WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 2, 2012

ปิยบุตร แสงกนกกุล: Coup d'Etat 2.0 กระแสรัฐประหารรูปแบบใหม่ภายใต้การอ้างนิติรัฐ

ที่มา ประชาไท

 

 รัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญ - รัฐประหารโดยศาล กำลังเป็นที่นิยมในหลายประเทศ ตลอดเดือนที่ผ่านมา ศาลแสดงบทบาทมาก ตั้งแต่ อียิปต์, ปากีสถาน, ปารากวัย, "ราชอาณาจักร" ไทย เมื่อสักครู่อ่านจาก หนังสือพิมพ์ฝรั่ง เขาตั้งชื่อว่า รัฐประหารในลักษณะนี้เป็น "Coup d'Etat 2.0" ภายหลังจาก Coup d'Etat โดยทหาร ล้าสมัยและสังคมโลกไม่อาจยอมรับได้
Coup d'Etat โดยศาล กล่าวอ้างความชอบธรรมได้เสมอ เพราะกระทำในนาม "กฎหมาย" ทำให้อำนาจดิบเถื่อนกลายเป็นสิ่งชอบธรรมและดู Rational มากขึ้น
เมื่อนิติรัฐเบ่งบานไปทั่วโลก หากศาลในประเทศไหนวิปริต คิดก่อการ Coup d'Etat ก็จะกระทำลงไปได้สะดวกขึ้น โดยอ้างความจำเป็นของการมีศาลในการควบคุมตรวจสอบตาม "นิติรัฐ"
นานาอารยประเทศจะไม่เข้ามาแทรกแซง กดดัน วิพากษ์วิจารณ์ เพราะ เป็นเรื่องระบบรัฐธรรมนูญภายในของแต่ละประเทศ และไม่ได้ใช้กำลังทางกายภาพที่แสดงออกอย่างประจักษ์ชัดถึงความรุนแรง และอย่างน้อยที่สุด ดีๆชั่วๆ มันก็มาในนาม "กฎหมาย"
นี่เป็นอันตราย และเป็นศักยภาพล่าสุดของ "Coup d'Etat 2.0"
What is to be done?
กับดักที่ทำให้ต้านรัฐประหารโดยศาลทำได้ยาก – ความเห็นต่างไม่มีผลทางกฎหมาย
อิทธิฤทธิ์ของ "Coup d'Etat 2.0" รัฐประหารโดยศาล อีกประการหนึ่ง คือ เขาจะผลักให้บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาล บุคคลที่เห็นว่าการตัดสินของศาลเป็น "รัฐประหารโดยศาล" ไปว่า "นี่เป็นความเห็นแตกต่างกัน คุณไม่เห็นด้วยก็เป็นการใช้เสรีภาพ แต่สุดท้าย ศาลตัดสินแล้วต้องเคารพ ไม่งั้นบ้านเมืองอยู่ไม่ได้"
วิธีการต่อต้านกับ "Coup d'Etat 2.0" รัฐประหารโดยศาล ที่ส่งผลพอฟัดพอเหวี่ยง และอาจต้านสำเร็จ มีเพียงประการเดียว คือ องค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ ต้องใช้อำนาจที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญ เข้าไปจัดการกับ "รัฐประหารโดยศาล" นั้น
เพราะ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญเข้าไป "กำจัด" ผลิตผลที่ศาลผลิตขึ้น นี่เป็นการทำตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญให้ เหมือนกับที่ศาลก็อ้างแบบนี้
การให้บุคคลภายนอกวิจารณ์พวกเขาก็จะไม่ส่งผลทางกฎหมาย เพราะ พวกเขาจะโยนไปว่า "นี่เป็นความเห็นต่าง"
การให้ประชาชนออกไปชุมนุม ก็ไม่ส่งผลทางกฎหมาย พวกเขาจะโยนไปว่า "นี่คือการคุกคามศาล"
การเข้าชื่อถอดถอนศาล ก็สำเร็จได้ยาก เพราะ ผู้มีอำนาจถอดถอน อาจเป็นกลไกเดียวกับพวกเขา
ดังนั้น มีอยู่เพียงประการเดียว คือ องค์กรผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้ ใช้กลไกต่างๆที่รัฐธรรมนูญมอบให้ เข้าไป "จัดการ" รัฐประหารของศาลเสีย
นี่เป็นการใช้อำนาจปะทะอำนาจ ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพ ถ้าศาลไม่ใช้อำนาจออกนอกแถวมาก่อน ก็จะไม่มีการใช้อำนาจโต้กลับไป
พลังของตัวบทอยู่ที่การตีความ และการตีความอยู่ภายใต้การ “บีบ” ให้ผู้ตีความยับยั้งชั่งใจ
ขออนุญาตนำทฤษฎีของ Michel Troper มากล่าวซ้ำอีกครั้ง ความคิดของ Troper คร่าวๆ คือ เขาสร้างทฤษฎี Théorie réaliste de l'interprétation ขึ้นมา เพื่อบอกว่า ตัวบทที่ผลิตออกมาโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเพียงตัวบทเท่านั้น แต่ตัวบทจะกลายเป็น Norme ทางกฎหมาย มีพลังทางกฎหมายได้ ก็เพราะมีการตีความตัวบทนั้น ดังนั้น องค์กรผู้มีอำนาจตีความกฎหมายจึงเป็นคนกำหนด Norme คนร่าง กฎหมายไม่ได้เป็นคนกำหนด Norme
องค์กรผู้มีอำนาจตีความกฎหมายไม่จำเป็นต้องเป็นศาลเท่านั้น ประธานาธิบดีก็ตีความได้ นายกรัฐมนตรีก็ตีความได้ รัฐสภาก็ตีความได้ องค์กรผู้ใช้กฎหมายทั้งหลายก็ตีความได้
ปัญหาตามมาคือ เราจะมีวิธีถ่วงดุลองค์กรผู้ตีความ กฎหมายได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งตีความรัฐธรรมนูญ แล้วมีผลผูกพัน
นี่คือปัญหาพื้นฐานในการออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญเลย จะเห็นได้ว่า ประเทศที่มีศาลรัฐธรรมนูญเขาจะตีกรอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้น้อย และกำหนดให้ชัดเจนมากว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจได้อย่างจำกัด ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจที่มีเสถียรภาพและสมดุล ฝ่ายการเมืองก็อาจโต้ศาลรัฐธรรมนูญได้ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 190 เติมคำว่า "อาจจะ" รัฐสภาก็อาจแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือ ศาลรัฐธรรมนูญอาศัย "ช่อง" ไปตรวจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็อาจแก้รัฐธรรมนูญกำหนดให้ชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจในเรื่องดังกล่าว เป็นต้น
Troper บอกว่า ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ยังต้องมี Théorie des contraintes juridiques ควบคู่ไปด้วย เขาพยายามหาคำตอบว่า แล้วทำไม องค์กรผู้ตีความกฎหมายถึงตีความไปในทางนี้ ทำไมตีความไปทางนั้น
ปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนสร้าง contraintes มีทั้งปัจจัยที่ไม่ใช่กฎหมายเช่น Ideology (อุดมการณ์) การฝึกฝนการเรียนรู้ของผู้พิพากษาตั้งแต่วัยเยาว์ และปัจจัยทางกฎหมาย เช่น การรักษาดุลยภาพของอำนาจ การจำกัดอำนาจการตีความของตนเอง
ทฤษฎี contraintes juridiques มุ่งสนใจแต่ส่วนหลัง เพราะ อยู่ในวงของวิชานิติศาสตร์  ส่วน contraintes ที่ไม่ใช่ทางกฎหมายนั้น สำนักกฎหมายเรียลิสม์ ของอเมริกาสนใจเป็นพิเศษ
Théorie des contraintes juridiques เข้ามา "บีบ" ให้องค์กรผู้มีอำนาจตีความได้ "ยับยั้งชั่งใจ" ก่อนตัดสินใจว่าจะตีความไปแบบใด โดยทั่วไปแล้ว contraintes juridiques ที่มีประสิทธิภาพ คือ การแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพ เช่น หากองค์กร ก. ตีความแบบนี้ จนไปล้ำแดนขององค์กร ข. องค์กร ข. อาจใช้อำนาจโต้ได้ ซึ่งองค์กร ก. คำนวณแล้ว เกรงอันตราย ก็เลยเปลี่ยนใจไม่ตีความแบบนั้น เป็นต้น
แต่ถ้า "บีบ" ไม่สำเร็จ เช่น ศาล รธน ตีความ "บิดผัน-ล้ำแดน" ออกมาชัดเจน องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับผลกระทบ ย่อมใช้อำนาจของตน "ตอบโต้" กลับไป
อย่างไรก็ตาม Théorie des contraintes juridiques ของ Michel Troper อาจยิ่งซับซ้อนมากขึ้น ใน "ราชอาณาจักร" ไทย
ศาลรัฐธรรมนูญ "บิดผัน-ล้ำแดน" เพราะไม่เกรงกลัวต่อ contraintes juridiques ใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากตนเองมี ซูเปอร์ contraintes พอกระทำการใดๆออกมา รัฐสภากลับไม่กล้าสู้ ใช้อำนาจ "โต้" กลับไป เพราะ เป็นรัฐสภาต่างหากที่เกรงกลัว "ซูเปอร์ contraintes"
ส่วน "ซูเปอร์ contraintes" คืออะไร ท่านพิจารณากันเอาเอง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/07/55 ผลงานโดดเด่นของเค้า.....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน



โดดเด่นของเค้า.....

คนโหดเหิ้ยม ใจดำ อำมหิต
หลายชีวิต มันสั่งฆ่า อย่างบ้าคลั่ง
ฆาตกร วิปริต อนิจจัง
ความชั่วยัง ติดตรึงตา ประชาชน....


สมชื่อพวก หน้าด้าน ค้านทุกเรื่อง
สร้างขุ่นเคือง คณานับ ให้สับสน
ต้าน พ.ร.บ.ปรองดอง สนองตน
แถมวกวน ต้านแก้ รัฐธรรมนูญ....


ขวางโครงการ นาซ่า บ้าไม่เลือก
ยังคิดเสือก ขัดแข้งขา พาสิ้นสูญ
มิใช่แค่ เดินหน้า พาถ่วงดุล
สิ่งว้าวุ่น ที่แท้บ่วง ถ่วงความเจริญ....


ผลงานโฉด โดดเด่น เห็นกันทั่ว
ล้านเรื่องชั่ว ชี้ชัด ไม่ขัดเขิน
หวังทำลาย ประเทศไทย ให้ยับเยิน
มันยากเกิน ใครแลเหลียว มาเยียวยา....


หยุดทำลาย ประเทศชาติ ให้ขาดวิ่น
หยุดตีกิน ด้วยวาทกรรม ที่ต่ำช้า
หยุดใส่ร้าย สร้างกลลวง ภาพลวงตา
หยุดเสียที เรื่องมารยา บ้าน้ำลาย....


๓ บลา / ๒ ก.ค.๕๕

สมศักดิ์ เจียมฯ ประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า: จะมีรัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือไม่?

ที่มา Thai E-News

 โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
2 กรกฎาคม 2555

เมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักวิชาการ/แอ๊คติวิสต์ รวมแล้วประมาณ 9 คน - 10 คน (ผมระบุเวลาและจำนวนคนที่คุย เพื่อผู้อ่านจะได้ชั่งน้ำหนักได้ว่า เรื่องที่เล่ามีคนเห็นเช่นนี้กี่คนที่ผมคุยด้วย และเมื่อไร)

ข้างล่างนี้เป็นการสรุปให้ฟังว่า เพื่อนๆเหล่านั้นประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร และผมเองประเมินอย่างไร ซึ่งการประเมินของผม จะแตกต่างออกไปอยู่บ้าง กับความเห็นของเพื่อนส่วนใหญ๋ที่ผมได้คุยมา

พูดแบบสรุปรวบยอดแต่แรกได้คือ เกือบทุกคนที่ผมคุยด้วย มองสถานการณ์ในลักษณะหนักหน่วงอยู่ คือ มองในลักษณะจะมีการรัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขณะที่ผมเอง มองในลักษณะที่ไม่ถึงขั้นนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า คนที่ผมคุยด้วยมองในลักษณะ worst case scenario (ฉากที่จะเป็นไปได้ที่แย่ที่สุด) ขณะที่ผมประเมินต่ำกว่านั้น

(1) แทบทุกคนที่ผมคุยด้วย มองว่า การออกมาของ ศาล รธน. เรื่อง ม.68 (ซึ่งเป็นอะไรที่ขัดกับกฎหมายอย่างชัดแจ้งมากๆ) การออกมาของ ปปช ของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมไปถึงเรื่องอย่างการจะถอนประกันจตุพร ฯลฯ เป็นอะไรที่ไม่ใช่บังเอิญ หรือเกิดขึ้นแบบไม่เป็นระบบ

แต่เป็นการ "สั่งการ" และทำอย่างมีระบบ โดยมีเป้าหมายแน่ชัดทีต้องการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เพื่อนหลายคนเสนอว่า บทบาทของคนระดับ วสันต์ จรัญ ศรีราชา หรือบรรดาคนที่ไม่มีตำแหน่ง แต่ใกล้ชิดพวกนี้ อย่างสุรพล หรือ สมคิด

คงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ บังเอิญ ทำกันไปเอง แต่ต้องมีคนระดับเปรม เป็นอย่างน้อย สั่งการ หรือประสานให้เป็น

หลายคนที่ผมคุย ให้ความสำคัญกับเรื่องอย่าง "การแต่งตัวแปลกๆ" ของ "บางคน" (เฉพาะเรื่องนี้ ผมยอมรับว่า น่าสนใจเหมือนกัน แต่ผมหาคำอธิบายไม่ได้ และอาจจะไม่ถึงกับ "อ่าน" ว่า เป็นอะไรที่ซีเรียส แบบหลายๆคน)

ในส่วนผมเอง ออกจะมองในทางที่ว่า ที่มีการออกๆมา (ของ ศาล, ปปช. ฯลฯ) เป็นไปได้ที่จะเป็นเรื่อง "คนเหล่านี้ทำเอง" โดยไม่ได้รับ "ใบสั่ง" หรือการประสานงานจากระดับสูงกว่านั้น (เช่น เปรม ฯลฯ)

(2) เฉพาะหน้า เพื่อนเกือบทุกคนมองว่า ศาล รธน. คงมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ รธน.ทั้งฉบับ เป็นการผิดมาตรา 68 ดังนั้น จึงทำไม่ได้

แต่การตัดสินเช่นนี้ คงไม่ใช่ตัดสินทีเดียวในวันเดียว พร้อมกันไปด้วยว่า ต้องยุบพรรค หรือตัดสิทธิ์การเมือง สส. พรรคเพื่อไทย

แต่จะเป็นจุดทีนำไปสู่ การเดินเรื่องยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมืองต่อไปทันที พูดง่ายๆ คือ หลังจากวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว "ฝ่ายนั้น" ก็จะ "เดินหน้า" ต่อทันที เพื่อนำไปสู่การล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ตัวยิ่งลักษณ์ จะไม่ได้ผลกระทบจากการยุบพรรค แต่ยิ่งลักษณ์ มีกรณีค้างอยู่กับ ปปช เรือ่งซุกหุ้น ที่เพือนบางคนเสนอว่า อาจจะเป็นช่องทางนี้ ที่ใช้ในการเอายิ่งลักษณ์ออก

หรือไม่ก็อาจจะในฐานะยิ่งลักษณ์ เป็น สส. และรวมทั้ง สส.เพื่อไทย คนอื่น ที่เสนอเรื่อง แก้ รธน. จะโดนเล่นงานให้หมดสิทธิ์ หมดสถานภาพไป

แต่ไม่วาวิธีไหน เพื่อนแทบทุกคนมองว่า นี่เป็นการ "เอาจริง" ของ "อีกฝ่าย" ที่มีเป้าต้องการ รัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ เหมือนกับกรณี รบ.สมัคร-สมชาย

(3) ผมเองประเมินในลักษณะต่ำกว่าที่เพื่อนส่วนใหญ๋ที่คุยด้วย ประเมินในข้อ (2)

คือผมเห็นด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่คำตัดสินศาล รธน. จะออกมาว่า รัฐบาลทำผิดมาตรา 68 และดังนั้น การแก้ รธน.ทั้งฉบับทำไม่ได้

แต่ผมก็ยังเผื่อถึงระดับว่า อาจจะออกมาว่า ไม่ผิด ม.68 ก็ได้ และการแก้ รธน. ก็ "เดินหน้า" ไปได้ (แต่ความเป็นไปได้นี้ อาจจะน้อย)

แต่ทีสำคัญ ผมไม่มองถึงขั้นว่า กระบวนการ "เบรค" การร่าง รธน.ใหม่ของ ศาล รธน. นี้ เป็นส่วนหนึงของแผนการที่จะนำไปสู่การล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ได้ เหมือนกรณี สมัคร-สมชาย

เหตุที่ผมประเมินต่ำกว่าเพื่อนส่วนใหญ่ เพราะผมมองว่า มี 2 ปัจจัย ที่ทำให้การทำถึงระดับนั้น (รัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์) เป็นทีเรื่องที่ "ฝ่ายนั้น" ไม่น่าจะเสี่ยงทำได้ คือ

(ก) การล้มรัฐบาลของฝ่ายทักษิณ ที่ชนะการเลือกตั้ง ด้วยวิธีเดียวกัน ถึง 2 ครั้ง เป็นเรื่องทีจะเสี่ยหายทางสากล มาก แม้การรัฐประหารตุลาการ จะมี "ภาพลักษณ์" ที่ดีกว่า การใช้รถถัง แต่การทำแบบนี้ 2 ครั้ง คือ ทุกครั้ง ที่ ฝ่ายทักษิณชนะเลือกตั้ง เป็นอะไรที่ออกจะมากเกินไป การชนะเลือกตั้งครั้งนี้ของฝ่ายทักษิณ ก็เป็นการชนะ ที่มากกว่าครั้ง สมัคร คือได้เสี่ยงกว่าครึ่งสภา พูดง่ายๆคือ ประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคฝ่ายนี้ การจะล้ม แม้ด้วยวิธีตุลาการ ก็ยังจะเป็นเรือ่งที่เสียหายมากในสากล

(ข) แต่เหตุผลสำคัญที่สุด ที่ผมยังประเมินว่า "ฝ่ายนั้น" จะไม่กล้า ทำถึงขั้น รัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็คือ ปัญหา "เสื้อแดง"

คือถ้ามีการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหมือนกับที่ทำกับ สมัคร-สมชาย ผมว่า การระดมเสื้อแดงคราวนี้ จะนำไปสู่การปะทะใหญ่โต ยิ่งกว่าปี 2552-2553 มาก ชนิดที่ ฝ่ายเสื้อแดง จะไม่ยอมมากยิ่งกว่าครั้งที่แล้ว (เพราะทำซ้ำกันถึง 2 หน คือ ชนิดทีเรียกว่า ไม่ยอมรับการเลือกตั้งชนะของฝ่ายนี้เลย)

ถ้ามีการรัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โอกาสจะเกิดการปะทะชนิด เสียงต่อการ ทำให้ "ทั้งระบบ พัง" สูงมากๆ

"สถานะ" ของ "บางคน" ถ้ามีการรัฐประหารตุลาการล้มรัฐบาลเลือกตั้งอีก จะเสียงมากๆ ทีจะ "ไมเหลือ" อะไร

แต่เพื่อนบางคนกลับแย้งผมว่า อันที่จริง เขามองว่า "ฝ่ายนั้น" ต้องการให้มีการ "ปะทะ" หรือต้องการให้เสื้อแดง "ออกมา" ด้วยซ้ำ จากการรัฐประหารตุลาการ ทีจะเกิดขึ้น เพื่อทีจะได้ "จัดการทีเดียว" พูดง่ายๆ คือ การรัฐประหารตุลาการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะไม่ใช่เกิดขึ้นลอย แต่เป็น่สวนหนึงของการ "กวาดล้าง" เสื้อแดง ไปในคราวเดียวกันเลย

(3) มีประเด็นรายละเอียด ที่ผมประเมินต่างออกไป และเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่คิดว่า การรัฐประหารตุลาการ อีกครั้ง (เหมือนปี 2551) ไม่น่าจะทำได้ คือ

ถ้ามีการรัฐประหารตุลาการอีก แล้วเอาอภิสิทธิ์ ขึ้นมาเป็นนายกฯ อีก จะ "เสียหมา" มากๆ คือ มันจะโจ่งแจ้งมากๆ ต่อสายตาชาวโลก ว่า "ฝ่ายนั้น" (และ "คนบงการ" ของ "ฝ่ายนั้น") หัวเด็ดตีนขาด ก็ไม่ยอมแม้แตจะให้ ฝ่ายทักษิณชนะเลือกตั้ง ตั้งรัฐบาล คือ ทุกครั้ง ทีชนะเล่ือกตั้ง ตั้งรัฐบาล ก็จะต้องเอาลงด้วยวิธีนี้ และเอาอภิสิทธิ์มาเป็นแทนซ้ำอีก

แต่เพื่อนส่วนใหญ๋ที่คุย กลับมองว่า การรัฐประหารตุลาการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่จะเกิดขึ้น (และการกวาดล้างเสื้อแดงที่ประกอบกัน) จะไม่นำไปสู่การตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์อีก แต่จะนำไปสู่การตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้นมา

(ในแง่เทคนิคกฎหมาย เพื่อนที่มองแบบนี้ เห็นว่า "ฝ่ายนั้น" สามารถทำได้ โดยการให้มีการ "งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา" เรื่อง การเลือกนายกฯ)

(4) ทำไมเพื่อนส่วนใหญ๋ที่ผมคุยด้วย จึงประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าหรือวิกฤติทีกำลังก่อรูปขึ้น ในลักษณะรุนแรงระดับนี้?

เพื่อนๆมองว่า เพราะ "อีกฝ่าย" ต้องการจะ "ควบคุม" (sucure) สถานการณ์ เพื่อรับเรื่อง "การเปลียนผ่าน"

ผมเองก็มองว่า ถ้ามีการ "เปลี่ยนผ่าน" สถานการณ์จะมีลักษณะตึงเครียด วิกฤติพอสมควร และอาจถึงขั้น มีรัฐประหารในรูปแบบใดรูปแบบหนึง (อาจจะถึงขั้นรัฐประหารด้วยรถถัง) เพื่อ secure สถานการณ์ไว้ ในระหว่างการ "เปลี่ยนผ่าน"

แต่โดยรวม ผมยังมองว่า "ยังไม่ถึงเวลา" หรือ ยังไม่ถึงสถานการณ์แบบนั้น ในขณะนี้

โดยรวม ผมมองในลักษณะที่ว่า สิ่งที่ "ฝ่ายนั้น" ต้องการ หรือจะทำในปัจจุบัน คือ การรักษา status quo (สถานภาพเดิม) ที่มีอยู่ ใต้รัฐธรรมนูญ 50 นี้ไว้

คือ ฝ่ายทักษิณ เลือกตั้งชนะได้ ตั้งรัฐบาลได้ ก็ปล่อยไป ให้บริหารประเทศ ในเรื่องปากท้อง และเรื่องอื่นๆ ไป แต่ห้าม "แตะ" โครงสร้างการเมือง ที่สร้างขึ้นโดย รธน.50 นี้ (ดังนั้น จึงต้อง "บล็อก" การร่าง รธน.ใหม่)

แต่ผมยังมองในลักษณะทีว่า พวกนั้น ไม่กล้าจะทำมากกว่านี้ คือ ไม่กล้าจะถึงขั้นทำรัฐประหารตุลาการซ้ำอีก ด้วยเหตุผลสำคัญ ที่กล่าวในข้อ (ข) ข้างต้น คือ ถ้าทำอีก จะเสี่ยงต่อการ "พังทั้งระบบ" สูงมากๆ

ผมอาจจะ (และเพื่อนหลายคนทีคุยด้วย คงมองว่า ผม) "ประเมินความฉลาดของอีกฝ่ายสูงเกินไป" คือ คิดว่า พวกนั้น ควรจะมีสติพอจะรู้ว่า ถ้าทำถึงขั้นรัฐประหารตุลาการล้มยิ่งลักษณ์ (เหมือนที่ทำในปี 2551) จะมีสิทธิ์นำมาซึงผลร้ายอันไม่คาดคิด ต่อสถานภาพของฝ่ายนั้นเองได้

(เพื่อนบางคนมองว่า ฝ่ายนั้น คิดอะไรอย่างไม่มีสติ ไม่มีเหตุผลสูงมาก อย่างกรณี ศาล รธน. มาตรา 68 ก็ทำทั้งๆที่ ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายให้ทำได้เลย)



........................

ท่านผู้อ่านก็ลองประเมินดูด้วยตัวเอง และชังน้ำหนัก ความเห็นต่างๆ ที่ผมสรุปมาข้างต้นตามสะดวก

ดูข้อมูลประกอบเพิ่มเติมเรื่องศาล รธน.



Sunday, July 1, 2012

"จาตุรนต์"เห็นด้วยถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง

ที่มา Voice TV



รายการข่าว Voice News ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 (19.00 20.00 น.)

-  "จาตุรนต์"เห็นด้วยถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
- "อภิสิทธิ์" ส่งคำให้การศาลรธน.พรุ่งนี้
- เม็กซิโกเตรียมเลือกตั้งปธน.

 "จาตุรนต์"เห็นด้วยถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
อดีตรักษาการ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย เห็นด้วยกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอให้มีการถอนร่าง พ.ร.บ. ปรองดองทั้ง 4 ฉบับออกไปจากวาระการประชุม  เกรงจะสร้างความขัดแย้งในสังคมเพิ่มขึ้น

"อภิสิทธิ์" ส่งคำให้การศาลรธน.พรุ่งนี้
หัวหน้าประชาธิปัตย์ เตรียมส่งบันทึกให้การ กรณีคำร้องการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือไม่ ต่อศาลรัฐธรรมนูญพรุ่งนี้ พร้อมระบุแผนเลือก ส.ส.ร.ทำคนมีอำนาจกุมเสียงข้างมากได้

เม็กซิโกเตรียมเลือกตั้งปธน.
ชาวเม็กซิโกเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันนี้ ท่ามกลางรายงานการทุจริตเลือกตั้งและการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างกว้างขวาง

1 กรกฎาคม 2555 เวลา 20:02 น.

'โอ๊ค' จัดทัวร์พาแฟนเพจพบ 'ทักษิณ'

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' จัดทัวร์พาแฟนเพจพบ 'ทักษิณ'


นายพานทองแท้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กจัดทัวร์พาแฟนเพจ"เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" 

นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับรายละเอียดจัดทัวร์พาแฟนเพจ"เยี่ยมคนแดน ไกล ให้หายคิดถึง" โดยระบุว่า มีข่าวดีมาฝากแฟนเพจทุกท่านครับ
 
จำที่ผมโพสต์ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มั๊ยครับที่บอกว่า ทีมงานของผมแนะนำให้จัดทัวร์
"เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" และผมก็บอกว่าจะไปขออนุญาตคุณพ่อก่อนแล้วจะเรียนให้ทุกท่าน ทราบเมื่อวานนี้ผมได้คุยกับคุณพ่อเกี่ยวกับเรื่องเฟสบุ๊คของผม แล้วก็เลยมาเข้าเรื่องที่ทีมงานเสนอให้จัดทัวร์ไปเยี่ยมคุณพ่อ 
 
 
คุณพ่อผมตอบกลับมาทันทีเลยว่า "ยินดีต้อนรับแฟนเพจของลูก" ครับ
 
 
(เอ่อ....บรรดาแฟนเพจ "พานทองเก๊" "พานทองเทียม" ฯลฯ ไม่เกี่ยวนะครับ ของแท้ต้อง
http://www.facebook.com/oakpanthongtae?ref=ts 
เท่านั้นครับ)
 
 
แถมคุณพ่อยังบอกอีกครับว่า "ถ้าโอ๊คจะชวนแฟนเพจมาเยี่ยมพ่อ โอ๊คก็ต้องเป็นเจ้าภาพเอง" (งานเข้าทันทีครับพี่น้อง)แถมคุณพ่อยังให้เหตุผลต่อไปอีกว่า คนเค้ารักเราชอบเราถึงได้มา"กดไลค์"เป็น"แฟนเพจ"เรา เวลาใครมาว่าร้ายหรือคิดไม่ดีกับเราเขาก็เป็นเดือดเป็นแค้นไปกับเรา เราพูดอะไรไปเขาก็ส่งต่อ(share)ให้เรา ดังนั้นแฟนเพจจึงเหมือนกับผู้ที่มีบุญคุณกับเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องดูแลและตอบแทนบุญคุณนั้น ( อิอิ....รู้ได้ไง....แปลว่าคุณพ่อก็แอบตามเฟสบุ๊คผมอยู่ด้วยหรือป่าวครับ) 
 
 
ผมแอบคิดในใจครับว่า "แฟนเพจผมก็คือแฟนคลับพ่อทั้งนั้นแหละครับ" ผมเขียนเฟสบุ๊คอยู่นานเป็นปีมีแฟนเพจอยู่ หมื่นกว่าคน พอโดนนักการเมืองเข้ามาแขวะ ทำให้ตกกระไดพลอยโจนต้องเขียนโต้เท่านั้น ไม่ถึง2เดือนแฟนเพจเพิ่มขึ้นมาเป็น6หมื่นกว่าคน แล้วเรื่องการเมืองในเมืองไทยก็ไม่เห็นจะ "ก้าวข้ามทักษิณ" ได้สักที พอเขียนแตะเรื่องการเมืองปั๊บ ฝ่ายค้านตั้งแต่หัวแถวยันหางแถวก็โยงเข้า พ่อโอ๊คบ้าง พ่อพานทองแท้บ้าง ด่าพ่อล่อแม่กันทันที(ลองนึกดูซิครับ คุณพ่อผมไม่ได้อยู่เมืองไทยเกือบ6ปี มีวันไหนที่พวกเขาไม่พูดถึงมั่ง)
 
 
มาเข้าเรื่องเลยดีกว่านะครับสำหรับผู้ที่สนใจจะไป "เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" กับผมนั้น ผมจะพาไปโดย "ไม่คิดค่าใช้จ่าย" ครับ โดยจะจัดได้ครั้งละประมาณ 15-20คน ก็ขอเอาเป็นเวลาที่คุณพ่อเดินทางมาประเทศที่ใกล้ๆเช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งไม่ต้องขอวีซ่า เพราะเดี๋ยวจะโดนเหมือน "ให้นาซาใช้อู่ตะเภาเพื่อแลกวีซาอีก" เพียงขอให้ท่านมีพาสปอร์ตนะครับ ซึ่งครั้งต่อไปก็น่าจะประมาณอีก3-4อาทิตย์ ข้างหน้านี้ บุคคลที่จะได้รับเลือกให้ไปด้วยกัน คร่าวๆก็จะคัดมาจาก
 
1. แฟนเพจที่คอมเม้นท์แล้วเข้าตาทีมงาน ประมาณ3-5ท่าน 
 
2. แฟนเพจที่แชร์และส่งข่าวให้เพื่อนๆอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ท่าน
 
3. แฟนเพจที่เพื่อนแฟนเพจด้วยกันคอมเม้นท์เชียร์ให้เป็นตัวแทนไป3-5ท่าน
 
4. จับสลากจากแฟนเพจทั้งหมดอีก 5ท่าน
คร่าวๆประมาณนี้นะครับ
 
 
รายละเอียดต่างๆจะให้ทีมงานไปตระเตรียม และจะโพสต์ให้ทราบเร็วๆนี้ครับ
1 กรกฎาคม 2555 เวลา 19:20 น.

เพื่อไทยพบประชาชน ขอนแก่น และ ลานคนเมือง 30-6-2012

ที่มา speedhorse

















br />

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/06/55 ทักษิณกับเสื้อแดงผิดเต็มๆ เพราะผมป้ายให้เองกับมือ....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ใช้กลเกม คนอุบาทว์ ชาติสถุน
จึงหมกมุ่น แต่ครุ่นคิด ริษยา
ไอ้ฆาตกร ใจทราม นามจรกา
ใช้มารยา ย้อนยอก หลอกผู้คน.....


ทั้งโหดเหิ้ยม อำมหิต ผิดมนุษย์
มันยื้อยุด เลวระยำ ทำปี้ป่น
ใจสามานย์ สับปลับ สัปดน
อัปรีย์ชน ต่ำช้า สารเลว....


วางแผนชั่ว จ้องใส่ร้าย คอยป้ายสี
ตัวกาลี สร้างแตกแยก จนแหลกเหลว
กุเรื่องเท็จ ให้ร้อนรุ่ม สุมไฟเปลว
ดำดิ่งเหว ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย....


ชื่อทักษิณ กับเสื้อแดง แสลงนัก
มันยึกยัก สับสน จนหวั่นไหว
ทั้งป้ายสี ใส่ความ หยามน้ำใจ
ฝีมือใคร คิดชั่ว เป็นตัวมาร....


แยกคอกวัว ไล่เข่นฆ่า มาราชประสงค์
กี่ชีวิต ถูกปลิดปลง น่าสงสาร
คำตอแหล แสนเชย เผยสันดาน
ไอ้หน้าด้าน หน้าดำ ระยำคน....


๓ บลา / ๓๐ มิ.ย.๕๕

แมกกาซีนผู้ชายFHMยกปูแชมป์เซ็กซี่แซงผีอีแพง

ที่มา Thai E-News





ไทยโพสต์ สื่อที่ชัดเจนกับการเป็นปฏิปักษ์และอคติืกับรัฐบาล นำเสนอข่าวเรื่อง ดร.เลิฟFHMให้ ‘ปู’เซ็กซี่อันดับ1 แซงหน้ามิยาบิ!

เซ็กซี่อันดับ 1 จาก 20 อันดับ แซงแม้กระทั่ง "โชระ อาโออิ" เซ็กซ์บอมบ์หนังเรตเอ็กซ์จากญี่ปุ่น และ "มิยาบิ" ดาราเอวีชื่อกระฉ่อน ระบุเป็นหญิงแกร่งและอ่อนไหวอยู่ในที โดยเฉพาะวลี "เอาอยู่"
 นิตยสาร FHM (FOR HIM  MAGAZINE) ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2555 คอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา "ดร.เลิฟ" ได้จัดอันดับ 20 สาวสุดเซ็กซี่ในดวงใจตลอดกาล ซึ่งปรากฏว่า 


อันดับ 1 สาวสุดเซ็กซี่ คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เจ้าของวลี "เอาอยู่" ที่ "ดร.เลิฟ" บรรยายว่า  หลายคนอาจจะสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใดกันที่เธอก้าวมาอยู่จุดสูงสุดจุดนี้ ด้วยการที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย มุมของผู้หญิงที่มีความแข็งแกร่งและอ่อนไหวอยู่ในทีในคราวที่เธอให้สัมภาษณ์ เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปีก่อน รวมไปถึงภาพคนที่เป็นแม่ที่ดูแลลูกชายเป็นอย่างดี เท่านี้ก็นับว่าเป็นเสน่ห์สำหรับผู้นำประเทศที่น่ารักน่าชังอย่างปฏิเสธไม่ ได้ 

เซ็ก ซี่อันดับ 2 คือ ผีอีแพง ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีใครไม่รู้จักผีอีแพง ที่กลายเป็นที่โจษจันของคอละครอย่างรวดเร็ว ด้วยความน่ากลัวของการแต่งหน้า และเล่นได้ "ถึง" บทบาทแบบนี้ต้องยกนิ้วให้ ซึ่งเราก็คงต้องยกเครดิตให้กับสาวนุ่น-ศิรพันธ์ 
โซระ อาโออิ sora aoi
อันดับ 3 โชระ อาโออิ เธอเป็นหนึ่งนักแสดงชาวญี่ปุ่นที่ ดร.เลิฟติดตามมาทุกสถานการณ์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาแสดงภาพยนตร์ไทยเมื่อหลายปีที่แล้ว รวมไปถึงหนังอาร์ที่เธอฝากผลงานไว้อย่างมากมาย ซึ่งความร้อนแรงของเธอ ทำให้ติดโผสาวเซ็กซี่ในดวงใจของไอ้เลิฟไปแบบไม่มีข้อกังขา

อันดับ 4 มาเรีย โอซาวา สาวเอวีชื่อดังจากญี่ปุ่น ที่มีคอลเลคชั่นจำนวนมากในฉายา "มิยาบิ" และล่าสุดได้เดินทางตรงมาเพื่อมาถ่ายแบบให้ FHM, อันดับ 5 Sexxuka Jung สาวสุดอึ๋มที่เป็นกูรูเรื่องบนเตียง เมื่อหลายเดือนที่แล้ว กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในชั่วข้ามคืน การรับ-ส่งมุกอันไหลลื่นและรู้เกมของ ดร.เลิฟ เป็นอย่างดีของเธอ ทำให้เลิฟถึงขนาดยกนิ้วให้, อันดับ 6 แจ็กเกอรีน เธอคืออีกหนึ่งสาวที่เจ้าเลิฟคอยนับวันเวลาในยามค่ำคืน ว่าเมื่อไหร่เธอจะโผล่หน้าออกมาสู่สาธารณชนในรายการข่าวบันเทิงชื่อดังเสีย ที
อันดับ 7 เชอรี่ สามโคก เชื่อเหลือเกินว่าหนุ่มๆ หลายคนคงเป็นแฟนหนังของ "เชอรี่ สามโคก" รวมไปถึงไอ้อ้วนเลิฟที่ติดตามข่าวคราวของสาวสุดเซ็กซี่คนนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นหนังโรงอย่าง "น้ำตาลแดง 2" หรือหนังแผ่นที่วางขายทั่วไป จนเธอได้รับสมญานามว่าเป็นเจ้าแม่หนังแผ่นคนใหม่ไปเป็นที่เรียบร้อย, อันดับ 8 "เจน ญาณทิพย์" หากใครไม่เคยได้ยินชื่อของ "เจน ญาณทิพย์" นับว่าเชยแบบไม่น่าให้อภัย เพราะ ดร.เลิฟได้ประกาศก้องขอเป็นแฟนคลับของเธออย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยความที่เธอสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง และรู้สึกขนลุกอยู่ตลอดเวลาในการทำภารกิจ
อันดับ 9  ป้าเช็ง แม้ว่า "ป้าเช็ง" จะอายุอานามเข้าไปปูนนี้แล้ว และผ่านจุดพีกของความเซ็กซี่มาแล้ว แต่ป้าเช็งก็ยังคงความเป็นสาวเก่งอยู่ไม่เสื่อมคลาย, อันดับ 10 เลดี้ กาก้า เหตุผลก็คงไม่ต้องยกเอามาอ้างกันให้มากความ เพราะทุกคนคงรู้ถึงวีรกรรมและความเจ๋งอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเธอกันมากพอ แล้ว, อันดับ 11 นิกกี้ มินาจ เจ้าของเสียงร้องทรงเสน่ห์ สไตล์การแต่งตัวสุดจี๊ดจ๊าด รวมถึงโชว์บนเวทีสุดเร้าอารมณ์, ต่าย เพ็ญพักตร์ ไว้ลายเซ็กซี่ กับชุดบิกินี่ในวัย 51
อันดับ 12 เพ็ญพักตร์ ศิริกุล นอกจากหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม หุ่นเร้าใจ และถึงแม้เธอจะไม่ใช่รุ่นใสๆ แล้ว แต่ความฮอตของเธอยังมีอยู่ทุกอณู
    
อันดับ 13 โซเฟีย ลา สาวไฮโซที่มีเสน่ห์ของสำเนียงการพูดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก, อันดับ 14 ฐปนีย์ เอียดศรีไชย เธอคือนิยามของผู้หญิงแกร่งแห่งยุคสมัย ไม่ว่าการเข้าไปทำข่าวจะต้องลำบากสักแค่ไหน เธอก็ไม่หวั่นต่ออุปสรรคเลยแม้แต่น้อย, อันดับ 15 ลีน่า จัง เธอคนนี้นานๆ จะมีข่าวคราวมาให้หายคิดถึง และสำหรับการมาแต่ละครั้ง เธอก็สร้างเสียงฮือฮามาตลอด, อันดับ 16 พัชรศรี เบญจมาศ "กาละแมร์" ผู้ซึ่งทำให้ค่านิยมของสาวผิวแทนนั้น ดูเลอค่าขึ้นมาทันตาเห็น ด้วยความสามารถรอบด้านของเธอ รวมไปถึงเสน่ห์ในแบบที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
    
อันดับ 17 ตุ๊กกี้ ความสามารถอันล้นเหลือภายใต้หุ่นไซส์มินิของเธอ สร้างความประทับใจได้ไม่ยาก, อันดับ 18 เปิ้ล ไอริณ นับตั้งแต่ซิงเกิลที่ชื่อ เบนซ์ สปอร์ต ออกเผยแพร่ทางโลกไซเบอร์ ชื่อของ "เปิ้ล ไอริณ" ก็กลับเข้ามาสู่วงโคจรหัวใจของเลิฟแบบทันทีทันควัน และนี่ก็เป็นข้อยืนยันชั้นดีว่าความเซ็กซี่ของสาวเปิ้ลไม่เคยลดน้อยถอยลงไป เลย, อันดับ 19 อาภาพร นครสวรรค์ 34-24-35 สูงร้อยกว่าๆ น่ะ ชอบมะ ชอบมะ 
ปิดท้ายอันดับที่ 20 จ๊ะ คันหู ใสซื่อและเป็นกันเองแบบสุดๆ แถมความเซ็กซี่เล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ลึกๆ

คณะผู้แทนไทยพบICCขณะที่ประเทศเผชิญกับความวุ่นวายรอบใหม่ และจดหมายจากอดีตนักโทษ6ตุลา

ที่มา Thai E-News

 



ณ กรุงเฮก วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2555 -ในอาทิตย์นี้คณะผู้แทนคนไทยได้เข้าประชุมเบื้องต้นกับอัยการศาลอาญาระหว่าง
ประเทศ (ไอซีซี) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์เพื่อสนทนาเกี่ยวกับเรื่องการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงโดย กองทัพเมื่อปี 2553 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 ราย
ดร.ธงชัย วินิจกุล ศาสตราจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิลได้เป็นผู้นำคณะบุคคลซึ่งเป็นพยานและผู้รอดชีวิตจำนวน หนึ่งเข้าประชุมร่วมกับไอซีซี ดร.ธงชัยได้ย้ำถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในจดหมายซึ่งส่งไปยังอัยการก่อน หน้าการเข้าประชุมว่าศาลได้สร้างความชอบธรรมให้กับกองทัพซึ่งทำรัฐประหารและ ใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์ไทย
“ผมศึกษาหลายวิชารวมถึงความรุนแรง ในปี 2516, 2519 และ 2535 รวมถึงวัฒนธรรมการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในประเทศไทย ผมได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะเหตุการณ์นองเลือดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น” ดร.ธงชัยเขียนในจดหมายของเขา “ผมอยากร้องขอให้ไอซีซีช่วยยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษที่เกิดขึ้นครั้ง แล้วครั้งเล่าที่ทำให้เกิดการสังหารพลเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าโดยเริ่มทำการ สอบสวนกรณีการสังหารในปี 2553 และนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ”
การเดินทางไปกรุงเฮกเกิดขึ้นสองปี หลังจากมีการรณรงค์กระตุ้นให้คนตื่นรู้เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งถูกกล่าวว่ากระทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แม้ว่าประเทศไทยมิได้ให้สัตยาบัณต่อธรรมนูญกรุงโรม แต่ทางทีมกฎหมายของเหยื่อเสื้อแดงมีหลักฐานยืนยันว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คือพลเมืองอังกฤษ ดังนั้นจึงเขาจึงอยู่ภายใต้การพิจารณาคดีของศาล
“การประชุมกับไอซีซีเป็นประโยชน์ และเราต้องปฏิบัติตามระเบียบการปกติเพื่อผลักดันกระบวนการนี้อย่างต่อ เนื่อง” นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นักกฎหมายระหว่างเทศจากสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาร์ทเนอส์ซึ่งเป็น ทนายตัวแทนระหว่างประเทศของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงกล่าว “การประชุมที่สำคัญนี้เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ตึงเครียด เพราะคนกลุ่มน้อยที่พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะใช้กำลังถอดถอนพรรคการเมือง ที่ชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่กำลัง จะมีขึ้น โอกาสของความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพรอบใหม่คือความกังวลอย่างมากของ ประชาคมโลก และทำให้การร้องขอของเราต่อไอซีซีมีความสำคัญมากขึ้น”


*****************

จดหมายจากอดีตนักโทษการเมืองไทยถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2555
อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี)
กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์

เรื่อง: คำร้องขอต่อไอซีซีให้ช่วยเหลือนำความยุติธรรมมาให้เหยื่อผู้ถูกกระทำจากเหตุการณ์นองเลือดปี 2553 ในประเทศไทย
เรียน: อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

ผม เขียนถึงท่านในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง ในฐานะอดีตนักโทษทางการเมืองซึ่งรอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในกรุงเทพฯ ปี 2519 และในฐานะผู้เชียวชาญเกี่ยวกับประเทศไทย ขณะนี้ผมเป็นศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศไทยและกระบวนการการสร้างประชาธิปไตย เป็นเวลา 30ปี ผมศึกษาหลายวิชารวมถึงความรุนแรงในปี 2516, 2519 และ 2535 รวมถึงวัฒนธรรมการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในประเทศไทย ผมได้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะเหตุการณ์นองเลือดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เหมือนกันการสังหารครั้งก่อน มีความเป็นไปได้ที่กองทัพและกลุ่มคนที่สั่งฆ่าจะได้รับการยกเว้นโทษอีกครั้ง และเหยื่อจะไม่ได้รับความยุติธรรมอีกครั้ง ผมร้องขอไอซีซีให้ช่วยยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษที่เกิดขึ้นครั้งแล้ว ครั้งเล่าซึ่งนำไปสู่การสังหารพลเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า โดยให้เริ่มทำการสอบสวนกรณีการสังหารในปี 2553 และนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ได้โปรดให้ผมอธิบายประวัติศาสตร์ของการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษอย่างเป็นระบบในประเทศไทย
ใน เดือนตุลาคม ปี 2516 การชุมนุมครั้งใหญ่ได้ยุติเผด็จการทหารซึ่งปกครองประเทศไทยเป็นเวลาสาม ทศวรรษ มีผู้เสียชีวิต 72 ราย และมีผู้บาดเจ็บหลายพันราย ท่ามกลางความตื่นเต้นแห่งรุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตย รัฐบาลใหม่ประกาศนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งหมดเพื่อความ สมานฉันท์ทางสังคมและการเมืองในประเทศ นิรโทษกรรมยังหมายถึงว่าจะไม่มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ประชาธิปไตย อันอ่อนเยาว์คงอยู่เพียงสามปีเมื่อกองทัพกลับมามีอำนาจอีกครั้งในเดือน ตุลาคม ปี 2519 รัฐประหารเกิดขึ้นในวันเดียวกับการสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมใน มหาวิทยาลัยเพื่อต่อต้านอุบายของกองทัพในการนำเผด็จการกลับมา ประชาชนราว 40 คนเสียชีวิตและหลายร้อยคนบาดเจ็บ แต่วิธีการที่พวกเขาถูกสังหารนั้นเลวร้ายเกินบรรยาย นอกจากจะถูกสังหารโดยอาวุธหนักแล้ว บางคนถูกเผาทั้งเป็น ถูกข่มขืนและถูกแขวนคอ หลังจากนั้นศพของพวกเขายังถูกประชาทัณฑ์หรือลากไปทั่วสนามฟุตบอล ทุกอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นในที่สาธารณะมีคนมุงดูหลายร้อยคน ผู้รอดชีวิตกว่าสามพันรายถูกคุมขังตั้งแต่หลายวันไปจนถึงห้าเดือน และนักศึกษา 19 ราย (รวมถึงผม) ถูกคุมขังสองปี ในปี 2521 เนื่องด้วยเหตุผลของการปรองดองสมานฉันท์ มีการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อยกเว้นการกระทำผิดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ การสังหารหมู่ นักศึกษาที่ถูกคุมขังได้รับการปล่อยตัว ผู้กระทำผิดได้รับการยกเว้นโทษราวกับว่าการสังหารหมู่ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้อเท็จจริงคือ เพื่อการปรองดองสมานฉันท์ มีการส่งเสริมให้ประชาชนลืมเหตุการณ์และปล่อยให้ความทรงจำนั้นเลือนลางไป เหตุการณ์นั้นไม่ถูกกล่าวถึงในที่สาธารณะเป็นเวลาหลายปีหลังจากนั้น และไม่เคยถูกบันทึกไว้ในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ควบคุมโดยรัฐจึง ถึงทุกวันนี้ ในขณะเดียวกับ ต้องขอบคุณระบบการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษเพราะผู้มีอำนาจหลายคนที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ยังคงเสวยสุขกับเอกสิทธิ์ของพวกเขาหลายปีหลังจาก นั้น บางคนมีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ทางการเมืองอีกครั้งในปี 2535 เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกนำตัวมาลงโทษ
กระบวนการสร้าง ประชาธิปไตยในประเทศไทยอยู่ในสภาวะขึ้นๆลงๆตลอดเวลาในช่วงยุค 80 ช่วงเวลาที่มีการเปิดกว้างและเป็นประชาธิปไตยกลับมามีมากขึ้นในปี 2531 แต่ก็ไม่ต่างจากในอดีต ช่วงเวลานั้นมีระยะสั้นๆ ในปี 2534 เผด็จการทหารกลับมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้อยู่ไม่นาน เพราะมีการชุมนุมครั้งใหญ่ในปี 2535 อีกครั้ง มีประชาชนมากกว่า 70 เสียชีวิตในระหว่างการต่อสู้หลายวันกับทหารบนท้องถนนที่ยิงประชาชนผู้ต่อ ต้านรัฐบาล ในที่สุด รัฐบาลทหารก็ยอมแพ้และลาออก แต่พวกเขาทำเช่นนั้นหลังจากล้างความผิดการกระทำอาชญากรรมให้กับพวกเขาโดยการ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ประชาชนเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่มีอำนาจแม้แต่จะบังคับให้เหล่าผู้บังคับบัญชาการกองทัพให้การ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะเอาคนผิดมาลงโทษเลย หลังจากนั้น เหมือนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่คอขาดบาดตาย รายงานการสอบสวนที่ได้ตีพิมพ์หลายปีหลังจากนั้นแสดงให้เห็นถึงการสอบสวนที่ ไม่สะเพร่าและขาดความพยายามที่แม้แต่จะค้นหาข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐาน และที่แย่ที่สุดคือ มีการเซ็นเซ่อร์รายงานที่ตีพิมพ์ต่อสาธารณะชนอย่างหนัก โดยมีการขีดฆ่าชื่อทั้งหมดและข้อมูลสำคัญถึงขนาดที่ว่าทำให้ไม่สามารถเข้าใจ รายงานได้ การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษคือการเพาะพันธุ์ความไม่แยแสต่อประชาชนอย่างสิ้น เชิง
ตลอด เหตุการณ์โศกนาถกรรมที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า บทบาทของระบบความยุติธรรมไทยไม่เคยมีความเป็นอิสระในการค้ำจุนความยุติธรรม ระบบตุลาการไทยยึดถือว่าหากรัฐประหารใดที่ทำสำเร็จถือว่ามีความชอบด้วย กฎหมาย ระบบรับใช้ผู้มีอำนาจไม่ว่าพวกเขาจะขึ้นสู่อำนาจอย่างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็ตาม ดังนั้นตุลาการจึงยอมรับว่าคำสั่งและกฎหมายทั้งหมดที่บังคับใช้โดยคนที่มี อำนาจกลุ่มเล็กนั้นชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับตนเองของผู้นำทางการทหารจากการกระทำผิดทุกอย่าง เช่นการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญที่มีความเป็น ประชาธิปไตยทิ้ง นอกจากนี้ตุลาการไทยยังถือว่าคำสั่งประหารชีวิตโดยไม่มีการพิจารณาคดีในศาล การจับกุมและคุมขังโดยไม่มีการตั้งข้อหา และปฏิบัติการสังหารฝ่ายตรงข้ามโดยมิชอบด้วยกฎหมายของกองทัพเป็นสิ่งที่ถูก กฎหมาย เช่นเดียวกันกับกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำผิดในปี 2516, 2519 และ 2535 ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดขอบต่อความป่าเถื่อนมาลง โทษในประเทศไทยได้เพราะการสมรู้ร่วมคิดของตุลาการ การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษสำหรับผู้นำที่มีอำนาจเป็นวัฒนธรรม เป็นระบบและชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความยุติธรรมให้กับเหยื่อผู้ถูกกระทำจากโศกนาถกรรมเหล่านั้น เมื่อไม่มีความยุติธรรม ประชาธิปไตยจึงไม่ต่างจากละครเวทีตลก
การ ทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษคือปัจจัยที่ชัดเจนว่าทำไมการสังหารหมู่ในเดือน เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553 เกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้นำทางการเมืองและกองทัพในเหตุการณ์นั้นไม่ความกังวลเลยว่าพวกเขาจะถูกลง โทษหลังจากนั้น พวกเขาผลิตข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จและสร้างหลักฐานเพื่อเป็นข้ออ้างในการ สังหารประชาชน เพิกเฉยต่อข้อปฎิบัติสากลในเรื่องของหลักการควบคุมฝูงชนอย่างสิ้นเชิงโดยการ ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างมหาศาลและวิธีการที่โหดร้ายสังหารพลเรือน มีการใช้อาวุธหนัก กระสุนจริง พลซุ่มยิงและวัตถุระเบิด พวกเขาให้ข้อมูลเท็จ โกหก และชี้นำประชาชนในทางที่ผิดอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างบรรยากาศของความกลัวและ สร้างความชอบธรรมให้กับการสังหาร แม้แต่อาสาพยาบาลก็ถูกขัดขัดขวางการทำงาน ถูกยิงและถูกสังหารด้วยเช่นกัน ประชาชนกว่า 90 รายเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกหลายพันราย และมีอีกหลายคนถูกจับกุมและได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม หลักฐานของกระทำอันไร้มนุษยธรรมมีมากมายถูกเเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยนักข่าวใน ประเทศและต่างประเทศ และยังมีการแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างประชาชนกันเองในโซเชียลมีเดีย แต่ผู้นำทางการเมืองและกองทัพมักเมินเฉยต่อหลักฐานและการวิพากษ์วิจารณ์ เหล่านั้น และบ่อยครั้งแทนที่จะตอบโต้ด้วยเหตุผล ความเห็นใจหรือคำอธิบาย แต่กลับตอบโต้ด้วยมุขตลกหรือคำพูดเสียดสี พวกเขาย่อมรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแน่นอน นั้นคือการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษคือประเพณีปฏิบัติทั่วไป เป็นวัฒนธรรมของอำนาจ ซึ่งบ่มเพาะความหยาบโลนอันป่าเถื่อน
อย่าง ไรก็ตามในครั้งนี้ เหยื่อและประชาชนเปลี่ยนไป ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากความป่าเถื่อนครั้งก่อนหน้านี้ พวกเขาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างรอบคอบและปฏิเสธการนิรโทษกรรมที่จะล้าง ผิดให้ผู้กระทำความผิด พวกเขาประกาศว่า พวกเขาไม่ต้องการการปรองดองสมานฉันท์โดยปราศจากความจริงและความยุติธรรม แต่โชคร้ายคือ ระบบตุลาาร ตั้งแต่ตำรวจไปจนถึงอัยการและตุลาการคืออุปสรรคนการค้นหาความจริงและสร้าง ความยุติธรรม ผู้นำทางการเมืองถ้าไม่มีส่วนร่วมในความป่าเถื่อนก็มักจะขาดความกล้าหาญที่ จะสนับสนุนความยติธรรมเพื่อยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษอย่างเป็นวัฒนธรรม และเป็นระบบ พวกเขาพยายามที่จะปกปิดอาชญกรรมอีกครั้งในนามของความสามัคคี ปรองดองสมานฉันท์ และความจำเป็นที่ประเทศต้องเดินไปข้างหน้า
หาก การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษเกิดขึ้นอีกครั้ง จะมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นอีกกี่ครั้งก่อนที่จะมีการยอมรับว่าหนึ่งชีวิต ต้องได้รับการเคารพ? จะมีความป่าเถื่อนเกิดขึ้นต่อประชาชนอีกกี่ครั้งก่อนที่ประชาชนทุกคนจะได้ รับความเท่าเทียมบนผืนแผ่นดินเดียวกัน? จะต้องมีการบูชายัญความจริงหรือความยุติรรมอีกมากเท่าไรจนกว่าจนมีความ ยุติธรรมและความจริงจะถูกเปิดเผยโดยปราศจากความกลัว?
ไอ ซีซีสามารถช่วยยุติวัฒนธรรมการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษได้ ผมเข้าใจว่ามีการยื่นคำร้องขอให้อัยการไอซีซีพิจารณาการสังหารหมู่เดือน เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553 ในประเทศไทยแล้ว ผมหวังว่าท่านจะพิจารณาคำร้องนี้อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าไอซีซีจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อนำความยุติธรรมมาให้เหยื่อและ ประชาชนในประเทศที่ระบบความยุติธรรมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ อย่างน้อยที่สุด การดำเนินการของไอซีซีสามารถสนับสนุนก้าวต่อไปข้างหน้าก้าวใหญ่ในการยุติการ ทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในอนาคต
ใน ต้นยุค 90 หลังจากการสังหารหมู่ปี 2553 แต่ก่อนที่จะมีการจัดตั้งศาลไอซีซี ผมพยายามหาทางที่จะนำคดีปี 2519 ขึ้นสู่องกรค์ระหว่างประเทศ ผมเรียนรู้ด้วยความผิดหวังอย่างใหญ่หลวงว่ามันเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผลสอง ประการ ประการแรก ในทางกฎหมาย ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีองค์กรระหว่างประเทศที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีที่จะ พิจารณาคดี ประการที่สอง ในเชิงทางการทูต ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศสำคัญที่นานาชาติรู้สึกกังวลใจ แน่นอนว่าประเทศเสวยสุขกับการมีชื่อเสียงในทางที่ดี ดังนั้นประเทศอื่นจึงเต็มใจปล่อยให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาตนเอง นอกจากนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตในการสังหารหมู่ค่อนข้างน้อย ผมเชื่อว่าสำหรับศาลไอซีซีแล้ว ความยุติธรรมไม่ได้สำคัญน้อยลงตามความเจริญเติบโตของประเทศหรือจำนวนผู้บาด เจ็บเสียชีวิต
การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษอาจจะเหนียวแน่นมากกว่าในประเทศ อย่างประเทศไทยเพราะนานาชาติไม่ใส่ใจเนื่องจากไม่ใช่ประเทศนานาชาติรู้สึก กังกล ดังนั้นนานาชาติจึงเต็มใจที่จะมองข้าม การทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษถูกเก็บซ่อนดีกว่าในประเทศอย่างประเทศไทยเพราะอา ญชากรรมมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือความรุนแรง ขนาดใหญ่ ดังนั้น มันจึงกลายเป็นระบบ ดังนั้นอาชญากรรมจึงเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าและจำนวนคนตายก็พอกพูนขึ้น ความเงียบ ความกลัว และการลืมเลือนยังคงดำเนินต่อไป
ผมขอร้องไอซีซีว่าได้โปรดใช้ความพยายามเท่าที่จะทำได้ช่วยยุติการทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษในประเทศไทย
ด้วยความเคารพ
ธงฉัย วินัจกุล ศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์

'ชาญวิทย์' เผย พธม. เป็นชาตินิยมพันธุ์ทาง

ที่มา uddred




ทีมข่าว นปช.
1 กรกฎาคม 2555



ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ร่วมงานเสวนา 80 ปี อภิวัฒน์สยามจากวิกฤตสู่โอกาสพัฒนาประชาธิปไตย ณ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ถ.สุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2555
ดร.ชาญวิทย์ แสดงความไม่เห็นด้วยที่ว่า คณะราษฎร "ชิงสุกก่อนห่าม" แต่น่าจะเป็นอำมาตย์ใจเย็นเกินไปมากกว่า เผยการปฏิรูป กม.หมิ่นพระบรมเดชานุภาพถือเป็นการพิสูจน์เครือข่ายกษัตริย์ (Monarchy Network)
ดร.ชาญวิทย์ ยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่เคยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข เผย พธม. ถือเป็นพวก "ชาตินิยมพันธุ์ทาง" เพราะเป็นการผสมกันระหว่างชาตินิยมกษัตริย์-ชาตินิยมอำมาตย์