WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 6, 2012

ไม่ตลกขอเถอะวสันต์เลิกด้านแล้วเฉดหัวตามจรัญซะ

ที่มา Thai E-News



หลักฐานคาตา-หลังจากตลก จรัญยอมจำนนถอนตัวจากคดีเพราะมีหลักฐานให้สัมภาษณ์วิธีการแก้รธน.ละเอียดยิบ ก็มาถึงคิวประธานตลก วสันต์เข้าบ้าง เพราะมีหลักฐานให้สัมภาษณ์เสนอวิธีการแก้ไขรธน.ไว้เช่นกัน คำถามข้อใหญ่คือ ต้องถอนตัวตามตลก จรัญได้หรือยัง?

Voice TV รายงานข่าวเรื่อง ฟังกันให้ชัด 'วสันต์' พูดไว้หนุนตั้งส.ส.ร.แก้รธน.และตั้งคำถามว่า "วสันต์" เอาไงต่อ เผยเคยเห็นด้วย หนุนตั้งส.สร.3 ขึ้นมาแก้รัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ติงพวกชอบจ้อ ควรรอให้มีส.ส.ร. อย่าเพิ่งจับผิดแก้เพื่อใคร


หลังจากในวันแรก (5 ก.ค.)ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มไต่สวนกรณีมีผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่นั้น โดยมี นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานองค์คณะตุลาการ
ขณะเดียวกันในช่วงบ่าย นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตัดสินใจขอถอนตัวจาก เนื่องจากกรณีที่มีการอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์สมัย เมื่อครั้งเป็นส.ส.ร. ซึ่งทำให้นายจรัญไม่สบายใจ และขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้ในที่สุด
ขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ คำให้สัมภาษณ์ ของ นายวสันต์ สมัยที่เคยแสดงความคิดเห็นต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ ในสื่อชั้นนำหลายแห่ง อาทิ
"เขา ยังไม่ได้เขียนเลย แล้วเราไปรู้ได้ยังไงว่าจะแก้เพื่อคนนั้นคนนี้ ควรดูเขาก่อนและตอนนี้ก็กำลังที่จะเริ่มตั้ง ส.ส.ร.ใหม่ และเรายังไม่รู้เลยว่าใครจะเข้ามาเป็น ส.ส.ร.บ้างยังไม่เห็นตัวบุคคลเลย แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร มันอาจไม่ใช่ก็ได้" – เป็นการให้สัมภาษณ์ของนายวสันต์ ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555
หรืออย่าง การเผยแพร่ข่าวของเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 18 สิงหาคม 2554 ที่ระบุว่า -  "หาก รัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรแต่งตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่3 (ส.ส.ร.3) ขึ้นมาทำหน้าที่ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด และนำส่วนดีของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 มาปรับใช้ ไม่ใช่นำรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 มาใช้ทั้งหมด เนื่องจากมีปัญหาบางส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับระบบศาลยุติธรรม ซึ่งทำให้ผู้พิพากษาต้องไปพิจารณาในคดีที่ไม่มีความชำนาญได้"
ทั้งนี้ เมื่อนายจรัญ ได้ถอนตัวไปก่อนหน้านี้ จากการที่ เคยแสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างหนึ่ง แล้ววันนี้มาเปลี่ยนไปอีกมุมหนึ่ง จึงเห็นว่า อาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมจึงขอถอนตัว ส่วนกรณีนายวสันต์ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม
นอกจากนี้ นายวสันต์  สร้อยพิสุทธิ์  เคยให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ทีวี ถึงการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. 3 ว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ควรแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 หรือ ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งหมด และนำข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับใช้แทนการสวมทับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องระบบศาลยุติธรรมอยู่

โอ๊กเอาด้วยตามบี้จรัลหลังถอนตัว แถไม่ออกรับหน้าชื่นเคยพูดให้แก้รธน.ได้


นาย จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ 100.5 เอฟเอ็ม ถึงการถอนตัวจากองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิจารณาคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ได้ตัดสินใจโดยทันที หลังจากที่ฝ่ายผู้ถูกร้องได้มีการอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของตนในอดีตในห้อง พิจารณาคดี เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนในช่วงเช้า จึงได้รีบให้เจ้าหน้าที่ไปค้นคำให้สัมภาษณ์ และหลักฐานต่างๆ ก็พบคลิปที่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ โดยตรวจสอบคำพูดอย่างละเอียดแล้ว ก็เห็นว่า เป็นการพูดในช่วงการรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรา 291 ไว้ด้วย จึงเห็นว่า หากทำหน้าที่ต่อไปคงไม่สมควร และจะถูกมองว่าทำหน้าที่โดยอคติในการตัดสินคำร้องนี้
       
       “เมื่อ ได้ตรวจสอบพบแล้ว จึงได้นำเรื่องนี้แจ้งต่อที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนเริ่มการไต่สวนในช่วงบ่าย โดยได้แสดงเจตจำนงขอถอนตัว และขออภัยต่อตุลาการทั้ง 8 คน ที่ทำให้การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา ซึ่งที่ประชุมได้เชิญผมออกจากห้องประชุม ก่อนมีมติอนุญาตให้ผมถอนตัวได้” นายจรัญ ระบุ
       
       นาย จรัญ กล่าวด้วยว่า คิดว่า การตัดสินใจของตนครั้งนี้ เป็นการทำให้การพิจารณาดำเนินต่อไปได้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีการตรวจสอบมาก่อน จำได้เพียงคร่าวๆ ว่า ได้ไปพูดในเวทีสาธารณะเวทีหนึ่ง ว่า ขอให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน จึงแก้ไขในภายหลัง แต่เมื่อตรวจสอบในรายละเอียด ก็เห็นว่า มีการลงลึกในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 จริง



ถูกใจแล้ว · 2 ชั่วโมงที่แล้ว ผ่าน โทรศัพท์มือถือ 


ขอ in trend ให้เข้ากับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ ด้วยการนำคลิปที่ผมเป็นผู้เปิดประเด็นไว้เอง ในโพสต์เมื่อวันที่24 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ มาทบทวนความจำกันอีกครั้งนึงครับ คลิปชื่อ "รัฐธรรมนูญ2550ไหนว่ารับไปก่อน" ตามนี้เลยครับ
http://www.youtube.com/watch?feature=player_detailpage&v=rjZSXZdbPdo#t=71s



ท่านที่มีเวลาก็สามารถดูทั้งคลิปประมาณ7นาทีกว่าๆ จะได้ฟังอะไรดีๆเยอะครับ



มีเวลาน้อยก็ดูตั้งแต่ นาทีที่ 0:50 ถึงนาทีที่ 2:29 

ไม่มีเวลาก็อ่านที่ผมถอดคลิปไว้ให้ เป็นคำพูดของ นายจรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี50 ท่านพูดไว้ดังนี้ครับ
"เราเสนอแบบให้5หมื่นคนเท่านั้นครับ แล้วก็ สส.ในสภา1ใน4เท่านั้นครับ เสนอแก้ไขมาตราเดียวแบบที่เราเริ่มทำในปี2540 แล้วก็ให้กระบวนการนั้นน่ะ จัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่" 
นี่คือเจตนารมณ์ของผู้ร่าง รธน.50 ที่ได้ระบุถึงวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี50 ว่าต้องการให้แก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรนะครับ 

ลองรีเพลย์ฟังดูก็ได้ครับ นาทีที่ 2:09 ถึงนาทีที่ 2:29 เพียง20วินาทีเท่านั้น

แต่เป็น "ยี่สิบวินาที ที่อาจชี้ชะตาพรรคการเมืองที่มี พี่น้องประชาชนเลือกสส.เข้าสภามากเกินครึ่งประเทศไทยครับ"

อ้าว!ชิบหายสิตลก.วสันต์เคยพ่นไว้แกัรธน.ได้ไม่ผิด

ที่มา Thai E-News







Voice TV รายงานข่าวเรื่อง ฟังกันให้ชัด 'วสันต์' พูดไว้หนุนตั้งส.ส.ร.แก้รธน.และตั้งคำถามว่า "วสันต์" เอาไงต่อ เผยเคยเห็นด้วย หนุนตั้งส.สร.3 ขึ้นมาแก้รัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ติงพวกชอบจ้อ ควรรอให้มีส.ส.ร. อย่าเพิ่งจับผิดแก้เพื่อใคร
หลังจากในวันแรก (5 ก.ค.)ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มไต่สวนกรณีมีผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่นั้น โดยมี นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานองค์คณะตุลาการ
ขณะเดียวกันในช่วงบ่าย นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตัดสินใจขอถอนตัวจาก เนื่องจากกรณีที่มีการอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์สมัย เมื่อครั้งเป็นส.ส.ร. ซึ่งทำให้นายจรัญไม่สบายใจ และขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้ในที่สุด
ขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ คำให้สัมภาษณ์ ของ นายวสันต์ สมัยที่เคยแสดงความคิดเห็นต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ ในสื่อชั้นนำหลายแห่ง อาทิ



"เขายังไม่ได้เขียนเลย แล้วเราไปรู้ได้ยังไงว่าจะแก้เพื่อคนนั้นคนนี้ ควรดูเขาก่อนและตอนนี้ก็กำลังที่จะเริ่มตั้ง ส.ส.ร.ใหม่ และเรายังไม่รู้เลยว่าใครจะเข้ามาเป็น ส.ส.ร.บ้างยังไม่เห็นตัวบุคคลเลย แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร มันอาจไม่ใช่ก็ได้" – เป็นการให้สัมภาษณ์ของนายวสันต์ ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555


หรืออย่าง การเผยแพร่ข่าวของเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 18 สิงหาคม 2554 ที่ระบุว่า -  "หาก รัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรแต่งตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่3 (ส.ส.ร.3) ขึ้นมาทำหน้าที่ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด และนำส่วนดีของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 มาปรับใช้ ไม่ใช่นำรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 มาใช้ทั้งหมด เนื่องจากมีปัญหาบางส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับระบบศาลยุติธรรม ซึ่งทำให้ผู้พิพากษาต้องไปพิจารณาในคดีที่ไม่มีความชำนาญได้"

ทั้งนี้ เมื่อนายจรัญ ได้ถอนตัวไปก่อนหน้านี้ จากการที่ เคยแสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างหนึ่ง แล้ววันนี้มาเปลี่ยนไปอีกมุมหนึ่ง จึงเห็นว่า อาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมจึงขอถอนตัว ส่วนกรณีนายวสันต์ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม

นอกจากนี้ นายวสันต์  สร้อยพิสุทธิ์  เคยให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ทีวี ถึงการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. 3 ว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ควรแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 หรือ ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งหมด และนำข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับใช้แทนการสวมทับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องระบบศาลยุติธรรมอยู่


โอ๊กเอาด้วยตามบี้จรัลหลังถอนตัว



ถูกใจแล้ว · 2 ชั่วโมงที่แล้ว ผ่าน โทรศัพท์มือถือ 


ขอ in trend ให้เข้ากับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ ด้วยการนำคลิปที่ผมเป็นผู้เปิดประเด็นไว้เอง ในโพสต์เมื่อวันที่24 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ มาทบทวนความจำกันอีกครั้งนึงครับ คลิปชื่อ "รัฐธรรมนูญ2550ไหนว่ารับไปก่อน" ตามนี้เลยครับ
http://www.youtube.com/watch?feature=player_detailpage&v=rjZSXZdbPdo#t=71s




ท่านที่มีเวลาก็สามารถดูทั้งคลิปประมาณ7นาทีกว่าๆ จะได้ฟังอะไรดีๆเยอะครับ



มีเวลาน้อยก็ดูตั้งแต่ นาทีที่ 0:50 ถึงนาทีที่ 2:29 

ไม่มีเวลาก็อ่านที่ผมถอดคลิปไว้ให้ เป็นคำพูดของ นายจรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี50 ท่านพูดไว้ดังนี้ครับ
"เราเสนอแบบให้5หมื่นคนเท่านั้นครับ แล้วก็ สส.ในสภา1ใน4เท่านั้นครับ เสนอแก้ไขมาตราเดียวแบบที่เราเริ่มทำในปี2540 แล้วก็ให้กระบวนการนั้นน่ะ จัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่" 
นี่คือเจตนารมณ์ของผู้ร่าง รธน.50 ที่ได้ระบุถึงวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี50 ว่าต้องการให้แก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรนะครับ 

ลองรีเพลย์ฟังดูก็ได้ครับ นาทีที่ 2:09 ถึงนาทีที่ 2:29 เพียง20วินาทีเท่านั้น

แต่เป็น "ยี่สิบวินาที ที่อาจชี้ชะตาพรรคการเมืองที่มี พี่น้องประชาชนเลือกสส.เข้าสภามากเกินครึ่งประเทศไทยครับ"

'ณัฐวุฒิ' ไม่เชื่อ 'พรรคเพื่อไทย' จะโดนยุบ

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 6 กรกฎาคม 2555 >>>






“ณัฐวุฒิ” ไม่เชื่อ ยุบ พท. ซัด “มาร์ค” หิวอำนาจ จี้รัฐบาล-รัฐสภา อย่ายอมให้ฝ่ายตุลาการแทรกแซงได้ หนุนตุลาการศาล รธน. ถอนตัวจากองค์คณะ

วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเริ่มทยอยขอถอนตัวจากองค์คณะผู้พิพากษาไต่ สวนคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ว่า ตนเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว ถ้าว่าตามข้อเท็จจริงทั้ง 3 คน เมื่อมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่น่าจะมีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้พิจารณากระบวนการยกร่างแก้ไข
อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญที่สุด คือศาลรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการในสิ่งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ฉะนั้นตุลาการทั้ง 9 คน ควรพิจารณาข้อนี้เป็นสำคัญ หากยังยืนยันว่า มีอำนาจในการนำคำร้องตามมาตรา 68 มาพิจารณา ก็จะกลายเป็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีผลให้ยุบอัยการสูงสุดไปจากมาตรานี้ใน ทันที เวลานี้มีการพูดกันว่าถ้าการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นลบ อาจจะเลยเถิดไปถึงการยุบพรรคเพื่อไทย แต่ตนยังไม่คิดขนาดนั้น
ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะถอนตัว โดยอ้างว่าตอนที่ตุลาการฯ แสดงความเห็น เป็นการแสดงความเห็นในฐานะนักกฎหมาย แต่วันนี้มาวินิจฉัยในฐานะตุลาการ ตนอยากจะให้นายอภิสิทธิ์ตั้งสติให้ดี อย่าแสดงความหิวโหยในอำนาจจนขาดสติปัญญาที่จะแสดงต่อสังคม
ถามว่าเมื่อนักกฎหมายมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ความเห็นทางกฎหมายจะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือ ถ้าเชื่อกันแบบนี้บ้านเมืองจะพึ่งพากระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร
   “ผมไม่มีเจตนาจะไปทะเลาะไปราวีด้วย แต่อยากขอร้องให้ขบวนการที่จ้องจะล้มรัฐบาลทั้งหลายสงสารประเทศไทย เลือกใช้วิธีอื่นเถอะ อย่าใช้วิธีนี้ ถ้าจะล้มกันจริงๆ ก็หาดาบเล่มใหม่ที่พอจะมีเหตุมีผลมากกว่านี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ต้องมีความมั่นคงและชัดเจนในการเดินหน้า
เพราะนี่ไม่ใช่ความพยายามรักษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการรักษาความสมดุลและหลักการถูกต้องของอำนาจอธิปไตย หากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารหวั่นไหว ปล่อยให้ฝ่ายตุลาการแทรกแซงโดยไม่มีอำนาจแบบนี้ได้ ประชาชนก็จะขาดที่พึ่ง ระบอบประชาธิปไตยก็จะไม่เดินไปข้างหน้า ซึ่งท่าทีของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยขณะนี้ยังคงมั่นคง เข้มแข็ง และสอดรับกับสถานการณ์อยู่” นายณัฐวุฒิ กล่าว

Thursday, July 5, 2012

80 ปีกับคำถามซ้ำๆ ซากๆ ของประชาธิปไตยไทย

ที่มา ประชาไท

 


(แฟ้มภาพ: ประชาไท)
ถึงแม้ ‘ประชาธิปไตย’ ไทยจะครบรอบ 80 ปีแล้ว แต่คำถามหรือข้อกังขาบางอย่างซ้ำๆ ซากๆ ก็ยังวนเวียนคงอยู่มิได้หายไปไหน
‘คนไทยส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตยจริงหรือ?’
ผู้ที่มีการศึกษาสูง (ในระบบ) มักอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศซึ่งยากจนและมีการศึกษาน้อยไม่เข้าใจ ประชาธิปไตย รู้จักแต่ขายเสียงแถมโง่และถูกนักการเมืองชั่วๆ หลอกง่ายและมักเป็นเหยื่อนโยบายประชานิยม บางคนคิดไกลไปถึงขนาดเสนอว่าประชาชนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปเท่า นั้นที่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง บางคนถวิลหาการปกครองระบอบเผด็จการทหารหรือแม้กระทั่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์
บุคคลเหล่านี้เชื่อว่าพวกเขาเหนือกว่าและมีคุณธรรมกว่าคนส่วนใหญ่ใน ประเทศและเข้าใจประชาธิปไตยดีถึงแม้คนส่วนใหญ่ที่คิดแบบนี้มักกลับให้การ สนับสนุนรัฐประหารมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ผู้เขียนจะไม่ฟันธงยืนยันว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ หากอยากจะบอกว่าสังคมจะก้าวหน้าเท่าเทียมมีความยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หากคนส่วนใหญ่ในแผ่นดินไม่มีโอกาสลองผิดลองถูกและใช้สิทธิทางการเมือง ที่เราทุกคนพึงมีอย่างเท่าเทียมกัน (ซึ่งการลองผิดลองถูกก็ไม่ต่างจากการหัดขับจักรยานซึ่งต้องมีพลาดบ้างล้ม บ้างเป็นธรรมดา)
อย่างน้อยที่สุด ทุกวันนี้ประชาชนแทบทุกคนคงตระหนักแล้วว่าแต่ละคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เท่าเทียมกัน หากจะเพิกถอนสิทธิประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ สังคมไทยก็คงต้องกลับไปเป็นเผด็จการอย่างเต็มรูปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมอาจเกิดสงครามการเมือง
ไม่มีสังคมใดที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้โดยปราศจากการต่อสู้ของคน ส่วนใหญ่ในประเทศ ในแง่นี้ความพยายามที่จะลิดรอนสิทธิทางการเมืองและกดประชาชนให้เงียบหรือ จัดการกับรัฐบาลที่ประชาชนเลือกโดยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมและไม่เป็น ประชาธิปไตยจะเป็นตัวเร่งให้ประชาชนลุกออกมาสู้และเรียกร้องสิทธิของพวกเขา เพื่อสิทธิที่จะได้รับการเคารพและปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าเขาจะเกิดมาจนหรือรวย เป็นคนดีหรือชั่ว หรือเลือกพรรคการเมืองใดก็ตาม
เมื่อเร็วๆ นี้นิด้าโพลเผยว่าคนกรุงฯ ฝันอยากได้ ส.ส.ที่มีคุณธรรม จริยธรรมและมีความรู้มากสุด ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ว่าความคิดเช่นนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับคนกรุงฯ เหล่านั้น
ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถการันตีว่าสังคมจะได้นักการเมืองดีมาเป็น รัฐบาลเสมอไป หากระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงการันตีว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันและ สามารถเลือกและเปลี่ยนรัฐบาลที่ตนชอบหรือไม่ชอบได้อย่างสันติวิธี
มันเป็นการดีที่ประชาชนจะเป็นห่วงเรื่องคอร์รัปชั่นหรือนักการเมืองชั่ว แต่ตราบใดที่ทุกบุคคลสาธารณะทุกองค์กรทุกสถาบันไม่สามารถถูกตรวจสอบและ วิพากษ์ได้อย่างเสมอภาค การเรียกร้องแต่ให้มีนักการเมืองดีและขจัดคอร์รัปชั่นแค่ในหมู่นักการเมือง และข้าราชการก็จะกลายเป็นการเรียกร้องให้คงไว้ซึ่งสองมาตรฐานไปโดยปริยาย อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ไม่ว่าผู้อ่านจะถวิลหาระบอบการปกครองแบบใด ตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีสิทธิทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกันทุกคนอย่างแท้ จริง ตราบใดที่ยังมีการปิดหูปิดตายัดเยียดข้อมูลด้านเดียวบางเรื่องอย่างไม่ รู้จักพอเพียงและจับคนที่ตั้งคำถามเข้าคุก ตราบนั้นการต่อสู้ของประชาชนเพื่อสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็จักยังคง ดำเนินต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะมนุษย์มิได้เกิดมาเพื่อให้มนุษย์ด้วย กันดูถูกเหยียดหยามกดขี่และล้างสมองว่าตนเองด้อยกว่าตลอดชีวิต

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: ตุลาการนะไม่ใช่ตุลาเกรียน

ที่มา ประชาไท

 

อ่าน ข่าวคนขับรถท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ออกพูดเรื่องนายถูกข่มขู่ แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงใครคนหนึ่ง ที่ถูกข่มขู่อยู่เนืองๆ เมื่อสถานการณ์การเมืองร้อนระอุ เขาคือประสงค์ สุ่นศิริ ผู้ถูกทุบรถ ถูกอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง จนขี้เกียจจำ จำได้แต่ว่าทุกครั้งที่จะออกมาไล่รัฐบาล ประสงค์เป็นต้องถูกข่มขู่เอาฤกษ์เอาชัย ทั้งที่ได้ฉายาซีไอเอเมืองไทย (ซีไอเอโดนขู่ อย่างนี้มีแต่ในประเทศไทย)
ให้ บังเอิ๊ญ ท่านวสันต์ท่านก็ออกมามี “บทบาททางการเมือง” ครั้งแรกในคดีที่เจ้าของฉายา “ปีศาจคาบไปป์” ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคดีซุกหุ้นฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งตอนนั้นผมก็ชูสองมือเชียร์ท่านสุดใจ ท่านพูดถูกครับ ตุลาการต้องตัดสินคดีไปตามเนื้อผ้า ต้องไม่เอาประเด็นทางการเมือง อคติ สุคติ มาชี้นำ เป็นห่วงเป็นใยว่าถ้าทักษิณผิดแล้วจะไม่มีใครบริหารประเทศ
 
คดีซุกหุ้นคือต้นกำเนิดของ “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งต่อมาอีกฝ่ายก็เอามาใช้ คิดว่าถ้าไม่เอาทักษิณให้ตาย ประเทศชาติจะพินาศฉิบหาย
 
ท่านวสันต์น่าจะเข้าใจดี และน่าจะยืนหยัดหลักที่ท่านพูดไว้
 
ท่าน วสันต์ยังเป็นฮีโร่สำหรับผม เมื่อครั้งวิกฤติตุลาการปี 2534 ที่ท่านเป็นโฆษกฝ่าย “กบฎ” คัดค้าน อ.ประภาศน์ อวยชัย รมว.ยุติธรรม เข้ามาแทรกแซงอิสระของฝ่ายตุลาการ ในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา มองย้อนหลังไปอย่างไรผมก็เห็นว่าท่านทำถูกต้อง ท่านปกป้อง “ประชาธิปไตย” ของผู้พิพากษา ในการเลือกคนที่ “ประชานิยม” เอ๊ย “ผู้พิพากษานิยม” เข้ามาเป็นประธานศาลฎีกา
 
กรณี นี้ “กบฎตุลาการ” ไม่ได้รบกับนักการเมืองนะครับ แต่รบกับ อ.ประภาศน์ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใครๆ ก็เคารพนับถือ ไม่ใช่นักการเมืองเลวชั่วมาจากไหน ท่านเป็นคนดี แต่คิดแบบ “อำมาตย์” คือมองว่าคนที่ “ประชานิยม” เอ๊ย “ผู้พิพากษานิยม” ไม่ใช่คนดี แล้วท่านก็พยายามใช้อำนาจสกัดกั้นสิทธิอิสระของตุลาการ จึงถูกผู้พิพากษารุ่นหนุ่มสมัยนั้นต่อต้าน ทั้งท่านวสันต์ ท่านจรัญ ภักดีธนากุล ท่านวิชา มหาคุณ ฯลฯ ร่วมกับท่านอุดม เฟื่องฟุ้ง ซึ่งท่านวสันต์ก็เจอวิบากกรรมจนถูกโยกย้าย
 
กาล เวลาพิสูจน์ว่า อ.ประภาศน์มองถูกบางเรื่อง แต่ “กบฎตุลาการ” ก็ต่อสู้ในเรื่องหลักการ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล หลักความเป็นอิสระ ของ ก.ต.ที่มาจากการเลือกตั้ง (1 คน 1 เสียง ฮิฮิ) “อำมาตย์” จะมาแทรกแซงไม่ได้
 
แต่ ถ้าจะมีอะไรที่ผมไม่เห็นด้วยกับท่านวสันต์ ก็คือตอนที่ท่านผ่านการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเข้ามาแคนดิเดทเป็น กกต.แล้วไม่ยอมแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อวุฒิสภา โดยย้อนว่าทำไมต้องแสดง ในเมื่อวุฒิสภาก็ไม่ได้เหนือกว่าท่าน องค์กรอิสระที่วุฒิสภาเลือกก็มีปัญหามากมาย
 
ผม เชื่อนะว่าท่านไม่มีลับลมคมนัยอะไรจะต้องไปปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่ท่านหยิ่งในศักดิ์ศรี ไอ้พวก ส.ว.ที่ชาวบ้านจน เครียด กินเหล้า เลือกเข้ามาเนี่ย มันบังอาจจะมาบังคับให้ตุลาการผู้สูงส่งอย่างท่านเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินได้ อย่างไร
 
เอ้อ วุฒิสภาชั่วดียังไงก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนครับ ท่านไม่ได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ “คนชั่ว” แต่ท่านต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อองค์กรที่ทำหน้าที่แทนประชาชน โดยส่วนตัว ท่านอาจเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรีกว่า ส.ว.ทั้งหมดในสภา แต่เมื่อท่านจะเข้ามาทำหน้าที่ ท่านก็ต้องเคารพองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง
 
แบบ เดียวกันที่ อ.ประภาศน์ต้องเคารพมติ ก.ต.ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์หลานศิษย์ อ่อนด้อยมาจากไหน แต่นั่นคือองค์กรที่ได้รับมอบอำนาจมาจากผู้พิพากษา
 
หลัง ท่านชัช ชลวร ลาออก ท่านวสันต์ได้รับเลือกให้เป็นประธาน อย่างน่ากังขาว่าตำแหน่งนี้เปลี่ยนได้ด้วยหรือ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้โปรดเกล้าฯ ประธานพร้อมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แบบตุลาการศาลปกครองสูงสุด หรือบางองค์กร ที่เป็นตุลาการก่อนแล้วค่อยเป็นประธานอีกครั้ง
 
แต่ เอาเถอะ ไม่มีใครยื่นตีความ ท่านวสันต์ก็กลายเป็นประธานที่มีสีสันที่สุด นับแต่ก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญมา แหม จะไม่มีสีสันได้ไง ก็เล่นวลี “สีทนได้” สมแล้วที่เป็นรุ่นน้องของ “ซ้ายที่แปด” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (คอยดูซักวันท่านจะเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนเป็นบทกวี เอ๊ะ หรือจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษหว่า)
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ชะอำ อ่านแล้วมันส์มาก
 
“ผม ก็ทำอาชีพด้านกฎหมายนี้มา 44 ปี แล้ว แต่ก็นึกขำและตลกอยู่เหมือนกัน ที่คนที่ไม่รู้กฎหมายมาสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ ซึ่งโทรทัศน์หลายช่องเชิญนักวิชาการมารุมถล่มศาลรัฐธรรมนูญสถานเดียว ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไร แต่ขำและแปลกใจเท่านั้น เมื่อพิธีกรถามนักวิชาการในเรื่องของเนื้อหากลับงง และตอบหน้าตาเฉยว่ายังไม่เห็นคำร้อง แต่ด่าได้เป็นฉากๆ”
 
ใคร หว่า ไม่รู้กฎหมายมาสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ ผมเห็นแต่เจษฎ์ โทณะวณิก จบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา วิเคราะห์กฎหมายมหาชนเป็นคุ้งเป็นแคว นักวิชาการส่วนใหญ่เขาไม่ได้พูดเรื่องคำร้องนะครับ เขาวิจารณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบยับยั้งการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญของสภาต่างหาก เขาบอกว่ารัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ จึงไม่เข้ามาตรา 68 ศาลรัฐธรรมนูญต่างหากที่ไม่มีอำนาจ
 
แต่ ท่านก็ยังบอกอีกว่า “เราก็ไปดูในตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เตรียมจะโหวตในวาระ 3  ซึ่งดูแล้วเป็นไปได้เหมือนกัน (ที่จะล้มล้างฯ) เพราะรัฐสภาชุดนี้ขายขาดไม่รับคืน โยนกลองไปให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ”
 
ฟัง แล้วงงดี แบบนี้รัฐธรรมนูญ 40 ก็ขายขาดไม่รับคืน แถมท่านยัง “สะบัดธง” (ไม่ใช่ฟันธง) ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะผิด ซึ่งทำให้มีเสียงตอบโต้เซ็งแซ่ว่า ท่านทำผิดจริยธรรม แหม แต่ใครจะไปกล้าตีความ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะส่งให้ใครตีความ
 
กระนั้น คนรักเท่าผืนเสื่อคนชังเท่าผืนหนัง ไม่จีรังทุกสรรพสิ่ง คนชอบท่านก็เยอะเหมือนกัน จิ๊กโก๋แถวบ้านบอกว่าท่านพูดได้ชัดเจนดี ปากกับใจตรงกัน ต้องอย่างนี้สิ นักเลง ไม่มีอ้ำอึ้ง
 
“แล้ว ตกลงที่บอกว่าล้มล้างการปกครองก็ยังไม่เห็นมีใครออกมาปฏิเสธว่ามีความคิดแนว นี้หรือไม่ ไม่เห็นมีใครปฏิเสธสักคำ เป็นคู่ความประสาอะไรมิทราบ โจทย์ฟ้องจำเลยแทนที่จำเลยจะไปสู้คดีกับโจทย์แต่กลับมาสู้กับศาลฯ ไม่รู้ว่าสภาทนายความสอนแบบนี้หรือ แล้วจะชนะความได้อย่างไร และการที่รับคำร้องเพราะรับไว้เพื่อพิจารณาว่ามีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ สิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ก็ยังไม่ได้บอกว่าใครจะแพ้จะชนะ ก็ดันจินตนาการ ฝันเฟื่อง ว่าอำมาตย์สั่งให้ยุบพรรครอบสองรอบสาม”
 
โห ท่อนนี้ได้ใจเด็กเกรียนได้เสียงกรี๊ดไปเต็มๆ ครับ โดยเฉพาะที่ทิ้งท้ายว่า “ผมเป็นคนไม่อาฆาตใคร แต่ค่อนข้างที่จะลืมยาก จิ๊กโก๋แถวบ้านตีความว่า “ลงบัญชีไว้แล้ว เดี๋ยวเช็คบิลระนาว” มันยังยุส่งว่านี่ถ้าท่านตัดสินให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบฯ ถอดถอนกราวรูด 461 ส.ส. ส.ว.ล้มรัฐบาลและรัฐสภาทั้งระบอบ ก็น่าถอดเสื้อเบ่งกล้ามทำหน้าถมึงทึง จะสะใจเป็นที่ซู้ด
 
ผม เลยตบหัวมันบอกว่า เฮ้ย นั่นมันมาริโอ บาโลเตลลี นี่ตุลาการนะไม่ใช่ตุลาเกรียน (แต่ขนาดนั้น เว็บไซต์บางแห่งก็ดันเอาภาพท่านไปเปรียบเทียบกับ ดอน จมูกบาน เวงกำ!)
 
ใน ช่วงเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ไป “วางบิล” เอ๊ย ยื่นถอนประกันจตุพร พรหมพันธุ์ ทำให้นักกฎหมายงงกันเป็นแถบว่าใช้อำนาจอะไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีก่อการร้าย แค่จตุพรวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถส่งคำร้องถึงศาลอาญา ขอถอนประกันจตุพรได้เชียวหรือ
 
จะ บอกว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ก็ไม่ใช่ เพราะยังไม่ได้วินิจฉัย หรือจะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องสอด ร้องแทรก ร้องแส่ ฯลฯ
 
ถ้า งั้นต่อไปนี้ จตุพร หรือจำเลยคดีอาญาคนอื่นๆ ไปเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระ กกต.ปปช.กสม. ฯลฯ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือแม้แต่ตัวบุคคล ทุกคนทุกหน่วยก็สามารถยื่นคำร้องถึงศาลอาญา ขอถอนประกันได้ใช่ไหมครับ
 
สมมติ เช่น สนธิ ลิ้ม อยู่ระหว่างประกันตัวคดีโกงแบงก์กรุงไทยติดคุก 85 ปี ไปวิจารณ์องค์การสวนสัตว์ ปลุกมวลชนขู่ล่าชื่อถอดถอน ผอ.องค์การสวนสัตว์ องค์การสวนสัตว์ก็น่าจะเลียนแบบศาลรัฐธรรมนูญ ขอถอนประกันสนธิ ลิ้ม มั่ง
 
ถ้า องค์การสวนสัตว์ยื่นคำร้องขอถอนประกันสนธิ ศาลจะรับไปไต่สวนไหม อธิบดีศาลอาญาจะออกมาพูดไหมว่า “ในข้อเท็จจริงแล้วแม้องค์การสวนสัตว์จะไม่ใช่คู่ความ แต่คำร้องที่องค์การสวนสัตว์ยื่นมานั้น มีผลกระทบต่อสังคมและพฤติการณ์ของนายสนธิตามที่ร้องมา ก็มีการเผยแพร่ออกทางสื่อมวลชน ที่สามารถเห็นและรับรู้ได้ เป็นกรณีที่เห็นชัดแจ้งในสังคม และเข้าข่ายข้อกำหนดในการประกันตัว ถึงองค์การสวนสัตว์ไม่มีคำร้องมา ศาลอาญาก็มีสิทธิเรียกตัวมาสอบสวนได้ และการพิจารณาเรื่องการถอนประกันนั้น ก็ไม่ได้นำประเด็นจากเอกสารองค์การสวนสัตว์มาเป็นประเด็นพิจารณาหลัก แค่ใช้เป็นส่วนประกอบเท่านั้น”
 
แหม ฟังแล้วปวดหัว ไม่รู้องค์การสวนสัตว์ต่างจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร จิ๊กโก๋แถวบ้านมองว่าองค์การสวนสัตว์ไม่มีอำนาจบารมี แถมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ 8 ใน 9 คน ยังมาจากตุลาการศาลยุติธรรม (แม้บางคนเลี้ยวมาจากศาลปกครอง) เคยเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในศาล มีลูกศิษย์ลูกหา ลูกน้อง อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่มากมาย แถมการที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรี ความศักดิ์สิทธิ์ ของสถาบันตุลาการโดยรวม
 
ใช่ไม่ใช่ ท่านก็คงต้องชี้แจงพวกเอาจิตใจต่ำช้ามาวัดจิตใจวิญญูชนหน่อยละครับ
 
จอดป้ายไหนดี
ใน ขณะที่ใครต่อใครวิเคราะห์กันอื้ออึงว่าตุลาการจะวินิจฉัยอย่างไร จะสั่งให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับผิดมาตรา 68 หรือไม่ ผมว่าพวกท่านก็คงหนักใจอยู่เหมือนกัน ว่าจะหาทางลงแบบไหน
 
คือ ถ้าจะเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นข้ออ้างล้มล้างรัฐบาลและรัฐสภา โดยมีอดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อดีตทหารปลดแอกประชาชนไทย มาเป็นบอดี้การ์ดระหว่างพิจารณา มันก็พิลึกกึกกืออยู่ นี่ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นศาลประชาชนโค่นล้มทุนนิยมให้พรรคคอมมิวนิสต์หรือ ไร
 
โห ถ้าศาลวินิจฉัยทันทีวันที่ 6 รัฐบาลล้มทั้งยืน รัฐสภาสิ้นสภาพ แล้วพวกบอดี้การ์ดหน้าโหลไชโยโห่ร้อง “พรรคคอมมิวนิสต์จงเจริญๆๆๆ ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน จงเจริญๆๆๆ” คงดูไม่จืดเลย
 
ผม เชื่อว่าศาลท่านก็น่าจะรู้ดี ถ้าวินิจฉัยออกมาแบบนี้ก็นองเลือด เพราะพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลคงยอมไม่ได้ ต่อให้บอกว่าเลือกตั้งใหม่กี่ครั้งก็ชนะ แต่ชนะแล้วแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ใครมันจะยอมครับ
 
ถ้า ชี้เปรี้ยงวันที่ 6 อันที่จริงก็จังหวะดี เพราะวันเสาร์ที่ 7 การเมืองต้องหยุด 1 วัน ห้ามรบกัน เพราะเป็นวันในหลวงเสด็จฯ ชลมารค รัฐบาลและรัฐสภายังไม่ทันตั้งตัว วันอาทิตย์ พันธมิตร สลิ่ม ปชป.อาจออกมายึดสนามบิน ยึดทำเนียบ เรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่จะล้มล้างระบอบฯ ตามคำวินิจฉัยของศาล (หรือเรียกร้องนายกพระราชทาน ให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาท) แต่ถ้ารัฐบาลและรัฐสภาตั้งหลักได้ ประกาศไม่ยอมรับคำสั่งศาล ระดมมวลชนเสื้อแดงทั่วประเทศ เข้ามายึดกรุงเทพฯ ยึดจังหวัดสำคัญ ยึดค่ายทหาร ยึดสื่อ ยึดสถานีดาวเทียม ยึดทรู ยึดแกรมมี่ ฯลฯ ระดมกำลังทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ เตรียมต่อต้าน คงรบกันแหลก
 
คำถามคือศาลรัฐธรรมนูญพร้อมจะรับผิดชอบไหม กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยชี้ว่าท่านคือผู้จุดชนวน
 
อย่า ลืมว่า การรับคำร้องมาตรา 68 ไม่ได้มีแค่นิติราษฎร์ หรือนักกฎหมายฝ่ายประชาธิปไตยที่คัดค้านนะครับ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยกันอย่างคุณสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีต ปปช.ยังวิพากษ์ไม่มีชิ้นดี
 
ยิ่ง พูดในหลักการและเหตุผล ก็ยิ่งเข้าตาจน ผมนึกภาพไม่ออกว่าตุลาการจะอธิบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบได้ อย่างไร ในเมื่อจรัญ ภักดีธนากุล ก็พูดไว้ตอนดีเบตว่า รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ โดยให้มี สสร.มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่แบบปี 2540 มาคราวนี้ พวกท่านจะกลับไปเชื่อสมคิด เลิศไพฑูรย์ ว่ามาตรา 291 ห้ามแก้ทั้งฉบับ อย่างนั้นหรือ
 
พวก ท่านต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ว่าจะเชื่อจรัญ หรือเชื่อสมคิด หรือเชื่อเมียสมคิด (ฮา) (แหม น่าเสียดาย ข่าวล่าสุรพล นิติไกรพจน์ จะไปแทนซะแล้ว)
 
พวก ท่านอธิบายไม่ง่ายนะครับ แม้แต่การห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 นักการเมืองเขาลากถูกันได้ แต่นักกฎหมายต้องมีหลัก สมมติท่านย้ำว่าห้ามแก้ แก้แล้วถือว่าล้มล้างระบอบฯ ก็จะมีคนโต้ว่า อ้าว ทีรัฐธรรมนูญ รสช.2534 ยังแก้ได้ หมวด 1 เพิ่มคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (ระบอบนี้เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญ 2534 เองนะ ก่อนหน้านั้นเขาใช้คำว่า “มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”)
 
รัฐ ธรรมนูญ รสช.ยังไปแก้หมวด 2 ว่าด้วยการสืบราชสมบัติ ทั้งที่เนื้อหาเดิมตั้งแต่ฉบับแรก 59 ปี เขาให้รัฐสภา “เห็นชอบ” ทั้งสิ้น มีอย่างที่ไหน รัฐประหารแล้วยังบังอาจมาแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์
 
อะไร คือการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำถามไร้สาระนี้ท่านต้องตอบให้ได้ เพราะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สรุปได้ 2 อย่างเท่านั้นคือมีประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ (ตราบใดที่มีพระมหากษัตริย์ ก็ต้องเป็นประมุข) ส่วนอื่นๆ จะเป็นเหมือนอังกฤษ สวีเดน ฮอลแลนด์ ญี่ปุ่น สเปน ฯลฯ ก็เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสิ้น
 
ท่าน จะอ้างอย่างเทพเทือกว่า พรรคเพื่อไทยจะตั้งประธานศาลฎีกาเองแบบระบอบประธานาธิบดี เทือกเป็นนักการเมืองพูดเหลวไหลอย่างไรก็ได้ ท่านเป็นนักกฎหมายพูดเลอะเทอะอย่างนั้นไม่ได้ ระบอบอเมริกาเขาให้ประธานาธิบดีเสนอชื่อตุลาการศาลสูงผ่านรัฐสภา แต่ระบอบอังกฤษยิ่งหนักกว่าเพราะรัฐมนตรียุติธรรมเป็นประธานศาลฎีกาโดย ตำแหน่ง ไม่มีที่ไหนบัญญัติว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ห้ามอำนาจปวงชนเกี่ยวข้องกับประธานศาลฎีกา
 
อ้าง ก็ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลปกครองสูงสุด เขายังต้องผ่านการรับรองของวุฒิสภา เห็นอยู่ตำตา
 
ป้าย ที่สอง ถ้าท่านจะตัดสินยกฟ้อง ไม่มีความผิด รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้ พวกทหารป่าก็จะโห่ฮาป๋า หาว่าพวกท่านเป็นมวยล้มต้มคอมมิวนิสต์ เกรียนสลิ่มจะผิดหวัง จิ๊กโก๋แถวบ้านจะบ่นอุบ ว่าไม่ต่างจากบาโลเตลลีกร่างไม่ออก โดนสเปนขยี้ 4-0 อุตส่าห์เอาวากันมาถึงขนาดนี้ จะกลายเป็นโดนด่าฟรี เพราะพวกเสื้อแดงต้องด่าอยู่ดีว่าทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้า
 
ลงป้ายนี้ก็เสียศาล เอ๊ย เสียศูนย์เหมือนกันนะครับ
 
ป้าย ที่สาม ถ้าท่านจะวินิจฉัยว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ แต่ไม่ถือเป็นความผิด ไม่ถอดถอนคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ให้ไปแก้ไขใหม่ นับหนึ่งใหม่ แก้เฉพาะมาตรา
 
ไอ้ รัฐบาลขี้แขะขี้กลัวนี่มันคงจะยอมท่านหรอก แต่สมมตินะ สมมติ มีพวกยุแยงตะแคงรั่วเสนอให้แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญก่อน ให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ หรือเปลี่ยนแปลงที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เลือกตุลาการกันใหม่ คราวนี้ท่านจะทำอย่างไรละครับ เพราะถ้าท่านเข้าไปขัดขวาง เขาก็จะกล่าวหาว่าท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนนี่หว่า หวงเก้าอี้นี่หว่า ตุลาการผู้มีคุณธรรมจริยธรรมคงหน้าบาง ไม่กล้าเข้าไปยับยั้งหรอก คริคริ
 
ป้าย ที่สี่ ถ้าท่านจะวินิจฉัยว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ แต่ไม่มีหลักประกันว่าจะล้มล้างระบอบฯ ฉะนั้นก่อนลงประชามติ สสร.ร่างเสร็จ แทนที่จะให้ประธานสภาวินิจฉัย ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจข้อสอบก่อน
 
รัฐบาล ขี้ขลาดก็คงจะยอมท่านอีกแหละ ซื้อเวลาต่อไป แต่คิดให้ดีนะครับ สสร.มาจากการเลือกตั้ง การแก้ไขแต่ละประเด็น ไม่ใช่จะรวบรัดเอาในเวลาสั้นๆ ต้องมีการหยั่งเสียงในสังคม ผ่านการถกเถียงทางสื่อ ทางเวทีสาธารณะ มีคนเห็นด้วยมากกว่าไม่เห็นด้วย จึงผ่านแต่ละประเด็นมาได้
 
สมมติ เช่น จะแก้ไขที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ หนึ่ง ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สอง ให้สรรหาจากสัดส่วนต่างๆ เช่น ตุลาการ อาจารย์มหาลัย องค์กรทางสังคม ทางรัฐศาสตร์ ทางกฎหมาย มีที่มาหลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ แล้วส่งชื่อให้วุฒิสภาเลือก
 
หรือ ถ้ามีข้อตกลงที่ตกผลึก เช่น การแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ให้ศาลเสนอผู้มีอาวุโสสูงสุด 3 ลำดับมาให้คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา แข่งกับคนนอกอีก 3 คน ที่มีข้อกำหนดว่าอย่างน้อยต้องเป็นศาสตราจารย์กฎหมายมา 5 ปี มีคุณสมบัติด้านต่างๆ ครบถ้วน มีการอภิปรายลับแล้วลงมติ ฯลฯ สังคมฟังแล้ว เออ เห็นด้วย เข้าท่าดี
 
ถามว่าตอนนั้นท่านจะไปขัดขวางเขาอย่างไร จะเอาตรงไหนไปชี้ว่าล้มล้างระบอบ
 
เฮ้อ คิดแล้วก็น่าปวดกบาลแทนนะครับ จะเลือกลงป้ายไหน ก็มีเด็กอาชีวะรออยู่ทุกป้าย ไม่น่าขึ้นรถเมล์มาเลย
 
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมขอยุส่งมั่ง เลือกทางไหนก็ได้ครับที่ให้มันจบเร็วๆ ขี้เกียจยืดเยื้อ ล้มโต๊ะไปเลย หรือไม่ก็ถอยไปเลย อย่างหลังยังพอจะด่ากลับได้ว่า เห็นไหม พวกจินตนาการ ฝันเฟื่อง ว่าอำมาตย๋ให้ยุบพรรครอบสองรอบสาม

จดหมายร้องทุกข์: ถามหาความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา กรณีคำสั่งปลดออกจากราชการไม่ชอบ

ที่มา ประชาไท

 

ชื่อบทความเดิม: ถามหาความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาเมื่อมีกรณีการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
 
สืบเนื่องมาจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดง ที่ อ 245-246/2552 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ให้เพิกถอนคำสั่งปลดออกจากราชการ และ พิพากษาเพิกถอนโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่คำสั่งมีผลบังคับ ย่อมต้องถือเสมือนว่าไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าวมาก่อน เนื่องจากเป็นมติและคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ดำเนินการทาง วินัยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่หน่วยงานเป็นผู้กำหนดและกฎหมายวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 กับผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สังกัดอยู่จะต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดีในผลแห่งละเมิดที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการออกคำสั่งดังกล่าว ทั้งนี้ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ประกอบมาตรา 5 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยให้หน่วยงานต้นสังกัดจ่ายค่าเสียหายเป็นเงินเดือนย้อนหลังให้กับผู้ฟ้อง คดี 
 
จึงมีข้อเท็จจริงว่า การมีมติและคำสั่งปลดออกจากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย เพราะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ฟ้องคดีเป็นเงินเดือนย้อนหลังให้โดยไม่ได้ทำงาน
 
มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้ หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
 
ข้อ 20 ของคณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (ก.จ.จ.เชียงราย) เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวนฯ ลงวันที่ 24 มกราคม 2545 ระบุ “เมื่อปรากฏว่ามีมูลที่ควรกล่าวหา ข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานเบื้องต้นอยู่แล้วให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที... ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อนี้ และตามส่วนที่ 1 ของหมวด 2 หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิด
 
และมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือ ที่ นร 0206/ว 218 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541  “ถ้าปรากฏว่า มีความจริงอันเป็นกรณีความผิดกฎหมายบ้านเมืองให้ดำเนินคดีอาญา ถ้ามีมูลความจริงเป็นกรณีความผิดวินัยให้ดำเนินการสอบสวน หรือตั้งกรรมการสอบสวน” ในกรณีนี้มีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้วตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งถือเป็นที่สุดและไม่มีผู้ใดสามารถยกเลิกเพิกถอนคำพิพากษาดังกล่าวได้
 
ทั้งนี้ เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสถานะเป็นนิติบุคคลไม่มีตัวตนและไม่ สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ด้วยตนเอง การดำเนินการทางวินัยจึงต้องกระทำโดยผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานและบุคคลที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 
ดังนั้น การที่หน่วยงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติกับผู้ที่ กระทำผิดกฎหมายอันเป็นเหตุให้ราชการและผู้อื่นได้รับความเสียหายตามคำ พิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยอ้างเอาเองว่า “ไม่อาจฟังได้ว่าข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่ประการใด”  ก็เท่ากับเห็นว่าศาลปกครองสูง สุดตัดสินคดีผิดพลาด ต้องไม่รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการและต้องไม่ชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำ ละเมิดกับผู้ฟ้องคดีตามคำพิพากษา รวมทั้งต้องฟ้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีใหม่เพื่อยกเลิกเพิกถอนคำ พิพากษาดังกล่าว แต่เมื่อไม่ได้กระทำก็ต้องถือว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นที่สุด
 
โดยมีข้อเท็จจริงว่า หน่วยงานได้รับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการและจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายให้ กับผู้ฟ้องคดีบางส่วน และได้คืนขั้นเงินเดือนย้อนหลังให้แต่ไม่ได้เลื่อนระดับให้กับผู้ฟ้องคดีตาม สิทธิที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนคำสั่งปลดอออกจากราชการมีผลบังคับใช้
 
และไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดำเนิน การหาตัวผู้กระทำผิดและลงโทษตามระเบียบของราชการ เนื่องจากมาตรา 420 แห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”  
 
โดยมีข้อเท็จจริงว่า แม้ผู้ฟ้องคดีผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องถูก ปลดออกจากราชการโดยไม่มีความผิดถึง 6 ปี จะได้ทำหนังสือร้องเรียนหน่วยงาน กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติต่อผู้ว่าราชการ จังหวัดในฐานะผู้มีหน้าที่กำกับดูแลตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และในฐานะผู้บังคับบัญชาผู้รับหนังสือร้องเรียนตามมติคณะรัฐมนตรี ถึง 12 ฉบับ แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แต่อย่างใด  
 
รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ว่า ราชการจังหวัด ได้มีหนังสือแจ้งว่าได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับ มอบหมายให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกลับมีหนังสือแจ้งว่าได้ส่งเรื่องร้องเรียนให้จังหวัดพิจารณาดำเนินการรวมกับเรื่องเดิม แล้ว รายงานผลการดำเนินการพร้อมทั้งความเห็นของจังหวัดและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยว ข้องให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทราบ ผลเป็นประการใดจังหวัดจะแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบต่อไป แม้จะมีข้อเท็จ จริงว่าผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนกล่าวโทษการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของจังหวัด ด้วย อันเท่ากับกรมฯ ได้ส่งเรื่องร้องเรียนให้ผู้ที่ถูกร้องเรียนโดยตรงดำเนินการ ซึ่งขัดกับ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาผู้รับเรื่องร้องเรียนต้องให้ความ คุ้มครองกับผู้ร้องเรียน และระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของราชการ
 
จนบัดนี้ที่เวลาได้ล่วงเลยมานับแต่มีคำพิพากษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 มาแล้วเกือบ 3 ปีแล้ว ผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติใน การดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อลงโทษตามระเบียบของราชการ และเรียกเงินคืนให้กับราชการกรณีที่ได้ชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำละเมิดกับ ผู้ฟ้องคดีไปก่อนยังไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งก็ขอฝากถึงกระทรวงมหาดไทยด้วยว่า เมื่อไม่สามารถลบล้างคำพิพากษาศาลของศาลปกครองสูงสุดได้ ท่านจึงมีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องหาตัวผู้กระทำผิดเพื่อลงโทษและเรียกเงินคืนให้รับราชการ เพราะกฎหมายและระเบียบของราชการมีไว้ใช้กับข้าราชการทุกคนเท่าเทียมกัน 
 
 
เอกสารอ้างอิง
1. คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดง ที่ อ 245-246/2552
2. หนังสือฯ ที่ ชร 51001/3338 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2552
3. หนังสือฯ ที่ ชร 51001/2101 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2554
4. หนังสือฯ ที่ ชร 51001/4576 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2554
5. ประกาศ ก.จ.จ.เชียงราย เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการสอบสวนฯ ลงวันที่ 24
    มกราคม 2545
6. หนังสือฯ ที่ นร 0206/ว 218 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2541 เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทาง
     ปฏิบัติเกี่ยวกับการร้องเรียนกล่าวโทษข้าราชการฯ
7. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 49
8. หนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้อง
    ปฏิบัติ  จำนวน 12 ฉบับ
 
 
AttachmentSize
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดง ที่ อ 245-246/2552298 KB

ญาติผู้ประสบภัยม. 112 เดินหน้ารณรงค์ปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีหมิ่น

ที่มา ประชาไท

 

"เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" แถลงเปิดตัว เดินหน้ากิจกรรมรณรงค์เรียกร้องสร้างความเข้าใจแก่สาธารณะเรื่องสิทธิพื้น ฐานนักโทษคดีหมิ่น พร้อมเรียกร้องปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
 5 ก.ค. 55 - เวลาราว 11.00 น. ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112 นำโดยสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้แถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมของ "เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" โดยมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังและผู้ต้องหาในคดีม. 112 ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า นอกจากกลุ่มจะมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังโดยทันทีแล้ว ทางเครือข่ายยังหวังจะสร้างความเข้าใจกับสาธารณะในประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของนักโทษและผู้ต้องหา เช่น สิทธิในการประกันตัว สิทธิการรักษาพยาบาล และสิทธิในการยอมรับในฐานะเป็นนักโทษการเมือง
การแถลงข่าวในครั้งนี้มีญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112 มาร่วมแถลงด้วย อาทิ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ กีเชียง ทวีวโรดมกุล บิดาของธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล โดยเล่าถึงกิจกรรมที่จะดำเนินต่อไปของกลุ่มว่า จะให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายที่จำเป็น ทำการรณรงค์และยื่นจดหมายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เครือข่ายญาติได้เล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง และผลกระทบที่ครอบครัวได้รับ โดยนางปราณี กล่าวถึง สิทธิการรักษาพยาบาลของนักโทษคดีหมิ่นว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากที่นายอำพล หรือ "อากง SMS" เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางเรือนจำจะส่งตัวนายสุรชัยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ในกรณีของนักโทษหญิงอย่างกรณีดา ตอปิโด ยังพบกับความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเข้าเยี่ยม หรือการรักษาพยาบาล
ด้านนายกีเชียง บิดาของธันย์ฐวุฒื หรือ "หนุ่ม เรดนนท์" เผยว่า หลังจากที่ธันย์ฐวุฒืถูกตัดสินจำคุกในคดีม. 112 ทางครอบครัวก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยลูกๆ คนอื่นที่ทำงานบริษัทเอกชนก็ถูกดูถูกเหยียดหยาม แม้แต่ญาติพี่น้องของตนเองก็ยังไม่อยากที่จะไปเยี่ยม "หนุ่ม" ที่เรือนจำเลย
ทั้งนี้ ทางกลุ่มจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 7 ก.ค. ที่จะถึงนี้ โดยงานเสวนาแถลงข่าวจะมีวิทยากรอาทิ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนและอดีตผู้ต้องหาคดีม. 112 จอน อึ๊งภากรณ์ สมาชิกในอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวนสพ. เดอะ เนชั่น ศราวุฒิ ประทุมราช สถาบันหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน และตัวแทนญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112

iLaw: “เชียงใหม่มหานคร” ก้าวแรกของการยกเลิกอำนาจส่วนภูมิภาค เพิ่มอำนาจส่วนท้องถิ่น

ที่มา ประชาไท

 


เจ็ดโมงเช้า วันที่ 24 มิถุนายน 2555 จักรยานกว่า 50 คันนัดเจอกันที่ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งในงานประกาศเจตนารมณ์ “เชียงใหม่พร้อมแล้วที่จะจัดการตนเอง และขับเคลื่อนสู่เชียงใหม่มหานคร” และเป็นจุดเริ่มของการรวบรวมรายชื่อประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ภายใน 120 วัน ตามเจตนารมณ์ “120 วัน ก้าวผ่าน 120 ปีของการรวมศูนย์อำนาจ”
ขบวนการขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง อาศัยความร่วมมือจากกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ ประชาสังคม นักธุรกิจ และองค์กรชุมชน ที่มองเห็นปัญหาร่วมกันของการนำนโยบายจากส่วนกลางมาบังคับใช้กับจังหวัด เชียงใหม่ โดยในกิจกรรมการประกาศเจตนารมณ์ มีนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อดีตรองผู้ว่าเชียงใหม่ ตัวแทนจากวิทยุออนไลน์คนเมืองเรดิโอ ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ตัวแทนจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ตัวแทนจากเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น สถาบันการจัดการทางสังคม เข้าร่วมวงเสวนาเกี่ยวกับร่างกฎหมายประชาชนฉบับนี้
ข้อเสนอหลักของร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร คือการผลักดันให้เชียงใหม่ยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค โดยคงส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นไว้ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สภาเชียงใหม่ และสภาพลเมือง มีการจัดเก็บภาษีเอง และส่งให้รัฐบาลกลางร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือใช้บริหารจังหวัดในด้านต่างๆ โดยยกเว้นด้านการทหาร การศาล ระบบเงินตรา และการต่างประเทศ (ดูข้อเสนอเกี่ยวกับระเบียบการบริหารราชการเชียงใหม่)

อะไรคือ “เชียงใหม่มหานคร”
“ดูอย่างอเมริกาสิ มีทั้งวอชิงตันดีซี และนิวยอร์ค ทำไมเมืองไทยจะมีทั้งกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่มหานครไม่ได้”
“เชียงใหม่จัดการตัวเองมาหลายร้อยปีแล้ว พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครก็แค่คืนอำนาจกลับมาให้คนเชียงใหม่”
“คนกรุงเทพฯ ชอบพูดว่ากลับบ้านนอกกลับต่างจังหวัด ต่อไปเราไปกรุงเทพฯ เราก็จะบอกว่าไปต่างจังหวัดเหมือนกัน”
                                                                                               - ความคิดเห็นจากคนเมืองเชียงใหม่

การผลักดันเรื่องเชียงใหม่มหานคร เริ่มจากการมองเห็นปัญหาการใช้นโยบายจากส่วนกลางในท้องถิ่นของคนกลุ่มต่างๆ นำมาสู่การสร้างเครือข่ายเพื่อผลักดันเชียงใหม่มหานครร่วมกัน
ชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการสถาบันการจัดการทางสังคม กล่าวว่า เชียงใหม่เติบโตเร็วรองจากกรุงเทพฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สลับซับซ้อน นโยบายจากส่วนกลางไม่สามารถตอบโจทก์ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้เชียงใหม่มีวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของตนเอง การกำหนดการพัฒนาจากส่วนกลางทำให้ชุมชนอ่อนแอลง เช่น โรงเรียนพูดภาษาไทย ไม่สอนภาษาท้องถิ่น เอาระบบชลประทานมาแทนฝาย กฎหมายการจัดการป่าของกรมป่าไม้ที่ขัดกับวิถีชาวบ้าน เกิดผลกระทบเป็นปัญหาให้ท้องถิ่น เห็นได้จากในอดีตการพัฒนาที่คิดมาจากส่วนกลาง ถูกคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ สถานเริงรมย์ ฯลฯ และเชียงใหม่ยังมีสถานศึกษา และองค์ความรู้ที่พร้อม เป็นเหตุผลที่ถึงเวลาที่คนเชียงใหม่จะจัดการดูแลท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง
ดร.นิรันดร์ โพธิการ ประธานชมรมจักรยานวันอาทิตย์ เล่าปัญหาโดยยกตัวอย่างการรณรงค์เรื่องการขี่จักรยาน ก็พบว่าท้องถิ่นไม่ค่อยมีอำนาจที่จะต่อรองกับตำรวจซึ่งเป็นข้าราชการส่วน ภูมิภาคและกลายเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ทั้งๆ ที่การตัดสินใจต่างๆ ควรเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของท้องถิ่น


หลากคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร
เหมือนกรุงเทพมหานครไหม :
ในวงเสวนามีการตั้งคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร จะทำให้เชียงใหม่เป็นเหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ ซึ่งตามร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครนี้ มีการจัดการปกครองที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ กล่าวคือ กรุงเทพฯ มีลักษณะรวมศูนย์และจัดการปกครองเป็นระดับเดียว ไม่มีเทศบาล ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมาก ขณะที่เชียงใหม่มหานครจะมีรูปแบบการปกครอง 2 ระดับ คือระดับบน (เชียงใหม่มหานคร) และระดับล่าง (เทศบาล) นอกจากนี้ความต่างหลักอีกอย่างคือมีองค์กรที่ทำการตรวจสอบถอดถอน คือสภาพลเมือง การใช้คำว่ามหานครเป็นเพียงการแสดงความยิ่งใหญ่ และความพร้อมในการปกครองตนเองเท่านั้น

การมีส่วนร่วมของคนเมืองเป็นอย่างไร :

เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่และมีคนพื้นเมืองกระจายในพื้นที่กว้าง ผู้สนับสนุน พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครคาดหวังว่า หากกำหนดให้เชียงใหม่จัดการตนเอง จะทำให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดวิถีที่สอดคล้องกับตนเองจริงๆ เช่น การจัดการศึกษานั้น หากเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น จะเห็นบทบาทของคนพื้นเมืองที่เข้ามามีส่วนร่วมทำให้เกิดความหลากหลาย เช่น การเรียนในภาษาคำเมือง ภาษาตามกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ
แบ่งแยกดินแดน ? :
คำถามยอดนิยมที่มักเกิดขึ้นต่อการเสนอให้ท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็งคือ สิ่งนี้จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายยืนยันว่า สิ่งนี้ไม่นำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน ประเทศยังเป็นรัฐเหมือนเดิม ทว่า พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครเพียงเรียกร้องการดูแลประเด็นในท้องถิ่นด้วยตนเอง โดยทำหน้าที่บริหารงาน การเงิน และนโยบายสำหรับจังหวัด ดูแลความเป็นอยู่ ความปลอดภัย น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง การศึกษา การรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายการจัดการของส่วนกลางในด้านอื่นๆ ส่วนกลางยังคงมีหน้าที่ในการบริหาร 4 ด้าน อันได้แก่ด้านกองกำลังทหาร การจัดการระบบเงินตรา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การศาล และเรื่องสำคัญอื่นๆ ในระดับชาติ
การเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสในการบริหารได้จริงหรือ? :
ร่างกฎหมายนี้มีเงื่อนไขให้สมาชิกสภาเชียงใหม่ มหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง และอยู่ได้คราวละสองวาระ วาระละสี่ปี ดังนั้น หากชาวบ้านเห็นว่าผู้แทนทำงานไม่ดีก็ตัดสินใจใหม่ได้ในครั้งต่อไป นอกจากนี้เรื่องการครองอำนาจระยะยาวก็จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะมีข้อกำหนดว่า อยู่ได้ไม่เกินสองวาระ ทำให้นักการเมืองยึดอำนาจไว้ในมือได้ยาก นอกจากนี้แล้วกลไกการตรวจสอบที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นสภาพลเมือง จะทำให้เกิดการตั้งคำถาม และความตื่นตัวในการเมืองท้องถิ่น ทำให้ประชาชนตระหนักในผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น

การจัดการตนเอง รอให้พร้อมโดยไม่เริ่มไม่ได้
“เปลี่ยนแล้วมันย้อนกลับยาก ควรจะศึกษาผลกระทบให้รอบคอบไม่ผลีผลาม”
“ทำไมต้องมาพัฒนาที่เชียงใหม่ เชียงใหม่มีเสน่ห์ของมันเองอยู่แล้ว เป็นเมืองที่คนอยากมาโดยไม่ต้องเป็นมหานคร”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าภาษีจะมาลงที่เชียงใหม่เพิ่มขึ้นอีกกี่ เปอร์เซ็นต์ มันอยู่ที่ว่าจะบริหารเงินส่วนนั้น ให้มีประสิทธิภาพได้รึเปล่า”

การจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับเชียงใหม่มหานคร มีทั้งเสียงตอบรับและคำถามจำนวนมาก คำถามที่พบบ่อยก็เช่น เป็นการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ เหมือนกรุงเทพมหานครหรือไม่ อีกคำถามที่พบบ่อยคือเรื่องความพร้อม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนเห็นด้วยเชิงหลักการ แต่ยังมีข้อกังวลอยู่ในใจ
บุษยา คุณากรสวัสดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเอง กล่าวว่าเรื่องนี้คงรอความพร้อมทั้งหมดจากทุกฝ่ายไม่ได้ หากไม่ทดลองทำก็คงไม่เห็นปัญหาที่จะเกิด และข้อกังวลก็จะเป็นเพียงข้อกังวลต่อไป เห็นได้จากเรื่องเทศบาล ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2538 ก็มีวิวัฒนาการ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ เชียงใหม่มหานครก็สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ
บุษยา เล่าว่า อุปสรรคแรกที่พบในการดำเนินงานคือ การจินตนาการว่าท้องถิ่นจัดการตนเองต้องเป็นอย่างไร ควรมีโครงสร้างอย่างไร ซึ่งเป็นการออกแบบความคิดให้ออกมาเป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทก์ให้ครบถ้วน ส่งผลให้ต้องมีการวางโมเดล หลักการ การจัดการระบบการเงิน ระบบภาษี รูปแบบการมีส่วนร่วม และต้องให้การถกเถียงก้าวข้ามจากการเรื่องนโยบายสาธารณะมาคุยเรื่องกลไกให้ ได้
มีหลายกระแสกล่าวว่า เชียงใหม่มหานครอาจเป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่นได้ แต่บุษยามองว่า แต่ละจังหวัดก็ต้องตัดสินใจเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับตนเอง และจะต้องมาแลกเปลี่ยนกันว่าโมเดลควรจะเป็นอย่างไร ทำมาแล้วได้อย่างไร เพราะแต่ละจังหวัดมีการผลักดันในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอเป็นสามจังหวัดสี่อำเภอ โดยมีรูปแบบการปกครองคล้ายกรุงเทพฯ ไม่มีเทศบาลเช่นเชียงใหม่ สำหรับแม่ฮ่องสอนและอำนาจเจริญ ก็จะไม่ได้พูดถึงเรื่องการจัดการอำนาจในการปกครองแต่จะพูดถึงนโยบายสาธารณะ มากกว่า
นอกจากนี้ การดำเนินการเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเองยังสามารถสะท้อนปัญหาทางการเมือง ด้วย บุษยากล่าวว่า ความขัดแย้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง ความเป็นสีหายไปกับเรื่องเชียงใหม่จัดการตนเอง เนื่องจากเป็นประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องที่เกิดจากการดึงอำนาจไปอยู่ ที่ส่วนกลาง ความขัดแย้งเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแต่ละครั้งมีผลกระทบอย่างไรคนท้องถิ่นก็ต้องรับ สภาพ เนื่องจากการเปลี่ยนผู้นำไม่ได้แก้ปัญหาให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง การลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชนด้วยการใช้กลไกการจัดการตนเองจะเป็นโครง สร้างที่แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยดึงอำนาจกลับมาให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วม ตัดสินใจนโยบายที่มีผลกระทบต่อตนเองได้ง่ายขึ้นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น คือ สามชั้นอำนาจในระเบียบบริหารราชการไทย แต่ที่ผ่านมาพบว่า อำนาจากส่วนภูมิภาคคืออุปสรรคใหญ่ต่อการกระจายอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย ภาคประชาชนเชียงใหม่จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค ใน “ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร”


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.ilaw.or.th/node/1618

ญาติผู้ประสบภัยม. 112 เดินหน้ารณรงค์ปล่อยตัวนักโทษ-ผู้ต้องหาคดีหมิ่น

ที่มา ประชาไท

 

"เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" แถลงเปิดตัว เดินหน้ากิจกรรมรณรงค์เรียกร้องสร้างความเข้าใจแก่สาธารณะเรื่องสิทธิพื้น ฐานนักโทษคดีหมิ่น พร้อมเรียกร้องปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
 5 ก.ค. 55 - เวลาราว 11.00 น. ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112 นำโดยสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้แถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมของ "เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112" โดยมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังและผู้ต้องหาในคดีม. 112 ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า นอกจากกลุ่มจะมีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังโดยทันทีแล้ว ทางเครือข่ายยังหวังจะสร้างความเข้าใจกับสาธารณะในประเด็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของนักโทษและผู้ต้องหา เช่น สิทธิในการประกันตัว สิทธิการรักษาพยาบาล และสิทธิในการยอมรับในฐานะเป็นนักโทษการเมือง
การแถลงข่าวในครั้งนี้มีญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112 มาร่วมแถลงด้วย อาทิ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ กีเชียง ทวีวโรดมกุล บิดาของธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล โดยเล่าถึงกิจกรรมที่จะดำเนินต่อไปของกลุ่มว่า จะให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายที่จำเป็น ทำการรณรงค์และยื่นจดหมายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เครือข่ายญาติได้เล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง และผลกระทบที่ครอบครัวได้รับ โดยนางปราณี กล่าวถึง สิทธิการรักษาพยาบาลของนักโทษคดีหมิ่นว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น หลังจากที่นายอำพล หรือ "อากง SMS" เสียชีวิตในเรือนจำเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางเรือนจำจะส่งตัวนายสุรชัยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ในกรณีของนักโทษหญิงอย่างกรณีดา ตอปิโด ยังพบกับความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเข้าเยี่ยม หรือการรักษาพยาบาล
ด้านนายกีเชียง บิดาของธันย์ฐวุฒื หรือ "หนุ่ม เรดนนท์" เผยว่า หลังจากที่ธันย์ฐวุฒืถูกตัดสินจำคุกในคดีม. 112 ทางครอบครัวก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยลูกๆ คนอื่นที่ทำงานบริษัทเอกชนก็ถูกดูถูกเหยียดหยาม แม้แต่ญาติพี่น้องของตนเองก็ยังไม่อยากที่จะไปเยี่ยม "หนุ่ม" ที่เรือนจำเลย
ทั้งนี้ ทางกลุ่มจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 7 ก.ค. ที่จะถึงนี้ โดยงานเสวนาแถลงข่าวจะมีวิทยากรอาทิ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนและอดีตผู้ต้องหาคดีม. 112 จอน อึ๊งภากรณ์ สมาชิกในอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวนสพ. เดอะ เนชั่น ศราวุฒิ ประทุมราช สถาบันหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน และตัวแทนญาติผู้ได้รับผลกระทบจากม. 112