WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 5, 2012

Wednesday, July 4, 2012

ครั้งแรกในโลกศาลไทยรับไต่สวน เพียงเพราะ ''เดาเอาเอง''

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 4 กรกฎาคม 2555
 
วันนี้ (4 กรกฎาคม 2555) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับนายโภคิน พลกุล อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด และอดีตประธานรัฐสภา กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าสู่กระบวนการไต่สวนแก้รัฐธรรมนูญ ม.291 ตามที่มีผู้ร้องว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองหรือไม่
 
นายโภคิน กล่าวว่า ข้อกล่าวหาของผู้ร้องที่ระบุเป็นการแก้ไขทั้งฉบับนั้นไม่เป็นความจริง ที่ผ่านมารัฐสภาแก้ไขเพียง 2 มาตรา คือมาตรา 136 และ 291 เพื่อเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้มีสภาร่างรัฐ ธรรมนูญเท่านั้น ที่สำคัญไม่มีลักษณะเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง เพราะตามร่างแก้ไขในมาตรา 291 ระบุชัดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐจะกระทำไม่ได้ รวมทั้งขณะนี้กระบวนการส.ส.ร.ก็ยังไม่ได้เริ่มขึ้น ดังนั้นจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง 
    
พร้อมยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน โดยมั่นใจว่าเมื่อศาลได้รับฟังคำชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วจะเข้าใจ  เพราะการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรเคลือบแคลง และเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่นำไปสู่ความแตกแยก 
 
4 กรกฎาคม 2555 เวลา 19:00 น.

ปอกเปลือกข่าว 4 7 2012

ที่มา speedhorse



ตอบโจทย์ ปรองดอง ในมุมมองของนพ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 2 7 2012

ที่มา speedhorse



‘จาตุรนต์’ ทวีต: ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ไม่เป็นธรรม

ที่มา ประชาไท

 

ผมมีประเด็นที่หวังว่าจะพูดเพียงสั้นๆ แต่เป็นประเด็นที่น่าจะสำคัญอยู่พอสมควร
คือ ผมเห็นว่าไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณีมาตรา 68 ออกมาทางใด ก็ไม่มีความเป็นธรรมจากศาลรัฐธรรมนูญ  เพราะศาลรัฐธรรมนูญกำลังขัดรัฐธรรมนูญเสียเองอย่างต่อเนื่อง
การที่ศาลรัฐธรรมนูญทำผิดรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่รับคำร้องโดยตรงก็ดี  สั่งประธานสภาฯให้ชะลอการลงมติก็ดี ล้วนเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญยังสั่งให้ ส.ส. ส.ว.ชี้แจงตามที่พลตรีจำลองกับพวกร้องเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ขัดรัฐธรรมนูญอีก
การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องเป็น อิสระ ส่วนการแสดงความคิดเห็น ออกเสียงลงมติ ลงคะแนนมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง
ผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องในทางใดๆ ไม่ได้ เว้นแต่เป็นการหมิ่นประมาทบุคคลภายนอกถ่ายทอดผ่านสื่อ การไปถือว่าส.ส. ส.ว.เป็นผู้ถูกร้องก็ผิดอีก
ที่สำคัญกว่านั้นในวันที่ 5-6 กรกฎาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรงต่อไป ด้วยการพิจารณาตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจ
ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเพียงการตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ไม่มีอำนาจตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญ การร่างรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา 
ศาลรัฐธรรมนูญจึงกำลังกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดหลักประชาธิปไตย หลักการแบ่งแยกอำนาจ และขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ควรที่ใครจะเคารพนับถือ
ดังนั้นไม่ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร แม้แต่จะวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ขัดมาตรา 68 ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังขัดรัฐธรรมนูญอยู่ดีที่ก้าวก่ายอำนาจรัฐสภา
ไม่ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร ผลเลวร้ายที่จะตามมาก็คือ ต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญอยากจะตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขั้นตอนใดก็ได้ จะสั่งให้หยุดเสียเมื่อไรก็ได้
เท่ากับว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เอาอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญไปเป็นของตนแล้ว ทำลายความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง
จึงต้องย้ำว่า ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรก็ไม่เป็นธรรม จะหวังความเป็นธรรมจากศาลรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ ผู้รักประชาธิปไตยไม่อาจยอมรับการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญได้
ที่ผมแสดงความเห็นมานี้ ไม่ได้กดดันศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดเลย เพราะผมไม่ได้บอกว่าต้องวินิจฉัยอย่างนี้ หรืออย่าวินิจฉัยอย่างนั้น มิฉะนั้นจะอย่างโน้น
แต่ผมกำลังบอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำผิดทั้งกระบวนการ และการวิจารณ์ของผมก็ไม่ได้หวังต่อผลการวินิจฉัยของศาลในทางใดทางหนึ่ง
แต่ก็อยากให้สังคมไทยช่วยกันเตือนสติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหลายให้ หยุดการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงนี้เสีย ถึงแม้จะหวังผลได้น้อยมากเต็มทีก็ตาม
คงต้องขอฝากประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมและห่วงใยบ้านเมืองช่วยกันติดตามเรื่องนี้  และช่วยกันคิดรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยครับ
ข้อสรุปวันนี้ การปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนจะเกิดผลที่เป็นธรรมไม่ได้เป็นอันขาดครับ

ไต่สวนการตาย ‘ยิงรถตู้’ 53 ทหารจากลพบุรียันไม่ได้ยิง-ไม่มีแจกกระสุนจริง-ไม่รู้ใครยิง

ที่มา ประชาไท

 

3 ก.ค.55 ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา รัชดา มีการไต่สวนการเสียชีวิตของนาย พัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตบริเวณถนนราชปรารภ ใกล้แอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งเป็นจุดประจำการของทหาร เมื่อวันที่ 15 พ.ค.53 โดยมีทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 รักษาพระองค์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งประจำการบริเวณดังกล่าวขึ้นเบิกความ 4 นาย

คลิปข่าวเนชั่นทีวีรายงานจากที่เกิดเหตุ ระบุชัดทหารยิงสกัดรถตู้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในวันดังกล่าวมีการรายงานโดยสื่อหลายสำนัก โดยเนชั่นทีวี ผู้สื่อข่าวภาคสนามได้รายงานว่ามีรถตู้สีขาววิ่งเข้ามาในบริเวณดังกล่าว ทหารจึงมีการแจ้งเตือน แต่รถตู้ยังขับต่อทำให้ทหารต้องยิงสกัด หลังเหตุการณ์พบว่าคนขับรถตู้ได้รับบาดเจ็บ และมีเด็กชายวัย 14 ปีถูกลูกหลงเสียชีวิต (ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือ อิซา) รวมทั้งนายพัน คำพอง คนขับแท็กซี่ที่ไปอยู่ในบริเวณดังกล่าวและเป็นผู้ตายในคดีนี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิตแจ้งว่า นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ที่ได้รับบาดเจ็บได้มาเบิกความไปแล้ว โดยระบุว่า มีอาชีพขับรถตู้รับจ้างรับส่งชาวต่างชาติ วันเกิดเหตุพยายามหาทางกลับบ้านและต้องผ่านเส้นทางดังกล่าวซึ่งไม่ได้มีด่าน หรือการแจ้งว่าปิดถนน เมื่อถึงที่เกิดเหตุไม่ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ประกาศจึงขับต่อไปจนกระทั่ง ถูกยิง ส่วนนายพัน คำกอง ทราบว่าเป็นคนขับแท็กซี่ ช่วงเกิดเหตุกลับบ้านไม่ได้เพราะไม่มีรถ จึงเข้าไปพักอยู่ในสำนักงานของคอนโดที่ยังสร้างไม่เสร็จใกล้กับจุดที่เกิด เหตุ

ผู้บังคับกองพันจากลพบุรี ยัน M79 ลงก่อนช่วงค่ำ -ได้รับรายงานแต่ไม่ได้ลงมาดูที่เกิดเหตุ  
พ.ท.วรการ ฮุ่นตระกูล ผู้บังคับกองพันที่ 31 ทหารปืนใหญ่ รักษาพระองค์  ( ผบ.ป.พัน.31 รอ.) เบิกความว่า ผู้บังคับกองพันประจำการอยู่บนแอร์พอร์ตลิงก์ ชั้น 3 โดยหน่วยของตนย้ายจากทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ค.มาประจำการบริเวณนี้ในช่วงเย็น ตั้งแต่หัวค่ำก็มีเสียงระเบิดทยอยเกิดขึ้นทางฝั่งซ้ายของตึก ห่างไปไม่เกิน 500 เมตร คาดว่าเป็น M79 กระทั่งมาตกที่ถนนราชปรารภและบนหลังคาสะพานลอยซึ่งมีทหารประจำการอยู่ จึงสั่งให้มีการถอนกำลัง เมื่อเงียบไปพักหนึ่งจึงให้กลับไปประจำการใหม่  กระทั่งเวลาประมาณ 24.00 น.มีการวิทยุแจ้งว่ามีรถตู้วิ่งเข้ามา มีการประกาศเตือนให้หยุดรถ ไม่นานก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น แต่ไม่ทราบทิศทาง ดังต่อเนื่องหลายนัดประมาณ 1 นาที  ตนไม่ได้ออกมาดูเหตุการณ์ แต่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานว่ามีรถตู้วิ่งออกมาจากซอยวัฒนวงศ์ (ราชปรารภ 8) มุ่งหน้าหาแอร์พอร์ตลิงก์  ไม่มีการรายงานว่ามีการระดมยิง แต่ภายหลังเหตุการณ์สงบพบในรถมีผ้าพันคอและเสื้อสีแดง เขียนข้อความ “แดงทั้งแผ่นดิน” และมีมีดดาบยาวประมาณ 2 ฟุต ไม่มีอาวุธอย่างอื่น หลังจากนั้นพักใหญ่ก็ได้รับรายงานจากหน่วยพยาบาลอีกว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นคนขับรถตู้ และเด็กอีก 1 คน จึงให้ติดต่อประสานรถพยาบาลในพื้นที่ จากนั้นก็มีการแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บอีกรายที่บริเวณคอนโด Ideao ซึ่งกำลังก่อสร้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ได้ตนไม่ได้ลงไปดูที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
ยันไม่มีการใช้ – ไม่มีการแจกกระสุนจริงให้กำลังพล
เมื่อถามถึงการวางกำลังและการใช้อาวุธของทหารที่ประจำการบริเวณดังกล่าว พ.ท.วรการ ตอบว่า หน่วยของตนเป็นกองร้อยรักษาความสงบ อาวุธหลักคือ โล่และกระบอง ซึ่งมีประจำกายทหารทั้ง 150 คน ส่วนปืนลูกซองนั้นมีประมาณ 30 กระบอก ปืน M16 มีประมาณ 20 กระบอก ในวันเกิดเหตุได้แจกกระสุนแบงก์หรือกระสุนซ้อมรบสำหรับปืน M16 กับ กระสุนยางสำหรับปืนลูกซอง ให้เจ้าหน้านำไปด้วยโดยไม่ได้บรรจุไว้ในปืน กระสุนดังกล่าวไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และยืนยันว่าไม่มีการแจกกระสุนจริงให้ผู้ใต้บังคับบัญชา นอกจากนี้จากการสอบถามผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่มีคนไหนใช้อาวุธยับยั้งไม่ให้ รถตู้เข้ามา ส่วนที่มีการเขียนป้ายในบริเวณใกล้เคียงว่า “พื้นที่กระสุนจริง” ก็ไม่ทราบว่าหน่วยไหนเป็นคนเขียน
พ.ท.วรการตอบทนายซักถามว่า ในช่วงดังกล่าวมีการเบิกกระสุนจริงสำหรับปืน M16 มาด้วย 400 นัด ส่วนกระสุนซ้อมรบนั้นจำยอดแน่นอนไม่ได้เพราะใช้ที่เหลือจากการฝึก ส่วนกระสุนจริงสำหรับใช้กับปืนลูกซองจำนวนที่แน่นอนไม่ได้ ส่วนปืนพกที่ผู้บังคับกองร้อย และผู้บังคับกองพันเป็นผู้ใช้นั้นไม่มีกระสุน  โดยการเบิกจ่ายกระสุนจริงนั้นเบิกที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.) ที่ทำเนียบรัฐบาล มีบัญชีเบิกจ่ายชัดเจนและมีการนำกระสุนที่ไม่ได้ใช้ไปคืนด้วยในช่วงก่อนสิ้น เดือนพ.ค.

มีการเตือนระวัง “ชายชุดดำ” และรถตู้คาร์บอม

พ.ท.วรการ ระบุอีกว่า กำลังพลที่ตนดูแลมีทั้งหมด 500 คน โดยปฏิบัติการ 350 คน ที่เหลือก็มีการหมุนเวียนกัน สำหรับบริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ มี 4 หน่วยจาก 4 กองพันที่ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้  ที่หน่วยของตนมีการเคลื่อนกำลังเข้าไปนั้นเพราะผู้บังคับบัญชา คือทาง ศปก.พล.1 รอ.แจ้งว่าแอร์พอร์ตลิงก์ถูกยึดโดยผู้ชุมนุมและอาจถูกเผา ในตอนแรกมีหนึ่งหน่วยซึ่งไม่ทราบหน่วยไหนปฏิบัติหน้าที่อยู่ ดังนั้นอีก 3-4 หน่วยจึงต้องเข้าไปยึดคืน แต่เมื่อไปถึงราว 4 โมงเย็น ก็เห็นมีทหารประจำการอยู่ก่อนแล้วเข้าใจว่าหน่วยที่มาก่อนยึดคืนได้แล้ว  และเห็นมีกองยาง รถน้ำทหารโดนเผาอยู่บริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ระหว่างเคลื่อนกำลังเข้าไปในพื้นที่ได้รับแจ้งให้ระมัดระวังชายชุดดำที่อยู่ บนปืนตึกสูง ซึ่งก็มีการใช้อาวุธปืนยิงลงมาจากตึกสูงด้วย แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนมาด้วยว่าให้ระวังรถตู้ที่อาจเข้ามาก่อเหตุคา ร์บอม
เมื่อทนายถามว่าทั้ง 4 กองพันมีการประสานกันหรือไม่ พ.ท.วรการ ตอบว่า ประสาน โดยผู้บังคับกองร้อยจะประสานกันเอง ส่วนผู้บังคับกองพันทำหน้าที่รับนโยบายและควบคุมดูแล ในการวางกำลังหน่วยของตนจะประจำฝั่งซ้ายของถนนราชปรารภ ประมาณ 80 นาย ส่วนฝั่งขวาเป็นของ ร.1 พัน 3 ผู้บังคับบัญชาคือ พ.ท.พงศ์กร อาจสัญจร (ขณะนี้ยศ พ.อ.)  ซึ่งหน่วยนี้พักอยู่ที่ไหนไม่ทราบ ขณะนั้นมีการปิดถนน แต่ก็ยังเห็นจักรยานยนต์ จักรยานของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นสัญจรอยู่บ้าง
เมื่อถามว่ามีการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไรในพื้นที่ที่อันตรายมี การโจมตีด้วย M79 พ.ท.วรการ กล่าวว่า สั่งให้หลบหนีเข้าที่กำลังอย่างเดียว ส่วนอาวุธที่แจกก็เป็นเหมือนเครื่องแบบ ส่วนจะใช้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง หากเจ้าหน้าที่ถูกข่มขู่คุกคาม สามารถใช้กระสุนซ้อมรบยิงป้องกันได้เลยโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

ไม่รู้ใครยิงรถตู้
ไม่มีการจับคนร้าย
เมื่อถามว่ามีการจับคนร้ายที่ยิงรถตู้ได้ไหม พ.ท.วรการตอบว่า ไม่ได้จับใคร เมื่อถามว่า ใครเป็นผู้ยิงรถตู้ทราบหรือไม่ เขาตอบว่า ไม่ทราบ และคืนนั้นก็ไม่ได้มีการประสานหรือประชุมกองอำนวยการใดๆ
เปิดคลิปนักข่าว กลางศาล 10 กว่านาที เสียงกระสุนยิงใส่รถตู้ราว 20 นัด
จากนั้นศาลได้สอบถามว่าจะให้เปิดวีซีดีคลิปวิดีโอของนักข่าวเนชั่นที่ถ่าย เหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ [เป็นคลิปเต็มที่ยังไม่ได้ตัดต่อดังที่นำมารายงานข่าว-ประชาไท] และมอบให้พนักงานสอบสวนและเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ดีหรือไม่ ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน จึงมีการเปิดวีซีดีดังกล่าว ซึ่งยาวประมาณ 10 กว่านาที ถ่ายหลังทหารที่ยืนหลบอยู่ข้างเสาไฟฟ้า ห่างจากรถตู้ประมาณ 50-100 เมตร มีเสียงปืนดังขึ้นเพื่อหยุดรถตู้ติดต่อกันเกือบ 20  นัด จนรถตู้หยุดสนิท และมีทหารเข้าไปดู มีการนำคนเจ็บลงจากรถเพื่อปฐมพยาบาล และมีภาพการลำเลียงคนเจ็บอื่นๆ จากรถพยาบาลทหารขึ้นรถหน่วยกู้ชีพ
จากนั้นทนายได้ซักถาม พ.ท.วรการต่อว่า ในคลิปดังกล่าวมีลูกน้องปรากฏในคลิปไหม เขาตอบว่า มีสองคน คนหนึ่งอยู่ใกล้กับกล้อง อีกคนหนึ่งเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ ส่วนทหารที่เหลือมองไม่ชัดเจน ไม่ใจว่าเป็น ร.1พัน3 หรือไม่  เมื่อถามว่าหากได้รับมอบหมายให้ประจำการในพื้นที่นี้ทหารหน่วยอื่นจะเข้ามา ในพื้นที่ไม่ได้ใช่หรือไม่ พ.ท.วรการตอบว่า เข้ามานอนหรือเข้าห้องน้ำได้ แต่จะมาปฏิบัติการตรงหน่วยที่ได้รับมอบหมายประจำการอยู่ไม่ได้
ผู้บังคับกองร้อยเบิกความเห็นชายชุดดำ ก่อนโดน M79
พยานปากที่สอง ได้แก่ ร.อ.เสริมศักดิ์ คำละมูล ผู้บังคับการกองร้อย ผู้ใต้บังคับบัญชาของ พ.ท.วรการ ซึ่งคุมกำลังพลอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ เบิกความว่า เดินทางจากลพบุรีมาปฏิบัติการที่กรุงเทพ ตั้งแต่ 11 มี.ค.53 – 25 พ.ค.53 โดยหน่วยปืนใหญ่มากัน 2 กองร้อย กองร้อยของตนเคลื่อนย้ายมาจากทำเนียบฯ ในวันที่ 14 พ.ค.เพื่อมาประจำการอยู่บริเวณแอร์พอร์ตลิงก์ โดยจัดกำลังส่วนหนึ่งริมถนนราชปรารภฝั่งซ้าย หันหน้าไปทางประตูน้ำ แยกเป็นบนสะพานลอยบริเวณซอยราชปรารภ 6 และบริเวณฟุตบาทหน้าร้านอินเดียฟู้ดส์ อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่ถนนมักกะสัน เรียบทางรถไฟ ขณะประจำการยังมีประชาชนสัญจรไปมา รถยนต์ยังผ่านได้อยู่ในช่วงเย็น ไม่ได้มีประกาศห้ามผ่าน จากนั้นได้รับการแจ้งเตือนว่าให้ระวังรถตู้สีขาวที่อาจเข้ามาก่อเหตุ
เวลาประมาณ 17.00-18.00 น. มีประชาชน  ผู้ชุมนุมเข้ามาด่าทอทหารบริเวณซอยราชปรารภ 6 สังเกตเห็นชายแต่งชุดดำอยู่ในนั้นด้วย จากนั้นทั้งหมดก็ออกไปจากพื้นที่ ไม่ถึงนาทีก็มีระเบิดปิงปอง 3 ลูก ตกมาบริเวณใกล้จุดที่ทหารประจำการ แต่ไม่มีอำนาจทำลายล้างจึงไม่มีใครบาดเจ็บ จากนั้นโดนโจมตีด้วยระเบิด M79 โดยมีการยิงเป็นระยะประมาณ 10 นาที แต่กำลังพลไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ไม่ทราบแน่ชัดว่ายิงมาจากทางไหน แต่ระยะไม่น่าจะเกิน 750 เมตร เวลาประมาณ 22.00 น.ก็โดนโจมตีด้วย M79 อีกในลักษณะเดิม มีการยิงหัวน็อต ลูกแก้ว โดยใช้หนังสติ๊กเข้ามาด้วย และได้ยินเสียงปืนสั้นประปราย แต่ไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ

หมอบขณะเสียงปืนดัง ไม่เห็นเหตุการณ์

สำหรับซอยราชปรารภ 8 ซึ่งมีรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างวิ่งเข้าออก ก็ได้นำลวดหนามไปปิดไว้เพื่อป้องกันรถใหญ่ แต่ก็เป็นลวดหนามที่คนสามารถยกออกได้ ประมาณ 23.00 น. ก็มีการจัดกำลังพลไปรักษาการใกล้ซอย 8 จากนั้นเวลาประมาณเที่ยงคืนก็มีรถตู้สีขาว ลักษณะคล้ายกับที่มีการแจ้งเตือนไว้วิ่งออกมาจากซอย 8 จอดที่ปากซอย ตนจึงแจ้งกำลังพลบริเวณนั้นให้ใช้โทรโข่งประกาศให้รถตู้กลับออกไปทางเดิม หรือเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปทางประตูน้ำ จากนั้นประมาณ 10 นาที ก็สั่งให้รถทหารประกาศอีกที ปรากฏว่ารถตู้หักเลี้ยวขวามุ่งมาทางแอร์พอร์ตลิงก์ ได้ยินเสียงประกาศอยู่ด้วยพร้อมๆ กับได้ยินเสียงกระสุนปืนเป็นระยะ ตนและกำลังพลที่อยู่ด้วยกัน 5-6 นาย บริเวณร้านอินเดียฟู้ดส์จึงหมอบลงกับพื้น จากนั้นก็ไม่เห็นเหตุการณ์อีก หมอบประมาณ 1 นาทีจนเสียงปืนสงบลง จากนั้นตนก็สั่งให้กำลังพลไปตรวจการบริเวณประตูน้ำ โดยไม่ได้วิ่งไปดูที่รถตู้แต่อย่างใด
อัยการถามย้ำว่า มีการใช้ปืนยิงสกัดรถตู้ไหม ร.อ.เสริมศักดิ์ตอบว่า ไม่มี  เมื่อถามว่าทหารปฏิบัติการร่วมกันหลายหน่วย มีการใช้สัญลักษณ์ในการจำแนกอย่างไร เขาตอบว่า ไม่ต่างกัน ใช้วิธีจำหน้ากำลังพล
ทนายถามว่า ระหว่างที่เสียงปืนดังขึ้น ดังมาจากสองฟากถนนใช่หรือไม่ ร.อ.เสริมศักดิ์ ระบุว่า เสียงก้องมาก เมื่อถามว่าเมื่อถูกยิงแล้วรถตู้มีอาการอย่างไร เขาตอบว่า ตอนนั้นหมอบบริเวณฟุตบาทจึงไม่เห็นเหตุการณ์ เมื่อถามว่าพอจะทราบไหมว่าเสียงปืนที่ดังขึ้นนั้นเป็นปืนอะไร เขาตอบว่า แยกไม่ออก
จากนั้นมีการเปิดคลิปอีกครั้ง โดยเปิดเฉพาะช่วงต้นที่มีเสียงปืนดัง ทนายถามย้ำอีกว่า ทราบไหมว่าปืนอะไร ร.อ.เสริมศักดิ์ กล่าวว่า บอกไม่ได้ เมื่อถามว่าหลังเกิดเหตุมีการประสานหน่วยข้างเคียงเพื่อสอบถามหรือไม่ว่า เกิดอะไรขึ้น เขาตอบว่า ไม่มีการประสาน
ทหารพยาบาลไม่เห็นแผลว่าเกิดจากอะไร ระบุไฟไม่สว่าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเย็นมีการเบิกความของ 2 ปาก สุดท้าย ซึ่งเป็นทหารพยาบาลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ โดยคนหนึ่งเข้าไปช่วยเหลือคนขับรถตู้และอีกคนหนึ่งเข้าช่วยเหลือ ด.ช.คุณากร หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม โดยทหารที่เข้าไปช่วยคนขับรถตู้ตอบคำถามว่า เมื่อเหตุการณ์สงบได้เข้าไปช่วยคนขับรถตู้เบื้องต้นด้วยการห้ามเลือดบริเวณ ช่องท้อง โดยไม่ทันได้ดูบาดแผลชัดเจน ไม่ทราบว่าได้รับบาดเจ็บจากอะไรเนื่องจากบริเวณที่ปฐมพยาบาลแสงไฟไม่สว่าง  แต่ยืนยันกับทนายว่าในช่วงเช้าเห็นรถตู้จอดอยู่ที่เดิมโดยมีร่องรอยกระสุน รอบคัน  เมื่อทนายนำผลการรักษาของแพทย์มาอ่านให้ฟังว่า พบชิ้นส่วนหัวกระสุนปลายแหลมหุ้มทองเหลืองในบาดแผลของคนขับรถตู้ แล้วถามว่าใช่ลักษณะของกระสุน M16 หรือไม่ เขาตอบว่าไม่ทราบ
ชี้ ‘น้องอิซา’ ลำไส้ไหล ไม่ตอบสนอง
ส่วนทหารพยาบาลอีกนายหนึ่งที่ช่วยเหลือเด็ก ระบุว่า พบว่าผู้บาดเจ็บมีบาดแผลที่ช่องท้องและลำไส้ไหลออกมา แต่ไม่รู้ว่ามาจากสาเหตุใด มีการสอบถามจากเจ้าหน้าที่คนอื่นว่าพบเด็กคนนี้ได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็ไม่ทราบ ขณะนั้นสภาพของเด็กไม่ตอบสนอง ไม่รู้สึกตัว ชีพจรเต้นช้า และมาทราบภายหลังว่าเด็กที่เสียชีวิตคือ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ

ญาติลุกยืน รวมตัวตั้งเครือข่ายผู้ประสบภัย 112 เปิดตัว 5 ก.ค.

ที่มา ประชาไท

 
สืบเนื่องจากสถิติการจับกุมในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องหลังรัฐประหารปี 2549 รวมถึงมีรายงานจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนถึงปัญหาหลายประการที่ ผู้ต้องโทษและผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต้องเผชิญ เช่น ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานสากล ไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว
ล่าสุด ญาติของผู้ต้องโทษและผู้ต้องหา รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ร่วมก่อตั้ง “เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากกฎหมายอาญามาตรา 112” เพื่อเรียกร้องให้ผู้ต้องโทษและผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับการ ปล่อยตัวโดยเร็วที่สุดอย่างไม่มีเงื่อนไข และได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เช่น สิทธิในการประกันตัว สิทธิในการเข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาลภายในเรือนจำ สิทธิที่จะไม่ถูกซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกาย เป็นต้น
นอกจากนี้ การรวมกลุ่มจัดตั้งเครือข่ายยังเป็นไปเพื่อแสดงความต้องการของญาติในฐานะตัว แทนของผู้ต้องโทษและผู้ต้องหา และเพื่อแสดงเจตจำนงของกลุ่มญาติในการรณรงค์เพื่อปล่อยตัวผู้ต้องโทษและผู้ ต้องหาในคดีอาญามาตรา 112 ด้วย
ทั้งนี้ จะมีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวในวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 เวลา 10.30-12.00 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อให้ข้อมูลกับนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่ในวงกว้าง และจะจัดแถลงข่าวซ้ำอีกครั้งในวันที่ 7 กรกฎาคม 2555 เวลา 13.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ร่วมกับการเสวนา โดยมีผู้เข้าร่วมแถลงข่าวและร่วมเป็นวิทยากรดังนี้
ผู้ดำเนินรายการ: ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข
ผู้ร่วมแถลงข่าว: สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยามผู้เคยถูกฟ้องด้วยมาตรา 112
จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้แทนคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย
ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่น
ศราวุฒิ ประทุมราช สถาบันหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน
ตัวแทนกลุ่มสร้างสรรค์ประชาธิปไตยเพื่อสันติภาพ (DPP)
ตัวแทนญาติและผู้ได้รับผลกระทบ: 
ปราณี (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยาสุรชัย แซ่ด่าน
กีเชียง (ขอสงวนนามสกุล) พ่อของหนุ่ม เรดนนท์
รสมาลิน (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยาอากง
แต้ม (ขอสงวนนามสกุล) แม่ของสุรภักดิ์
ณัฐ (ขอสงวนนามสกุล)

ให้ประกัน9ผู้ต้องขังแดงสารคามหลังขังยาวกว่า2ปี

ที่มา ประชาไท

 
3 กรกฎาคม 2555 เวลา 13.30 น. ศาลฏีกา กรุงเทพฯ มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว 9ผู้ต้องขังเสื้อแดง โดยกำหนดวงเงินประกัน รายละ 1ล้านบาท
นรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย

 ผู้รับผิดชอบในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังเสื้อแดง ได้แจ้งกับประชาไทว่า วันนี้ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว9ผู้ต้องขังเสื้อแดง ตามคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวตามที่สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยร่วมกับ กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมได้ยื่นคำร้องไปโดยกำหนดวงเงินประกันรายละ 1ล้านบาท
นายนรินทร์พงษ์ได้กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมต.กระทรวงยุติธรรม ได้แจ้งต่อตนแล้วว่าได้อนุมัติให้ใช้งบประมาณจากกรมคุ้มครองสิทธิตามวงเงินที่ศาลกำหนดได้ โดยทางคณะจะเตรียมเงินประกันเข้ายื่นในวันพรุ่งนี้และคาดว่าผู้ต้องขังทั้ง9คน จะได้รับการปล่อยตัวในวันศุกร์ที่ 5 กค.2555 นี้
ทั้งนี้คนเสื้อแดงทั้ง9คนได้ถูกจับกุมดำเนินคดีภายหลังจากการสลายการชุมนุม 19 พฤษภาคม 2553 ที่ จ.มหาสารคาม พวกเขาถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา ฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ร่วมกันวางเพลิง และเตรียมการวางเพลิง ทำให้เสียทรัพย์สินราชการ โดยอัยการจังหวัดมหาสารคาม
ในส่วนของกระบวนการพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกพวกเขารายละ 5ปี8เดือน ถึง6ปี 8เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยืนตามศาลชั้นต้น ปัจจุบันคดีของพวกเขาอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคดีในศาลชั้นฎีกา
อนึ่งในระหว่างการต่อสู้คดีเป็นเวลากว่า2ปี แม้ว่าจะมีการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวหลายครั้งแต่พวกเขาทั้ง 9 คน ไม่เคยได้สิทธิ์ในการปล่อยตัวชั่วคราวมาก่อน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/07/55 ศรีราชา..น้ำพริกขวดเดียว 2 รส 2 มาตรฐาน

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน



องค์กร..ทาสเผด็จการ พวกมารชั่ว
หางยันหัว โคตรเลว สุดเหลวไหล
สองมาตรฐาน เห็นกันทั่ว มั่วเรื่อยไป
ความจัญไร ชัดเจน กากเดนมนุษย์....


ยึดสนามบิน กินอาหาร ของหวานอร่อย
ไร้ด่างพร้อย มลทิน ดิ้นสุดๆ
ทั้งโอบอุ้ม คุ้มหัว มัวยื้อยุด
จึงผ่องผุด ในสายตา พวกสามานย์....


ฝั่งที่ยึดราชประสงค์ งงกันหมด
บอกขัดจริยธรรม คำำโป้ปด กดให้พล่าน
ต้องไล่บี้ เพราะผิดใจ ในสันดาน
สมอันธพาล งี่เง่า เต่าล้านปี....


สองมาตรฐาน เลวระยำ ย้ำชัดๆ
ตระบัดสัตย์ สร้างฉิบหาย ขายศักดิ์ศรี
องค์กรเถื่อน ตอกย้ำ ทำกาลี
ไม่มีดี แถมคิดชั่ว มั่วร่ำไป....


นี่คือความ วิปริต จิตอคติ
ร่วมตำหนิ สิ่งไม่ควร ชวนสงสัย
ต้องลงโทษ ให้ดับดิ้น จนสิ้นใจ
พวกจัญไร ดีดัก หนักแผ่นดิน....


๓ บลา / ๔ ก.ค.๕๕

Tuesday, July 3, 2012

เลื่อนสั่งคดี"สนามบิน-รัฐสภา-ทำเนียบ"23ส.ค.

ที่มา Voice TV

 เลื่อนสั่งคดี"สนามบิน-รัฐสภา-ทำเนียบ"23ส.ค.



อัยการเลื่อนสั่งคดีสนธิลิ้มกับพวกปิด"สนามบิน-รัฐสภา-ทำเนียบ"นัด23ส.ค.สั่งฟ้องหรือไม่

วันที่ 3 กรกฎาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา มีคำสั่งให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมพวก นำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง, ปิดล้อมอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 5-7 ตุลาคม 2551 และปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26-31 สิงหาคม 2551, คดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคดีหมิ่นประมาทนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย จากการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในระหว่างการชุมนุมต่อเนื่อง 193 วัน เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา เนื่องจากคณะทำงานอัยการอยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวน หลังพนักงานสอบสวนดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหากับพวกแนว ร่วมพันธมิตร ประกอบกับเหตุการณ์แห่งคดีทั้ง 4 สำนวนมีความเกี่ยวโยงกัน จึงนัดฟังคำสั่งคดีว่าจะมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00 น.

Source : matichon
3 กรกฎาคม 2555 เวลา 14:37 น.