WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 5, 2012

จดหมายร้องทุกข์: ถามหาความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา กรณีคำสั่งปลดออกจากราชการไม่ชอบ

ที่มา ประชาไท

 

ชื่อบทความเดิม: ถามหาความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาเมื่อมีกรณีการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
 
สืบเนื่องมาจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดง ที่ อ 245-246/2552 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ให้เพิกถอนคำสั่งปลดออกจากราชการ และ พิพากษาเพิกถอนโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งมีผลบังคับ ย่อมต้องถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าวมาก่อน เนื่องจากเป็นมติและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ดำเนินการทาง วินัยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่หน่วยงานเป็นผู้กำหนดและกฎหมายวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สังกัดอยู่จะต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิดที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการออกคำสั่งดังกล่าว ทั้งนี้ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบมาตรา 5 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยให้หน่วยงานต้นสังกัดจ่ายค่าเสียหายเป็นเงินเดือนย้อนหลังให้กับผู้ฟ้อง คดี 
 
จึงมีข้อเท็จจริงว่า การมีมติและคำสั่งปลดออกจากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย เพราะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ฟ้องคดีเป็นเงินเดือนย้อนหลังให้โดยไม่ได้ทำงาน
 
มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้ หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
 
ข้อ 20 ของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (ก.จ.จ.เชียงราย) เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวนฯ ลงวันที่ 24 มกราคม 2545 ระบุ “เมื่อปรากฏว่ามีมูลที่ควรกล่าวหา ข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานเบื้องต้นอยู่แล้วให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที... ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อนี้ และตามส่วนที่ 1 ของหมวด 2 หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด
 
และมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือ ที่ นร 0206/ว 218 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541  “ถ้าปรากฏว่า มีความจริงอันเป็นกรณีความผิดกฎหมายบ้านเมืองให้ดำเนินคดีอาญา ถ้ามีมูลความจริงเป็นกรณีความผิดวินัยให้ดำเนินการสอบสวน หรือตั้งกรรมการสอบสวน” ในกรณีนี้มีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้วตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งถือเป็นที่สุดและไม่มีผู้ใดสามารถยกเลิกเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าวได้
 
ทั้งนี้ เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสถานะเป็นนิติบุคคลไม่มีตัวตนและไม่ สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ด้วยตนเอง การดำเนินการทางวินัยจึงต้องกระทำโดยผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานและบุคคลที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 
ดังนั้น การที่หน่วยงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติกับผู้ที่ กระทำผิดกฎหมายอันเป็นเหตุให้ราชการและผู้อื่นได้รับความเสียหายตามคำ พิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยอ้างเอาเองว่า “ไม่อาจฟังได้ว่าข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่ประการใด”  ก็เท่ากับเห็นว่าศาลปกครองสูง สุดตัดสินคดีผิดพลาด ต้องไม่รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการและต้องไม่ชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำ ละเมิดกับผู้ฟ้องคดีตามคำพิพากษา รวมทั้งต้องฟ้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีใหม่เพื่อยกเลิกเพิกถอนคำ พิพากษาดังกล่าว แต่เมื่อไม่ได้กระทำก็ต้องถือว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นที่สุด
 
โดยมีข้อเท็จจริงว่า หน่วยงานได้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการและจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายให้ กับผู้ฟ้องคดีบางส่วน และได้คืนขั้นเงินเดือนย้อนหลังให้แต่ไม่ได้เลื่อนระดับให้กับผู้ฟ้องคดีตาม สิทธิที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนคำสั่งปลดอออกจากราชการมีผลบังคับใช้
 
และไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดำเนิน การหาตัวผู้กระทำผิดและลงโทษตามระเบียบของราชการ เนื่องจากมาตรา 420 แห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”  
 
โดยมีข้อเท็จจริงว่า แม้ผู้ฟ้องคดีผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องถูก ปลดออกจากราชการโดยไม่มีความผิดถึง 6 ปี จะได้ทำหนังสือร้องเรียนหน่วยงาน กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติต่อผู้ว่าราชการ จังหวัดในฐานะผู้มีหน้าที่กำกับดูแลตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และในฐานะผู้บังคับบัญชาผู้รับหนังสือร้องเรียนตามมติคณะรัฐมนตรี ถึง 12 ฉบับ แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แต่อย่างใด  
 
รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ว่า ราชการจังหวัด ได้มีหนังสือแจ้งว่าได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับ มอบหมายให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกลับมีหนังสือแจ้งว่าได้ส่งเรื่องร้องเรียนให้จังหวัดพิจารณาดำเนินการรวมกับเรื่องเดิม แล้ว รายงานผลการดำเนินการพร้อมทั้งความเห็นของจังหวัดและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยว ข้องให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทราบ ผลเป็นประการใดจังหวัดจะแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบต่อไป แม้จะมีข้อเท็จ จริงว่าผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนกล่าวโทษการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจังหวัด ด้วย อันเท่ากับกรมฯ ได้ส่งเรื่องร้องเรียนให้ผู้ที่ถูกร้องเรียนโดยตรงดำเนินการ ซึ่งขัดกับ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาผู้รับเรื่องร้องเรียนต้องให้ความ คุ้มครองกับผู้ร้องเรียน และระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของราชการ
 
จนบัดนี้ที่เวลาได้ล่วงเลยมานับแต่มีคำพิพากษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 มาแล้วเกือบ 3 ปีแล้ว ผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติใน การดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อลงโทษตามระเบียบของราชการ และเรียกเงินคืนให้กับราชการกรณีที่ได้ชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำละเมิดกับ ผู้ฟ้องคดีไปก่อนยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งก็ขอฝากถึงกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า เมื่อไม่สามารถลบล้างคำพิพากษาศาลของศาลปกครองสูงสุดได้ ท่านจึงมีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อลงโทษและเรียกเงินคืนให้รับราชการ เพราะกฎหมายและระเบียบของราชการมีไว้ใช้กับข้าราชการทุกคนเท่าเทียมกัน 
 
 
เอกสารอ้างอิง
1. คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดง ที่ อ 245-246/2552
2. หนังสือฯ ที่ ชร 51001/3338 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2552
3. หนังสือฯ ที่ ชร 51001/2101 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2554
4. หนังสือฯ ที่ ชร 51001/4576 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2554
5. ประกาศ ก.จ.จ.เชียงราย เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการสอบสวนฯ ลงวันที่ 24
    มกราคม 2545
6. หนังสือฯ ที่ นร 0206/ว 218 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทาง
     ปฏิบัติเกี่ยวกับการร้องเรียนกล่าวโทษข้าราชการฯ
7. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 49
8. หนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้อง
    ปฏิบัติ  จำนวน 12 ฉบับ
 
 
AttachmentSize
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดง ที่ อ 245-246/2552298 KB

ญาติผู้ประสบภัยม. 112 เดินหน้ารณรงค์ปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีหมิ่น

ที่มา ประชาไท

 

"เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" แถลงเปิดตัว เดินหน้ากิจกรรมรณรงค์เรียกร้องสร้างความเข้าใจแก่สาธารณะเรื่องสิทธิพื้น ฐานนักโทษคดีหมิ่น พร้อมเรียกร้องปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
 5 ก.ค. 55 - เวลาราว 11.00 น. ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112 นำโดยสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้แถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมของ "เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" โดยมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังและผู้ต้องหาในคดีม. 112 ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า นอกจากกลุ่มจะมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังโดยทันทีแล้ว ทางเครือข่ายยังหวังจะสร้างความเข้าใจกับสาธารณะในประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของนักโทษและผู้ต้องหา เช่น สิทธิในการประกันตัว สิทธิการรักษาพยาบาล และสิทธิในการยอมรับในฐานะเป็นนักโทษการเมือง
การแถลงข่าวในครั้งนี้มีญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112 มาร่วมแถลงด้วย อาทิ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ กีเชียง ทวีวโรดมกุล บิดาของธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล โดยเล่าถึงกิจกรรมที่จะดำเนินต่อไปของกลุ่มว่า จะให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายที่จำเป็น ทำการรณรงค์และยื่นจดหมายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เครือข่ายญาติได้เล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง และผลกระทบที่ครอบครัวได้รับ โดยนางปราณี กล่าวถึง สิทธิการรักษาพยาบาลของนักโทษคดีหมิ่นว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากที่นายอำพล หรือ "อากง SMS" เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางเรือนจำจะส่งตัวนายสุรชัยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ในกรณีของนักโทษหญิงอย่างกรณีดา ตอปิโด ยังพบกับความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเข้าเยี่ยม หรือการรักษาพยาบาล
ด้านนายกีเชียง บิดาของธันย์ฐวุฒื หรือ "หนุ่ม เรดนนท์" เผยว่า หลังจากที่ธันย์ฐวุฒืถูกตัดสินจำคุกในคดีม. 112 ทางครอบครัวก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยลูกๆ คนอื่นที่ทำงานบริษัทเอกชนก็ถูกดูถูกเหยียดหยาม แม้แต่ญาติพี่น้องของตนเองก็ยังไม่อยากที่จะไปเยี่ยม "หนุ่ม" ที่เรือนจำเลย
ทั้งนี้ ทางกลุ่มจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 7 ก.ค. ที่จะถึงนี้ โดยงานเสวนาแถลงข่าวจะมีวิทยากรอาทิ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนและอดีตผู้ต้องหาคดีม. 112 จอน อึ๊งภากรณ์ สมาชิกในอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวนสพ. เดอะ เนชั่น ศราวุฒิ ประทุมราช สถาบันหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน และตัวแทนญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112

iLaw: “เชียงใหม่มหานคร” ก้าวแรกของการยกเลิกอำนาจส่วนภูมิภาค เพิ่มอำนาจส่วนท้องถิ่น

ที่มา ประชาไท

 


เจ็ดโมงเช้า วันที่ 24 มิถุนายน 2555 จักรยานกว่า 50 คันนัดเจอกันที่ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งในงานประกาศเจตนารมณ์ “เชียงใหม่พร้อมแล้วที่จะจัดการตนเอง และขับเคลื่อนสู่เชียงใหม่มหานคร” และเป็นจุดเริ่มของการรวบรวมรายชื่อประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ภายใน 120 วัน ตามเจตนารมณ์ “120 วัน ก้าวผ่าน 120 ปีของการรวมศูนย์อำนาจ”
ขบวนการขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง อาศัยความร่วมมือจากกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ ประชาสังคม นักธุรกิจ และองค์กรชุมชน ที่มองเห็นปัญหาร่วมกันของการนำนโยบายจากส่วนกลางมาบังคับใช้กับจังหวัด เชียงใหม่ โดยในกิจกรรมการประกาศเจตนารมณ์ มีนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อดีตรองผู้ว่าเชียงใหม่ ตัวแทนจากวิทยุออนไลน์คนเมืองเรดิโอ ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ตัวแทนจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ตัวแทนจากเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น สถาบันการจัดการทางสังคม เข้าร่วมวงเสวนาเกี่ยวกับร่างกฎหมายประชาชนฉบับนี้
ข้อเสนอหลักของร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร คือการผลักดันให้เชียงใหม่ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยคงส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นไว้ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สภาเชียงใหม่ และสภาพลเมือง มีการจัดเก็บภาษีเอง และส่งให้รัฐบาลกลางร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือใช้บริหารจังหวัดในด้านต่างๆ โดยยกเว้นด้านการทหาร การศาล ระบบเงินตรา และการต่างประเทศ (ดูข้อเสนอเกี่ยวกับระเบียบการบริหารราชการเชียงใหม่)

อะไรคือ “เชียงใหม่มหานคร”
“ดูอย่างอเมริกาสิ มีทั้งวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ค ทำไมเมืองไทยจะมีทั้งกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่มหานครไม่ได้”
“เชียงใหม่จัดการตัวเองมาหลายร้อยปีแล้ว พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครก็แค่คืนอำนาจกลับมาให้คนเชียงใหม่”
“คนกรุงเทพฯ ชอบพูดว่ากลับบ้านนอกกลับต่างจังหวัด ต่อไปเราไปกรุงเทพฯ เราก็จะบอกว่าไปต่างจังหวัดเหมือนกัน”
                                                                                               - ความคิดเห็นจากคนเมืองเชียงใหม่

การผลักดันเรื่องเชียงใหม่มหานคร เริ่มจากการมองเห็นปัญหาการใช้นโยบายจากส่วนกลางในท้องถิ่นของคนกลุ่มต่างๆ นำมาสู่การสร้างเครือข่ายเพื่อผลักดันเชียงใหม่มหานครร่วมกัน
ชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการสถาบันการจัดการทางสังคม กล่าวว่า เชียงใหม่เติบโตเร็วรองจากกรุงเทพฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อน นโยบายจากส่วนกลางไม่สามารถตอบโจทก์ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้เชียงใหม่มีวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของตนเอง การกำหนดการพัฒนาจากส่วนกลางทำให้ชุมชนอ่อนแอลง เช่น โรงเรียนพูดภาษาไทย ไม่สอนภาษาท้องถิ่น เอาระบบชลประทานมาแทนฝาย กฎหมายการจัดการป่าของกรมป่าไม้ที่ขัดกับวิถีชาวบ้าน เกิดผลกระทบเป็นปัญหาให้ท้องถิ่น เห็นได้จากในอดีตการพัฒนาที่คิดมาจากส่วนกลาง ถูกคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ สถานเริงรมย์ ฯลฯ และเชียงใหม่ยังมีสถานศึกษา และองค์ความรู้ที่พร้อม เป็นเหตุผลที่ถึงเวลาที่คนเชียงใหม่จะจัดการดูแลท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง
ดร.นิรันดร์ โพธิการ ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ เล่าปัญหาโดยยกตัวอย่างการรณรงค์เรื่องการขี่จักรยาน ก็พบว่าท้องถิ่นไม่ค่อยมีอำนาจที่จะต่อรองกับตำรวจซึ่งเป็นข้าราชการส่วน ภูมิภาคและกลายเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งๆ ที่การตัดสินใจต่างๆ ควรเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของท้องถิ่น


หลากคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร
เหมือนกรุงเทพมหานครไหม :
ในวงเสวนามีการตั้งคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร จะทำให้เชียงใหม่เป็นเหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ ซึ่งตามร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครนี้ มีการจัดการปกครองที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ กล่าวคือ กรุงเทพฯ มีลักษณะรวมศูนย์และจัดการปกครองเป็นระดับเดียว ไม่มีเทศบาล ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมาก ขณะที่เชียงใหม่มหานครจะมีรูปแบบการปกครอง 2 ระดับ คือระดับบน (เชียงใหม่มหานคร) และระดับล่าง (เทศบาล) นอกจากนี้ความต่างหลักอีกอย่างคือมีองค์กรที่ทำการตรวจสอบถอดถอน คือสภาพลเมือง การใช้คำว่ามหานครเป็นเพียงการแสดงความยิ่งใหญ่ และความพร้อมในการปกครองตนเองเท่านั้น

การมีส่วนร่วมของคนเมืองเป็นอย่างไร :

เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่และมีคนพื้นเมืองกระจายในพื้นที่กว้าง ผู้สนับสนุน พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครคาดหวังว่า หากกำหนดให้เชียงใหม่จัดการตนเอง จะทำให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดวิถีที่สอดคล้องกับตนเองจริงๆ เช่น การจัดการศึกษานั้น หากเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น จะเห็นบทบาทของคนพื้นเมืองที่เข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดความหลากหลาย เช่น การเรียนในภาษาคำเมือง ภาษาตามกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ
แบ่งแยกดินแดน ? :
คำถามยอดนิยมที่มักเกิดขึ้นต่อการเสนอให้ท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งคือ สิ่งนี้จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายยืนยันว่า สิ่งนี้ไม่นำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน ประเทศยังเป็นรัฐเหมือนเดิม ทว่า พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครเพียงเรียกร้องการดูแลประเด็นในท้องถิ่นด้วยตนเอง โดยทำหน้าที่บริหารงาน การเงิน และนโยบายสำหรับจังหวัด ดูแลความเป็นอยู่ ความปลอดภัย น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง การศึกษา การรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดการของส่วนกลางในด้านอื่นๆ ส่วนกลางยังคงมีหน้าที่ในการบริหาร 4 ด้าน อันได้แก่ด้านกองกำลังทหาร การจัดการระบบเงินตรา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การศาล และเรื่องสำคัญอื่นๆ ในระดับชาติ
การเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสในการบริหารได้จริงหรือ? :
ร่างกฎหมายนี้มีเงื่อนไขให้สมาชิกสภาเชียงใหม่ มหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง และอยู่ได้คราวละสองวาระ วาระละสี่ปี ดังนั้น หากชาวบ้านเห็นว่าผู้แทนทำงานไม่ดีก็ตัดสินใจใหม่ได้ในครั้งต่อไป นอกจากนี้เรื่องการครองอำนาจระยะยาวก็จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะมีข้อกำหนดว่า อยู่ได้ไม่เกินสองวาระ ทำให้นักการเมืองยึดอำนาจไว้ในมือได้ยาก นอกจากนี้แล้วกลไกการตรวจสอบที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นสภาพลเมือง จะทำให้เกิดการตั้งคำถาม และความตื่นตัวในการเมืองท้องถิ่น ทำให้ประชาชนตระหนักในผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น

การจัดการตนเอง รอให้พร้อมโดยไม่เริ่มไม่ได้
“เปลี่ยนแล้วมันย้อนกลับยาก ควรจะศึกษาผลกระทบให้รอบคอบไม่ผลีผลาม”
“ทำไมต้องมาพัฒนาที่เชียงใหม่ เชียงใหม่มีเสน่ห์ของมันเองอยู่แล้ว เป็นเมืองที่คนอยากมาโดยไม่ต้องเป็นมหานคร”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าภาษีจะมาลงที่เชียงใหม่เพิ่มขึ้นอีกกี่ เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ที่ว่าจะบริหารเงินส่วนนั้น ให้มีประสิทธิภาพได้รึเปล่า”

การจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับเชียงใหม่มหานคร มีทั้งเสียงตอบรับและคำถามจำนวนมาก คำถามที่พบบ่อยก็เช่น เป็นการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ เหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ อีกคำถามที่พบบ่อยคือเรื่องความพร้อม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนเห็นด้วยเชิงหลักการ แต่ยังมีข้อกังวลอยู่ในใจ
บุษยา คุณากรสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเอง กล่าวว่าเรื่องนี้คงรอความพร้อมทั้งหมดจากทุกฝ่ายไม่ได้ หากไม่ทดลองทำก็คงไม่เห็นปัญหาที่จะเกิด และข้อกังวลก็จะเป็นเพียงข้อกังวลต่อไป เห็นได้จากเรื่องเทศบาล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2538 ก็มีวิวัฒนาการ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ เชียงใหม่มหานครก็สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ
บุษยา เล่าว่า อุปสรรคแรกที่พบในการดำเนินงานคือ การจินตนาการว่าท้องถิ่นจัดการตนเองต้องเป็นอย่างไร ควรมีโครงสร้างอย่างไร ซึ่งเป็นการออกแบบความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทก์ให้ครบถ้วน ส่งผลให้ต้องมีการวางโมเดล หลักการ การจัดการระบบการเงิน ระบบภาษี รูปแบบการมีส่วนร่วม และต้องให้การถกเถียงก้าวข้ามจากการเรื่องนโยบายสาธารณะมาคุยเรื่องกลไกให้ ได้
มีหลายกระแสกล่าวว่า เชียงใหม่มหานครอาจเป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่นได้ แต่บุษยามองว่า แต่ละจังหวัดก็ต้องตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับตนเอง และจะต้องมาแลกเปลี่ยนกันว่าโมเดลควรจะเป็นอย่างไร ทำมาแล้วได้อย่างไร เพราะแต่ละจังหวัดมีการผลักดันในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอเป็นสามจังหวัดสี่อำเภอ โดยมีรูปแบบการปกครองคล้ายกรุงเทพฯ ไม่มีเทศบาลเช่นเชียงใหม่ สำหรับแม่ฮ่องสอนและอำนาจเจริญ ก็จะไม่ได้พูดถึงเรื่องการจัดการอำนาจในการปกครองแต่จะพูดถึงนโยบายสาธารณะ มากกว่า
นอกจากนี้ การดำเนินการเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเองยังสามารถสะท้อนปัญหาทางการเมือง ด้วย บุษยากล่าวว่า ความขัดแย้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง ความเป็นสีหายไปกับเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเอง เนื่องจากเป็นประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดจากการดึงอำนาจไปอยู่ ที่ส่วนกลาง ความขัดแย้งเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแต่ละครั้งมีผลกระทบอย่างไรคนท้องถิ่นก็ต้องรับ สภาพ เนื่องจากการเปลี่ยนผู้นำไม่ได้แก้ปัญหาให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง การลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชนด้วยการใช้กลไกการจัดการตนเองจะเป็นโครง สร้างที่แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยดึงอำนาจกลับมาให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วม ตัดสินใจนโยบายที่มีผลกระทบต่อตนเองได้ง่ายขึ้นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น คือ สามชั้นอำนาจในระเบียบบริหารราชการไทย แต่ที่ผ่านมาพบว่า อำนาจากส่วนภูมิภาคคืออุปสรรคใหญ่ต่อการกระจายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย ภาคประชาชนเชียงใหม่จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค ใน “ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร”


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.ilaw.or.th/node/1618

ญาติผู้ประสบภัยม. 112 เดินหน้ารณรงค์ปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีหมิ่น

ที่มา ประชาไท

 

"เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" แถลงเปิดตัว เดินหน้ากิจกรรมรณรงค์เรียกร้องสร้างความเข้าใจแก่สาธารณะเรื่องสิทธิพื้น ฐานนักโทษคดีหมิ่น พร้อมเรียกร้องปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
 5 ก.ค. 55 - เวลาราว 11.00 น. ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112 นำโดยสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้แถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมของ "เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" โดยมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังและผู้ต้องหาในคดีม. 112 ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า นอกจากกลุ่มจะมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังโดยทันทีแล้ว ทางเครือข่ายยังหวังจะสร้างความเข้าใจกับสาธารณะในประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของนักโทษและผู้ต้องหา เช่น สิทธิในการประกันตัว สิทธิการรักษาพยาบาล และสิทธิในการยอมรับในฐานะเป็นนักโทษการเมือง
การแถลงข่าวในครั้งนี้มีญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112 มาร่วมแถลงด้วย อาทิ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ กีเชียง ทวีวโรดมกุล บิดาของธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล โดยเล่าถึงกิจกรรมที่จะดำเนินต่อไปของกลุ่มว่า จะให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายที่จำเป็น ทำการรณรงค์และยื่นจดหมายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เครือข่ายญาติได้เล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง และผลกระทบที่ครอบครัวได้รับ โดยนางปราณี กล่าวถึง สิทธิการรักษาพยาบาลของนักโทษคดีหมิ่นว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากที่นายอำพล หรือ "อากง SMS" เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางเรือนจำจะส่งตัวนายสุรชัยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ในกรณีของนักโทษหญิงอย่างกรณีดา ตอปิโด ยังพบกับความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเข้าเยี่ยม หรือการรักษาพยาบาล
ด้านนายกีเชียง บิดาของธันย์ฐวุฒื หรือ "หนุ่ม เรดนนท์" เผยว่า หลังจากที่ธันย์ฐวุฒืถูกตัดสินจำคุกในคดีม. 112 ทางครอบครัวก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยลูกๆ คนอื่นที่ทำงานบริษัทเอกชนก็ถูกดูถูกเหยียดหยาม แม้แต่ญาติพี่น้องของตนเองก็ยังไม่อยากที่จะไปเยี่ยม "หนุ่ม" ที่เรือนจำเลย
ทั้งนี้ ทางกลุ่มจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 7 ก.ค. ที่จะถึงนี้ โดยงานเสวนาแถลงข่าวจะมีวิทยากรอาทิ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนและอดีตผู้ต้องหาคดีม. 112 จอน อึ๊งภากรณ์ สมาชิกในอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวนสพ. เดอะ เนชั่น ศราวุฒิ ประทุมราช สถาบันหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน และตัวแทนญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112

ที่มา ประชาไท

 


เจ็ดโมงเช้า วันที่ 24 มิถุนายน 2555 จักรยานกว่า 50 คันนัดเจอกันที่ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งในงานประกาศเจตนารมณ์ “เชียงใหม่พร้อมแล้วที่จะจัดการตนเอง และขับเคลื่อนสู่เชียงใหม่มหานคร” และเป็นจุดเริ่มของการรวบรวมรายชื่อประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ภายใน 120 วัน ตามเจตนารมณ์ “120 วัน ก้าวผ่าน 120 ปีของการรวมศูนย์อำนาจ”
ขบวนการขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง อาศัยความร่วมมือจากกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ ประชาสังคม นักธุรกิจ และองค์กรชุมชน ที่มองเห็นปัญหาร่วมกันของการนำนโยบายจากส่วนกลางมาบังคับใช้กับจังหวัด เชียงใหม่ โดยในกิจกรรมการประกาศเจตนารมณ์ มีนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อดีตรองผู้ว่าเชียงใหม่ ตัวแทนจากวิทยุออนไลน์คนเมืองเรดิโอ ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ตัวแทนจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ตัวแทนจากเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น สถาบันการจัดการทางสังคม เข้าร่วมวงเสวนาเกี่ยวกับร่างกฎหมายประชาชนฉบับนี้
ข้อเสนอหลักของร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร คือการผลักดันให้เชียงใหม่ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยคงส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นไว้ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สภาเชียงใหม่ และสภาพลเมือง มีการจัดเก็บภาษีเอง และส่งให้รัฐบาลกลางร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือใช้บริหารจังหวัดในด้านต่างๆ โดยยกเว้นด้านการทหาร การศาล ระบบเงินตรา และการต่างประเทศ (ดูข้อเสนอเกี่ยวกับระเบียบการบริหารราชการเชียงใหม่)

อะไรคือ “เชียงใหม่มหานคร”
“ดูอย่างอเมริกาสิ มีทั้งวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ค ทำไมเมืองไทยจะมีทั้งกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่มหานครไม่ได้”
“เชียงใหม่จัดการตัวเองมาหลายร้อยปีแล้ว พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครก็แค่คืนอำนาจกลับมาให้คนเชียงใหม่”
“คนกรุงเทพฯ ชอบพูดว่ากลับบ้านนอกกลับต่างจังหวัด ต่อไปเราไปกรุงเทพฯ เราก็จะบอกว่าไปต่างจังหวัดเหมือนกัน”
                                                                                               - ความคิดเห็นจากคนเมืองเชียงใหม่

การผลักดันเรื่องเชียงใหม่มหานคร เริ่มจากการมองเห็นปัญหาการใช้นโยบายจากส่วนกลางในท้องถิ่นของคนกลุ่มต่างๆ นำมาสู่การสร้างเครือข่ายเพื่อผลักดันเชียงใหม่มหานครร่วมกัน
ชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการสถาบันการจัดการทางสังคม กล่าวว่า เชียงใหม่เติบโตเร็วรองจากกรุงเทพฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อน นโยบายจากส่วนกลางไม่สามารถตอบโจทก์ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้เชียงใหม่มีวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของตนเอง การกำหนดการพัฒนาจากส่วนกลางทำให้ชุมชนอ่อนแอลง เช่น โรงเรียนพูดภาษาไทย ไม่สอนภาษาท้องถิ่น เอาระบบชลประทานมาแทนฝาย กฎหมายการจัดการป่าของกรมป่าไม้ที่ขัดกับวิถีชาวบ้าน เกิดผลกระทบเป็นปัญหาให้ท้องถิ่น เห็นได้จากในอดีตการพัฒนาที่คิดมาจากส่วนกลาง ถูกคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ สถานเริงรมย์ ฯลฯ และเชียงใหม่ยังมีสถานศึกษา และองค์ความรู้ที่พร้อม เป็นเหตุผลที่ถึงเวลาที่คนเชียงใหม่จะจัดการดูแลท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง
ดร.นิรันดร์ โพธิการ ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ เล่าปัญหาโดยยกตัวอย่างการรณรงค์เรื่องการขี่จักรยาน ก็พบว่าท้องถิ่นไม่ค่อยมีอำนาจที่จะต่อรองกับตำรวจซึ่งเป็นข้าราชการส่วน ภูมิภาคและกลายเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งๆ ที่การตัดสินใจต่างๆ ควรเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของท้องถิ่น


หลากคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร
เหมือนกรุงเทพมหานครไหม :
ในวงเสวนามีการตั้งคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร จะทำให้เชียงใหม่เป็นเหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ ซึ่งตามร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครนี้ มีการจัดการปกครองที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ กล่าวคือ กรุงเทพฯ มีลักษณะรวมศูนย์และจัดการปกครองเป็นระดับเดียว ไม่มีเทศบาล ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมาก ขณะที่เชียงใหม่มหานครจะมีรูปแบบการปกครอง 2 ระดับ คือระดับบน (เชียงใหม่มหานคร) และระดับล่าง (เทศบาล) นอกจากนี้ความต่างหลักอีกอย่างคือมีองค์กรที่ทำการตรวจสอบถอดถอน คือสภาพลเมือง การใช้คำว่ามหานครเป็นเพียงการแสดงความยิ่งใหญ่ และความพร้อมในการปกครองตนเองเท่านั้น

การมีส่วนร่วมของคนเมืองเป็นอย่างไร :

เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่และมีคนพื้นเมืองกระจายในพื้นที่กว้าง ผู้สนับสนุน พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครคาดหวังว่า หากกำหนดให้เชียงใหม่จัดการตนเอง จะทำให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดวิถีที่สอดคล้องกับตนเองจริงๆ เช่น การจัดการศึกษานั้น หากเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น จะเห็นบทบาทของคนพื้นเมืองที่เข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดความหลากหลาย เช่น การเรียนในภาษาคำเมือง ภาษาตามกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ
แบ่งแยกดินแดน ? :
คำถามยอดนิยมที่มักเกิดขึ้นต่อการเสนอให้ท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งคือ สิ่งนี้จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายยืนยันว่า สิ่งนี้ไม่นำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน ประเทศยังเป็นรัฐเหมือนเดิม ทว่า พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครเพียงเรียกร้องการดูแลประเด็นในท้องถิ่นด้วยตนเอง โดยทำหน้าที่บริหารงาน การเงิน และนโยบายสำหรับจังหวัด ดูแลความเป็นอยู่ ความปลอดภัย น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง การศึกษา การรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดการของส่วนกลางในด้านอื่นๆ ส่วนกลางยังคงมีหน้าที่ในการบริหาร 4 ด้าน อันได้แก่ด้านกองกำลังทหาร การจัดการระบบเงินตรา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การศาล และเรื่องสำคัญอื่นๆ ในระดับชาติ
การเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสในการบริหารได้จริงหรือ? :
ร่างกฎหมายนี้มีเงื่อนไขให้สมาชิกสภาเชียงใหม่ มหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง และอยู่ได้คราวละสองวาระ วาระละสี่ปี ดังนั้น หากชาวบ้านเห็นว่าผู้แทนทำงานไม่ดีก็ตัดสินใจใหม่ได้ในครั้งต่อไป นอกจากนี้เรื่องการครองอำนาจระยะยาวก็จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะมีข้อกำหนดว่า อยู่ได้ไม่เกินสองวาระ ทำให้นักการเมืองยึดอำนาจไว้ในมือได้ยาก นอกจากนี้แล้วกลไกการตรวจสอบที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นสภาพลเมือง จะทำให้เกิดการตั้งคำถาม และความตื่นตัวในการเมืองท้องถิ่น ทำให้ประชาชนตระหนักในผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น

การจัดการตนเอง รอให้พร้อมโดยไม่เริ่มไม่ได้
“เปลี่ยนแล้วมันย้อนกลับยาก ควรจะศึกษาผลกระทบให้รอบคอบไม่ผลีผลาม”
“ทำไมต้องมาพัฒนาที่เชียงใหม่ เชียงใหม่มีเสน่ห์ของมันเองอยู่แล้ว เป็นเมืองที่คนอยากมาโดยไม่ต้องเป็นมหานคร”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าภาษีจะมาลงที่เชียงใหม่เพิ่มขึ้นอีกกี่ เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ที่ว่าจะบริหารเงินส่วนนั้น ให้มีประสิทธิภาพได้รึเปล่า”

การจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับเชียงใหม่มหานคร มีทั้งเสียงตอบรับและคำถามจำนวนมาก คำถามที่พบบ่อยก็เช่น เป็นการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ เหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ อีกคำถามที่พบบ่อยคือเรื่องความพร้อม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนเห็นด้วยเชิงหลักการ แต่ยังมีข้อกังวลอยู่ในใจ
บุษยา คุณากรสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเอง กล่าวว่าเรื่องนี้คงรอความพร้อมทั้งหมดจากทุกฝ่ายไม่ได้ หากไม่ทดลองทำก็คงไม่เห็นปัญหาที่จะเกิด และข้อกังวลก็จะเป็นเพียงข้อกังวลต่อไป เห็นได้จากเรื่องเทศบาล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2538 ก็มีวิวัฒนาการ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ เชียงใหม่มหานครก็สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ
บุษยา เล่าว่า อุปสรรคแรกที่พบในการดำเนินงานคือ การจินตนาการว่าท้องถิ่นจัดการตนเองต้องเป็นอย่างไร ควรมีโครงสร้างอย่างไร ซึ่งเป็นการออกแบบความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทก์ให้ครบถ้วน ส่งผลให้ต้องมีการวางโมเดล หลักการ การจัดการระบบการเงิน ระบบภาษี รูปแบบการมีส่วนร่วม และต้องให้การถกเถียงก้าวข้ามจากการเรื่องนโยบายสาธารณะมาคุยเรื่องกลไกให้ ได้
มีหลายกระแสกล่าวว่า เชียงใหม่มหานครอาจเป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่นได้ แต่บุษยามองว่า แต่ละจังหวัดก็ต้องตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับตนเอง และจะต้องมาแลกเปลี่ยนกันว่าโมเดลควรจะเป็นอย่างไร ทำมาแล้วได้อย่างไร เพราะแต่ละจังหวัดมีการผลักดันในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอเป็นสามจังหวัดสี่อำเภอ โดยมีรูปแบบการปกครองคล้ายกรุงเทพฯ ไม่มีเทศบาลเช่นเชียงใหม่ สำหรับแม่ฮ่องสอนและอำนาจเจริญ ก็จะไม่ได้พูดถึงเรื่องการจัดการอำนาจในการปกครองแต่จะพูดถึงนโยบายสาธารณะ มากกว่า
นอกจากนี้ การดำเนินการเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเองยังสามารถสะท้อนปัญหาทางการเมือง ด้วย บุษยากล่าวว่า ความขัดแย้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง ความเป็นสีหายไปกับเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเอง เนื่องจากเป็นประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดจากการดึงอำนาจไปอยู่ ที่ส่วนกลาง ความขัดแย้งเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแต่ละครั้งมีผลกระทบอย่างไรคนท้องถิ่นก็ต้องรับ สภาพ เนื่องจากการเปลี่ยนผู้นำไม่ได้แก้ปัญหาให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง การลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชนด้วยการใช้กลไกการจัดการตนเองจะเป็นโครง สร้างที่แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยดึงอำนาจกลับมาให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วม ตัดสินใจนโยบายที่มีผลกระทบต่อตนเองได้ง่ายขึ้นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น คือ สามชั้นอำนาจในระเบียบบริหารราชการไทย แต่ที่ผ่านมาพบว่า อำนาจากส่วนภูมิภาคคืออุปสรรคใหญ่ต่อการกระจายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย ภาคประชาชนเชียงใหม่จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค ใน “ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร”


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.ilaw.or.th/node/1618

จรัญ ภักดีธนากุล (5 ปีที่แล้ว) เสนอให้รับ รธน.50 แล้วค่อยแก้มาตราเดียวเพื่อยกร่างใหม่

ที่มา ประชาไท

 

หมายเหตุ: ตามที่ในวันนี้ (5 ก.ค. 55) ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่งบัลลังก์ศาล ได้ชี้แจงต่อผู้ถูกร้องจากพรรคเพื่อไท
ยว่า ในสมัยที่เขาเป็น ส.ส.ร.ปี 2550 นั้นเคยบอกว่าให้รับรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้พ้นจากระบอบปฏิวัติรัฐประหาร แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เหมาะไม่ควรตรงไหนก็ให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ แต่ไม่ได้บอกว่าให้ยกร่างทั้งฉบับนั้น
ก่อนหน้านี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อวันที 3 ส.ค. ปี 2550 มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิไตยได้จัดดีเบตระหว่างฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยหนึ่งในผู้อภิปรายฝ่ายสนับสนุนคือจรัญ ภักดีธนากุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยในช่วงที่ 2 ของการอภิปราย นายจรัญได้เสนอให้รับรัฐธรรมนูญปี 2550 ไปก่อน เพราะเป็น "สิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมาแห่งอำนาจของประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน แน่นอน " และหลังจากนั้นสามารถแก้ไขมาตราเดียวแบบเดียวกับที่เริ่มร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยนายจรัญยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ "ราบรื่น" กว่าการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมีรายละเอียดของการอภิปรายดังนี้


"การ ที่เราลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะให้ผลดีคือ ‘ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที’ คมช. สิ้นสภาพทันที ส่วนว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง มีบางจุดหลายจุดที่ท่านนำเสนอมานี้ เราเริ่มกระบวนการแก้ไข การแก้ไขนี้ผมอยากจะให้ ‘เราทำแบบเมื่อปี 2540 เราเสนอแบบให้ 50,000 คนเท่านั้นครับ! แล้วก็ ส.ส.ในสภา 1 ใน 4 เท่านั้นครับ!’ เสนอแก้ไขมาตราเดียวแบบที่เราเริ่มทำในปี 2540 แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่ เนี่ยครับ เราก็ว่าถ้าเราเดินอย่างนี้มันจะราบรื่นกว่าที่เราจะใช้วิธีการว่า เอาล่ะ! เราล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วคาดหวังว่า คมช. กับ ครม. จะหยิบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในอดีต มาปรับปรุงให้ดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เรากำลังทำนี้"
จรัล ภักดีธนากุล, สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3 ส.ค. 2550

จรัญ ภักดีธนากุล
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550

ผมก็ดีใจมาก ที่กิจกรรมนี้ได้ดำเนินมาอย่างราบรื่น จนถึงเวลาใกล้จะยุติลงได้ด้วยดี ขอเรียนว่าอย่างนี้ครับ ที่เราคุยกันมาทั้งหมด 3 ชั่วโมงนี้ ล้วนแต่เป็นความคิดเห็น และความเชื่อของแต่ละคนๆ ซึ่งมีภูมิหลังแตกต่างกัน มีประสบการณ์ความรู้แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพบว่าเป็นปัญหาจริงๆ อยู่ที่ความยึดมั่น ถือมั่นของพวกเรากันเองว่าจะรุนแรงเกินไปไหม ถ้าเราลดคลายทิฐิมานะลงบ้างทุกฝ่าย แล้วก็เริ่มต้นทำใจเป็นกลาง แล้วก็วิเคราะห์ปัญหานี้ซึ่งเป็นปัญหาของบ้านเมืองให้หาประโยชน์ให้ได้ว่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการก้าวต่อไปของเราในการลงประชามติ ‘รับ’ หรือ ‘ไม่รับ’ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์มากกว่าหรือน้อยกว่าแล้วเราก็ตัดสินใจ อย่างนั้น อย่าได้ถูกชี้นำหรือชักนำไปตามความคิดความเห็นของวิทยากรที่นำเสนอในวันนี้ นะครับ
ผมเองในฐานะได้รับมอบหมาย จากคณะผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับให้สรุป ผมก็ต้องสรุปอย่างนี้ครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เรายอมรับว่าไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด แต่เรามองว่า มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมาแห่งอำนาจของประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน แน่นอน (ปรบมือ)
ผมเคารพและได้ฟังความคิดเห็นของท่านอาจารย์วรเจตน์ชัดเจนวันนี้ เมื่อสักครู่นี้ ว่าท่านเห็นทางสะดวกของท่านเหมือนกัน แต่ว่า ท่านครับ นั่นคือความเห็นและความเชื่อไม่ชัดเจนแน่นอน ราบรื่นเท่ากับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้
จุดที่สองครับ การที่เราลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะให้ผลดีคือ ‘ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที’ คมช. สิ้นสภาพทันที ส่วนว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง มีบางจุดหลายจุดที่ท่านนำเสนอมานี้ เราเริ่มกระบวนการแก้ไข การแก้ไขนี้ผมอยากจะให้ ‘เราทำแบบเมื่อปี 2540 เราเสนอแบบให้ 50,000 คนเท่านั้นครับ! แล้วก็ ส.ส.ในสภา 1 ใน 4 เท่านั้นครับ!’ (น้ำเสียงหนักแน่น) เสนอแก้ไขมาตราเดียว แบบที่เราเริ่มทำในปี 2540 แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่ เนี่ยครับ เราก็ว่าถ้าเราเดินอย่างนี้มันจะราบรื่นกว่าที่เราจะใช้วิธีการว่า เอาล่ะ! เราล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วคาดหวังว่า คมช. กับ ครม. จะหยิบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในอดีต มาปรับปรุงให้ดีกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เรากำลังทำนี้
ท่านครับ ท่านไม่มีอะไรไปบังคับเขาได้นะครับ! ไม่มีเลย นี่เป็นความคาดหวังของเรา แล้วถ้าไม่เป็นไปตามที่เราคาดละครับ อะไรจะเกิดขึ้น นะฮะ แต่ถ้าเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะดีจะเลว เราได้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประเทศ เราได้อำนาจอธิปไตยกลับคืนมาเป็นของประชาชน แล้วหลังจากนั้นครับ เราช่วยกันเถิดครับ ช่วยกันพาประเทศนี้เข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ที่เราทุกคนอยากได้อีกครั้งหนึ่งเถิดครับ
ส่วนร่างฯ มาตรา 309 ท่านครับ เจตนารมณ์ท่านอาจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพทูรย์ พูดชัดตรงกับเจตนารมย์ของเราว่า ต้องการคุ้มครองการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น สิ่งที่ไม่ชอบไม่คุ้มครอง ท่านอย่าตีความไปอย่างอื่น เปิดช่องให้มีการเล็ดลอดออกไปอย่างนั้นครับ ผมคิดว่าจะเอาเจตนารมย์นี้ให้มั่น ณ วันนี้ว่า มาตรา 309 มีเจตนารมณ์มุ่งคุ้มครองการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญเท่านั้น
ขอบคุณครับ
 

iLaw: TDRI เปิดผลวิจัยชี้กฤษฎีกาจำกัดอำนาจตัวเอง

ที่มา ประชาไท

 
งานวิจัยบทบาทกรรมการกฤษฎีกาชี้ กรรมการกฤษฎีกาส่วนใหญ่อยู่ในวัยผู้เฒ่ามีโอกาสสูงที่จะมีวิธีคิดและยึดติด วิถีแบบราชการ และมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจกาการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทย รวมทั้งอาจมีความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชาชีพอื่นนอกเหนือจากสาขากฎหมายอย่าง จำกัด บวรศักดิ์แย้ง ข้อเสนอวิจัยบั่นทอนความเป็นอิสระของกฤษฎี
2 ก.ค. 55 แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) จัดเวทีสาธารณะเรื่อง การปรับปรุงกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นหัวข้องานวิจัยที่ศึกษาโดยดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคณะ ภายในงานมีการเสนอผลการศึกษาเรื่อง "กรณีศึกษากระบวนการนิติบัญญัติ ประเด็นการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย และบทบาทคณะกรรมการกฤษฎีกา"

คณะ กรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ทำร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ เมื่อคณะรัฐมนตรีและกระทรวงใดๆ ต้องการผลักดันการออกหรือการแก้ไขกฎหมาย กระทรวงต่างๆ จะต้องร่างกฎหมายขึ้น แล้วส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะนำร่างกฎหมายนั้นๆ เข้าสู่รัฐสภา คณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่เป็นฝ่ายเทคนิคที่เขียนกฎหมายให้สามารถบังคับใช้ ได้จริง ปรับปรุงถ้อยคำให้เหมาะสม รัดกุม ภายใต้หลักการที่กระทรวงต่างๆ เสนอเข้ามา
 
ปี34, 51 กฤษฎีกาแก้กฎหมาย ให้แต่งตั้งตัวเองได้ และดำรงตำแหน่งได้ไม่มีวาระ
ผศ.ปก ป้อง จันวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะวิจัย นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทการจัดทำร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งพบว่า เคยมีการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาหลายครั้ง เพื่อให้อำนาจมากขึ้นแก่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เช่น ในปี 2551 เปลี่ยนที่มาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จากการได้รับโปรดเกล้าฯ ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี มาเป็นการได้รับโปรดเกล้าฯ จากกระบวนการคัดเลือกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเอง และยังแก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งที่เดิมกำหนดวาระละ 3 ปี แต่การแก้ไขเมื่อปี 2551 กำหนดว่าวาระการดำรงตำแหน่งไม่ให้บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะ กรรมการกฤษฎีกาแต่ละคณะ 
 
ในปี 2534 มีการแก้ไขหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยให้อำนาจแก่ กฤษฎีกาหากมีความเห็นแย้งในสาระสำคัญของหลักการกฎหมาย กฤษฎีกาสามารถเสนอให้ทบทวนในหลักการ และรายงานให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัยต่อไป ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกามีอำนาจใช้ดุลพินิจพิจารณาร่างกฎหมายเพิ่มมากขึ้น จนก้าวไปสู่การกำหนดว่ากฎหมายควรจะมีหลักการอย่างไร
 
พบกรรมการกฤษฎีกา ส่วนใหญ่อยู่ในวัยผู้เฒ่า
ผู้ วิจัยตั้งข้อสังเกตว่า บุคลากรที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการกฤษฎีกาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ พิจารณาจากกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในปีพ.ศ. 2552 พบว่า จากกรรมการกฤษฎีกาจำนวนทั้งหมด 108 คน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ ร้อยละ 49 มีอายุช่วง 61-70 ปี ร้อยละ 22 มีอายุช่วง 71-80 ปี และร้อยละ 14 มีอายุ 80 ปีขึ้นไป
 
ผลศึกษาชี้ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการ จึงมีโอกาสสูงที่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีวิธีคิดและยึดติดวิถีแบบราชการ และมีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทย รวมทั้งอาจมีความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชาชีพอื่นนอกเหนือจากสาขากฎหมายอย่าง จำกัด
 
ข้อเสนอแนะของทีมวิจัยคือ ควรกำหนดอายุของกรรมการกฤษฎีกาไม่ให้เกิน 70 ปี เพิ่มองค์ประกอบของกรรมการให้หลากหลาย ลดสัดส่วนความเป็นข้าราชการลง ทีมวิจัยยังมีข้อสังเกตว่า หลักเกณฑ์ที่มาของกรรมการกฤษฎีกาปิดช่องไม่ให้ผู้มีความรู้ความสามารถคน อื่นๆ เข้ามาทำหน้าที่ได้ และเกิดสภาพการผูกขาดในหน้าที่ งานวิจัยนี้จึงเสนอให้จำกัดให้วาระการดำรงตำแหน่ง ให้กรรมการกฤษฎีกาดำรงตำแหน่งไม่เกินสองวาระ และประธานกรรมการกฤษฎีกาดำรงตำแหน่งไม่ให้เกินสามวาระ
 
คณะ วิจัยเสนอให้กำหนดความเป็นอิสระของกรรมการกฤษฎีกาควบคู่กับความรับผิดชอบ เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกามีแนวโน้มที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดเนื้อหาของกฎหมาย ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาควรมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย อย่างฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติในระดับหนึ่ง เช่น อาจให้คณะรัฐมนตรีมีส่วนร่วมพิจารณาคัดเลือกรายชื่อกรรมการกฤษฎีกาได้ด้วย
 
 
                               
                                ไพโรจน์  พลเพชร                                           ปกป้อง  จันวิทย์
 
บวรศักดิ์แย้ง ข้อเสนอวิจัยบั่นทอนความเป็นอิสระของกฤษฎีกา
ศ.ดร.บวร ศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า วิจารณ์ถึงงานวิจัยชิ้นนี้ว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่สนใจปัญหาจากฝ่ายบริหารเลย ทั้งที่ในความเป็นจริงสำคัญกว่าปัญหาจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ที่ใช้กฎหมายจริงและเกิดผลโดยตรงกับประชาชน
 
นอก จากนี้ ในงานวิจัยนี้ยังพบว่าการจัดทำกฎหมายมักใช้เวลานานที่ขั้นตอนของกฤษฎีกา กล่าวคือร่างกฎหมายไปตกอยู่ที่กฤษฎีกานานเฉลี่ย 26 เดือน ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์เห็นว่าก็คงจะเป็นเรื่องจริง แต่ความช้าไม่ได้เป็นสิ่งเสียหาย เพราะเรื่องบางเรื่องถ้าเร็วจะเสียหาย ความเร็วหรือความช้าของกฎหมาย ในตัวของมันเองไม่ได้บอกอะไร
 
นอก จากนี้ ข้อเสนอของงานวิจัยที่ให้คณะรัฐมนตรีร่วมพิจารณาคัดเลือกบุคลากร กำหนดวาระการทำงาน และกำหนดให้อายุกรรมการไม่เกิน 70 ปีนั้น ศ.บวรศักดิ์เห็นว่า ข้อเสนอลักษณะนี้คณะรัฐมนตรีชอบมากเพราะจะได้เอาพวกตัวเองมาใส่ และถ้ากำหนดอายุไม่เกิน 70 ปีจะทำให้มีคนจำนวนหนึ่งในสามพ้นตำแหน่งทันที แต่แนวทางนี้จะกระทบกับความเป็นอิสระในการให้ความเห็นทางกฎหมาย และมีผลทางการเมืองต่อไป
 
"ข้อเสนอที่นำไปสู่การสุด โต่งทางใดทางหนึ่ง ผมคิดว่าผู้วิจัยต้องทบทวน" ศ.บวรศักดิ์กล่าว และยกตัวอย่างหนึ่งที่กฤษฎีกาแก้ไขกฎหมายให้ดีขึ้น เช่นกรณีการจัดทำกฎหมายส่งเสริมการกีฬาอาชีพ ที่ภาคการเมืองเสนอให้กำหนดว่า การจะเป็นนักกีฬาอาชีพต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงการกีฬาเสียก่อน ซึ่งเป็นหลักการที่คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่สองรับไม่ได้ จึงแก้ไขใหม่ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นร่างที่เมื่อเสนอเข้าไปเป็นไก่ แต่ปรับแก้ออกมาเป็นช้าง นอกจากนี้ ศ.ดร.บวรศักดิ์เห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาควรมีส่วนเข้าไปช่วยแต่ละกระทรวงร่างกฎหมายตั้งแต่ขั้นตอน แรกที่เริ่มร่างกฎหมายมากกว่า
 
ทั้งนี้ ศ.ดร.บวรศักดิ์เห็นด้วยที่งานวิจัยนี้เสนอให้สร้างกลไกให้ประชาชนเข้าถึง กระบวนการติดตามกฎหมาย และเสนอว่าควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลของหน่วยงาน ต่างๆ อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ
 
ไพโรจน์ชี้ คนในภาครัฐรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญต่ำ
ไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า กฎหมายส่วนใหญ่ในประเทศไทยผลิตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งสำนักงานกฤษฎีกามีน้ำหนักในการแก้ไขกฎหมายอย่างมาก เวลาพิจารณากฎหมายในสภา ก็มีผู้แทนจากกฤษฎีกาเป็นหลักในการชี้แจง ถือเป็นผู้มีอิทธิพลตัวจริง อำนาจของกฤษฎีกาคืออำนาจทางความรู้ ซึ่งมีมากกว่าคนอื่นๆ ในการเสนอกฎหมาย
 
ไพโรจน์เห็น ว่า แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนวิสัยทัศน์เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ดูเหมือนว่าการปรับตัวของหน่วยงานผลิตกฎหมายอย่างสภาเป็นไปอย่างค่อนข้าง ล่าช้า
 
"ผมเห็นด้วยว่าความล่าช้าไม่ได้บอกว่าดีหรือ ไม่ดี แต่เมื่อมันจำเป็น กฎหมายมันก็ต้องเร่งออก ใครจะบอกว่าอันไหนสำคัญอันไหนไม่สำคัญ" ไพโรจน์กล่าว
 
ขณะ ที่คนของภาครัฐกุมบทบาทหลักในการผลิตกฎหมาย แต่ไพโรจน์ก็เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญของคนในภาครัฐมีน้อยมาก กล่าวคือ แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่า รัฐบาลต้องออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่จนบัดนี้กฎหมายลูกหลายฉบับก็ยังไม่ออก และก็ไม่มีรัฐบาลใดรับผิดชอบ ไพโรจน์จึงเสนอให้รัฐบาลต้องมีแผนนิติบัญญัติที่ชัดแจ้งและเปิดเผย เพื่อให้ประชาชนจะได้ติดตามได้
 
ไพโรจน์เสนอด้วยว่า ให้กำหนดแนวทางให้กฤษฎีกาต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย
 
ร่างกฎหมายประชาชน 15 ปี มี 3 ฉบับ
สำหรับ การผลักดันกฎหมายหนึ่งๆ นั้น ยังมีอีกช่องทางคือการให้ประชาชนเสนอได้ด้วยตัวเอง ผ่านการระดมรายชื่อหนึ่งหมื่นชื่อ ซึ่งเป็นกลไกที่มีมา 15 ปี แล้ว ผศ.ปกป้องพบว่า ที่ผ่านมามีร่างกฎหมายจากประชาชนเสนอเข้าสู่รัฐสภาทั้งสิ้น 37 ฉบับ แต่มีจำนวน 17 ฉบับที่ถูกตีความว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ทำให้กฎหมายตกไปไม่ได้รับการพิจารณา อีก 5 ฉบับตายไปในชั้นสภา อาจเพราะสภาไม่รับหลักการ หรือเปลี่ยนสภา หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ มีร่างกฎหมาย 1 ฉบับที่วุฒิสภาไม่รับหลักการ อีก 11 ฉบับค้างอยู่ในกระบวนการ ส่วนร่างกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอและได้ประกาศบังคับใช้แล้วมีเพียง 3 ฉบับเท่านั้น 
 
เมื่อดูระยะเวลาของการผลักดันร่าง กฎหมายประชาชน พบว่าขั้นตอนที่ภาคประชาชนใช้จัดทำร่างและระดมรายชื่อให้ครบอย่างน้อยหมื่น ชื่อนั้นใช้เวลาเฉลี่ยฉบับละ 343 วัน เมื่อส่งเข้าสภาแล้วสภาใช้เวลาตรวจสอบเอกสารเฉลี่ยฉบับละ 359 วัน เมื่อเข้าสู่ชั้นพิจารณากฎหมายแล้วใช้เวลาในสภาเฉลี่ย 468 วัน 
 
สิ่ง ที่ค้นพบในการศึกษานี้คือ ปัญหาของการเสนอกฎหมายภาคประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องการตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน หรือเนื้อหาและคุณภาพของกฎหมาย ปัญหาสำคัญที่พบในการจัดทำร่างกฎหมายประชาชน คือ กระบวนการภาคประชาชนมีภาระทั้งการล่ารายชื่อ และเผชิญความยากลำบากที่ต้องจัดทำร่างกฎหมายทั้งฉบับ ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งที่มีหน้าที่สนับสนุน ก็ทำงานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก
 
"ข้อเสนอเบื้องต้น เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วม คือให้ยกเลิกการใช้ทะเบียนบ้าน (การระดมหนึ่งหมื่นชื่อต้องใช้ทั้งสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ประกอบ – iLaw) ยกเลิกการบังคับให้ประชาชนต้องเสนอร่างทั้งฉบับ แต่ให้มีองค์กรช่วยงานวิชาการ เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย สภาพัฒนาการเมือง ควรให้ภาครัฐเพิ่มบทบาทช่วยประชาสัมพันธ์ร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนกำลังรวบ รวมรายชื่อ รวมถึงรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร" ผศ.ปกป้อง หนึ่งในคณะวิจัยกล่าว
 
ผศ.ปกป้อง เสริมว่า ในการระดมชื่อเพื่อเสนอกฎหมายนั้น ปัจจุบันประชาชนอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งระหว่างการระดมรายชื่อเพื่อเสนอ กฎหมายด้วยการจัดการเองทั้งหมด หรือจะขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งช่วยระดมรายชื่อให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันก็ได้นั้น งานวิจัยชิ้นนี้เสนอให้เพิ่มทางเลือก โดยให้ภาคประชาชนสามารถใช้ทั้งสองช่องทางพร้อมๆ กันได้ นอกจากนี้ ยังควรกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสมให้รัฐสภาทำงาน หากรัฐสภาไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายไหน ก็ควรนำร่างกฎหมายนั้นเข้าสู่การลงประชามติ
 
นอกจาก นี้ คณะวิจัยยังเสนอข้อเสนอใหม่ที่ว่า นอกจากสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนแล้ว ประชาชนควรมีสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อยับยั้งการออกกฎหมายได้ด้วย
 
ความจริงใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่สามารถผลักดันกฎหมายได้จริง
ไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายกล่าวเสริมถึงอุปสรรคของการร่างกฎหมายภาคประชาชนว่า หากเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินต้องให้รัฐบาลเห็นชอบเสียก่อน หรือหากภาคประชาชนเสนอกฎหมายใดแล้วภาครัฐไม่ได้เสนอแข่งด้วย ร่างนั้นก็ต้องค้างในสภา ซึ่งหมายความว่า ประชาชนไม่สามารถริเริ่มเสนอกฎหมายได้เองจริง ต้องรอให้รัฐบาลเสนอกฎหมายด้วย ทั้งที่เจตนารมณ์ของประชาชนในการเสนอกฎหมายคือการบอกว่ากฎหมายนั้นมีความจำ เป็นและเป็นประโยชน์
 
นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา ยังต้องใช้ร่างกฎหมายของรัฐบาลเป็นหลักในการพิจารณา และร่างของรัฐบาลกับ ร่างของพรรคการเมืองอื่นมีแนวโน้มจะคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว ซึ่งเนื้อหาแตกต่างกับร่างของภาคประชาชน ทำให้ร่างของประชาชนมีแนวโน้มจะถูกตัดมาก
 
ด้านสารี อ๋องสมหวัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เล่าว่า การเสนอร่างกฎหมายภาคประชาชนนั้น หากว่าเรื่องนั้นๆ ไม่มีร่างกฎหมายของรัฐบาล กฎหมายของภาคประชาชนก็ตกไป สารีเสนอว่าการเสนอกฎหมายของประชาชนควรให้ประชาชนเสนอได้โดยไม่จำเป็นต้อง ให้มีร่างของรัฐบาล

ที่มา: TDRI เปิดผลวิจัยชี้กฤษฎีกาจำกัดอำนาจตัวเอง

เหตุที่มาร์คเมือกคืนรถหลวงไม่ได้ต้องอมต่อเพราะ....

ที่มา การ์ตูนมะนาว



ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 05/07/55 ถอยไป..ไม่ได้อีกแล้ว

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เราจะถอย ต่อไป ไม่ได้แล้ว
ต้องเปลี่ยนแนว โหมบุก ลุกขึ้นสู้
มันถาโถม โรมรัน เข้าพันตู
หากคุดคู้ จะต้องแย่ แพ้ทั้งปี....


พวกอำนาจ นอกสภา ท้าเหยงๆ
ไม่กลัวเกรง เตรียมรุกไล่ ให้ถอยหนี
บนขอบเหว สูงชัน มันเข้าตี
หงอคราวนี้ ต้องจบ พบจุดตาย....


พวกองค์กร อิสระ ไม่ผละถอย
ยังเฝ้าคอย สร้างระยำ ทำฉิบหาย
งัดกลเกม สับสน จนวุ่นวาย
หวังจุดหมาย โค่นล้ม จมรัฐบาล....


รัฐประหาร มารยา ตุลาการภิวัฒน์
เตรียมเร่งรัด รุมเร้า เข้าหักหาญ
หาช่องเล็ก ช่องน้อย คอยรุกราน
เผยสันดาน ถ่อยเถื่อน เหมือนเคยเป็น....


เราจะถอย ต่อไป ได้อีกหรือ?
ข้างหลังคือ ภัยร้าย ตายเห็นๆ
หากร่วมมือ ร่วมใจ ไม่ยากเย็น
แล้วมุ่งเน้น ฉุดการชาก หน้ากากมาร....


๓ บลา / ๕ ก.ค.๕๕

'หมวดเจี๊ยบ' เย้ย พท. ไม่ลดตัวไปร่วมรัฐบาลกับ ปชป.

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
5 กรกฎาคม 2555



ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ร่วมงาน "เพื่อไทยพบประชาชน" ณ สนามกีฬากลาง จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2555
ร.ท.หญิงสุณิสา อัด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรค ปชป. ที่ทำตัวถ่อยต่างจากชาวพิษณุโลกที่เป็นคนสุภาพ เรียบร้อย
ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า พท. ไม่ยอมลดตัวไปเชิญ ปชป. ที่แสดงพฤติกรรมถ่อยมาร่วมรัฐบาล ชี้ประชาชนมีสิทธิคิดต่าง แต่ไม่สิทธิแสดงความป่าเถื่อน