็นแค่นักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังต้องการอำนาจรัฐเท่านั้น” นายสุรพล กล่าว
ด้าน นายอเนก กล่าวว่า คนไทยนั้นปกตินับถือพระกับเจ้า เหมือนเป็นคนอนุรักษ์แต่อีกมุมก็เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อปี 2475 ก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่พอมาช่วงหลังก็เกลียดทหารกันอีกแล้ว ที่สุดแล้วก็กลายเป็นระบอบทหารแล้วเราก็ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ อำนาจของประไทยของเรากำลังไหลลงจากคนชั้นสูง ชั้นกลาง และชั้นล่าง แต่ละช่วงของเหตุการณ์ก็เป็นไปด้วยความแตกแยก รุนแรง ก้าวร้าว อำนาจมันไหลลงเป็นหลัก เราก็ได้เห็นคนชั้นกลางเป็นผู้มามีอำนาจ ซึ่งนี่เป็นความคิดของคนขั้นกลาง และประเทศไทยก็ไม่ได้มีแต่คนชั้นกลางและการเมือง ตอนนี้มีคนชั้นล่างที่กำลังยกระดับมาเป็นชั้นกลาง
   “ตอนนี้ทุกอย่างใน ประเทศไทยเป็นอนิจจัง ถ้ามองมองแบบสุดขั้วคือชนบทตอนนี้ก็ไม่เหลือแล้ว เขามีความคิดต้องการที่คล้ายๆ คนชั้นกลาง ทุกคนช่วยสร้างประวัติสร้างแต่ต้องรับฟังการและกัน พยายามคิดด้วย ความคิดของคนชั้นล่างประชาชนอาจจะเปลี่ยนมากกว่าที่เราคิด เวลานี้อารมณ์ของสังคมกำลังเหวี่ยงกลับ ในฐานะที่ผมเข้าใจทั้งฝ่าย การยอมถอยบ้างทั้งสองฝ่ายมันก็จำเป็น เราไม่เคยปรองดองกันได้เลยเรื่องรัฐธรรมนูญ การเขียนรัฐธรมนูญอย่าสุดขั้ว แก่งแย่งแข่งขันกันได้และต้องยอมได้บ้าง เปิดรับคนใหม่ๆ เข้ามาสู่การเมืองได้ ในที่สุดเราจะแข่งขันกันประชันผมก็ไม่เห็นว่ามันจะแปลกอะไร การจะฉลาดนั้นต้องเป็นเรื่องที่ปรองดองบนหลักการที่ฉลาด” นายอเนก กล่าว

Thursday, June 21, 2012

'เหวง' แฉอำมาตย์เตรียมอ้าง ม.7

ที่มา uddred

 Facebook นพ.เหวง โตจิราการ 21 มิถุนายน 2555 >>>






เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย. 2555) นพ.เหวง โตจิราการ เปิดเผยเบื้องหลังการแจกใบแดงให้กับ การุณ โหสกุล อดีต ส.ส.เพื่อไทย และแผนจัดการกับคนเสื้อแดง โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ยันประธาน กกต. ไม่มีสิทธิลงคะแนน

   “พรรคการเมืองเก่าแก่ นักการเมืองรุ่นใหม่ ถือแปรงมาทาสี ปราศรัยทุกครั้ง ชุมนุมทุกครั้งเอาเงินมาแจก”
นี่คือคำพูดของเก่งที่ ทาง กกต. เอาไปตัดสินให้ใบแดง ผมไม่เห็นมีการระบุชื่อคนระบุชื่อพรรคแต่อย่างใด ในทางกฏหมายเมื่อพิจารณาอย่างเคร่งครัดแล้ว "เอาผิดไม่ได้ครับ" ในทางการเมืองก็เป็นการตอบโต้กันทางการเมืองที่แสนจะปกติธรรมดาอย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นความผิดอุกฉกรรจ์แต่อย่างไร กกต. ที่ให้ใบแดงให้ใบแดงได้อย่างไรครับ
ที่น่าตกใจคือ ที่ประชุม กกต. มี 4 คนครับ สองคนเห็นว่าไม่ผิด คือ "สดศรี, วิสุทธิ" สมชัย จึงประเสริฐ ไม่ได้เข้าประชุม
ดังนั้น โดยหลักสากลทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต คนที่จะลงคะแนนได้มีอีกคนเดียวคือ ประพันธ์ ที่เป็นคนลงใบแดงให้แก่เก่ง ดังนั้นเก่งโดนใบแดงแค่หนึ่งคะแนน เพราะ อภิชาติเป็นประธาน ประธานจะลงคะแนนไม่ได้ครับ
เพราะคะแนนไม่ให้ใบแดงชนะ 2/1 ครับ (สดศรีกับวิสุทธิ์ให้ผ่าน ประพันธ์ให้ตก) ประธานของการประชุมทุกแห่ง (อาจจะยกเว้น กกต. ของไทยเท่านั้นมังครับ ?) ต้องไม่ลงคะแนนในกรณีที่คะแนนชนะกันแน่ชัดแล้ว
ประธานจะลงคะแนนก็ต่อเมื่อ "คะแนนในที่ประชุมเท่ากันและประธานต้องทำการตัดสินเท่านั้น ประธานจึงลงคะแนนเพื่อชี้ขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" แต่นี่ประธานเล่นลงคะแนนเองเสียก่อนเพื่อให้ คะแนนออกมา 2/2
แล้วจากนั้นประธานก็ลงคะแนนซ้ำอีกครั้ง เพื่อตอกย้ำชัยชนะให้แก่ฝ่ายตนและยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แก่อีกฝ่าย
นี่เป็น "ตุลาการภิวัฒน์" อีกครั้งแล้วครับ ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยไทยที่เคารพทั้งหลาย

อ้าง ม.7 ตั้ง "รัฐสภาพิเศษ"

เพื่อยึดกุมอำนาจรัฐไว้ในมือของฝ่ายตนให้ยาวนานที่สุดให้ได้ พวกอำมาตย์ทำได้ทุกอย่างครับ เพราะแม้แต่ "ฆ่าประชาชนไทยกันเองอย่างอำมหิตนับร้อยศพ" ก็ทำมาแล้ว
กลุ่มบางกลุ่มบอกผมว่า คราวนี้พวกอำมาตย์จะเดินเกม "ยึดอำนาจโดยฝ่ายตุลาการ" อย่างโจ่งแจ้งเลย โดยเริ่มด้วยการ ตัดสินว่า รัฐสภาชุดนี้ "ทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข" จึงสมควรประกาศยุบทิ้ง (ไม่ใช่ยุบสภาธรรมดาๆนะครับ) แล้วก็อ้างมาตรา 7 เพราะรัฐธรรมนูญของพวกเขายังอยู่ แล้วตั้ง "รัฐสภาพิเศษ" ของพวกตนขึ้นมา จากนั้นก็จะได้ "รัฐบาลพิเศษ" ของพวกเขาขึ้นมา โดยอาจจะทำที "ยุบพรรคการเมืองทั้งหมดแม้แต่ ปชป. เพื่อให้ดูว่าพวกเขาเป็นกลาง โดยอาจจะขอเวลา 2-4 ปี เพื่อกวาดล้างคนเสื้อแดงโดยเฉพาะแกนนำเสื้อแดงทั้งหมดไม่ว่าส่วนกลางส่วน จังหวัด (อาจจะเข้าคุกหรืออาจจะฆ่าทิ้ง) จากนั้นพวกเขาก็ฝันหวานว่าระบอบอำมาตย์จะครองอำนาจในไทยไปได้ชั่วฟ้าดินสลาย
ผมไม่เชื่อว่าความเพ้อฝันดังกล่าวของพวกเขาจะเป็นจริงได้ดอกครับ
เพราะประชาชนไทยในวันนี้ โดยเฉพาะคนเสื้อแดงจิตสำนึกทางการเมืองไปไกลเกินกว่าที่จะยอมจำนนอย่าง เซื่องๆต่อ "ระบอบอำมาตยาธิปไตย" อีกต่อไปแล้ว
คนเสื้อแดงต้องการ "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของประชาชนทั้งหลาย ประชาชนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันทั้งทางด้านสิทธิและอำนาจทางการเมือง"
คนเสื้อแดงจะไม่มีทางยอมจำนนต่ออำนาจอธรรมใดๆที่จะมาทำลายอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างนี้ลงไปอย่างแน่นอน
คนเสื้อแดงทุกคนยืนยันการต่อสู้อย่างสันติวิธี แต่พวกเขาทุกคนก็พร้อมที่อุทิศชีวิตของตนต่อสู้เพื่อให้สังคมดังกล่าวปรากฏ เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ในชั่วชีวิตของเขา อำมาตย์ทั้่งหลายจงรู้ไว้ด้วย
ผมเห็นบทกวีชิ้นหนึ่งของชาวอัลเบเนียเขียนไว้นานแล้ว จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นคนแปล ผมคิดของผมเองว่าเนื้อความในบทกวีชิ้นนี้แหละคือจิตวิญญาณของคนเสื้อแดงส่วน ใหญ่ที่สุด
   "เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์ สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน"

คึกคักทั่วไทยฉลองไกลทั่วโลก80ปี24มิถุนา2475

ที่มา Thai E-News



*16 มิถุนายน ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว





ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วม
กำหนดการประชุมเสวนาคณะราษฎร 2555
80 ปี 2475 เดินหน้าปฏิวัติประชาธิปไตย
วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2555 เวลา 13.00-17.00 น.
ห้องประชุมชั้นใต้ดิน อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ
จัดโดย คณะราษฎร 2555
13.00-13.30 น.                   ลงทะเบียน
13.30-17.00 น.          ประชุมเสวนาคณะราษฎร 2555
80 ปี 2475 เดินหน้าปฏิวัติประชาธิปไตย
          นำเสวนาโดย    ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
                             สุชา จุลเพชร เจ้าของหนังสือ ประชาธิปไตยสีแดง และคอลัมนิสต์ สยามรัฐ
วิภา ดาวมณี สมาชิกกลุ่มเลี้ยวซ้าย
                             วัฒน์ วรรลยางกูร  นักเขียนรางวัลศรีบูรพา
พรชัย ยียวน  เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
                             ฯลฯ
ดำเนินรายการ โดย เยี่ยมยอด ศรีมันตะ  ประธานเครือข่ายประชาธิปไตย
17.00-18.00 น.                   บทกวีและบทเพลงจาก วัฒน์ วรรลยางกูร 
สอบถามรายละเอียด 087-016-4440

*24 มิถุนายน ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์


 ขอ เชิญร่วมงานสัมมนา "100 ปี กบฏประชาธิปไตย ร.ศ.130 - 80 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.2475"(SIAMESE-THAI POLITICS: FROM the 1912 COUP TO the 1932 REVOLUTION)


อาทิตย์ 24 มิถุนายน2555 (เวลา 9.00 - 18.00 น.)ณ หอประชุมศรีบูรพาธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร (ร่วมสัมมนาไม่มีค่าลงทะเบียน no registration fee)


09.00-09.30 ลงทะเบียน (ชมวีซีดี เพลง 24 มิถุนา)


09.30-10.00 กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดย ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (อธิการบดี มธ)


10.00-10.30 ปาฐกถานำ โดย เกษียร เตชะพีระ


10.30-12.00 อภิปราย “100 ปี กบฏประชาธิปไตย ร.ศ. 130” ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ-สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ- ณัฐพล ใจจริง-เพ็ญพิสุทธิ์ อินทรภิรมย์-ฉลอง สุนทราวาณิชย์ 


12.00-13.00 ลำนำกวีกบฏ-ปฏิวัติ อาหารกลางวันตามอัธยาศัย (และชมวีซีดีสยามเป็นไทย)


13.00- 15.30 อภิปราย "80 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.2475" ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์-สุดสงวน สุธีสร-ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์-อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์-อภิชาต สถิตนิรามัย-มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ 


15.30-16.30 ถาม–ตอบ "ปัญหาข้ามศตวรรษ" ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ (ถาม) เวียงรัฐ เนติโพธิ์ (ถาม) นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ตอบ) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (ตอบ) อัครพงษ์ ค่ำคูณ (ดำเนินรายการ)


16.30-17.00 ปัจฉิมกถา โดย วีระ ธีรภัทรานนท์ พิธีกรประจำวัน - สมฤทธิ์ ลือชัย 


หมายเหตุ จัดโดยหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงกาตำราสังคมศาสตร์ฯ และสมาคมจดหมายเหตุสยาม


 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ้ก http://www.facebook.com/events/349273428478229/

*21-22มิุถุนายน ที่อักษรฯ จุฬาฯ


รายการสัมมนาเรื่อง จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถาบันนโยบายศึกษา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม
ณ ห้อง 304  อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์
วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2555

08.30 น.                 ลงทะเบียน
09.00 น.                 กล่าวเปิดงาน โดย คณบดี คณะอักษรศาสตร์
09.10 น.                 แนะนำรายการสัมมนาโดย ผู้อำนวยการร่วมสถาบันนโยบายศึกษา
09.20 น.                 ปาฐกถานำ
                                ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ย้อนทวนเรื่องประวัติศาสตร์จาก ร.ศ.130 ถึง 24 มิถุนายน 2475”
10.10 น.                 พักกาแฟ
10.30 น.                 การบรรยายเรื่อง “ว่าด้วยประวัติศาสตร์ 80 ปี ประชาธิปไตย”
                                ศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
11.15 น.                 อาจารย์ ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ “ปฏิวัติซินไห่และผลกระทบต่อสยาม”
12.00 น.                 พักเที่ยง
13.00 น.                 อาจารย์ ดร.ณัฐพล ใจจริง “แนวคิดและอุดมการณ์ขบวนการ ร.ศ.130
13.45 น.                 นายกันย์ ชโลธรรังสี “การเผยแพร่ประชาธิปไตยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังปฏิวัติ 2475”
14.30 น.                 พักกาแฟ
14.45 น.                 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทิวากร แก้วมณี “วิวัฒนาการวงจรอุบาทว์ทางการเมืองไทย พ.ศ.2475-ปัจจุบัน”
15.30 น.                 ศาสตราจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ “การต่อสู้และช่วงชิงความหมาย ชาติไทย’ และ ความเป็นไทย’                                     ระหว่างเจ้ากับสามัญชนก่อนและหลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475”

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2555

09.00 น.                 รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ “คณะราษฎรกับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย”
09.45 น.                 อาจารย์ศรัณยู เทพสงเคราะห์ “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หลังการปฏิวัติ 2475”
10.30 น.                 พักกาแฟ
10.45 น.                 อาจารย์ ดร.บัณฑิต  จันทร์โรจนกิจ “ทัศนียภาพของการต่อต้าน: เรื่องเล่าของการปฏิวัติสยามในสื่อ
                                ร่วมสมัย”
11.30 น.                 อาจารย์ชาติชาย มุกสง “การปฏิวัติด้านอาหารการกินกับการปฏิวัติ 2475”
12.15 น.                 พักเที่ยง
13.15 น.                 รองศาสตราจารย์ ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์ “คณะราษฎรกับเศรษฐกิจไทย”
14.00 น.                 พักกาแฟ
14.15 น.                 การอภิปรายเรื่อง “อดีต และอนาคต จาก 80 ปีประชาธิปไตย”
นายจาตุรนต์ ฉายแสง, รองศาสตราจารย์ ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์เวียงรัฐ เนติโพธิ์ (ผู้ดำเนินรายการ)
16.30 น.                 กล่าวปิดงาน โดย หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์


*ย่ำรุ่ง 24 มิถุนาที่หมุดคณะราษฎร และวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน




กิจกรรม งานรำลึก80ปี 24 มิถุนาปฏิวัติประชาธิปไตย เวทีคณะดาวแดง (สมัชชาประชาธิปไตยแห่งประเ
ทศไทย,กลุ่ม24มิถุนาฯ,แดงสยาม,กลุ่มแดงก้าวหน้าฯลฯ..)

ช่วง เช้า 05:00น. กิจกรรมกลุ่ม24มิถุนาฯ บริเวณหลักหมุดคณะราษฏร์ ร่วมทำความสะอาดหมุด 2475 เวลา 05.30 น. กล่าวรำลึกถึงคณะราษฎร เวลา 05.45 น. ร่วมร้องเพลง 24 มิถุนา

และ ช่วงบ่าย15:00น. กิจกรรมเวทีปราศรัย ณ บริเวณหน้าอนุสรณ์14ตุลา แยกคอกวัว ดร.สุนัย จุลพงศธร ,อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย, อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, พลท เฉลิมแสน ฯลฯ กิจกรรมจากกลุ่มเสรีธรรมศาสตร์ การแสดงจากประกายไฟการละคร และคอนเสริ์ตแป๊ะ บางสนาน และศิลปินเพื่อประชาธิปไตย 



๒๔ มิถุนายน สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงานครบรอบ ๘๐ ปี การอภิวัฒน์สยาม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕



สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีความยินดีขอเชิญท่านร่วมงานการแสดงปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๕
ครบรอบ ๘๐ ปี การอภิวัฒน์สยาม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ครบรอบ ๑๗ ปี สถาบันปรีดี พนมยงค์


วัน อาทิตย์ ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ เลขที่ ๖๕/๑ ถนนสุขุมวิท ๕๕  (ทองหล่อ) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

************************
เวลา
- ๑๓.๓๐ น. ลงทะเบียน
- ๑๔.๐๐ น. การแสดงปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๕ หัวข้อ “แปดทศวรรษสยามปฏิวัติ: ความคิดว่าด้วยระบบประชาธิปไตยในระบบเปลี่ยนผ่าน (The thought of transitional democracy in Siam)
โดย ศาสตราจารย์ ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- ๑๕.๐๐ น. การอภิปรายเรื่อง “พินิจงานเขียนสารคดีเรื่อง สันติปรีดี” 



วิทยากร : ชมัยภร แสงกระจ่าง ผู้เขียนเรื่อง “สันติปรีดี”
ทายาทปรีดี-พูนศุข พนมยงค์
ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์ลำปาง)
วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนสารคดี
สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ดำเนินรายการ
....................................................................................
•ชมนิทรรศการวัตถุประสงค์คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔ มิถุนายน นิพนธ์โดย ปรีดี พนมยงค์ บริเวณโถงนิทรรศการสถาบันปรีดี พนมยงค์
......................................................................................
•ชมการแสดงนิทรรศการศิลปะย่อยขนาดเล็ก ภาพลายเส้น : ๘๐ ปี ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
ผลงานของ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย บริเวณห้องกระจกด้านซ้าย ลานน้ำพุ สถาบันปรีดี พนมยงค์
ตั้งแต่วันที่ ๒๔ – ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕
……………………………………………………………………………………
สำนักงานสถาบันปรีดี พนมยงค์ โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙
อีเมลล์ : banomyong_inst@yahoo.com / เวปไซค์ : www.pridiinstitute.com /www.pridi-phoonsuk.org /
www.facebook.com/pridibanomyong.inst


*15 มิถุนายน ที่ม.รังสิต


* 21 มิถุนายน ที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

*27 มิถุนายน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



นปช.จัดรำลึก 80 ปี 24 มิถุนายน 2475  


 นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. กล่าวว่า วันที่ 24 มิ.ย.นี้ จะเป็นอีกวันที่เราจะร่วมกันรำลึกถึงประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่อดีตที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราต้องทำให้เขารับรู้ว่าไม่ได้ตายเปล่าแต่เรากำลังทำตามเจตนารมณ์การต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย แม้จะผ่านมาร่วมศตวรรษแต่ขอประชาชนอย่าเสียใจ ประเทศอื่นๆในตะวันตกก็ใช้เวลาเปลี่ยนแปลงเป็น 100 ปี เช่นกัน แต่เราคงไม่รอขนาดนั้นเพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นในยุคนี้ ดังนั้นขอให้ประชาชนมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
 นางธิดา กล่าวอีกว่า เราไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตยให้นักการเมือง หรือแกนนำคนเสื้อแดง เพื่อให้ได้รับตำแหน่ง ผลประโยชน์หรืออำนาจวาสนาแต่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรม และต้องการระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น


24มิถุนายน คนไทยในอเมริกาฉลองวันชาติ24มิถุนาในL.A.


เรียนเชิญทุกท่านที่มีใจรัก ปชต.มาร่วมกันแสดงพลังความสามัคคีสดุดีเทิดเกิยรตวีระชนคณะราษฎรผู้ทำการเปลี่ยน
การปกครองจากระบอบสมบูรณายาสิธิราชมาเป็นระบอบ ปชต.ในปี 2475เสียสละเลือดเนื้อเพื่อนำเอา ปชต.มาให้ปวงชนชาวไทย เราจึงได้ มารวมตัวกันจัดงานรำลึกงานวันชาติ 24 มิถุนายนนี้ขึ้น 


ใน งานนี้นอกจากมีเนื้อหาพูดจา ปชต.แล้วยังมีการ Phone-in ของนักต่อสู้ ปชต.เช่น คุณจตุพร พรมหพันธุ์ และท่านอื่นๆแล้วอาจมี Surprise คนใหญ่ Phone-in หากท่านมีคำถามอะไรเตรียมเอาไปถามได้ในงาน แล้วเรายังมีศิลปินนักร้องนักแสดง ปชต.สลับกันร่วมให้ความบันเทิงตลอดงานแล้วยังมีอาหารรัปทานแบบบุฟเฟ่ในราคา $10 ต่ำสุดอย่างไม่เคยมีที่ใหนมาก่อน (ไม่รวมเครื่องดื่ม) มาบริการโดยเจ้าของร้านใจอารีย์โปรดอย่าพลาดโอกาสดีนี้


พบกันที่ร้าน โอชัย 820 N.Western Ave LA.,CA. 90029
323-463-0634 

ตั้งแต่เวลา 18.00น.จนถึงเที่ยงคืน


ติดต่อ
คุณ รำไพ(นิดหน่อย) 619-549-2515

คุณ ประเสริฐ แอลเอ 818-433-0091

คุณ สนั่น เมลโรส 323-370-9486

คุณ เบญจะ กาดิน่า 310-516-7671




27 มิถุนายน -งาน8 ทศวรรษ ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย
    จัดโดย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)และเครือข่ายองค์กรนักศึกษา
    .
    วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2555 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (ชั้นใต้ดิน),อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ราชดำเนิน
    .
    ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา
    1. 09.30-12.00 น. กิจกรรมเสวนาโดยนิสิตนักศึกษา
    หัวข้อ “ขบวนการนิสิตนักศึกษากับเจตนารมณ์คณะราษฎร”
    วิทยากร ดังนี้
    .
    นายศักดิ์รพี ริมสาร ชมรมวรรณศิลป์ ม.บูรพา
    นายพรชัย ยวนยี เลขาธิการ สนนท.
    นายสุร แก้วเกาะสะบ้า กลุ่มสะพานสูง ม.ธรรมศาสตร์
    นายดิน บัวแดง กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน
    นายธิวัฒน์ ดำแก้ว เลขาธิการศูนย์ประสานงานสังคมประชาธิปไตย(YPD)
    ดำเนินรายการโดย นายศุภชัย เมืองรัก กลุ่มกล้าคิด ม.รามคำแหง
    .
    2. 13.00-13.30 น. บรรยายพิเศษคณะราษฎรในความทรงจำ โดย
    พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาท พระยาพหลพลพยุหเสนา
    .
    13.30-16.30 น. กิจกรรมเวทเสวนาวิชาการ หัวข้อ “80 ปี ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดยังไม่เป็นของราษฎรทั้งหลาย”วืทยากร ดังนี้
    .
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย*
    รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
    ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติราษฎร์
    ดำเนินรายการโดย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นักกิจกรรมเพื่อสังคม กลุ่มประกายไฟ

    .
    ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

    3. 18.00 น.- 21.00 น. เวทีวัฒนธรรม ดนตรี กวี ละคร โดย ซาการียา อมาตยา* ชัชชวย คนทน ปฐพีกวีดิน จิ้น กรรมมาชน วัฒน์ วรรลยากูล* วงผ้าขาวม้า วงของเรา ดำ บุญมี จรูญภาค กลุ่มกวีราษฎร์* กลุ่มประกายไฟการละคร กลุ่มนักดนตรี นักศึกษาจาก ม.รามคำแหง ม.บูรพา โครงการการดนตรีสร้างสุข เครือข่ายนักศึกษาสี่ภาค นักดนตรีอื่นๆ ฯลฯ
    .
    หมายเหตุ *กำลังประสานงาน
    -ภายในงานท่านสามารถร่วมแสดง ทั้งดนตรี กวี ร่วมอ่านขับขานรำลึกคณะราษฎ
    -มีหนังสือที่ระลึกจะดทำโดย สนนท.แจก
    -ร่วมสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษาผ่านการซึ้อเสื้อรำลึกงานดังกล่าว

กระบวนการยุติธรรม สาเหตุความขัดแย้ง

ที่มา Voice TV



คอป.เผยแพร่โครงการศึกษารากเหง้าของความขัดแย้งสู่ทางออกเพื่อความ ปรองดองเพื่อนำไปเป็นส่วนหนึ่งเสนอต่อรัฐบาลในการหาแนวทางสร้างความปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคม 

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติหรือ คอป.จัดเสวนาเพื่อเผยแพร่ความรู้ ในรูปแบบของการนำเสนองานวิจัยภายใต้หัวข้อปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและ แนวทางสู่ความปรองดอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่ารากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งนั่นคือกระบวนการยุติธรรมกับสถานการณ์ ทางการเมืองซึ่งก่อตัวไปสู่ความรุนแรงที่ผ่านมาในสังคมไทย ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมต้องมีหลักความเที่ยงธรรม แต่สิ่งที่ปรากฎในสังคมปัจจุบันมีการใช้กฎหมายอาญาผิดวัตถุประสงค์ มีการใช้อำนาจตุลาการในการชี้ถูกผิดในคดีต่างๆ ซึ่งแท้จริงแล้วตุลาการไม่มีอำนาจในการชี้ถูกชี้ผิดคดีต่างๆได้ ส่วนอีกหนึ่งปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยคือการลุกล้ำสิทธิส่วน บุคคลของประชาชน เช่นกรณีการตั้งข้อหาเกินความจริงและหากบุคคลนั้นไม่มีหลักทรัพย์ในการขอ ประกันตัวก็จะต้องถูกจับกุมคุมขังอยู่ที่เรือนจำ ทั้งที่คดีดังกล่าวยังไม่มีการพิสูจน์ความจริงอีกทั้งบุคคลดังกล่าวถูกตั้ง ข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

การเผยแพร่ผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหารากเหง้าความขัดแย้งและแนวทางสู่ความ ปรองดองนี้ทางคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติจะนำเอาไปเป็นส่วนหนึ่งของการสรุปรายงานการค้นหาความจริงฉบับที่ 3 ให้แก่รัฐบาลในช่วงกลางเดือนกรฎาคมโดยหวังว่ารายงานสรุปฉบับที่3จะเป็นส่วน หนึ่งในการสร้างความปรองดองได้
21 มิถุนายน 2555 เวลา 15:02 น.

วันคล้ายวันเกิดนายกฯยิ่งลักษณ์ปีที่ 45

ที่มา Voice TV



News Update ประจำวันที่ 21 มิถุนายน 2555 (10.00น.)
- วันคล้ายวันเกิดนายกฯยิ่งลักษณ์ปีที่ 45 
- ป.ป.ช.เตรียมส่งฟ้องคดีที่ดินอัลไพน์
- กกต.อียิปต์เลื่อนประกาศเลือกตั้ง ปธน.
วันคล้ายวันเกิดนายกฯยิ่งลักษณ์ปีที่ 45 
นายกฯเปิดบ้านพัก ทำบุญใส่บาตรพระ 9 รูปเนื่องในโอกาศวันคล้ายวันเกิดปี ที่ 45 ขณะที่บุตรชายอวยพรให้มีความสุขเป็นสาว 2,000 ปีบริหารบ้านเมืองราบรื่น
ป.ป.ช.เตรียมส่งฟ้องคดีที่ดินอัลไพน์
ป.ป.ช.ไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติ "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" หลังส่งหนังสือชี้แจงแล้ว ขณะที่คดี ที่ดินอัลไพน์ ที่ ป.ป.ช.ชี้มูล ยงยุทธ วิชัยดิษฐ เตรียมพิจารณาส่งฟ้องอัยการวันนี้
กกต.อียิปต์เลื่อนประกาศเลือกตั้ง ปธน.
คณะกรรมการเลือกตั้ง อียิปต์เลื่อนการประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งสำคัญ  ในขณะที่การประท้วงใหญ่ต่อต้านอำนาจของกองทัพก็ยังดำเนินไปอย่างเข้มข้น
21 มิถุนายน 2555 เวลา 10:32 น.

คำต้อนรับนักศึกษาใหม่ ขอให้พวกคุณได้เป็น "มนุษย์สมัยใหม่" โดยภาคภูมิ

ที่มา ประชาไท

 
อาจารย์คณะสังคม วิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บันทึกถ้อยคำของเขาที่กล่าวต่อนักศึกษาใหม่วานนี้ ด้วยเนื้อหาที่คนซึ่งไม่ใช่นักศึกษาก็น่าจะอ่านด้วย ประชาไทจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ
000
ขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ การเปิดภาคเรียนที่ธรรมศาสตร์ปี 2555 และแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา (ไม่ว่าจะอยากรับปริญญาหรือไม่ก็ตาม) ด้วยบางประโยคที่ผมบรรยายให้นักศึกษาปริญญาตรี ปี 1 ณ โครงการหนึ่งฟังที่ท่าพระจันทร์วันนี้
"ผมต่อต้านการใส่ชุดนักศึกษา ทำไมจะต้องเอาโลโก้มหาวิทยาลัยมาแปะติดบนเสื้อผ้า โลโก้พวกนี้ติดไว้ตามตึก ตามรั้วมหาวิทยาลัยก็พอแล้ว ส่วนความแตกต่างระหว่างโลโก้ธรรมศาสตร์กับแบรนด์ธรรมศาสตร์อยู่ตรงไหน พวกคุณต้องค้นหา...
"มหาวิทยาลัยในโลกนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นโรงเรียนฝึกวิชาชีพ แม้ในเริ่มต้นมหาวิทยาลัยไทยจะเป็นเยี่ยงนั้น และด้วยความที่มันเกิดมาเพื่อเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพนั่นแหละ มันถึงยังบังคับให้นักศึกษาใส่ชุดนักศึกษามาจนทุกวันนี้...
"พวกคุณไม่ต้องมาเรียนมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อจะไปเสิร์ฟอาหารบนเครื่องบิน หากใครหน้าตาดีหน่อย พอเรียนจบก็อาจจะได้รับจ้างไปนั่งนับเงินหน้าเคาท์เตอร์ธนาคาร แต่อาชีพพวกนั้นไม่ต้องจบมหาวิทยาลัยก็ได้...
"หากพวกคุณมาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วยังคิดอยู่ว่า พุทธศาสนาสอนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ก็จงลาออกไปบวชซะ เพราะมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา เพื่อปลดปล่อยคนจากศาสนา...
"นักศึกษาโครงการนี้ต้องมี inclusive sensibility คือเซนซิทีฟกับความแตกต่างอย่างเปิดกว้าง ยอมรับ ไม่ใช่เซนซิทีฟแบบดูถูก เหยียดหยาม น่าอายที่ นศ. บางคนนั่งหัวเราะเยาะอาจารย์ต่างชาติที่พยายามพูดภาษาไทย และหัวเราะเยาะกับเสียงภาษาต่างชาติที่พวกเขาฟังแล้วแปลกหู (ในระหว่างที่อาจารย์เหล่านั้นเพียรพยายามแนะนำภาษาตนเองด้วยภาษาไทย)...
"ระหว่างที่ผมอยู่อเมริกา 5-6 ปี อยู่เวียดนามร่วม 3 ปี ไม่เคยมีใครหัวเราะเยาะสำเนียงเพี้ยนๆ แปร่งหูของผม ประเทศไทยครอบงำพวกคุณกระทั่งไม่เพียงใจแคบแต่ยังเยาะเย้ยความแตกต่างอย่าง สนุกสนานได้ถึงเพียงนี้ แต่ประเทศต่างๆ ในโลกนี้เขาสอนให้ยอมรับความแปลกแปร่งโดยไม่ต้องสงสัย...
"อยู่ธรรมศาสตร์ คุณเถียงกับอธิการบดีอย่างมีเหตุมีผลได้ ไม่เหมือนแบบที่เพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เขาตกใจเมื่อเข้าไปในห้องทำงานอธิการฯ แล้วพบว่า มีจอมอร์นิเตอร์กำลังดูแม้กระทั่งห้องเรียนในมหาวิทยาลัย ไม่รู้มหาวิทยาลัยนั้นจ้างอธิการฯ มาเป็นยาม หรือจ้างยามมาเป็นอธิการฯ...
"จงเรียนรู้เพื่อการศึกษา (education) ไม่ใช่เรียนตามใบบอกทาง (instruction) การศึกษาไม่ใช่คู่มือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ต้องเรียนให้คิดเป็น...
"แล้วเพลาๆ positive thought (การคิดบวก) ไว้บ้าง เรียนมหาวิทยาลัยต้องมี critical mind (คิดวิพากษ์)...
"ขอให้พวกคุณได้เป็น "มนุษย์สมัยใหม่" โดยภาคภูมิ"

รักษามะเร็งมาตรฐานเดียว บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ที่มา ประชาไท

 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้จัดระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้เป็นมาตรฐานเดียว สำหรับผู้ป่วยทุกกองทุนโดยไม่ถามสิทธิ ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพของไทยไปอีกขั้น ซึ่งได้รับคำชมเชยอย่างมากจากทุกภาคส่วน และยังถือได้ว่าเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ทีเดียว
ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จะเป็นประธานในการประชุมลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพอีกครั้ง โดยมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยมีวาระที่สำคัญ คือ การรักษาโรคเอดส์และไตวายเรื้อรังมาตรฐานเดียว ในโอกาสนี้อยากจะเสนอนายกรัฐมนตรีให้เพิ่มการรักษาโรคมะเร็งมาตรฐานเดียว ทั้ง 3 กองทุนด้วย โดยมีเหตุผลดังนี้
1) มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ปี 2548-2552 พบว่า สาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 1 ของคนไทย คือ โรคมะเร็ง ในปี 2552 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิด ทั้งสิ้น 56,058 คน คิดเป็น อัตราการตาย 88.34 ต่อ 100,000 คน รองลงมา คือ อุบัติเหตุและการเป็นพิษ 35,304 คน คิดเป็น 55.63 ต่อ 100,000 คน โรคหัวใจ 18,375 คน คิดเป็น 28.96 ต่อ 100,000 คน ตามลำดับ จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า มะเร็งเป็นทุกข์อันดับ 1 ของคนไทย
2) สิทธิประโยชน์ การจ่ายเงินให้หน่วยบริการ แนวทางการรักษา และการเข้าถึงยาราคาแพง มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้สวัสดิการข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่ครอบคลุมผู้มีสิทธิจำนวน 5 ล้านคนนั้น มีสิทธิประโยชน์ วิธีการจ่ายเงินให้หน่วยบริการ ตลอดจนการเข้าถึงยาราคาแพงดีที่สุด โดยจะขอยกตัวอย่างราคาแพง จำนวน 6 ชนิด อยู่ภายใต้ “โครงการเบิกจ่ายตรงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งค่าใช้จ่ายสูง (OCPA)” ของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการฯ ที่ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง มีรายละเอียดดังตารางที่ 1 ดังนี้
หากพิจารณาสิทธิประโยชน์ต่างๆ วิธีการจ่ายเงิน และอื่นๆแล้วพบว่า ระบบประกันสังคมด้อยที่สุด เพราะระบบประกันสังคมเพิ่มจะจัดระบบและประกาศใช้แนวทางการรักษาโรคมะเร็ง เมื่อปลายปี 2554 โดยใช้วิธีลอกแนวทางการรักษาผู้ป่วยและอื่นๆมาจากบัตรทองทั้งสิ้น
3) คุณภาพการรักษา โดยพิจารณาจากอัตราการรอดเฉลี่ยของผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ ระหว่าง 2 ระบบ คือ บัตรทองและประกันสังคม โดยใช้ข้อมูล ปี 2552 และ 2553 พบว่า โรคมะเร็งตับ พบว่าผู้ป่วยของบัตรทองมีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 12.4 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 52.9 และ 50.5 ตามลำดับ และผู้ป่วยระบบประกันสังคม มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 5.3 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.6 และ 12.4 ตามลำดับ โรคมะเร็งปอด พบว่าผู้ป่วยของบัตรทอง มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 14.6 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 63.3 และ 60.2 ตามลำดับ และผู้ป่วยระบบประกันสังคม มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 7.3 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.5 และ 17.2 ตามลำดับ มะเร็งปากมดลูก พบว่าผู้ป่วยบัตรทอง มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 20.1 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 89.1 และ 85.0 ตามลำดับ และผู้ป่วยระบบประกันสังคม มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 14.8 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 75.0 และ 64.5 ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในภาพรวมนั้นผู้ป่วยภายใต้บัตรทองได้รับ การดูที่ดีกว่าระบบประกันสังคม
ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพของคนไทย การได้รับยาราคาแพง รวมทั้งคุณภาพการรักษาขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ภายใต้กองทุนอะไร ดังนั้นจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ คือ
1)
ปรับสิทธิประโยชน์ และวิธีการรักษามะเร็งทุกโรค ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะยาราคาแพง ที่ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 3 ระบบ
2) ปรับวิธีจ่ายเงินให้หน่วยบริการ ให้เป็นอัตราเดียวกัน ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยเฉพาะผู้ป่วยในขอให้จ่ายอัตราต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ (relative weight, RW) ที่เท่ากัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ
3) ขอให้รัฐบาล ให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์ (primary prevention) และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง (risk group finding) เช่น การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ในตับ การใช้สารเคมีในอาหาร เป็นต้น เพื่อป้องกันประชาชนไม่ให้เป็นมะเร็ง
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า มะเร็งนั้นเป็นทุกข์อันดับหนึ่งของคนไทยในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมียาใหม่ๆ ดีๆ แต่คนไทยกว่า 60 ล้านคนก็ไม่มีสิทธิเข้าถึง มีเฉพาะข้าราชการและครอบครัวเพียง 5 ล้านคน เท่านั้น ที่เหลือหากอยากได้ยาก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง คงมีแต่เศรษฐีเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใช้ยาราคาแพงเหล่านี้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่