WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 6, 2012

เป้าหมายครั้งนี้คือ บดขยี้คนเสื้อแดง!

ที่มา Thai E-News






ขบวนประชาธิปไตยก็คือนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่ผ่านสมรภูมินองเลือดเมษายน-พฤษภาคม 2553 มา แล้ว พวกเขาจึงมีทั้งขวัญ กำลังใจ และประสบการณ์ ปราศจากความหวั่นเกรงต่อภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมที่จะต่อสู้และเสียสละอย่างยืดเยื้อยาวนาน 

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา “โลกวันนี้วันสุข”
6 กรกฎาคม 2555

 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ว่าด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงว่า การรุกทางยุทธศาสตร์ครั้งล่าสุดของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมได้เริ่มขึ้นแล้ว

                พวกเขาได้หันมาใช้ตุลาการเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย จนถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พวกเขายิ่งทำ ก็ยิ่งโจ่งแจ้ง ไร้ยางอาย เป็นที่ประจักษ์สายตาแก่ประชาชนทั่วไป

                พวกจารีตนิยมพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับฝ่ายประชาธิปไตยมาแล้วห้าครั้ง ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 จนถึงพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ที่พวกเขาเชื่อว่า จะสามารถทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง แต่กลับประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จึงเป็นที่ชัดเจนว่า สนามเลือกตั้งได้กลายเป็นสนามหลักของฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว พวกเขาไม่มีทางที่จะเอาชนะฝ่ายประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งได้ในอนาคตอันใกล้

พวกจารีตนิยมจึงยังคงใช้วิธีการเดิมที่ทำสำเร็จมาแล้วทุกครั้งตลอดหลายสิบปีมานี้ คือการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นขั้นตอน ด้วยการใส่ร้ายป้ายสี โจมตีผ่านสื่อกระแสหลัก สนับสนุนอันธพาลการเมืองออกมาก่อจลาจลบนท้องถนน ให้นักวิชาการและเนติบริกรออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ให้พรรคประชาธิปัตย์ก่อความวุ่นวายทั้งในและนอกสภา ทั้งหมดเพื่อให้รัฐบาลอ่อนเปลี้ยเสียขวัญ ไม่สามารถควบคุมสั่งการระบบราชการ ไม่อาจทำงานบริหารต่อไปไม่ได้ กลายเป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” แล้วท้ายสุดคือ ให้ทหารก่อรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลในที่สุด

นับแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา ฝ่ายเผด็จการก็ได้มีนวัติกรรมใหม่เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญคือ การใช้ตุลาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มมีขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมึอทางการเมืองทำร้ายฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ จงใจสร้างวิกฤตทางกฎหมายที่ไม่มีทางออก ก่อเป็นสถานการณ์สุกงอมที่นำไปสู่การแทรกแซงโดยกองทัพ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเบื้องต้นอาจเพียงแต่นำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย (และพรรคร่วมรัฐบาล) แต่ยังไม่อาจโค่นล้มรัฐบาลได้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ การใช้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่มากมาย ทำลายนายกรัฐนมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจไปถึงสส.และสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดอีกด้วย เป็นการทำลายทั้งรัฐบาลและรัฐสภาไปพร้อมกัน ซึ่งก็คือ ใช้อำนาจตุลาการก่อ “รัฐประหารเงียบ” ทำลายอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติอย่างเป็นกระบวนการ

คำถามคือ ในการรุกใหญ่ครั้งนี้ ฝ่ายจารีตนิยมหมายมุ่งเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล อุ้มสมให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง ดังเช่นที่ทำมาแล้วกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2551  หรือพวกเขามีเป้าหมาย “สูงไปกว่านั้น”?

คำตอบขึ้นอยู่กับว่า ในการรุกคราวนี้ เป้าหมายของฝ่ายเผด็จการอยู่ที่ไหน?

ถ้าเป้าหมายอยู่เพียงแค่การทำลายพลังทางการเมืองในระบบเลือกตั้งของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังเช่นที่เคยทำมาแล้วเมื่อปี 2551 พวกเขาก็จะทำลายแต่เพียงนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย แต่ยังรักษาสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ แล้วบีบให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยบางส่วนและพรรคร่วมรัฐบาล “ย้ายขั้ว” มาร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ให้ได้จำนวนคะแนนเสียงในสภามากพอที่จะไปจัดตั้งรัฐบาลใหม่

แต่การรุกใหญ่ของพวกจารีตนิยมในครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งในอดีต คือไม่ได้มีเป้าหมายอยู่เพียงที่พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เป้าหมายที่แท้จริงในครั้งนี้คือ การทำลายล้างขบวนการคนเสื้อแดง!

บทเรียนสำคัญคือ ความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ใช้กลไกรัฐและมาตรการต่าง ๆ ทั้งแจกสินบนและข่มขู่ ไปสลายขบวนคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง จนถึงการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2554 แต่ก็ไม่อาจทำลายขบวนคนเสี้อแดงลงได้ ข้อจำกัดของระบบการเมืองแบบเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ไม่สามารถใช้กำลังรุนแรงทำลายล้างขบวนประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ได้ เพราะในระบอบรัฐธรรมนูญที่ยังอ้างหลักนิติรัฐอยู่นั้น รัฐบาลถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งการมีอยู่ของพรรคฝ่ายค้านในสภา เหล่านี้เป็นปัจจัยขัดขวางที่จำกัดการใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชนให้อยู่ในขอบ เขตที่กฎหมายเปิดช่องไว้ให้เท่านั้น

ฉะนั้น ในการรุกใหญ่ครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงการทำลายรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย แล้วอุ้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาแทนที่ภายในระบบเลือกตั้งตามปกติของ รัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเป็นการนำไปสู่ระบอบการปกครองเผด็จการอย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่ ทั้งด้วยกำลังทหารและกองกำลังติดอาวุธนอกระบบที่พวกเขาได้จัดตั้งรอไว้แล้ว โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญในยามสันติอีกต่อไป

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะเลือกเส้นทางยอมจำนน ประจบเอาใจ หวังรอ “ความเมตตา” จากพวกจารีตนิยมสักเพียงใดก็ตาม แกนนำพรรคเพื่อไทยแก้ตัวตลอดมาว่า การประนีประนอมก็เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งขั้นรุนแรงและการนองเลือดของประชาชน 

แต่ถึงกระนั้น การปะทะรุนแรงและการนองเลือดก็เกิดขึ้นอยู่ดี ดังเช่นเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2554 และก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในเบื้องหน้านี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในความสูญเสียของประชาชนได้ เพราะการที่พรรคเพื่อไทยดำเนินแนวทางยอมจำนน ก็คือการปล่อยให้ขบวนประชาชนต้องตกอยู่ในสถานะโดดเดี่ยว และเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เอื้อให้ฝ่ายเผด็จการสามารถดำเนินแผนตามขั้นตอน ไปสู่การสูญเสียของประชาชนนั่นเอง 

ในการนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยก็คือ ผู้ที่ยืนตัวสั่นงันงก มองดูการปราบปรามประชาชนอยู่ต่อหน้า อ้างเรื่อง “ปรองดอง” “หลีกเลี่ยงความรุนแรง” มาปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งปวง

ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ใหม่ ในเบื้องต้น พวกเขาอาจประสบความสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ขบวนประชาธิปไตยก็คือนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่ผ่านสมรภูมินองเลือดเมษายน-พฤษภาคม 2553 มาแล้ว พวกเขาจึงมีทั้งขวัญ กำลังใจ และประสบการณ์ ปราศจากความหวั่นเกรงต่อภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมที่จะต่อสู้และเสียสละอย่างยืดเยื้อยาวนาน 

เพื่อไปสู่ชัยชนะของประชาธิปไตยในที่สุด


***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ไม่ตลกขอเถอะวสันต์เลิกด้านแล้วเฉดหัวตามจรัญซะ

นักเรียนหญิงโดนเกรียนรุมลงแขก สื่อไทยเหี้ยได้อีกข่มขืนเหยื่อซ้ำมั่วข่าวเปิดเต้าให้ดูด-สรยุทธฺ์ขยายต่อ

ที่มา Thai E-News

 
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กรกฎาคม 2555


นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางโทรทัศน์ช่อง 3 เล่าข่าวในช่วงเช้าวันที่ 6 กรกฎาคมว่า ข่าวเรื่องสังคมเ้สื่อมในแวดวงนักเรียนนักศึกษากำลังระบาด ล่าสุดก็มีการเผยแพร่คลิปนักเรียนชายดูดนมเด็กนักเรียนหญิงในชุดเนตรนารี และเว็บไซต์แห่งหนึ่งนำมาเผยแพร่ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังควานหาว่าเป็นโรงเรียนใดเพื่อลงโทษ

สรยุทธ์บอกว่าไม่สามารถนำคลิปมาให้ดูได้ หรือไม่อาจบอกว่าเว็บไซต์ไหนนำมาเผยแพร่ เ้พราะนี่ก็เสื่อมมากพออยู่แล้ว จากนั้นก็ถอนหายใจยาวๆตามสูตรการเล่าข่าวทำนองนี้

การเล่าข่าวดังกล่าวจุดประเด็นให้คนสนใจใคร่รู้ตามหาข่าวและคลิปอย่างแพร่หลาย ปรากฎว่าเป็นการนำเสนอข่าวผ่านทางเว็บไซต์mThai

ขณะที่มีผู้ใช้ชื่อล็อกอิิน"ตาย่าน"ในเว็บบอร์ดประชาทอล์ก และมีฉายา"ตาย่าน หลุดโลก"อ้างว่าเขาเคยดูคลิปนี้มานานแล้ว และฟันธงได้ว่าสื่อมวลชนไทยมั่วนำเสนอข่าวสวนทางกับความจริง โดยเขียนกระทู้ในเว็อบบอร์ดประชาทอล์ก หัวเรื่อง  @@@ สื่อ Mthai เสื่อมหนัก พาดหัวข่าวทับถมผู้เสียหายว่านร.หญิงเปิดเสื้อให้ดูดนม ทั้งๆที่นร.หญิงโดนนร.ชาย รุมบังคับขืนใจอนาจาร (นร.หญิงเป็นผู้เสียหาย)@@@ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้





mthai เริ่มสันดานเสียเหมือนสื่อรุ่นพี่อีกเจ้าหนึ่ง เมื่อฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียด คลิปดังกล่าวนี้ได้เผยแพร่มานานแล้ว และสุรย่านก็เคยดูแล้ว ได้ยินได้ฟังมากับหูและตาของตนเอง
คลิปนี้ เด็กผู้หญิงถูกนักเรียนชาย ไม่ต่ำกว่า 3 ตัวขึ้นไป รุมบังคับดูดนมในช่วงพักเที่ยง มีเสียงเด็กชายตัวหนึ่งเป็นคนถ่ายคลิปด้วย
เริ่มต้นด้วยเด็กชายหัวเกรียน เอื้อมมือไปเปิดเสื้อนักเรียนหญิง แต่เอ็มไทยเสือกจั่วหัวว่าเปิดนมให้นร.ชายดูด บัดซบจริงๆ
เด็ก หญิงทำปากเบะเหมือนจะร้องไห้ สะบัดเนื้อตัวนิดหน่อยแบบไม่เต็มใจ "แต่ขัดขืนไม่ได้" ในวินาทีที่ 15 เป็นต้นไปเด็กผู้ชายก็ซุกหน้าลงไปที่นมแล้วก็คลุกๆๆๆ
วินาทีที่29 มีเสียงเชียร์นร.ตัวผู้ว่า "ถอดเสื้อให้หมดซี่ เอ้า ๆ" แล้วเด็กผู้ชายก็ปลดเสื้อนร.หญิงตามคำเชียร์
ฝ่าย นร.หญิงก็เอามือปิดนม สีหน้าของเธอหวาดกลัวและไม่ได้เต็มใจเลย แล้วฝ่ายชายก็กระชากมือเธอที่กำลังปิดนมอยู่สองสามครั้งในวินาทีที่ 46
นาทีที่1.02 เสียงนร.ชายบอกว่า "ฮึ้ย ดูดนมผู้หญิงเลย" ตอนนี้เองที่นร.หญิงยิ้มพร้อมกับสะบัดหน้าหนีกล้อง
ฉากนี้เองที่เอ็มไทยฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียด หาว่าผู้หญิงเปิดนมให้ดูดด้วยความเต็มใจ
หากสาวๆคนไหนที่เคยโดนจู่โจมไซร้คอ ไซร้นม โดยไม่ทันตั้งตัวก็จะเข้าใจดีว่าการทำเช่นนี้มันจะรู้สึก"จั๊กจี้"ไม่ใช่เคลิบเคลิ้ม
วินาที ที่1.47 นร.หญิงก็ยังไม่ยอม แม้ว่าจะมีอารมณ์เคลิ้มอยู่บ้างแต่การที่แยกเขี้ยวยิงฟันเหมือนยิ้มในตอน หลังนั้น มันไม่ใช่รอยยิ้มแน่นอน มันคือการยิงฟันด้วยการจั๊กจี้ และจะเห็นได้ชัดเจนว่้ามีเด็กผู้ชายใส่เสื้อกากีอีกตัวหนึ่ง จับมือผู้หญิง ชูไว้เหนือหัวอย่างแน่นหนาไม่ให้ดิ้นได้ เพื่อให้ไอ่ตัวดูดนมทำงานได้ถนัดถนี่ วินาทีที่ 1.53 จะเห็นชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่นี่เป็นการแยกเขี้ยวที่จั๊กจี้
วินาที ที่2.04 นร.ชายสองตัวใส่เสื้อขาวตัวหนึ่ง ใส่เสื้อกากีตัวหนึ่ง เลิกดูดนมแล้วกระชากนักเรียนหญิงจนหัวคะมำ เพื่อที่จะถ่ายรูปอีก แต่นร.หญิงสะบัดหน้าหนีกล้อง ส่วนไอ่นร.ชายที่ส่งเสียงเชียร์ก็ยังเชียร์อยู่ เหตุการณ์ที่น่าสังเวชใจนี้ น่าจะเกิดในช่วงพักเที่ยง เพราะได้ยินเสียงนักเรียนเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวที่นอกห้อง
แต่ ที่น่าสังเวชใจยิ่งกว่าก็คือการจั่วหัวข้อข่าวของเอ็มไทย ที่นอกจากจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรนร.หญิงแล้ว ยังจั่วหัวข้อข่าวเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่นอย่างหน้าตาเฉย มีการเปรยว่าสังคมเสื่อมหนักเสมือนว่าตัวเองเลอเลิศซะนักหนา 
ถ้าจะเสื่อมก็เสื่้อมเพราะมีสื่อชั่วๆแบบนี้แหละ ทุ๊ดส์...!!
แทน ที่จะจั่วหัวข้อข่าว ให้หาทางป้องกันนักเรียนหญิงถูกลวนลาม กลับบิดเบือนความจริง เอานักเรียนหญิงซึ่งเป็นผู้เสียหายมาด่าประจานซะงั้น

บอกได้คำเดียวว่า
"เอ็มไทยทำข่าวนี้ได้บัดซบจริงๆ"
************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

เว็บดราม่าเขาการันตี:สื่อมวลชนไทยแม่งเหี้ยจริงๆ

ไม่ตลกขอเถอะวสันต์เลิกด้านแล้วเฉดหัวตามจรัญซะ

ที่มา Thai E-News



หลักฐานคาตา-หลังจากตลก จรัญยอมจำนนถอนตัวจากคดีเพราะมีหลักฐานให้สัมภาษณ์วิธีการแก้รธน.ละเอียดยิบ ก็มาถึงคิวประธานตลก วสันต์เข้าบ้าง เพราะมีหลักฐานให้สัมภาษณ์เสนอวิธีการแก้ไขรธน.ไว้เช่นกัน คำถามข้อใหญ่คือ ต้องถอนตัวตามตลก จรัญได้หรือยัง?

Voice TV รายงานข่าวเรื่อง ฟังกันให้ชัด 'วสันต์' พูดไว้หนุนตั้งส.ส.ร.แก้รธน.และตั้งคำถามว่า "วสันต์" เอาไงต่อ เผยเคยเห็นด้วย หนุนตั้งส.สร.3 ขึ้นมาแก้รัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ติงพวกชอบจ้อ ควรรอให้มีส.ส.ร. อย่าเพิ่งจับผิดแก้เพื่อใคร


หลังจากในวันแรก (5 ก.ค.)ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มไต่สวนกรณีมีผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่นั้น โดยมี นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานองค์คณะตุลาการ
ขณะเดียวกันในช่วงบ่าย นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตัดสินใจขอถอนตัวจาก เนื่องจากกรณีที่มีการอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์สมัย เมื่อครั้งเป็นส.ส.ร. ซึ่งทำให้นายจรัญไม่สบายใจ และขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้ในที่สุด
ขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ คำให้สัมภาษณ์ ของ นายวสันต์ สมัยที่เคยแสดงความคิดเห็นต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ ในสื่อชั้นนำหลายแห่ง อาทิ
"เขา ยังไม่ได้เขียนเลย แล้วเราไปรู้ได้ยังไงว่าจะแก้เพื่อคนนั้นคนนี้ ควรดูเขาก่อนและตอนนี้ก็กำลังที่จะเริ่มตั้ง ส.ส.ร.ใหม่ และเรายังไม่รู้เลยว่าใครจะเข้ามาเป็น ส.ส.ร.บ้างยังไม่เห็นตัวบุคคลเลย แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร มันอาจไม่ใช่ก็ได้" – เป็นการให้สัมภาษณ์ของนายวสันต์ ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555
หรืออย่าง การเผยแพร่ข่าวของเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 18 สิงหาคม 2554 ที่ระบุว่า -  "หาก รัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรแต่งตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่3 (ส.ส.ร.3) ขึ้นมาทำหน้าที่ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด และนำส่วนดีของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 มาปรับใช้ ไม่ใช่นำรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 มาใช้ทั้งหมด เนื่องจากมีปัญหาบางส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับระบบศาลยุติธรรม ซึ่งทำให้ผู้พิพากษาต้องไปพิจารณาในคดีที่ไม่มีความชำนาญได้"
ทั้งนี้ เมื่อนายจรัญ ได้ถอนตัวไปก่อนหน้านี้ จากการที่ เคยแสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างหนึ่ง แล้ววันนี้มาเปลี่ยนไปอีกมุมหนึ่ง จึงเห็นว่า อาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมจึงขอถอนตัว ส่วนกรณีนายวสันต์ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม
นอกจากนี้ นายวสันต์  สร้อยพิสุทธิ์  เคยให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ทีวี ถึงการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. 3 ว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ควรแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 หรือ ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งหมด และนำข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับใช้แทนการสวมทับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องระบบศาลยุติธรรมอยู่

โอ๊กเอาด้วยตามบี้จรัลหลังถอนตัว แถไม่ออกรับหน้าชื่นเคยพูดให้แก้รธน.ได้


นาย จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ 100.5 เอฟเอ็ม ถึงการถอนตัวจากองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิจารณาคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า ได้ตัดสินใจโดยทันที หลังจากที่ฝ่ายผู้ถูกร้องได้มีการอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของตนในอดีตในห้อง พิจารณาคดี เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนในช่วงเช้า จึงได้รีบให้เจ้าหน้าที่ไปค้นคำให้สัมภาษณ์ และหลักฐานต่างๆ ก็พบคลิปที่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ โดยตรวจสอบคำพูดอย่างละเอียดแล้ว ก็เห็นว่า เป็นการพูดในช่วงการรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรา 291 ไว้ด้วย จึงเห็นว่า หากทำหน้าที่ต่อไปคงไม่สมควร และจะถูกมองว่าทำหน้าที่โดยอคติในการตัดสินคำร้องนี้
       
       “เมื่อ ได้ตรวจสอบพบแล้ว จึงได้นำเรื่องนี้แจ้งต่อที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนเริ่มการไต่สวนในช่วงบ่าย โดยได้แสดงเจตจำนงขอถอนตัว และขออภัยต่อตุลาการทั้ง 8 คน ที่ทำให้การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา ซึ่งที่ประชุมได้เชิญผมออกจากห้องประชุม ก่อนมีมติอนุญาตให้ผมถอนตัวได้” นายจรัญ ระบุ
       
       นาย จรัญ กล่าวด้วยว่า คิดว่า การตัดสินใจของตนครั้งนี้ เป็นการทำให้การพิจารณาดำเนินต่อไปได้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีการตรวจสอบมาก่อน จำได้เพียงคร่าวๆ ว่า ได้ไปพูดในเวทีสาธารณะเวทีหนึ่ง ว่า ขอให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน จึงแก้ไขในภายหลัง แต่เมื่อตรวจสอบในรายละเอียด ก็เห็นว่า มีการลงลึกในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 จริง



ถูกใจแล้ว · 2 ชั่วโมงที่แล้ว ผ่าน โทรศัพท์มือถือ 


ขอ in trend ให้เข้ากับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ ด้วยการนำคลิปที่ผมเป็นผู้เปิดประเด็นไว้เอง ในโพสต์เมื่อวันที่24 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ มาทบทวนความจำกันอีกครั้งนึงครับ คลิปชื่อ "รัฐธรรมนูญ2550ไหนว่ารับไปก่อน" ตามนี้เลยครับ
http://www.youtube.com/watch?feature=player_detailpage&v=rjZSXZdbPdo#t=71s



ท่านที่มีเวลาก็สามารถดูทั้งคลิปประมาณ7นาทีกว่าๆ จะได้ฟังอะไรดีๆเยอะครับ



มีเวลาน้อยก็ดูตั้งแต่ นาทีที่ 0:50 ถึงนาทีที่ 2:29 

ไม่มีเวลาก็อ่านที่ผมถอดคลิปไว้ให้ เป็นคำพูดของ นายจรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี50 ท่านพูดไว้ดังนี้ครับ
"เราเสนอแบบให้5หมื่นคนเท่านั้นครับ แล้วก็ สส.ในสภา1ใน4เท่านั้นครับ เสนอแก้ไขมาตราเดียวแบบที่เราเริ่มทำในปี2540 แล้วก็ให้กระบวนการนั้นน่ะ จัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่" 
นี่คือเจตนารมณ์ของผู้ร่าง รธน.50 ที่ได้ระบุถึงวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี50 ว่าต้องการให้แก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรนะครับ 

ลองรีเพลย์ฟังดูก็ได้ครับ นาทีที่ 2:09 ถึงนาทีที่ 2:29 เพียง20วินาทีเท่านั้น

แต่เป็น "ยี่สิบวินาที ที่อาจชี้ชะตาพรรคการเมืองที่มี พี่น้องประชาชนเลือกสส.เข้าสภามากเกินครึ่งประเทศไทยครับ"

อ้าว!ชิบหายสิตลก.วสันต์เคยพ่นไว้แกัรธน.ได้ไม่ผิด

ที่มา Thai E-News







Voice TV รายงานข่าวเรื่อง ฟังกันให้ชัด 'วสันต์' พูดไว้หนุนตั้งส.ส.ร.แก้รธน.และตั้งคำถามว่า "วสันต์" เอาไงต่อ เผยเคยเห็นด้วย หนุนตั้งส.สร.3 ขึ้นมาแก้รัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ติงพวกชอบจ้อ ควรรอให้มีส.ส.ร. อย่าเพิ่งจับผิดแก้เพื่อใคร
หลังจากในวันแรก (5 ก.ค.)ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เริ่มไต่สวนกรณีมีผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่นั้น โดยมี นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานองค์คณะตุลาการ
ขณะเดียวกันในช่วงบ่าย นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตัดสินใจขอถอนตัวจาก เนื่องจากกรณีที่มีการอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์สมัย เมื่อครั้งเป็นส.ส.ร. ซึ่งทำให้นายจรัญไม่สบายใจ และขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะพิจารณาคดีนี้ในที่สุด
ขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ คำให้สัมภาษณ์ ของ นายวสันต์ สมัยที่เคยแสดงความคิดเห็นต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ ในสื่อชั้นนำหลายแห่ง อาทิ



"เขายังไม่ได้เขียนเลย แล้วเราไปรู้ได้ยังไงว่าจะแก้เพื่อคนนั้นคนนี้ ควรดูเขาก่อนและตอนนี้ก็กำลังที่จะเริ่มตั้ง ส.ส.ร.ใหม่ และเรายังไม่รู้เลยว่าใครจะเข้ามาเป็น ส.ส.ร.บ้างยังไม่เห็นตัวบุคคลเลย แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อใคร มันอาจไม่ใช่ก็ได้" – เป็นการให้สัมภาษณ์ของนายวสันต์ ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555


หรืออย่าง การเผยแพร่ข่าวของเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 18 สิงหาคม 2554 ที่ระบุว่า -  "หาก รัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรแต่งตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่3 (ส.ส.ร.3) ขึ้นมาทำหน้าที่ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด และนำส่วนดีของรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 มาปรับใช้ ไม่ใช่นำรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 มาใช้ทั้งหมด เนื่องจากมีปัญหาบางส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับระบบศาลยุติธรรม ซึ่งทำให้ผู้พิพากษาต้องไปพิจารณาในคดีที่ไม่มีความชำนาญได้"

ทั้งนี้ เมื่อนายจรัญ ได้ถอนตัวไปก่อนหน้านี้ จากการที่ เคยแสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างหนึ่ง แล้ววันนี้มาเปลี่ยนไปอีกมุมหนึ่ง จึงเห็นว่า อาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสมจึงขอถอนตัว ส่วนกรณีนายวสันต์ จะเป็นอย่างไร ต้องติดตาม

นอกจากนี้ นายวสันต์  สร้อยพิสุทธิ์  เคยให้สัมภาษณ์กับวอยซ์ทีวี ถึงการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. 3 ว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ควรแต่งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 หรือ ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งหมด และนำข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับใช้แทนการสวมทับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังมีปัญหาเรื่องระบบศาลยุติธรรมอยู่


โอ๊กเอาด้วยตามบี้จรัลหลังถอนตัว



ถูกใจแล้ว · 2 ชั่วโมงที่แล้ว ผ่าน โทรศัพท์มือถือ 


ขอ in trend ให้เข้ากับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาอยู่ในวันนี้ ด้วยการนำคลิปที่ผมเป็นผู้เปิดประเด็นไว้เอง ในโพสต์เมื่อวันที่24 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้ มาทบทวนความจำกันอีกครั้งนึงครับ คลิปชื่อ "รัฐธรรมนูญ2550ไหนว่ารับไปก่อน" ตามนี้เลยครับ
http://www.youtube.com/watch?feature=player_detailpage&v=rjZSXZdbPdo#t=71s




ท่านที่มีเวลาก็สามารถดูทั้งคลิปประมาณ7นาทีกว่าๆ จะได้ฟังอะไรดีๆเยอะครับ



มีเวลาน้อยก็ดูตั้งแต่ นาทีที่ 0:50 ถึงนาทีที่ 2:29 

ไม่มีเวลาก็อ่านที่ผมถอดคลิปไว้ให้ เป็นคำพูดของ นายจรัญ ภักดีธนากุล ในฐานะ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี50 ท่านพูดไว้ดังนี้ครับ
"เราเสนอแบบให้5หมื่นคนเท่านั้นครับ แล้วก็ สส.ในสภา1ใน4เท่านั้นครับ เสนอแก้ไขมาตราเดียวแบบที่เราเริ่มทำในปี2540 แล้วก็ให้กระบวนการนั้นน่ะ จัดทำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่" 
นี่คือเจตนารมณ์ของผู้ร่าง รธน.50 ที่ได้ระบุถึงวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี50 ว่าต้องการให้แก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรนะครับ 

ลองรีเพลย์ฟังดูก็ได้ครับ นาทีที่ 2:09 ถึงนาทีที่ 2:29 เพียง20วินาทีเท่านั้น

แต่เป็น "ยี่สิบวินาที ที่อาจชี้ชะตาพรรคการเมืองที่มี พี่น้องประชาชนเลือกสส.เข้าสภามากเกินครึ่งประเทศไทยครับ"

'ณัฐวุฒิ' ไม่เชื่อ 'พรรคเพื่อไทย' จะโดนยุบ

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 6 กรกฎาคม 2555 >>>






“ณัฐวุฒิ” ไม่เชื่อ ยุบ พท. ซัด “มาร์ค” หิวอำนาจ จี้รัฐบาล-รัฐสภา อย่ายอมให้ฝ่ายตุลาการแทรกแซงได้ หนุนตุลาการศาล รธน. ถอนตัวจากองค์คณะ

วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเริ่มทยอยขอถอนตัวจากองค์คณะผู้พิพากษาไต่ สวนคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ว่า ตนเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว ถ้าว่าตามข้อเท็จจริงทั้ง 3 คน เมื่อมีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่น่าจะมีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้พิจารณากระบวนการยกร่างแก้ไข
อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญที่สุด คือศาลรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการในสิ่งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ฉะนั้นตุลาการทั้ง 9 คน ควรพิจารณาข้อนี้เป็นสำคัญ หากยังยืนยันว่า มีอำนาจในการนำคำร้องตามมาตรา 68 มาพิจารณา ก็จะกลายเป็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีผลให้ยุบอัยการสูงสุดไปจากมาตรานี้ใน ทันที เวลานี้มีการพูดกันว่าถ้าการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นลบ อาจจะเลยเถิดไปถึงการยุบพรรคเพื่อไทย แต่ตนยังไม่คิดขนาดนั้น
ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะถอนตัว โดยอ้างว่าตอนที่ตุลาการฯ แสดงความเห็น เป็นการแสดงความเห็นในฐานะนักกฎหมาย แต่วันนี้มาวินิจฉัยในฐานะตุลาการ ตนอยากจะให้นายอภิสิทธิ์ตั้งสติให้ดี อย่าแสดงความหิวโหยในอำนาจจนขาดสติปัญญาที่จะแสดงต่อสังคม
ถามว่าเมื่อนักกฎหมายมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ความเห็นทางกฎหมายจะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยหรือ ถ้าเชื่อกันแบบนี้บ้านเมืองจะพึ่งพากระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร
   “ผมไม่มีเจตนาจะไปทะเลาะไปราวีด้วย แต่อยากขอร้องให้ขบวนการที่จ้องจะล้มรัฐบาลทั้งหลายสงสารประเทศไทย เลือกใช้วิธีอื่นเถอะ อย่าใช้วิธีนี้ ถ้าจะล้มกันจริงๆ ก็หาดาบเล่มใหม่ที่พอจะมีเหตุมีผลมากกว่านี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ต้องมีความมั่นคงและชัดเจนในการเดินหน้า
เพราะนี่ไม่ใช่ความพยายามรักษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการรักษาความสมดุลและหลักการถูกต้องของอำนาจอธิปไตย หากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารหวั่นไหว ปล่อยให้ฝ่ายตุลาการแทรกแซงโดยไม่มีอำนาจแบบนี้ได้ ประชาชนก็จะขาดที่พึ่ง ระบอบประชาธิปไตยก็จะไม่เดินไปข้างหน้า ซึ่งท่าทีของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยขณะนี้ยังคงมั่นคง เข้มแข็ง และสอดรับกับสถานการณ์อยู่” นายณัฐวุฒิ กล่าว

Thursday, July 5, 2012

80 ปีกับคำถามซ้ำๆ ซากๆ ของประชาธิปไตยไทย

ที่มา ประชาไท

 


(แฟ้มภาพ: ประชาไท)
ถึงแม้ ‘ประชาธิปไตย’ ไทยจะครบรอบ 80 ปีแล้ว แต่คำถามหรือข้อกังขาบางอย่างซ้ำๆ ซากๆ ก็ยังวนเวียนคงอยู่มิได้หายไปไหน
‘คนไทยส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตยจริงหรือ?’
ผู้ที่มีการศึกษาสูง (ในระบบ) มักอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศซึ่งยากจนและมีการศึกษาน้อยไม่เข้าใจ ประชาธิปไตย รู้จักแต่ขายเสียงแถมโง่และถูกนักการเมืองชั่วๆ หลอกง่ายและมักเป็นเหยื่อนโยบายประชานิยม บางคนคิดไกลไปถึงขนาดเสนอว่าประชาชนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปเท่า นั้นที่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง บางคนถวิลหาการปกครองระบอบเผด็จการทหารหรือแม้กระทั่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์
บุคคลเหล่านี้เชื่อว่าพวกเขาเหนือกว่าและมีคุณธรรมกว่าคนส่วนใหญ่ใน ประเทศและเข้าใจประชาธิปไตยดีถึงแม้คนส่วนใหญ่ที่คิดแบบนี้มักกลับให้การ สนับสนุนรัฐประหารมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ผู้เขียนจะไม่ฟันธงยืนยันว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ หากอยากจะบอกว่าสังคมจะก้าวหน้าเท่าเทียมมีความยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หากคนส่วนใหญ่ในแผ่นดินไม่มีโอกาสลองผิดลองถูกและใช้สิทธิทางการเมือง ที่เราทุกคนพึงมีอย่างเท่าเทียมกัน (ซึ่งการลองผิดลองถูกก็ไม่ต่างจากการหัดขับจักรยานซึ่งต้องมีพลาดบ้างล้ม บ้างเป็นธรรมดา)
อย่างน้อยที่สุด ทุกวันนี้ประชาชนแทบทุกคนคงตระหนักแล้วว่าแต่ละคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง เท่าเทียมกัน หากจะเพิกถอนสิทธิประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ สังคมไทยก็คงต้องกลับไปเป็นเผด็จการอย่างเต็มรูปแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมอาจเกิดสงครามการเมือง
ไม่มีสังคมใดที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้โดยปราศจากการต่อสู้ของคน ส่วนใหญ่ในประเทศ ในแง่นี้ความพยายามที่จะลิดรอนสิทธิทางการเมืองและกดประชาชนให้เงียบหรือ จัดการกับรัฐบาลที่ประชาชนเลือกโดยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมและไม่เป็น ประชาธิปไตยจะเป็นตัวเร่งให้ประชาชนลุกออกมาสู้และเรียกร้องสิทธิของพวกเขา เพื่อสิทธิที่จะได้รับการเคารพและปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าเขาจะเกิดมาจนหรือรวย เป็นคนดีหรือชั่ว หรือเลือกพรรคการเมืองใดก็ตาม
เมื่อเร็วๆ นี้นิด้าโพลเผยว่าคนกรุงฯ ฝันอยากได้ ส.ส.ที่มีคุณธรรม จริยธรรมและมีความรู้มากสุด ซึ่งมันน่าสนใจตรงที่ว่าความคิดเช่นนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับคนกรุงฯ เหล่านั้น
ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถการันตีว่าสังคมจะได้นักการเมืองดีมาเป็น รัฐบาลเสมอไป หากระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงการันตีว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันและ สามารถเลือกและเปลี่ยนรัฐบาลที่ตนชอบหรือไม่ชอบได้อย่างสันติวิธี
มันเป็นการดีที่ประชาชนจะเป็นห่วงเรื่องคอร์รัปชั่นหรือนักการเมืองชั่ว แต่ตราบใดที่ทุกบุคคลสาธารณะทุกองค์กรทุกสถาบันไม่สามารถถูกตรวจสอบและ วิพากษ์ได้อย่างเสมอภาค การเรียกร้องแต่ให้มีนักการเมืองดีและขจัดคอร์รัปชั่นแค่ในหมู่นักการเมือง และข้าราชการก็จะกลายเป็นการเรียกร้องให้คงไว้ซึ่งสองมาตรฐานไปโดยปริยาย อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ไม่ว่าผู้อ่านจะถวิลหาระบอบการปกครองแบบใด ตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีสิทธิทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกันทุกคนอย่างแท้ จริง ตราบใดที่ยังมีการปิดหูปิดตายัดเยียดข้อมูลด้านเดียวบางเรื่องอย่างไม่ รู้จักพอเพียงและจับคนที่ตั้งคำถามเข้าคุก ตราบนั้นการต่อสู้ของประชาชนเพื่อสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงก็จักยังคง ดำเนินต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะมนุษย์มิได้เกิดมาเพื่อให้มนุษย์ด้วย กันดูถูกเหยียดหยามกดขี่และล้างสมองว่าตนเองด้อยกว่าตลอดชีวิต

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: ตุลาการนะไม่ใช่ตุลาเกรียน

ที่มา ประชาไท

 

อ่าน ข่าวคนขับรถท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ออกพูดเรื่องนายถูกข่มขู่ แล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงใครคนหนึ่ง ที่ถูกข่มขู่อยู่เนืองๆ เมื่อสถานการณ์การเมืองร้อนระอุ เขาคือประสงค์ สุ่นศิริ ผู้ถูกทุบรถ ถูกอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง จนขี้เกียจจำ จำได้แต่ว่าทุกครั้งที่จะออกมาไล่รัฐบาล ประสงค์เป็นต้องถูกข่มขู่เอาฤกษ์เอาชัย ทั้งที่ได้ฉายาซีไอเอเมืองไทย (ซีไอเอโดนขู่ อย่างนี้มีแต่ในประเทศไทย)
ให้ บังเอิ๊ญ ท่านวสันต์ท่านก็ออกมามี “บทบาททางการเมือง” ครั้งแรกในคดีที่เจ้าของฉายา “ปีศาจคาบไปป์” ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคดีซุกหุ้นฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งตอนนั้นผมก็ชูสองมือเชียร์ท่านสุดใจ ท่านพูดถูกครับ ตุลาการต้องตัดสินคดีไปตามเนื้อผ้า ต้องไม่เอาประเด็นทางการเมือง อคติ สุคติ มาชี้นำ เป็นห่วงเป็นใยว่าถ้าทักษิณผิดแล้วจะไม่มีใครบริหารประเทศ
 
คดีซุกหุ้นคือต้นกำเนิดของ “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งต่อมาอีกฝ่ายก็เอามาใช้ คิดว่าถ้าไม่เอาทักษิณให้ตาย ประเทศชาติจะพินาศฉิบหาย
 
ท่านวสันต์น่าจะเข้าใจดี และน่าจะยืนหยัดหลักที่ท่านพูดไว้
 
ท่าน วสันต์ยังเป็นฮีโร่สำหรับผม เมื่อครั้งวิกฤติตุลาการปี 2534 ที่ท่านเป็นโฆษกฝ่าย “กบฎ” คัดค้าน อ.ประภาศน์ อวยชัย รมว.ยุติธรรม เข้ามาแทรกแซงอิสระของฝ่ายตุลาการ ในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา มองย้อนหลังไปอย่างไรผมก็เห็นว่าท่านทำถูกต้อง ท่านปกป้อง “ประชาธิปไตย” ของผู้พิพากษา ในการเลือกคนที่ “ประชานิยม” เอ๊ย “ผู้พิพากษานิยม” เข้ามาเป็นประธานศาลฎีกา
 
กรณี นี้ “กบฎตุลาการ” ไม่ได้รบกับนักการเมืองนะครับ แต่รบกับ อ.ประภาศน์ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใครๆ ก็เคารพนับถือ ไม่ใช่นักการเมืองเลวชั่วมาจากไหน ท่านเป็นคนดี แต่คิดแบบ “อำมาตย์” คือมองว่าคนที่ “ประชานิยม” เอ๊ย “ผู้พิพากษานิยม” ไม่ใช่คนดี แล้วท่านก็พยายามใช้อำนาจสกัดกั้นสิทธิอิสระของตุลาการ จึงถูกผู้พิพากษารุ่นหนุ่มสมัยนั้นต่อต้าน ทั้งท่านวสันต์ ท่านจรัญ ภักดีธนากุล ท่านวิชา มหาคุณ ฯลฯ ร่วมกับท่านอุดม เฟื่องฟุ้ง ซึ่งท่านวสันต์ก็เจอวิบากกรรมจนถูกโยกย้าย
 
กาล เวลาพิสูจน์ว่า อ.ประภาศน์มองถูกบางเรื่อง แต่ “กบฎตุลาการ” ก็ต่อสู้ในเรื่องหลักการ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล หลักความเป็นอิสระ ของ ก.ต.ที่มาจากการเลือกตั้ง (1 คน 1 เสียง ฮิฮิ) “อำมาตย์” จะมาแทรกแซงไม่ได้
 
แต่ ถ้าจะมีอะไรที่ผมไม่เห็นด้วยกับท่านวสันต์ ก็คือตอนที่ท่านผ่านการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเข้ามาแคนดิเดทเป็น กกต.แล้วไม่ยอมแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อวุฒิสภา โดยย้อนว่าทำไมต้องแสดง ในเมื่อวุฒิสภาก็ไม่ได้เหนือกว่าท่าน องค์กรอิสระที่วุฒิสภาเลือกก็มีปัญหามากมาย
 
ผม เชื่อนะว่าท่านไม่มีลับลมคมนัยอะไรจะต้องไปปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่ท่านหยิ่งในศักดิ์ศรี ไอ้พวก ส.ว.ที่ชาวบ้านจน เครียด กินเหล้า เลือกเข้ามาเนี่ย มันบังอาจจะมาบังคับให้ตุลาการผู้สูงส่งอย่างท่านเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินได้ อย่างไร
 
เอ้อ วุฒิสภาชั่วดียังไงก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนครับ ท่านไม่ได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ “คนชั่ว” แต่ท่านต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อองค์กรที่ทำหน้าที่แทนประชาชน โดยส่วนตัว ท่านอาจเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรีกว่า ส.ว.ทั้งหมดในสภา แต่เมื่อท่านจะเข้ามาทำหน้าที่ ท่านก็ต้องเคารพองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง
 
แบบ เดียวกันที่ อ.ประภาศน์ต้องเคารพมติ ก.ต.ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์หลานศิษย์ อ่อนด้อยมาจากไหน แต่นั่นคือองค์กรที่ได้รับมอบอำนาจมาจากผู้พิพากษา
 
หลัง ท่านชัช ชลวร ลาออก ท่านวสันต์ได้รับเลือกให้เป็นประธาน อย่างน่ากังขาว่าตำแหน่งนี้เปลี่ยนได้ด้วยหรือ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้โปรดเกล้าฯ ประธานพร้อมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แบบตุลาการศาลปกครองสูงสุด หรือบางองค์กร ที่เป็นตุลาการก่อนแล้วค่อยเป็นประธานอีกครั้ง
 
แต่ เอาเถอะ ไม่มีใครยื่นตีความ ท่านวสันต์ก็กลายเป็นประธานที่มีสีสันที่สุด นับแต่ก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญมา แหม จะไม่มีสีสันได้ไง ก็เล่นวลี “สีทนได้” สมแล้วที่เป็นรุ่นน้องของ “ซ้ายที่แปด” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (คอยดูซักวันท่านจะเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนเป็นบทกวี เอ๊ะ หรือจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษหว่า)
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ชะอำ อ่านแล้วมันส์มาก
 
“ผม ก็ทำอาชีพด้านกฎหมายนี้มา 44 ปี แล้ว แต่ก็นึกขำและตลกอยู่เหมือนกัน ที่คนที่ไม่รู้กฎหมายมาสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ ซึ่งโทรทัศน์หลายช่องเชิญนักวิชาการมารุมถล่มศาลรัฐธรรมนูญสถานเดียว ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไร แต่ขำและแปลกใจเท่านั้น เมื่อพิธีกรถามนักวิชาการในเรื่องของเนื้อหากลับงง และตอบหน้าตาเฉยว่ายังไม่เห็นคำร้อง แต่ด่าได้เป็นฉากๆ”
 
ใคร หว่า ไม่รู้กฎหมายมาสอนกฎหมายรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ ผมเห็นแต่เจษฎ์ โทณะวณิก จบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา วิเคราะห์กฎหมายมหาชนเป็นคุ้งเป็นแคว นักวิชาการส่วนใหญ่เขาไม่ได้พูดเรื่องคำร้องนะครับ เขาวิจารณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบยับยั้งการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญของสภาต่างหาก เขาบอกว่ารัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ จึงไม่เข้ามาตรา 68 ศาลรัฐธรรมนูญต่างหากที่ไม่มีอำนาจ
 
แต่ ท่านก็ยังบอกอีกว่า “เราก็ไปดูในตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เตรียมจะโหวตในวาระ 3  ซึ่งดูแล้วเป็นไปได้เหมือนกัน (ที่จะล้มล้างฯ) เพราะรัฐสภาชุดนี้ขายขาดไม่รับคืน โยนกลองไปให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ”
 
ฟัง แล้วงงดี แบบนี้รัฐธรรมนูญ 40 ก็ขายขาดไม่รับคืน แถมท่านยัง “สะบัดธง” (ไม่ใช่ฟันธง) ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะผิด ซึ่งทำให้มีเสียงตอบโต้เซ็งแซ่ว่า ท่านทำผิดจริยธรรม แหม แต่ใครจะไปกล้าตีความ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะส่งให้ใครตีความ
 
กระนั้น คนรักเท่าผืนเสื่อคนชังเท่าผืนหนัง ไม่จีรังทุกสรรพสิ่ง คนชอบท่านก็เยอะเหมือนกัน จิ๊กโก๋แถวบ้านบอกว่าท่านพูดได้ชัดเจนดี ปากกับใจตรงกัน ต้องอย่างนี้สิ นักเลง ไม่มีอ้ำอึ้ง
 
“แล้ว ตกลงที่บอกว่าล้มล้างการปกครองก็ยังไม่เห็นมีใครออกมาปฏิเสธว่ามีความคิดแนว นี้หรือไม่ ไม่เห็นมีใครปฏิเสธสักคำ เป็นคู่ความประสาอะไรมิทราบ โจทย์ฟ้องจำเลยแทนที่จำเลยจะไปสู้คดีกับโจทย์แต่กลับมาสู้กับศาลฯ ไม่รู้ว่าสภาทนายความสอนแบบนี้หรือ แล้วจะชนะความได้อย่างไร และการที่รับคำร้องเพราะรับไว้เพื่อพิจารณาว่ามีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ สิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ก็ยังไม่ได้บอกว่าใครจะแพ้จะชนะ ก็ดันจินตนาการ ฝันเฟื่อง ว่าอำมาตย์สั่งให้ยุบพรรครอบสองรอบสาม”
 
โห ท่อนนี้ได้ใจเด็กเกรียนได้เสียงกรี๊ดไปเต็มๆ ครับ โดยเฉพาะที่ทิ้งท้ายว่า “ผมเป็นคนไม่อาฆาตใคร แต่ค่อนข้างที่จะลืมยาก จิ๊กโก๋แถวบ้านตีความว่า “ลงบัญชีไว้แล้ว เดี๋ยวเช็คบิลระนาว” มันยังยุส่งว่านี่ถ้าท่านตัดสินให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบฯ ถอดถอนกราวรูด 461 ส.ส. ส.ว.ล้มรัฐบาลและรัฐสภาทั้งระบอบ ก็น่าถอดเสื้อเบ่งกล้ามทำหน้าถมึงทึง จะสะใจเป็นที่ซู้ด
 
ผม เลยตบหัวมันบอกว่า เฮ้ย นั่นมันมาริโอ บาโลเตลลี นี่ตุลาการนะไม่ใช่ตุลาเกรียน (แต่ขนาดนั้น เว็บไซต์บางแห่งก็ดันเอาภาพท่านไปเปรียบเทียบกับ ดอน จมูกบาน เวงกำ!)
 
ใน ช่วงเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ไป “วางบิล” เอ๊ย ยื่นถอนประกันจตุพร พรหมพันธุ์ ทำให้นักกฎหมายงงกันเป็นแถบว่าใช้อำนาจอะไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีก่อการร้าย แค่จตุพรวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถส่งคำร้องถึงศาลอาญา ขอถอนประกันจตุพรได้เชียวหรือ
 
จะ บอกว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ก็ไม่ใช่ เพราะยังไม่ได้วินิจฉัย หรือจะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องสอด ร้องแทรก ร้องแส่ ฯลฯ
 
ถ้า งั้นต่อไปนี้ จตุพร หรือจำเลยคดีอาญาคนอื่นๆ ไปเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระ กกต.ปปช.กสม. ฯลฯ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือแม้แต่ตัวบุคคล ทุกคนทุกหน่วยก็สามารถยื่นคำร้องถึงศาลอาญา ขอถอนประกันได้ใช่ไหมครับ
 
สมมติ เช่น สนธิ ลิ้ม อยู่ระหว่างประกันตัวคดีโกงแบงก์กรุงไทยติดคุก 85 ปี ไปวิจารณ์องค์การสวนสัตว์ ปลุกมวลชนขู่ล่าชื่อถอดถอน ผอ.องค์การสวนสัตว์ องค์การสวนสัตว์ก็น่าจะเลียนแบบศาลรัฐธรรมนูญ ขอถอนประกันสนธิ ลิ้ม มั่ง
 
ถ้า องค์การสวนสัตว์ยื่นคำร้องขอถอนประกันสนธิ ศาลจะรับไปไต่สวนไหม อธิบดีศาลอาญาจะออกมาพูดไหมว่า “ในข้อเท็จจริงแล้วแม้องค์การสวนสัตว์จะไม่ใช่คู่ความ แต่คำร้องที่องค์การสวนสัตว์ยื่นมานั้น มีผลกระทบต่อสังคมและพฤติการณ์ของนายสนธิตามที่ร้องมา ก็มีการเผยแพร่ออกทางสื่อมวลชน ที่สามารถเห็นและรับรู้ได้ เป็นกรณีที่เห็นชัดแจ้งในสังคม และเข้าข่ายข้อกำหนดในการประกันตัว ถึงองค์การสวนสัตว์ไม่มีคำร้องมา ศาลอาญาก็มีสิทธิเรียกตัวมาสอบสวนได้ และการพิจารณาเรื่องการถอนประกันนั้น ก็ไม่ได้นำประเด็นจากเอกสารองค์การสวนสัตว์มาเป็นประเด็นพิจารณาหลัก แค่ใช้เป็นส่วนประกอบเท่านั้น”
 
แหม ฟังแล้วปวดหัว ไม่รู้องค์การสวนสัตว์ต่างจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร จิ๊กโก๋แถวบ้านมองว่าองค์การสวนสัตว์ไม่มีอำนาจบารมี แถมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ 8 ใน 9 คน ยังมาจากตุลาการศาลยุติธรรม (แม้บางคนเลี้ยวมาจากศาลปกครอง) เคยเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในศาล มีลูกศิษย์ลูกหา ลูกน้อง อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่มากมาย แถมการที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรี ความศักดิ์สิทธิ์ ของสถาบันตุลาการโดยรวม
 
ใช่ไม่ใช่ ท่านก็คงต้องชี้แจงพวกเอาจิตใจต่ำช้ามาวัดจิตใจวิญญูชนหน่อยละครับ
 
จอดป้ายไหนดี
ใน ขณะที่ใครต่อใครวิเคราะห์กันอื้ออึงว่าตุลาการจะวินิจฉัยอย่างไร จะสั่งให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับผิดมาตรา 68 หรือไม่ ผมว่าพวกท่านก็คงหนักใจอยู่เหมือนกัน ว่าจะหาทางลงแบบไหน
 
คือ ถ้าจะเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นข้ออ้างล้มล้างรัฐบาลและรัฐสภา โดยมีอดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อดีตทหารปลดแอกประชาชนไทย มาเป็นบอดี้การ์ดระหว่างพิจารณา มันก็พิลึกกึกกืออยู่ นี่ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นศาลประชาชนโค่นล้มทุนนิยมให้พรรคคอมมิวนิสต์หรือ ไร
 
โห ถ้าศาลวินิจฉัยทันทีวันที่ 6 รัฐบาลล้มทั้งยืน รัฐสภาสิ้นสภาพ แล้วพวกบอดี้การ์ดหน้าโหลไชโยโห่ร้อง “พรรคคอมมิวนิสต์จงเจริญๆๆๆ ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน จงเจริญๆๆๆ” คงดูไม่จืดเลย
 
ผม เชื่อว่าศาลท่านก็น่าจะรู้ดี ถ้าวินิจฉัยออกมาแบบนี้ก็นองเลือด เพราะพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลคงยอมไม่ได้ ต่อให้บอกว่าเลือกตั้งใหม่กี่ครั้งก็ชนะ แต่ชนะแล้วแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ใครมันจะยอมครับ
 
ถ้า ชี้เปรี้ยงวันที่ 6 อันที่จริงก็จังหวะดี เพราะวันเสาร์ที่ 7 การเมืองต้องหยุด 1 วัน ห้ามรบกัน เพราะเป็นวันในหลวงเสด็จฯ ชลมารค รัฐบาลและรัฐสภายังไม่ทันตั้งตัว วันอาทิตย์ พันธมิตร สลิ่ม ปชป.อาจออกมายึดสนามบิน ยึดทำเนียบ เรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่จะล้มล้างระบอบฯ ตามคำวินิจฉัยของศาล (หรือเรียกร้องนายกพระราชทาน ให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาท) แต่ถ้ารัฐบาลและรัฐสภาตั้งหลักได้ ประกาศไม่ยอมรับคำสั่งศาล ระดมมวลชนเสื้อแดงทั่วประเทศ เข้ามายึดกรุงเทพฯ ยึดจังหวัดสำคัญ ยึดค่ายทหาร ยึดสื่อ ยึดสถานีดาวเทียม ยึดทรู ยึดแกรมมี่ ฯลฯ ระดมกำลังทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ เตรียมต่อต้าน คงรบกันแหลก
 
คำถามคือศาลรัฐธรรมนูญพร้อมจะรับผิดชอบไหม กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องมีคนจำนวนไม่น้อยชี้ว่าท่านคือผู้จุดชนวน
 
อย่า ลืมว่า การรับคำร้องมาตรา 68 ไม่ได้มีแค่นิติราษฎร์ หรือนักกฎหมายฝ่ายประชาธิปไตยที่คัดค้านนะครับ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยกันอย่างคุณสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีต ปปช.ยังวิพากษ์ไม่มีชิ้นดี
 
ยิ่ง พูดในหลักการและเหตุผล ก็ยิ่งเข้าตาจน ผมนึกภาพไม่ออกว่าตุลาการจะอธิบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบได้ อย่างไร ในเมื่อจรัญ ภักดีธนากุล ก็พูดไว้ตอนดีเบตว่า รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ โดยให้มี สสร.มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่แบบปี 2540 มาคราวนี้ พวกท่านจะกลับไปเชื่อสมคิด เลิศไพฑูรย์ ว่ามาตรา 291 ห้ามแก้ทั้งฉบับ อย่างนั้นหรือ
 
พวก ท่านต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ว่าจะเชื่อจรัญ หรือเชื่อสมคิด หรือเชื่อเมียสมคิด (ฮา) (แหม น่าเสียดาย ข่าวล่าสุรพล นิติไกรพจน์ จะไปแทนซะแล้ว)
 
พวก ท่านอธิบายไม่ง่ายนะครับ แม้แต่การห้ามแก้หมวด 1 หมวด 2 นักการเมืองเขาลากถูกันได้ แต่นักกฎหมายต้องมีหลัก สมมติท่านย้ำว่าห้ามแก้ แก้แล้วถือว่าล้มล้างระบอบฯ ก็จะมีคนโต้ว่า อ้าว ทีรัฐธรรมนูญ รสช.2534 ยังแก้ได้ หมวด 1 เพิ่มคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (ระบอบนี้เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญ 2534 เองนะ ก่อนหน้านั้นเขาใช้คำว่า “มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”)
 
รัฐ ธรรมนูญ รสช.ยังไปแก้หมวด 2 ว่าด้วยการสืบราชสมบัติ ทั้งที่เนื้อหาเดิมตั้งแต่ฉบับแรก 59 ปี เขาให้รัฐสภา “เห็นชอบ” ทั้งสิ้น มีอย่างที่ไหน รัฐประหารแล้วยังบังอาจมาแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์
 
อะไร คือการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำถามไร้สาระนี้ท่านต้องตอบให้ได้ เพราะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สรุปได้ 2 อย่างเท่านั้นคือมีประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ (ตราบใดที่มีพระมหากษัตริย์ ก็ต้องเป็นประมุข) ส่วนอื่นๆ จะเป็นเหมือนอังกฤษ สวีเดน ฮอลแลนด์ ญี่ปุ่น สเปน ฯลฯ ก็เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสิ้น
 
ท่าน จะอ้างอย่างเทพเทือกว่า พรรคเพื่อไทยจะตั้งประธานศาลฎีกาเองแบบระบอบประธานาธิบดี เทือกเป็นนักการเมืองพูดเหลวไหลอย่างไรก็ได้ ท่านเป็นนักกฎหมายพูดเลอะเทอะอย่างนั้นไม่ได้ ระบอบอเมริกาเขาให้ประธานาธิบดีเสนอชื่อตุลาการศาลสูงผ่านรัฐสภา แต่ระบอบอังกฤษยิ่งหนักกว่าเพราะรัฐมนตรียุติธรรมเป็นประธานศาลฎีกาโดย ตำแหน่ง ไม่มีที่ไหนบัญญัติว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ห้ามอำนาจปวงชนเกี่ยวข้องกับประธานศาลฎีกา
 
อ้าง ก็ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลปกครองสูงสุด เขายังต้องผ่านการรับรองของวุฒิสภา เห็นอยู่ตำตา
 
ป้าย ที่สอง ถ้าท่านจะตัดสินยกฟ้อง ไม่มีความผิด รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้ พวกทหารป่าก็จะโห่ฮาป๋า หาว่าพวกท่านเป็นมวยล้มต้มคอมมิวนิสต์ เกรียนสลิ่มจะผิดหวัง จิ๊กโก๋แถวบ้านจะบ่นอุบ ว่าไม่ต่างจากบาโลเตลลีกร่างไม่ออก โดนสเปนขยี้ 4-0 อุตส่าห์เอาวากันมาถึงขนาดนี้ จะกลายเป็นโดนด่าฟรี เพราะพวกเสื้อแดงต้องด่าอยู่ดีว่าทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้า
 
ลงป้ายนี้ก็เสียศาล เอ๊ย เสียศูนย์เหมือนกันนะครับ
 
ป้าย ที่สาม ถ้าท่านจะวินิจฉัยว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ แต่ไม่ถือเป็นความผิด ไม่ถอดถอนคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ให้ไปแก้ไขใหม่ นับหนึ่งใหม่ แก้เฉพาะมาตรา
 
ไอ้ รัฐบาลขี้แขะขี้กลัวนี่มันคงจะยอมท่านหรอก แต่สมมตินะ สมมติ มีพวกยุแยงตะแคงรั่วเสนอให้แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญก่อน ให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ หรือเปลี่ยนแปลงที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เลือกตุลาการกันใหม่ คราวนี้ท่านจะทำอย่างไรละครับ เพราะถ้าท่านเข้าไปขัดขวาง เขาก็จะกล่าวหาว่าท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนนี่หว่า หวงเก้าอี้นี่หว่า ตุลาการผู้มีคุณธรรมจริยธรรมคงหน้าบาง ไม่กล้าเข้าไปยับยั้งหรอก คริคริ
 
ป้าย ที่สี่ ถ้าท่านจะวินิจฉัยว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ แต่ไม่มีหลักประกันว่าจะล้มล้างระบอบฯ ฉะนั้นก่อนลงประชามติ สสร.ร่างเสร็จ แทนที่จะให้ประธานสภาวินิจฉัย ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจข้อสอบก่อน
 
รัฐบาล ขี้ขลาดก็คงจะยอมท่านอีกแหละ ซื้อเวลาต่อไป แต่คิดให้ดีนะครับ สสร.มาจากการเลือกตั้ง การแก้ไขแต่ละประเด็น ไม่ใช่จะรวบรัดเอาในเวลาสั้นๆ ต้องมีการหยั่งเสียงในสังคม ผ่านการถกเถียงทางสื่อ ทางเวทีสาธารณะ มีคนเห็นด้วยมากกว่าไม่เห็นด้วย จึงผ่านแต่ละประเด็นมาได้
 
สมมติ เช่น จะแก้ไขที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ หนึ่ง ให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สอง ให้สรรหาจากสัดส่วนต่างๆ เช่น ตุลาการ อาจารย์มหาลัย องค์กรทางสังคม ทางรัฐศาสตร์ ทางกฎหมาย มีที่มาหลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ แล้วส่งชื่อให้วุฒิสภาเลือก
 
หรือ ถ้ามีข้อตกลงที่ตกผลึก เช่น การแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ให้ศาลเสนอผู้มีอาวุโสสูงสุด 3 ลำดับมาให้คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา แข่งกับคนนอกอีก 3 คน ที่มีข้อกำหนดว่าอย่างน้อยต้องเป็นศาสตราจารย์กฎหมายมา 5 ปี มีคุณสมบัติด้านต่างๆ ครบถ้วน มีการอภิปรายลับแล้วลงมติ ฯลฯ สังคมฟังแล้ว เออ เห็นด้วย เข้าท่าดี
 
ถามว่าตอนนั้นท่านจะไปขัดขวางเขาอย่างไร จะเอาตรงไหนไปชี้ว่าล้มล้างระบอบ
 
เฮ้อ คิดแล้วก็น่าปวดกบาลแทนนะครับ จะเลือกลงป้ายไหน ก็มีเด็กอาชีวะรออยู่ทุกป้าย ไม่น่าขึ้นรถเมล์มาเลย
 
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผมขอยุส่งมั่ง เลือกทางไหนก็ได้ครับที่ให้มันจบเร็วๆ ขี้เกียจยืดเยื้อ ล้มโต๊ะไปเลย หรือไม่ก็ถอยไปเลย อย่างหลังยังพอจะด่ากลับได้ว่า เห็นไหม พวกจินตนาการ ฝันเฟื่อง ว่าอำมาตย๋ให้ยุบพรรครอบสองรอบสาม