WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 2, 2012

ประมวลภาพ นายกฯในงาน100 ปีการบินบุพการีทหารอากาศ

ที่มา Voice TV

 ประมวลภาพ นายกฯในงาน100 ปีการบินบุพการีทหารอากาศ



นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานวันครบรอบ 100 ปี การบินของบุพการีทหารอากาศ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงเห็นความสำคัญของกำลังทางอากาศ และเพื่อยกย่องเชิดชูและน้อมรำลึกถึงบุพการีทหารอากาศ ที่ได้วางรากฐานการบินของประเทศจนพัฒนาเป็นกองทัพอากาศในปัจจุบัน โดยมี พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พร้อมรองผู้บัญชาการทหารอากาศ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
2 กรกฎาคม 2555 เวลา 19:22 น.

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: วิกฤติตุลาการกับความบัดซบของนักการเมือง

ที่มา ประชาไท

 
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยสมเจตน์ บุญถนอม นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหาจากกรณีรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นการลบล้างระบอบการปกครอง ประชาธิปไตย พร้อมกับออกคำสั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ชะลอการพิจารณาลงมติร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมในวาระ 3 ที่จะมีขึ้นวันที่ 5มิถุนายน 2555 เอาไว้ก่อนจนกว่า จะมีคำวินิจฉัยออกมา
ศาลรัฐธรรมนูญออกแถลงการณ์ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไว้ว่า ผู้ทราบการกระทำว่า มีบุคคลหรือพรรคการเมืองกระทำการเพื่อลบล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิ์เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด และเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเพื่อดำเนินการวินิจฉัยสั่งการให้เลิกกระทำ การดังกล่าว
ทางฝ่ายพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมาตอบโต้โดยเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำลังก้าวก่ายอำนาจนิติบัญญัติ ออกคำสั่งโดยปราศจากกฎหมายรองรับ รัฐสภาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
ปรากฏการณ์ตุลาการภิวัตน์ ซึ่งกำลังกลายเป็นตุลาการวิบัติในครั้งนี้เป็นเพียงหนังม้วนเก่า คนแสดงหน้าเดิม นำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนดูเอือมระอาในพฤติกรรมอัปยศอดสูของตุลาการเมืองไทย
ประการแรก เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540ล้มล้างการปกครองประชาธิปไตย เป็นการกระทำแบบโจรกบฏที่ชัดเจนที่สุด แต่บรรดาตุลาการผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย ไม่ทราบว่าไปมุดรูอยู่ตรงไหน ณ เวลานั้น จึงไม่ได้ออกมาทำหน้าที่ออกคำสั่งให้หยุดกระทำการดังกล่าว ในทางตรงกันข้ามหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลับมีตุลาการบางคนยอมรับคำ สั่งแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นประจักษ์พยานของความต่ำทรามในวงการตุลาการไทยเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่สอง การใช้ข้ออ้างว่าเป็นการกระทำหน้าที่พลเมืองที่จะปกป้องรัฐ ธรรมนูญ ราวกับว่าพวกเขาห่วงใยต่อชาติบ้านเมืองเป็นล้นพ้น กลัวจะเป็นการพลิกฟ้า พลิกแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงการปกครอง จะให้เป็นอำนาจอัยการสูงสุดอย่างเดียวไม่ได้ จึงต้องกุลีกุจอออกคำสั่งทันทีทันใด ให้หยุดกระทำการดังกล่าว ข้ออ้างเช่นนี้เป็นการอ้างอันน่าสมเพศเวทนาเหลือเกิน เพราะเมื่อคราวที่คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำการล้มล้างรัฐ ธรรมนูญ 2540 ไม่มีใครหน้าไหนในกลุ่มที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญคราวนี้ และก็ไม่มีตุลาการหน้าไหนออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญ 2540 แต่กลับยินดีปรีดาไป กับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่คลอดมาจากมดลูกของคณะรัฐประหาร และยัดเยียดให้กับสังคมไทยในเดือนสิงหาคม 2550
จึงเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากเป็นเพราะพวกเขาได้ประโยชน์แห่งความเป็นอำมาตย์ในนามของตุลาการที่มี อำนาจชี้เป็นชี้ตายในชะตากรรมการเมืองไทย พวกเขาทั้งหลายถึงกับยอมสูญเสียต้นทุนทางสังคมในฐานะผู้ที่ต้องวางตัวเป็น กลาง และผดุงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ชนในสังคมอันมากล้นด้วย เกียรติยศ และผลประโยชน์ส่วนตน
พวกเขาอ้าปากก็เห็นไส้เป็นขด ๆ ของการแสดงตนออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 จนเกินความงาม ความพอดีในอำนาจตุลาการ เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ไปให้ฝ่ายตุลาการซึ่งไม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับภาค ประชาชนมีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสภาจำนวนกึ่งหนึ่ง (มาตรา 113) และยังเป็นผู้แต่งตั้งองค์กรอิสระ (มาตรา 229, 243, 246ฯลฯ )ไว้คอยกำกับควบคุมฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ โครงสร้างเช่นนี้เป็นการดึงอำนาจฝ่ายตุลาการให้มาก้าวก่ายการเมือง – การปกครอง จนสูญเสียหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตยไปหมดสิ้น
ทั้งๆ ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย จะต้องเปิดกว้างให้มีสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นกันเต็มที่ ซึ่งอาจจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับระบอบการปกครองแบบเดิม หรืออาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปได้ เพราะความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดในสังคมเช่นนี้ คือพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าของสังคมไทย
การที่พรรคการเมืองเสียงข้างน้อยออกมาล็อคสเป็คกันล่วงหน้าด้วยการห้าม ไม่ให้มีการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ โดยที่พรรคการเมืองเสียงข้างมากคล้อยตามการล็อคสเป็คของเสียงข้างน้อยกัน อย่างง่ายดาย นี่เป็นความบัดซบของสภาผู้แทนราษฎรที่มีแต่นักการเมืองขลาดเขลา และสิ้นไร้ไม้ตอก เพราะในระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพกันอย่างเต็มที่ในการแสดง ความคิดเห็นในทุกเรื่อง ทุกประเด็น โดยปราศจากข้อจำกัดใด ๆ มาปิดกั้น
สังคมประเทืองปัญญาย่อมยินดีที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มีความกระตือรือร้นต่อการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์ มีการโต้แย้งวิวาทะ หลากหลายความคิด อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจร่วมกัน และนำมาสู่ความปรองดองในสังคมได้ในที่สุด
มีแต่สังคมมืดบอดทางปัญญาแบบไทยเราที่มีข้อกำหนดห้ามแก้ไข ห้ามแตะต้อง ห้ามทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ห้ามทำโน้น ห้ามทำนี่ สังคมแบบนี้ต้องการให้ประชาชนโง่เขลาว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังและคล้อยตามระบอบการปกครองของพวกเขา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนจำพวกต้มตุ๋น กะล่อน และจอมโจรสารพัดความชั่วที่เกาะกินอยู่ในโครงสร้างการเมืองสาระยำอยู่ในทุก วันนี้

บทบาทของสภาคณาจารย์และข้าราชการต่อการเคลื่อนไหวของพนักงาน: กรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ

ที่มา ประชาไท


ชนะชัย บุญเพิ่ม
กรรมการสภาคณาจารย์ และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ชื่อเรื่องเดิม:  บทบาทของสภาคณาจารย์และข้าราชการต่อการส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนไหวของ เครือข่ายพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา: กรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ



กรณีการเคลื่อนไหวของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศผ่านเครือข่าย สังคมออนไลน์ (Facebook) ที่ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน กว่า 9,000 คน เพื่อทวงถามสิทธิ และสวัสดิการต่อรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้ปรากฏตัวตนในระบบการทำงานถึงแม้จะ มีสถานะเป็นถึงอาจารย์ และบุคลากร ทำงานในมหาวิทยาลัย ที่ทำการสอน การวิจัย และบริการวิชาการ ตามหน้าที่ทุกประการ เนื่องพนักงาน ฯ ได้รับผลกระทบจากการประกาศขึ้นเงินเดือนแก่ข้าราชการตามมติคณะรัฐมนตรี มกราคม พ.ศ. 2555 ที่ไม่ครอบคลุม ถึงพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ที่ปรากฏตัวตนตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่ 2  พ.ศ 2551 เพียงน้อยนิดในมาตรา 3 ที่ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า “พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา” ระหว่างบทนิยามคำว่า“ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” และคำว่า “สภาสถาบันอุดมศึกษา” ในมาตรา  4แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาพ.ศ.2547 “ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา” หมายความว่าบุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของ สถาบันอุดมศึกษา”  มิหนำซ้ำ ยังขังตายความก้าวหน้าของพนักงาน ด้วยหมวด 9 มาตรา 65/1 กล่าวว่าการกำหนดตำแหน่งระบบการจ้างการบรรจุและการแต่งตั้งอัตราค่าจ้างและ ค่าตอบแทนเงินเพิ่มและสวัสดิการการเลื่อนตำแหน่งการเปลี่ยนและการโอนย้าย ตำแหน่งการลาจรรยาบรรณวินัยและการรักษาวินัยการดำเนินการทางวินัยการออกจาก งานการอุทธรณ์และการร้องทุกข์และการอื่นที่เกี่ยวกับการบริหารงาน บุคคลของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นไปตามข้อบังคับของสภาสถาบันอุดม ศึกษา ที่สภาแต่ละสถาบันก็ออกข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคล ด้วยการได้มาซึ่งกรรมการรบริหารงานบุคลสำรับพนักงานมหาวิทยาลัย (ก.บ.ม.) มาทำหน้าที่ออกประกาศ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคลสำหรับพนักงานทั้งหมด
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 กำหนดให้สภาคณาจารย์และข้าราชการมีหน้าที่ ดังนี้ 1) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในกิจการของมหาวิทยาลัย และการพัฒนามหาวิทยาลัยต่ออธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัย, 2) แสวงหาแนวทางร่วมกันเพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์ และข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่แห่งจรรยาบรรณวิชาชีพ, 3) พิทักษ์ผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่อธิการบดีมอบ หมาย, 4) เรียกประชุมคณาจารย์และข้าราชการเพื่อพิจารณากิจกรรมของมหาวิทยาลัย และนำเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย เมื่อตีความหน้าที่ของสภา ฯ ตาม พ.ร.บ. แล้วจะเห็นว่าสภาฯ มีอำนาจเต็มในการปกป้องส่งเสริม เพื่อหาแนวทางพัฒนาศักยภาพของคณาจารย์และข้าราชการ ภายในมหาวิทยาลัย องค์กรสภาฯ ประกอบไปด้วยกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งมาจาก หน่วยงานระดับคณะ, ศูนย์ สำนัก และสถาบัน หากพิจารณาถึงบทบาทของสภาฯ ต่อการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ฯ ในปัจจุบันนั้นพบว่ายังมีบทบาทน้อยมากต่อการชี้นำ ช่วยเหลือ และส่งเสริมศักยภาพของพนักงาน ฯ ภายในองค์กรให้ได้รับรู้รับทราบถึงสิทธิและสวัสดิการเกื้อกูล ผลประโยชน์ที่พึงได้รับจากองค์กรนายจ้าง
การผลักดันสิทธิและสวัสดิการเกื้อกูล ที่ดีให้บังเกิดต่อพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นหน้าที่อันสมบูรณ์ตาม พ.ร.บ. ที่สภา ฯ พึงปฏิบัติ โดยสภาฯต้องสร้างกระบวนการช่วยเหลือ ส่งเสริม และผลักดันด้วยมติประชาคม (การเรียกประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาคม) การเรียกร้องผ่านตัวแทน (ประธานสภาฯต้องทำหน้าที่เรียกร้องผ่านการประชุมสภามหาวิทยาลัย) การนำเสนอปัญหาต่ออธิการบดี ร่วมหาทางออกที่เป็นธรรมแก่องค์กรและพนักงานทั้งมวล เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ต่อมวลหมู่พนักงาน อันจะส่งผลประโยชน์และประสิทธิภาพต่อองค์กรเป็นสำคัญ
สรุปองค์กรสภาคณาจารย์และข้าราชการนับเป็นองค์กรที่มีความใกล้ชิดกับ ชีวิตและความเป็นอยู่ของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นบุคลกรที่มีความ สำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาของประเทศ หากยังคงเพิกเฉยต่อกระบวนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายพนักงานในสถาบันอุดม ศึกษา ก็นับว่าสภาตีความหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คลาดเคลื่อนดังนั้นจึงขอถือโอกาสนี้เรียกร้องมายังสภา ฯ และกรรมการสภาคณาจารย์ และข้าราชการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ให้ร่วมกันส่งเสริมกระบวนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายบนพื้นฐานความถูกต้อง เพื่อกอบกู้วิกฤตแห่งการอุดมศึกษา เนื่องจากพนักงานทั้งหลายอยู่ภายใต้ความสิ้นหวังต่อระบบที่ไร้เสถียรภาพ ขาดความมั่นคง ในชีวิตการทำงาน เช่นในสภาพปัจจุบัน...
โปรดช่วยกันครับเพื่อประเทศชาติที่เราพร่ำบอกว่ารักเสมอมา...

ปิยบุตร แสงกนกกุล: Coup d'Etat 2.0 กระแสรัฐประหารรูปแบบใหม่ภายใต้การอ้างนิติรัฐ

ที่มา ประชาไท

 

 รัฐประหารโดยรัฐธรรมนูญ - รัฐประหารโดยศาล กำลังเป็นที่นิยมในหลายประเทศ ตลอดเดือนที่ผ่านมา ศาลแสดงบทบาทมาก ตั้งแต่ อียิปต์, ปากีสถาน, ปารากวัย, "ราชอาณาจักร" ไทย เมื่อสักครู่อ่านจาก หนังสือพิมพ์ฝรั่ง เขาตั้งชื่อว่า รัฐประหารในลักษณะนี้เป็น "Coup d'Etat 2.0" ภายหลังจาก Coup d'Etat โดยทหาร ล้าสมัยและสังคมโลกไม่อาจยอมรับได้
Coup d'Etat โดยศาล กล่าวอ้างความชอบธรรมได้เสมอ เพราะกระทำในนาม "กฎหมาย" ทำให้อำนาจดิบเถื่อนกลายเป็นสิ่งชอบธรรมและดู Rational มากขึ้น
เมื่อนิติรัฐเบ่งบานไปทั่วโลก หากศาลในประเทศไหนวิปริต คิดก่อการ Coup d'Etat ก็จะกระทำลงไปได้สะดวกขึ้น โดยอ้างความจำเป็นของการมีศาลในการควบคุมตรวจสอบตาม "นิติรัฐ"
นานาอารยประเทศจะไม่เข้ามาแทรกแซง กดดัน วิพากษ์วิจารณ์ เพราะ เป็นเรื่องระบบรัฐธรรมนูญภายในของแต่ละประเทศ และไม่ได้ใช้กำลังทางกายภาพที่แสดงออกอย่างประจักษ์ชัดถึงความรุนแรง และอย่างน้อยที่สุด ดีๆชั่วๆ มันก็มาในนาม "กฎหมาย"
นี่เป็นอันตราย และเป็นศักยภาพล่าสุดของ "Coup d'Etat 2.0"
What is to be done?
กับดักที่ทำให้ต้านรัฐประหารโดยศาลทำได้ยาก – ความเห็นต่างไม่มีผลทางกฎหมาย
อิทธิฤทธิ์ของ "Coup d'Etat 2.0" รัฐประหารโดยศาล อีกประการหนึ่ง คือ เขาจะผลักให้บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาล บุคคลที่เห็นว่าการตัดสินของศาลเป็น "รัฐประหารโดยศาล" ไปว่า "นี่เป็นความเห็นแตกต่างกัน คุณไม่เห็นด้วยก็เป็นการใช้เสรีภาพ แต่สุดท้าย ศาลตัดสินแล้วต้องเคารพ ไม่งั้นบ้านเมืองอยู่ไม่ได้"
วิธีการต่อต้านกับ "Coup d'Etat 2.0" รัฐประหารโดยศาล ที่ส่งผลพอฟัดพอเหวี่ยง และอาจต้านสำเร็จ มีเพียงประการเดียว คือ องค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ ต้องใช้อำนาจที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญ เข้าไปจัดการกับ "รัฐประหารโดยศาล" นั้น
เพราะ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญเข้าไป "กำจัด" ผลิตผลที่ศาลผลิตขึ้น นี่เป็นการทำตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญให้ เหมือนกับที่ศาลก็อ้างแบบนี้
การให้บุคคลภายนอกวิจารณ์พวกเขาก็จะไม่ส่งผลทางกฎหมาย เพราะ พวกเขาจะโยนไปว่า "นี่เป็นความเห็นต่าง"
การให้ประชาชนออกไปชุมนุม ก็ไม่ส่งผลทางกฎหมาย พวกเขาจะโยนไปว่า "นี่คือการคุกคามศาล"
การเข้าชื่อถอดถอนศาล ก็สำเร็จได้ยาก เพราะ ผู้มีอำนาจถอดถอน อาจเป็นกลไกเดียวกับพวกเขา
ดังนั้น มีอยู่เพียงประการเดียว คือ องค์กรผู้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้ ใช้กลไกต่างๆที่รัฐธรรมนูญมอบให้ เข้าไป "จัดการ" รัฐประหารของศาลเสีย
นี่เป็นการใช้อำนาจปะทะอำนาจ ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพ ถ้าศาลไม่ใช้อำนาจออกนอกแถวมาก่อน ก็จะไม่มีการใช้อำนาจโต้กลับไป
พลังของตัวบทอยู่ที่การตีความ และการตีความอยู่ภายใต้การ “บีบ” ให้ผู้ตีความยับยั้งชั่งใจ
ขออนุญาตนำทฤษฎีของ Michel Troper มากล่าวซ้ำอีกครั้ง ความคิดของ Troper คร่าวๆ คือ เขาสร้างทฤษฎี Théorie réaliste de l'interprétation ขึ้นมา เพื่อบอกว่า ตัวบทที่ผลิตออกมาโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเพียงตัวบทเท่านั้น แต่ตัวบทจะกลายเป็น Norme ทางกฎหมาย มีพลังทางกฎหมายได้ ก็เพราะมีการตีความตัวบทนั้น ดังนั้น องค์กรผู้มีอำนาจตีความกฎหมายจึงเป็นคนกำหนด Norme คนร่าง กฎหมายไม่ได้เป็นคนกำหนด Norme
องค์กรผู้มีอำนาจตีความกฎหมายไม่จำเป็นต้องเป็นศาลเท่านั้น ประธานาธิบดีก็ตีความได้ นายกรัฐมนตรีก็ตีความได้ รัฐสภาก็ตีความได้ องค์กรผู้ใช้กฎหมายทั้งหลายก็ตีความได้
ปัญหาตามมาคือ เราจะมีวิธีถ่วงดุลองค์กรผู้ตีความ กฎหมายได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งตีความรัฐธรรมนูญ แล้วมีผลผูกพัน
นี่คือปัญหาพื้นฐานในการออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญเลย จะเห็นได้ว่า ประเทศที่มีศาลรัฐธรรมนูญเขาจะตีกรอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้น้อย และกำหนดให้ชัดเจนมากว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจได้อย่างจำกัด ตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจที่มีเสถียรภาพและสมดุล ฝ่ายการเมืองก็อาจโต้ศาลรัฐธรรมนูญได้ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 190 เติมคำว่า "อาจจะ" รัฐสภาก็อาจแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือ ศาลรัฐธรรมนูญอาศัย "ช่อง" ไปตรวจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็อาจแก้รัฐธรรมนูญกำหนดให้ชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจในเรื่องดังกล่าว เป็นต้น
Troper บอกว่า ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ยังต้องมี Théorie des contraintes juridiques ควบคู่ไปด้วย เขาพยายามหาคำตอบว่า แล้วทำไม องค์กรผู้ตีความกฎหมายถึงตีความไปในทางนี้ ทำไมตีความไปทางนั้น
ปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนสร้าง contraintes มีทั้งปัจจัยที่ไม่ใช่กฎหมายเช่น Ideology (อุดมการณ์) การฝึกฝนการเรียนรู้ของผู้พิพากษาตั้งแต่วัยเยาว์ และปัจจัยทางกฎหมาย เช่น การรักษาดุลยภาพของอำนาจ การจำกัดอำนาจการตีความของตนเอง
ทฤษฎี contraintes juridiques มุ่งสนใจแต่ส่วนหลัง เพราะ อยู่ในวงของวิชานิติศาสตร์  ส่วน contraintes ที่ไม่ใช่ทางกฎหมายนั้น สำนักกฎหมายเรียลิสม์ ของอเมริกาสนใจเป็นพิเศษ
Théorie des contraintes juridiques เข้ามา "บีบ" ให้องค์กรผู้มีอำนาจตีความได้ "ยับยั้งชั่งใจ" ก่อนตัดสินใจว่าจะตีความไปแบบใด โดยทั่วไปแล้ว contraintes juridiques ที่มีประสิทธิภาพ คือ การแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพ เช่น หากองค์กร ก. ตีความแบบนี้ จนไปล้ำแดนขององค์กร ข. องค์กร ข. อาจใช้อำนาจโต้ได้ ซึ่งองค์กร ก. คำนวณแล้ว เกรงอันตราย ก็เลยเปลี่ยนใจไม่ตีความแบบนั้น เป็นต้น
แต่ถ้า "บีบ" ไม่สำเร็จ เช่น ศาล รธน ตีความ "บิดผัน-ล้ำแดน" ออกมาชัดเจน องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับผลกระทบ ย่อมใช้อำนาจของตน "ตอบโต้" กลับไป
อย่างไรก็ตาม Théorie des contraintes juridiques ของ Michel Troper อาจยิ่งซับซ้อนมากขึ้น ใน "ราชอาณาจักร" ไทย
ศาลรัฐธรรมนูญ "บิดผัน-ล้ำแดน" เพราะไม่เกรงกลัวต่อ contraintes juridiques ใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากตนเองมี ซูเปอร์ contraintes พอกระทำการใดๆออกมา รัฐสภากลับไม่กล้าสู้ ใช้อำนาจ "โต้" กลับไป เพราะ เป็นรัฐสภาต่างหากที่เกรงกลัว "ซูเปอร์ contraintes"
ส่วน "ซูเปอร์ contraintes" คืออะไร ท่านพิจารณากันเอาเอง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/07/55 ผลงานโดดเด่นของเค้า.....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน



โดดเด่นของเค้า.....

คนโหดเหิ้ยม ใจดำ อำมหิต
หลายชีวิต มันสั่งฆ่า อย่างบ้าคลั่ง
ฆาตกร วิปริต อนิจจัง
ความชั่วยัง ติดตรึงตา ประชาชน....


สมชื่อพวก หน้าด้าน ค้านทุกเรื่อง
สร้างขุ่นเคือง คณานับ ให้สับสน
ต้าน พ.ร.บ.ปรองดอง สนองตน
แถมวกวน ต้านแก้ รัฐธรรมนูญ....


ขวางโครงการ นาซ่า บ้าไม่เลือก
ยังคิดเสือก ขัดแข้งขา พาสิ้นสูญ
มิใช่แค่ เดินหน้า พาถ่วงดุล
สิ่งว้าวุ่น ที่แท้บ่วง ถ่วงความเจริญ....


ผลงานโฉด โดดเด่น เห็นกันทั่ว
ล้านเรื่องชั่ว ชี้ชัด ไม่ขัดเขิน
หวังทำลาย ประเทศไทย ให้ยับเยิน
มันยากเกิน ใครแลเหลียว มาเยียวยา....


หยุดทำลาย ประเทศชาติ ให้ขาดวิ่น
หยุดตีกิน ด้วยวาทกรรม ที่ต่ำช้า
หยุดใส่ร้าย สร้างกลลวง ภาพลวงตา
หยุดเสียที เรื่องมารยา บ้าน้ำลาย....


๓ บลา / ๒ ก.ค.๕๕

สมศักดิ์ เจียมฯ ประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า: จะมีรัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือไม่?

ที่มา Thai E-News

 โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
2 กรกฎาคม 2555

เมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนนักวิชาการ/แอ๊คติวิสต์ รวมแล้วประมาณ 9 คน - 10 คน (ผมระบุเวลาและจำนวนคนที่คุย เพื่อผู้อ่านจะได้ชั่งน้ำหนักได้ว่า เรื่องที่เล่ามีคนเห็นเช่นนี้กี่คนที่ผมคุยด้วย และเมื่อไร)

ข้างล่างนี้เป็นการสรุปให้ฟังว่า เพื่อนๆเหล่านั้นประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร และผมเองประเมินอย่างไร ซึ่งการประเมินของผม จะแตกต่างออกไปอยู่บ้าง กับความเห็นของเพื่อนส่วนใหญ๋ที่ผมได้คุยมา

พูดแบบสรุปรวบยอดแต่แรกได้คือ เกือบทุกคนที่ผมคุยด้วย มองสถานการณ์ในลักษณะหนักหน่วงอยู่ คือ มองในลักษณะจะมีการรัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขณะที่ผมเอง มองในลักษณะที่ไม่ถึงขั้นนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า คนที่ผมคุยด้วยมองในลักษณะ worst case scenario (ฉากที่จะเป็นไปได้ที่แย่ที่สุด) ขณะที่ผมประเมินต่ำกว่านั้น

(1) แทบทุกคนที่ผมคุยด้วย มองว่า การออกมาของ ศาล รธน. เรื่อง ม.68 (ซึ่งเป็นอะไรที่ขัดกับกฎหมายอย่างชัดแจ้งมากๆ) การออกมาของ ปปช ของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมไปถึงเรื่องอย่างการจะถอนประกันจตุพร ฯลฯ เป็นอะไรที่ไม่ใช่บังเอิญ หรือเกิดขึ้นแบบไม่เป็นระบบ

แต่เป็นการ "สั่งการ" และทำอย่างมีระบบ โดยมีเป้าหมายแน่ชัดทีต้องการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เพื่อนหลายคนเสนอว่า บทบาทของคนระดับ วสันต์ จรัญ ศรีราชา หรือบรรดาคนที่ไม่มีตำแหน่ง แต่ใกล้ชิดพวกนี้ อย่างสุรพล หรือ สมคิด

คงเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ บังเอิญ ทำกันไปเอง แต่ต้องมีคนระดับเปรม เป็นอย่างน้อย สั่งการ หรือประสานให้เป็น

หลายคนที่ผมคุย ให้ความสำคัญกับเรื่องอย่าง "การแต่งตัวแปลกๆ" ของ "บางคน" (เฉพาะเรื่องนี้ ผมยอมรับว่า น่าสนใจเหมือนกัน แต่ผมหาคำอธิบายไม่ได้ และอาจจะไม่ถึงกับ "อ่าน" ว่า เป็นอะไรที่ซีเรียส แบบหลายๆคน)

ในส่วนผมเอง ออกจะมองในทางที่ว่า ที่มีการออกๆมา (ของ ศาล, ปปช. ฯลฯ) เป็นไปได้ที่จะเป็นเรื่อง "คนเหล่านี้ทำเอง" โดยไม่ได้รับ "ใบสั่ง" หรือการประสานงานจากระดับสูงกว่านั้น (เช่น เปรม ฯลฯ)

(2) เฉพาะหน้า เพื่อนเกือบทุกคนมองว่า ศาล รธน. คงมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ รธน.ทั้งฉบับ เป็นการผิดมาตรา 68 ดังนั้น จึงทำไม่ได้

แต่การตัดสินเช่นนี้ คงไม่ใช่ตัดสินทีเดียวในวันเดียว พร้อมกันไปด้วยว่า ต้องยุบพรรค หรือตัดสิทธิ์การเมือง สส. พรรคเพื่อไทย

แต่จะเป็นจุดทีนำไปสู่ การเดินเรื่องยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมืองต่อไปทันที พูดง่ายๆ คือ หลังจากวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว "ฝ่ายนั้น" ก็จะ "เดินหน้า" ต่อทันที เพื่อนำไปสู่การล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ตัวยิ่งลักษณ์ จะไม่ได้ผลกระทบจากการยุบพรรค แต่ยิ่งลักษณ์ มีกรณีค้างอยู่กับ ปปช เรือ่งซุกหุ้น ที่เพือนบางคนเสนอว่า อาจจะเป็นช่องทางนี้ ที่ใช้ในการเอายิ่งลักษณ์ออก

หรือไม่ก็อาจจะในฐานะยิ่งลักษณ์ เป็น สส. และรวมทั้ง สส.เพื่อไทย คนอื่น ที่เสนอเรื่อง แก้ รธน. จะโดนเล่นงานให้หมดสิทธิ์ หมดสถานภาพไป

แต่ไม่วาวิธีไหน เพื่อนแทบทุกคนมองว่า นี่เป็นการ "เอาจริง" ของ "อีกฝ่าย" ที่มีเป้าต้องการ รัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ เหมือนกับกรณี รบ.สมัคร-สมชาย

(3) ผมเองประเมินในลักษณะต่ำกว่าที่เพื่อนส่วนใหญ๋ที่คุยด้วย ประเมินในข้อ (2)

คือผมเห็นด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่คำตัดสินศาล รธน. จะออกมาว่า รัฐบาลทำผิดมาตรา 68 และดังนั้น การแก้ รธน.ทั้งฉบับทำไม่ได้

แต่ผมก็ยังเผื่อถึงระดับว่า อาจจะออกมาว่า ไม่ผิด ม.68 ก็ได้ และการแก้ รธน. ก็ "เดินหน้า" ไปได้ (แต่ความเป็นไปได้นี้ อาจจะน้อย)

แต่ทีสำคัญ ผมไม่มองถึงขั้นว่า กระบวนการ "เบรค" การร่าง รธน.ใหม่ของ ศาล รธน. นี้ เป็นส่วนหนึงของแผนการที่จะนำไปสู่การล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ได้ เหมือนกรณี สมัคร-สมชาย

เหตุที่ผมประเมินต่ำกว่าเพื่อนส่วนใหญ่ เพราะผมมองว่า มี 2 ปัจจัย ที่ทำให้การทำถึงระดับนั้น (รัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์) เป็นทีเรื่องที่ "ฝ่ายนั้น" ไม่น่าจะเสี่ยงทำได้ คือ

(ก) การล้มรัฐบาลของฝ่ายทักษิณ ที่ชนะการเลือกตั้ง ด้วยวิธีเดียวกัน ถึง 2 ครั้ง เป็นเรื่องทีจะเสี่ยหายทางสากล มาก แม้การรัฐประหารตุลาการ จะมี "ภาพลักษณ์" ที่ดีกว่า การใช้รถถัง แต่การทำแบบนี้ 2 ครั้ง คือ ทุกครั้ง ที่ ฝ่ายทักษิณชนะเลือกตั้ง เป็นอะไรที่ออกจะมากเกินไป การชนะเลือกตั้งครั้งนี้ของฝ่ายทักษิณ ก็เป็นการชนะ ที่มากกว่าครั้ง สมัคร คือได้เสี่ยงกว่าครึ่งสภา พูดง่ายๆคือ ประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคฝ่ายนี้ การจะล้ม แม้ด้วยวิธีตุลาการ ก็ยังจะเป็นเรือ่งที่เสียหายมากในสากล

(ข) แต่เหตุผลสำคัญที่สุด ที่ผมยังประเมินว่า "ฝ่ายนั้น" จะไม่กล้า ทำถึงขั้น รัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็คือ ปัญหา "เสื้อแดง"

คือถ้ามีการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหมือนกับที่ทำกับ สมัคร-สมชาย ผมว่า การระดมเสื้อแดงคราวนี้ จะนำไปสู่การปะทะใหญ่โต ยิ่งกว่าปี 2552-2553 มาก ชนิดที่ ฝ่ายเสื้อแดง จะไม่ยอมมากยิ่งกว่าครั้งที่แล้ว (เพราะทำซ้ำกันถึง 2 หน คือ ชนิดทีเรียกว่า ไม่ยอมรับการเลือกตั้งชนะของฝ่ายนี้เลย)

ถ้ามีการรัฐประหารตุลาการ ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โอกาสจะเกิดการปะทะชนิด เสียงต่อการ ทำให้ "ทั้งระบบ พัง" สูงมากๆ

"สถานะ" ของ "บางคน" ถ้ามีการรัฐประหารตุลาการล้มรัฐบาลเลือกตั้งอีก จะเสียงมากๆ ทีจะ "ไมเหลือ" อะไร

แต่เพื่อนบางคนกลับแย้งผมว่า อันที่จริง เขามองว่า "ฝ่ายนั้น" ต้องการให้มีการ "ปะทะ" หรือต้องการให้เสื้อแดง "ออกมา" ด้วยซ้ำ จากการรัฐประหารตุลาการ ทีจะเกิดขึ้น เพื่อทีจะได้ "จัดการทีเดียว" พูดง่ายๆ คือ การรัฐประหารตุลาการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะไม่ใช่เกิดขึ้นลอย แต่เป็น่สวนหนึงของการ "กวาดล้าง" เสื้อแดง ไปในคราวเดียวกันเลย

(3) มีประเด็นรายละเอียด ที่ผมประเมินต่างออกไป และเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่คิดว่า การรัฐประหารตุลาการ อีกครั้ง (เหมือนปี 2551) ไม่น่าจะทำได้ คือ

ถ้ามีการรัฐประหารตุลาการอีก แล้วเอาอภิสิทธิ์ ขึ้นมาเป็นนายกฯ อีก จะ "เสียหมา" มากๆ คือ มันจะโจ่งแจ้งมากๆ ต่อสายตาชาวโลก ว่า "ฝ่ายนั้น" (และ "คนบงการ" ของ "ฝ่ายนั้น") หัวเด็ดตีนขาด ก็ไม่ยอมแม้แตจะให้ ฝ่ายทักษิณชนะเลือกตั้ง ตั้งรัฐบาล คือ ทุกครั้ง ทีชนะเล่ือกตั้ง ตั้งรัฐบาล ก็จะต้องเอาลงด้วยวิธีนี้ และเอาอภิสิทธิ์มาเป็นแทนซ้ำอีก

แต่เพื่อนส่วนใหญ๋ที่คุย กลับมองว่า การรัฐประหารตุลาการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่จะเกิดขึ้น (และการกวาดล้างเสื้อแดงที่ประกอบกัน) จะไม่นำไปสู่การตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์อีก แต่จะนำไปสู่การตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้นมา

(ในแง่เทคนิคกฎหมาย เพื่อนที่มองแบบนี้ เห็นว่า "ฝ่ายนั้น" สามารถทำได้ โดยการให้มีการ "งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา" เรื่อง การเลือกนายกฯ)

(4) ทำไมเพื่อนส่วนใหญ๋ที่ผมคุยด้วย จึงประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าหรือวิกฤติทีกำลังก่อรูปขึ้น ในลักษณะรุนแรงระดับนี้?

เพื่อนๆมองว่า เพราะ "อีกฝ่าย" ต้องการจะ "ควบคุม" (sucure) สถานการณ์ เพื่อรับเรื่อง "การเปลียนผ่าน"

ผมเองก็มองว่า ถ้ามีการ "เปลี่ยนผ่าน" สถานการณ์จะมีลักษณะตึงเครียด วิกฤติพอสมควร และอาจถึงขั้น มีรัฐประหารในรูปแบบใดรูปแบบหนึง (อาจจะถึงขั้นรัฐประหารด้วยรถถัง) เพื่อ secure สถานการณ์ไว้ ในระหว่างการ "เปลี่ยนผ่าน"

แต่โดยรวม ผมยังมองว่า "ยังไม่ถึงเวลา" หรือ ยังไม่ถึงสถานการณ์แบบนั้น ในขณะนี้

โดยรวม ผมมองในลักษณะที่ว่า สิ่งที่ "ฝ่ายนั้น" ต้องการ หรือจะทำในปัจจุบัน คือ การรักษา status quo (สถานภาพเดิม) ที่มีอยู่ ใต้รัฐธรรมนูญ 50 นี้ไว้

คือ ฝ่ายทักษิณ เลือกตั้งชนะได้ ตั้งรัฐบาลได้ ก็ปล่อยไป ให้บริหารประเทศ ในเรื่องปากท้อง และเรื่องอื่นๆ ไป แต่ห้าม "แตะ" โครงสร้างการเมือง ที่สร้างขึ้นโดย รธน.50 นี้ (ดังนั้น จึงต้อง "บล็อก" การร่าง รธน.ใหม่)

แต่ผมยังมองในลักษณะทีว่า พวกนั้น ไม่กล้าจะทำมากกว่านี้ คือ ไม่กล้าจะถึงขั้นทำรัฐประหารตุลาการซ้ำอีก ด้วยเหตุผลสำคัญ ที่กล่าวในข้อ (ข) ข้างต้น คือ ถ้าทำอีก จะเสี่ยงต่อการ "พังทั้งระบบ" สูงมากๆ

ผมอาจจะ (และเพื่อนหลายคนทีคุยด้วย คงมองว่า ผม) "ประเมินความฉลาดของอีกฝ่ายสูงเกินไป" คือ คิดว่า พวกนั้น ควรจะมีสติพอจะรู้ว่า ถ้าทำถึงขั้นรัฐประหารตุลาการล้มยิ่งลักษณ์ (เหมือนที่ทำในปี 2551) จะมีสิทธิ์นำมาซึงผลร้ายอันไม่คาดคิด ต่อสถานภาพของฝ่ายนั้นเองได้

(เพื่อนบางคนมองว่า ฝ่ายนั้น คิดอะไรอย่างไม่มีสติ ไม่มีเหตุผลสูงมาก อย่างกรณี ศาล รธน. มาตรา 68 ก็ทำทั้งๆที่ ไม่มีเหตุผลทางกฎหมายให้ทำได้เลย)



........................

ท่านผู้อ่านก็ลองประเมินดูด้วยตัวเอง และชังน้ำหนัก ความเห็นต่างๆ ที่ผมสรุปมาข้างต้นตามสะดวก

ดูข้อมูลประกอบเพิ่มเติมเรื่องศาล รธน.



Sunday, July 1, 2012

"จาตุรนต์"เห็นด้วยถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง

ที่มา Voice TV



รายการข่าว Voice News ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 (19.00 20.00 น.)

-  "จาตุรนต์"เห็นด้วยถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
- "อภิสิทธิ์" ส่งคำให้การศาลรธน.พรุ่งนี้
- เม็กซิโกเตรียมเลือกตั้งปธน.

 "จาตุรนต์"เห็นด้วยถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
อดีตรักษาการ หัวหน้าพรรคไทยรักไทย เห็นด้วยกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอให้มีการถอนร่าง พ.ร.บ. ปรองดองทั้ง 4 ฉบับออกไปจากวาระการประชุม  เกรงจะสร้างความขัดแย้งในสังคมเพิ่มขึ้น

"อภิสิทธิ์" ส่งคำให้การศาลรธน.พรุ่งนี้
หัวหน้าประชาธิปัตย์ เตรียมส่งบันทึกให้การ กรณีคำร้องการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือไม่ ต่อศาลรัฐธรรมนูญพรุ่งนี้ พร้อมระบุแผนเลือก ส.ส.ร.ทำคนมีอำนาจกุมเสียงข้างมากได้

เม็กซิโกเตรียมเลือกตั้งปธน.
ชาวเม็กซิโกเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันนี้ ท่ามกลางรายงานการทุจริตเลือกตั้งและการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างกว้างขวาง

1 กรกฎาคม 2555 เวลา 20:02 น.

'โอ๊ค' จัดทัวร์พาแฟนเพจพบ 'ทักษิณ'

ที่มา Voice TV

 'โอ๊ค' จัดทัวร์พาแฟนเพจพบ 'ทักษิณ'


นายพานทองแท้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กจัดทัวร์พาแฟนเพจ"เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" 

นายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับรายละเอียดจัดทัวร์พาแฟนเพจ"เยี่ยมคนแดน ไกล ให้หายคิดถึง" โดยระบุว่า มีข่าวดีมาฝากแฟนเพจทุกท่านครับ
 
จำที่ผมโพสต์ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มั๊ยครับที่บอกว่า ทีมงานของผมแนะนำให้จัดทัวร์
"เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" และผมก็บอกว่าจะไปขออนุญาตคุณพ่อก่อนแล้วจะเรียนให้ทุกท่าน ทราบเมื่อวานนี้ผมได้คุยกับคุณพ่อเกี่ยวกับเรื่องเฟสบุ๊คของผม แล้วก็เลยมาเข้าเรื่องที่ทีมงานเสนอให้จัดทัวร์ไปเยี่ยมคุณพ่อ 
 
 
คุณพ่อผมตอบกลับมาทันทีเลยว่า "ยินดีต้อนรับแฟนเพจของลูก" ครับ
 
 
(เอ่อ....บรรดาแฟนเพจ "พานทองเก๊" "พานทองเทียม" ฯลฯ ไม่เกี่ยวนะครับ ของแท้ต้อง
http://www.facebook.com/oakpanthongtae?ref=ts 
เท่านั้นครับ)
 
 
แถมคุณพ่อยังบอกอีกครับว่า "ถ้าโอ๊คจะชวนแฟนเพจมาเยี่ยมพ่อ โอ๊คก็ต้องเป็นเจ้าภาพเอง" (งานเข้าทันทีครับพี่น้อง)แถมคุณพ่อยังให้เหตุผลต่อไปอีกว่า คนเค้ารักเราชอบเราถึงได้มา"กดไลค์"เป็น"แฟนเพจ"เรา เวลาใครมาว่าร้ายหรือคิดไม่ดีกับเราเขาก็เป็นเดือดเป็นแค้นไปกับเรา เราพูดอะไรไปเขาก็ส่งต่อ(share)ให้เรา ดังนั้นแฟนเพจจึงเหมือนกับผู้ที่มีบุญคุณกับเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องดูแลและตอบแทนบุญคุณนั้น ( อิอิ....รู้ได้ไง....แปลว่าคุณพ่อก็แอบตามเฟสบุ๊คผมอยู่ด้วยหรือป่าวครับ) 
 
 
ผมแอบคิดในใจครับว่า "แฟนเพจผมก็คือแฟนคลับพ่อทั้งนั้นแหละครับ" ผมเขียนเฟสบุ๊คอยู่นานเป็นปีมีแฟนเพจอยู่ หมื่นกว่าคน พอโดนนักการเมืองเข้ามาแขวะ ทำให้ตกกระไดพลอยโจนต้องเขียนโต้เท่านั้น ไม่ถึง2เดือนแฟนเพจเพิ่มขึ้นมาเป็น6หมื่นกว่าคน แล้วเรื่องการเมืองในเมืองไทยก็ไม่เห็นจะ "ก้าวข้ามทักษิณ" ได้สักที พอเขียนแตะเรื่องการเมืองปั๊บ ฝ่ายค้านตั้งแต่หัวแถวยันหางแถวก็โยงเข้า พ่อโอ๊คบ้าง พ่อพานทองแท้บ้าง ด่าพ่อล่อแม่กันทันที(ลองนึกดูซิครับ คุณพ่อผมไม่ได้อยู่เมืองไทยเกือบ6ปี มีวันไหนที่พวกเขาไม่พูดถึงมั่ง)
 
 
มาเข้าเรื่องเลยดีกว่านะครับสำหรับผู้ที่สนใจจะไป "เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" กับผมนั้น ผมจะพาไปโดย "ไม่คิดค่าใช้จ่าย" ครับ โดยจะจัดได้ครั้งละประมาณ 15-20คน ก็ขอเอาเป็นเวลาที่คุณพ่อเดินทางมาประเทศที่ใกล้ๆเช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งไม่ต้องขอวีซ่า เพราะเดี๋ยวจะโดนเหมือน "ให้นาซาใช้อู่ตะเภาเพื่อแลกวีซาอีก" เพียงขอให้ท่านมีพาสปอร์ตนะครับ ซึ่งครั้งต่อไปก็น่าจะประมาณอีก3-4อาทิตย์ ข้างหน้านี้ บุคคลที่จะได้รับเลือกให้ไปด้วยกัน คร่าวๆก็จะคัดมาจาก
 
1. แฟนเพจที่คอมเม้นท์แล้วเข้าตาทีมงาน ประมาณ3-5ท่าน 
 
2. แฟนเพจที่แชร์และส่งข่าวให้เพื่อนๆอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ท่าน
 
3. แฟนเพจที่เพื่อนแฟนเพจด้วยกันคอมเม้นท์เชียร์ให้เป็นตัวแทนไป3-5ท่าน
 
4. จับสลากจากแฟนเพจทั้งหมดอีก 5ท่าน
คร่าวๆประมาณนี้นะครับ
 
 
รายละเอียดต่างๆจะให้ทีมงานไปตระเตรียม และจะโพสต์ให้ทราบเร็วๆนี้ครับ
1 กรกฎาคม 2555 เวลา 19:20 น.

เพื่อไทยพบประชาชน ขอนแก่น และ ลานคนเมือง 30-6-2012

ที่มา speedhorse

















br />

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/06/55 ทักษิณกับเสื้อแดงผิดเต็มๆ เพราะผมป้ายให้เองกับมือ....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ใช้กลเกม คนอุบาทว์ ชาติสถุน
จึงหมกมุ่น แต่ครุ่นคิด ริษยา
ไอ้ฆาตกร ใจทราม นามจรกา
ใช้มารยา ย้อนยอก หลอกผู้คน.....


ทั้งโหดเหิ้ยม อำมหิต ผิดมนุษย์
มันยื้อยุด เลวระยำ ทำปี้ป่น
ใจสามานย์ สับปลับ สัปดน
อัปรีย์ชน ต่ำช้า สารเลว....


วางแผนชั่ว จ้องใส่ร้าย คอยป้ายสี
ตัวกาลี สร้างแตกแยก จนแหลกเหลว
กุเรื่องเท็จ ให้ร้อนรุ่ม สุมไฟเปลว
ดำดิ่งเหว ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย....


ชื่อทักษิณ กับเสื้อแดง แสลงนัก
มันยึกยัก สับสน จนหวั่นไหว
ทั้งป้ายสี ใส่ความ หยามน้ำใจ
ฝีมือใคร คิดชั่ว เป็นตัวมาร....


แยกคอกวัว ไล่เข่นฆ่า มาราชประสงค์
กี่ชีวิต ถูกปลิดปลง น่าสงสาร
คำตอแหล แสนเชย เผยสันดาน
ไอ้หน้าด้าน หน้าดำ ระยำคน....


๓ บลา / ๓๐ มิ.ย.๕๕