WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 24, 2012

วิชาญ มีนชัยนันท์: เปิดหูเปิดตาท้าคนกรุง แยกแยะ "ทักษิณ-ข้างบน" และองคมนตรี

ที่มา uddred

 ประชาชาติธุรกิจ 24 มิถุนายน 2555 >>>






หลังพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมรัฐสภา สมัยนิติบัญญัติ ทั้ง 2 พรรคใหญ่เปิดอภิปรายนอกสภาอย่างคึกคัก
พรรคประชาธิปัตย์ชิงลงมือก่อนด้วยการจัดอีเวนต์ปักธงทั้งในกรุงเทพฯและหัว เมือง อภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนสมัยการประชุมสามัญทั่วไป 2 เดือน
พรรคเพื่อไทยโดย "วิชาญ มีนชัยนันท์" ประธานภาค กทม. ลงมือตามไปประดาบในเขตเลือกตั้งเมืองหลวง
"ประชาชาติธุรกิจ" จับเข่าคุยกับ "วิชาญ" หลังเวทีปราศรัย เขาแนะนำให้คน กทม. เปิดใจกว้างเพื่อลบภาพเผาบ้าน-เผาเมือง และ "ปีศาจทักษิณ" ในสายตาคนกรุง

เหตุผลของการจัดเวทีปราศรัย "เพื่อไทย ความจริง เพื่อประชาธิปไตย"

พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีปราศรัยมาแล้ว 2 ครั้ง (ลานคนเมือง และวงเวียนใหญ่) เพราะดูแล้วเป็นการต่อว่า บิดเบือนข้อเท็จจริงหลังจากสู้ในสภาไม่ได้ และทำให้ประชาชนเริ่มสับสน เราไม่คิดว่าเขาจะจัดครั้งที่ 3 (มีนบุรี) บังเอิญมาจัดในพื้นที่ผม เลยคุยกับทางพรรคว่าควรต้องมีแนวทาง หากเขาปราศรัยแบบนี้ตลอดชาวบ้านเริ่มเชื่อ

คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มาล้วงคองูเห่าถึงพื้นที่ตัวเองหรือไม่ จึงต้องตอบโต้

ในฐานะที่เป็นประธานภาค กทม. คิดว่าหากเราไม่มีการโต้ตอบ ปัญหาที่ตามมาคือประชาชนคงมองว่าพรรคเพื่อไทยยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งใช้สื่อบลูสกายมีสมาชิกประชาธิปัตย์ติดตามอยู่ เราจึงเลือกใช้วิธีการตอบโต้

ทำไมเพื่อไทยจึงมาเล่นเกมท้องถนน

การเมืองต้องเล่นในสภา แต่ปิดสมัยประชุมสภา ดังนั้นการที่ประชาธิปัตย์ออกมาปราศรัยเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่จะทำให้ ระบอบประชาธิปไตยที่เคยเดินไปด้วยดีในระบอบรัฐสภากลับต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราจึงมีความจำเป็นต้องสื่อสารให้ประชาชนทราบ

เป็นสงครามแย่งชิงมวลชนอีกแบบ

การแย่งมวลชนเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย เพื่อรักษาฐานอำนาจของประชาชนไว้มากที่สุด

ถ้าเพื่อไทยปราศรัยในเขตประชาธิปัตย์ คิดว่าสามารถดึงคะแนนจากพื้นที่ได้ไหม

คนกรุงเทพฯ เบื่อง่ายแต่ลืมเร็ว เราจึงต้องชี้และกระตุ้นเตือนให้เห็น ต้องลงในลักษณะการลงพื้นที่เพื่อสื่อให้เห็น

คน กทม. อาจติดภาพเรื่องที่แกนนำคนเสื้อแดง หรือ ส.ส.เพื่อไทย ถูกตราหน้าว่าเผาเมือง จะลบภาพเหล่านี้ได้อย่างไร

ทุกวันนี้คนกรุงเทพฯที่สนใจการเมืองนั้นไปตามกระแส แต่ไม่เคยศึกษาเลยว่าขณะนี้ผู้คนเดือดร้อน มีความจำเป็นเรื่องอะไร เรื่องแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่เรื่องการปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสนใจ อย่ามัวแต่ไปวิพากษ์วิจารณ์แต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวมันไม่ใช่ เพราะเศรษฐกิจจะไปได้รากฐานของการเมืองต้องมั่นคงแข็งแรง ฝ่ายรัฐบาลต้องเข้มแข็ง

คนกรุงเทพฯที่ไม่เลือกเพื่อไทย อาจเป็นเพราะปัญหาม็อบกลางเมืองและผลประโยชน์คุณทักษิณ จะแก้ภาพนี้ได้ไหม

คนกรุงเทพฯในฐานะคนเมืองหลวง ต้องเปิดใจกว้าง ต้องมีความรู้ ความสามารถ ไม่ใช่ปิดตา ปิดหู เชื่อแล้วปักใจ เรากำลังชี้แจง ในอดีตก็เคยเลือกพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 จาก 36 ที่นั่ง ได้รับเลือกเข้ามาถึง 26 ที่นั่ง ต่อมาปี 2548 จาก 36 ได้ถึง 31 ที่นั่ง คนกรุงเทพฯเลือกพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น ก็เพราะว่าเชื่อมั่น แต่เมื่อเกิดกระบวนการล้มล้างทักษิณ ท่านปักใจเลย ท่านไม่ให้โอกาสเลย
คนชนบทที่เขาเลือกพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย เพราะเขาคิดว่าพรรคดำเนินการช่วยเหลือประชาชนรากหญ้าที่แย่ที่สุด คนจำนวน 30-40 ล้านคน คนกรุงเทพฯที่เป็นคนชั้นกลางระดับมีเงินถึงระดับรวยมาก รวมถึงคนที่มีธุรกิจจะได้ประโยชน์ ต้องยอมรับฟัง
เพราะฉะนั้น ถ้าคนกรุงเทพฯบอกว่าตัดคุณทักษิณ (ชินวัตร) ให้ออกไปคนเดียว เขาก็ต้องมองเชื่อมต่อไปถึงข้างบนด้วยว่ามีคนสั่งการ มีองคมนตรีที่เชื่อมโยงกันออกมา ถ้าคนกรุงเทพฯคิดอย่างนั้นก็ไม่มีหลักความเป็นธรรม เพราะประเทศนี้เป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนุญ มีนิติรัฐ คนกรุงเทพฯต้องเผื่อใจไว้สำหรับตัดสินความถูกต้อง นานาอารยประเทศเขามองประเทศไทยอยู่ ประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะกรุงเทพฯอย่างเดียว
คนเสื้อแดงก็เหมือนกัน ต้องฟังความถูกต้อง แยกแยะ อย่าตัดสินด้วยความรู้สึก แล้วใช้มาเป็นการตัดสินอย่างนี้ตลอดไม่ได้

แปลว่าคนกรุงเทพฯควรเปิดใจรับฟังเพื่อไทยบ้าง

ในฐานะที่ผมเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ อยากบอกว่า ถ้าบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูก คุณเลือกไปเลยพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องมาเลือกให้ผมด้วย ผมเป็น ส.ส. มา 26 ปี ยังเชื่อกระบวนการการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ อย่าบอกว่าอย่าไปเลือกมัน อย่าให้มันเป็นรัฐบาล เพราะถ้าเลือกมันเป็นรัฐบาลเราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าอย่างนี้อย่าเป็นประชาธิปไตยเลย เป็นเผด็จการดีกว่า

คิดว่าเสียงของพรรคเพื่อไทยกระเตื้องขึ้น หรือยังตามหลังพรรคประชาธิปัตย์

มองว่าจากเหตุการณ์ในสภา ประชาชนเริ่มตระหนักว่าการกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เกิดความไม่ปกติใน ระบอบรัฐสภา คิดว่าคนกรุงเทพฯคงตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง

นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะพลิกคะแนนให้กลับมาเป็นของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งคืออะไร

กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง เป็นเมืองเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศให้ดี และต้องทำให้เกิดความมั่นคงและมั่นใจในการลงทุน ต้องพยายามทำไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
ให้เขาเห็นว่าเรามีการปกครองในระบอบนิติรัฐ ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก ใช้ควบคู่กับระบบรัฐศาสตร์ในการให้โอกาสของทุกฝ่าย

ประเด็นที่อยากนำเสนอบนเวที "เพื่อไทย ความจริง เพื่อประชาธิปไตย" คืออะไร

เราอยากให้การยึดหลักประชาธิปไตย เพราะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เลือกตั้งการเป็นรัฐบาล แต่มันเป็นรากเหง้าที่จะฝังลึกลงไปสู่ข้างล่าง ถ้าวันนี้สังคมมีระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง ประเทศเราจะดีขึ้น โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯในอนาคตอันใกล้ เราก็ถือโอกาสนี้เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ รณรงค์ให้ไปคิด ชี้แจงอีกทางหนึ่ง

การจัดเวทีทั้งสองฝ่ายเป็นการมองข้ามชอตไปสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯเดือนมกราคม

(สวนทันที) ถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์กำลังทำในเรื่องการหาเสียงอีกชอตหนึ่ง

ความคืบหน้าในการคัดเลือกผู้สมัคร

ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคเพื่อไทยไปถึงขั้นไหนคนที่จะมาเสนอตัวจะต้องมีการเสนอแนวทางนโยบาย มีวิสัยทัศน์ที่ดีต่อการบริหารประเทศ ซึ่งเวลานี้มีทั้งคนเดิม ๆ และคนใหม่ ๆ แต่ขึ้นอยู่กับกลไกการคัดเลือกของพรรคเพื่อไทย ส่วนระยะเวลาต้องเร่ง แต่ไม่รีบจนเกินควร ต้องหาคนที่มีโอกาสแข่งขันดีที่สุด

คิดว่าจะสู้พรรคประชาธิปัตย์ได้หรือไม่ เพราะเป็นเจ้าของสนามกรุงเทพฯอยู่

พรรคประชาธิปัตย์ก็เพิ่งได้สองผู้ว่าฯเอง อภิรักษ์ (โกษะโยธิน) และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ (บริพัตร) ไม่ได้เยอะแยะมากมาย

๘๐ ปี ยังไม่มีประชาธิปไตย

ที่มา blablabla

 โดย

 ภาพถ่ายของฉัน


@ จาก ๒๔๗๕ 
กาลเวลา ที่ถดถอย.....
ประชาชน ตั้งตาคอย
คือด่างพร้อย ประชาธิปไตย


@ เห็นไหม ใครเคยเห็น
พานพุ่มเด่น รองรับไว้
เผด็จการ ม่านบังใจ
กลับเชิดชู ว่าคู่ควร


@ ปีแล้ว ผ่านปีเล่า
ณ ที่เก่า ยังโหยหวน
กดขี่ ตีโซ่ตรวน
กดเป็นทาส รองบาทโจร


@ แปดสิบปี ไม่มีเปลี่ยน
ยังวนเวียน พวกห้อยโหน
หลอกล่อ ลิงทะโมน
ประกาศก้อง ว่าเป็นไท


@ อดสู ดูจนเบื่อ
กี่ล้านเหยื่อ สิ้นสงสัย
"เผด็จการ" "มาร" นั่นไง
ที่ขัดขวาง จวบล่วงเลย


@ พร้อมเพรียง ลุกขึ้นสู้
อย่านิ่งดู นะเพื่อนเอ๋ย
หากปล่อย เป็นเหมือนเคย
อีกสิบชาติ ก็แพ้มัน


๓ บลา / ๒๔ มิ.ย.๕๕

เก่ง การุณ ประกาศลั่น ! เป็นเหยื่อใบแดง

ที่มา uddred

 Sanook 23 มิถุนายน 2555 >>>



พรรคเพื่อไทย จัดเวทีปราศรัยในหัวข้อ "เพื่อไทยความจริง เพื่อประชาธิปไตย" ที่ตลาดโกสุมรวมใจ เขตดอนเมือง มีแกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง สลับกันขึ้นเวทีอย่างต่อเนื่อง ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การปราศรัยของ นายการุณ โหสกุล ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบแดง
นายการุณ ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ทั้งสำเนาการถอดเทปคำปราศรัย และสำเนาของอัยการ ที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง รวมถึงมติของ กกต.เขต โดยเชื่อว่า มติที่ออกมาเป็นกระบวนการทำลายเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทย และตนเองตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง พร้อมยืนยันว่าไม่เสียใจกับมติของ กกต. เพราะยังมีโอกาสต่อสู่ในชั้นศาล และอยากให้เปลี่ยนความสงสารเป็นพลังประชาธิปไตย ส่วนการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งแทนนั้น ขึ้นอยู่กับมติพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวไม่มีปัญหา หากจะส่ง นายจตุพร ลงสมัครรับเลือกตั้ง เห็นว่าเหมาะสม ทั้งคุณสมบัติและความสามารถในการเข้าถึงประชาชน
ขณะที่ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวปราศรัยในงาน เพื่อไทยความจริง เพื่อประชาธิปไตย ที่ตลาดโกสุมรวมใจ เขตดอนเมือง โดยได้โจมตีการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีมติให้ใบแดง นายการุณ โหสกุล ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย อย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการใช้อำนาจของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ที่ลงคะแนนเสียงถึง 2 ครั้ง ซึ่งความจริงแล้วควรรอให้ครบองค์ประชุม
น.พ.เหวง โตจิราการ ส.ส.เพื่อไทย ปราศรัยว่า กรณีนี้เป็นกระบวนการของอำมาตย์ ที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมติ กกต. ที่ออกมาไม่ชอบธรรม ซึ่งเห็นได้จากการทำหน้าที่ของประธาน กกต. ที่ออกเสียงโหวต ทั้งที่โดยมารยาทแล้วไม่ควรกระทำ

14 ปี สถาบันพระปกเกล้า 80 ปีปฏิวัติสยาม ชนะศึกแต่แพ้สงคราม? ตอนที่ 3 อันมีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุข

ที่มา ประชาไท

 

สองตอนที่ผ่านมาได้กล่าวถึงจุดกำเนิด และแรงกิริยา-ปฏิกิริยา ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า สถาบันพระปกเกล้าในฐานะองค์กรหนึ่งของรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยกลับมุ่งมั่น ที่จะก้าวเดินสู่ทางเส้นขนานกับอุดมการณ์คณะราษฎรอย่างจริงจัง จึงไม่แปลกอะไรที่องค์กรนี้อยู่ในสถานภาพอันแปลกแยกเป็นอย่างยิ่งต่อความ คึกคักของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพื่ออำนาจของประชาชนในทุกวันนี้ บทความตอนสุดท้าย จะนำผู้อ่านไปสู่บทบาทที่เรามองไม่เห็นของสถาบันพระปกเกล้า ที่ได้ฝังรากและแผ่กิ่งก้านครอบงำสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ รวมถึงสร้างกลุ่มทางสังคมในนามของประชาธิปไตยที่มีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุข

1. สำรวจ โครงสร้างของสถาบันพระปกเกล้า

สถาบันพระปกเกล้า ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ นั่นคือ ส่วนกำกับนโยบาย ได้แก่ สภาสถาบันพระปกเกล้าที่มีประธานรัฐสภาเป็นประธาน ซึ่งฟากนี้มีกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการที่มาจากรัฐสภา ขณะที่ส่วนบริหาร ประกอบด้วย เลขาธิการ, คณะกรรมการบริหาร และผู้ตรวจสอบภายใน เลขาธิการเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะควบคุมการดำเนินการทั้งหลาย
ภายใต้เลขาธิการ (ปัจจุบันคือ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) มีรองเลขาธิการ 2 ตำแหน่ง แยกเป็นรองเลขาฯ (ปัจจุบันคือ วุฒิสาร ตันไชย) ที่บริหารสายงานอันเน้นหนักด้านการเรียนการสอนและวิชาการอย่าง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง, วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น, สำนักงานวิจัยและพัฒนา, สำนักงานส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง และ สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา กับรองเลขาฯ อีกตำแหน่ง (ปัจจุบันคือ วิทวัส ชัยภาคภูมิ) ที่ดูแลสำนักงานเลขาธิการ, สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ดูแลงานทั่วไปอย่าง ห้องสมุด ศูนย์บรรณสารและสารสนเทศ, ศูนย์ประชาสัมพันธ์. งานวิเทศสัมพันธ์, งานติดตามประเมินผล และงานโครงการพิเศษ เป็นบทบาทของผู้ช่วยเลขาธิการฯ
ภาพประกอบ ผังโครงสร้างองค์กรสถาบันพระปกเกล้า

2. สถาบันพระปกเกล้า โรงเรียนประชาธิปไตยอันมีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุข

สถาบันพระปกเกล้า เปิดการเรียนการสอนอย่างจริงจังในลักษณะสถาบันการศึกษา [1] ในนามของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง, วิทยาลัยพัฒนาการปกครองท้องถิ่น รวมไปถึงงานวิชาการ อบรมบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนเกี่ยวกับการเมือง การปกครองและการเศรษฐกิจและสังคม แต่เป็นสถาบันที่มีความชัดเจนว่าให้ความหมายต่อระบอบประชาธิปไตยในแบบของตัว เอง จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันนี้ในอีกด้านแล้วก็คือ โรงเรียนประชาธิปไตยอันมีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุข
แต่โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีบุคลากรที่เป็นอาจารย์สอนประจำมากเพียงพอ จึงต้องมีคณะกรรมการหลักสูตรจากภายนอก รวมถึงจ้างอาจารย์พิเศษจากภายนอกมา ตัวอย่างเช่น ใน วิชาแนวคิดเบื้องต้นและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง [2] มีผู้สอนอันเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างก็คือ เทียนฉาย กีระนันนท์ (ปรัชญาพื้นฐานเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์) อัมมาร สยามวาลา (หลักและแนวคิดพื้นฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์) วรากรณ์ สามโกเศศ (เป้าหมาย กลยุทธ์และเครื่องมือในระบบเศรษฐกิจ) ธงทอง จันทรางศุ (ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายเศรษฐกิจไทย) สุเมธ ตันติเวชกุล (การดำเนินงานทางเศรษฐกิจตามแนวคิดในพระราชดำริ) ฯลฯ ผู้เขียนมีความรู้ไม่มากนักเกี่ยวกับเรื่องสถาบันการศึกษาในปัจจุบันที่จะ ชี้ว่า ลักษณะ “โปรโมเตอร์ทางวิชาการ” ของสถาบันนี้เหมือนหรือแตกต่างกับแห่งอื่นๆบ้างไหมในประเทศนี้
หากพิจารณาจากประกาศนียบัตร เราจะเห็นหลักสูตรการเรียนการสอน ดังนี้
  1. หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง [3] เป็นหลักสูตรการเมืองการปกครองสำหรับนักบริหารระดับสูง
  2. หลักสูตรประกาศนียบัตร [4] เป็นหลักสูตรอื่นที่สภาสถานประกาศกำหนด
  3. หลักสูตรสัมฤทธิบัตร เป็นหลักสูตรการให้บริการสาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน
  4. หลักสูตรวุฒิบัตร [5]
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง ถือได้ว่าเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม การพยายามสร้าง “รุ่น” ขึ้น ได้มีการเรียกรุ่นด้วยตัวย่อตัวด้วยตัวเลขอย่าง ปปร.15 ทำให้ผู้เขียนนึกถึง การใช้ตัวย่อของรุ่น จปร. และวปอ. โดยเฉพาะหลักสูตรของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) วิทยาลัยดังกล่าว ได้สร้างกลุ่มทางสังคมของกลุ่มคนชั้นนำฝ่ายข้าราชการ ทหารและพลเรือน มาตั้งแต่ปี 2498 ที่ในภายหลัง ปี 2532 เปิด หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน หรือ ปรอ. ขึ้นมาอีกหลักสูตรหนึ่ง เพื่อให้นักธุรกิจระดับเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารได้เข้ารับการศึกษาร่วม กับผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ [6] หลักสูตรดังกล่าวจึงสร้างรุ่นและกลุ่มทางสังคมที่ติดอาวุธทางปัญญาแบบสถาบัน พระปกเกล้า พร้อมไปกับสร้างแบ็คอัพให้กับสถาบันและประชาธิปไตยแบบนี้อย่างมั่นคง สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดก็คือ วีรกรรมของสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าที่ดาหน้าถล่มนิติราษฎร์ไปเมื่อช่วง ก่อน
ที่น่าสังเกตก็คือ ค่าธรรมเนียมการเรียนการสอนบางหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า พบว่าสูงถึง 109,000 บาท ในกรณีที่เคยผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงอื่น ของสถาบันพระปกเกล้ามาแล้วจะลดเหลือ 98,100 บาท [7] ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการศึกษาดูงานในต่างประเทศ เอาเป็นว่าด่านการเงินก็เป็นอุปสรรคแรกต่อคนชั้นแรงงาน และคนธรรมดาสามัญเสียแล้วที่จะเข้าถึงหลักสูตรแบบนี้ อย่างไรก็ตามไม่ทราบว่ามีทุนการศึกษาให้หรือไม่ ข้อมูลในเว็บไซต์ไม่ได้แจ้งไว้
นอกจากนั้นหากเราเทียบกับการรับปริญญาแล้ว สถาบันนี้ยังมีการมอบประกาศนียบัตรชั้นสูงกิตติมศักดิ์ และประกาศนียบัตรกิตติมศักดิ์ ให้สำหรับคนที่คู่ควร โดยสถาบันจะเป็นผู้พิจารณามอบให้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เลย
นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 15 (ปปร.15) มอบเงินช่วยน้ำท่วม
ภาพจาก http://www.kpi.ac.th/kpith/index2.php?option=com_content&task=view&id=1146&pop=1&page=88&Itemid=68

ใครมีสิทธิเข้าโรงเรียนนี้บ้าง?

นอกจากจะต้องมีเงินถุงเงินถังแล้ว เมื่อพิจารณาดูจากคุณสมบัติของผู้เรียนประกาศนียบัตรชั้นสูงในหลายหลักสูตร พอจะประมวลได้ว่า แม้จะพบความหลากหลายในสาขาอาชีพ แต่ก็เป็นคนในระดับบนแทบทั้งสิ้น ซึ่งในแต่ละหลักสูตรจะเปิดรับคุณสมบัติที่แตกต่างกันบ้าง ที่มีลักษณะร่วมกันก็คือ ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยให้ความสำคัญกับ ข้าราชการและผู้บริหารองค์กรเป็นหลัก หากเป็นนายทหารหรือนายตำรวจชั้นยศ, พันเอก, นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือ พันตำรวจเอกขึ้นไป หากเป็นข้าราชการพลเรือนก็ต้องไม่ต่ำกว่าระดับ 8 รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของเอกชน
ที่พิสดารหน่อยก็คือ บางหลักสูตรรับ “ศิลปิน” ซึ่งหมายถึง นักร้อง นักแสดง ที่มีประสบการณ์สูงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ แน่นอนว่าอาชีพสูงส่งในสังคมไทยย่อมผ่านคุณสมบัตินี้อย่างสบาย เช่น คนในแวดวงตุลาการอย่าง คนในแวดวงองค์กรที่มีผลต่อการเมืองไทยอย่าง สมาชิกรัฐสภา, กรรมการเลือกตั้ง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน ,กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ตุลาการรัฐธรรมนูญ, กรรมการปปช., ประธานหรือรองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข้าราชการตุลาการยุติธรรม ตั้งแต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นไป, ข้าราชการตุลาการศาลปกครองตั้งแต่ตำแหน่งอธิบดีศาลปกครองหรือภูมิภาคขึ้นไป, ข้าราชการอัยการตั้งแต่อธิบดีอัยการขึ้นไป บางหลักสูตรระบุว่า บุคคลที่สภาสถาบันพระปกเกล้าให้เข้ามาศึกษา เพราะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการพัฒนาประชาธิปไตย หรือเป็นผู้ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย หรือสนับสนุนงานของสถาบันต่อไป
กลุ่มเป้าหมายดังกล่าว สะท้อนความเชื่อของสถาบันฝากความหวังการพัฒนาประชาธิปไตย ที่ให้ความสำคัญต่อคนที่อยู่บนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็น หลักมากกว่าจะสร้างความเข้มแข้งจากฐานราก ฐานคิดเช่นนี้เป็นเรื่องเดียวกับข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของรัฐ ธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ว่าด้วยผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งที่ระบุว่าต้องจบปริญญาตรี ปัญหาของความคิดที่ไม่เปิดโอกาสความเท่าเทียมในการเข้าสู่อำนาจในระบอบ ประชาธิปไตย จึงตอกย้ำได้สมกับเป็นสถาบันพระปกเกล้าที่ไม่เห็นความสำคัญของอำนาจอธิปไตย ของราษฎร ไม่เห็นความสำคัญของโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน ว่าไปแล้วนี่คือ อุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำไป

3. In the name of the Father : ผลงานในนามสถาบันพระปกเกล้า

ในเว็บไซต์ของสถาบันพระปกเกล้าได้จัดระบบการอธิบายผลงานของตนไว้เป็น 7 หมวด ที่ไม่รวมกับการเรียนการสอน ได้แก่
  1. ระบอบประชาธิปไตย
  2. การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น
  3. ธรรมาภิบาล
  4. สันติวิธีและการบริหารจัดการความขัดแย้ง
  5. การเมืองภาคพลเมืองและความเป็นพลเมือง
  6. พระปกเกล้าศึกษา
  7. ประเด็นนโยบายสาธารณะ

ในหมวดต่างๆ ก็ยังแบ่งเป็น 4 ส่วนเหมือนกันนั่นคือประกอบไปด้วย ผลงานวิจัย, บทความ, หนังสือเผยแพร่ และผลการสัมมนา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดก็คือ หมวดระบอบประชาธิปไตยที่มีผลงานวิจัยอยู่ 57 ชิ้น มีบทความที่นำมาจากสื่อต่างๆอีก 32 บทความ มีหนังสือเผยแพร่อยู่ 21 เล่ม และผลการสัมมนาอยู่ 4 ชิ้น
ตามมาด้วยหมวดการกระจายอำนาจและปกครองท้องถิ่น ที่มีผลงานวิจัยอยู่ 3 ชิ้น บทความ 7 บทความ หนังสือเผยแพร่อยู่ถึง 54 เล่ม และผลการสัมมนา 6 ชิ้น
ที่น่าผิดหวังมาก ก็คือ หมวดพระปกเกล้าศึกษา ที่มีผลงานน้อยมาก นั่นคือ มีเพียงผลงานการทำหนังสือเผยแพร่ 2 เล่ม นั่นคือ เฉลิมพระยศเจ้านายฝ่ายใน เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดย สถาบันพระปกเกล้า และ อาคารพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย บัณฑิต จุลาสัย และ พีรพงศ์ จันทรา หรืออาจเป็นได้ว่าในนามของรัชกาลที่ 7 แล้ว ความสัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตยช่างกลวงเปล่านัก สิ่งที่ประจักษ์แก่ตาพวกเราก็คือ ตัวสถาบันเองมิได้ผลิตข้อมูล งานวิจัย ข้อโต้แย้งใดๆในแวดวงวิชาการสาธารณะเลย การอ้างอิงถึงรัชกาลที่ 7 ก็เป็นเพียงผลิตซ้ำการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ด้วยอนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์เพียง เท่านั้น
ผลงานอีกส่วนหนึ่งที่พบในเว็บไซต์ของสถาบันก็คือ ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง ที่พยายามสรุปหัวข้อและจัดทำบทความทางการเมืองการปกครองของไทยตั้งแต่การ เปลี่ยนมาสู่ระบอบประชาธิปไตย จนถึงปัจจุบัน ฐานข้อมูลนี้มีหน้าตาและการใช้งานคล้ายกับ วิกิพีเดีย ขณะนี้มี 1,163 บทความ แบ่งเป็นหมวดหมู่ทั้งหมด 15 หมวด ได้แก่
  • กลุ่มที่ 1 พระมหากษัตริย์
  • กลุ่มที่ 2 พระปกเกล้าศึกษา
  • กลุ่มที่ 3 รัฐธรรมนูญ
  • กลุ่มที่ 4 สถาบันการเมือง
  • กลุ่มที่ 5 พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
  • กลุ่มที่ 6 การปกครองท้องถิ่น
  • กลุ่มที่ 7 เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง
  • กลุ่มที่ 8 บุคคลสำคัญทางการเมือง
  • กลุ่มที่ 9 การเมืองภาคพลเมือง
  • กลุ่มที่ 10 ธรรมาภิบาล
  • กลุ่มที่ 11 สันติวิธี/การสร้างสังคมสันติสุข
  • กลุ่มที่ 12 การบริหารราชการแผ่นดิน
  • กลุ่มที่ 13 สารานุกรม คำศัพท์ต่าง ๆ
  • กลุ่มที่ 14 ประชาคมอาเซียน
  • กลุ่มที่ 15 วิทยานิพนธ์ / งานวิจัย / หนังสือต่าง ๆ
ลักษณะเด่นก็คือ มีการระบุผู้เขียนบทความ และมีผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความกำกับอย่างชัดเจน พร้อมทั้งการอ้างอิงและหนังสือแนะนำเพื่อค้นคว้าต่อ สำหรับผู้เขียนบทความ บางครั้งเป็นนักวิชาการในสถาบัน บางครั้งเป็นนักเขียนภายนอกที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง เช่น นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เขียนบทความ “การหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร” [8] อุเชนทร์ เชียงแสน เขียนบทความ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” [9] ฯลฯ
เว็บไซต์ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า
http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/หน้าหลัก

4. เครือข่ายทางวิชาการ

จากเครือข่ายชนชั้นนำชนชั้นปกครองที่สร้างผ่านชุมนุมหลักสูตรชั้นสูงแล้ว ยังมีการประชุมวิชาการพระปกเกล้า ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2542 [10] อันต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน และยังมีโครงการให้ทุนสนับสนุนการทำวิทยานิพนธ์ขึ้นโดย สำนักวิจัยและพัฒนา ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการ เมืองการปกครองและการพัฒนาประชาธิปไตย และสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ขึ้น
. นอกจากนั้น สถาบันยังทำตัวเอเย่นต์แนวคิดประชาธิปไตยที่มีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุข โดยอาศัยแบรนด์ของตนทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมต่อกับเครือข่ายต่างจังหวัดในนาม “ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง” เราพบว่าปัจจุบันมีศูนย์ดังกล่าวอยู่ใน 42 จังหวัดทั่วประเทศ [11] ศูนย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ผูกติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดต่างๆ ดังที่จะเห็นว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมักจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการศูนย์ฯ รวมไปถึงสถาบันในเครือข่ายราชภัฏเช่น วิทยาลัยแม่ฮ่องสอน อีกด้วย นอกจากนั้น หากจังหวัดใดไม่มีแม้เครือข่ายราชภัฏ ก็จะแปรเปลี่ยนไปตามบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อการเรียนรู้และภาคประชาสังคม เช่น ผู้บริหารสถาบันการศึกษาใน จังหวัดพะเยา บุคลากรด้านสาธารณสุขแบบที่จังหวัดน่าน
เว็บเพจที่แสดงเครือข่ายศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง
http://www.kpi.ac.th/ppd/

5.ระบบเกียรติยศ และการมุ่งเน้นอาภรณ์คลุมกาย

สิ่งที่สถาบันเน้นมากอีกส่วนหนึ่งก็คือ การกำหนดอำนาจและขอบเขตเกี่ยวกับการให้ประกาศนียบัตร วุฒิบัตร รวมไปถึงการกำหนดเข็มวิทยฐานะ ซึ่งปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ.สถาบันพระปกเกล้า (ฉบับที่2) พ.ศ.2543 อันกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับประกาศนียบัตร และวุฒิบัตรต่างๆใหม่ นอกจากนั้นยังมี ข้อ บังคับสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง เครื่องแบบสำหรับผู้ศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงทุกหลักสูตร พ.ศ. 2545, ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยเข็มวิทยฐานะ ตราเครื่องหมาย สัญลักษณ์ของสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2544 และที่สำคัญ ข้อบังคับสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยการศึกษาในสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2543 ที่แจงให้เห็นหลักสูตรและรายละเอียดการเรียนการสอน การกำหนดระเบียบที่ซับซ้อนเช่นนี้ ไม่ต่างจากระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาในระบบของกระทรวงศึกษาธิการเลย

รางวัลสถาบันพระปกเกล้า ตอกย้ำแบรนด์ประชาธิปไตยแบบไทยๆ

การมอบรางวัลพระปกเกล้าและใบประกาศเกียรติคุณสถาบันพระปกเกล้านั้น ถือเป็นการปูนบำเหน็จและมอบเกียรติยศผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอาศัยชื่อชั้นและแบรนด์ประชาธิปไตยที่มีรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นประมุขเป็นจุดขาย โดยเฉพาะการผูกความหมายของรางวัลเข้ากับพระราชดำริการจัดตั้งเทศบาล เมื่อทรงพระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ The New York Time ฉบับวันที่ 28 เมษายน 2474 เริ่มมีการมอบรางวัลตั้งแต่ปี 2544 และผูกติดกับงานประชุมวิชาการ KPI CONGRESS ประจำปี [12] อนึ่ง การจัดตั้งเทศบาลขึ้นอย่างจริงจังและกว้างขวางนั้น เป็นผลงานของคณะราษฎรที่แทบไม่ได้รับการกล่าวถึงและให้เกียรติจากสถาบันนี้ เลย
เราสามารถแบ่งเป็นรางวัล 2 ประเภท นั่นคือ รางวัลสถาบันพระปกเกล้า และรางวัลสถาบันพระปกเกล้าทองคำ ซึ่งส่วนหลังเป็นรางวัลระดับพรีเมี่ยม
รางวัลสถาบันพระปกเกล้า จะมีการแจกทุกปีตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งในปี 2552 เริ่มแบ่งประเภทรางวัลเป็น 3 ประเภท [13] ได้แก่ ประเภทที่ 1 ด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ประเภทที่ 2 ด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ และประเภทที่ 3 ด้านการเสริมสร้างเครือข่าย รัฐ เอกชน และประชาสังคม นั่นทำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีโอกาสที่จะได้รับรางวัลมากขึ้นกว่า เดิม สถาบันให้เหตุผลว่า เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น
รางวัลสถาบันพระปกเกล้าทองคำ จะมีทำการมอบรางวัลแบบปีเว้นปี ที่แตกต่างจากรางวัลธรรมดาก็คือ เป็นรางวัลที่มอบให้กับ องค์กรที่บริหารงานด้วยความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ โดดเด่น ต่อเนื่อง และมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการบริหารงานใหม่ๆ อันเป็นแบบอย่างที่ดีแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในประเทศไทย บังเอิญเสียเหลือเกินว่า การมอบรางวัลพระปกเกล้าทองคำครั้งแรก เกิดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า [14] ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน เพียง 2 สัปดาห์
รางวัลพระปกเกล้าทองคำ ปี 2551 ของ เทศบาลตำบลกำแพง จังหวัดสตูล
http://www.kumpangcity.go.th/award/a51_4.php

6. สถาบันพระปกเกล้า มาจากภาษีของประชาชน

สถาบันพระปกเกล้า ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ ตัวเลขต่อปีอยู่ที่ 200-400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงบประมาณของมหาวิทยาลัยราชภัฏในแต่ละจังหวัดที่ได้เฉลี่ยแห่ง ละประมาณ 200-300 ล้านบาท ก็นับได้ว่า สถาบันพระปกเกล้าใช้จ่ายเงินในขนาดพอๆกัน อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับองค์ที่สุรุ่ยสุร่ายกว่ามากๆอย่าง สสส. ที่ภายใน 10 ปีใช้เงินไปกว่า 24,403 ล้านบาทแล้ว ถือว่า สถาบันพระปกเกล้าทำงานได้คุ้มค่ากว่ามาก ตารางด้านล่างจะแสดงให้เห็นการได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐตั้งแต่ยัง สังกัดอยู่กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ตารางแสดง งบประมาณแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระปกเกล้า ปี 2538-2555
ปีงบประมาณ
งบประมาณ
คณะรัฐบาล
หมายเหตุ
2538
ไม่มีข้อมูล
บรรหาร
เริ่มจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้า ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
2539
ไม่มีข้อมูล
บรรหาร/ชวลิต
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
2540
ไม่มีข้อมูล
ชวลิต/ชวน
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
2541
1,319,283,400
ชวน
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร/ พรบ.พระปกเกล้า
2542
1,120,586,800
ชวน
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
2543
1,088,539,600
ชวน
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร/พรบ.พระปกเกล้า (ฉ.2)
2544
1,140,409,800
ชวน/ทักษิณ
งบประมาณอยู่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
2545
265,000,000
ทักษิณ
แยกงบประมาณออกมาเป็นอิสระ
2546
220,000,000
ทักษิณ
2547
238,114,900
ทักษิณ
2548
239,100,000
ทักษิณ
2549
314,279,000
ทักษิณ/สุรยุทธ์
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดย คปค.
2550
200,000,000
สุรยุทธ์
2551
264,321,000
สุรยุทธ์/สม้คร/สมชาย/อภิสิทธิ์
2552
360,000,000
อภิสิทธิ์
สถาบันพระปกเกล้าออกนโยบายจริยธรรม
2553
406,109,000
อภิสิทธิ์
เหตุการณ์ปราบปรามประชาชน เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553
2554
383,084,300
อภิสิทธิ์/ยิ่งลักษณ์
2555
372,968,900
ยิ่งลักษณ์
สถาบันพระปกเกล้าเสนองานวิจัยปรองดอง
ที่มา พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2538-2555 ใน ราชกิจจานุเบกษา ระหว่างปี 2538-2540 ดูในส่วนของ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ดูในส่วนของ สถาบันพระปกเกล้า

5. สถาบันพระปกเกล้าหลัง รัฐประหาร 2549

เป็นสิ่งที่น่าติดตามเช่นกันว่า หลังรัฐประหาร 2549 แล้ว สถาบันนี้จะมีบทบาทอย่างไรในสังคมการเมืองที่เปลี่ยนผ่านไปทางอาการเสื่อม ถอยของประชาธิปไตย แทนที่เราจะพบกับคำถามที่แหลมคมต่อการรัฐประหาร ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือไม่เห็นด้วย แต่เปล่าเลยเรากลับพบว่า สิ่งที่ปรากฏก็คือ การเต้นตามทำนองพร่ำเพ้อหาศีลธรรม คุณธรรมจากปากฝ่ายอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย นั่นคือ การตรา “ประมวลจริยธรรมบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้า” ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ปี 2552 [15] โดยทำการยกเลิก “จรรยาบรรณพนักงาน ลูกจ้างของสถาบันพระปกเกล้า” ฉบับเดิมในปี 2544
คำปรารภของประมวลจริยธรรม กล่าวถึงนิยามของจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้วยตรรกะอันพิสดาร ที่จับใจความได้ว่า การที่ทุกตำแหน่งต้องปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้นั้น ต้องมี “จริยธรรม” อันเกิดจากการรวมตัวกันของ “คุณธรรม” ในฐานะประโยชน์แก่ส่วนรวมและตัวเอง และ “ศีลธรรม” ในฐานะโทษของ ส่วนรวมและตัวเอง โดยภาพรวมเนื้อหาหลักๆ ของประมวลจริยธรรมนี้ก็อาจไม่แปลกอะไรและไม่ต่างอะไรกับจรรยาบรรณทั่วๆไป แต่ที่สะดุดใจผู้เขียนก็คือ มีอยู่ตอนหนึ่งของจริยธรรมบุคลากรที่ผูกโยงเข้ากับความจงรักภักดีต่อสถาบัน กษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น ดังนี้ [16]
หมวด 3 จริยธรรมบุคลากร
ข้อ 4 บุคลากรต้องมีจิตสำนึกและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอย่างน้อยต้องวางตน ดังนี้
1) ไม่แสดงการต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข หรือสนับสนุนให้นำการปกครองในระบอบอื่นที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาใช้ในประเทศไทย
2) จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และไม่ละเมิดองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระรัชทายาทไม่ว่าทางกาย หรือทางวาจา

6. ประชาธิปไตยแบบเซเล็บ กับผู้นำเด็กๆ ของฉัน

แทนที่สถาบันพระปกเกล้าจะมุ่งเน้นสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับคุณูปการ ของพระปกเกล้า หรือข้อโต้แย้งข้อเสนอของฝ่ายตรงกันข้าม หรือกระทั่งการสนับสนุนแนวคิด “คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม” อย่างเป็นระบบ กลับพบว่าปัญญาชนฟากฝั่งนี้ไม่ได้ให้ความสนใจ ที่จะสร้างความรู้ใหม่ๆมาเสริมสิ่งที่หัวใจของตนเอง แต่กลับมุ่งทำในสิ่งที่ไม่ใช่ด้านถนัดของตน ตัวอย่างสำคัญก็คือ การสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีบทบาทเสริมภาพลักษณ์องค์กร ดังที่เห็นได้จากหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยรุ่นที่1 สถาบันพระปกเกล้า (ปนป.1) ที่เริ่มต้นในปี 2554
หลักสูตรผู้นำฯ รุ่นแรก 120 คน มีอายุตั้งแต่ 20-40 ปี ประกอบด้วยคนดังในวงการบันเทิง ได้แก่ วู้ดดี้ - วุฒิธร มิลินทจินดา, อั๋น-ภูวนาถ คุนผลิน, ฟลุ๊ค-เกริกพล มัสยวาณิช, พชร ปัญญายงค์ แวดวงการเมือง เช่น อี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ, วิสาระดี เตชะธีรวัฒน์, สกลธี ภัททิยะกุล และสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ที่รั้งตำแหน่งประธานรุ่น ส่วนแวดวงธุรกิจ ก็มี ธนา เธียรอัจฉริยะ,จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ,นิธิ เนื่องจำนง,ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รวมถึงอาชีพอื่นๆ ทั้งตุลาการ ตำรวจ สื่อมวลชน นักวิชาการ แม้แต่แอร์โฮสเตส นักสังคมสงเคราะห์ ร่วมด้วยบรรดาผู้นำนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬา,ธรรมศาสตร์,รามคำแหง ผู้นำนักศึกษามุสลิม โดยจุดประสงค์ของหลักสูตรนี้จากการสัมภาษณ์ของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบัน ก็คือ ต้องการให้คนเหล่านี้มีความรู้ที่กว้างขึ้นกว่างานที่ตัวทำ, พัฒนาสู่ทักษะออกไปช่วยสังคม แทนที่จะเขียนเปเปอร์ส่งเหมือนหลักสูตรอื่นๆ หลักสูตรนี้ต้องคิดทำโครงการ ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาในชุมชน ฝึกฝนทักษะทำงานเป็นทีมและทำงานร่วมกับประชาชน เมื่อจบหลักสูตรแล้วจะมีการประกวดโครงการแข่งขันกัน, หวังว่าหลังจากเรียนจบแล้วจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่มีความรับผิด ชอบต่อสังคมมากขึ้น [17]
เหล่าผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยรุ่นที่1 สถาบันพระปกเกล้า (ปนป.1)
ด้วยความที่มีพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังอย่างวู้ดดี้ ซึ่งมีคอนเนกชั่นทางสื่อและวงการบันเทิง ทำให้เกิดผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันก็คือ การจัดทำสปอตรณรงค์เพื่อเชิญชวนคนออกมาเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 ที่ชื่อว่า “อวสานแพลงกิ้ง จะนอนนิ่งหรือจะ...?”  [18]


คลิป “อวสานแพลงกิ้ง จะนอนนิ่งหรือจะ...?” ที่เผยแพร่ในยูทูป
http://www.youtube.com/watch?v=Yo37rPGqF0E
นอกจากนั้น เครื่องมือสำคัญที่พวกเขาใช้หล่อหลอมพฤติกรรมให้กลายเป็นคนกลุ่มเดียวกันใน ระยะเวลาอันสั้นก็คือ กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ แม้ว่าลูกเสือชาวบ้านเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายอนุรักษ์นิยมขวาจัดใน ช่วงขวาพิฆาตซ้ายช่วงปี 2518-2519 มาแล้ว แต่สถาบันพระปกเกล้าก็ไม่ยี่หระใดๆต่อประวัติศาสตร์แบบนั้น และอาจถือว่าไม่เกี่ยวกันและอยู่คนละบริบททางประวัติศาสตร์แล้วก็เป็นได้ สถาบันจัดกิจกรรมให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสโลกของลูกเสือ ผ่านกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือที่ผสมผสานอุดมการณ์ชาตินิยมและการสันทนาการนอก บ้านได้อย่างลงตัว มีบทสัมภาษณ์ของสมาชิกรุ่น ปนป.1 อย่าง มินท์ อรรถวดี จิรมณีกุล ไฮโซและนักร้องเสียงดี กล่าวไว้ว่า
“ที่สำคัญพอกลับมาแล้วมิ้นท์รู้สึกมองโลกเปลี่ยนไปเลย เพราะไปอยู่ตรงนั้นมันไม่ได้สบาย ต้องทำทุกอย่างเอง จุดเตาไฟทำกับข้าวเอง พอกลับมาบ้าน สิ่งธรรมดาอย่างแค่เครื่องปรับอากาศ เราก็รู้สึกถึงค่าของมันมากขึ้น ว่าที่จริงชีวิตเราสบายนะ หรือการมีคนทำนู่นนี่ให้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอย่างเรา มันทำให้เราฉุกคิดและเห็นคุณค่าอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตของเรามากขึ้น” [19]

เหล่าผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตยรุ่นที่1 สถาบันพระปกเกล้า (ปนป.1) ในเครื่องแบบลูกเสือ ยามออกค่าย
ล่าสุดเห็นว่ามี ปนป.2 แล้วในปี 2555 เหล่าคนดังที่เรารู้จักกันก็มีตั้งแต่ [20] สุริยะใส กตะศิลา, จิตรภัสร์ ภิรมย์ภักดี, หมอโอ๊ค สมิทธิ์ อารยะสกุล, โอปอล์ ปาณสรา พิมพ์ปรุ ฯลฯ คำสัมภาษณ์ของยะใส น่าจะเป็นคำพูดแทนใจของคนในรุ่นได้อย่างหมดจด
“เป็นความทรงจำที่สุดแสนประทับใจ และสามารถเก็บเกี่ยวมิตรภาพที่สุดวิเศษจากเพื่อน ปนป.2 ได้อย่างงดงาม ที่สำคัญที่สุดทำให้ผมเห็นคุณค่าของหลักสูตรนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ขอบคุณคณาจารย์หลักสูตรสถาบันพระปกเกล้า ครูฝึกลูกเสือ เพื่อนร่วมรุ่นทุกๆท่าน ที่ร่วมกันสร้างประสบการณ์อันทรงเกียรติกันครั้งนี้ครับ”
การที่สถาบันพระปกเกล้า เน้นความเป็นผู้นำก็ดี การกีดกันคนที่การศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีก็ดี การเรียนหลักสูตรที่มีค่าธรรมเนียมแสนแพงก็ดี การคัดคนที่มีลำดับชั้นบนให้เข้ามาร่วมสังสรรค์ก็ดีแสดงให้เห็นเป็นอย่างดี ว่า ประชาธิปไตยแบบนี้เป็นอย่างไร และเป็นของใครกันแน่

8. ไหนว่าสนับสนุนท้องถิ่นกระจายอำนาจ คำถามต่อกระแสการเลือกตั้งท้องถิ่น

ตั้งแต่ต้นปี 2555 ไปถึง 2556 สนามการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศร้อนระอุขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของผล ประโยชน์และการตื่นตัวทางการเมือง ทั้งที่สมรภูมินี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อการตื่นตัวของประชาธิปไตยในสังคมไทย เมื่อการเมืองท้องถิ่นนั้นวางอยู่บนฐานผลประโยชน์ชนิดที่ว่าเป็นการเมือง ใกล้ตัวที่กินได้
หลายแห่งเราพบด้วยซ้ำว่า ยักษ์ใหญ่แบบพรรคเพื่อไทยก็ยังล้ม เมื่อไม่แคร์ต่อความรู้สึกประชาชนในการการส่งผู้แทนที่ไม่เข้าท่า และไม่มีศักยภาพจะสร้างผลงาน ไม่ว่าจะเป็นสนามเลือกตั้งระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาลนคร, เทศบาลเมือง ไล่มาจนถึงระดับองค์การบริหารส่วนตำบล
แต่ที่เงียบเชียบเป็นพิเศษก็คือ ท่าทีของสถาบันพระปกเกล้าที่จะเดินเกมรุกที่จะ “เล่น” กับการกระแสท้องถิ่นที่อย่าลืมว่าเป็นจุดขายที่สถาบันพระปกเกล้าเคย อ้างกระแสพระราชดำรัส รัชกาลที่ 7 ไว้ ทั้งที่สถาบันพระปกเกล้าที่ควรจะเป็นหัวเรือใหญ่ที่จะเล่นกับกระแสการเมือง ท้องถิ่นนี้ เมื่อเทียบกับผลกระทบและเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างงานวิจัยปรองดองนั้น แล้ว สถาบันกลับมีท่าทีที่เฉยเมย อย่างยิ่งกับสนามเลือกตั้งท้องถิ่นนี้ ทั้งที่แบรนด์รางวัลพระปกเกล้าของตัวเองนั้นให้น้ำหนักของท้องถิ่นเป็นอย่าง มาก สิ่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่า สถาบันถนัดที่จะสร้างภาพและผลิตงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ
ยังดีที่ว่า สถาบันพระปกเกล้ายังอยู่ในแวดวงของกระแส “จังหวัดจัดการตัวเอง”  [21]

บทบาทของสถาบันพระปกเกล้าที่ผ่านมา จึงเต็มไปด้วยความลักลั่นพอๆกับนิยามของประชาธิปไตยในสังคมไทย ในความเห็นผู้เขียนเห็นว่า หากสถาบันพระปกเกล้าไม่สามารถพิสูจน์ศักยภาพในฐานะสถาบันที่เชิดชู ประชาธิปไตยของตัวเองได้ ก็คงจำเป็นต้องแจ้งแก่สาธารณะโดยตรงว่า สถาบันนี้ไม่ได้สนับสนุนประชาธิปไตย แต่ต้องการเป็นโรงเรียนบริหารการเมืองธุรกิจ เพื่อผลิตผู้นำทางการเมืองระดับครีมอะไรก็ว่ากันไป และแยกตนออกมาจากการสนับสนุนของรัฐสภาเสีย และเปิดโอกาสให้มีหน่วยงานใหม่เข้ามาทำงานตรงนี้แทนที่ เพราะอย่าลืมว่า สาระของหน่วยงานนี้คือ องค์กรอิสระภายใต้กำกับของรัฐสภาอันเป็นสถาบันตัวแทนของประชาชน
แม้กระทั่งชื่อของสถาบัน เราก็อาจตั้งคำถามได้ด้วยว่า ไปกันได้กับประชาธิปไตยที่คนส่วนใหญ่ของประเทศใฝ่หาและเอื้อให้อำนาจอธิปไตย เป็นของราษฎรอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือจำเป็นที่จะต้อง Rename เพื่อไม่ทำให้คนไขว้เขวและเข้าใจผิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยไปมากกว่านี้
หรือไม่เช่นนั้นก็สถาบันพระปกเกล้า ก็จงทำให้สาธารณะเห็นเถิดว่า สิ่งที่ผู้เขียนปรามาสไว้นั้นผิด.

อ้างอิง:
  1. สถาบันพระปกเกล้า. "การเรียนการสอน". http://www.kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=620&Itemid=9#d (27 พฤษภาคม 2555)
  2. สถาบันพระปกเกล้า. “ตารางการดำเนินการจัดการศึกษา รุ่นที่ 10 แนวคิดเบื้องต้นและทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง 7 กันยายน พ.ศ. 2554 ถึง 8 เดือน ตุลาคม 2554”. http://www.kpi.ac.th/kpith/index.php?option=com_content&task=view&id=1047&Itemid=281 (19 มิถุนายน 2555)
  3. ตามแผนการศึกษา มีรายละเอียดดังนี้
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน
  4. ตามแผนการศึกษา มีรายละเอียดดังนี้
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรวิทยากรการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรนักเจรจาไกล่เกลี่ย
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารระดับต้นของสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรแนวคิดพื้นฐาน เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งด้านนโยบายสาธารณะโดยสันติวิธี
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรการพัฒนาเมืองสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายท้องถิ่น
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ
    • หลักสูตรประกาศนียบัตรไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
  5. ตามแผนการศึกษา มีรายละเอียดดังนี้
    • หลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาความสามารถผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • หลักสูตรวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกรัฐสภา
    • หลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภา
    • หลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนสำหรับผู้ปฏิบัติงาน
    • หลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนสำหรับผู้บริหาร
    • หลักสูตรวุฒิบัตรการกำกับดูแลกิจการสำหรับกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน
  6. โดยข้อพิจารณาของ วปอ.นี้ มีข้อกำหนดของผู้ที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าศึกษาว่า
    • ถ้าเป็นข้าราชการพลเรือน ต้องเป็นระดับ 9 หรือเทียบเท่า ขึ้นไป
    • ถ้าเป็นข้าราชการทหาร ต้องมีชั้นยศระดับพันเอก รับเงินเดือน อัตราพันเอกพิเศษ นาวาเอก รับเงินเดือน อัตรานาวาเอกพิเศษ นาวาอากาศเอก รับเงินเดือน อัตรานาวาอากาศเอกพิเศษ ขึ้นไป
    • ถ้าเป็นข้าราชการตำรวจ ต้องมีชั้นยศระดับพันตำรวจเอก รับเงินเดือน อัตราพันตำรวจเอกพิเศษ ขึ้นไป
    • วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.). "ความเป็นมาของสถาบัน". http://thaindc.org.a27.readyplanet.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539428636 (20 มิถุนายน 2555)
  7. อัตราค่าธรรมเนียมจาก หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับ สูง, หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน, หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน
  8. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. "การหายตัวของทนายสมชาย นีละไพจิตร". ใน สถาบันพระปกเกล้า. http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3 (4 ตุลาคม 2554 )
  9. อุเชนทร์ เชียงแสน. "เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร". ใน สถาบันพระปกเกล้า. http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2_19_%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2_%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3 (5 ตุลาคม 2554 )
  10. มีหัวเรื่องรายปีดังนี้
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 1 ประจำปี 2542 เรื่อง การเมือง การบริหาร และการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยในต้นศตวรรษหน้า
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 2 ประจำปี 2543 เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน ความยั่งยืนของประชาธิปไตย
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 3 ประจำปี 2544 เรื่อง การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 4 ประจำปี 2545 เรื่อง 5 ปีของการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 5 ประจำปี 2546 เรื่องประชาธิปไตยกับการบรรเทาความยากจน
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 6 ประจำปี 2547 เรื่องสันติวิถี กับความยั่งยืนของประชาธิปไตย
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 7 ประจำปี 2548 เรื่องการเมืองฐานประชาชน ความยั่งยืนของประชาธิปไตย
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 8 ประจำปี 2549 เรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ : มุมมองเชิงเปรียบเทียบ
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 9 ประจำปี 2550 เรื่องวัฒนธรรมการเมือง จริยธรรม และการปกครอง
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 10 ประจำปี 2551 เรื่อง การเมืองและวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552 เรื่อง ความขัดแย้ง ความชอบธรรม และการปฏิรูประบบรัฐ: การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมในสังคมไทย
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 12 ประจำปี 2553 เรื่อง คุณภาพสังคมกับคุณภาพประชาธิปไตยไทย
    • การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13 ประจำปี 2554 เรื่อง ความเป็นพลเมืองกับอนาคตประชาธิปไตยไทย(Citizenship and the Future of Thai Democracy)
    • ดูใน สถาบันพระปกเกล้า. "หมวดหมู่:การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า KPI CONGRESS". http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2_KPI_CONGRESS (25 พฤษภาคม 2555)
  11. สถาบันพระปกเกล้า. "ประวัติความเป็นมาของศูนย์". http://kpi.playthailand.com/index.php?module=political&pro_id=1 (20 มิถุนายน 2555)
  12. สถาบันพระปกเกล้า. "รางวัลพระปกเกล้า ปี 2544". http://www.kpi.ac.th/kpiaward/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=1&Itemid=63 (20 มิถุนายน 2555)
  13. สถาบันพระปกเกล้า. "รางวัลสถาบันพระปกเกล้า ปี 2552". http://www.kpi.ac.th/kpiaward/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=9&Itemid=71 (20 มิถุนายน 2555)
  14. สถาบันพระปกเกล้า. "รางวัลสถาบันพระปกเกล้าทองคำ ปี 2549". http://www.kpi.ac.th/kpiaward/index.php?option=com_content&view=article&id=15:2010-08-08-09-23-40&catid=114:about-it&Itemid=51 (20 มิถุนายน 2555)
  15. “ประมวลจริยธรรมบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้า” ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 126, ตอนพิเศษ 159 ง, 30 ตุลาคม 2552, หน้า 117-128
  16. “ประมวลจริยธรรมบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้า” ใน ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 126, ตอนพิเศษ 159 ง, 30 ตุลาคม 2552, หน้า 119
  17. สถาบันพระปกเกล้า. "'ยังบลัด'พระปกเกล้า..คอนเนคชั่นเพื่อสังคม". http://www.kpipnp.com/news/detail/23 (27 มิถุนายน 2554)
  18. "อวสานแพลงกิ้ง จะนอนนิ่งหรือจะ...?". http://www.youtube.com/watch?v=Yo37rPGqF0E (20 มิถุนายน 2554)
  19. ASTVผู้จัดการออนไลน์. ""ณัฐภัทร-อรรถวดี จิรมณีกุล" ผนึกกำลังสองเจนสู่ผู้นำธุรกิจนาฬิกา". http://www.manager.co.th/Celebonline/ViewNews.aspx?NewsID=9540000132310 (14 พฤศจิกายน 2554)
  20. จดหมายข่าวสถาบันพระปกเกล้า, 13 : 4 (เมษายน 2555)
  21. สำนักข่าวอิศรา. "3 โมเดล “จังหวัด-อำเภอจัดการตนเอง”...ฝันที่เป็นจริง?" http://www.isranews.org/community-news/%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%8A%E0%B8%9B-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/21-scoop-news-documentary-analysis/5229-3-%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A5-%E2%80%9C%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E2%80%9D-%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87.html (31 มกราคม 2555)

สุรพศ ทวีศักดิ์: 80 ปี แห่งการเดินทางของประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

 

 
หาก มองอย่างตรงตามข้อเท็จจริง การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อสถาปนาความหมายและอุดมการณ์ประชาธิปไตย เป็นการต่อสู้ระหว่างความหมายและอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร กับความหมายและอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบฝ่ายกษัตริย์นิยม
 
หรือพูดอย่างเจาะจงคือ ประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ กับ ประชาธิปไตยที่กษัตริย์เป็นประมุข
 
ความหมายของ ประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เห็นได้จากใจความสำคัญในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ว่า
 
“...จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา...”
 
หมาย ความว่า เจตนารมณ์ของคณะราษฎร คือ ต้องการสถาปนาประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ซึ่งมีอยู่ 2 ทางเลือกคือ เป็นประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่ยังมีสถาบันกษัตริย์ แต่กษัตริย์องค์จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และเป็นประชาธิปไตยที่ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า รัชกาลที่ 7 จะยอมรับเป็นกษัตริย์อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินตามข้อเสนอของคณะราษฎรหรือไม่
 
และเมื่อรัชกาลที่ 7 ยอมรับ ก็เท่ากับว่าสยามประเทศได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น ระบอบประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ นับแต่บัดนั้น
 
ความเป็นประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญนั้นมีความหมายสำคัญว่า จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่) และจะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ ตามที่ปรากฏในหลัก 6 ประการ
 
1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
 
2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
 
3.ต้อง บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร
อดอยาก
 
4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)
 
5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
 
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
และมีการเน้นย้ำในสรุปท้ายประกาศฉบับนี้ว่า “...ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า...” ฉะนั้น ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จึงหมายถึงประชาธิปไตยที่ “ทุกคน” มีสิทธิเสมอภาคกันไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิมากกว่า หรือมีอภิสิทธิ์เหนือราษฎร เท่ากับเปลี่ยนสถานะของราษฎรจาก ไพร่ เป็น พลเมืองที่สิทธิ เสรีภาพเป็นของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน
 
จะ เห็นได้ว่า ความหมายของประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร มีลักษณะคล้อยไปทางประชาธิปไตยแบบโลกสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า “เสรีนิยมประชาธิปไตย” หมายถึงเจ้าของอำนาจคือประชาชน ซึ่งการใช้อำนาจนั้นเป็นไปตามกติกาเสียงข้างมาก แต่ ขอบเขต ของการใช้อำนาจต้องเคารพสิทธิ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล เช่น จะอ้างเสียงข้างมากบังคับให้ทุกคนนับถือศาสนาเดียวกันไม่ได้ เป็นต้น
 
อย่าง ไรก็ตาม แม้การยึดอำนาจจากษัตริย์จะเป็นไปอย่างไม่เกิดการนองเลือด แต่การสถาปนาความหมายของประชาธิปไตยที่ “ทุกคน” มีสิทธิเสมอภาคกัน ก็หาเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ เนื่องจากมีการช่วงชิงสถานะของผู้สถาปนาประชาธิปไตย ช่วงชิงการสถาปนาความหมายและอุดมการณ์ประชาธิปไตยจากอีกฝ่ายมาตลอด
 
ดัง เช่น ฝ่ายกษัตริย์นิยมพยายามโปรโมทสถานะผู้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยผ่านข้อความใน พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 7 ในคราวสละราชสมบัติที่ว่า
 
ข้าพเจ้า มีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
 
ข้อ ความนี้ถูกตีแผ่ไปอย่างแพร่หลายพร้อมๆ กับการโจมตีคณะราษฎรว่ายึดอำนาจจากกษัตริย์มาเพื่อแย่งชิงกันเอง ไม่ได้มีกระบวนการทำให้อำนาจเป็นของราษฎรอย่างแท้จริง เช่นหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ไม่ให้มีการตั้งพรรคการเมือง ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี จึงให้มีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้น เป็นต้น แต่ข้อเท็จจริงคือ มีการต่อสู้ระหว่างฝ่ายกษัตริย์นิยมกับคณะราษฎรอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดการหวาดระแวงกันหากจะให้มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นในเวลานั้น
 
ลักษณะ สำคัญอย่างหนึ่งของการต่อสู้คือ มีความพยายามสถาปนาความหมายของประชาธิปไตยที่ต่างไปจากความหมายที่คณะราษฎร สถาปนา และชัยนะของการต่อสู้ดังกล่าวก็ปรากฏให้เป็นเป็นรูปธรรมในทศวรรษ 2490 เมื่อฝ่ายกษัตริย์นิยมสามารถขจัด ปรีดี พนมยงค์ มันสมองของคณะราษฎรออกไปจากเวทีการเมืองในรัฐสภาได้ ด้วยข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 จากนั้นฝ่ายคณะราษฎรก็อ่อนแอลงโดยลำดับ อำนาจรัฐตกไปอยู่ในมือของฝ่ายกษัตริย์นิยมอย่างเต็มที่ในยุคเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การโปรเจ้าจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา ทำให้ความหมายของ ประชาธิปไตยที่กษัตริย์เป็นประมุข ที่ก่อตัวขึ้นในทศวรรษ 2490 เด่นชัดขึ้น
 
ประชาธิปไตยที่กษัตริย์เป็นประมุขมีการอ้างอิงสิทธิธรรมจากคติ อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ที่คิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 หมายถึงว่า สถานะกษัตริย์ถูกสมมติขึ้นโดยหมู่ชนที่มาประชุมตกลงกันเลือกระบบการปกครอง ที่ให้ทุกคนมีสิทธิเสมอภาคกัน ยกเว้นกษัตริย์เพียงผู้เดียวที่มีอภิสิทธิเหนือบุคคลทั้งปวง
ฉะนั้น ประชาธิปไตยที่กษัตริย์เป็นประมุขจึงหมายถึงทุกคนอยู่ภายใต้หลักสิทธิ เสรีภาพ อย่างเสมอภาคกัน ยกเว้นกษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐ รูปธรรมคือ ประชาชนสามารถใช้หลักสิทธิ เสรีภาพเป็นฐานในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบบุคคลสาธารณะต่างๆ ได้ แต่จะใช้หลักการเดียวกันนี้กับกษัตริย์ไม่ได้
 
คตินี้สร้างความเชื่อในหมูราษฎรว่า กษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นการเมืองในความหมายอย่างแคบ คือการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้ามามีอำนาจรัฐในการบริหารประเทศ และการเมืองในความหมายของการแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าเข้าข้างหรือสนับสนุน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่การเมืองในความหมายอย่างกว้างที่รวมไปถึงการใช้อำนาจและเงินภาษี ประชาชนในเรื่องประโยชน์สาธารณะต่างๆ ดังที่กษัตริย์ยังมีโครงการพระราชดำริต่างๆ จำนวนมาก ที่ใช้เงินภาษีประชาชน มีอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของแผ่นดินจำนวนมหาศาลในนามสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นจอมทัพไทย เลือกคณะองคมนตรีได้เอง และอำนาจอื่นๆ รวมทั้งอำนาจบารมีที่ถูกปลูกฝังด้วยรูปแบบการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวผ่าน สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา และสื่อกระแสหลักในฐานะ ผู้นำจิตวิญญาณ หรือเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ เป็นต้น แต่ทั้งหมดนั้นไม่ถือว่าเป็น เรื่องการเมือง
 
อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ 19 กันยา 49 ถึงปัจจุบันเป็นยุคเข้มแข็งสุดขีดของ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะมีทั้งนักวิชาการ สถาบันวิชาการ องคมนตรี กองทัพ ตุลาการ สื่อมวลชนสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความพยายามต่อสู้เพื่อฟื้นความหมายของประชาธิปไตยที่ กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์คณะราษฎรจนนำมาสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พฤษภา 35 และ พฤษภา 53 แม้ว่ารายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์อาจมีความซับซ้อนต่างกัน แต่อุดมการณ์ที่ฝ่ายประชาชนยืนยันคือ ประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน ทว่าพวกเขาก็ถูกปราบปรามด้วยข้ออ้างเรื่องการปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มาตลอด
 
และปีนี้อาจถือได้ว่าเป็นปีแห่งการตอกย้ำ ยืนยันความหมายของ ประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ตามอุดมการณ์ของคณะราษฎรมากที่สุด มีการจัดกิจกรรมรำลึกทั้งในกรุงเทพฯ และในบางจังหวัด ขณะเดียวกันข้อความแห่งพระราชหัตเลขาของรัชกาลที่ 7 ก็ถูกนำมาตอกย้ำกันอีก
 
ข้าพเจ้า มีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
 
แต่ข้อความนี้กลับตอกย้ำให้เห็นคำถามสำคัญ ว่า ใคร หรือ คณะใด โดยเฉพาะกันเล่า ที่ใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร!

ประวิตร โรจนพฤกษ์: ความทรงจำร่วมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการลืมของสังคม

ที่มา ประชาไท

 


1. การที่สังคมจำประวัติศาสตร์อะไร ลืมอะไร มักไม่ใช่เหตุบังเอิญ
2. เหตุการณ์ในอดีตมีมากมายสารพัดจนบันทึกได้ไม่ครบถ้วน ความทรงจำในอดีตจึงเป็นสิ่งที่คัดสรร ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม/ ความทรงจำร่วมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่คนปัจจุบันเกิดไม่ทันเป็นสิ่งที่ ต้องผลิตซ้ำและตอกย้ำผ่านตำราเรียน หนัง พิธีกรรม ฯลฯ มันไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้เองโดยธรรมชาติ
3. ผู้มีอำนาจมักอยากให้ประชาชนจำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจ และลืมในสิ่งที่เป็นลบต่อผู้มีอำนาจเช่น 24 มิถุนายน วันชาติไทย = วันที่ประเทศไทยเคยมี แต่ถูกเผด็จการยกเลิก+ทำให้คนส่วนใหญ่ลืม
4. อดีตมักถูกจัดการโดยคนในปัจจุบัน ไม่ว่าถูกเอามาอ้างเพื่อเสริมความชอบธรรมหรือทำให้ลืมเพื่อสนองประโยชน์บางอย่าง
5. สังคมที่ลืมอดีตมักไม่เข้าใจปัจจุบัน ใครควบคุมอดีตได้ก็มักสามารถควบคุมความเข้าใจต่อปัจจุบันและปัจจุบันได้
6. สังคมไทยน่ากลัว เขาสามารถทำให้คนจำนวนมากลืมได้ว่า 24 มิถุนา เคยเป็นวันชาตินานกว่ายี่สิบปี – นี่เขาจะทำให้ประชาชนลืมอะไรอีกบ้างก็ไม่รู้
7. ปิดหูปิดตาปิดปาก ป้อนข้อมูลด้านเดียวอย่างไม่รู้จักพอเพียงยังไม่พอ พวกเขายังอยากให้ประชาชนลืมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บางเรื่องอีกต่างหาก
8. ผู้คนมักจำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เรามักอ้างเหตุการณ์ในอดีตที่ให้คุณแก่เรา
9. การลืมหรือการถูกทำให้ลืม เป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบปัจจุบัน
10. ความทรงจำร่วมของสังคมหรือการลืมของสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องการจำกับการลืมหากคือการต่อสู้ทางอำนาจแบบหนึ่ง กลุ่มไหนมีอำนาจมากในสังคมก็มักพยายามให้สังคมจำประวัติศาสตร์เวอร์ชั่นที่ พวกเขาอยากให้จดจำ – เหมือนสื่อเอียงข้างทางการเมืองที่มักเล่นข่าวที่ฝ่ายตนได้ประโยชน์เป็นข่าว ใหญ่+พยายามไม่รายงานข่าวด้านลบ
11. ความทรงจำร่วมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการทำให้ลืมจึงเป็นเรื่องของการใช้ อำนาจอย่างหลีกเลี่ยงแทบไม่ได้ ประวัติศาสตร์มันจึงมิใช่เพียงแค่เรื่องเล่าจากอดีตที่ไม่เกี่ยวข้องกับอัต ลักษณ์ของสังคมในปัจจุบัน
12. การที่ผู้คนโดยเฉพาะเสื้อแดงหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับวันที่ 24 มิถุนายน หรือการที่คนไทยรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินเพลงชาติ 24 มิถุนายน ก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญเช่นกัน

นศ.รัฐศาสตร์หลายรั้วมหา'ลัยเดินรณรงค์ครบรอบ 80 ปี 24 มิ.ย. 2475

ที่มา ประชาไท

 

นักศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์หลายรั้วมหาวิทยาลัยเดินรณรงค์เรียกร้องให้สังคม ให้ความสำคัญ 80 ปี 24มิ.ย. 2475 แม้ประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่น แต่ประชาชนยังศรัทธา ยืนยันจะต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารล้มประชาธิปไตยทุกรูปแบบ

9.30 น. วันนี้(23 มิ.ย.) สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายสิงห์สัมพันธ์ เช่น นิสิตนักศึกษารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี เป็นต้น กว่า 100 คน ได้เดินขบวนรณรงค์ร่วมกันภายใต้ชื่อโครงการนิสิตนักศึกษากับประชาธิปไตย: ขบวน รณรงค์ครบรอบ 80 ปี 24มิ.ย. 2475 โดยมีการเริ่มเดินขบวนรณรงค์จากสะพานมัฆวาน รังสรรค์ไปยังอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย พร้อมทั้งจะมีการปราศรัยและจัดการแสดงบริเวณหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และสลายการชุมนุมไปเวลา 11.00 น.
โดยทางผู้จัดได้ให้เหตุผลของการเดินรณรงค์ครั้งนี้ว่าเพื่อให้สังคมเล็ง เห็นความสำคัญของวันที่ 25 มิถุนายน 2475 และเป็นการนำองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ให้เกิด ประโยชน์แก่สังคมและเพื่อให้นิสิตนักศึกษารัฐศาสตร์ได้ ใช้โอกาสในการร่วมจารึกเหตุการณ์สำคัญ ของประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยร่วมสมัย ด้วยการแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ ผ่านการรณรงค์เรียกร้องและชี้ชวนให้สาธารณชนหวนระลึกถึงวันที่ 24มิถุนายน เนื่องในโอกาสที่ปี 2555 นี้ นับเป็นการครบรอบปีที่ 80 ของการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยและตั้งคำถามว่าประเทศไทยเป็นไปตามครรลอง ประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด รวมไปถึงการตั้งคำถามต่อประเด็นสิทธิ เสรีภาพและ หน้าที่ของพลเมืองชาวไทยด้วย
 
ภาพนักศึกษาแสดงละครสะท้อนการเมือง – แต่งเป็นประชาชนที่ต้องเป็นนักโทษการเมือง


นายติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง ประธานฝ่ายวิชาการ สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะผู้ประสานงานได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ปีนี้ครบรอบ 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 อยากเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคนหันมาระลึกร่วมกันว่า 80 ปีมาแล้วเราเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด เราหลงลืมความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนา 2475 ไปแล้วหรือปล่าว และที่สำคัญบริบททางการเมืองและสังคมในตอนนี้ หลายคนกำลังหมดหวัง สิ้นหวังและหมดความศรัทธากับกลไกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา ส.ส. นักการเมือง หรือการกลัวเรื่องของสถาบันอื่นๆที่จะเข้ามาแทรกแซงกับระบอบประชาธิปไตย อาจจะมีการล้มกระดานระบอบรัฐสภาลง เราก็เลยจะเป็นส่วนหนึ่งในการเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคนหันมาหวนระลึกและ ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยด้วยกัน เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราทุกคนยังคงศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าใครก็ตามไม่สามารถล้มกระดานนี้ได้ เราจะดำรงต่อไป อยู่ในระบอบประชาธิปไตยต่อไปและจะยิ่งสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันครับ”
โดยนายติณณภพจ์ ได้วิเคราะห์ถึงความสนใจของนักศึกษาที่มีต่อการเมืองว่า “ถ้าเป็นการเมืองในปัจจุบันอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีต่างๆหรือว่ากลุ่มการเมืองต่างๆที่ออกมาเรียกร้องและใช้ พื้นที่สาธารณะในการเรียกร้อง ในคณะรัฐศาสตร์ของเราเองก็มีน้องๆที่มีจุดยืนมีพี่ๆที่มีจุดยืนแตกต่างหลาก หลายด้วยกันทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจและกล้ายอมรับกับสังคมไทยก็คือเราทุกคนต่างยอมรับ ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดครับ ไม่ว่าคุณจะคิดต่างกันมากเพียงใด ไม่ว่าคุณจะคิดเหมือนกัน ไม่ว่าคุณจะขัดแย้งกันมากเพียงใด แต่เราอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ได้ครับ ซึ่งคณะรัฐศาสตร์จุฬาอยากเรียกร้องเป็นสำคัญเลยว่าอยากให้สังคมไทยหันมาเปิด ใจยอมรับฟังทุกๆฝ่าย และไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน กิจกรรมในวันนี้ที่เรามาทำร่วมกันเป็นการใช้การเรียกร้องอย่างสันติและ อหิงสา และเราก็หวังว่าทุกฝ่ายในสังคมไทยตอนนี้จะไม่ใช้ความรุนแรง”
เกี่ยวกับความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นายติณณภพจ์ มองว่า “เราอาจจะบอกว่าเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วไง แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมันนำมาซึ่งสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ความเป็นพลเมืองและทุกอย่างเท่าที่เราจะเป็นพลเมืองไทย และเราควรจะได้รับในฐานะที่เราถืออำนาจอธิปไตยบนผืนแผ่นดินนี้ ซึ่งผมขอกล่าวขอบคุณคณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง และนำประชาธิปไตยลงมาสู่มือของประชาชนทำให้เรามีสิทธิเสรีภาพและความเสมอ ภาค”
“คณะราษฎรมองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคแก่พวกเรา แต่น่าเป็นห่วงทำไมในทางปฏิบัติแล้วสังคมไทยจึงไม่มีเรื่องของพื้นที่ของ สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม นั่นเป็นเพราะเรายังไม่เปิดใจยอมรับครับ เรายังไม่อาจยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความแตกต่างหลากหลายทางชนชั้น ความแตกต่างหลากหลายทางเพศภาวะ และอื่นๆ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นปัญหาทางความคิดและอุดมการณ์ ผมคิดว่าต่อให้เราแตกต่างกันมากเพียงใดปัญหาที่เราต้องจัดการคือเราต้องเปิด ใจยอมรับ เราต้องรับฟังผู้อื่นให้มาก” นายติณณภพจ์ กล่าว
สำหรับการแสดงละครในวันนี้ของทางกลุ่ม ประธานฝ่ายวิชาการ สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้อธิบายว่า “ที่ผ่านมาประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่นบาดเจ็บหนักจากการถูกฉีกทิ้งถูกทำลาย แต่ประชาชนก็ยังคงศรัทธา นำพาและเดินต่อไป ซึ่งในระยะทางต่างๆก็จะมีนักการเมืองที่ฉ้อฉล ทหารที่จะต้องล้มกระดานหมากนี้ลง ซึ่งภาพที่สะท้อนในละครก็จะเห้นว่าลำพังการต่อสู้ของคนหยิบมือเดียวนี่ไม่ สามารถต่อสู้ได้แน่นอนที่จะทำให้ประชาธิปไตยดำรงอยู่ต่อไปได้ เพราะในขณะเดียวกันทั้งนักการเมืองและทหารต่างก็ผลิตซ้ำวาทกรรมและสร้าง มายาคติเพื่อมาหลอกลวง เพราะฉะนั้นเราเองจะต้องเป็นตัวแสดงหลัก ตัวแสดงที่สำคัญที่สุดในการเรียกร้องประชาธิปไตยและเราจะต้องสร้าง ประชาธิปไตยไปได้ร่วมกัน”
นายติณณภพจ์ ย้ำถึงจุดยืนของนักศึกษาในการรักษาประชาธิปไตย “เราขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารทุกรูปแบบไม่ว่าจะใช้รถ ถังหรือไม่ก็ตาม เราไม่อาจให้ใครมาล้มเกมส์หมากกระดานนี้ได้ครับ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกติกาของประชาธิปไตย ไม่ว่าใครจะชอบหมากกระดานนี้หรือไม่ก็ตาม เราจะใช้กติกาอย่างเสมอภาคร่วมกันครับ และเราจะเดินหน้าต่อไป  อย่างช่วงชีวิตของผมผมปัจจุบันมีอายุ 22 ปี ผมเกิดมาผมได้ทันเห็นและมีความทรงจำเพียงครั้งเดียวเกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐ ประหารก็คือในปี 2549 และคิดว่าเป็นความเลวร้ายที่สุดเท่าที่สังคมไทยเคยเผชิญมา ผมไม่อาจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งที่ 2 ในความทรงจำของผม ณ ตอนนี้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่คิดจะสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหารและล้ม ประชาธิปไตยลง ขอกล่าวและเชิญชวนไว้ ณ ที่นี้ว่าอย่าเลยครับ ประชาธิปไตยมอบสิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียมแก่ท่านทุกคน ให้แก่ผมด้วยเพราะฉะนั้นเรามาร่วมกันจรรโลงสังคมไทยใช้กติการ่วมกันและทำให้ สังคมไทยรุดหน้าก้าวหน้าต่อไปด้วยกันดีกว่านะครับ”
“ผมปฏิเสธทุกรูปแบบของการปฏิวัติรัฐประหารและผลพวงของมัน เช่นกันครับ รัฐธรรมนูญปี 2550 ในปัจจุบันก็เป็นเศษซากความเน่าเฟะของการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไข กลไกที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่นักการเมือง กลไกที่สำคัญคือประชาชนคนไทยทุกคนต้องร่วมมือกันออกมาเคลื่อนไหวแล้วแสดงจุด ยืน และทำให้ประชาธิปไตยเป็นของประชาชนคนไทยสร้างรัฐธรรมนูญของคนไทยขึ้นมาอย่าง แท้จริง” นายติณณภพจ์ กล่าวทิ้งท้าย

VDO Clip การแสดงละครและการปราศรัยบางส่วน :



เก็บตกจากเน็ต: 24 มิถุนายน 2475 กับ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มิถุนายน 2555
ลิงก์ภาพ
รายละเอียดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นรูปหล่อลอยตัว ประกอบด้วยรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า สร้างด้วยทองแดง มีความสูง 3 เมตร หนัก 4 ตัน ตั้งบนฐานรูปทรงกลมด้านบนโค้งกลม ลานอนุสาวรีย์ยกสูงมีบันไดโดยรอบ รอบนอกลานอนุสาวรีย์มีครีบทรงแบน อยู่ 4 ทิศ ที่โคนครีบ มีภาพแกะสลักลายปั้นนูน และมีรั้วเตี้ย ๆ กั้นโดยรอบลานอนุสาวรีย์ รั้วนี้ใช้ปืนใหญ่โบราณจำนวน 75 กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกขึ้นมา เป็นเสา คล้องโซ่เชื่อมต่อกัน
  1. ครีบ 4 ด้าน สูงจากแท่นพื้น 24 เมตร มีรัศมียาว 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  2. พานรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 หรือ เดือนมิถุนายน (ขณะนั้นนับเมษายนเป็นเดือนแรกของปี) ตรงกับเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยนั้น และหมายถึง อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ (นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ)
  3. ปืนใหญ่จำนวน 75 กระบอก (ปากกระบอกปืนฝังลงดิน) โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ หมายถึงปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เลข 75 เป็นเลขท้ายสองหลักของปี พ.ศ. 2475) ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกันหมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ
  4. ลายปั้นนูนที่ฐานครีบทั้ง 4 เน้นถึงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
  5. พระขรรค์ 6 เล่ม ที่รายล้อมรอบป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร
+++++++++++++++++++++++++++

10.30 น. นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์จากหลา​ยรั้วมหาลัยแสดงละครสะท้อนปัญหาการเมือง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมีการแต่งตัวเป็นนักโทษท​างการเมือง (อ่านเพิ่ม)
+++++++++++++++++++++++++++
80 ปี ประชาธิปไตย หมู่บ้านเสื้อแดงจัดใหญ่"วันชาติไทย" (อ่านเพิ่ม)
+++++++++++++++++++++++++++
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ๘๐ ปีวันชาติไทย (อ่านเพิ่ม)
+++++++++++++++++++++++++++
คมความคิด
+++++++++++++++++++++++++++



ละครนักศึกษา80ปี 24 มิ.ย. 2475 

++++++++++++++++++++++++



++++++++++++++++++++++++
โต้ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ : ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ประวัติศาสตร์ของใคร? (อ่านฉบับเต็มที่นิติราษฎร์)

++++++++++++++++++++++++
วานก่อน อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (ปาฐกถา ที่ จุฬาฯ) ได้จำแนกนักกฎหมายไทย ออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ (๑) นักกฎหมายฝ่าย ๒๔๗๕ และ (๒) นักกฎหมายฝ่าย ๒๔๙๐
ผมจะย่อยคร่าวๆ นะครับ
(๑) นักกฎหมายฝ่าย ๒๔๗๕ สนับสนุนการอภิวัตน์ก่อตั้งรัฐธ​รรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และปฏิเสธการกระทำของกลุ่มอำนาจ​เก่า ที่ทำลายรัฐธรรมนูญ เช่น เมื่อคราวพระยามโนปกรณ์นิติธาดา​ (อดีตองคมนตรี สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์) นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ตราพระราชกฤษฎีกาปิดสภาฯ และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ (รัฐประหารโดยไม่ฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ) แล้ว "พระยาพหลพลพยุหเสนา" ก็ได้กระทำการเพื่อพิทักษ์รัฐธร​รมนูญ ๒๔๗๕ โดยใช้กำลังยึดอำนาจรัฐบาลพระยา​มโนปกรณ์นิติธาดา เพื่อเปิดสภาผู้แทนราษฎรและให้ใ​ช้รัฐธรรมนูญต่อไป เป็นการยึดอำนาจเพื่อรักษาการดำ​รงอยู่ของรัฐธรรมนูญ
ฉะนั้น ใครที่ฝักใฝ่การรัฐประหาร หรือใช้อำนาจละเมิดรัฐธรรมนูญใน​ทางเนื้อหา ย่อมไม่ใช่นักกฎหมายในกลุ่มนี้ (แต่จะถูกจัดให้เป็นนักกฎหมายกลุ่มที่ ๒)
(๒) นักกฎหมายฝ่าย ๒๔๙๐ สนับสนุนการถวายคืนพระราชอำนาจ และการก่อรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนู​ญลายลักษณ์อักษร (ฉบับ ๒๔๘๙) โจมตีว่า คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม, ราษฎรโง่, ป่วนสภาให้ระบบรัฐสภาไม่อาจดำเนินหน้าที่ภารกิจได้ พยายามอ้างอิง "นิติโบราณราชประเพณี" เพื่อทำลาย หรือบั่นทอนสถานะในทางกฎหมายของ​รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร
เป็นการจำแนกที่ชัดเจน ใครเชียร์รัฐประหาร ให้ย้อนกลับไปยังสภาวะอำนาจของส​มบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เป็นพวกนักกฎหมาย ๒๔๙๐
ใครปฏิเสธรัฐประหาร และปฏิเสธพระราชอำนาจที่ขัดแย้ง​ต่อระบอบประชาธิปไตย (ประชาธิปไตย หรือตัวระบอบ ต้องยึดเป็นฐาน) นับถือความเป็นมนุษย์ที่เท่าเที​ยม-เสมอภาค เช่นนี้ ก็เป็นพวกนักกฎหมาย ๒๔๗๕.