ที่มา ประชาไท
Sat, 2012-06-23 22:31
สองตอนที่ผ่านมาได้กล่าวถึงจุดกำเนิด และแรงกิริยา-ปฏิกิริยา
ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า
สถาบันพระปกเกล้าในฐานะองค์กรหนึ่งของรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยกลับมุ่งมั่น
ที่จะก้าวเดินสู่ทางเส้นขนานกับอุดมการณ์คณะราษฎรอย่างจริงจัง
จึงไม่แปลกอะไรที่องค์กรนี้อยู่ในสถานภาพอันแปลกแยกเป็นอย่างยิ่งต่อความ
คึกคักของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพื่ออำนาจของประชาชนในทุกวันนี้
บทความตอนสุดท้าย
จะนำผู้อ่านไปสู่บทบาทที่เรามองไม่เห็นของสถาบันพระปกเกล้า
ที่ได้ฝังรากและแผ่กิ่งก้านครอบงำสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ
รวมถึงสร้างกลุ่มทางสังคมในนามของประชาธิปไตยที่มีรัชกาลที่ 7
ทรงเป็นประมุข
1. สำรวจ โครงสร้างของสถาบันพระปกเกล้า
สถาบันพระปกเกล้า ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ นั่นคือ ส่วนกำกับนโยบาย
ได้แก่ สภาสถาบันพระปกเกล้าที่มีประธานรัฐสภาเป็นประธาน
ซึ่งฟากนี้มีกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการที่มาจากรัฐสภา ขณะที่ส่วนบริหาร
ประกอบด้วย เลขาธิการ, คณะกรรมการบริหาร และผู้ตรวจสอบภายใน
เลขาธิการเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะควบคุมการดำเนินการทั้งหลาย
ภายใต้เลขาธิการ (ปัจจุบันคือ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) มีรองเลขาธิการ 2
ตำแหน่ง แยกเป็นรองเลขาฯ (ปัจจุบันคือ วุฒิสาร ตันไชย)
ที่บริหารสายงานอันเน้นหนักด้านการเรียนการสอนและวิชาการอย่าง
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง, วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น,
สำนักงานวิจัยและพัฒนา, สำนักงานส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง และ
สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา กับรองเลขาฯ อีกตำแหน่ง (ปัจจุบันคือ วิทวัส
ชัยภาคภูมิ) ที่ดูแลสำนักงานเลขาธิการ, สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล
และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ดูแลงานทั่วไปอย่าง
ห้องสมุด ศูนย์บรรณสารและสารสนเทศ, ศูนย์ประชาสัมพันธ์. งานวิเทศสัมพันธ์,
งานติดตามประเมินผล และงานโครงการพิเศษ เป็นบทบาทของผู้ช่วยเลขาธิการฯ
ภาพประกอบ ผังโครงสร้างองค์กรสถาบันพระปกเกล้า
2. สถาบันพระปกเกล้า โรงเรียนประชาธิปไตยอันมีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุข
สถาบันพระปกเกล้า เปิดการเรียนการสอนอย่างจริงจังในลักษณะสถาบันการศึกษา
[1]
ในนามของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง, วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น
รวมไปถึงงานวิชาการ อบรมบุคลากรจากภาครัฐ
ภาคเอกชนและประชาชนเกี่ยวกับการเมือง การปกครองและการเศรษฐกิจและสังคม
แต่เป็นสถาบันที่มีความชัดเจนว่าให้ความหมายต่อระบอบประชาธิปไตยในแบบของตัว
เอง จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันนี้ในอีกด้านแล้วก็คือ
โรงเรียนประชาธิปไตยอันมีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุข
แต่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีบุคลากรที่เป็นอาจารย์สอนประจำมากเพียงพอ
จึงต้องมีคณะกรรมการหลักสูตรจากภายนอก รวมถึงจ้างอาจารย์พิเศษจากภายนอกมา
ตัวอย่างเช่น ใน วิชาแนวคิดเบื้องต้นและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง
[2]
มีผู้สอนอันเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างก็คือ เทียนฉาย กีระนันนท์
(ปรัชญาพื้นฐานเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์) อัมมาร สยามวาลา
(หลักและแนวคิดพื้นฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์) วรากรณ์ สามโกเศศ (เป้าหมาย
กลยุทธ์และเครื่องมือในระบบเศรษฐกิจ) ธงทอง จันทรางศุ
(ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายเศรษฐกิจไทย) สุเมธ ตันติเวชกุล
(การดำเนินงานทางเศรษฐกิจตามแนวคิดในพระราชดำริ) ฯลฯ
ผู้เขียนมีความรู้ไม่มากนักเกี่ยวกับเรื่องสถาบันการศึกษาในปัจจุบันที่จะ
ชี้ว่า ลักษณะ “โปรโมเตอร์ทางวิชาการ”
ของสถาบันนี้เหมือนหรือแตกต่างกับแห่งอื่นๆบ้างไหมในประเทศนี้
หากพิจารณาจากประกาศนียบัตร เราจะเห็นหลักสูตรการเรียนการสอน ดังนี้
- หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง [3] เป็นหลักสูตรการเมืองการปกครองสำหรับนักบริหารระดับสูง
- หลักสูตรประกาศนียบัตร [4] เป็นหลักสูตรอื่นที่สภาสถานประกาศกำหนด
- หลักสูตรสัมฤทธิบัตร เป็นหลักสูตรการให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน
- หลักสูตรวุฒิบัตร [5]
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง ถือได้ว่าเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม
การพยายามสร้าง “รุ่น” ขึ้น ได้มีการเรียกรุ่นด้วยตัวย่อตัวด้วยตัวเลขอย่าง
ปปร.15 ทำให้ผู้เขียนนึกถึง การใช้ตัวย่อของรุ่น จปร. และวปอ.
โดยเฉพาะหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) วิทยาลัยดังกล่าว
ได้สร้างกลุ่มทางสังคมของกลุ่มคนชั้นนำฝ่ายข้าราชการ ทหารและพลเรือน
มาตั้งแต่ปี 2498 ที่ในภายหลัง ปี 2532 เปิด
หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน หรือ ปรอ.
ขึ้นมาอีกหลักสูตรหนึ่ง
เพื่อให้นักธุรกิจระดับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารได้เข้ารับการศึกษาร่วม
กับผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ
[6]
หลักสูตรดังกล่าวจึงสร้างรุ่นและกลุ่มทางสังคมที่ติดอาวุธทางปัญญาแบบสถาบัน
พระปกเกล้า
พร้อมไปกับสร้างแบ็คอัพให้กับสถาบันและประชาธิปไตยแบบนี้อย่างมั่นคง
สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดก็คือ
วีรกรรมของสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าที่ดาหน้าถล่มนิติราษฎร์ไปเมื่อช่วง
ก่อน
ที่น่าสังเกตก็คือ
ค่าธรรมเนียมการเรียนการสอนบางหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า พบว่าสูงถึง
109,000 บาท ในกรณีที่เคยผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงอื่น
ของสถาบันพระปกเกล้ามาแล้วจะลดเหลือ 98,100 บาท
[7]
ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการศึกษาดูงานในต่างประเทศ
เอาเป็นว่าด่านการเงินก็เป็นอุปสรรคแรกต่อคนชั้นแรงงาน
และคนธรรมดาสามัญเสียแล้วที่จะเข้าถึงหลักสูตรแบบนี้
อย่างไรก็ตามไม่ทราบว่ามีทุนการศึกษาให้หรือไม่
ข้อมูลในเว็บไซต์ไม่ได้แจ้งไว้
นอกจากนั้นหากเราเทียบกับการรับปริญญาแล้ว
สถาบันนี้ยังมีการมอบประกาศนียบัตรชั้นสูงกิตติมศักดิ์
และประกาศนียบัตรกิตติมศักดิ์ ให้สำหรับคนที่คู่ควร
โดยสถาบันจะเป็นผู้พิจารณามอบให้
ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เลย
นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 15 (ปปร.15) มอบเงินช่วยน้ำท่วม
ภาพจาก http://www.kpi.ac.th/kpith/index2.php?option=com_content&task=view&id=1146&pop=1&page=88&Itemid=68
ใครมีสิทธิเข้าโรงเรียนนี้บ้าง?
นอกจากจะต้องมีเงินถุงเงินถังแล้ว
เมื่อพิจารณาดูจากคุณสมบัติของผู้เรียนประกาศนียบัตรชั้นสูงในหลายหลักสูตร
พอจะประมวลได้ว่า แม้จะพบความหลากหลายในสาขาอาชีพ
แต่ก็เป็นคนในระดับบนแทบทั้งสิ้น
ซึ่งในแต่ละหลักสูตรจะเปิดรับคุณสมบัติที่แตกต่างกันบ้าง
ที่มีลักษณะร่วมกันก็คือ ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และอายุตั้งแต่ 35
ปีขึ้นไป โดยให้ความสำคัญกับ ข้าราชการและผู้บริหารองค์กรเป็นหลัก
หากเป็นนายทหารหรือนายตำรวจชั้นยศ, พันเอก, นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือ
พันตำรวจเอกขึ้นไป หากเป็นข้าราชการพลเรือนก็ต้องไม่ต่ำกว่าระดับ 8
รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของเอกชน
ที่พิสดารหน่อยก็คือ บางหลักสูตรรับ “ศิลปิน” ซึ่งหมายถึง นักร้อง
นักแสดง ที่มีประสบการณ์สูงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
แน่นอนว่าอาชีพสูงส่งในสังคมไทยย่อมผ่านคุณสมบัตินี้อย่างสบาย เช่น
คนในแวดวงตุลาการอย่าง คนในแวดวงองค์กรที่มีผลต่อการเมืองไทยอย่าง
สมาชิกรัฐสภา, กรรมการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน
,กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ตุลาการรัฐธรรมนูญ, กรรมการปปช.,
ประธานหรือรองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ข้าราชการตุลาการยุติธรรม ตั้งแต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นไป,
ข้าราชการตุลาการศาลปกครองตั้งแต่ตำแหน่งอธิบดีศาลปกครองหรือภูมิภาคขึ้นไป,
ข้าราชการอัยการตั้งแต่อธิบดีอัยการขึ้นไป บางหลักสูตรระบุว่า
บุคคลที่สภาสถาบันพระปกเกล้าให้เข้ามาศึกษา
เพราะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการพัฒนาประชาธิปไตย
หรือเป็นผู้ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย
หรือสนับสนุนงานของสถาบันต่อไป
กลุ่มเป้าหมายดังกล่าว
สะท้อนความเชื่อของสถาบันฝากความหวังการพัฒนาประชาธิปไตย
ที่ให้ความสำคัญต่อคนที่อยู่บนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็น
หลักมากกว่าจะสร้างความเข้มแข้งจากฐานราก
ฐานคิดเช่นนี้เป็นเรื่องเดียวกับข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของรัฐ
ธรรมนูญฉบับปี 2540
ที่ว่าด้วยผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งที่ระบุว่าต้องจบปริญญาตรี
ปัญหาของความคิดที่ไม่เปิดโอกาสความเท่าเทียมในการเข้าสู่อำนาจในระบอบ
ประชาธิปไตย
จึงตอกย้ำได้สมกับเป็นสถาบันพระปกเกล้าที่ไม่เห็นความสำคัญของอำนาจอธิปไตย
ของราษฎร ไม่เห็นความสำคัญของโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน
ว่าไปแล้วนี่คือ อุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำไป
3. In the name of the Father : ผลงานในนามสถาบันพระปกเกล้า
ในเว็บไซต์ของสถาบันพระปกเกล้าได้จัดระบบการอธิบายผลงานของตนไว้เป็น 7 หมวด ที่ไม่รวมกับการเรียนการสอน ได้แก่
- ระบอบประชาธิปไตย
- การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
- ธรรมาภิบาล
- สันติวิธีและการบริหารจัดการความขัดแย้ง
- การเมืองภาคพลเมืองและความเป็นพลเมือง
- พระปกเกล้าศึกษา
- ประเด็นนโยบายสาธารณะ
ในหมวดต่างๆ ก็ยังแบ่งเป็น 4 ส่วนเหมือนกันนั่นคือประกอบไปด้วย
ผลงานวิจัย, บทความ, หนังสือเผยแพร่ และผลการสัมมนา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดก็คือ หมวดระบอบประชาธิปไตยที่มีผลงานวิจัยอยู่ 57
ชิ้น มีบทความที่นำมาจากสื่อต่างๆอีก 32 บทความ มีหนังสือเผยแพร่อยู่ 21
เล่ม และผลการสัมมนาอยู่ 4 ชิ้น
ตามมาด้วยหมวดการกระจายอำนาจและปกครองท้องถิ่น ที่มีผลงานวิจัยอยู่ 3
ชิ้น บทความ 7 บทความ หนังสือเผยแพร่อยู่ถึง 54 เล่ม และผลการสัมมนา 6 ชิ้น
ที่น่าผิดหวังมาก ก็คือ หมวดพระปกเกล้าศึกษา ที่มีผลงานน้อยมาก นั่นคือ มีเพียงผลงานการทำหนังสือเผยแพร่ 2 เล่ม นั่นคือ
เฉลิมพระยศเจ้านายฝ่ายใน เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดย สถาบันพระปกเกล้า และ
อาคารพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดย บัณฑิต จุลาสัย และ พีรพงศ์ จันทรา
หรืออาจเป็นได้ว่าในนามของรัชกาลที่ 7 แล้ว
ความสัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตยช่างกลวงเปล่านัก
สิ่งที่ประจักษ์แก่ตาพวกเราก็คือ ตัวสถาบันเองมิได้ผลิตข้อมูล งานวิจัย
ข้อโต้แย้งใดๆในแวดวงวิชาการสาธารณะเลย การอ้างอิงถึงรัชกาลที่ 7
ก็เป็นเพียงผลิตซ้ำการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ด้วยอนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์เพียง
เท่านั้น
ผลงานอีกส่วนหนึ่งที่พบในเว็บไซต์ของสถาบันก็คือ
ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง
ที่พยายามสรุปหัวข้อและจัดทำบทความทางการเมืองการปกครองของไทยตั้งแต่การ
เปลี่ยนมาสู่ระบอบประชาธิปไตย จนถึงปัจจุบัน
ฐานข้อมูลนี้มีหน้าตาและการใช้งานคล้ายกับ
วิกิพีเดีย ขณะนี้มี 1,163 บทความ แบ่งเป็นหมวดหมู่ทั้งหมด 15 หมวด ได้แก่
- กลุ่มที่ 1 พระมหากษัตริย์
- กลุ่มที่ 2 พระปกเกล้าศึกษา
- กลุ่มที่ 3 รัฐธรรมนูญ
- กลุ่มที่ 4 สถาบันการเมือง
- กลุ่มที่ 5 พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
- กลุ่มที่ 6 การปกครองท้องถิ่น
- กลุ่มที่ 7 เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง
- กลุ่มที่ 8 บุคคลสำคัญทางการเมือง
- กลุ่มที่ 9 การเมืองภาคพลเมือง
- กลุ่มที่ 10 ธรรมาภิบาล
- กลุ่มที่ 11 สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข
- กลุ่มที่ 12 การบริหารราชการแผ่นดิน
- กลุ่มที่ 13 สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ
- กลุ่มที่ 14 ประชาคมอาเซียน
- กลุ่มที่ 15 วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ
ลักษณะเด่นก็คือ มีการระบุผู้เขียนบทความ
และมีผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความกำกับอย่างชัดเจน
พร้อมทั้งการอ้างอิงและหนังสือแนะนำเพื่อค้นคว้าต่อ สำหรับผู้เขียนบทความ
บางครั้งเป็นนักวิชาการในสถาบัน
บางครั้งเป็นนักเขียนภายนอกที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง
เช่น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เขียนบทความ “การหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร”
[8] อุเชนทร์ เชียงแสน เขียนบทความ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร”
[9] ฯลฯ
เว็บไซต์ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า
http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/หน้าหลัก
4. เครือข่ายทางวิชาการ
จากเครือข่ายชนชั้นนำชนชั้นปกครองที่สร้างผ่านชุมนุมหลักสูตรชั้นสูงแล้ว ยังมีการประชุมวิชาการพระปกเกล้า ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2542
[10]
อันต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
และยังมีโครงการให้ทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์ขึ้นโดย สำนักวิจัยและพัฒนา
ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการ
เมืองการปกครองและการพัฒนาประชาธิปไตย และสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ขึ้น
. นอกจากนั้น สถาบันยังทำตัวเอเย่นต์แนวคิดประชาธิปไตยที่มีรัชกาลที่ 7
ทรงเป็นประมุข
โดยอาศัยแบรนด์ของตนทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างจังหวัดในนาม
“ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง” เราพบว่าปัจจุบันมีศูนย์ดังกล่าวอยู่ใน 42
จังหวัดทั่วประเทศ
[11]
ศูนย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ผูกติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดต่างๆ
ดังที่จะเห็นว่า
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมักจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการศูนย์ฯ
รวมไปถึงสถาบันในเครือข่ายราชภัฏเช่น วิทยาลัยแม่ฮ่องสอน อีกด้วย
นอกจากนั้น หากจังหวัดใดไม่มีแม้เครือข่ายราชภัฏ
ก็จะแปรเปลี่ยนไปตามบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อการเรียนรู้และภาคประชาสังคม
เช่น ผู้บริหารสถาบันการศึกษาใน จังหวัดพะเยา
บุคลากรด้านสาธารณสุขแบบที่จังหวัดน่าน
เว็บเพจที่แสดงเครือข่ายศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง
http://www.kpi.ac.th/ppd/
5.ระบบเกียรติยศ และการมุ่งเน้นอาภรณ์คลุมกาย
สิ่งที่สถาบันเน้นมากอีกส่วนหนึ่งก็คือ
การกำหนดอำนาจและขอบเขตเกี่ยวกับการให้ประกาศนียบัตร วุฒิบัตร
รวมไปถึงการกำหนดเข็มวิทยฐานะ ซึ่งปรากฏอยู่ใน
พ.ร.บ.สถาบันพระปกเกล้า (ฉบับที่2) พ.ศ.2543 อันกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับประกาศนียบัตร และวุฒิบัตรต่างๆใหม่ นอกจากนั้นยังมี
ข้อ
บังคับสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง
เครื่องแบบสำหรับผู้ศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงทุกหลักสูตร พ.ศ.
2545, ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยเข็มวิทยฐานะ ตราเครื่องหมาย
สัญลักษณ์ของสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2544 และที่สำคัญ
ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยการศึกษาในสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2543
ที่แจงให้เห็นหลักสูตรและรายละเอียดการเรียนการสอน
การกำหนดระเบียบที่ซับซ้อนเช่นนี้ ไม่ต่างจากระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน
หรือสถาบันการศึกษาในระบบของกระทรวงศึกษาธิการเลย
รางวัลสถาบันพระปกเกล้า ตอกย้ำแบรนด์ประชาธิปไตยแบบไทยๆ
การมอบรางวัลพระปกเกล้าและใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้านั้น
ถือเป็นการปูนบำเหน็จและมอบเกียรติยศผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยอาศัยชื่อชั้นและแบรนด์ประชาธิปไตยที่มีรัชกาลที่ 7
ทรงเป็นประมุขเป็นจุดขาย
โดยเฉพาะการผูกความหมายของรางวัลเข้ากับพระราชดำริการจัดตั้งเทศบาล
เมื่อทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์
The New York Time ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2474 เริ่มมีการมอบรางวัลตั้งแต่ปี 2544 และผูกติดกับงานประชุมวิชาการ KPI CONGRESS ประจำปี
[12]
อนึ่ง การจัดตั้งเทศบาลขึ้นอย่างจริงจังและกว้างขวางนั้น
เป็นผลงานของคณะราษฎรที่แทบไม่ได้รับการกล่าวถึงและให้เกียรติจากสถาบันนี้
เลย
เราสามารถแบ่งเป็นรางวัล 2 ประเภท นั่นคือ รางวัลสถาบันพระปกเกล้า
และรางวัลสถาบันพระปกเกล้าทองคำ ซึ่งส่วนหลังเป็นรางวัลระดับพรีเมี่ยม
รางวัลสถาบันพระปกเกล้า จะมีการแจกทุกปีตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งในปี 2552 เริ่มแบ่งประเภทรางวัลเป็น 3 ประเภท
[13]
ได้แก่ ประเภทที่ 1 ด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
ประเภทที่ 2 ด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ และประเภทที่ 3
ด้านการเสริมสร้างเครือข่าย รัฐ เอกชน และประชาสังคม
นั่นทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีโอกาสที่จะได้รับรางวัลมากขึ้นกว่า
เดิม สถาบันให้เหตุผลว่า
เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น
รางวัลสถาบันพระปกเกล้าทองคำ จะมีทำการมอบรางวัลแบบปีเว้นปี
ที่แตกต่างจากรางวัลธรรมดาก็คือ เป็นรางวัลที่มอบให้กับ
องค์กรที่บริหารงานด้วยความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนที่
โดดเด่น ต่อเนื่อง และมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการบริหารงานใหม่ๆ
อันเป็นแบบอย่างที่ดีแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในประเทศไทย
บังเอิญเสียเหลือเกินว่า การมอบรางวัลพระปกเกล้าทองคำครั้งแรก
เกิดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า
[14] ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน เพียง 2 สัปดาห์
รางวัลพระปกเกล้าทองคำ ปี 2551 ของ เทศบาลตำบลกำแพง จังหวัดสตูล
http://www.kumpangcity.go.th/award/a51_4.php
6. สถาบันพระปกเกล้า มาจากภาษีของประชาชน
สถาบันพระปกเกล้า ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ตัวเลขต่อปีอยู่ที่
200-400 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับงบประมาณของมหาวิทยาลัยราชภัฏในแต่ละจังหวัดที่ได้เฉลี่ยแห่ง
ละประมาณ 200-300 ล้านบาท ก็นับได้ว่า
สถาบันพระปกเกล้าใช้จ่ายเงินในขนาดพอๆกัน
อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับองค์ที่สุรุ่ยสุร่ายกว่ามากๆอย่าง สสส. ที่ภายใน
10 ปีใช้เงินไปกว่า 24,403 ล้านบาทแล้ว ถือว่า
สถาบันพระปกเกล้าทำงานได้คุ้มค่ากว่ามาก
ตารางด้านล่างจะแสดงให้เห็นการได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐตั้งแต่ยัง
สังกัดอยู่กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ตารางแสดง งบประมาณแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระปกเกล้า ปี 2538-2555
ปีงบประมาณ
|
งบประมาณ
|
คณะรัฐบาล
|
หมายเหตุ
|
2538
|
ไม่มีข้อมูล
|
บรรหาร
|
เริ่มจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้า ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
|
2539
|
ไม่มีข้อมูล
|
บรรหาร/ชวลิต
|
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
|
2540
|
ไม่มีข้อมูล
|
ชวลิต/ชวน
|
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
|
2541
|
1,319,283,400
|
ชวน
|
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร/ พรบ.พระปกเกล้า
|
2542
|
1,120,586,800
|
ชวน
|
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
|
2543
|
1,088,539,600
|
ชวน
|
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร/พรบ.พระปกเกล้า (ฉ.2)
|
2544
|
1,140,409,800
|
ชวน/ทักษิณ
|
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
|
2545
|
265,000,000
|
ทักษิณ
|
แยกงบประมาณออกมาเป็นอิสระ
|
2546
|
220,000,000
|
ทักษิณ
|
|
2547
|
238,114,900
|
ทักษิณ
|
|
2548
|
239,100,000
|
ทักษิณ
|
|
2549
|
314,279,000
|
ทักษิณ/สุรยุทธ์
|
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย คปค.
|
2550
|
200,000,000
|
สุรยุทธ์
|
|
2551
|
264,321,000
|
สุรยุทธ์/สม้คร/สมชาย/อภิสิทธิ์
|
|
2552
|
360,000,000
|
อภิสิทธิ์
|
สถาบันพระปกเกล้าออกนโยบายจริยธรรม
|
2553
|
406,109,000
|
อภิสิทธิ์
|
เหตุการณ์ปราบปรามประชาชน เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553
|
2554
|
383,084,300
|
อภิสิทธิ์/ยิ่งลักษณ์
|
|
2555
|
372,968,900
|
ยิ่งลักษณ์
|
สถาบันพระปกเกล้าเสนองานวิจัยปรองดอง
|
ที่มา
พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2538-2555 ใน
ราชกิจจานุเบกษา ระหว่างปี 2538-2540 ดูในส่วนของ
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ดูในส่วนของ
สถาบันพระปกเกล้า
5. สถาบันพระปกเกล้าหลัง รัฐประหาร 2549
เป็นสิ่งที่น่าติดตามเช่นกันว่า หลังรัฐประหาร 2549 แล้ว
สถาบันนี้จะมีบทบาทอย่างไรในสังคมการเมืองที่เปลี่ยนผ่านไปทางอาการเสื่อม
ถอยของประชาธิปไตย แทนที่เราจะพบกับคำถามที่แหลมคมต่อการรัฐประหาร
ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือไม่เห็นด้วย แต่เปล่าเลยเรากลับพบว่า
สิ่งที่ปรากฏก็คือ การเต้นตามทำนองพร่ำเพ้อหาศีลธรรม
คุณธรรมจากปากฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย นั่นคือ การตรา
“ประมวลจริยธรรมบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้า” ประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา ปี 2552 [15] โดยทำการยกเลิก “จรรยาบรรณพนักงาน ลูกจ้างของสถาบันพระปกเกล้า” ฉบับเดิมในปี 2544
คำปรารภของประมวลจริยธรรม
กล่าวถึงนิยามของจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้วยตรรกะอันพิสดาร
ที่จับใจความได้ว่า
การที่ทุกตำแหน่งต้องปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้นั้น ต้องมี
“จริยธรรม” อันเกิดจากการรวมตัวกันของ “คุณธรรม” ในฐานะ
ประโยชน์แก่ส่วนรวมและตัวเอง และ “ศีลธรรม” ในฐานะ
โทษของ
ส่วนรวมและตัวเอง โดยภาพรวมเนื้อหาหลักๆ
ของประมวลจริยธรรมนี้ก็อาจไม่แปลกอะไรและไม่ต่างอะไรกับจรรยาบรรณทั่วๆไป
แต่ที่สะดุดใจผู้เขียนก็คือ
มีอยู่ตอนหนึ่งของจริยธรรมบุคลากรที่ผูกโยงเข้ากับความจงรักภักดีต่อสถาบัน
กษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น ดังนี้
[16]
หมวด 3 จริยธรรมบุคลากร
ข้อ 4 บุคลากรต้องมีจิตสำนึกและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดังนี้
1)
ไม่แสดงการต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข
หรือสนับสนุนให้นำการปกครองในระบอบอื่นที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาใช้ในประเทศไทย
2) จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และไม่ละเมิดองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระรัชทายาทไม่ว่าทางกาย หรือทางวาจา
6. ประชาธิปไตยแบบเซเล็บ กับผู้นำเด็กๆ ของฉัน
แทนที่สถาบันพระปกเกล้าจะมุ่งเน้นสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับคุณูปการ
ของพระปกเกล้า หรือข้อโต้แย้งข้อเสนอของฝ่ายตรงกันข้าม
หรือกระทั่งการสนับสนุนแนวคิด “คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม” อย่างเป็นระบบ
กลับพบว่าปัญญาชนฟากฝั่งนี้ไม่ได้ให้ความสนใจ
ที่จะสร้างความรู้ใหม่ๆมาเสริมสิ่งที่หัวใจของตนเอง
แต่กลับมุ่งทำในสิ่งที่ไม่ใช่ด้านถนัดของตน ตัวอย่างสำคัญก็คือ
การสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาทเสริมภาพลักษณ์องค์กร
ดังที่เห็นได้จากหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยรุ่นที่1
สถาบันพระปกเกล้า (ปนป.1) ที่เริ่มต้นในปี 2554
หลักสูตรผู้นำฯ รุ่นแรก 120 คน มีอายุตั้งแต่ 20-40 ปี
ประกอบด้วยคนดังในวงการบันเทิง ได้แก่ วู้ดดี้ - วุฒิธร มิลินทจินดา,
อั๋น-ภูวนาถ คุนผลิน, ฟลุ๊ค-เกริกพล มัสยวาณิช, พชร ปัญญายงค์
แวดวงการเมือง เช่น อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ, วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์, สกลธี
ภัททิยะกุล และสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ที่รั้งตำแหน่งประธานรุ่น
ส่วนแวดวงธุรกิจ ก็มี ธนา เธียรอัจฉริยะ,จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ,นิธิ
เนื่องจำนง,ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รวมถึงอาชีพอื่นๆ ทั้งตุลาการ ตำรวจ
สื่อมวลชน นักวิชาการ แม้แต่แอร์โฮสเตส นักสังคมสงเคราะห์
ร่วมด้วยบรรดาผู้นำนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น
จุฬา,ธรรมศาสตร์,รามคำแหง ผู้นำนักศึกษามุสลิม
โดยจุดประสงค์ของหลักสูตรนี้จากการสัมภาษณ์ของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ
เลขาธิการสถาบัน ก็คือ
ต้องการให้คนเหล่านี้มีความรู้ที่กว้างขึ้นกว่างานที่ตัวทำ,
พัฒนาสู่ทักษะออกไปช่วยสังคม แทนที่จะเขียนเปเปอร์ส่งเหมือนหลักสูตรอื่นๆ
หลักสูตรนี้ต้องคิดทำโครงการ ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในชุมชน
ฝึกฝนทักษะทำงานเป็นทีมและทำงานร่วมกับประชาชน
เมื่อจบหลักสูตรแล้วจะมีการประกวดโครงการแข่งขันกัน,
หวังว่าหลังจากเรียนจบแล้วจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่มีความรับผิด
ชอบต่อสังคมมากขึ้น
[17]
เหล่าผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยรุ่นที่1 สถาบันพระปกเกล้า (ปนป.1)
ด้วยความที่มีพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังอย่างวู้ดดี้
ซึ่งมีคอนเนกชั่นทางสื่อและวงการบันเทิง
ทำให้เกิดผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันก็คือ
การจัดทำสปอตรณรงค์เพื่อเชิญชวนคนออกมาเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 ที่ชื่อว่า
“อวสานแพลงกิ้ง จะนอนนิ่งหรือจะ...?”
[18]
คลิป “อวสานแพลงกิ้ง จะนอนนิ่งหรือจะ...?” ที่เผยแพร่ในยูทูป
http://www.youtube.com/watch?v=Yo37rPGqF0E
นอกจากนั้น
เครื่องมือสำคัญที่พวกเขาใช้หล่อหลอมพฤติกรรมให้กลายเป็นคนกลุ่มเดียวกันใน
ระยะเวลาอันสั้นก็คือ กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ
แม้ว่าลูกเสือชาวบ้านเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายอนุรักษ์นิยมขวาจัดใน
ช่วงขวาพิฆาตซ้ายช่วงปี 2518-2519 มาแล้ว
แต่สถาบันพระปกเกล้าก็ไม่ยี่หระใดๆต่อประวัติศาสตร์แบบนั้น
และอาจถือว่าไม่เกี่ยวกันและอยู่คนละบริบททางประวัติศาสตร์แล้วก็เป็นได้
สถาบันจัดกิจกรรมให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสโลกของลูกเสือ
ผ่านกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือที่ผสมผสานอุดมการณ์ชาตินิยมและการสันทนาการนอก
บ้านได้อย่างลงตัว มีบทสัมภาษณ์ของสมาชิกรุ่น ปนป.1 อย่าง มินท์ อรรถวดี
จิรมณีกุล ไฮโซและนักร้องเสียงดี กล่าวไว้ว่า
“ที่สำคัญพอกลับมาแล้วมิ้นท์รู้สึกมองโลกเปลี่ยนไปเลย
เพราะไปอยู่ตรงนั้นมันไม่ได้สบาย ต้องทำทุกอย่างเอง จุดเตาไฟทำกับข้าวเอง
พอกลับมาบ้าน สิ่งธรรมดาอย่างแค่เครื่องปรับอากาศ
เราก็รู้สึกถึงค่าของมันมากขึ้น ว่าที่จริงชีวิตเราสบายนะ
หรือการมีคนทำนู่นนี่ให้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอย่างเรา
มันทำให้เราฉุกคิดและเห็นคุณค่าอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตของเรามากขึ้น” [19]
เหล่าผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยรุ่นที่1 สถาบันพระปกเกล้า (ปนป.1) ในเครื่องแบบลูกเสือ ยามออกค่าย
ล่าสุดเห็นว่ามี ปนป.2 แล้วในปี 2555 เหล่าคนดังที่เรารู้จักกันก็มีตั้งแต่
[20]
สุริยะใส กตะศิลา, จิตรภัสร์ ภิรมย์ภักดี, หมอโอ๊ค สมิทธิ์ อารยะสกุล,
โอปอล์ ปาณสรา พิมพ์ปรุ ฯลฯ คำสัมภาษณ์ของยะใส
น่าจะเป็นคำพูดแทนใจของคนในรุ่นได้อย่างหมดจด
“เป็นความทรงจำที่สุดแสนประทับใจ
และสามารถเก็บเกี่ยวมิตรภาพที่สุดวิเศษจากเพื่อน ปนป.2 ได้อย่างงดงาม
ที่สำคัญที่สุดทำให้ผมเห็นคุณค่าของหลักสูตรนี้ตั้งแต่เริ่มต้น
ขอบคุณคณาจารย์หลักสูตรสถาบันพระปกเกล้า ครูฝึกลูกเสือ
เพื่อนร่วมรุ่นทุกๆท่าน
ที่ร่วมกันสร้างประสบการณ์อันทรงเกียรติกันครั้งนี้ครับ”
การที่สถาบันพระปกเกล้า เน้นความเป็นผู้นำก็ดี
การกีดกันคนที่การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีก็ดี
การเรียนหลักสูตรที่มีค่าธรรมเนียมแสนแพงก็ดี
การคัดคนที่มีลำดับชั้นบนให้เข้ามาร่วมสังสรรค์ก็ดีแสดงให้เห็นเป็นอย่างดี
ว่า ประชาธิปไตยแบบนี้เป็นอย่างไร และเป็นของใครกันแน่
8. ไหนว่าสนับสนุนท้องถิ่นกระจายอำนาจ คำถามต่อกระแสการเลือกตั้งท้องถิ่น
ตั้งแต่ต้นปี 2555 ไปถึง 2556
สนามการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศร้อนระอุขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของผล
ประโยชน์และการตื่นตัวทางการเมือง
ทั้งที่สมรภูมินี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการตื่นตัวของประชาธิปไตยในสังคมไทย
เมื่อการเมืองท้องถิ่นนั้นวางอยู่บนฐานผลประโยชน์ชนิดที่ว่าเป็นการเมือง
ใกล้ตัวที่กินได้
หลายแห่งเราพบด้วยซ้ำว่า ยักษ์ใหญ่แบบพรรคเพื่อไทยก็ยังล้ม
เมื่อไม่แคร์ต่อความรู้สึกประชาชนในการการส่งผู้แทนที่ไม่เข้าท่า
และไม่มีศักยภาพจะสร้างผลงาน
ไม่ว่าจะเป็นสนามเลือกตั้งระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาลนคร,
เทศบาลเมือง ไล่มาจนถึงระดับองค์การบริหารส่วนตำบล
แต่ที่เงียบเชียบเป็นพิเศษก็คือ
ท่าทีของสถาบันพระปกเกล้าที่จะเดินเกมรุกที่จะ “เล่น”
กับการกระแสท้องถิ่นที่อย่าลืมว่าเป็นจุดขายที่สถาบันพระปกเกล้าเคย
อ้างกระแสพระราชดำรัส รัชกาลที่ 7 ไว้
ทั้งที่สถาบันพระปกเกล้าที่ควรจะเป็นหัวเรือใหญ่ที่จะเล่นกับกระแสการเมือง
ท้องถิ่นนี้
เมื่อเทียบกับผลกระทบและเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างงานวิจัยปรองดองนั้น
แล้ว สถาบันกลับมีท่าทีที่เฉยเมย อย่างยิ่งกับสนามเลือกตั้งท้องถิ่นนี้
ทั้งที่แบรนด์รางวัลพระปกเกล้าของตัวเองนั้นให้น้ำหนักของท้องถิ่นเป็นอย่าง
มาก สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่า
สถาบันถนัดที่จะสร้างภาพและผลิตงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ
ยังดีที่ว่า สถาบันพระปกเกล้ายังอยู่ในแวดวงของกระแส “จังหวัดจัดการตัวเอง”
[21]
บทบาทของสถาบันพระปกเกล้าที่ผ่านมา
จึงเต็มไปด้วยความลักลั่นพอๆกับนิยามของประชาธิปไตยในสังคมไทย
ในความเห็นผู้เขียนเห็นว่า
หากสถาบันพระปกเกล้าไม่สามารถพิสูจน์ศักยภาพในฐานะสถาบันที่เชิดชู
ประชาธิปไตยของตัวเองได้ ก็คงจำเป็นต้องแจ้งแก่สาธารณะโดยตรงว่า
สถาบันนี้ไม่ได้สนับสนุนประชาธิปไตย
แต่ต้องการเป็นโรงเรียนบริหารการเมืองธุรกิจ
เพื่อผลิตผู้นำทางการเมืองระดับครีมอะไรก็ว่ากันไป
และแยกตนออกมาจากการสนับสนุนของรัฐสภาเสีย
และเปิดโอกาสให้มีหน่วยงานใหม่เข้ามาทำงานตรงนี้แทนที่ เพราะอย่าลืมว่า
สาระของหน่วยงานนี้คือ
องค์กรอิสระภายใต้กำกับของรัฐสภาอันเป็นสถาบันตัวแทนของประชาชน
แม้กระทั่งชื่อของสถาบัน เราก็อาจตั้งคำถามได้ด้วยว่า
ไปกันได้กับประชาธิปไตยที่คนส่วนใหญ่ของประเทศใฝ่หาและเอื้อให้อำนาจอธิปไตย
เป็นของราษฎรอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือจำเป็นที่จะต้อง Rename
เพื่อไม่ทำให้คนไขว้เขวและเข้าใจผิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยไปมากกว่านี้
หรือไม่เช่นนั้นก็สถาบันพระปกเกล้า ก็จงทำให้สาธารณะเห็นเถิดว่า สิ่งที่ผู้เขียนปรามาสไว้นั้นผิด.
อ้างอิง:
- สถาบันพระปกเกล้า. "การเรียนการสอน".
http://www.kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=620&Itemid=9#d
(27 พฤษภาคม 2555)
- สถาบันพระปกเกล้า. “ตารางการดำเนินการจัดการศึกษา รุ่นที่ 10
แนวคิดเบื้องต้นและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง 7
กันยายน พ.ศ. 2554 ถึง 8 เดือน ตุลาคม 2554”.
http://www.kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=1047&Itemid=281
(19 มิถุนายน 2555)
- ตามแผนการศึกษา มีรายละเอียดดังนี้
- หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง
- หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน
- หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง
- หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข
- หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน
- ตามแผนการศึกษา มีรายละเอียดดังนี้
- หลักสูตรประกาศนียบัตรวิทยากรการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
- หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย
- หลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย
- หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง
- หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารระดับต้นของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
- หลักสูตรประกาศนียบัตรแนวคิดพื้นฐาน เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งด้านนโยบายสาธารณะโดยสันติวิธี
- หลักสูตรประกาศนียบัตรการพัฒนาเมืองสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น
- หลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- หลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายท้องถิ่น
- หลักสูตรประกาศนียบัตรการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ
- หลักสูตรประกาศนียบัตรไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
- ตามแผนการศึกษา มีรายละเอียดดังนี้
- หลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาความสามารถผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- หลักสูตรวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกรัฐสภา
- หลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภา
- หลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนสำหรับผู้ปฏิบัติงาน
- หลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนสำหรับผู้บริหาร
- หลักสูตรวุฒิบัตรการกำกับดูแลกิจการสำหรับกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน
- โดยข้อพิจารณาของ วปอ.นี้ มีข้อกำหนดของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าศึกษาว่า
- ถ้าเป็นข้าราชการพลเรือน ต้องเป็นระดับ 9 หรือเทียบเท่า ขึ้นไป
- ถ้าเป็นข้าราชการทหาร ต้องมีชั้นยศระดับพันเอก รับเงินเดือน
อัตราพันเอกพิเศษ นาวาเอก รับเงินเดือน อัตรานาวาเอกพิเศษ นาวาอากาศเอก
รับเงินเดือน อัตรานาวาอากาศเอกพิเศษ ขึ้นไป
- ถ้าเป็นข้าราชการตำรวจ ต้องมีชั้นยศระดับพันตำรวจเอก รับเงินเดือน อัตราพันตำรวจเอกพิเศษ ขึ้นไป
- วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.). "ความเป็นมาของสถาบัน".
http://thaindc.org.a27.readyplanet.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539428636
(20 มิถุนายน 2555)
- อัตราค่าธรรมเนียมจาก
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับ
สูง, หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน,
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน
- นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. "การหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร". ใน
สถาบันพระปกเกล้า.
http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3
(4 ตุลาคม 2554 )
- อุเชนทร์ เชียงแสน. "เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร". ใน
สถาบันพระปกเกล้า.
http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_19_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2_%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3
(5 ตุลาคม 2554 )
- มีหัวเรื่องรายปีดังนี้
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 1 ประจำปี 2542 เรื่อง การเมือง การบริหาร และการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยในต้นศตวรรษหน้า
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 2 ประจำปี 2543 เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน ความยั่งยืนของประชาธิปไตย
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 3 ประจำปี 2544 เรื่อง การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 4 ประจำปี 2545 เรื่อง 5 ปีของการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 5 ประจำปี 2546 เรื่องประชาธิปไตยกับการบรรเทาความยากจน
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 6 ประจำปี 2547 เรื่องสันติวิถี กับความยั่งยืนของประชาธิปไตย
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 7 ประจำปี 2548 เรื่องการเมืองฐานประชาชน ความยั่งยืนของประชาธิปไตย
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 8 ประจำปี 2549 เรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ : มุมมองเชิงเปรียบเทียบ
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 9 ประจำปี 2550 เรื่องวัฒนธรรมการเมือง จริยธรรม และการปกครอง
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551 เรื่อง การเมืองและวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง
ความขัดแย้ง ความชอบธรรม และการปฏิรูประบบรัฐ:
การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12 ประจำปี 2553 เรื่อง คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย
- การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13 ประจำปี 2554 เรื่อง
ความเป็นพลเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย(Citizenship and the Future of Thai
Democracy)
- ดูใน สถาบันพระปกเกล้า. "หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า
KPI CONGRESS".
http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2_KPI_CONGRESS
(25 พฤษภาคม 2555)
- สถาบันพระปกเกล้า. "ประวัติความเป็นมาของศูนย์".
http://kpi.playthailand.com/index.php?module=political&pro_id=1 (20
มิถุนายน 2555)
- สถาบันพระปกเกล้า. "รางวัลพระปกเกล้า ปี 2544".
http://www.kpi.ac.th/kpiaward/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=1&Itemid=63
(20 มิถุนายน 2555)
- สถาบันพระปกเกล้า. "รางวัลสถาบันพระปกเกล้า ปี 2552".
http://www.kpi.ac.th/kpiaward/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=9&Itemid=71
(20 มิถุนายน 2555)
- สถาบันพระปกเกล้า. "รางวัลสถาบันพระปกเกล้าทองคำ ปี 2549".
http://www.kpi.ac.th/kpiaward/index.php?option=com_content&view=article&id=15:2010-08-08-09-23-40&catid=114:about-it&Itemid=51
(20 มิถุนายน 2555)
- “ประมวลจริยธรรมบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้า” ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 126, ตอนพิเศษ 159 ง, 30 ตุลาคม 2552, หน้า 117-128
- “ประมวลจริยธรรมบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้า” ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 126, ตอนพิเศษ 159 ง, 30 ตุลาคม 2552, หน้า 119
- สถาบันพระปกเกล้า. "'ยังบลัด'พระปกเกล้า..คอนเนคชั่นเพื่อสังคม". http://www.kpipnp.com/news/detail/23 (27 มิถุนายน 2554)
- "อวสานแพลงกิ้ง จะนอนนิ่งหรือจะ...?". http://www.youtube.com/watch?v=Yo37rPGqF0E (20 มิถุนายน 2554)
- ASTVผู้จัดการออนไลน์. ""ณัฐภัทร-อรรถวดี จิรมณีกุล"
ผนึกกำลังสองเจนสู่ผู้นำธุรกิจนาฬิกา".
http://www.manager.co.th/Celebonline/ViewNews.aspx?NewsID=9540000132310
(14 พฤศจิกายน 2554)
- จดหมายข่าวสถาบันพระปกเกล้า, 13 : 4 (เมษายน 2555)
- สำนักข่าวอิศรา. "3 โมเดล
“จังหวัด-อำเภอจัดการตนเอง”...ฝันที่เป็นจริง?"
http://www.isranews.org/community-news/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%8A%E0%B8%9B-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/21-scoop-news-documentary-analysis/5229-3-%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A5-%E2%80%9C%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E2%80%9D-%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87.html
(31 มกราคม 2555)