WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 26, 2012

ศิโรฒน์ คล้ามฯ:ใครอึดอัดกับงาน24มิถุนา ปีหน้าครบ80ปีกบฎบวรเดช เชิญเชิดชูกันได้ตามอัธยาศัย

ที่มา Thai E-News

 
พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช (2 เมษายน 2420-16 พฤศจิกายน 2496) อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำกบฎบวรเดชพยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร เมื่อ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 แต่ล้มเหลว (รายละเอียด)


ที่มา เฟซบุ๊คของศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์

ไทยรัฐ ฉบับ 25 มิถุนายน 2555 พาดหัวตัวไม้ข่าวเสื้อแดงชุมนุมรำลึก 24 มิถุนาเต็มราชดำเนิน



ท่านที่อึดอัดกับการรำลึกแปดสิบปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านที่ไม่พอใจคณะราษฎรหรือหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร ปี 2556 จะเป็นปีที่กบฎบวรเดชครบรอบแปดสิบปี เชิญจัดงานรำลึกได้ตามอัธยาศัย อยากเชิดชูระบบไหนหรือโจมตีใครก็เชิญ

สว.แต่ง ตั้ง พรรคการเมือง นักปราศรัย นักวิชาการ นักเขียน เอนจีโอ นักการเมือง หมอ นัีกหนังสือพิมพ์ ใครอยู่ค่ายที่เห็นว่า 2475 ชิงสุกก่อนห่าม เขียนโครงการขอทุนล่วงหน้าไว้ได้แล้วครับ ครบรอบแปดสิบปีวีรบุรุษผู้ลงแรงล้มระบบรัฐธรรมนูญทั้งที เสนอให้ 11 ตุลา เป็นวันสำคัญของชาติเลยก็ได้


24 มิถุนา ประวัติศาสตร์มีชีวิต


ถ้าไม่มี 2549 กับ 2553 คงไม่มีทางเห็นการรำลึก 2475 ที่มวลชนมากแบบเมื่อวานนี้ (24มิถุนายน2555) 
ตอนห้าสิบปี 2475 มีงานเล็กๆ เอาเสียงปรีดีมาเผยแพร่ที่ธรรมศาสตร์ มีวารสารธรรมศาสตร์ฉบับที่ดีมากๆ ก่อนนั้นมีปริทัศน์สาร กับปาจารยสารของพวกฝ่ายซ้่ายทำเรื่องนี้ ตอนหกสิบปีมีงานและมีหนังสือหนึ่งเล่ม ตอนเจ็ดสิบปีแทบไม่มีกิจกรรมอะไร 
ส่วนปีนี้การรำลึกไปอยู่บนท้องถนนและผลักประเด็นไปแรงสุดครั้งหนึ่งที่เคยมีมา

พระโคอาร์มสตรอง:นี่อาจเป็นก้าวเล็กๆของพระโคตัวหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของพระโคษยะชาติ

ที่มา Thai E-News




ทำไมต้องไปพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
ทำไมต้องให้อเมริกามาใช้อู่ตะเภาสำรวจฝุ่นและเมฆ
ทำไมต้องไปง้องอน ไปอ้อนวอนขอให้ฝรั่งมาตั้งฐาน

เราคือ ประเทศไทย ประเทศที่ยิ่งใหญ่
ประเทศที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เคยเหมือนใคร

เราไม่ต้องการวิทยาศาสตร์
เราไม่ต้องการเทคโนโลยี

แต่เราก็รู้สภาพอากาศของประเทศเราได้

เพราะเรามี ........."พระโค"..............

สัตว์มหัศจรรย์ที่หยั่งรู้ฟ้าดิน
ไม่ต้องเสียงบประมาณมากมาย
ไม่ต้องลงทุนวิจัย ไม่ต้องสำรวจอวกาศ
ขอเพียงแค่ หญ้าแห้ง ถั่ว ปลายข้าว เหล้าขาว และผ้า 4-5 คืบ เท่านั้น

ร่วมกันสืบสานความเป็นไทย...
ต่อต้านเทคโนโลยีใหม่ๆ หันมาใช้พระโคกันเถอะ....


Credit pic : อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป

ป๋าส.จัดเต็มโต้ปฏิกริยาว่าด้วยคนไทยยังไม่พร้อม และวาทกรรมสนับสนุนให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง

ที่มา Thai E-News






ที่มา เฟซบุ๊คของ ส.ศิวรักษ์
ตอบ "ปฏิกริยา"

ปฏิกริยา :ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีผู้แทน ? "ตามความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่" พระองค์ท่านมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลมาก เพราะทุกวันนี้ประเทศนี้ก็ยังไม่พร้อม จริงๆๆๆ  

รูปภาพ : "ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2 มีนาคม 2477
แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ
ที่มา : พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7: ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง http://somsakwork.blogspot.com/2010/03/7_03.html


Is this country ready to have some sort of representative Government ?
(ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีผู้แทน ?)
"My personally opinion is an emphatic No."
"ตามความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่”
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, 23 July 1926
พระราชกระแสรับสั่งถามพระยากัลยาณไมตรี ที่ปรึกษากฎหมายอเมริกัน

ที่มา : “Problems of Siam”, “King Prajadhipok Memorandum to Dr.Sayre”(23 July 1926) อ้างใน “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” นิตยสารฟ้าเดียวกัน หน้า ๑๐๘-๑๐๙ อ้างถึงใน http://www.netiwit.com/index.php?lite=article&qid=41968178
ส.ศิวรักษ์ : เป็นที่น่าเสียใจนะ คนที่ถามปัญหานี้ ไม่โทษเขาหรอก เพราะถูกบ่มเพาะนิสัยมาในระบบการศึกษา ซึ่งการศึกษาของไทยไม่เป็นประชาธิปไตยเลย 
การศึกษาของไทยนี่ สอนให้คนไต่เต้าเอา ดี อยากเป็นเจ้าขุนมูลนาย อยากร่ำอยากรวย ไม่มีจุดยืนทางจริยธรรมเลย นี่ถ้าเผื่อว่าคุณมองแล้ว ประเด็นนี้ มันทำให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่โง่เขลา เบาปัญญา ไม่มีทางจะปกครองตัวเองได้ 

แต่ถ้าคุณไปสัมผัสกับคนยากไร้จริงๆ จะเห็นเลยว่า พวกเขามีกึ๋นมากกว่าชนชั้นปกครอง เขารู้ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างดี เพราะเขาอยู่กับธรรมชาติ เขาอยู่กันเป็นครอบครัว เขาสืบต่อภูมิธรรมมาเป็นร้อยๆปี ใน ขณะที่พวกเราชนชั้นกลาง ถูกตัดขาดจากภูมิธรรมดั้งเดิม พวกเราที่มีเตี่ยเป็นเจ๊ก ก๋งเป็นจีน ก็อาย มีย่าเป็นเขมร มียายเป็นลาวก็อาย เพราะระบบการศึกษามันสอนอย่างเดียวคือคุณต้องดัดจริต เป็นชนชั้นกลาง 

แล้วชนชั้นกลางนี่ ต้องเชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย ตอนนี้ผู้นำไม่มีแล้ว ต้องเชื่อเบื้องบน เบื้องสูง แล้วก็พร้อมที่จะไปไหนก็ต้องเข้าไปกราบกราน กราบไหว้ วันทา กันต่างๆ ซึ่งมันผิดวิสัยของความเป็นมนุษย์เลย เพราะมนุษย์ทั้งหมดนี่ต้องเสมอกัน เท่าเทียมกัน 

แล้วถ้าเข้าใจหลักนี้ นี้เป็นหลักศาสนาพุทธเลยนะ ให้เห็นเลยว่า คนยากคนจนส่วนใหญ่ เขาไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาอย่างที่คิด ดูสิครับ ประเทศอินเดีย คนจนมากกว่าเราเท่าไร เขาเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่รับเอกราชกว่า60ปีแล้ว ไม่เคยมีรัฐประหาร ไม่เคยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญเลย แล้วคนจนสามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้ตลอดเวลา 

เห็นไหมครับ แล้วเวลานี้ โดยเฉพาะคนที่ถือพุทธ รู้ไหม ว่าคนจัณฑาล เป็นคนที่ต่ำช้าที่สุดในทางสังคม คนเหล่านี้มาถือพุทธ มีจำนวนกว่าร้อยล้านแล้วในอินเดีย แล้วคนเหล่านี้ เดี๋ยวนี้เขาเลือกกันมาเป็นมุขมนตรี ในระดับรัฐ เป็นสส. เป็นผู้พิพากษา เป็นตุลาการ เป็นชนชั้นนำหลายต่อหลายระดับ เพราะอะไร เพราะคนจนเหล่านี้เขาไม่รู้สึกจะต้องสยบต่อชนชั้นสูง ไม่ยอมรับระบบวรรณะ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร สูงกว่าเขา 

พอคุณปฏิเสธอันนี้ก็เหมือนคุณปฏิเสธพันธนาการ ที่มัดคุณไว้ โซ่ตรวนมัดคุณไว้เฉพาะทางร่างกายนะครับ การศึกษาการครอบงำการล้างสมองมันเป็นพันธนาการยิ่งกว่าโซ่ตรวนอีก ผมอยากให้เห็นคนไทยรุ่นใหม่สละโซ่ตรวนออกซะ เพื่อมีความเป็นไท ออกไปหาคนยากไร้ ไปเรียนรู้จากคนยากไร้ แล้วจะเห็นเลยว่า คนเหล่านี้เขามีแววตา ที่สดใส ซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ ประชาธิปไตยอยู่ตรงนี้ครับ 

ถ้าคุณปฏิเสธคนพวกนี้ คุณก็เป็นพวกศักดินาขัตติยาธิปไตย เป็นพวกเต่าล้านปี ซึ่งเราไม่ต้องการคนพวกนี้ต่อไปแล้ว






ตอบ "ปฏิกริยา"


ปฏิกริยา: เลิกเล่นลิ้นการเสียที การเรียกร้องมีทุกยุคทุกสมัย ในยุคนี้เรามีพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นตัวอย่าง ท่านได้ทรงแนะนำแล้วว่า เราต้องสรรหาให้คนดีมาปกป้องและปกครองบ้านเมือง เพราะเราไม่สมารถทำให้คนเป็นคนดีทั้งหมด ปชช จะต้องคิดว่าเราจะเอา ไอ้นักการเมืองเลวๆออกจากสภาได้อย่างไร ไม่ให้มาปกครองเรา มิใช่หรือ อิ อิ


ส.ศิวรักษ์ : อันนี้เป็นการพูดแบบตีฝีปากนะ เพราะคนดีปกครองบ้านเมืองนี่ ถ้าคนดีไม่เข้าใจโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและไม่ตีไปที่โครงสร้างอันนี้ คุณเอาคนดี 10คน 100คน ก็ไม่มีทางแก้ไข 

สัญญา ธรรมศักดิ์ ก็เป็นคนดี คนน่ารัก 

สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เป็นคนดี คนน่ารัก ทั้งนั้น 

อานันท์ ปันยาุรชุน ก็เป็นคนน่ารัก 

อภิสิทธิ์ ก็เป็นคนดี คนน่ารัก แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะพวกนี้อยู่ในระบบ 

เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหานี้ ต้องมองไปที่ตัวระบบ และระบบอันนี้โครงสร้างอันนี้ มันเป็นโครงสร้างที่เรายังไม่มองเลิกลัทธิราชาธิปไตย และราชาธิปไตยนั้นจะต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่ง 2475 พยายามทำ และล้มเหลว เมื่อเกิด 2490 รัฐประหารขึ้น 

และตั้งแต่นั้นขึ้นมา สถานะของราชาธิปไตยไม่ได้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญจริงจัง หลายครั้งอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ หลายครั้งเข้ามาก้าวก่ายรัฐธรรมนูญ หลายครั้งเข้ามาก้าวก่ายการเมืองการปกครอง เข้ามาก้าวก่ายแม้ขบวนการยุติธรรม ถ้าไม่กล้าพูดประเด็นนี้ ไม่กล้าตีประเด็นนี้ คุณจะเอาคนดีที่ไหนมาปกครอง 

คนดีแหยๆทั้งนั้น มันจะต้องเอาคนที่มีความกล้าหาญในทางจริยธรรม และต้องมองเห็นโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและโครงสร้างอันอยุติธรรมนั้น ตราบใดที่มีระบบชนชั้น ระบบข้างบนลงมาข้างล่าง ข้างบนอาจเป็นคนดี คนน่ารัก แต่ระบบนี้่มันอยู่ไม่ได้ 

พระเจ้านิโคลัสที่2 ที่ถูกประหารชีวิต เป็นคนดี คนน่ารักมาก ท่านเป็นเพื่อนรัชกาลที่5 ท่านเอาทูลกระหม่อมเล็กไปเลี้ยงไว้เป็นพระโอรสบุญธรรมเลย พระบิดาท่าน พระเจ้าอเล็กซรานเดอร์ที่3 ก็ถูกฆ่า เป็นคนน่ารักทั้งนั้นครับ 

แต่คนน่ารัก และปล่อยให้ระบบมันเอาเปรียบราษฎรส่วนใหญ่ คนน่ารักเหล่านี้ไม่ใช่ไม่มีประโยชน์อย่างเดียว เป็นคนซึ่งอันตราย ผมอยากจะให้คุณตราความข้อนี้ไว้ มีคำของนักปราชญ์คนนึง ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว เขาบอกว่า 

เมื่อมีฝ่ายผิดกับฝ่ายถูก ฝ่ายผู้เอาเปรียบกับฝ่ายผู้ไม่เอาเปรียบ ถ้าคุณยืนอยู่ตรงกลาง คุณยืนอยู่ฝ่ายผู้เอาเปรียบ 

แล้วคนดีส่วนมากอยู่ตรงกลางทั้งนั้น คนดีหรือไม่ดีไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่มีกึ๋น มีความกล้าหาญทางจริยธรรม และยืนอยู่ฝ่ายผู้ยากไร้ แม้ผู้ยากไร้จะไม่ได้ดีิวิเศษนัก แต่โดยโครงสร้างเขาถูกเอาเปรียบมามาก เราต้องอยู่ฝ่ายนี้ และพยายามหาทางแก้ไขโครงสร้างอันนี้ด้วยอหิงสวิธี โดยสัจจะ 

“เต้น” นัดรวมพลคนเสื้อแดงเวทีธนบุรี 28 มิ.ย. เตือนความจำตุลาการศาล รธน.

ที่มา uddred

 แนวหน้า 26 มิ.ย. 2555 >>>






นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญยื่นคำร้องต่อศาลให้ถอนประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ศาลรัฐธรรมนูญทำในสิ่งที่ไม่มีอำนาจ ล่วงล้ำก้ำเกินอำนาจอธิปไตยของประชาชน ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ  ที่อาจนำบ้านเมืองไปสู่วิกฤติ  ดังนั้น ตนอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญทำทุกภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย  สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำกระทบโดยตรงกับความมั่นคงทางประชาธิปไตย การที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้ประกาศนโยบายชัดเจนว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่รัฐสภาของประชาชนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามบัญญัติแห่งกฎหมาย และศาลรัฐธรรมนูญก็ยื่นมือออกมานอกกรอบกติกา กระทำการเช่นนี้มันกระทบกับภาพใหญ่ ตนอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตระหนัก และอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ
ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า คนเสื้อแดงพยายามอย่างที่สุดที่จะอดทนอดกลั้น และใช้สติปัญญาในการต่อสู้ หวังว่า ความจริงที่เกิดขึ้นจะทำให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเข้าใจสถานการณ์ และเข้าใจความรู้สึกของคนเสื้อแดง ตนอยากเรียกร้องให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้รวมพลังกัน และแสดงการไม่ยอมรับต่อการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เราแสดงออกได้โดยสันติ การพูดจาการวิพากษ์วิจารณ์ การแลกเปลี่ยนความคิดประชาชนทำได้ และต้องไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก
   "มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้บางคนในอดีต ช่วงที่รณรงค์จะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญปี 50 ขึ้นเวทีพูดออกสื่อก็ระบุชัดเจนว่า ให้รับไปก่อนแก้รัฐธรรมนูญง่ายนิดเดียว ก็ให้แก้มาตรา 291 พูดชัดนี้ผมกำลังเตรียมคิดอยู่วันที่ 28 มิ.ย. นี้ ที่เขตธนบุรีจะเปิดเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทยก็จะฉายให้พี่น้องประชาชนเห็น และก็จะกระชากความจำของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนั้น” นายณัฐวุฒิ กล่าว
และว่า สิ่งที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคนแสดงออกมาเป็นท่าทีทางการเมืองทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นท่าทีของคนในวงตุลาการ คนระดับประธานศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเวทีบอกว่า ไม่ได้เป็นคนอาฆาต แต่ลืมยาก แบบนี้จะทำให้ประชาชนเขามั่นใจกับกระบวนการที่รับผิดชอบอยู่ได้อย่างไร เวลานี้ขอให้ท่านเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านทำประชาชนเขาก็ไม่ลืม แต่ตนอยากจะให้บ้านเมืองเคลื่อนตัวไปข้างหน้าตามกรอบกติกาเท่านั้นเอง  และยืนยันว่า พี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงคงจะไม่ออกมาเคลื่อนไหวอะไรให้สถานการณ์บานปลาย รุนแรง แต่การแสดงการปฏิเสธการวิพากษ์วิจารณ์การพูดความจริงด้วยเหตุผลเป็นเรื่อง ที่เราต้องทำ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ
เมื่อถามว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวันที่ 5-6 กรกฎาคมนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ จะส่งต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอให้พี่น้องประชาชนได้จับตาดูในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้พี่น้องประชาชนจดจำทุกคำพูดทุกท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คำวินิจฉัยที่จะออกมาไม่ว่าจะออกมาอย่างไรจะอธิบายภาพใหญ่ทางการเมืองของ ประเทศได้เป็นอย่างดี เราไม่ได้วิตกกังวล เพราะเราทำถูกต้องทุกอย่างถ้าใครจะแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ในกระบวนการที่ รัฐสภาชุดนี้ทำ

Monday, June 25, 2012

อภิชาต สถิตนิรามัย: 80 ปี 2475 คลื่นประชาธิปไตยลูกที่สาม

ที่มา ประชาไท

 

ชนชั้นนำไทยจะฟังและเก็บรับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ 80 ปีนี้หรือไม่ เมื่อขณะนี้คนชั้นกลางรุ่นใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว เขาเรียกร้องต้องการความเสมอภาคทางการเมืองแบบ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ในขณะที่ระบอบการเมืองไทยภายใต้การกำกับของ “มือที่มองไม่เห็น” ในปัจจุบันกลับมองคนกลุ่มนี้เป็นคนต่ำชั้นที่มีลักษณะ “โง่-จน-เจ็บ”
คำกล่าวโดยอภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวทีอภิปราย "80 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.2475" ซึ่ง มีผู้อภิปรายประกอบด้วย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์-สุดสงวน สุธีสร-ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์-อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์-อภิชาต สถิตนิรามัย-มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ จัดโดย หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ฯ และสมาคมจดหมายเหตุสยาม
000
หากจะเข้าใจมูลเหตุของการปฏิวัติสยาม 2475 เราคงต้องเริ่มต้นที่สนธิสัญญาเบาว์ริงในรัชการที่ 4 และการรวมศูนย์อำนาจรัฐ ผ่านการปฏิรูประบบราชการในรัชกาลที่ 5 เช่นกัน หากจะเข้าใจความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน เราอาจต้องเริ่มอย่างช้าที่สุด ตั้งแต่พลเอกเปรมลงจากอำนาจ ยี่สิบปีเศษที่ผ่านมานั้น สังคมเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ในทศวรรษแรกเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดในโลก โครงสร้างการผลิตได้ก้าวข้ามภาคเกษตรกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและการบริการ อย่างเต็มตัว และจบลงด้วยวิกฤต 2540 ในทศวรรษที่ 2 แม้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะช้าลงก็ตาม แต่ผลรวมของการขยายตัวและการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างการผลิตใน 20 กว่าปีนี้ก็ได้ทำหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของมันอย่างซื่อสัตย์เฉกเช่นเดิม กล่าวคือ การก่อเกิดขึ้นของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ หรือชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งกลายเป็นคนส่วนข้างมากของสังคม ซึ่งมีประมาณร้อยละ 40 ของครัวเรือนทั้งประเทศ กระจายตัวอยู่ทั้งในเมืองและชนบท ในขณะที่คนยากจนลดเหลือเพียงเหลือเพียงร้อยละ 8 หรือประมาณ 5 ล้านคนในปี 2553 เท่านั้น ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะโดยรวมแล้วรายได้ครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าตัว ทำให้คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 6 บาทเศษต่อคนต่อเดือนในปี 2552
คนชั้นกลางใหม่ร้อยละ 40 นี้คือใคร ? คงถกเถียงกันได้ในเรื่องคำนิยาม แต่ผมประเมินว่าคือคนที่มีรายได้ระหว่าง 5,000-10,000 บาทต่อเดือน อาชีพของคนเหล่านี้ในเศรษฐกิจนอกภาคการเกษตรคือเป็นเสมียน เป็นผู้ที่อยู่ในภาคการค้าและบริการ และคนงานในภาคการผลิต ซึ่งมีประมาณเกือบร้อยละ 35 ของครัวเรือนทั้งหมดในปี 2552 ข้อสังเกตคือในชนกลุ่มนี้อาชีพการค้าและบริการเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็วจากร้อยละ 10 เศษในปี 2529 เป็นร้อยละ 20 ของครัวเรือนทั้งหมดในปี 2552 และยังมีแนวโน้มกระจายตัวออกจากเขตเมืองไปสู่เขตชนบท และกระจายตัวออกจากทม.ไปทุกภูมิภาคอีกด้วย กลุ่มนี้มีรายได้ 5,828 บาทต่อเดือน ใกล้เคียงกับรายได้ของคนงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตและรายได้เฉลี่ยของทั้ง ประเทศแต่สูงกว่าเกษตรกรทั่วไปเกือบสองเท่า ส่วนภาคเกษตรกรรมในปี 2547 มีเกษตรกรเชิงพาณิชย์จำนวน 1.36 ล้านครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ19 ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมดหรือประมาณร้อยละ5 ของครัวเรือนทั้งประเทศ มีรายได้ต่อเดือนถึง 9,311 บาท ซึ่งสูงกว่ารายได้เฉลี่ยของเกษตรกรทั่วไปร้อยละ 70 ดังนั้น เราจึงอาจจัดเกษตรกรในกลุ่มนี้ได้ว่าเป็น “ชนชั้นกลางใหม่” ในภาคเกษตรกรรม
 
แล้วอะไรคือปัญหาร่วม หรือเป็นผลประโยชน์เฉพาะของชนชั้นใหม่นี้ ? คนกลุ่มนี้คือผู้ที่วิถีชีวิตทั้งด้านการผลิตและการบริโภคผูกพันกับระบบทุน นิยมไทยอย่างแนบแน่น จำนวนมากเป็นผู้ค้าขาย ผู้ประกอบการอิสระเช่นขับรถแท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง สารพัดช่างซ่อม ช่างเสริมสวย ฯลฯ หรือแม้เป็นเกษตรกรก็เป็นเกษตรกรเชิงพาณิชย์ มีเป้าหมายการผลิตเพื่อป้อนตลาด เขาไม่ใช่เกษตรกรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ผู้คนเหล่านี้ต่างวาดหวังต้องการไต่เต้า-ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมภาย ใต้ระบบตลาดสมัยใหม่ ไม่แตกต่างไปจากชนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไป (ชั้นกลางเก่า) สิ่งที่แตกต่างคือเขาอาจมีคุณสมบัติ (capabilities) เช่น ระดับการศึกษา ทักษะ ความสามารถ และ/หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โอกาสต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำกว่าชนชั้นกลางเก่า สิ่งเหล่านี้ทำให้ชนชั้นกลางใหม่ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่คนจน แต่ก็จนกว่ามากทั้งในด้านรายได้และทรัพย์สิน (69เท่า) เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นกลางเก่า ยิ่งกว่านั้นเนื่องจากสถานะทางอาชีพของชนชั้นกลางใหม่มักอยู่นอกภาคการผลิต ที่เป็นทางการ (informal sector) จึงทำให้เขาขาดหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ในขณะที่อาชีพของเขาผูกพันกับระบบตลาดอย่างแนบแน่นก็ทำให้เขามีรายได้ที่ไม่ แน่นอน ผันผวนไปตามวงจรธุรกิจ แต่โดยสรุปแล้ว สิ่งที่ผู้คนเหล่านี้ต้องการคือ 1.หลักประกันความมั่นคงในชีวิต 2.การกระจายรายได้-โอกาส หรือการอุดหนุน-ส่งเสริมจากรัฐ เพื่อยกฐานะทางเศรษฐกิจของเขาให้ใกล้เคียงกับชนชั้นกลางเก่ามากขึ้น
 
ด้วยลักษณะของชนชั้นกลางใหม่เหล่านี้เอง เมื่อรัฐบาลทักษิณ 1 ผลักดันและปฏิบัติตามสัญญาที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2544 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นโยบายประชานิยม” เช่น โครงการหลักประกันสุขภาพ การพักการชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน ผลงานนี้จึงทำให้ตัวนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมและความชื่นชมสูง เพราะโครงการเหล่านี้ตอบสนองและสอดรับกับความต้องการทางเศรษฐกิจของชนชั้น กลางใหม่ เนื่องจากโครงการพวกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ชีวิตชนชั้นกลางใหม่มีความ มั่นคงสูงขึ้น เช่นโครงการหลักประกันสุขภาพ หรือไม่ก็ช่วยให้เขามีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น เช่นกองทุนหมู่บ้านทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้น และ/หรือด้วยต้นทุนที่ถูกลง ในขณะที่ OTOP ก็เปิดโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ เป็นต้น
 
โดยสรุปคือ มีคนชั้นกลางระดับล่างจำนวนมาก ซึ่งต่อมามีพัฒนาการทางความคิดกลายเป็น “คนเสื้อแดง” นั้น มีจุดเริ่มต้นจากความชื่นชมนายกทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพราะเขาได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายของรัฐบาลนี้
 
แต่การปรากฏตัวขึ้นของชนชั้นใหม่นี้ อย่างมากก็เป็นแค่เงื่อนไขทางภาวะวิสัยที่เอื้อแก่การก่อตัวของพลังทางสังคม ชนิดใหม่ หรือผู้เล่นกลุ่มใหม่ในสังคมการเมือง แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่จำเป็นหรือเพียงพอที่จะเปลี่ยนคนกลุ่มใหม่ให้กลาย เป็นกลุ่มพลังใหม่ทางสังคม แต่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาได้ทำให้ บางส่วนของคนกลุ่มใหม่นี้ ซึ่งก็คือคนเสื้อแดงมีจิตสำนึกทางการเมืองแบบใหม่ขึ้น นั้นคือสำนึกว่า ตนไม่ใช่ไพร่ ข้า หรือพสกนิกร ซึ่งไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง แต่กลับมีสำนึกว่า ตนเป็นพลเมือง หรือเป็นหุ้นส่วนของสังคมการเมืองนี้ ตนจึงมีสิทธิที่จะกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเช่นกัน
 
“คนเหล่านี้ต้องการพื้นที่ทางการเมือง เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของตนเอง ปัญหาที่เขาเผชิญอยู่เป็นปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่การร้องทุกข์ทางเศรษฐกิจ หรือร้องขอการอุปถัมภ์จากรัฐ” ดังที่ช่างเฟอร์นิเจอร์เสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า “(เมื่อก่อน) พึ่งพานโยบายรัฐน้อย หมดหน้าข้าวก็ต้องปลูกแตง ปลูกอย่างอื่นต่อ วนๆ กันไป ไม่ได้คิดถึงนโยบายของรัฐ คิดว่าต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก เมื่อก่อนยังมีที่ดินทำกินอยู่ แต่พอที่ดินไม่มี เราก็ต้องพึ่งพิงนโยบายรัฐมากขึ้น และรู้สึกว่าการเลือกตั้งสำคัญกับตัวเองมากขึ้น”
 
จึงกล่าวได้ว่าสำนึกความเป็นพลเมืองที่แพร่หลายในหมู่คนเสื้อแดงคือ ความหวงแหนสิทธิการเลือกตั้งของตน กล่าวอีกแบบคือ เขาให้นิยามขั้นต่ำของความเป็นประชาธิปไตยว่าจะต้องมีการเลือกตั้ง ซึ่งทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ปกครองของตน ดังที่เสื้อแดงผู้หนึ่งนิยามประชาธิปไตยว่า “ต้องมาจากประชาชนโดยตรง ตราบใดที่ต้องให้ (ผู้มีอำนาจ) คอยอนุญาต มันก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องมีสิทธิในการเลือกผู้นำของเรา ถ้าไม่ดีก็ว่ากันไป ต้องไม่ถูกรัฐประหารไล่คนของเราออก”
 
ดังนั้น การรัฐประหาร การแทรกแซงทางการเมืองในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร หรือตุลาการภิวัตน์โดยผู้มีอำนาจหลังฉาก จึงเป็นการเมืองที่ขาดความชอบธรรมในสายตาของคนกลุ่มนี้ เพราะมันเท่ากับการปฏิเสธความเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองของเขา รวมทั้งเป็นการปิดพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการผลักดันและต่อรองผลประโยชน์ของเขา คำถามคือ สำนึกความเป็นพลเมืองนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
 
การลงหลักปักฐานของการเมืองแบบเลือกตั้งระดับชาติ นับแต่ พ.ศ.2521 ภายใต้ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นระบอบการเลือกตั้งที่มีการกำกับจากอำนาจนอกระบบก็ตาม แต่การเลือกตั้งระดับชาติก็เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้คนเห็นว่า การเมืองปกติก็คือการเมืองที่มีการเลือกตั้ง แม้ว่าการเลือกตั้งในช่วงเวลาก่อนปี 2544 ผู้ออกเสียงจะไม่ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายในระดับมหภาค เนื่องจากเนื้อหาของนโยบายมหภาคถูกครอบงำจากข้าราชการระดับสูงและเทคโนแครต ทำให้ไม่มีการใช้นโยบายมหภาคที่เป็นรูปธรรมในการหาเสียงเลย อย่าว่าแต่การผลักดันและการปฏิบัติตามนโยบายหลังการเลือกตั้ง ผลประโยชน์โดยตรงที่ผู้ออกเสียงอาจได้รับจึงมีลักษณะไม่ทั่วหน้า เฉพาะที่ เฉพาะถิ่น ส่วนใหญ่ในรูปโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ส.ส.ดึงงบประมาณจากส่วนกลางมาลงในเขตเลือกตั้งของตัวเอง หรือมีลักษณะเฉพาะตัว เช่นเงินสดที่ได้รับแจกในช่วงหาเสียง หรือความช่วยเหลือส่วนบุคคลที่ผู้ออกเสียงได้รับโดยตรงจาก ส.ส.และเครือข่ายหัวคะแนนของเขาในช่วงระหว่างการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงไม่แปลกเมื่อเกิดการรัฐประหารขัดจังหวะวงจรการเลือกตั้งเป็นครั้งคราว เช่นในปี 2534 แล้ว กระแสการต่อต้านจากประชาชนในวงกว้างจึงไม่เกิดขึ้น เนื่องจากเขาไม่มีผลประโยชน์จากการเลือกตั้งที่จะต้องปกป้อง
 
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือเมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มีผลบังคับใช้ กล่าวได้ว่า 2 ประเด็นหลักที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งใจออกแบบไว้ค่อนข้างประสบความ สำเร็จคือ 1.การสร้างฝ่ายบริหารที่เข้มเข็งเพื่อเพิ่มประสิทธิผลการทำงานของรัฐไทย 2.การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
 
ในเรื่องแรก รัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงกฎ-กติกาทางการเมืองหลายประการเพื่อ ก) กระตุ้นการสร้างพรรคการเมืองขนาดใหญ่และการสร้างนโยบายของพรรคการเมือง โดยการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งจากแบบหนึ่งเขตมี ส.ส.ได้หลายคนเป็นแบบเขตเดียวคนเดียว และให้มี ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อ ข) เพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคต่อรัฐมนตรีและหัว หน้ามุ้ง เช่นการกำหนดให้ผู้ที่จะสมัครส.ส.ต้องสังกัดพรรคเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน ในขณะที่บังคับให้กำหนดวันเลือกตั้งไม่เกิน 60 วันหลังประกาศยุบสภาผู้แทนฯ ฯลฯ กติกาเหล่านี้ตั้งใจออกแบบขึ้นเพื่อสร้างให้ฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งและมี เสถียรภาพมากขึ้น กล่าวอีกแบบคือ รัฐธรรมนูญ 2540 จงใจออกแบบมาเพื่อสร้างให้รัฐบาลมีสมรรถนะสูงขึ้นในการผลักดันนโยบายใหม่ๆ
 
พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในปี 2544 ได้ประโยชน์และทำตามแรงจูงใจที่กำหนดโดยกติกาใหม่ๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ ผลที่ตามมาคือ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีรัฐบาลซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยการ ใช้นโยบายระดับมหภาคในการหาเสียง ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำสามารถผลัดดันนโยบายเหล่านั้นจนสำเร็จภายหลังการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว
 
สรุปแล้ว ผลงานของรัฐบาลทักษิณทำให้ผู้ออกเสียงตระหนักว่า บัตรเลือกตั้งของเขานั้น “กินได้” ในรูปของนโยบายระดับมหภาค ในแง่นี้ หากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มิได้เกิดขึ้นจริงแล้ว รัฐบาลทักษิณจะสามารถสร้างผลงานได้ดังที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ
 
ในประเด็นที่สอง รัฐธรรมนูญนี้บังคับให้รัฐต้องถ่ายโอนหน้าที่และงบประมาณสู่องค์กรปกครอง ท้องถิ่น (อปท) ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่ พ.ศ.2546 เป็นต้นมา อปท.ในทุกระดับ ตั้งแต่ อบต. เทศบาล และอบจ.ทุกแห่ง ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนใน แต่ละท้องถิ่นเป็นครั้งแรก และคุมงบประมาณรวมกันเทียบเท่ากับร้อยละ 30 ของรายได้ของรัฐบาลกลาง ในขณะที่ อปท.มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ส่งผลโดยตรงและชัดเจนต่อชีวิตความเป็นอยู่ ประจำวันของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง นับตั้งแต่การสร้างถนน แหล่งน้ำ ประปา ศูนย์เลี้ยงเด็ก ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นมีความสำคัญและมีความหมายต่อผู้ คนแต่ละท้องถิ่นอย่างมาก
 
สรุปคือ การเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นมีความหมายเชิงรูปธรรมต่อชีวิต ผู้ออกเสียงเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะอ้างว่า สำนึกทางการเมืองที่หวงแหนสิทธิทางการเมืองได้เพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลาสิบปี เศษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่ง “กินได้”
 
ในแง่นี้การรัฐประหาร 2549 จึงเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ การรัฐประหารครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งก่อนหน้านี้ มันเป็นครั้งแรกที่มีการเคลื่อนไหวมวลชนขนานใหญ่ในขอบเขตทั่วประเทศต่อต้าน การรัฐประหาร ในอดีตเช่นกรณีกุมภาพันธ์ 2534 การเคลื่อนไหวต่อต้านเกิดขึ้นในวงแคบและกระจุกตัวในหมู่ชนชั้นกลางเก่าจำนวน น้อยในเขตเมืองเท่านั้น เนื่องจากการก่อตัวของชนชั้นกลางใหม่ยังไม่เกิดขึ้น และมวลชนส่วนข้างมากยังไม่มีสำนึกความเป็นพลเมือง พูดอีกแบบคือการรัฐประหาร 2549 ทำให้ชนชั้นกลางใหม่ ตระหนักรู้ว่าการโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเขาเป็นผู้แต่งตั้งและเป็นผู้ทำประโยชน์ให้เขา เป็นการริบคืนสิทธิการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ได้ผลที่สุดในการต่อรองผลประโยชน์เฉพาะทาง ชนชั้นของเขา การรัฐประหารจึงเปรียบเสมือนการจุดสายฉนวนระเบิดทางเมือง เปิดทางให้แก่การรวมตัวจัดตั้งและการเคลื่อนไหวทางเมืองของขบวนการคนเสื้อ แดงจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อเหลืองและผู้มีอำนาจนอกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโค่นล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชและรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนโดยฝ่ายตุลาการ รวมทั้งเหตุการณ์ พ.ค.อำมหิต ได้กลายเป็นอาหารสมองชั้นเลิศ ซึ่งหล่อเลี้ยงให้คนเสื้อแดง “ตาสว่าง” จนกระทั่งทักษิณก็ปิดไม่ลงในขณะนี้
 
กล่าวโดยสรุป คนเสื้อแดงคือตัวแทนทางชนชั้นของกลุ่มคนประเภทใหม่ ซึ่งก่อตัวขึ้นทั้งในเมืองและชนบท ทั้งในและนอกภาคเกษตรกรรม ทั้งในภาคเศรษฐกิจที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คนกลุ่มนี้ได้ก้าวข้ามความยากจนกลายเป็นชนชั้นกลางระดับล่างและเป็นคนส่วน ข้างมากของสังคม แม้ว่าความเติบโตทางเศรษฐกิจในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาจะยังประโยชน์ ยกระดับฐานะของเขาให้พ้นความยากจน แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินระหว่างชนชั้นใหม่กับกับชนชั้นกลาง เก่ายังคงทรงตัวในระดับสูงตลอดมา และเขายังขาดหลักประกันความมั่นคงในชีวิตอีกด้วย ในขณะที่พัฒนาการทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงหลักปักฐานของการเมืองแบบเลือกตั้งทั้งระดับชาติและ ท้องถิ่นในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้สร้างและกระตุ้นสำนึกความเป็นพลเมืองแก่เขา ทำให้เขาตระหนักว่า ตนเป็นหุ้นส่วนหนึ่งของสังคมการเมือง ดังนั้นตนจึงมีสิทธิที่จะกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง และเนื่องจากเขาเป็นชนส่วนข้างมากของสังคม ในขณะที่เขามีพื้นที่หรือเครื่องมืออื่นในการต่อรองทางการเมืองที่จำกัด การเลือกตั้งจึงเป็นกลายเครื่องมือที่มีประสิทธิผลที่สุดในการผลักดันให้ นโยบายของรัฐเป็นประโยชน์แก่เขา การรัฐประหาร 2549 และการแทรกแซงทางการเมืองที่ตามมาของชนชั้นนำ จึงเป็นการทำลายเครื่องมือหลักของชนชั้นนี้ ซึ่งเป็นการปฏิเสธความเป็นพลเมืองของเขาด้วย ในแง่นี้การต่อสู้ทางการเมืองของคนเสื้อแดงจึงเป็นไปเพื่อปกป้องการเมืองแบบ เลือกตั้ง ซึ่งเป็นสถาบันที่ปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นกลางใหม่ได้ดีที่สุด
 
อ.ธงชัย วินิจจะกุล เคยกล่าวเตือนชนชั้นนำไทยไว้ว่า ขบวนรถไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ออกจากสถานีแล้ว และจะไม่มีวันหวนกลับ พวกเขามองไม่เห็นว่า การปฏิรูปรวมศูนย์อำนาจรัฐโดยการสร้างระบบราชการสมัยใหม่ขึ้นในรัฐกาลที่ 5 ได้สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นกลุ่มหนึ่งที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ให้พื้นที่ ไม่เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยข้อหาว่า คนกลุ่มนี้เป็นเพียงสามัญชน จึงไม่มีสายเลือดที่เหมาะสมกับการเป็นผู้ปกครอง ถึงจุดหนึ่ง 2475 จึงเกิดขึ้น
 
เช่นเดียวกัน เผด็จการทหารในระบอบสฤษดิ์และถนอม-ประภาสก็มองไม่เห็นว่า การเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้แผนพัฒนาฉบับต่างๆ ได้ผลิตคนรุ่นใหม่ขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งระบอบเผด็จการไม่ให้พื้นที่และการมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยข้อหาเช่น ว่า เป็นลูกเจ็ก-เป็นจีน ไม่มีความเป็นไทยเพียงพอ หรือกระทั่งเป็นคอมมูนนิสต์ ถึงจุดหนึ่ง 14 ตุลาคม 2516 จึงเกิดขึ้น
 
ผมไม่แน่ใจว่า ชนชั้นนำไทยจะฟังและเก็บรับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ 80 ปีนี้หรือไม่ ณ ขณะนี้คนชั้นกลางรุ่นใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว เขาเรียกร้องต้องการความเสมอภาคทางการเมืองแบบ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ในขณะที่ระบอบการเมืองไทยภายใต้การกำกับของ “มือที่มองไม่เห็น” ในปัจจุบันกลับมองคนกลุ่มนี้เป็น คนต่ำชั้นที่มีลักษณะ “โง่-จน-เจ็บ” ถูกจูงจมูกโดยนักการเมืองจากการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกับชนชั้นสูงในการกำหนดอนาคตของ บ้านเมือง ถึงจุดหนึ่ง เหตุการณ์เมษา 52 และพฤษภาอำมหิต 53 ก็เกิดขึ้น แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังคงออกคำสั่งก้าวล่วงอำนาจรัฐสภาเมื่อต้นเดือนที่ผ่าน มา ผมเชื่อว่า ณ จุดนี้ไม่มีใครแน่ใจว่า เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นอีก และประวัติศาสตร์ในอนาคตจะตั้งชื่อเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ว่าอะไร
 
 
 

"80 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.2475" : ประชาธิปไตยของประเทศนี้ยังมีปัญหา

ที่มา ประชาไท




นักวิชาการถก ประชาธิปไตยไทยชิงสุกก่อนห่าม หรือเป็นไปตามบริบทสังคมโลก ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ชี้การทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนนั้นป็นมรดกาที่สำคัญที่สุดของคณะ ราษฎร์ ขณะปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์วิพากษ์เครือข่ายกษัตริย์ที่ปลุกเร้าความจงรักภักดีจะเป็น ปัญหาต่อสถาบันเสียเอง
การอภิปราย "80 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.2475" ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์-สุดสงวน สุธีสร-ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์-อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์-อภิชาต สถิตนิรามัย-มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ เป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา "100 ปี กบฏประชาธิปไตย ร.ศ.130 - 80 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.2475
จัดโดย หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ฯ และสมาคมจดหมายเหตุสยาม

 

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ : แม้แต่ชื่อเรียกวันรัฐธรรมนูญยังมี 2 แบบ แสดงว่าประเทศนี้ยังมีปัญหา

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ระบุว่า เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เขานำเสนองานมีคนฟังผมอยู่สิบกว่าคน แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุไรวันนี้จึงกลายเป็นเรื่องร้อนแรง
ชิงสุกก่อนห่ามจริงหรือกระแสความเปลี่ยนแปลงสะพัดทั่วโลก
ส่วนคำถามว่าการฏิวัติ 2475 เป็นการชิงสุกก่อนห่ามหรือเปล่า จึงทำให้ทุกวันนี้ประชาธิปไตยของไทยจึงไม่สมบูรณ์ ธำรงศักดิ์ตั้งคำถามกลับว่า ประชาธิปไตยสมบูรณ์คืออะไร และอะไรคือการชิงสุกก่อนห่าม หรือจริงๆ แล้วมันเป็นความสุกอย่างเต็มที่เพียงแต่คณะราษฎรเอาไม้แยงก็หล่นลงมา
ถ้าท่านอธิบายว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่าม ท่านก็ต้องเริ่มต้นว่ามีความพยายามที่จะวางแผนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยมา ตั้งแต่สมัย ร.5 ร.6 และร.7 มีการร่างอะไรสักอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ มีความพยายามในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่จะสร้างแนวทางพัฒนาประชาธิปไตย
แต่อีกแนวทาง คำอธิบายจะเริ่มต้นว่าระบอบการปกครองของสยามหรือประเทศไทยขณะนั้นได้รับ กระแสอิทธิพลของโลกตะวันตก ซึ่งแม้แต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็มีที่มาจากตะวันตก ผู้ปกครองของโลกตะวันตกการกระชับอำนาจเข้าสู่ตนเอง และสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมา ไม่ใช่ระบอบไทยๆ แต่เป็นนวัตกรรมของราชวงศ์ของโลกตะวันตก สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นการหยิบเอาวิธีการโลกตะวันตก กระชับเข้าสู่ศูนย์กล่างคือ Monarch
ในขณะที่กระแสประชาธิปไตย ประชาราษฎร เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง มีสภาผู้แนราษฎร มีผู้แทนฝ่ายบริหาร ดังกรณีเทียนวรรณ กบฏยังเติร์ก เกิดขึ้นเป็นลำดับมา การอภิวัฒน์ 2475 มันไม่ได้ลอยจากฟ้า แต่มีพัฒนาการ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติ2475 ไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้าา
แต่คำถามคือทำไมเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย ไม่เติบโตมาสู่ปะชาธิปไตย ถ้ากล่าวว่าเพราะคณะราษฎร ชิงอำนาจมาเพื่อสถาปนาอำนาจของตัวเอง คำกล่าวแบบนี้ ต้องถามว่าเรากล่าวโทษอดีต และการกระทำในอดีตภายใต้บริบทอดีตได้เชียวหรือ เราไม่คิดหรือว่า เมล็ดพันธุ์ประชาธปิไตยนั้นเป็นสากล มันแพร่กระจายอยู่ในอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา ระบอบการปกครองของโลกใบนี้มันพัฒนามาจากระบอบศักดินา ระบอบกษัตริย์ แล้วเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยมันได้พัดระบอบเหล่านี้ล้มระเนระนาดมาก่อนการ ปฏิวัติ 2475 เช่น กรณี ญี่ปุ่น เลือกที่จะมีรัฐธรรมนูญ สภา การเลือกตั้ง ในสมัยราชวงศ์เมจิ ใน จีน ซุนยัดเซ็น ล้มราชวงศ์ชิง ในสเปน ล้มราชวงศ์ลงเพื่อเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ดังนั้นกระแสประชาธิปไตยมันมา ยังไงมันก็ต้องมา ไม่ช้าก็เร็วมันต้องมาถึงแผ่นดินนี้
มีคำกล่าวว่ารัฐกาลที่ 7 เตรียมการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตยแล้ว คำถามคือใครมีอำนาจในบ้าน ตัวท่านหรือเมียท่าน ท่านต้องดูว่าใครเป็นผู้บัญชาการใช้เงิน ใครถือเงินไว้ ใช้เงินและลงโทษ ถ้าท่านรู้แล้วลองกลับบ้านไปบอกกับภรรยาดูว่าขอยึดอำนาจคืน ท่านก็จะรู้ได้เองว่าใครบ้างยอมสละอำนาจที่ตัวองมี ตรรกะนั้นคือ ไม่มีใครยอมมอบอำนาจของตัวเองให้คนอื่นหรอก เว้นแต่ปรับเชิงภาพลักษณ์
ร. 7 พยายามอธิบายว่าคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม โดยอ้างว่ามีการปรึกษาหารือกับฝรั่งคนหนึ่งทำร่างเค้าโครงเบื้องต้น และทำเป็นภาษาอังกฤษ ประเด็นคือแผ่นดินนี้ใช้ภาษาไทย การใช้ภาษาอังกฤษหมายความไม่ต้องการสื่อสารกับใครแน่ๆ
จากนั้นอีกสี่ห้าปี ก็มีร่างการเปลี่ยนรูปแบบรัฐบาล เป็นภาษาอังกฤษอีก เพราะในรบริบท 2475 นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ องค์ประมุข หรือกษัตริย์นั้นเป็น Head of ของทุกสิ่ง อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พ่ระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายอะไร มีทั้งคนชอบแฃละไม่ชอบ ชื่นชมและไม่ชื่นชม ด้วยเหตุนี้ จึงมีแนวคิดว่าหากมีคนหนึ่งมารับหน้าที่แทนจะดีไหม เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบต่อการวิพากษ์วิจารณ์แทนด้วย นี่คือการคิดที่จะมี prime minister ที่รับผิดชอบต่อองค์พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ต่อ parliament และเมื่อคิดถึงสภาผู้แทนราษฎร สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่มีทางคิดเรื่องสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุนต คณะราษฎรได้มีแนวคิดที่จะเลปี่ยนแปลงอำนาจ
ดังนั้นรัฐธรรมนูญภายใต้แนวคิดของ ร. 7 นั้น กรณีมาตรา หนึ่ง ระบุว่าอำนาจสูงสุดของแผ่นดินนั้นเป็นของพระมหากษัตริย์ ในขณะที่มาตรา 1 รัฐธรรมนูญของคณะราษฎร อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย
เวลาที่มีคนถามว่าอะไรคือมรดก ของคณะราษฎร ผมก็ตอบว่า คือการบอกว่า แผ่นดินเป็นของราษฎรทั้งหลายก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ
การแปลงแปลงของคนกลุ่มเล็กๆ กับการตอบโต้พวกไม่มีหัวนอนปลายตีน
ส่วนคำกล่าวหาว่า เป็นการทำโดนคนกลุ่มเล็กๆ ไม่มีประชาชนเข้าร่วม คำถามคือ ถ้าเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไป จะถูกจับไหม และการเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้เป็นการต่อสู้โดยพลังประชาชนที่ยืดเยื้อยาว นาน คณะราษฎรเลือกที่จะสู้เปลี่ยนแปลงโดยใช้กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่ทำการเปลี่ยนแปลง
ธำรงศักดิ์ตั้งคำถามต่อไปว่าในวันที่มีการยึดอำนาจ อะไรที่ทำให้ร. 7 เสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ทำไมไม่สู้ทั้งๆ ที่คณะทหารและขุนนางชั้นสูงแนะนำ และหารือกันว่า ให้สู้กับพวกไม่มีหัวนอนปลายตีน โดยเขาเห็นว่าพระองค์ก็ตระหนักว่า ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระองค์ก็ไมได้มีอำนาจ แต่ที่ต้องตระหนักคือพระองค์นั้เนป็นเจ้าเหนือหัวของประเทศ และต้องระมัดระวังหากตัดสินใจที่ผิดพลาด โดยธำรงศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าบนทางเลือกของการเปลี่ยน แปลงขณะนั้น อาจจะมี 2 แนวทางคือ กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ กับอีกทางเลือกคือสาธารณรัฐ
ธำรงศักดิ์กล่าวต่อไปว่า แม้จะมีการพูดว่าการปฏิวัติ 2475 ไร้การนองเลือด แต่เราดูเฉพะสามสี่วันนั้นไมได้ ต้องดูความต่อเนื่องยาวกว่านั้น เพียงอีกไม่กี่เดือนก่อนจะครบรอบ 1 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น เกิดการปฏิวัติรัฐประหารซ้อนกัน 2 ครั้ง ครั้งแรก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยนายปรีดี พนมยงค์ ทำยึดอำนาจรัฐบาลตนเองโดยการออกกฎหมายฉบับหนึ่งที่เรียกว่า พระราชกฤษฎีกา ยึดอำนาจโดยกฎหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่นักกฎหมายเขาทำกันมาตั้งแต่อดีต คณะทหารและขุนนางชั้นสูงแนะนำ
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ใช้พระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภา และระบุว่าให้เปิดประชุมสภาเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ เป็นการยุบสภา และให้รัฐบาลมที่อยู่มาก่อนนั้นล้มลง แปลว่ายุบคณะรัฐมนตรี และระบุว่าให้รพะรมโนปกรณ์ เป็นนายก และให้นายกออกกฎหมายไดด้วยตัวเอง เปนการรวบรัดตัดตอนเป็น monocracy
จากนั้น 81 วันต่อมาคณะราษฎรยึดอำนาจกลับในวันที่ 21 มิ.ย 2476 เป็นการต่อสู้ภายใต้ระบอบใหม่ อีกสามเดือนแผนการที่เคยวางไว้ที่หัวหินให้ปฏิบัติการโต้ตอบคณะราษฎร์ ก็ถูกใช้จริงโดยคณะกบฏบวรเดช คาดหัวตัวเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” แต่หลวงพิบูลยสงครามไม่ยอม ในที่สุดคณะกู้บ้านกู้เมืองแพ้ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ สละราชสมบัติ ข้อเรียกร้องของคณะบวรเดชทั้งหมดอยู่ตรงที่การปรับรูปแบบราชาธิปไตยภายใต้ เสื้อคลุมของการมีรัฐธรรมนูญและมีสภา โดยข้อเรียกร้องที่สำคัญ คือให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแต่งตั้งสมาชิกสภาครึ่งหนึ่ง นี่คือการต่อสู้ที่เป็นจริงว่าใครเป็นผู้นำในระบอบใหม่ และการต่อสู้ยังยืนยาวถึงปัจจุบัน
จากนั้น พ.ศ. 2482 มีการสถาปนา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยขึ้นมา เลือกสถาปนาหลัก 6 ประการของคณะราษฎรบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ต่อมา 2500 คณะราษฎรแพ้ราบเป็นหน้ากลอง วันที่ 24 มิ.ย. จึงถูกยกเลิกจากการเป็นวันชาติ จากที่เคยมีวันหยุดสามวัน 23 -25 มิ.ย. ก็ยกเลิกไป นี่แสดงให้เห็นว่า วันชาติของประเทศนี้เกิดได้ก็ตายได้
อีกตัวอย่างที่รวบรัดคือวันที่ 10 ธ.ค. กลายเป็นวันหยุดที่ประชาชนไม่รู้จะไปทำอะไร แถมยังมีชื่อที่เรียกกันสองแบบ ถ้าไปซื้อปฏิทินจีนแบบฉีกที่เยาวราช ซึ่งใช้แท่นพิมพ์เก่าไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่ 80 ปีที่ผ่านมาจะระบุว่า วันรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นปฏิทินสมัยใหม่ จะเขียนว่าวันพระราชทานรัฐธรรมนุญ แม้แต่วันหยุดยังมีชื่อเรียกสองอย่าง แสดงว่าประเทศนี้ยังคงมีปัญหา

สุดสงวน สุธีสร : 2475 คือการตอกเสาเข็มให้กับประชาธิปไตย เรียกร้องสื่อเคียงข้างประชาชน

สุดสงวน สุธีสร อภิปรายว่าการเปลี่ยนแปลง 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เป็นการตอกเสาเข็มให้กับบประชาธิปไตย เป็นหลักของประเทศ แต่หลังจากนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างโดยเฉพาะสื่อที่ทำให้บิดเบี้ยว ไปอีกอย่าง
สมัยนั้น คนไทยมีการศึกษาน้อยมาก ถูกกีดกันไม่ให้มีการศึกษาที่เท่าเทียมกัน และบางครั้งก็เรียนมาจากต่างระเทศเมื่อปรับมาใช้ในไทยก็ใช้กันอย่างสับสน
ในปี 2477 อาจารย์ปรีดีเห็นว่าคนส่วนใหญ๋ของประเทศไม่เข้าใจในแก่นแท้ของประชาธิปไตย เพียงแต่บังคับให้เชื่อ ก็พยายามสร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมาใช้ชื่อว่าหมาวิทย่วิชาธรรมศาสตร์ และการเมืองเพื่อปลูกฝังให้คนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องประชาธิปไยมากขึ้ยน ม่าฝใช่แต่ฟังชนชั้นปกครองบอกมาแล้วเชื่อ แต่ต้องรู้เท่าทันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ทุกวันนี้ประชาธิปไตยกลับไปงอกงามอยู่นอกธรรมศาสตร์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไป ไม่มองเจตนาของอ.ปรีดี และอ.ป๋วย ไปยืนอยู่ตรงข้ามกับประชาชน
ทั้งนี้ อ.สุดสงวนกล่าวว่า ประชาธิปไตยคือสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ คนที่จะเป็นผู้นำประชาธิปไตยต้องมีความกล้าหาญออกมายืนหยัดปกป้องประชาชนทุก คน ประชาชนอยากจะนอนหลับฝันดี ทำงานหนักรู้ว่าโอกาสก้าวหน้าของชีวิตเรามี ไม่ต้องไปคอร์รัปชั่น เลียเจ้านาย ตื่นมาโดยที่คนทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตยต้องกินได้ ไม่ใช่กินไม่ได้ แม้จะมีการกล่าวว่าประชาธิปไตยจะเป็นแค่หลักการ แต่ต้องยึดมั่นสิทธิมนุษยชน คือการคุ้มครองประชาชนทุกคน สิทธิมนุษยชนสำคัญที่สุด
สุดสงวนกล่าวว่าขณะนี้ประชาธิปไตยของเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่เธอมองว่าประชาธิปไตยไทยนั้นเหมือนมีแต่เป็นภาพลวงตา ยิ่งถ้าดูรธน. 50 จะเห็นภาพคนที่กุมอำนาจอยู่ มีการล็อกมีห่วงโซ่ แม้แต่การจะขอแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมายกำหนดรองรับไว้แต่ก็มีคนไปจัดเวทีต่างๆ นานา เป็นกังวลว่าขณะนี้ประชาชนคนดำๆ อย่างพวกเราทั้งหลาย เรากำลังถูกการเมืองทำอะไรเราหรือเปล่า เมือ่ไหร่นักการเมืองจะเข้าใจและเห็นประโยชน์ของประชาชน ก้าออกมายืนเคียงข้างประชาชน คุ้มครองประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่ว่าฉันมีอำนาจ มีอาวุธ จัดการได้ทุกอย่าง
บทบาทของสื่อมวลชนก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการควบคุมสังคมเพราะสื่อมวลชนก็ ควบคุมแนวคิดต่างๆ เมื่อไหร่สื่อมวลชนจะมีจริยธรรม จรรยาบรรณที่ถูกต้อง เอาประโยชน์หาความจริงบมาบอกกับประชาชน เพื่อให้เรามีประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ไปปกปิดสิ่งที่บางฝ่ายไปทำไม่ดีไว้
ขณะนี้คนเสื้อแดงน่าเห็นใจเพราะถูกมองเป็นโจรของแผ่นดิน (ขออนุญาตอาจารย์ชาญวิทย์ เพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดในเวทีอื่น) จริงๆ แล้วสื่อควรจะถึงเวลาทำข่าวเสียทีว่าคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และคนที่ทำหน้าที่ภารกิจใหญ่ของคณะราษฎร์คือคนเสื้อแดง ทุกคนมาด้วยใจจริงๆ ทุกชนชั้น
ประชาธิปไตยของเราแปดสิบปีที่ผ่านมายังมีกลุ่มอำมาตย์ทื่คิดว่าฉลาดกว่า คนอื่น อยากจะบอกว่าคนสมัยนี้เขาเรียนหนังสือกันมาแล้ว เขาเรียนเมืองนอกกะนด้วยนะ เขาอ่านภาษาอังกฤษออก เขาเรียนรู้หลักสากลของต่างชาติมาทั้งนั้น เราไม่ได้อยู่ในยุค 2475 แล้วที่คิดว่าจะอ่านภาษาอังกฤษออกฝ่ายเดียว
สรุปง่ายๆ แปดสิบปีของประชาธิปไตยขอเรียกร้องสื่อ ถ้าสื่อร่วมมือกับประชาชยนประชาธิปไตยต้องกลับคืนสู่สังคมแน่นอน

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: มรดกของราชาธิปไตยอยู่ได้อย่างไร

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ร่วมอภิปรายในหัวข้อ 80 ปีปฏิวัติประชาธิปไตยไทย พ.ศ. 2475 ชี้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองผ่านมา 80 ปีแต่มีอะไรหลายอย่างที่ตกค้างจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งเขาขอตั้งชื่อว่า Die Hard Absolute Monarchy และเรายังเพ้อฝันว่าเรายังมีประชาธิปไตยอยู่
มรดกตกทอดฟังแล้วเหมือนดูดีแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เริ่มตั้งแต่ปี 2475 มีจุดมุ่งหมายต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีความเป็นอารยะมากขึ้น คนไทยก็มีความภูมิใจอย่างมากที่เรามีความเปลี่ยนแปลง และทุกวันนี้เราก็ยังพูดกันอยู่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราชด้วยเรา มีพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถ แต่เหตุการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาพูดว่าเราตีความรัฐธรรมนูญตามภาษาอังกฤษ ผมเริ่มไม่แน่ใจ แต่เอาละนี่เป็นพระปรีชาสามารถที่ไทยไม่ต้องตกเป็นอาณานิคม และมีการเลิกทาส และมีการสร้างทางรถไฟ นี่เป็นจุดพีคมากๆ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งมองกลับไปถึงช่วงนั้นจนเคารพนับถือรัชกาลที่5 จนมากล้นจนล้นเกิน ในแง่ที่เป็นจุดดี ก็ทำให้เรามีความเป็นอารยะมากขึ้นในเปลือกนอก ดูเหมือนว่าสถาบันกษัตริย์จะมีความมั่นคงอย่างมากในยุรรัชกาลที่ 5 แต่อย่างไรก็ตามมันไม่สามารถสร้างหลักประกันให้ความอยู่รอดของสถาบัน กษัตริย์ หลังจากเสด็จสวรรคตไม่นานเพียง 22 ปี ถัดมาก็เกิดการล่มสลายของระบบสมบูรณาญาสิทธาชย์ และในรัชสมัยต่อมาในร. 6 และ ร.7 ก็ชี้ว่า เป็นความไม่สามารถของสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคนั้นในการปรับต่อต่อความ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในและต่างประเทศ
ปวินกล่าวว่า แปดสิบปีถัดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกแล้ว เป็นจุดที่ critical มากๆ และภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงนั้นสถาบันกษัตริย์จะสามารถปรับตัวให้ กับการเปลี่ยนในยุคนี้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ ก็จะเป็นแบบที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่เจ็ด
บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในการคลายปมการเมืองปัจจุบัน และสิ่งที่เป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่หล่อหลอมการเมืองไทยอยู่ใน ปัจจุบัน มีผลกระทบครอบงำการเมืองไทยอย่างยิ่งยวด และอาจจะถึงจุดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนปาระชาธิปไตยของไทยและตอกย้ำให้เกิด ความแตกแยกทางการเมืองและนำไปสู่ความรุนแรงมาแล้ว และอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ตัวอย่าง การก้าวขึ้นของทักษิณ ชินวัตร ก็ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม จะว่าคอร์รัปชั่นก็แล้วแต่ แต่นักการเมืองคนไหนไม่คอร์รัปชั่นบ้าง ทักษิณกินแล้วยังคายบ้าง แต่บางคนกินแล้วไม่คาย
ทักษิณกลายเป็นภัยของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และในการกำจัดทักษิณนั้น หนึ่งในข้อกล่าวหาคือไม่จงรักภักดีและประสบความสำเร็จอย่างดี และปัจจุบันนนี้ ก็ยังใช้กลวิธีเดิมๆ ในการใช้กฎหมายหมิ่นฯ กำจัดคู่แข่งทางการเมือง และจุดนี้เอง อย่าคิดว่าคุณมีอำนาจในการใช้มาก เพราะยิ่งใช้มากยิ่งทำให้สถาบันอ่อนแอ และยิ่งเป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกลือกกลั้วกับการเมือง และนักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่เป็นตัวเล่นนอกเวทีการเมืองก็ยังใช้ สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ
ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนมาตรา 112 ก็ส่วนหนึ่งในการชี้ว่าสถาบันกษัตริย์พร้อมที่จะปลี่ยนแปลงหรือไม่
แม้ว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะจบไปแล้ว แต่ยังมีอิทธิพล แฃละฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายราชานิยม ก็ไม่ยอมละทิ้งแต่พยายามสืบสายใช้ให้เข้มแข็งมากขึ้น
ปัจจุบันมีการมองสถาบันฯ สองแบบ ที่ขัดแย้งกันอยู่แบบแรกเป็นมุมมองมาตรฐาน เป็นมุมมองปกติทั่วไป ให้เห็นคุณูปการมากมายของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อประเทศ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเป็นผู้ปกป้องบูรณภาพของแผ่นดิน เป็นมุมมองที่ครอบงำสังคม ปกป้องจารีตประเพณี คอยให้คำแนะนำแก่รัฐบาล เป็นต้น เป็นมุมมมองมาตรฐาน เหมือนคนไทยจะต้องกินข้าว จะไปกินมันฝรั่ง ก็ดูไม่ใช่คนไทย
แต่อีกมุมมองหนึ่งก็เห็นว่าพระราชอำนาจที่ทรงพลานุภาพอย่างมากนั้นไม่สอด คล้องกับประชาธิปไตยในปัจุบัน มีการใช้กฎหมายหมิ่นฯ เป็นเกราะกำบังสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดกระบวนการ หรือทัศนคติที่มีการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดขึ้น และการใช้พระราชอำนาจที่มีอยู่อย่างยิ่งยวดเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย มีการสรรเสริญพระราชอำนาจอย่างล้นเกิน เป็น hyper royalist แม้แต่บ.การบินไทยก็มีการฉายพระราชกรณียกิจในเครื่องบิน
กลุ่มราชานิยมได้ร่วมมือจัดตั้งเป็นทีมงาน ร่วมมือกับนักประวัติศาสตร์ อนุรักษนิยม ผู้บริหารของมหาวิทยาลัย สื่อที่ทรงอิทธิพลทั้งหลายในการสรางภาพลักษณ์ที่ไม่มีที่ติ ขณะเดียวกันก็สร้างภาพลบที่เลวร้ายอย่างมากต่อการเมืองไทย แปดเปื้อนด้วยนักการเมืองเลวๆ ไร้ศีลธรรมจรรยาอย่างทักษิณ ข้อบกพร่องทั้งหมดเกิดจากนักการเมืองชั่วๆ ไม่ได้เกิดจากการที่ตนเองเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองตลอดเวลา นี่เป็นจุดสำคัญทำให้คนคิดถึงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเรียกร้องคนดีมาปกครองบ้านเมือง ซึ่งเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นคนดีกันไปหมด
เมื่อพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเราไม่ได้พูดถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่ง นี่คือเครือข่าย คือทั้งองคาพยพที่เกาะเกี่ยวโหนห้อยกัยสถาบันพระมหากษัตริบย รวมถึงราชนิกูลและองคมนตรี
โดยปวินเสนอ “ผังสร้างเจ้า” ที่เป็นตัวแปรนอกระบบรัฐสภา เกาะเกี่ยวกันและมีอิทธิพลทางการเมืองไทยอย่างล้นหลาม เช่น องคมนตรี ราษฎรอาวุโส กงอทัพ นักธุรกิจใหญ่ ข้าราชการ ไฮเปอร์รอยัลลิสม์ แม้แต่ในแต่ละกลุ่มก็มีการเชื่อมโยงเกาะเกี่ยวกันอย่างเห็นได้ชัด เช่นองคมนตรีกับนักธุรกิจ กองทัพกับราชการ ทั้งหมดทำงานกันเป็นทีมเวิร์ก
ปวินกล่าวว่า แนวคิดในการมองเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ (Nework monarchy) นี้ ดันแคน แมกคาร์โก นักวิชาการชาวอังกฤษคิดเป็นคนแรก ซึ่งดันแคนเสนอว่าถ้าเรามองแบบเครือข่ายเราจะเข้าใจได้อย่างดี และเครือข่ายที่ชัดเจนที่สุดคือเครือข่ายพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ปกคลุม การเมืองทั้หมดตั้งแต่ปี 2480 เป็นต้นมา และคนเหล่านี้ทรงอิทธิพลโดยมีสถาบันกษัตริย์ตั้งอยู่บนยอดของเครือข่ายเหล่า นี้
ความรู้ภูมิปัญญา ชุดความคิดทั้งหลายถูกผูกรวมเข้ากับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเราหลีกหนีไม่ได้ แม้แต่จะตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาก็ทำเกือบจะไม่ได้ในทุกวันนี้ แม้แต่ในแวดวงนักวิชาการก็อยู่ภายใต้การกดดันอย่างมาก มีไม่กี่ประเทศที่รัฐเข้ามาแทรกแซงแวดวงวิชาการ ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นเป็นผลจากการปกป้องระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ปวินระบุต่อไปว่า การที่ผูกโยงสิ่งต่างๆ เข้ากับสถาบันฯ นั้นเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งทำให้สถาบันดูเข้มแข็งแต่ในทางตรงกันข้ามก็ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ ลง การสรรเสริญเยินยอส่งผลให้เกิดสายใยความเกี่ยวโยงที่แนบแน่นระหว่างสถาบัน กษัตริย์กับสังคม เหมือนเป็นเรือนจำกักขังไม่ให้คนไทยแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา การคิดนอกกรอบอาจนำไปสู่การคุกคามเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ คนที่ละเมิดข้อห้ามดังกล่าวมักจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
"ประเทศไทยอ้างตัวเองว่าเป็นดินแดนแห่งความเสรี รักความอิสระ ดัดจริตไปถึงขั้นพูดว่าคนไทยทุกคนมีความจงรักภักดีแต่จับกันระเบิดเถิดเทิง" ปวิน กล่าว
การยกยอปอปั้นที่มีอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การต้องเข้าไปดูหนังมีการฉายเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ และต้องยืนตรงก่อนดูหนัง ทั้งที่ประเทศอื่นเคยมีมาแล้วแต่หมดไปแล้ว ต้องถามว่าของเรายังมีอยู่เพราอะไร ประเพณีการหมอบคลานที่ถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า แต่คนไทยก็ยังหมอบคลานอยู่
วิธีที่พวกนี้อธิบายว่าต้องเลือกใช้แนวคิดต่างประเทศให้เข้ากับประเพณี แบบไทยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดมาตั้งแต่ ร 5 แล้ว ในความเป็นจริงหลักที่มาจากตะวันตกไม่ได้รับการส่งเสริม เป็นเพียงแต่ข้ออ้าง เป็นวาทกรรมของชนชั้นนำปัจจุบัน
หลังยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เรายังเป็นประชาธิปไตยแบบเปลือกนอก เพราะแก่นแท้ยังเป็นอุดมการณ์กษัตริย์นิยม กล่าวคือ แม้จะมีรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตย แต่ฝ่ายราชานิยมยังมีบทบาทสำคัญด้านการเมือง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ถูกเนรมิตเป็นนิทานให้สอดคล้อง กับทัศนะของคนกรุงเทพฯเป็นหลัก รวมถึงสร้างประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม ทำหน้าที่ผูกโยงความคิดให้ประชาชนยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมากระบวนการยกย่องสรรเสริญกษัตริย์เข้มข้นจน ถึงระดับที่น่ากังวลใจ พระมหากษัตริย์กลายมาเป็นเหมือนเพทพเจ้าที่ล่วงละเมิดไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มีอีกภาพคือภาพพ่อของแผ่นดิน เป็นภาพต้นรัชสมัย ที่เดินทางไปทุกแห่ง ไม่มีรัฐบาลชุดใดในปัจจุบันที่จะสามารถเทียบทันพระมหากษัตริย์ในการเอาชนะใจ ปวงชน ประชาชนเห็นว่ากษัตริย์เป็นคำตอบสุดท้ายของทุกวิกฤตการณ์ แต่ภาพลักษณ์ทั้งสองแบบขัดแย้งกัน เพราะแม้จะใกล้ชิดกับประชาชนมากเพียงใด แต่ภาพที่เหมือนเทวราชาเป็นกำแพงปิดกั้นระหว่างสถาบันฯ กับประชาชน
ปวินกล่าวว่า ปัจจุบันมีการยกสถานะสถาบันกษัตริยให้เป็นมากกว่าธรรมราชา แต่เป็นเทวราชา ความแตกต่างนี้สร้างความซับซ้อนเมื่อพิจารณาจากบทบาทในทางการเมือง
พอล แฮนเลย์ ผู้เขียน The King Never Smile ระบุว่าการที่สถาบันกษัตริย์ลงมาเป็นผู้เล่นในทางการเมืองเสียเอง ก่อให้เกิดคำถามว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่ เพราะถ้าทรงมีสถานะเป็นตัวแทนทางการเมืองเองก็ทำให้เกิดปัญหา conflict of interest เพราะเมื่อไหร่ที่รัฐบาลเข้มแข็งก็จะถูกกำจัดไปในที่สุด และหนทางท้ายที่สุดก็มีการใช้มาตรา 112 มีการใช้มากขึ้นหลังรัฐประหารมากขึ้น ความพยายามทั้งหมดนี้ เป็นผลงานของฝ่ายราชานิยม แต่จำนวนใม่น้อยเป็นผลจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เองในฐานะเป็นกษัตริย์นัก พัฒนา
เกี่ยวกับวัฒนธรรมสาธาณณะ ความนิยมตั้งอยู่บนความเชื่อว่าถสายันกษัตริย์เข้ามายุติปัญหาทางการเมือง นับครั้งไม่ถ้วน และสถานการณ์ในภูมิภาค ในช่วงสงครามเย็น และการต่อต้านกับคอมมิวนิสต์ การเข้ายุติจลาจลปี 2535 เป็นถ้วยรางวัลที่กษัตริยืได้ไปในฐานะผู้นรักษาเสถียรภาพของไทย ทำให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่สามารถแยกออกจากการเมือง
และที่ย้ำไปเบื้องต้นยังมีอะไรหลายอย่างที่ปลูกฝังลักษณะที่ไปด้วยกันไม่ ได้กับประชาธิปไตย เช่น ความขัดแย้งระหว่างอำนาจของสถาบันกษัตริย์กับอำนาจที่มาจากเสียงข้างมากของ ประชาชน
ปวินกล่าวว่า คำว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นเป็นปฏิพจน์กัน เป็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่จะดูดกลืนระบบการเมืองเข้าไปในตัวเองทั้งหมด
และสุดท้ายกรณีการสืบสันตติวงศ์ เป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และอยากจะตั้งเป็นคำถามว่า บทบาทสำคัญของสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นมีความผูกพันอยู่กับตัวองค์พระมหา กษัตริย์มากกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ การสืบสันตติวงศ์และ
ปวินกล่าวว่า ฝ่ายราชานิยมเริ่มกังวลใจถึงความนิยมในหมู่ประชาชน และขอฝากไว้กับพวกคลั่งเจ้าว่า ยิ่งสรรเสริญเยินยอรัชสมัยนี้ก็จะยิ่งทำให้รัชสมัยต่อไปอยู่ยากขึ้น


อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์: ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ กับรากฐานการใช้สื่อของรัฐครอบงำประชาชน

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ร่วมอภิปรายในหัวข้อ “80 ปีปฏิวัติประชาธิปไตยไทย พ.ศ.2475” กล่าวถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ โดยเริ่มต้นจากคำประกาศคณะราษฎรซึ่งประกอบด้วยหลัก 6 ประการ คือ ความเป็นเอกราช ความปลอดภัย การบำรุงความสุขสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ ราษฎรมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน (ไม่ใช้พวกเจ้ามีสิทธิมากกว่าราษฎร์อย่างที่เป็นอยู่) มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระโดยไม่ขัดต่อหลักข้างต้น และให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร์ โดยหลักการเหล่านี้เป็นการรับรองศักดิ์ศรีความเป็นคนและเสรีชนของพลเมืองใน ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เรารู้จักในปัจจุบันคือหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ต่อคำถามเมล็ดพันธุ์ของประชาธิปไตยเติบโตงอกงามหรือไม่นั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักสิทธิมนุษยชนสากลเป็นที่รับรองกว้างขวางในทางสังคม และได้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มา จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้สังคมได้รับทราบ เรียนรู้ เข้าถึงและได้อ้างอิงใช้ประโยชน์เรื่อยมา แต่ก็มีปัญหาในการบังคับใช้สำหรับสังคมไทย ทั้งนี้ กติกาในระดับสากลขององค์การสหประชาชาติ อาทิ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง (ค.ศ.1976) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม (ค.ศ.1976) ประเทศไทยให้การรับรองในปี พ.ศ.2539 และพ.ศ.2542 ตามลำดัง ซึ่งค่อนข้างล่าช้า โดยกติกาทั้ง 2 ฉบับ อยู่ในช่วง 2540 ซึ่งมีเงื่อนไขสังคมค่อนข้างอยู่ในภาวะของรัฐธรรมนูญสีเขียว รัฐบาลจึงเห็นว่าเป็นโอกาสอันควรที่ต้องรับรอง
อุบลรัตน์ กล่าวต่อมาว่า หลัง 2475 ในบริบทการสื่อสาร การสร้างวาทะกรรม การสร้างสัญลักษณ์ประชาธิปไตยและการต่อต้านประชาธิปไตยนั้นมีการต่อสู้กัน ตลอดเวลา ซึ่งในส่วนของการวางรากฐานระบบวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ในช่วง 25 ปีแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผู้นำคือปรีดี พนมยงค์ และจอมพล ป.พิบูลสงครามยังเป็นสมาชิกของคณะผู้ก่อการในคณะราษฎร แม้มีรัฐประหาร 2490 แต่การก่อร่างสร้างระบอบใหม่ที่ต่อต้านประชาธิปไตยได้เริ่มอย่างแข็งขันหลัง ปี 2500
ช่วงต้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การสร้างสัญลักษณ์ซึ่งเป็นรูปธรรมของรัฐธรรมนูญนั้นมีมากมายหลากหลาย รวมทั้งมีการเฉลิมฉลอง โดยสื่อที่ใช้คือวิทยุซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2473 จึงถือเป็นสื่อที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุดที่คณะราษฎรและรัฐบาลหลังจากนั้น ได้นำมาใช้ จะเห็นได้ว่าสื่อสารมวลชนเป็นเครือมือ กลไกในทางการเมืองที่ทั้งสำหรับฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายเผด็จการ และทุกฝ่ายที่เข้ามามีบทบาททางการเมือง รวมทั้งประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยด้วย
ในช่วงท้ายของสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีการตั้งสถานีโทรทัศน์แห่งแรกขึ้น คือช่อง 4 บางขุนพรม ซึ่งสร้างความนิยมมากก่อนการเลือกตั้งในปี 2500 จนมาหลังการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ ในขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกก็ได้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เพื่อสู้กับช่อง 4 บางขุนพรม โดยใช้วันกองทัพไทย 25 ม.ค.2501 เป็นวันก่อตั้ง และเมื่อเข้าสู่อำนาจก็ได้ใช้ทั้งช่อง 7 และเข้าควบคุมช่อง 4 ในการช่วงชิงอำนาจ โฆษณาชวนเชื่อ และทำสงครามจิตวิทยากับประชาชน และใช้ต่อมาในการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยมีหลวงวิจิตร วาทการ เป็นคีย์สำคัญที่ทำงานให้ทั้งในจอมพล ป.และจอมพลสฤษดิ์
อุบลรัตน์ กล่าวต่อมาถึงนิยาม “ประชาธิปไตยแบบไทย” ว่านำมาจากงานวิจัยของทักษ์ เฉลิมเตียรณ ซึ่งยกคำพูดมาจากคณะรัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ที่บอกว่า คณะปฏิวัติมีความมุ่งหมายที่จะทำประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย จึงได้ทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ต.ค.2501 ยกเลิกระบอบประชาธิปไตยที่นำมาจากต่างประเทศทั้งดุ้น และเสนอว่าจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษและสภาวการณ์ของ ไทย ซึ่งทักษ์ เฉลิมเตียรณ เรียกว่า “ระบบข่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” มีคุณสมบัติสำคัญคือ ปกครองแบบพ่อขุน รักษาความสงบเรียบร้อยในครอบครัว ส่งเสริมสุขภาพและศีลธรรมซึงตกทอดมาถึงปัจจุบันดังกรณีรายการไทยแลนด์ก็อตทา เลนต์ ปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยและพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคุมระบบราชการและทหาร และส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งส่วนตัวขอเพิ่มเติมว่ามีเรื่องควบคุมเสรีภาพของสื่อมวลชนและปัญญาชนเข้า ไปด้วย
วิธีการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ คือ การฟื้นฟูโบราณราชประเพณี เช่น พิธีแรกนาขวัญ พิธีแห่พระกฐิน เปลี่ยนวันชาติจากวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนา เป็นวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ และส่งเสริมพระมหากษัตริย์ให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของกองทัพ โดยนัยยะนี้สถาบันจึงเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและศีลธรรม และนัยยะสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบอำนาจนิยม ทหารของตนเอง เกิดคำศัพท์ “กองทัพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยกองทัพเป็นผู้ปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ในยุคนี้มีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผู้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี ทำลายความมั่นคงของชาติ เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหาเหล่านี้และถูกประหารชีวิต เช่น สส.ในภาคอีสาน โดยมีเครื่องมือคือ มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาญาจักร พ.ศ.2502 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการรักษาความสงบเรียบร้อย ปราบปรามผู้มาบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาราจักร ราชบัลลัง และเศรษฐกิจของประเทศ
อุบลรัตน์ กล่าวด้วยว่า ระบอบ 3 จอมพล คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร มีสิ่งที่ตกทอดมาในส่วนการวางโครงสร้างด้านการสื่อสาร นอกเหนือจากจากการก่อตั้งโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 หรือ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่สนามเป้าในปัจจุบัน คือการขยายเครือข่ายวิทยุทหารที่สำคัญเช่น กองพลหนึ่งรักษาพระองค์ จเรทหารสื่อสาร วิทยุยานเกราะ กองทัพภาคและวิทยุประจำถิ่นต่างๆ ที่ลงไปในระดับจังหวัดและท้องถิ่น
จากสถิติ จำนวนสถานีวิทยุที่ขณะนั้นถือว่าเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ปี 2515 ก่อนที่จอมพลถนอมและจอมพลประภาสจะถูกขับไล่ กองทัพบกมีสถานีวิทยุ 64 สถานี ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นตัวแทนหน่วยราชการถือเป็นสถานีวิทยุแห่งชาติ มี 21 สถานี มาในปี 2525 กองทัพบกมี 90 สถานี ส่วนกรมประชาสัมพันธ์มี 71 สถานี โดยในส่วนของกระทรวงกลาโหมมีทั้งสิ้น 140 สถานี เกินครึ่งของจำนวนสถานีที่มีทั้งหมดในขณะนั้น จนในปี 2535 สถานีวิทยุของกองทัพบกก็ยังขยายจำนวนเป็น 128 สถานี
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างนี้สถาปนาได้มั่นคง เพราะสามารถขยายไปได้เรื่อยๆ แม้บริบททางการเมืองจะมีการเลือกตั้ง หรือมีเหตุการณ์ 14 ตุลา ในขณะที่กรมประชาสัมพันธ์มี 136 สถานี และหากนับทุกกองทัพในกระทรวงกลาโหมจะพบว่ามีถึง 211 สถานนี้ ตรงนี้เป็นขุมอำนาจทางการเมืองที่สำคัญของฝ่ายกองทัพที่ใช้สร้างความชอบธรรม ทางการเมือง และปัจจุบันยังคงต้องรักษาไว้
สำหรับโทรทัศน์ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นสื่อที่สำคัญมากสำหรับประชาชน ก็มีการขยายเครือข่ายสถานีโทรทัศน์โดยวิธีการให้สัมปทาน ช่อง 7 และ ช่อง 3 ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญคือเป็นการสร้างหนี้บุญคุณ ทำให้เกิดความเกรงใจ ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ต้องไม่วิจารณ์เจ้าของสัมปทานคลื่น และตรงนี้กลายวัฒนธรรมการเมืองในสื่อโทรทัศน์ไทยมาจนถึงทุกวันนี้
อุบลรัตน์ กล่าวต่อมาถึงโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทีวีพลู) ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยเรื่องเทคนิคในสมัยที่ทรัพยากรจำกัด มีโทรทัศน์เพียง 2 ช่อง เพื่อใช้ในการถ่ายทอดกีฬาซีเกมส์และเอเชียนเกมส์ เมื่อปี 2509 และ 2510 ต่อมาเมื่อมีสัมปทานโทรทัศน์จึงมีการมาตกลงรวมกัน และมีการสถาปนาเป็นโครงสร้างโดยแกนนำคือกองทัพบกช่อง 5 ทำหน้าที่เป็นประธานมาโดยตลอดไม่มีการหมุนเวียน และงานของทีวีพลูจากเดิมถ่ายทอดกิจกรรมแห่งชาติในเรื่องกีฬา ใน 20 ปีมานี้ได้เปลี่ยนมาเป็นการถ่ายทอดพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ทั้งของทหาร รัฐบาล และพิธีสำคัญทางศาสนา
เมื่อระบอบจอมพลสฤษดิ์ได้สถาปนากลไกเครื่องมือหรือโครงสร้างของสถานี วิทยุโทรทัศน์เอาไว้ โดยมีเครื่องมือคือมาตรา 17 การเปลี่ยนแปลงในระบอบการเมืองคลี่คลายสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ เป็นประมุข เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา รัฐบาลคณะกรรมการปฏิรูปได้ประกาศ ปร.15 และ ปร.17 ซึ่งควบคุมข่าวสารในวิทยุและโทรทัศน์ โดยให้ถ่ายทอดข่าว ซึ่งกลายเป็นมรดกมาจนถึงปัจจุบันในการถ่ายทอดข่าวภาค 07.00 น.และ19.00 น.ปัจจุบันขยายมาเป็นข่าวในพระราชสำนักเวลา 18.00 น. และมี ปร.42 ซึ่งในส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ได้มีการเคลื่อนไหวให้ยกเลิกไปในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ส่วน ปร.15-17 มายกเลิกหลังปี 2540
จนมาถึงรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ หลัง พ.ศ.2549 ได้มีการปฏิรูปกฎหมาย 6 ฉบับที่สำคัญต่อสิทธิในการสื่อสารของประชาชนแม้จะมีการพูดถึงกันน้อย คือ 1.พ.ร.บ.การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งย้ายการควบคุมสิทธิเสรีภาพจากสื่อสิ่งพิมพ์มาควบคุมประชาชนที่ใช้ อินเตอร์เน็ต 2.พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ที่แก้ไขกฎหมายเก่าที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 3.พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ พ.ศ.2551 ที่เหมือจะทันสมัยแต่กลับมีการกำหนดเรตติ้งที่ไม่เป็นสากล เปิดให้มีการแบนภาพยนตร์ได้
4.พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 เป็นที่มาของการก่อตั้งทีวีสาธารณะคือไทยพีบีเอส 5.พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 แก้ไขมาจากปี 2498 ซึ่งเป็นปีที่มีการก่อตั้งช่อง 4 บางขุนพรม และ 6.พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2553 ซึ่งกำหนดให้ตั้งกรรมการกิจการโทรคมและวิทยุโทรทัศน์รวมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มองเห็นถึงอำนาจในการควบคุมการสื่อสารของรัฐที่ขยายออกไป
 

ใบตองแห้ง: 2475 ของแดง 2490 ของเหลือง

ที่มา Thai E-New

 โดย ใบตองแห้ง
ที่มา Voice TV
23 มิ.ย.55

ถ้ามีใครไปบอก “พี่เนาว์” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ว่า “พี่กลายเป็นพวกหนับหนุนรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ไปแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า” พี่เนาว์คงโกรธแบบไม่เผาผี ไม่คบหากันชั่วชีวิตนี้

ทำนองเดียวกับพี่พิภพ ธงไชย, สุริยะใส กตะศิลา, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, สมศักดิ์ โกศัยสุข, รสนา โตสิตระกูล, สันติสุข โสภณศิริ, หมอพลเดช ปิ่นประทีป ฯลฯ พวกที่เคยอยู่ใน “ภาคประชาสังคม” มาก่อน พวกที่เคยทำมูลนิธิ องค์กรพัฒนาเอกชน ไม่ว่าจะอยู่ในเครือข่ายหมอประเวศ เครือข่าย ส.ศิวรักษ์ (ซึ่งมักทับซ้อนกัน) หรือผู้นำยุค 14 ตุลา อย่างธีรยุทธ บุญมี, จีรนันท์ พิตรปรีชา (ไม่อยากนับสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์)

คนเหล่านี้ล้วนเคยยกย่องเชิดชู อ.ปรีดี พนมยงค์ คณะราษฎร และการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาทั้งสิ้น

แต่ผ่านความขัดแย้งทางการเมืองมา 6 ปี ตั้งแต่เรียกร้อง ม.7 มาจนสนับสนุนรัฐประหาร ยืนอยู่ข้างพวกที่ใช้วาทกรรม “พระราชอำนาจ” และ “ผังล้มเจ้า” ปราบปรามผู้มีความเห็นต่าง (ท่านทั้งหลายอาจไม่ได้พูดเอง แต่ยืนข้างๆ และไม่คัดค้านผู้ที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้) กระทั่งต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112

จะทันรู้ตัวหรือไม่รู้ พวกท่านก็กลายเป็นทายาททางอุดมการณ์ของคณะรัฐประหาร 2490 ผู้ล้มล้าง อ.ปรีดีไปเสียแล้ว

ขณะที่เสื้อแดงแย่งยึดเอา 24 มิถุนายน 2475 ไปครอบครอง โดยพวกท่านไม่สามารถร้องแรกแหกปากได้ เพราะพูดอะไรออกมา ก็ไม่ตรงกับอุดมการณ์ของคณะราษฎร เช่น สนับสนุนศาลรัฐธรรมนูญให้เข้ามาก้าวก่ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบบนี้ ดวงวิญญาณ อ.ปรีดีถ้ามีจริงคงส่ายหน้าด้วยความเศร้าใจ (ส่วนเปรตบรรพบุรุษของนักการเมืองที่ให้ร้าย อ.ปรีดี ก็ร้องกรี๊ดสะใจในโรงหนัง)

มีรายเดียว ที่บังเอิ๊ญ เป็นทายาทรัฐประหารทางสายเลือดมาแต่ต้น อุตส่าห์หนีไปเป็นฝ่ายซ้ายหลายสิบปียังหนีไม่พ้น ต้องวนกลับมาย่ำรอยบรรพบุรุษตัวเอง คืออาจารย์โต้ง (ฮาไม่ออก)


ทางแยกที่เด่นชัด

24 มิถุนายน ก็ไม่ต่างจาก 6 ตุลา 2519 ที่กลายเป็นของเสื้อแดงไปแล้ว แต่ 14 ตุลา อาจจะยังก้ำกึ่งให้เสื้อเหลืองมีส่วนร่วม เพราะตอนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ธีรยุทธ บุญมี กับเพื่อนพ้องก็ยังอ้างพระราชหัตถเลขาสละราชย์ของรัชกาลที่ 7 ที่ว่า

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่สละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยฉะเพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

ซึ่งต่อมา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ชี้ให้เห็นว่าเป็นความมั่วนิ่มครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะพระราชหัตถเลขา ร.7 มีขึ้นในตอนที่ทรงสละราชสมบัติ ภายหลังขัดแย้งกับคณะราษฎร ซึ่ง “ไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่คือการที่ทรงพยายามต่อรองขอเพิ่มพระราชอำนาจของพระองค์เองในระดับที่คณะ ราษฎรไม่อาจยอมรับได้ เดิมทีเดียว ร.7 เพียงแต่ใช้การขู่สละราชย์เป็น “อาวุธ” ต่อรองเท่านั้น แต่เมื่อขู่มากๆเข้าแล้วอีกฝ่ายไม่ยอมทำตาม จึงต้องทรงสละราชย์จริงๆ อย่างไรก็ตาม ในการที่ทรงนิพนธ์พระราชหัตถเลขาสละราชย์นั้น ร.7 ทรงหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงข้อเรียกร้องรูปธรรมของพระองค์ แต่ทรงหันเข้าหาหลักการประชาธิปไตยอันสูงส่งแทน”

พระราชหัตถเลขาจึงกลายเป็น “เอกสารสำหรับใช้โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาล” แต่ต่อมากลับกลายเป็น “วรรคทอง” ที่เอาไปใช้สร้างความซาบซึ้งตื้นตันเวลาจะด่าเผด็จการหรือนักการเมือง กระทั่งเอาไปสลักไว้ที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์หน้ารัฐสภา

จากนั้น เราก็มั่วนิ่มทำซึ้งกันมาตลอด ทั้งที่ ร.7 ไม่ได้ “เต็มใจสละอำนาจ” ซักหน่อย ท่านถูกคณะราษฎรยึดอำนาจต่างหาก

ที่พูดนี่ไม่ใช่จะประณามว่าธีรยุทธกับเพื่อนพ้องผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็น พวกกษัตริย์นิยมมาแต่ต้น เพราะโดยบริบทของสังคมในปี 2516 คงไม่ค่อยจะได้แยกแยะกันซักเท่าไหร่ อะไรที่ฉวยมาต่อต้านเผด็จการได้ก็คงเอา

คือถ้าเราเอามาใช้โดยไม่รู้ปูมหลังแต่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอันสูงส่ง ก็ไม่เป็นไร ซึ่งปรากฏว่าได้ใช้กันอย่างมั่วนิ่มมาตลอด เช่นที่สมศักดิ์เล่าว่าในเดือนพฤษภาคม 2543 ระหว่างงานฉลอง 100 ปีปรีดี พนมยงค์ ที่ธรรมศาสตร์ พี่เนาว์อ่านบทกวีสดุดีปรีดี โดยมีสไลด์ประกอบ หนึ่งในภาพสไลด์ก็คือข้อความ “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม….” ที่เขียนขึ้นเพื่อต่อต้านปรีดีและคณะราษฎรนั่นเอง

มานึกย้อนดู สมัยที่ผมอยู่ในขบวนการนักศึกษาหลัง 14 ตุลา ก็เป็นพวกที่ไม่ค่อยศึกษาทฤษฎี ไม่ค่อยศึกษาประวัติศาสตร์ ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาหรอก สมัยนั้นยังมองชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นพวกก้าวหน้าอยู่เลย ไม่ยักรู้ว่าชัยอนันต์เป็นพวกนิยมเจ้าแอนตี้คณะราษฎร อ้างว่า ร.7 พยายามสถาปนาประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่คณะราษฎรชิงลงมือทำ “รัฐประหาร” ก่อน และว่า 2475 เป็นการกระทำของ “ชนชั้นนำ” โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม

สรุปว่าชัยอนันต์ ซึ่งเขียนเรื่อง “ราชประชาสมาสัย” ไว้ตั้งแต่ 40 ปีก่อน เป็นคนที่ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน น่านับถือ น่านับถือ

ผมมาลำดับประวัติศาสตร์ที่ตัวเองมีส่วนร่วม ดูย้อนหลังแล้วก็ทั้งแปลกใจและไม่แปลกใจ ที่พบว่าอุดมการณ์กษัตริย์นิยมเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลา และพฤษภา 35 คือเราอยู่ในส่วนของเรา ยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ได้สนใจอุดมการณ์กษัตริย์นิยม โดยเฉพาะเมื่ออุดมการณ์นี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเข่นฆ่าปราบปรามผมและเพื่อนๆ เมื่อ 6 ตุลา 2519

แต่เมื่อฟังธงชัย วินิจจะกูล วิเคราะห์ย้อนหลังว่า “ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” เกิดขึ้นพร้อม 14 ตุลา ก็ไม่แปลกใจและเห็นด้วย การเรียกร้องประชาธิปไตยได้ทำลายอำนาจเผด็จการของกองทัพ ที่ปกครองประเทศมายาวนาน แม้กองทัพ โดยเฉพาะยุคสฤษดิ์ จะเชิดชูอุดมการณ์กษัตริย์นิยม แต่ก็ยังมีอำนาจนำในการเมืองการปกครอง จนกระทั่งกองทัพถูกโค่นไปเมื่อ 14 ตุลา 2516 แม้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมจะถูกฝ่ายขวาจัดนำมาใช้ปราบปรามเข่นฆ่าในเหตุการณ์ 6 ตุลา พร้อมกับสถาปนาระบอบเผด็จการ "รัฐบาลหอย" แต่เมื่อเห็นว่าความสุดขั้วไปไม่รอด พวกอุดมการณ์กษัตริย์นิยมสายกลาง ก็ทำรัฐประหารโค่นรัฐบาลหอย นำไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ 8 ปีของพลเอกเปรม

ซึ่งกล่าวได้ว่า 8 ปีนั้นเป็นการวางรากฐานของระบอบที่ก้ำกึ่งระหว่างประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง กับอำนาจที่แท้จริงของอำมาตย์ ซึ่งชูอุดมการณ์กษัตริย์นิยม

จากทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา อุดมการณ์กษัตริย์นิยมเติบโตเข้มแข็ง ด้านหนึ่งก็เป็นผลจากการเพิ่มโทษมาตรา 112 ของคณะปฏิรูป 6 ตุลา 2519 เรื่องน่าประหลาดใจคือ ในเวลาต่อมา แม้ความจริงเรื่อง 6 ตุลา 2519 จะได้รับการตีแผ่ แต่ก็ไม่กระทบอุดมการณ์กษัตริย์นิยมแม้แต่น้อย และแม้ในช่วงทศวรรษ 2520 นี้เองที่แวดวงวิชาการเริ่มกลับมายกย่องเชิดชู อ.ปรีดีและคณะราษฎร แต่ก็ไม่กระทบอุดมการณ์กษัตริย์นิยมเช่นกัน

เราจึงไม่ต้องแปลกใจที่เห็นคนรุ่นอายุ 40-45 (ซึ่งเริ่มเรียนหนังสือสมัยที่เรื่องราวของ 6 ตุลาถูกลบไปเรียบร้อยแล้ว มิพักต้องพูดถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคณะราษฎร) เติบโตมาเป็นอย่างคุณหมอตุลย์ มีส่วนน้อยคือพวกทำกิจกรรม พวกที่อยู่ในวงวิชาการ ภาคประชาสังคม ที่ชื่นชม อ.ปรีดี (เน้นว่า อ.ปรีดี ไม่ใช่คณะราษฎรทั้งหมด) แต่คนที่พูดอย่างจริงจังถึงการที่ อ.ปรีดีถูกโค่นล้มโดยอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ก็มีจำนวนน้อยนิด

จนกระทั่งมาถึงทางแยกของอุดมการณ์ ในการขับไล่ทักษิณ ซึ่งคนในภาคประชาสังคมแห่เข้าไปร่วมกับพวกจารีตนิยม พอจนปัญญาที่จะโค่นล้มทักษิณ ผู้มาจากการเลือกตั้ง ก็หันไปอ้างอุดมการณ์กษัตริย์นิม อุดมการณ์ราชาชาตินิยม ปลุกมวลชนให้คลั่งชาติ คลั่งเจ้า ตั้งแต่ขอ ม.7 นายกพระราชทาน สนับสนุนรัฐประหาร บิดเบือนเรื่องปราสาทพระวิหาร จนกระทั่ง “ผังล้มเจ้า” ที่ใช้ประกอบการฆาตกรรมมวลชนเสื้อแดง

ถึงวันนี้ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว พวกเขาก็กลายเป็น “ฝ่ายขวา” ไปเรียบร้อยแล้ว (โดยไม่ต้องมาเขียนบทกวีด่าฝ่ายซ้าย)

อุดมการณ์ 2475

อุดมการณ์ของคณะราษฎร เขียนไว้ชัดเจนในคำประกาศ และรัฐธรรมนูญ 2475 ฉบับแรก ที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475”

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชัดเจนตั้งแต่คำปรารภว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อ บ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อไปนี้”

ชัดเจนนะครับ คณะราษฎรไม่ได้ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์มี 2 สถานะคือ หนึ่ง เป็นองค์พระประมุข และสอง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ให้เหลือแต่สถานะความเป็นองค์ประมุขแต่อย่างเดียว ไม่ต้องมีอำนาจสั่งการบริหารราชการแผ่นดินอีก ไม่ต้องใช้อำนาจที่ทำให้เกิดความพอใจ ไม่พอใจ ถูกวิจารณ์ ถูกต่อต้าน ถูกติฉินนินทา และลงมาอยู่ “ใต้รัฐธรรมนูญ” เช่นเดียวกับประเทศที่เป็นราชอาณาจักรที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทั้ง หลายในโลก

ประเด็นนี้ที่คนรุ่นหมอตุลย์ไม่เข้าใจ เพราะการศึกษาตามหลักสูตรไม่เคยสอนให้รู้ว่า ก่อน 2475 รัชกาลที่ 7 และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เข้ามามีอำนาจบริหารราชการ ถูกวิจารณ์ถูกต่อต้านเพียงไร โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ แล้วรัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะความเทอะทะ ไร้ประสิทธิภาพ และเหลื่อมล้ำในระบบ

คณะราษฎรอาจจะชิงสุกก่อนห่าม แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าถ้าปล่อยให้สุก แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

มองอีกมุมหนึ่ง คณะราษฎรต่างหากที่เทิดพระมหากษัตริย์ให้พ้นไปจากความรับผิดชอบ ให้เป็นที่เคารพยกย่องเพียงอย่างเดียว

รัฐธรรมนูญ 2475 ประกาศอุดมการณ์ประชาธิปไตย ตั้งแต่มาตรา 1 ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาไม่เคยใช้ถ้อยคำอย่างนี้อีก

ขณะเดียวกัน มาตรา 3 ก็บัญญัติชัดเจนว่าเราจะมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข “กษัตริย์ เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดี คำวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่นๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้โดยฉะเพาะก็ดี จะต้องกระทำในนามของกษัตริย์”

โดยมีมาตรา 7 กำกับไว้ว่า “การกระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ”

ก็คือนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ตามมติคณะรัฐมนตรีนั่นแหละครับ เช่นเดียวกับระบอบประชาธิปไตยแบบอังกฤษ แต่มาตรานี้ต่อมาก็หายสาบสูญไปเช่นกัน

รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 มีการ “ปรองดอง” ระหว่าง ร.7 กับคณะราษฎร โดยเทิดพระเกียรติเป็นการ “พระราชทานรัฐธรรมนูญ” (เฉพาะคำปรารภก็เป็นถ้อยคำสดุดียาวเหยียด 4-5 ย่อหน้า) คำว่า “อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” หายไป คำว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” หายไป มีมาตรา 3 “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” รวมถึงใช้คำว่า “พระราชอำนาจ” ในที่ต่างๆ (และเปลี่ยนจากคำว่า “กษัตริย์” เป็น “พระมหากษัตริย์”)

แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่านั่นคือการยกย่องเชิงสัญลักษณ์ เพราะคณะราษฎรก็ต้องการ “ปรองดอง” แต่สุดท้าย ฝ่ายกษัตริย์นิยมไม่ยอมปรองดองด้วย พระยามโนฯ ทำรัฐประหารเงียบ งดใช้รัฐธรรมนูญ พระยาพหลฯ ต้องทำรัฐประหารเพื่อเอารัฐธรรมนูญกลับมา แล้วก็เกิดกบฎบวรเดช พาทหารต่างจังหวัดมาตายอย่างน่าสงสาร พวกหัวโจกกบฎถูกประหารบ้าง ถูกจับเข้าคุก ส่งไปอยู่เกาะตะรุเตา แล้วก็โอดครวญว่าพวกที่ต่อต้านคณะราษฎฏรถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ทั้งที่พวกตัวก่อกบฎเพื่อล้มระบอบประชาธิปไตย


80 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย 'บทเรียนจากคณะราษฎร'

ที่มา : รายการ Intelligence วันที่ 23 มิถุนายน 2555

แต่สมัย 14 ตุลาที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน เรื่องพวกนี้ก็มั่วกันหมดนะครับ ตอนนั้นหนังสือ “เมืองนิมิตร” ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน ก็ตีพิมพ์ใหม่เผยแพร่กันกว้างขวาง ที่จริงความคิดของท่านก็เป็นเชิงอุดมคติ แบบว่าประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุดเสมอไป พูดอีกก็ถูกอีก ในเชิงปรัชญา ในเชิงแสวงหา ไม่ผิดหรอกครับ แต่ตอนนั้นมันคือการต่อสู้ระหว่างจะเป็นประชาธิปไตยหรือกลับไปเป็นสมบูรณาญา สิทธิราชย์ จะเลือกอะไรที่ก้าวหน้ากว่า

เข้าใจว่าพี่เนาว์แกคงอ่านเมืองนิมิตรและได้รับอิทธิพลความคิดเพ้อฝันอยู่เหมือนกัน

อุดมการณ์ 2490

รัฐธรรมนูญฉบับแรก 2475 สะท้อนอุดมการณ์คณะราษฎรชัดเจน เพราะร่างไว้ตั้งแต่ก่อนก่อการ ชัดเจนว่าไม่ต้องการ “ล้มเจ้า” แต่ต้องการให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เป็นประมุขสูงสุด ไม่ต้องมีอำนาจและไม่ต้องรับผิดชอบ

แต่พวกนิยมเจ้าตอนนั้นไม่พอใจ เพราะ 2475 ล้างบางอำนาจของพระบรมวงศานุวงศ์ จึงก่อกบฎบวรเดช จนถูกปราบปรามราบคาบ

หลัง ร.7 สละราชสมบัติ ก็ยิ่งชัดเจนว่าคณะราษฎรยังต้องการให้มีพระมหากษัตริย์ จึงอัญเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 กลับมาครองราชย์ ทั้งที่ตอนนั้น คณะราษฎรจะเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นสาธารณรัฐก็ทำได้ เพราะปราบพวกเชื้อพระวงศ์ราบคาบไปแล้ว

แต่ความขัดแย้งระหว่าง อ.ปรีดีกับจอมพล ป.ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ อ.ปรีดีก่อตั้งเสรีไทย หันไปร่วมมือกับพวกกษัตริย์นิยม โดยให้คำมั่นว่าจะปลดปล่อยพวกที่ถูกจำคุกอยู่ออกจากคุก ซึ่งก็มาปล่อยในสมัยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ที่ อ.ปรีดีหนุนหลังในปี 2488

อ.ปรีดีไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะแว้งกลับมาเล่นงาน เมื่อเกิดกรณีสวรรคต ที่ท่านถูกตะโกนกล่าวหาในโรงหนัง (ยิ่งกว่าผังล้มเจ้า) พวกกษัตริย์นิยม พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมมือกับทหาร นำโดยปู่และพ่ออาจารย์โต้ง ทำรัฐประหาร 2490 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2489 ซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่สุด แล้วประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับใต้ตุ่ม 2490

ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กลับมามี “อภิรัฐมนตรี” เป็นผู้ถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นให้พระมหากษัตริย์ “เลือกตั้ง” วุฒิสมาชิก (ใช้คำแปลกดี) และให้ประธานคณะอภิรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

นี่คือการดึงพระมหากษัตริย์กลับเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งยังคงอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2492 ฉบับถาวร เพียงเปลี่ยนจากคำว่าอภิรัฐมนตรีมาเป็นองคมนตรี โดยพระมหากษัตริย์ยังทรงแต่งตั้งวุฒิสมาชิก โดยประธานองคมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา (พูดให้ชัดหน่อยนะครับว่า ตอนนั้นในหลวงยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ มีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคือ กรมขุนชัยนาทนเรนทร รังสิต ซึ่งตอนกบฎบวรเดชโดนจับติดคุกอยู่สิบกว่าปี)

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อปัญหาให้กับอำนาจบริหาร รัฐบาลจอมพล ป.ถูกวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรที่มีพรรคประชาธิปัตย์อยู่ครึ่งหนึ่ง ขัดแข้งขัดขาจนทำงานไม่ได้ จอมพล ป.จึงทำรัฐประหารตัวเองเมื่อปี 2494 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2495 ซี่งเอา 2475 มาผสมกับ 2492 แม้ยังมีองคมนตรี แต่ก็ตัดพระราชอำนาจแต่งตั้งวุฒิสมาชิกออกไป

กระนั้นรัฐธรรมนูญ 2492 ก็กลายเป็นแม่แบบให้รัฐธรรมนูญฉบับหลังๆ คือยังมีองคมนตรี และสร้างความคลุมเครือในการอ้าง “พระราชอำนาจ”

รัฐธรรมนูญ 2492 ยังเป็นฉบับแรกที่มีมาตรา 2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ซึ่งก็ใช้ต่อกันมาเรื่อยๆ จนปี 2534 จึงกำเนิดคำว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ถามว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นของคณะราษฎร ไม่เอาพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือ ก็ไม่ใช่นะครับ เพราะอย่างที่ยกให้เห็นแล้ว มาตรา 3 ของ 2475 ฉบับแรก “กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ” หรือ 2475 ฉบับ 10 ธันวาคม ก็บัญญัติตั้งแต่มาตรา 1 “สยามประเทศเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” มาตรา 2 “อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

แค่ 2 มาตรานี้ก็ชัดเจนแล้ว เป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉะนั้น คำว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” จึงเป็นมาตราฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น แล้วรัฐธรรมนูญ 2534 ก็มาประดิษฐ์คำใหม่จากคำที่ไม่จำเป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ซึ่งต่อมาก็มีคนเอาไปตีความพิลึกพิกล ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนใครในโลก และกลายเป็นชื่ออันไพเราะของคณะรัฐประหาร “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

คุณเลือกข้างแล้ว

เรื่องหนึ่งที่พวกกษัตริย์นิยมชอบนำมาบิดเบือนคือ ร.7 เตรียมพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม

ความจริงคือรัฐธรรมนูญของ ร.7 เป็นเพียงการออกแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่ อำนาจสูงสุดยังเป็นของพระมหากษัตริย์ แต่จะทรงตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นบริหารประเทศแทน

ตลกนะครับ 80 ปีผ่านไป ยังมีคนกลับไปเรียกร้อง “นายกพระราชทาน”

ถ้าเราดูแกนความคิดของพวกพันธมิตร ผ่านชัยอนันต์ สมุทวณิช กับปราโมทย์ นาครทรรพ จะเห็นได้ชัดเจนจากหนังสือ “ราชประชาสมาสัย” ของปราโมทย์ ที่ชัยอนันต์เขียนตอนหนึ่งว่า “อาจารย์ปราโมทย์เป็นผู้ซึ่งมีความเข้าใจการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง และเสนอความคิดเห็นในการปฏิรูปการเมืองโดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของสังคมไทย อาจารย์เห็นว่าการมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องให้ประชาชนกับพระมหากษัตริย์มีส่วนร่วมกันสร้างประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมของพระมหากษัตริย์ในชีวิตการเมืองของประเทศเป็นสิ่งที่ เหมาะสม โดยใช้พระราชอำนาจต่างๆ อย่างเป็นระบบตามลัทธิรัฐธรรมนูญ”

นี่คือความพยายามจะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่าง ชัดเจน และเป็นอุดมการณ์ 2 แนวทางที่ต่อสู้กันอยู่ขณะนี้ ระหว่างอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ยึดแนวทางคณะราษฎร เทิดพระมหากษัตริย์ไว้เป็นที่เคารพสักการะ พ้นไปจากการต่อสู้ทางการเมือง หรือการกำหนดแนวบริหาร การพัฒนาประเทศ ทั้งปวง กับอุดมการณ์ที่เห็นว่านักการเมืองเลว ประชาชนยังโง่อยู่ ต้องดึงพระมหากษัตริย์มา “มีส่วนร่วม”

80 ปียังต่อสู้กันไม่จบ แต่ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าใครเลือกข้างไหน ไม่ว่าในอดีตจะเป็นพวกที่เคยยกย่องเชิดชู อ.ปรีดีและคณะราษฎรมาอย่างไร เมื่อถึงทางแยก พวกท่านก็เลือกแล้ว

จะปากแข็งไม่ยอมรับกันอย่างไรก็ได้ จะด่าว่านักการเมือง แกนนำ นปช.ว่าใช้คณะราษฎรเป็นเครื่องมือ ก็ตามสบาย แต่ที่แน่ๆ คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ทำให้มวลชนเสื้อแดงจำนวนมากได้รู้จักและกลับมา ยกย่องคณะราษฎร ขณะที่มวลชนเสื้อเหลืองของพิภพ สุริยะใส เที่ยวด่าคณะราษฎรกันอึงมี่ ว่ากำเริบเสิบสาน ชิงสุกก่อนห่าม ประชาชนไม่พร้อม ประเทศชาติเลยลำบาก เพราะนักการเมืองโกง ซื้อเสียง ฯลฯ

แน่จริงลองจัดงานชุมนุมเสื้อเหลืองและสลิ่มรำลึกคณะราษฎรดูสิครับ พวกเขาจะมายกย่องหรือมาด่า