WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 5, 2012

ที่มา ประชาไท

 


เจ็ดโมงเช้า วันที่ 24 มิถุนายน 2555 จักรยานกว่า 50 คันนัดเจอกันที่ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งในงานประกาศเจตนารมณ์ “เชียงใหม่พร้อมแล้วที่จะจัดการตนเอง และขับเคลื่อนสู่เชียงใหม่มหานคร” และเป็นจุดเริ่มของการรวบรวมรายชื่อประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ภายใน 120 วัน ตามเจตนารมณ์ “120 วัน ก้าวผ่าน 120 ปีของการรวมศูนย์อำนาจ”
ขบวนการขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง อาศัยความร่วมมือจากกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ ประชาสังคม นักธุรกิจ และองค์กรชุมชน ที่มองเห็นปัญหาร่วมกันของการนำนโยบายจากส่วนกลางมาบังคับใช้กับจังหวัด เชียงใหม่ โดยในกิจกรรมการประกาศเจตนารมณ์ มีนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อดีตรองผู้ว่าเชียงใหม่ ตัวแทนจากวิทยุออนไลน์คนเมืองเรดิโอ ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ตัวแทนจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ตัวแทนจากเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น สถาบันการจัดการทางสังคม เข้าร่วมวงเสวนาเกี่ยวกับร่างกฎหมายประชาชนฉบับนี้
ข้อเสนอหลักของร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร คือการผลักดันให้เชียงใหม่ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยคงส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นไว้ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สภาเชียงใหม่ และสภาพลเมือง มีการจัดเก็บภาษีเอง และส่งให้รัฐบาลกลางร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือใช้บริหารจังหวัดในด้านต่างๆ โดยยกเว้นด้านการทหาร การศาล ระบบเงินตรา และการต่างประเทศ (ดูข้อเสนอเกี่ยวกับระเบียบการบริหารราชการเชียงใหม่)

อะไรคือ “เชียงใหม่มหานคร”
“ดูอย่างอเมริกาสิ มีทั้งวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ค ทำไมเมืองไทยจะมีทั้งกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่มหานครไม่ได้”
“เชียงใหม่จัดการตัวเองมาหลายร้อยปีแล้ว พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครก็แค่คืนอำนาจกลับมาให้คนเชียงใหม่”
“คนกรุงเทพฯ ชอบพูดว่ากลับบ้านนอกกลับต่างจังหวัด ต่อไปเราไปกรุงเทพฯ เราก็จะบอกว่าไปต่างจังหวัดเหมือนกัน”
                                                                                               - ความคิดเห็นจากคนเมืองเชียงใหม่

การผลักดันเรื่องเชียงใหม่มหานคร เริ่มจากการมองเห็นปัญหาการใช้นโยบายจากส่วนกลางในท้องถิ่นของคนกลุ่มต่างๆ นำมาสู่การสร้างเครือข่ายเพื่อผลักดันเชียงใหม่มหานครร่วมกัน
ชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการสถาบันการจัดการทางสังคม กล่าวว่า เชียงใหม่เติบโตเร็วรองจากกรุงเทพฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อน นโยบายจากส่วนกลางไม่สามารถตอบโจทก์ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้เชียงใหม่มีวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของตนเอง การกำหนดการพัฒนาจากส่วนกลางทำให้ชุมชนอ่อนแอลง เช่น โรงเรียนพูดภาษาไทย ไม่สอนภาษาท้องถิ่น เอาระบบชลประทานมาแทนฝาย กฎหมายการจัดการป่าของกรมป่าไม้ที่ขัดกับวิถีชาวบ้าน เกิดผลกระทบเป็นปัญหาให้ท้องถิ่น เห็นได้จากในอดีตการพัฒนาที่คิดมาจากส่วนกลาง ถูกคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ สถานเริงรมย์ ฯลฯ และเชียงใหม่ยังมีสถานศึกษา และองค์ความรู้ที่พร้อม เป็นเหตุผลที่ถึงเวลาที่คนเชียงใหม่จะจัดการดูแลท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง
ดร.นิรันดร์ โพธิการ ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ เล่าปัญหาโดยยกตัวอย่างการรณรงค์เรื่องการขี่จักรยาน ก็พบว่าท้องถิ่นไม่ค่อยมีอำนาจที่จะต่อรองกับตำรวจซึ่งเป็นข้าราชการส่วน ภูมิภาคและกลายเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งๆ ที่การตัดสินใจต่างๆ ควรเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของท้องถิ่น


หลากคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร
เหมือนกรุงเทพมหานครไหม :
ในวงเสวนามีการตั้งคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร จะทำให้เชียงใหม่เป็นเหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ ซึ่งตามร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครนี้ มีการจัดการปกครองที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ กล่าวคือ กรุงเทพฯ มีลักษณะรวมศูนย์และจัดการปกครองเป็นระดับเดียว ไม่มีเทศบาล ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมาก ขณะที่เชียงใหม่มหานครจะมีรูปแบบการปกครอง 2 ระดับ คือระดับบน (เชียงใหม่มหานคร) และระดับล่าง (เทศบาล) นอกจากนี้ความต่างหลักอีกอย่างคือมีองค์กรที่ทำการตรวจสอบถอดถอน คือสภาพลเมือง การใช้คำว่ามหานครเป็นเพียงการแสดงความยิ่งใหญ่ และความพร้อมในการปกครองตนเองเท่านั้น

การมีส่วนร่วมของคนเมืองเป็นอย่างไร :

เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่และมีคนพื้นเมืองกระจายในพื้นที่กว้าง ผู้สนับสนุน พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครคาดหวังว่า หากกำหนดให้เชียงใหม่จัดการตนเอง จะทำให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดวิถีที่สอดคล้องกับตนเองจริงๆ เช่น การจัดการศึกษานั้น หากเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น จะเห็นบทบาทของคนพื้นเมืองที่เข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดความหลากหลาย เช่น การเรียนในภาษาคำเมือง ภาษาตามกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ
แบ่งแยกดินแดน ? :
คำถามยอดนิยมที่มักเกิดขึ้นต่อการเสนอให้ท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งคือ สิ่งนี้จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายยืนยันว่า สิ่งนี้ไม่นำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน ประเทศยังเป็นรัฐเหมือนเดิม ทว่า พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครเพียงเรียกร้องการดูแลประเด็นในท้องถิ่นด้วยตนเอง โดยทำหน้าที่บริหารงาน การเงิน และนโยบายสำหรับจังหวัด ดูแลความเป็นอยู่ ความปลอดภัย น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง การศึกษา การรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดการของส่วนกลางในด้านอื่นๆ ส่วนกลางยังคงมีหน้าที่ในการบริหาร 4 ด้าน อันได้แก่ด้านกองกำลังทหาร การจัดการระบบเงินตรา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การศาล และเรื่องสำคัญอื่นๆ ในระดับชาติ
การเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสในการบริหารได้จริงหรือ? :
ร่างกฎหมายนี้มีเงื่อนไขให้สมาชิกสภาเชียงใหม่ มหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง และอยู่ได้คราวละสองวาระ วาระละสี่ปี ดังนั้น หากชาวบ้านเห็นว่าผู้แทนทำงานไม่ดีก็ตัดสินใจใหม่ได้ในครั้งต่อไป นอกจากนี้เรื่องการครองอำนาจระยะยาวก็จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะมีข้อกำหนดว่า อยู่ได้ไม่เกินสองวาระ ทำให้นักการเมืองยึดอำนาจไว้ในมือได้ยาก นอกจากนี้แล้วกลไกการตรวจสอบที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นสภาพลเมือง จะทำให้เกิดการตั้งคำถาม และความตื่นตัวในการเมืองท้องถิ่น ทำให้ประชาชนตระหนักในผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น

การจัดการตนเอง รอให้พร้อมโดยไม่เริ่มไม่ได้
“เปลี่ยนแล้วมันย้อนกลับยาก ควรจะศึกษาผลกระทบให้รอบคอบไม่ผลีผลาม”
“ทำไมต้องมาพัฒนาที่เชียงใหม่ เชียงใหม่มีเสน่ห์ของมันเองอยู่แล้ว เป็นเมืองที่คนอยากมาโดยไม่ต้องเป็นมหานคร”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าภาษีจะมาลงที่เชียงใหม่เพิ่มขึ้นอีกกี่ เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ที่ว่าจะบริหารเงินส่วนนั้น ให้มีประสิทธิภาพได้รึเปล่า”

การจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับเชียงใหม่มหานคร มีทั้งเสียงตอบรับและคำถามจำนวนมาก คำถามที่พบบ่อยก็เช่น เป็นการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ เหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ อีกคำถามที่พบบ่อยคือเรื่องความพร้อม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนเห็นด้วยเชิงหลักการ แต่ยังมีข้อกังวลอยู่ในใจ
บุษยา คุณากรสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเอง กล่าวว่าเรื่องนี้คงรอความพร้อมทั้งหมดจากทุกฝ่ายไม่ได้ หากไม่ทดลองทำก็คงไม่เห็นปัญหาที่จะเกิด และข้อกังวลก็จะเป็นเพียงข้อกังวลต่อไป เห็นได้จากเรื่องเทศบาล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2538 ก็มีวิวัฒนาการ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ เชียงใหม่มหานครก็สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ
บุษยา เล่าว่า อุปสรรคแรกที่พบในการดำเนินงานคือ การจินตนาการว่าท้องถิ่นจัดการตนเองต้องเป็นอย่างไร ควรมีโครงสร้างอย่างไร ซึ่งเป็นการออกแบบความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทก์ให้ครบถ้วน ส่งผลให้ต้องมีการวางโมเดล หลักการ การจัดการระบบการเงิน ระบบภาษี รูปแบบการมีส่วนร่วม และต้องให้การถกเถียงก้าวข้ามจากการเรื่องนโยบายสาธารณะมาคุยเรื่องกลไกให้ ได้
มีหลายกระแสกล่าวว่า เชียงใหม่มหานครอาจเป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่นได้ แต่บุษยามองว่า แต่ละจังหวัดก็ต้องตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับตนเอง และจะต้องมาแลกเปลี่ยนกันว่าโมเดลควรจะเป็นอย่างไร ทำมาแล้วได้อย่างไร เพราะแต่ละจังหวัดมีการผลักดันในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอเป็นสามจังหวัดสี่อำเภอ โดยมีรูปแบบการปกครองคล้ายกรุงเทพฯ ไม่มีเทศบาลเช่นเชียงใหม่ สำหรับแม่ฮ่องสอนและอำนาจเจริญ ก็จะไม่ได้พูดถึงเรื่องการจัดการอำนาจในการปกครองแต่จะพูดถึงนโยบายสาธารณะ มากกว่า
นอกจากนี้ การดำเนินการเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเองยังสามารถสะท้อนปัญหาทางการเมือง ด้วย บุษยากล่าวว่า ความขัดแย้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง ความเป็นสีหายไปกับเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเอง เนื่องจากเป็นประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดจากการดึงอำนาจไปอยู่ ที่ส่วนกลาง ความขัดแย้งเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแต่ละครั้งมีผลกระทบอย่างไรคนท้องถิ่นก็ต้องรับ สภาพ เนื่องจากการเปลี่ยนผู้นำไม่ได้แก้ปัญหาให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง การลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชนด้วยการใช้กลไกการจัดการตนเองจะเป็นโครง สร้างที่แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยดึงอำนาจกลับมาให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วม ตัดสินใจนโยบายที่มีผลกระทบต่อตนเองได้ง่ายขึ้นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น คือ สามชั้นอำนาจในระเบียบบริหารราชการไทย แต่ที่ผ่านมาพบว่า อำนาจากส่วนภูมิภาคคืออุปสรรคใหญ่ต่อการกระจายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย ภาคประชาชนเชียงใหม่จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค ใน “ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร”


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.ilaw.or.th/node/1618

จรัญ ภักดีธนากุล (5 ปีที่แล้ว) เสนอให้รับ รธน.50 แล้วค่อยแก้มาตราเดียวเพื่อยกร่างใหม่

ที่มา ประชาไท

 

หมายเหตุ: ตามที่ในวันนี้ (5 ก.ค. 55) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่งบัลลังก์ศาล ได้ชี้แจงต่อผู้ถูกร้องจากพรรคเพื่อไท
ยว่า ในสมัยที่เขาเป็น ส.ส.ร.ปี 2550 นั้นเคยบอกว่าให้รับรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้พ้นจากระบอบปฏิวัติรัฐประหาร แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เหมาะไม่ควรตรงไหนก็ให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ แต่ไม่ได้บอกว่าให้ยกร่างทั้งฉบับนั้น
ก่อนหน้านี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อวันที 3 ส.ค. ปี 2550 มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิไตยได้จัดดีเบตระหว่างฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยหนึ่งในผู้อภิปรายฝ่ายสนับสนุนคือจรัญ ภักดีธนากุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยในช่วงที่ 2 ของการอภิปราย นายจรัญได้เสนอให้รับรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปก่อน เพราะเป็น "สิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมาแห่งอำนาจของประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน แน่นอน " และหลังจากนั้นสามารถแก้ไขมาตราเดียวแบบเดียวกับที่เริ่มร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยนายจรัญยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ "ราบรื่น" กว่าการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมีรายละเอียดของการอภิปรายดังนี้


"การ ที่เราลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะให้ผลดีคือ ‘ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที’ คมช. สิ้นสภาพทันที ส่วนว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง มีบางจุดหลายจุดที่ท่านนำเสนอมานี้ เราเริ่มกระบวนการแก้ไข การแก้ไขนี้ผมอยากจะให้ ‘เราทำแบบเมื่อปี 2540 เราเสนอแบบให้ 50,000 คนเท่านั้นครับ! แล้วก็ ส.ส.ในสภา 1 ใน 4 เท่านั้นครับ!’ เสนอแก้ไขมาตราเดียวแบบที่เราเริ่มทำในปี 2540 แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่ เนี่ยครับ เราก็ว่าถ้าเราเดินอย่างนี้มันจะราบรื่นกว่าที่เราจะใช้วิธีการว่า เอาล่ะ! เราล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วคาดหวังว่า คมช. กับ ครม. จะหยิบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในอดีต มาปรับปรุงให้ดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เรากำลังทำนี้"
จรัล ภักดีธนากุล, สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3 ส.ค. 2550

จรัญ ภักดีธนากุล
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550

ผมก็ดีใจมาก ที่กิจกรรมนี้ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่น จนถึงเวลาใกล้จะยุติลงได้ด้วยดี ขอเรียนว่าอย่างนี้ครับ ที่เราคุยกันมาทั้งหมด 3 ชั่วโมงนี้ ล้วนแต่เป็นความคิดเห็น และความเชื่อของแต่ละคนๆ ซึ่งมีภูมิหลังแตกต่างกัน มีประสบการณ์ความรู้แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพบว่าเป็นปัญหาจริงๆ อยู่ที่ความยึดมั่น ถือมั่นของพวกเรากันเองว่าจะรุนแรงเกินไปไหม ถ้าเราลดคลายทิฐิมานะลงบ้างทุกฝ่าย แล้วก็เริ่มต้นทำใจเป็นกลาง แล้วก็วิเคราะห์ปัญหานี้ซึ่งเป็นปัญหาของบ้านเมืองให้หาประโยชน์ให้ได้ว่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการก้าวต่อไปของเราในการลงประชามติ ‘รับ’ หรือ ‘ไม่รับ’ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์มากกว่าหรือน้อยกว่าแล้วเราก็ตัดสินใจ อย่างนั้น อย่าได้ถูกชี้นำหรือชักนำไปตามความคิดความเห็นของวิทยากรที่นำเสนอในวันนี้ นะครับ
ผมเองในฐานะได้รับมอบหมาย จากคณะผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับให้สรุป ผมก็ต้องสรุปอย่างนี้ครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรายอมรับว่าไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด แต่เรามองว่า มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมาแห่งอำนาจของประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน แน่นอน (ปรบมือ)
ผมเคารพและได้ฟังความคิดเห็นของท่านอาจารย์วรเจตน์ชัดเจนวันนี้ เมื่อสักครู่นี้ ว่าท่านเห็นทางสะดวกของท่านเหมือนกัน แต่ว่า ท่านครับ นั่นคือความเห็นและความเชื่อไม่ชัดเจนแน่นอน ราบรื่นเท่ากับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้
จุดที่สองครับ การที่เราลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะให้ผลดีคือ ‘ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที’ คมช. สิ้นสภาพทันที ส่วนว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง มีบางจุดหลายจุดที่ท่านนำเสนอมานี้ เราเริ่มกระบวนการแก้ไข การแก้ไขนี้ผมอยากจะให้ ‘เราทำแบบเมื่อปี 2540 เราเสนอแบบให้ 50,000 คนเท่านั้นครับ! แล้วก็ ส.ส.ในสภา 1 ใน 4 เท่านั้นครับ!’ (น้ำเสียงหนักแน่น) เสนอแก้ไขมาตราเดียว แบบที่เราเริ่มทำในปี 2540 แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่ เนี่ยครับ เราก็ว่าถ้าเราเดินอย่างนี้มันจะราบรื่นกว่าที่เราจะใช้วิธีการว่า เอาล่ะ! เราล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วคาดหวังว่า คมช. กับ ครม. จะหยิบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในอดีต มาปรับปรุงให้ดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เรากำลังทำนี้
ท่านครับ ท่านไม่มีอะไรไปบังคับเขาได้นะครับ! ไม่มีเลย นี่เป็นความคาดหวังของเรา แล้วถ้าไม่เป็นไปตามที่เราคาดละครับ อะไรจะเกิดขึ้น นะฮะ แต่ถ้าเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะดีจะเลว เราได้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประเทศ เราได้อำนาจอธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประชาชน แล้วหลังจากนั้นครับ เราช่วยกันเถิดครับ ช่วยกันพาประเทศนี้เข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ที่เราทุกคนอยากได้อีกครั้งหนึ่งเถิดครับ
ส่วนร่างฯ มาตรา 309 ท่านครับ เจตนารมณ์ท่านอาจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพทูรย์ พูดชัดตรงกับเจตนารมย์ของเราว่า ต้องการคุ้มครองการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น สิ่งที่ไม่ชอบไม่คุ้มครอง ท่านอย่าตีความไปอย่างอื่น เปิดช่องให้มีการเล็ดลอดออกไปอย่างนั้นครับ ผมคิดว่าจะเอาเจตนารมย์นี้ให้มั่น ณ วันนี้ว่า มาตรา 309 มีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญเท่านั้น
ขอบคุณครับ
 

iLaw: TDRI เปิดผลวิจัยชี้กฤษฎีกาจำกัดอำนาจตัวเอง

ที่มา ประชาไท

 
งานวิจัยบทบาทกรรมการกฤษฎีกาชี้ กรรมการกฤษฎีกาส่วนใหญ่อยู่ในวัยผู้เฒ่ามีโอกาสสูงที่จะมีวิธีคิดและยึดติด วิถีแบบราชการ และมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจกาการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทย รวมทั้งอาจมีความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชาชีพอื่นนอกเหนือจากสาขากฎหมายอย่าง จำกัด บวรศักดิ์แย้ง ข้อเสนอวิจัยบั่นทอนความเป็นอิสระของกฤษฎี
2 ก.ค. 55 แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) จัดเวทีสาธารณะเรื่อง การปรับปรุงกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นหัวข้องานวิจัยที่ศึกษาโดยดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคณะ ภายในงานมีการเสนอผลการศึกษาเรื่อง "กรณีศึกษากระบวนการนิติบัญญัติ ประเด็นการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และบทบาทคณะกรรมการกฤษฎีกา"

คณะ กรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ทำร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ เมื่อคณะรัฐมนตรีและกระทรวงใดๆ ต้องการผลักดันการออกหรือการแก้ไขกฎหมาย กระทรวงต่างๆ จะต้องร่างกฎหมายขึ้น แล้วส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะนำร่างกฎหมายนั้นๆ เข้าสู่รัฐสภา คณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่เป็นฝ่ายเทคนิคที่เขียนกฎหมายให้สามารถบังคับใช้ ได้จริง ปรับปรุงถ้อยคำให้เหมาะสม รัดกุม ภายใต้หลักการที่กระทรวงต่างๆ เสนอเข้ามา
 
ปี34, 51 กฤษฎีกาแก้กฎหมาย ให้แต่งตั้งตัวเองได้ และดำรงตำแหน่งได้ไม่มีวาระ
ผศ.ปก ป้อง จันวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะวิจัย นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทการจัดทำร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งพบว่า เคยมีการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาหลายครั้ง เพื่อให้อำนาจมากขึ้นแก่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เช่น ในปี 2551 เปลี่ยนที่มาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จากการได้รับโปรดเกล้าฯ ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี มาเป็นการได้รับโปรดเกล้าฯ จากกระบวนการคัดเลือกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเอง และยังแก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งที่เดิมกำหนดวาระละ 3 ปี แต่การแก้ไขเมื่อปี 2551 กำหนดว่าวาระการดำรงตำแหน่งไม่ให้บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะ กรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะ 
 
ในปี 2534 มีการแก้ไขหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยให้อำนาจแก่ กฤษฎีกาหากมีความเห็นแย้งในสาระสำคัญของหลักการกฎหมาย กฤษฎีกาสามารถเสนอให้ทบทวนในหลักการ และรายงานให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัยต่อไป ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกามีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาร่างกฎหมายเพิ่มมากขึ้น จนก้าวไปสู่การกำหนดว่ากฎหมายควรจะมีหลักการอย่างไร
 
พบกรรมการกฤษฎีกา ส่วนใหญ่อยู่ในวัยผู้เฒ่า
ผู้ วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า บุคลากรที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการกฤษฎีกาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ พิจารณาจากกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในปีพ.ศ. 2552 พบว่า จากกรรมการกฤษฎีกาจำนวนทั้งหมด 108 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ ร้อยละ 49 มีอายุช่วง 61-70 ปี ร้อยละ 22 มีอายุช่วง 71-80 ปี และร้อยละ 14 มีอายุ 80 ปีขึ้นไป
 
ผลศึกษาชี้ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการ จึงมีโอกาสสูงที่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีวิธีคิดและยึดติดวิถีแบบราชการ และมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทย รวมทั้งอาจมีความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชาชีพอื่นนอกเหนือจากสาขากฎหมายอย่าง จำกัด
 
ข้อเสนอแนะของทีมวิจัยคือ ควรกำหนดอายุของกรรมการกฤษฎีกาไม่ให้เกิน 70 ปี เพิ่มองค์ประกอบของกรรมการให้หลากหลาย ลดสัดส่วนความเป็นข้าราชการลง ทีมวิจัยยังมีข้อสังเกตว่า หลักเกณฑ์ที่มาของกรรมการกฤษฎีกาปิดช่องไม่ให้ผู้มีความรู้ความสามารถคน อื่นๆ เข้ามาทำหน้าที่ได้ และเกิดสภาพการผูกขาดในหน้าที่ งานวิจัยนี้จึงเสนอให้จำกัดให้วาระการดำรงตำแหน่ง ให้กรรมการกฤษฎีกาดำรงตำแหน่งไม่เกินสองวาระ และประธานกรรมการกฤษฎีกาดำรงตำแหน่งไม่ให้เกินสามวาระ
 
คณะ วิจัยเสนอให้กำหนดความเป็นอิสระของกรรมการกฤษฎีกาควบคู่กับความรับผิดชอบ เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกามีแนวโน้มที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดเนื้อหาของกฎหมาย ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาควรมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย อย่างฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติในระดับหนึ่ง เช่น อาจให้คณะรัฐมนตรีมีส่วนร่วมพิจารณาคัดเลือกรายชื่อกรรมการกฤษฎีกาได้ด้วย
 
 
                               
                                ไพโรจน์  พลเพชร                                           ปกป้อง  จันวิทย์
 
บวรศักดิ์แย้ง ข้อเสนอวิจัยบั่นทอนความเป็นอิสระของกฤษฎีกา
ศ.ดร.บวร ศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า วิจารณ์ถึงงานวิจัยชิ้นนี้ว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่สนใจปัญหาจากฝ่ายบริหารเลย ทั้งที่ในความเป็นจริงสำคัญกว่าปัญหาจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ที่ใช้กฎหมายจริงและเกิดผลโดยตรงกับประชาชน
 
นอก จากนี้ ในงานวิจัยนี้ยังพบว่าการจัดทำกฎหมายมักใช้เวลานานที่ขั้นตอนของกฤษฎีกา กล่าวคือร่างกฎหมายไปตกอยู่ที่กฤษฎีกานานเฉลี่ย 26 เดือน ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์เห็นว่าก็คงจะเป็นเรื่องจริง แต่ความช้าไม่ได้เป็นสิ่งเสียหาย เพราะเรื่องบางเรื่องถ้าเร็วจะเสียหาย ความเร็วหรือความช้าของกฎหมาย ในตัวของมันเองไม่ได้บอกอะไร
 
นอก จากนี้ ข้อเสนอของงานวิจัยที่ให้คณะรัฐมนตรีร่วมพิจารณาคัดเลือกบุคลากร กำหนดวาระการทำงาน และกำหนดให้อายุกรรมการไม่เกิน 70 ปีนั้น ศ.บวรศักดิ์เห็นว่า ข้อเสนอลักษณะนี้คณะรัฐมนตรีชอบมากเพราะจะได้เอาพวกตัวเองมาใส่ และถ้ากำหนดอายุไม่เกิน 70 ปีจะทำให้มีคนจำนวนหนึ่งในสามพ้นตำแหน่งทันที แต่แนวทางนี้จะกระทบกับความเป็นอิสระในการให้ความเห็นทางกฎหมาย และมีผลทางการเมืองต่อไป
 
"ข้อเสนอที่นำไปสู่การสุด โต่งทางใดทางหนึ่ง ผมคิดว่าผู้วิจัยต้องทบทวน" ศ.บวรศักดิ์กล่าว และยกตัวอย่างหนึ่งที่กฤษฎีกาแก้ไขกฎหมายให้ดีขึ้น เช่นกรณีการจัดทำกฎหมายส่งเสริมการกีฬาอาชีพ ที่ภาคการเมืองเสนอให้กำหนดว่า การจะเป็นนักกีฬาอาชีพต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงการกีฬาเสียก่อน ซึ่งเป็นหลักการที่คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่สองรับไม่ได้ จึงแก้ไขใหม่ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นร่างที่เมื่อเสนอเข้าไปเป็นไก่ แต่ปรับแก้ออกมาเป็นช้าง นอกจากนี้ ศ.ดร.บวรศักดิ์เห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาควรมีส่วนเข้าไปช่วยแต่ละกระทรวงร่างกฎหมายตั้งแต่ขั้นตอน แรกที่เริ่มร่างกฎหมายมากกว่า
 
ทั้งนี้ ศ.ดร.บวรศักดิ์เห็นด้วยที่งานวิจัยนี้เสนอให้สร้างกลไกให้ประชาชนเข้าถึง กระบวนการติดตามกฎหมาย และเสนอว่าควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลของหน่วยงาน ต่างๆ อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ
 
ไพโรจน์ชี้ คนในภาครัฐรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญต่ำ
ไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า กฎหมายส่วนใหญ่ในประเทศไทยผลิตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งสำนักงานกฤษฎีกามีน้ำหนักในการแก้ไขกฎหมายอย่างมาก เวลาพิจารณากฎหมายในสภา ก็มีผู้แทนจากกฤษฎีกาเป็นหลักในการชี้แจง ถือเป็นผู้มีอิทธิพลตัวจริง อำนาจของกฤษฎีกาคืออำนาจทางความรู้ ซึ่งมีมากกว่าคนอื่นๆ ในการเสนอกฎหมาย
 
ไพโรจน์เห็น ว่า แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนวิสัยทัศน์เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ดูเหมือนว่าการปรับตัวของหน่วยงานผลิตกฎหมายอย่างสภาเป็นไปอย่างค่อนข้าง ล่าช้า
 
"ผมเห็นด้วยว่าความล่าช้าไม่ได้บอกว่าดีหรือ ไม่ดี แต่เมื่อมันจำเป็น กฎหมายมันก็ต้องเร่งออก ใครจะบอกว่าอันไหนสำคัญอันไหนไม่สำคัญ" ไพโรจน์กล่าว
 
ขณะ ที่คนของภาครัฐกุมบทบาทหลักในการผลิตกฎหมาย แต่ไพโรจน์ก็เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญของคนในภาครัฐมีน้อยมาก กล่าวคือ แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่า รัฐบาลต้องออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่จนบัดนี้กฎหมายลูกหลายฉบับก็ยังไม่ออก และก็ไม่มีรัฐบาลใดรับผิดชอบ ไพโรจน์จึงเสนอให้รัฐบาลต้องมีแผนนิติบัญญัติที่ชัดแจ้งและเปิดเผย เพื่อให้ประชาชนจะได้ติดตามได้
 
ไพโรจน์เสนอด้วยว่า ให้กำหนดแนวทางให้กฤษฎีกาต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย
 
ร่างกฎหมายประชาชน 15 ปี มี 3 ฉบับ
สำหรับ การผลักดันกฎหมายหนึ่งๆ นั้น ยังมีอีกช่องทางคือการให้ประชาชนเสนอได้ด้วยตัวเอง ผ่านการระดมรายชื่อหนึ่งหมื่นชื่อ ซึ่งเป็นกลไกที่มีมา 15 ปี แล้ว ผศ.ปกป้องพบว่า ที่ผ่านมามีร่างกฎหมายจากประชาชนเสนอเข้าสู่รัฐสภาทั้งสิ้น 37 ฉบับ แต่มีจำนวน 17 ฉบับที่ถูกตีความว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ทำให้กฎหมายตกไปไม่ได้รับการพิจารณา อีก 5 ฉบับตายไปในชั้นสภา อาจเพราะสภาไม่รับหลักการ หรือเปลี่ยนสภา หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ มีร่างกฎหมาย 1 ฉบับที่วุฒิสภาไม่รับหลักการ อีก 11 ฉบับค้างอยู่ในกระบวนการ ส่วนร่างกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอและได้ประกาศบังคับใช้แล้วมีเพียง 3 ฉบับเท่านั้น 
 
เมื่อดูระยะเวลาของการผลักดันร่าง กฎหมายประชาชน พบว่าขั้นตอนที่ภาคประชาชนใช้จัดทำร่างและระดมรายชื่อให้ครบอย่างน้อยหมื่น ชื่อนั้นใช้เวลาเฉลี่ยฉบับละ 343 วัน เมื่อส่งเข้าสภาแล้วสภาใช้เวลาตรวจสอบเอกสารเฉลี่ยฉบับละ 359 วัน เมื่อเข้าสู่ชั้นพิจารณากฎหมายแล้วใช้เวลาในสภาเฉลี่ย 468 วัน 
 
สิ่ง ที่ค้นพบในการศึกษานี้คือ ปัญหาของการเสนอกฎหมายภาคประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องการตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน หรือเนื้อหาและคุณภาพของกฎหมาย ปัญหาสำคัญที่พบในการจัดทำร่างกฎหมายประชาชน คือ กระบวนการภาคประชาชนมีภาระทั้งการล่ารายชื่อ และเผชิญความยากลำบากที่ต้องจัดทำร่างกฎหมายทั้งฉบับ ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีหน้าที่สนับสนุน ก็ทำงานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก
 
"ข้อเสนอเบื้องต้น เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วม คือให้ยกเลิกการใช้ทะเบียนบ้าน (การระดมหนึ่งหมื่นชื่อต้องใช้ทั้งสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ประกอบ – iLaw) ยกเลิกการบังคับให้ประชาชนต้องเสนอร่างทั้งฉบับ แต่ให้มีองค์กรช่วยงานวิชาการ เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย สภาพัฒนาการเมือง ควรให้ภาครัฐเพิ่มบทบาทช่วยประชาสัมพันธ์ร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนกำลังรวบ รวมรายชื่อ รวมถึงรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร" ผศ.ปกป้อง หนึ่งในคณะวิจัยกล่าว
 
ผศ.ปกป้อง เสริมว่า ในการระดมชื่อเพื่อเสนอกฎหมายนั้น ปัจจุบันประชาชนอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งระหว่างการระดมรายชื่อเพื่อเสนอ กฎหมายด้วยการจัดการเองทั้งหมด หรือจะขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งช่วยระดมรายชื่อให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันก็ได้นั้น งานวิจัยชิ้นนี้เสนอให้เพิ่มทางเลือก โดยให้ภาคประชาชนสามารถใช้ทั้งสองช่องทางพร้อมๆ กันได้ นอกจากนี้ ยังควรกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสมให้รัฐสภาทำงาน หากรัฐสภาไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายไหน ก็ควรนำร่างกฎหมายนั้นเข้าสู่การลงประชามติ
 
นอกจาก นี้ คณะวิจัยยังเสนอข้อเสนอใหม่ที่ว่า นอกจากสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนแล้ว ประชาชนควรมีสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อยับยั้งการออกกฎหมายได้ด้วย
 
ความจริงใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่สามารถผลักดันกฎหมายได้จริง
ไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายกล่าวเสริมถึงอุปสรรคของการร่างกฎหมายภาคประชาชนว่า หากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินต้องให้รัฐบาลเห็นชอบเสียก่อน หรือหากภาคประชาชนเสนอกฎหมายใดแล้วภาครัฐไม่ได้เสนอแข่งด้วย ร่างนั้นก็ต้องค้างในสภา ซึ่งหมายความว่า ประชาชนไม่สามารถริเริ่มเสนอกฎหมายได้เองจริง ต้องรอให้รัฐบาลเสนอกฎหมายด้วย ทั้งที่เจตนารมณ์ของประชาชนในการเสนอกฎหมายคือการบอกว่ากฎหมายนั้นมีความจำ เป็นและเป็นประโยชน์
 
นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา ยังต้องใช้ร่างกฎหมายของรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณา และร่างของรัฐบาลกับ ร่างของพรรคการเมืองอื่นมีแนวโน้มจะคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว ซึ่งเนื้อหาแตกต่างกับร่างของภาคประชาชน ทำให้ร่างของประชาชนมีแนวโน้มจะถูกตัดมาก
 
ด้านสารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เล่าว่า การเสนอร่างกฎหมายภาคประชาชนนั้น หากว่าเรื่องนั้นๆ ไม่มีร่างกฎหมายของรัฐบาล กฎหมายของภาคประชาชนก็ตกไป สารีเสนอว่าการเสนอกฎหมายของประชาชนควรให้ประชาชนเสนอได้โดยไม่จำเป็นต้อง ให้มีร่างของรัฐบาล

ที่มา: TDRI เปิดผลวิจัยชี้กฤษฎีกาจำกัดอำนาจตัวเอง

เหตุที่มาร์คเมือกคืนรถหลวงไม่ได้ต้องอมต่อเพราะ....

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 05/07/55 ถอยไป..ไม่ได้อีกแล้ว

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เราจะถอย ต่อไป ไม่ได้แล้ว
ต้องเปลี่ยนแนว โหมบุก ลุกขึ้นสู้
มันถาโถม โรมรัน เข้าพันตู
หากคุดคู้ จะต้องแย่ แพ้ทั้งปี....


พวกอำนาจ นอกสภา ท้าเหยงๆ
ไม่กลัวเกรง เตรียมรุกไล่ ให้ถอยหนี
บนขอบเหว สูงชัน มันเข้าตี
หงอคราวนี้ ต้องจบ พบจุดตาย....


พวกองค์กร อิสระ ไม่ผละถอย
ยังเฝ้าคอย สร้างระยำ ทำฉิบหาย
งัดกลเกม สับสน จนวุ่นวาย
หวังจุดหมาย โค่นล้ม จมรัฐบาล....


รัฐประหาร มารยา ตุลาการภิวัฒน์
เตรียมเร่งรัด รุมเร้า เข้าหักหาญ
หาช่องเล็ก ช่องน้อย คอยรุกราน
เผยสันดาน ถ่อยเถื่อน เหมือนเคยเป็น....


เราจะถอย ต่อไป ได้อีกหรือ?
ข้างหลังคือ ภัยร้าย ตายเห็นๆ
หากร่วมมือ ร่วมใจ ไม่ยากเย็น
แล้วมุ่งเน้น ฉุดการชาก หน้ากากมาร....


๓ บลา / ๕ ก.ค.๕๕

'หมวดเจี๊ยบ' เย้ย พท. ไม่ลดตัวไปร่วมรัฐบาลกับ ปชป.

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
5 กรกฎาคม 2555



ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ร่วมงาน "เพื่อไทยพบประชาชน" ณ สนามกีฬากลาง จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2555
ร.ท.หญิงสุณิสา อัด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรค ปชป. ที่ทำตัวถ่อยต่างจากชาวพิษณุโลกที่เป็นคนสุภาพ เรียบร้อย
ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า พท. ไม่ยอมลดตัวไปเชิญ ปชป. ที่แสดงพฤติกรรมถ่อยมาร่วมรัฐบาล ชี้ประชาชนมีสิทธิคิดต่าง แต่ไม่สิทธิแสดงความป่าเถื่อน

4th of July คนไทยในUSปลอดเปลี่ยวหวนหาวันชาติ



บ้านเอ็งนี้ บ่มีดอก ไอ้วันชาติ
มีแต่วัน ให้เป็นทาส กันถ้วนหน้า
วันกราบโค กราบควาย วันไหว้หมา
วันแบกหาม เทวดา ธิปไตย

Credit:  Khun konsankao
โดย RED USA
กลุ่มคนไทยในท้องที่มณฑลลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา ที่เรียกตัวเองว่า “Heart for Homeland” ซึ่งเคยร่วมกันจัดผ้าป่ามหากุศลช่วยบ้านเกิดในคราวเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเงินราว ๔ หมื่นดอลลาร์ ได้นัดพบปะสังสรรค์ และฉลองวันชาติสหรัฐ (The 4th of July) ในเมืองมอนเทอเรย์พาร์ค เมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

ด้วยความรู้สึกละล้าละลังผสมกันระหว่าง ปริ่มเปรม และปลอดเปลี่ยว

ปริ่มเปรม ต่อความอลังการในการฉลองวันชาติของชาวอเมริกัน  แม้นว่าสหรัฐจะเป็นประเทศค่อนข้างใหม่ ประกาศเอกราชมาไม่ถึง ๓๐๐ ปี 

ถึงจะเป็นดินแดนที่มีความเจริญอย่างกว้างขวางมหาศาลกว่าแห่งใดในโลก แต่ถ้าประชาชนที่พื้นฐานถิ่นเกิดมาจากโลกเก่าหลากหลายแหล่งเหมือนดั่งพร้อมใจมาลงเบ้าหลอมเดียวกัน มิได้มีจิตวิญญานอันแน่วแน่ร่วมกันในวิถีชีวิตตามปรัชญา ของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน แล้วละก็ การฉลองวันชาติคงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่เป็นมา และกำลังเป็นไป

ปลอดเปลี่ยว ด้วยความที่ผู้มาร่วมฉลองล้วนหวนหาถิ่นกำเนิดประเทศไทยของตน ซึ่งอ้างอิงกันมาว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า ๗๐๐ ปี (แท้จริงอาจเพียง ๑๕๐ กว่าปีดังที่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ให้ความเห็นว่าประเทศสยามเริ่มมีฐานะเป็นรัฐชาติในทางสากลหลังจากการทำสัญญาบาวริ่งกับอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงหนึ่งในรัฐศักดินา หรือ Feudal states ที่มีอยู่หลายแห่งในภูมิภาค อาทิ รัฐล้านนา รัฐจำปา รัฐทาวารวดี และรัฐปาตานี ซึ่งต่างเคยอยู่ภายใต้อิทธิพล หรือการปกครองของอาณาจักรพุกาม อาณาจักรศรีวิชัย และอาณาจักรขแมร์) แต่หาได้มีวันชาติอันเป็นศูนย์รวมจิตวิญญานของประชาชนเฉกเช่นสหรัฐไม่

เดิมนั้นวันชาติของไทยถูกกำหนดเป็นครั้งแรกหลังการอภิวัฒน์การปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ประชาธิปไตยโดยคณะราษฎร ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ หากแต่พลังแห่งการช่วงชิงอำนาจกลับคืนโดยฝ่ายกษัตริย์ ด้วยการสนับสนุนของผู้เผด็จการทางทหาร คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และนักการเมืองค่ายราชาธิปไตย เช่นนายควง อภัยวงศ์ และ ม.ร.ว. เสนีย์-ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้นมา จอมพลสฤษดิ์ได้สั่งยกเลิกวันชาติที่ ๒๔ มิถุนายน ซึ่งให้ความปริ่มเปรม และภาคภูมิใจแก่ประชาชนไปเสีย
จากนั้นได้มีการเชิดชูวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมโอรสาธิราช พระสยามราชกุมารี และวันสวรรคตของอดีตกษัตริย์รัชกาลต่างๆ ขึ้นมาเฉลิมฉลองแทน 

โดยกำหนดให้เป็นสัญญลักษณ์แห่งการนอบน้อมถ่อมตน และกรอบความคิดของประชาชนที่ยับยั้งความทะเยอทะยานไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แทนการเริงร่าประกาศจิตวิญญานการเป็นเจ้าของแผ่นดินดังเช่นคนอเมริกัน หรือประชาชนในประเทศที่ได้ประกาศเอกราชปลดแอกจากอาณานิคม

ดูไปแล้วประเทศที่ได้ประกาศเอกราชจากการอยู่ภายใต้ ใครมาเป็นจ้าวเข้าครอง กลับทำให้ประชาชนมีความผูกพันกับแผ่นดินของตนมากกว่าประเทศที่ไม่เคยถูก เข้าครอง แต่ประชาชนไม่เคยมีฐานะเป็นเจ้าของแผ่นดินอันเรียกว่ารัฐชาตินั้นเลย

ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น เป็นปัญหาทางจิตสำนึก และอารมณ์ทางอุดมการณ์ เมื่อในขณะที่สภาพความเป็นจริงแล้วประชาชน (โดยทั่วไปที่เรียกกันในสมัยนี้ว่า รากหญ้า) มิได้ถูกจัดวางไว้ให้เป็นองคาพยพทางการปกครองแห่งความเป็น ของ-เพื่อ-โดย ในรัฐชาติ ดังนิยามของระบอบประชาธิปไตยที่อ้างกันมาเป็นเวลา ๘๐ ปี ด้วยการจำกัดความหมายให้แคบลงโดยวลีที่ว่า อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นั่นคือตีความเกินควรกันว่าองค์ ประมุข ทรงอธิปไตยเหนือกว่า ประชา ทุกวิถีทาง อันขัดแย้งกับหลักการที่วางไว้ และยอมรับกันมาตลอดค่อนศตวรรษ ว่ารัฐธรรมนูญโดยสัญญาประชาคมคือองค์อธิปไตยสูงสุดเหนือทุกๆ อณูในรัฐชาติ

ความเศร้าสลดจากการที่อดมีวันชาติอย่างอเมริกันมิได้เกิดจากการที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่อย่างใด หากแต่การตีความให้พระมหากษัตริย์ทรงอธิปไตยเหนืออื่นใดนั่นสิกลายเป็นช่องทางให้เกิดการเลือกที่รักมักที่ชังในสังคม จนถึงขั้นแตกร้าวเป็นสองฝ่าย 

โดยฝ่ายที่อยู่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และ เคียงข้างยุคลบาท ถึงจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่ว่ามีกำลังอำนาจมากกว่า สามารถปรักปรำให้อีกฝ่ายกลายเป็น ขบวนการล้มเจ้า และ ผู้ไม่จงรักภักดี ที่ถูกข้อหาอาญาว่าประพฤติตนขัดต่อความมั่นคงแห่งรัฐไปได้

การนัดพบปะของกลุ่มคนไทยรักบ้านเกิดครั้งนี้ จึงมีนัยยะเป็นอุทธาหรณ์ได้ว่า ความเป็นปึกแผ่นแห่งรัฐชาติขึ้นอยู่กับจิตวิญญานอันผูกพันต่อแผ่นดินของประชาชน มากกว่าการมีศูนย์รวมอันศักดิ์สิทธิ์ใดๆ 

ยิ่งเมื่อดูตัวอย่างที่เกิดในกลุ่มประเทศอาหรับด้วยแล้วจะเห็นว่า การดำรงสถานะสูงส่งของผู้ปกครองไว้ให้มั่นคงไม่สามารถกระทำได้ด้วยการกดขี่ กำจัด และกวาดล้างส่วนที่เป็น เสี้ยนหนาม อีกต่อไป

เพราะเสี้ยนหนามเหล่านั้นแท้จริงคือประชาชนในสิ่งแวดล้อมโลกาภิวัตรที่รู้มากขึ้นเสียจนไม่มีใครที่จะยอมให้กดขี่ กำจัด และกวาดล้างอีกแล้ว
 ***************


ภาพกลุ่มคนไทยในท้องที่มณฑลลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา ที่เรียกตัวเองว่า
 “Heart for Homeland” ซึ่ง เคยร่วมกันจัดผ้าป่ามหากุศลช่วยบ้านเกิดในคราวเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นเงินราว ๔ หมื่นดอลลาร์ ได้นัดพบปะสังสรรค์ และฉลองวันชาติสหรัฐ (The 4th of July) ในเมืองมอนเทอเรย์พาร์ค เมื่อวันพุธที่ผ่านมา 

ไทอาหมชมปูลุยน้ำท่วมฉุนนายกฯอินเดียแค่บินตรวจ

ที่มา Thai E-News






ที่มา คมชัดลึก

ไทอาหมอัสสัมชม'ปู'ลุยช่วยน้ำท่วม

ชาวไทอาหมรัฐอัสสัมฉุนนายกฯอินเดียบินตรวจน้ำท่วมไม่ลงเยี่ยมชาวบ้าน เปรียบเทียบ"ยิ่งลักษณ์" ชมลุยช่วยคราวน้ำท่วมปี54 

4ก.ค.2555 ตามที่เกิดฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า 1 สัปดาห์ ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ทำให้แม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีน้ำล้นและทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน รวมถึงแม่น้ำสายเล็กอีกหลายสาย ก็มีน้ำเอ่อล้น จนเข้าท่วมพื้นที่อยู่อาศัยรวมถึงเกิดดินถล่มอย่างรุนแรง ทำให้ชาวอินเดียเสียชีวิต 62 ราย และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนราว 2 ล้านคน  ซึ่งในจำนวนนั้นมีชาวไทอาหมที่อพยพจากมณฑลกว้างสีจ้วงก่อนสมัยสุโขทัยไป อาศัยเป็นจำนวนมากอยู่รวมอยู่ด้วย


ขณะ เดียวมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการช่วยเหลือของรัฐบาลอินเดียผ่านทาง สังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะทางเฟซบุ๊คว่าไม่ให้ช่วยเหลืออย่าง เต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีอินเดียเดินทางไปดูสถานการณ์ทาง เครื่องบินแต่ไม่ได้ลงดูในพื้นที่จริง โดยได้นำรูปภาพมาเปรียบเทียบกับการช่วยเหลือของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในคราวน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา เนื่องจากในสังคมออนไลน์ได้มีชาวไทอาหมได้ติดตามการเคลื่อนไหวของประเทศ ไทยอยู่เสมอ

เว็บเพจ Asomiya Got - অসমীয়া গোট

**********
ข่าวคมชัดลึกตอนน้ำท่วมใหญ่ปีกลาย 



กองทัพสับ'ปู'สอบตกแก้น้ำท่วม

กองทัพสับ "ยิ่งลักษณ์" สอบตกแก้น้ำท่วม แจงยิบ 12 ข้อ ไร้ภาวะผู้นำ สั่งใครไม่ได้-การเมืองครอบ "บ้านเลขที่ 111" เขย่า "ปู" ซ้ำ จี้ปลดก่อนพรรคพัง ดัน "เฉลิม-ประชา" คั่วนายกฯ ขัดตาทัพ (ลิ้งค์รายละะเอียดข่าว)

เว็บดราม่า:สื่อมวลชนไทยแม่งเหี้ยจริงๆ

ที่มา Thai E-News





image
:???:  อันนี้ไม่ดราม่าแต่ขอบ่นหน่อย เรื่องมันมีอยู่ว่าใครที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองคงพอจะได้ยินข่าวที่สื่อแขนงต่างๆ

ไม่ ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์โหมประโคมกันมาตั้งแต่เช้าข่าวนี้กันมาบ้าง มันเป็นข่าวที่ เกี่ยวกับบัณฑิตสาวเกียรตินิยมอันดับสองจากจุฬาที่ฆ่าตัวตายโดยการแขวน คอ และสื่อทุกแขนงต่างระบุว่าเธอฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ทำศัลยกรรมตกแต่ง แล้วออกมาไม่สวย!!

ราย ละเอียดของข่าวระบุว่าญาติไปพบผู้ตายเสียชีวิตโดยการแขวนคอในบ้านพัก ขณะนี้กำลังส่งศพไปชันสูตร แต่นักข่าวไปสอบถามญาติแล้วได้ความว่าก่อนหน้า นี้ผู้ตายเคยไปทำศัลยกรรมมาก่อน แต่ผลออกมาไม่สวยเหมือนที่คาดไว้ นักข่าวก็เลยจับเนื้อข่าวและความเห็นนี้มายำรวมกันและสรุปว่า “
:shock:  บัณฑิตสาวเกียรตินิยม ฆ่าตัวตายเพราะเครียดที่ทำศัลยกรรมไม่สวย” แม่งเลย
:cool:  ถูกต้องแล้วครับพ่อแม่พี่น้องครับ ภาพที่ทุกท่านได้เห็นมาจนถึงบัดนี้คือกระแสตอบรับจากสังคม
ที่สื่อมวลชนไทยต้องการและคาดหวังจากการนำเสนอข่าวสาวจุฬา สื่อมวลชนไทยนำเสนอข่าวนี้มาเพื่ออะไร?
เพื่อเยียวยาครอบครัวผู้ตาย? เพื่อตีแผ่และหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง? เปล่าเลยครับ
:o  แค่ พวกมึงอ้าปากมาก็เห็นลิ้นไก่แล้วว่าพวกมึงเพียงต้องการให้คนที่อ่านข่าวนี้ รู้สึกสมเพชเวทนาและก่นด่าผู้ตาย เหมือนที่เราได้เห็นกันไปเมื่อตะกี้เผื่อ ผลทางการตลาดเท่านั้น พ่อแม่พี่น้องรู้มั้ยครับว่าสื่อที่ดีมันควรจะนำเสนอข่าวยังไง

เวลา มีคนตายขึ้นมาคนนึง ตำรวจเขาก็จะนำร่างของผู้เสียชีวิตไปให้แพทย์ในพื้นที่ชันสูตรพลิกศพ และลง รายละเอียดการตายเบื้องต้นในเอกสารและใบมรณะบัตร ในเคสนี้สาเหตุการตายที่จะระบุในใบมรณะบัตร น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย หรือถ้าเป็นเคสที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดและรอการตรวจสอบเพิ่มเติม ก็จะระบุ เอาไว้ว่าตายโดยไม่ทราบสาเหตุ รอจนกว่าจะรู้ผลชันสูตรพลิกศพที่ชัดเจน แล้วสื่อมวลชนของประเทศไทยที่ชอบ พร่ำเพ้อละเมอถึงจริยธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพอื่นๆในสังคม
:razz:  พวก มึงมีสิทธิอันใดที่ไปวินิจฉัยให้ผู้ตายเสร็จสรรพว่าเขาตายเพราะสาเหตุ โง่ๆ ทั้งๆที่ผลการตรวจสอบยังไม่ชัดเจนเลย แต่ยังดีที่มีคนไม่หลงด่าผู้ตาย ตามที่สื่อชักนำ และเถียงแทนผู้ตายว่าพวกมึงจะรีบด่าเขาไปทำไม ทำไมพวกมึงถึงไม่อ่านที่สื่อ มันนำเสนอให้ดีๆวะ จะได้เข้าใจว่าสาเหตุการตายที่แท้จริงมันยังไม่แน่ชัด ไม่มีหลักฐานใดๆยืน ยันได้เลยว่าเธอคนนี้ฆ่าตัวตายเพราะศัลยกรรมแล้วออกมาไม่สวยจริงๆ 

บางทีเธออาจะฆ่าตัวตายเพราะปัญหาอื่นๆรุมเร้าก็ได้ แต่ไม่ว่าเธอจะฆ่าตัวตายเพราะเหตุผลใด
:???:  พวกมึงก็ควรจะให้เกียรติเขาในฐานะมนุษย์ซะบ้าง คิดว่าการที่พวกมึงรุมด่าผู้ตายฉอดๆนี่จะทำให้ญาติพี่น้องของเธอเป็นสุขรึไงวะ!?

:mrgreen:  สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้แอดมินพูดได้คำเดียวว่า
สื่อมวลชนไทยแม่งเหี้ยจริงๆ!!


*อ่านรายละเอียดที่เว็บดราม่า: สื่อมวลชนแม่งเหี้ยจริงๆ!!

...........................
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข่าวจากมติชนออนไลน์

พี่สาวยันนิสิตจุฬาฯไม่ได้ฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังทำศัลยกรรม ครอบครัวต้องการความเป็นส่้วนตัีว

เมื่อ เวลา 16.00 น. วันที่ 4 กรกฎาคม  ที่วัดสาครสุ่นประชาสรรค์ ศาลา5   จัดพิธีรดน้ำศพ นางสาวเบญญาภา  เสนาจันทร์ หรือน้องเชอร์รี่  อายุ 22 ปี  บัณฑิตเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับrujปริญญาตรี ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง  ผูกคอตายภายในบ้านพักซอยนาคนิวาส 24 เขตลาดพร้าว เมื่อวานที่ผ่านมา (3 ก.ค.) โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีแขกผู้ร่วมงานเฉพาะแค่กลุ่มญาติพี่น้องและเพื่อนๆเท่านั้น  ภายในงานไม่อนุญาตสื่อมวลชนเข้าไปถ่ายรูปให้อยู่ด้านนอกศาลา

ด้าน พี่สาวของผู้ตาย เปิดเผยว่า ยืนยันว่าน้องสาวไม่ได้ทำศัลยกรรมตามที่เป็นข่าว แต่จะไม่แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากทางครอบครัวไม่พร้อมและไม่ไว้ใจสื่อมวลชน เพราะเสนอข่าวเบี่ยงเบนความเป็นจริง

ส่วนบิดา มารดา และเพื่อนๆ ของผู้ตาย ไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

ก่อน หน้านี้ เมื่อเวลา 13.30 น.  ที่สถาบันนิติเวชวิทยา  โรงพยาบาลตำรวจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครอบครัว  น.ส.เบญญาภา เสนาจันทร์  ว่าที่บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผูกคอตัวเองเสียชีวิตที่บ้านพักย่านลาดพร้าว  เดินทางมารับศพ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติทำพิธีขอเจ้าที่เจ้าทางและไหว้พระนาคปรก ประจำ สถาบันนิติเวชฯเพื่อขอเบิกทาง ก่อนนำศพออกไปบำเพ็ญกุศล   มารดาผู้ตายถึงกับร้องไห้กอดญาติเมื่อเห็นศพ
 ญาติ ไม่พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของน.ส.เบญญาภา   อย่างไรก็ตาม ญาติรายหนึ่งของน.ส.เบญญาภา  บอกว่าจะนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดสาครสุ่นประชาสรรค์   ซ.สตรีวิทยา 2   และฌาปณกิจศพในวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม  
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรับศพครั้งนี้ มีเพียงญาติสนิทของน.ส.เบญญาภา มาเท่านั้น  ไม่พบเพื่อนนิสิต จุฬาฯ มาด้วย

4กรกฎาเทพีเสรีภาพหลับไหลให้ชะตาโจ กอร์ด้อน

ที่มา Thai E-News

 





ในโอกาสครบรอบ วันชาติอเมริกา ประกาศอิสรภาพ 236 ปี ที่"เทพีเสรีภาพยืนหลับไหล" มองไม่ถึงที่เมืองไทย ปล่อยให้ “โจ-กอร์ดอน” ผู้ถูกดำเนินคดีกล่าวหาแปลหนังสือ “King never smile” ข้อหาหมิ่นสถาบัน ศาลลงโทษ 2 ปี 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา เขาคือพลเมืองอเมริกา

กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า

ผม เขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รัฐบาลไทยใช้กฎหมายนี้กับนักกิจกรรม ปัญญาชน นักข่าว นักเขียน และนักการเมือง โดยคุมขังคนเหล่านี้ในเรือนจำนานนับทศวรรษในหลายกรณีแล้ว

ผมไม่ สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย

ผม อยากเรียกร้องให้อเมริกันชนทั้งมวลลุกขึ้นเถิดเพื่อสนับสนุนการปกป้องต่อ เกียรติภูมิของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติให้เสรีภาพในการแสดงออก เป็นข้อบทที่สำคัญยิ่ง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ รัฐบาลอเมริกันควรต้องพิทักษ์ปกป้องและประณามที่ไทยใช้กฎหมายอันมิชอบนี้ เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันเช่นผมที่โดนกระทำอยู่ในเวลานี้ และเพรียกหาอิสรภาพ ประเทศไทยต้องปล่อยผมจากคุกตั้งแต่บัดนี้

ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรท่านประธานาธิบดี และอเมริกา

ด้วยความเคารพยิ่ง

โจ กอร์ด้อน

เรือนจำกรุงเทพฯ ประเทศไทย
 — กับ Ei Wang และ 13 อื่นๆ
รูปภาพ : ในโอกาสครบรอบวันชาติอเมริกา ประกาศอิสรภาพ 236 ปี ที่"เทพีเสรีภาพยืนหลับไหล" มองไม่ถึงที่เมืองไทย ปล่อยให้ “โจ-กอร์ดอน” ผู้แปลหนังสือ “King never smile” ข้อหาหมิ่นสถาบัน ศาลลงโทษ 2 ปี 6 เดือนโดยไม่รอลงอาญา เขาคือพลเมืองอเมริกา

กราบเรียน ท่านประธานาธิบดีโอบาม่า

ผมเขียนจดหมายนี้ถึงท่าน เป็นเรื่องความเป็นความตายของผมในคุกที่กรุงเทพ,ประเทศไทย ทางการไทยจับกุมผมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รัฐบาลไทยใช้กฎหมายนี้กับนักกิจกรรม ปัญญาชน นักข่าว นักเขียน และนักการเมือง โดยคุมขังคนเหล่านี้ในเรือนจำนานนับทศวรรษในหลายกรณีแล้ว

ผมไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมไทยได้แต่เพียงลำพัง เพราะว่า มันเป็นกระบวนการที่ฉ้อฉล อคติ และละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม เป็นต้นว่า ในกรณีของผม มีการจองจำโดยไม่ให้ประกันตัว ผมจึงรู้สึกว่าน่าสลดใจที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราชาวอเมริกัน ได้ถูกละเมิด ย่ำยี และลดทอนคุณค่าลงโดยประเทศโลกที่สามอย่างไทย

ผมอยากเรียกร้องให้อเมริกันชนทั้งมวลลุกขึ้นเถิดเพื่อสนับสนุนการปกป้องต่อเกียรติภูมิของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่บัญญัติให้เสรีภาพในการแสดงออกเป็นข้อบทที่สำคัญยิ่ง ทว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับ รัฐบาลอเมริกันควรต้องพิทักษ์ปกป้องและประณามที่ไทยใช้กฎหมายอันมิชอบนี้เป็นเครื่องมือปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้พ้นไปจากการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอเมริกันเช่นผมที่โดนกระทำอยู่ในเวลานี้ และเพรียกหาอิสรภาพ ประเทศไทยต้องปล่อยผมจากคุกตั้งแต่บัดนี้

ขอพระเจ้าทรงอำนวยพระพรท่านประธานาธิบดี และอเมริกา

ด้วยความเคารพยิ่ง

โจ กอร์ด้อน

เรือนจำกรุงเทพฯ ประเทศไทย