WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 7, 2012

ในที่สุดมันก็ลามมาถึงนี่จนได้...

ที่มา Thai E-News




เครดิต:เฟซบุ๊ค

คอมมิวนิสต์สายลุงธงประณามทปท.รอ.ขายอุดมการณ์รับใช้อำมาตย์ ย่ำยีวีรชนปฏิวัติบัดซบที่สุด

ที่มา Thai E-News

 
คอมมิวนิสต์รอ.-เว็บเพจของพรรคคอมมิวนิสต์เเห่งประเทศไทย(พคท.)ได้ ออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวปกป้องตุลาการของกลุ่มที่ใช้ชื่อ ทปท.อย่างเต็มที่ รวมทั้งนำเสนอบทสัมภาษณ์สหายเก่ารายหนึ่งที่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ถามถึงการออกมาปกป้องสถาบันกษัตริย์ว่า เราเข้าป่าก็ไม่ได้สู้กับพระเจ้าอยู่

หัวนะครับ เราสู้กับรัฐบาลเผด็จการ พระองค์ท่านมีพระัมหารุณาธิคุณมาก คำว่า"ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"ก็ได้รับชื่อเป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


โดย คนข่าวชายขอบ
ที่มา เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1048  

มีอดีตสหายในนาม ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเพื่อประชาชน’ ร่อน แถลงการณ์มายังกองบรรณาธิการเนชั่นสุดสัปดาห์ เพื่อแสดงจุดยืนและปกป้องเกียรติภูมิของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) อันยิ่งใหญ่ในอดีต ดังต่อไปนี้


“ปรากฏการณ์ ที่ได้มีกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรือ ผรท. จำนวนหนึ่ง เรียกตนเองว่า ‘นักรบประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ได้ออกมาชุมนุมกันที่จังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี ตามลำดับ พร้อมออกแถลงการณ์โจมตีนายจตุรนต์ ฉายแสง, นางธิดา ถาวรเศรษฐ, นายแพทย์เหวง โตจิราการ เรื่องคัดค้านคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำนวนคนที่เข้าร่วมมีจำนวนหนึ่ง ...


“ส่วน ใหญ่เป็นชาวบ้านสวมบทบาทเป็น ผรท. และมีทหารจำนวนหนึ่งแต่งกายชุดทหารปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย หรือ ทปท. ร่วมขบวนด้วย หลายคนเป็นเพื่อนของพวกเราเอง นี่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เป็นสีสัน และมีนัยทางการเมืองที่น่าจับตามอง ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเพื่อประชาชน’ กลุ่มของเราที่มีเครือข่ายทั่วประเทศกำลังเฝ้าติดตามปรากฏการณ์อันเป็นสีสัน แห่งประชาธิปไตยแบบไทยนี้อย่างพินิจพิเคราะห์...        

“บัด นี้ กลุ่มชนชั้นและชั้นชนต่างๆ ในสังคม ได้แสดงจุดยืนของตนแล้วอย่างเปิดเผย เหลือเพียงแต่กาลเวลา และสังคมจะพิสูจน์ความถูก-ผิดเท่านั้น เสียตรงที่หลังฉากบนเวทีนั้น เราเห็นเงาตะคุ่มตะคุ่มของบุคคลบางกลุ่ม ยังไม่ชัดเจนนัก แต่ร้ายยิ่งกว่านั้น พวกเขายังแอบอ้างว่า ลุงธงเป็นผู้สั่งให้จัดการชุมนุมในครั้งนี้...        

เราขอแสดงความเสียใจกับกลุ่ม นักรบประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ที่ กล้าแสดงออกอย่างเปิดเผยโดยไม่กังวลต่อความรู้สึกของมวลชนที่ต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย และขอประณามการกระทำดังกล่าวที่แอบอ้างลุง และเอาเกียรติภูมินักรบประชาชนไปรับใช้พวกอำมาตย์ มันเป็นการย่ำยีวีรชนปฏิวัติของเราที่ได้เสียสละชีวิตในการต่อสู้ที่ผ่านมา อย่างบัดซบที่สุด        

“เรา ขอชื่นชมนายจาตุรนต์ ฉายแสง (สหายสุภาพ) ที่ยืนหยัดในอุดมการณ์ประชาธิปไตย กล้าชี้ถูก - ชี้ผิดต่อคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกลไกอำนาจรัฐปฏิกิริยาล้าหลังอย่างไม่หวั่นไหวโลเล เราขอชื่นชมนางธิดา (สหายปูน) และ นายแพทย์เหวง (สหายเข้ม) ที่ยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับมวลชนอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว...     

“เรา ชอชื่นชม นักวิชาการ นักการเมือง ครูบาอาจารย์ ที่ใช้ความรู้ความสามารถ ความกล้าหาญ ตรวจสอบและวิจารณ์ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมตามครรลองประชาธิปไตย...        

“นี่ แสดงให้เห็นว่า ผู้คนในสังคมได้ตื่นตัวแล้ว ยากที่ใครๆ จะชักจูงได้ นอกจากพวกขายอุดมการณ์ที่ออกมาชุมนุมทวนกระแส หวังจะใช้มวลชนฆ่ามวลชน ใช้ ผรท. ที่ขายอุดมการณ์ฆ่า ผรท. ที่ยึดมั่นอุดมการณ์...        

“ขอ ให้ท่านเชื่อเถิดว่า มีแต่มวลชนเท่านั้นจึงจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ สิ่งปฏิกูลทั้งหลายถ้าไม้กวาดไม่ถึง มันย่อมไม่หนีไปเอง ขอให้ยืนหยัดต่อสู้และใช้ไม้กวาดมวลชน กวาดสิ่งปฏิกูลสังคมลงขยะประวัติศาสตร์ให้จงได้ พวกเราได้รับการอบรมบ่มสอนจากพรรคตลอดมา ให้รับใช้ประชาชน ฉะนั้น หากการต่อสู้นั้นเพื่อประชาธิปไตยของประชาชนแล้ว เราจะยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับท่านจนถึงที่สุด...

สังคม ไทยเราอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย การต่อสู้ระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลังอำมาตยาธิปไตยจะไม่หยุดนิ่ง มีแต่จะยกระดับสูงขึ้นจนกว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะแก้ตกไป เราเชื่อว่า พลังที่เกิดใหม่เป็นธรรมและก้าวหน้า จะเข้าแทนที่พลังปฏิกิริยาที่ไม่เป็นธรรมเน่าเฟะและล้าหลังอย่างแน่นอน ดังปรากฏในประวัติศาสตร์โลกทุกยุคทุกสมัย นั่นเป็นกฎวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ซึ่งจะไม่หันเหไปตามเจตนาของคนเรา...        

“กลุ่ม ‘ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเพื่อประชาชน’ ขอแจ้ง ให้กลุ่ม ‘นักรบประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ที่ออกมาต้านกระแสให้ทราบด้วยว่า เราลงจากเขาคืนสู่เมืองเพื่อร่วมพัฒนาชาติไทยให้ก้าวหน้าเป็นประชาธิปไตยตาม อุดมการณ์ของเรา...        

“ขอ ให้พวกท่านนักรบประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับสู่กรมกองของพวกปฏิกิริยาเถิด ไม่ต้องมาประกาศชักชวน ส่วนพวกเราจะยืนหยัดต่อสู้กับมวลชน จนกว่าจะได้รับชัยชนะ”
ถ้อย แถลงข้างต้นมาจาก ผรท. กลุ่มที่สนับสนุน ธง แจ่มศรี อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งพูดภาษาบ้านๆ ก็ว่าเป็น ‘ผรท. สายเสื้อแดง’

แน่ นอน ผรท. กลุ่มนี้ ย่อมมีจุดยืนตรงข้ามกับ ‘ผรท. สายเสื้อชมพู’ ที่ใกล้ชิดกับ วินัย เพิ่มพูนทรัพย์และ ผรท.สายนี้ประกาศชัดว่า ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

***************

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ธง แจ่มศรี ค้านกรรมการพรรคคอมฯเสื้อเหลือง เอียงขวาสมคบศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชใหม่

ตันโต้ธุรกิจไม่พันการเมืองวอนปล่อยผมไปตามทาง

ที่มา Thai E-News



เครียด-เสี่ยตันแจงผ่านfacebookเมื่อซักครู่นี้ พร้อมภาพประกอบในอารมณ์เครียดๆ ดังต่อไปนี้





ถูกใจแล้ว · 11 นาทีที่แล้ว 


วันนี้มีเรื่องยุ่งๆ ที่ผมกับอิงไม่สบายใจ...ผมไม่เคยมีความคิดเล่นการเมืองและไม่อยากเกี่ยวข้องกับปัญหาการเมืองไม่ว่าจะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง


ผมจะชอบใจใคร พรรคไหนขอใช้ดุลยพินิจตัดสินใจด้วยตนเองตอนไปเลือกตั้งเมื่อถึงเวลาตามหน้าที่ของประชาชนชาวไทยอย่างแน่นอน


กรณีทำธุรกิจอสังหาฯ เรียกง่ายๆ ก็คือการซื้อมาขายไป ที่ดินเพลินจิต 1.5 ไร่ พร้อมสัญญาการเช่าปั๊มน้ำมันให้กับอีกบริษัทหนึ่งในราคาที่ผมพอใจตามปกติแค่นั้น ส่วนกรณีการซื้อที่ที่หัวหิน ก็เป็นการลงทุนกับเพื่อนแทนการฝากเงินที่แบงก์

ผมยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใคร พรรคการเมืองไหน

ปล่อยผมไปตามทางธุรกิจเล็กๆ ของผมเถอะครับ

ยืนยันหนักแน่นอีกครั้งครับ
ตัน อิง และครอบครัว ภาสกรนที

ขอบคุณคร๊าบบบ

ก่อนหน้านี้เว็ปไซต์สำนักข่าวอิศรา นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง  เปิดขุมข่าย“เสี่ยตัน โออิชิ”เชื่อม พานทองแท้ ชินวัตร - สรยุทธ สุทัศนะจินดา


alt
แกะ สัมพันธ์“เสี่ยตัน โออิชิ”เชื่อมธุรกิจ“พานทองแท้ ชินวัตร” และ“สรยุทธ สุทัศนะจินดา”ผ่านอสังหาฯ200 ล้าน 2 ทายาท“ทักษิณ-คุณหญิงอ้อ”กรรมการ บ.เวิร์ธ ซัพพลาย หุ้นใหญ่ โยงครบเครือข่ายการเมือง-สื่อ? 
          หลายคนอาจไม่รู้ว่าคอนเนกชันธุรกิจของนายตัน ภาสกรนที เจ้าของเครื่องดื่มชื่อดังนอกจากเชื่อมคนใกล้ชิดนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา นักเล่าข่าวชื่อดังผ่านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังโยงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกคนหนึ่งด้วย
          ปัจจุบันนายพานทองแท้เป็นกรรมการบริษัท 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท นิวโอ๊ค จำกัด บริษัท เพลินจิตอาเขต จำกัด บริษัท ว๊อยซ์ ทีวี จำกัด บริษัท โอคานิท จำกัด และ บริษัท ฮาวคัม สตูดิโอ จำกัด
          โฟกัสที่ บริษัท เพลินจิตอาเขต จำกัด เดิม ชื่อบริษัท เสถียรสุต จำกัด จดทะเบียนวันที่ 26 มกราคม 2511 ทุน 20 ล้านบาท ปัจจุบัน 200 ล้านบาท ประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ที่ตั้งเลขที่ 1291/1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
          ผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2554 จำนวน 5 ราย
1.บริษัท ตัน แอสเซ็ท จำกัด (นายตัน ภาสกรนทีเจ้าของ) 76,000 หุ้น หรือ 38% ของทุนจดทะเบียน
2.นางกิติมา ภาสกรนที 44,000 หุ้น หรือ 22%
3.นางสาวอารยา พานิชายุนนท์ 40,000 หรือ 20%
4.นายตัน ภาสกรนที 30,000 หุ้น หรือ 15%
5.นางสาวสุภาภรณ์ เจริญโสภา 10,000 หุ้น หรือ 5%
รวมทั้งสิ้น 200,000 หุ้น
          ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2554 บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด เข้ามาถือหุ้นใหญ่ 199,998 หุ้น (ดูตาราง) มีกรรมการ 3 คนคือ นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
          ทั้งนี้ บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีคนในครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นเจ้าของ ผลประกอบการ ปี 2552 รายได้ 286,976,291.25 บาท กำไรสุทธิ 149,669,010 บาท ปี 2553 รายได้ 939,697 บาท ขาดทุนสุทธิ 534,058 บาท ปี 2554 รายได้ 925,302 บาท ขาดทุนสุทธิ 69,317 บาท
          ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า บริษัท ตัน แอสเซ็ท จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2549 ทุน 500 ล้านบาท ประกอบธุรกิจให้เช่าและบริการพื้นที่ ธุรกิจให้บริการสนามฟุตบอล ที่ตั้งเลขที่ 225/11 ชั้น 1 ซอยสุขุมวิท63 (เอกมัย) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 คนคือ นายตัน ภาสกรนที 2,500,000 หุ้น หรือ 50% นางสาววริษา ภาสกรนที 1,028,500 หุ้น หรือ 20.57% นางสาวสุนิสา สุขพันธุ์ถาวร 1,028,500 หุ้น หรือ 20.57% มีนายนครินทร์ พิมพรัตน์ เป็นกรรมการ
          ขณะที่ถ้าดูข้อมูลทางธุรกิจของบุคคลที่เกี่ยวโยงกับนายสรยุทธจะพบว่า น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม เป็นกรรมการบริษัท ไร่ส้ม จำกัด บริษัท หัวหิน เอส เอส แอสเซ็ท จำกัด และบริษัท ดีเอสที แอสเซ็ท จำกัด
          โฟกัสที่ บริษัท ดีเอสที แอสเซ็ท จำกัด จด ทะเบียนวันที่ 10 พฤษภาคม 2555 ทุน 100,000 บาท ประกอบธุรกิจ การให้เช่า การขาย การซื้อขายและดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ตั้งเลขที่ 8 หมู่บ้านหมู่บ้านอิสระ ซอยรามคำแหง 24 แยก 26 (หมู่บ้านอิสระ) แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ (บ้านของนายตัน) มีผู้ถือหุ้น 3 คนคือนายตัน ภาสกรนที 350 หุ้น นางอิง ภาสกรนที 350 หุ้น และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม 300 หุ้น (จากจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 1,000 หุ้น) ทั้ง 3 คนร่วมเป็นกรรมการ
          หาก น.ส.สุกัญญาคือตัวแทนทางธุรกิจของนายสรยุทธ ธุรกิจของนายตัน ภาสกรนที ในวันนี้จึงมีทั้งทุน และเครือข่ายการเมือง (อำนาจรัฐ?) และ เครือข่ายธุรกิจสื่อ?
รายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท เพลินจิตอาเขต จำกัด
alt
ที่มา:กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ,สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รวบรวม

เทพเทือกซัดแม้วสร้างลัทธิแดงเป็นเครื่องมือกดดันศาล รธน.

ที่มา uddred

ไทยรัฐ 7 กรกฎาคม 2555 >>>






"สุเทพ เทือกสุบรรณ" ส.ส.ประชาธิปัตย์ ปลุกคนไทยสู้ลัทธิแดง หลัง "ทักษิณ" ใช้เป็นเครื่องมือกดดันศาล ลั่นไม่กังวลใจผลศาล รธน. ชี้ขาด ย้ำต้องรักษาระบบ...

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2555 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ระบุว่าหากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ลาออกจากการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะ นำมวลชนเสื้อแดงมากดดัน ว่า เป็นปัญหาอีกส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สร้างเอาไว้ โดยใช้กระบวนการลัทธิแดงเป็นเครื่องมือในการต่อสู้มาโดยตลอด ด้วยเงินและการอุปถัมภ์ค้ำจุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ กระบวนการลัทธิแดง จึงเติบโตใหญ่คับบ้านคับเมืองอยู่ทุกวัน จนกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติในปัจจุบันนี้ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดแค่คนเดียว เงินทองที่เคยสนับสนุนกระบวนการลัทธิแดงก็จะลดลงไป
เมื่อถามว่ามีการอ้างว่าฝ่ายการเมืองไม่สามารถสั่งการกลุ่มเสื้อแดงที่สนับ สนุนพรรคเพื่อไทยได้ นายสุเทพ กล่าวว่า ที่แล้วมาเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และสาธารณชนได้รับทราบว่าเขามีทั้งพรรคการเมือง มวลชนจัดตั้ง และกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเมื่อตนพูดก็จะมีสื่อมวลชนที่เป็นลิ้วล้อมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตนหลบหนีคอมมิวนิสต์ ซึ่งวันนี้ก็จะเห็นชัดเจนขึ้น ขอเรียนว่าบ้านเมืองเป็นของเราทุกคน ลูกหลานทุกคนก็อยู่ในประเทศนี้ ฉะนั้น เราต้องพูดความจริงกัน เมื่อถึงเวลาก็ต้องลุกขึ้นต่อสู้ ไม่ยอมให้กระบวนการที่อยู่นอกกฎหมายที่ไม่ชอบธรรมมาข่มขู่องค์กรศาล ประชาชน และประเทศชาติ
ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่หากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามฝั่ง ผู้ถูกร้อง แล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่กังวลใจ เพราะผ่านมามากแล้ว ซึ่งตนก็ตั้งหลักต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม ถ้าศาลตัดสินอย่างไรพวกเราก็ต้องเคารพในคำตัดสิน ศาลชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบบก็เป็นระบบ
เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด จะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ใช่หมอดูจึงคาดการณ์ไม่ได้ แต่เมื่อเกิดอะไรก็แก้ไขไปตามสถานการณ์ ถามต่อว่าอยากเรียกร้องอย่างไรให้ทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการของศาล นายสุเทพ กล่าวว่า เราไปเรียกร้องอะไรจากกระบวนการลัทธิแดงคงไม่ได้ แต่ตนอยากเรียกร้องประชาชนว่าเราเป็นเจ้าของประเทศ ไม่ใช่พวกลัทธิแดงและนางธิดาเป็นเจ้าของประเทศ ฉะนั้น อย่ายอมให้เขาทำตามอำเภอใจ เพราะจะกระทบต่ออนาคตลูกหลานของเรา

Friday, July 6, 2012

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: ยุบพรรคเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย?

ที่มา ประชาไท

 

กลาง พ.ศ.2550 หรือในทันทีที่มีการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย ผู้เขียนได้เขียนบทความชื่อ “การยุบพรรคคือการรัฐประหารเงียบที่ทำลายประชาธิปไตยรัฐสภายิ่งกว่ารัฐประหาร 19 กันยายน” สาระสำคัญของบทความนั้นมีสามข้อ ข้อแรกคือไม่พึงมองคดียุบพรรคผ่านแง่มุมทางกฎหมาย แต่ต้องมองผ่านแง่มุมของความเป็นการเมืองในกฎหมายและการใช้กฎหมายทางการ เมือง ข้อสองคือต้องพิจารณาคดียุบพรรคเชื่อมโยงกับระบบพรรคการเมืองทั้งหมด และข้อสามคือข้อสังเกตว่าคำตัดสินในคดีนี้ไม่มีอะไรยึดโยงกับบรรทัดฐาน เรื่องหลักประชาธิปไตยรัฐสภา
นอกจากพรรคไทยรักไทย ก็ยังมีพรรคการเมืองที่ประสบการณ์ถูกยุบพรรคทำนองเดียวกันอยู่อีกมาก ยิ่งกว่านั้นคือปริมาณของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ใช้วิธีให้ศาลรัฐ ธรรมนูญบังคับยุติสภาพความเป็นพรรคการเมืองของฝ่ายตรงข้ามกลับมีมาจน ปัจจุบัน แม้กระทั่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ข้อถกเถียงเรื่องการยุบพรรคมักรวมศูนย์ว่าการยุบพรรคเป็นมาตรการที่เป็น ประชาธิปไตยหรือไม่ คำถามนี้คล้ายตอบง่ายเพราะประสบการณ์ในการเมืองไทยระยะใกล้ชวนให้ตอบได้ ทันทีว่าไม่เป็น แต่ที่จริงการยุบพรรคเป็นมาตรการที่พบได้ในหลายสังคม ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยก็มี ในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มาก การอภิปรายแบบกว้างๆ ว่าการยุบพรรคเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยจึงลดทอนความซับซ้อนของประเด็นนี้ อย่างมีนัยยะสำคัญ
ลองดูตัวอย่างของการยุบพรรคในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก่อนก็ได้ พม่ามีการยุบพรรค NLD ของอองซานซูจีในปี 2553 ด้วยเหตุผลเรื่องการคว่ำบาตรการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่พรรคเห็นว่ามี การใช้กฎหมายเพื่อสกัดไม่ให้ซูจีลงสมัครเลือกตั้ง การสู้คดีผ่านศาลฎีกาไม่ประสบความสำเร็จ ผลก็คือพรรคแตก สมาชิกพรรคบางส่วนแยกตัวไปจัดตั้งพรรคNDF ซึ่งสมาชิกพรรคได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาเพียง 16 ราย ส่วนพรรคที่เป็นตัวแทนของผู้นำทหารในพม่าชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ขณะที่ NLD เพิ่งฟื้นชีพเมื่อตัดสินใจจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอีกครั้งในช่วงปลายปีที่ผ่าน มา
ควรระบุด้วยว่าข้อกฎหมายที่ฝ่าย NLD เห็นว่าเกิดขึ้นเพื่อกีดกันนางซูจีคือบทบัญญัติที่ระบุว่าผู้ที่มีความผิดใน คดีอาญาจะไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งไม่มีสิทธิในการลงคะแนน ซึ่งมองในแง่กฎหมายก็เป็นหลักกว้างๆ ที่คล้ายไม่ได้มุ่งผลทางการเมืองต่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นการเฉพาะเจาะจง
ถ้านิยามประชาธิปไตยในความหมายกว้างและไม่ซับซ้อนที่สุดว่าประชาธิปไตย หมายถึงการเลือกตั้ง แซมเบียก็เข้าข่ายเป็นประเทศประชาธิปไตยเพราะมีการปกครองแบบประธานาธิบดีและ รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งต่อเนื่องมาเกือบสามทศวรรษ แม้ข้อเท็จจริงอีกด้านคือแซมเบียเป็นประเทศที่อนุญาติให้มีพรรคการเมืองได้ เพียงพรรคเดียวมาตั้งแต่ปี 2515 นั่นก็คือพรรค UNIP (United National Independence Party) เท่านั้นที่ถือว่าเป็นพรรคที่ถูกกฎหมาย ส่วนพรรคการเมืองอื่นคือพรรคเถื่อนซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องมีสิทธิถูกดำเนินคดี อาญา
สภาพแบบนี้เปลี่ยนไปในปี 2534 เมื่อประธานาธิบดีจากพรรค UPP ถูกต่อต้านจนยอมแก้รัฐธรรมนูญให้การจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นเป็นไปได้โดย อิสระ ผลก็คือพวกสหภาพแรงงาน พวกหัวก้าวหน้า และปีกประชาธิปไตยใน UNIP ออกมาจัดตั้งพรรคใหม่ชื่อ MMD (Movement for Multi-Party Democracy) ซึ่งชนะการเลือกตั้งระดับประธานาธิบดีและรัฐสภาอย่างกว้างขวางจนมีอำนาจรัฐ อย่างต่อเนื่องในช่วง 2533-2543 แต่เริ่มชนะด้วยคะแนนน้อยลงเรื่อยๆ ในระยะต่อมา
ในปี 2554 พรรค Patriotic Front ซึ่งแยกตัวจาก MMD ชนะการเลือกตั้งทั้งในระดับประธานาธิบดีและรัฐสภา ส่วน MMD กลายเป็นพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง จากนั้นในเดือนมีนาคม 2555 สำนักทะเบียนพรรคการเมืองของแซมเบียก็มีคำสั่งยุบพรรค MMD ด้วยข้อหาว่าไม่จ่ายค่าธรรมเนียมมาตั้งแต่ปี 2536 สมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรค MMD ทั้งหมด 53 คน จึงถูกเพิกถอนความเป็นสมาชิกรัฐสภาไปโดยปริยาย
สถานการณ์ในปัจจุบันนี้คือพรรครัฐบาลปัจจุบันและคณะกรรมการการเลือกตั้ง แซมเบียยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิอดีตสมาชิกพรรค MMD ในการเลือกตั้งและกิจกรรมการเมืองอื่นๆ ถึงขั้นไม่มีสิทธิให้ความสนับสนุนผู้สมัครรายใด ในแง่นี้การยุบพรรคในแซมเบียมีผลต่อสมาชิกพรรคหนักหน่วงกว่าพม่าที่อนุญาต ให้ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสามารถแสดงออกทางการเมืองได้ในบางระดับ ส่วนศาลแซมเบียไม่ให้สิทธินี้เลย
ถ้าการยุบพรรคในกรณีพม่าและแซมเบียเป็นตัวอย่างของการยุบพรรคในสังคมที่ ไม่เป็นประชาธิปไตยและกึ่งประชาธิปไตย การยุบพรรคในสเปนก็เป็นตัวอย่างของการยุบพรรคในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย อย่างต่อเนื่อง โดยพื้นฐานแล้วสเปนมีการปกครองแบบรัฐสภาที่กษัตริย์เป็นประมุขภายใต้การ เมืองแบบหลายพรรคจนทศวรรษ 1990 ที่เริ่มเกิดระบบสองพรรคใหญ่ ส่วนพรรคเล็กที่มีบทบาทก็คือพรรคชาตินิยมและพรรคฝ่ายซ้ายในแคว้นต่างๆ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกรัฐสภามากน้อยไปมาตามแต่สถานการณ์
การยุบพรรคครั้งสำคัญของสเปนเกิดขึ้นในปี 2546 เมื่อรัฐสภาสเปนเสนอในปี 2545 ให้ศาลสูงสุดของสเปนมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง Batasuna (Unity of the People) ซึ่งเป็นปีกราดิกาลของกลุ่มเรียกร้องเอกราชในแคว้นบาสก์ ศาลมีมติยุบพรรคโดยไม่เป็นเอกฉันท์ ฝ่ายที่ถูกยุบต่อสู้คดีด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ก็ยืนยันคำวินิจฉัยของศาลสูงสุด ผลก็คือพรรค Batasuna สู้ต่อโดยยื่นคำร้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งสหภาพยุโรป (ECHR) ว่าการยุบพรรคเป็นการละเมิดสิทธิการรวมตัวและจัดตั้งองค์กรซึ่งเป็นสิทธิ มนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคน
การยุบพรรคในกรณีนี้น่าสนใจเพราะเชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญสองเรื่อง เรื่องแรกคือการก่อการร้าย เรื่องที่สองคือการวางบรรทัดฐานของสหภาพยุโรปว่าอะไรคือขอบเขตของสิทธิในการ รวมตัว
การยุบพรรค Batasuna เชื่อมโยงกับประเด็นก่อการร้ายเพราะประธานาธิบดีสเปนช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ผลักดันให้รัฐสภาแก้กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 9 เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายโดยระบุว่าศาลสูงสุดสามารถประกาศให้พรรคการเมือง ใดเป็นพรรคผิดกฎหมายได้ หากพรรคหรือสมาชิกพรรคดำเนินกิจกรรมซึ่งเป็นภัยต่อหลักประชาธิปไตยอย่างร้าย แรงและต่อเนื่องโดยไม่หยุดยั้ง จากนั้นรัฐสภาก็วินิจฉัยว่า Batasuna เข้าข่ายนี้โดยตรง
สำหรับประเด็นของเขตของสิทธิในการรวมตัวนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าการต่อสู้ของ Batasuna ในศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเป็นไปได้เพราะสเปนให้สัตยาบันรับรองเขตอำนาจของศาล นี้ บุคคลจึงมีสิทธิที่จะร้องทุกข์ในกรณีข้อพิพาทที่ผ่านการพิจารณาของศาลใน ประเทศครบถ้วนแล้ว เงื่อนไขของสเปนข้อนี้เปิดโอกาสให้ Batasuna ต่อสู้ในระดับสากลว่าการยุบพรรคเป็นการละเมิดเสรีภาพในการรวมกลุ่มในมาตรา 11 ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐาน นั่นก็คือการต่อสู้โดยอิงหลักการว่าสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นสิทธิที่ ละเมิดไม่ได้ในทุกกรณี
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าย่อหน้า 2 ของอนุสัญญานี้ระบุว่าเสรีภาพนี้ถูกระงับได้ตามที่กฎหมายกำหนดและตามความได้ สัดส่วนระหว่างความเป็นสังคมประชาธิปไตยและความมั่นคงแห่งชาติ ประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปพิจารณาคดีโดยคำนึงถึงข้อความย่อหน้านี้จนมีคำตัดสินใน ปี 2552 ให้ศาลสเปนสั่งยุบพรรคได้เพราะเป็นไปเพื่อปกป้องสังคมจากการก่อการร้ายซึ่ง เกิดต่อเนื่องจนเป็นภัยต่อประชาธิปไตย
การยุบพรรคในตุรกีเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจสามข้อ ข้อแรกคือการยุบพรรคเกิดโดยศาลรัฐธรรมนูญตุรกีซึ่งเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่มี อำนาจที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ข้อสองคือสาเหตุในการยุบพรรคนั้นครอบจักรวาลจากการสนับสนุนความรุนแรงไปจน ถึงการดำเนินกิจกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความเป็นสาธารณรัฐแบบฆราวาสที่ไม่ฝักใฝ่ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และข้อสาม พฤติกรรมที่เป็นเหตุให้ยุบพรรคไม่ได้มีเพียงแค่กิจกรรม แต่ยังรวมถึงการใช้สัญลักษณ์ การเผยแพร่เอกสาร หรือการมีระเบียบพรรคที่เอื้อต่อกิจกรรมในข้อที่แล้ว
ในแง่บริบทนั้น นับตั้งแต่ทหารแทรกแซงการเมืองตุรกีในทศวรรษ 1980 ก็พรรคการเมืองถูกยุบไปไม่ต่ำกว่า 24 พรรคจนการยุบพรรคเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมือง พรรคที่ถูกยุบหลายพรรคเป็นพรรคที่อิงศาสนาหรือคนเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่นพรรค Refah ซึ่งประกาศตัวเองเป็นปากเสียงของคนอิสลามจนเป็นแกนตั้งรัฐบาลในปี 2539 แต่กองทัพซึ่งมองตัวเองเป็นผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญกลับเห็นว่าพรรค Refah เป็นภัยต่อสาธารณรัฐฆราวาสจนเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลและผลักดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคนี้ในปี 2540 ส่วนหัวหน้าพรรคและสมาชิกรัฐสภาของพรรคก็ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี จากความผิดที่เล็กน้อยกระทั่งการใช้ทำเนียบประธานาธิบดีเลี้ยงอาหารผู้นำ ศาสนาในวันรอมฎอน
สมาชิกพรรค Refah ตั้งพรรคใหม่ชื่อ Fazilet ในปีเดียวกันโดยประกาศนโยบายที่เป็นกลางมากขึ้น แต่ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอีกในปี 2544 ด้วยข้อหาเดียวกับการยุบพรรคครั้งที่แล้ว ข้อแตกต่างคือการยุบพรรคนี้อ้างหลักฐานจากคำปราศรัยของสมาชิกรัฐสภาที่ระบุ ว่าจะอนุญาติให้สตรีมุสลิมสวมผ้าคลุมเข้ารัฐสภาได้ ,พฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภาอีกรายที่กล่าวปฏิญญาตนในรัฐสภาโดยสวมผ้าคลุมแบบ อิสลามเข้าไปจริงๆ และการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาสตรีที่ไม่ต้องการถอดผ้าคลุมขณะอยู่ ในชั้นเรียน ผลคือสมาชิกรัฐสภาจากพรรคนี้ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองไปอีกห้าปี
อดีตสมาชิกพรรค Fazilet ตั้งพรรคใหม่ชื่อพรรค AKP ในปี 2544 โดยวางยุทธศาสตร์พรรคให้อิงศาสนาอิสลามน้อยลงและเดินหน้าสู่ความเป็นพรรคมวล ชนมากขึ้นโดยนโยบายการเมืองแบบกลางค่อนไปทางอนุรักษ์นิยม พรรคได้รับคะแนนนิยมจนชนะการเลือกตั้งปี 2545 และ 2550 แต่ในปี 2551 อัยการก็เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคและเพิกถอนสมาชิกรัฐสภาอีกห้าปี ข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การยุบพรรคคราวนี้คือพรรคดำเนินกิจกรรมขัดหลัก สาธารณรัฐฆราวาสเพราะเสนอแก้รัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การอนุญาติให้สวมผ้าคลุมใน มหาวิทยาลัย
คดียุบพรรค AKP ถูกวิจารณ์โดยคณะกรรมาธิการยุโรปว่าแม้พรรคจะขัดแย้งกับหลักพื้นฐานของรัฐ ตุรกีเรื่องสาธารณรัฐฆราวาส แต่ก็ไม่ได้เป็นภัยต่อต่อประชาธิปไตย ความคิดที่แยกรัฐกับประชาธิปไตยจนถึงจุดที่ยอมรับสิทธิเสรีภาพของพรรคที่จะ ท้าทายรัฐแต่ไม่ล้มล้างประชาธิปไตยแบบนี้แตกต่างจากฝั่งตุรกีที่ถือว่ารัฐ กับประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกันจนยุบพรรคที่ท้าทายรัฐโดยอ้างว่าเพื่อปก ป้องประชาธิปไตยได้ทั้งหมด
นอกจากศาลรัฐธรรมนูญตุรกีจะมุ่งยุบพรรคที่อิงศาสนาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังมุ่งยุบพรรคที่อิงเชื้อชาติอีกด้วย การยุบพรรคในสภาพแวดล้อมนี้สะท้อนถึงความหวาดกลัวของชนชั้นนำว่าศาสนาและการ แบ่งแยกดินแดนของบางเชื้อชาติจะทำลายสาธารณรัฐลงไป ข้อที่น่าสนใจคือการยุบพรรคในตุรกีเป็นกระบวนการที่ยาวนานและมีกรอบที่ใหญ่ โตกว้างขวาง นั่นหมายความว่าไม่ง่ายที่ฝ่ายที่ถูกยุบจะโจมตีว่านี่เป็นการกระทำเพื่อ ประโยชน์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
การยุบพรรคที่มีแง่มุมน่าสนใจคือการยุบพรรคแบบที่เกิดขึ้นในอียิปต์ใน เดือนเมษายนซึ่งฝ่ายที่ถูกยุบคือพรรค National Democratic Party ของอดีตประธานาธิบดีมูบารัค กล่าวโดยสรุปคือศาลปกครองสูงสุดของอียิตป์มีคำสั่งยุบพรรคพร้อมกับยึด ทรัพย์สินทั้งหมดของ NDP เป็นของรัฐ ซ้ำยังอาจตัดสิทธิของพรรคในการส่งผู้สมัครในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือน กันยายน ข้ออ้างของศาลคือพรรคมีพฤติกรรมทุจริต โกงการเลือกตั้ง และผูกขาดอำนาจมาตั้งแต่ครั้งมูบารัคเป็นผู้นำ
การถกเถียงเรื่องการยุบพรรคในอียิปต์ยอมรับว่าการยุบพรรคเป็นเรื่องการ เมือง ผู้สนับสนุนการยุบพรรคจำนวนมากเห็นว่าเห็นว่าการยุบพรรคเป็นขั้นตอนสำคัญใน การนำอียิปต์ไปสู่การมีระบบหลายพรรค ผู้นิยมมูบารัคจึงต่อสู้ว่ากฎหมายไม่ได้ให้ศาลปกครองมีอำนาจกระทำการนี้ แต่การยุบพรรคก็ดำเนินไปท่ามกลางการผลักดันของสาธารณะที่เห็นแค่การยุบพรรค อาจไม่พอเมื่อคำนึงถึงความโหดเหี้ยมที่ระบอบมูบารัคกระทำต่อพลเมืองอียิปต์ เป็นเวลาหลายสิบปี
การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในอียิปต์น่าสนใจมากขึ้นเมื่อ คำนึงว่ารัฐสภาอียิปต์เคยผ่านกฎหมายการเลือกตั้งที่เพิกถอนสิทธิในการลง สมัครเลือกตั้งของบุคคลที่เคยมีตำแหน่งในรัฐบาลมูบารัคในช่วงสิบปี จากนั้นก็การออกกฎหมายว่าด้วยชีวิตทางการเมืองที่ฉ้อฉล (The Corruption of Political Life) ที่ขยายความไปอีกว่าแม้กระทั่งผู้นำพรรคของมูบารัคในรอบสิบปีก็ถือเป็นบุคคล ต้องห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือมีตำแหน่งสาธารณะอะไรต่อไปอีกหนึ่ง ทศวรรษ นี่จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการยุบพรรคและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในฐานะ เครื่องมือทางการเมืองโดยแท้จริง
เมื่อพิจารณาประสบการณ์การยุบพรรคในประเทศต่างๆ แล้ว ผู้เขียนมีข้อสังเกตดังนี้
หนึ่ง การยุบพรรคไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นกระบวนการซึ่งพบได้ในทุกสังคมตั้งแต่สังคมเผด็จการ (พม่า) สังคมกึ่งเผด็จการ (ไทย) สังคมประชาธิปไตย (สเปน) สังคมกึ่งประชาธิปไตย (แซมเบียและตุรกี) และสังคมในระยะเปลี่ยนผ่าน (อียิปต์) การยุบพรรคโดนตัวเองจึงไม่ใช่เครื่องชี้วัดว่าสังคมใดเป็นเผด็จการหรือ ประชาธิปไตย
สอง ลักษณะทางการเมืองของสังคมแสดงออกผ่านคำอธิบายที่ สังคมใช้ในการยุบพรรค สังคมเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการมักอ้างเหตุในการยุบพรรคด้วยเรื่องเล็กน้อย อย่างการมีสมาชิกบางคนถูกดำเนินคดีอาญา (พม่า) ไม่จ่ายค่าธรรมเนียม (แซมเบีย) สมาชิกบางคนทำผิดกฎหมาย (ไทย) ส่วนสังคมประชาธิปไตยหรือสังคมกึ่งประชาธิปไตยอ้างเหตุในการยุบพรรคจากสิ่ง ที่เรียกว่า “ประโยชน์สาธารณะ” อย่างการปกป้องประชาธิปไตยจากการก่อการร้าย (สเปน) ความเป็นรัฐฆราวาส (ตุรกี) หรือการสร้างระบบการเมืองแบบหลายพรรค (อียิปต์)
สาม การยุบพรรคในสังคมเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการมักดำเนินไปแบบไม่ซับซ้อน ขณะที่การยุบพรรคในสังคมประชาธิปไตยหรือกึ่งประชาธิปไตยมีการให้เหตุผลทาง กฎหมายที่ซับซ้อนเพราะถือว่าพรรคการเมืองสัมพันธ์กับสิทธิพลเมืองขั้นพื้น ฐานเรื่องเสรีภาพของเอกบุคคลในการรวมกลุ่ม (freedom of association) และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเรื่องการแสดงออกทางการเมือง (freedom of expression) การยุบพรรคในสังคมประชาธิปไตยเป็นมาตรการเพิกถอนสิทธิที่ใช้ได้เฉพาะในกรณี ที่จำเป็นและในขอบเขตที่เหมาะสม หาไม่แล้วรัฐก็ย่อมก้าวล่วงเข้ามาในอาณาบริเวณส่วนบุคคล
สี่ สังคมเผด็จการหรือสังคมกึ่งเผด็จการมักอ้างว่าการ ยุบพรรคเป็นเรื่องทางกฎหมาย ขณะที่สังคมประชาธิปไตยหรือสังคมกึ่งประชาธิปไตยยอมรับว่าการยุบพรรคเป็น เครื่องมือทางกฎหมายที่มีความเป็นการเมือง การยุบพรรคในกรณีนี้แสดงให้เห็นระบบคุณค่าบางอย่างที่รัฐเลือกจะปกป้องหรือ จรรโลงเอาไว้ เช่น หลักรัฐฆราวาสในตุรกี การกวาดล้างเครือข่ายอำนาจเก่าในอียิปต์ การต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนด้วยวิธีก่อการร้ายในสเปน ประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขในไทย
เมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่พรรคการเมืองแทบทุก พรรคล้วนเคยยื่นคำร้องให้รัฐยุบพรรคการเมืองอื่น ก็ต้องยอมรับว่าการยุบพรรคกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมืองในสังคม ไทยไปแล้ว ข้อความคิดสำคัญที่ควรเกิดขึ้นในบริบทนี้คือทำอย่างไรที่การยุบพรรคในสังคม ไทยจะมีอารยะเหมือนสังคมประชาธิปไตยอื่น นั่นคือการยุบพรรคต้องเริ่มต้นจากการตระหนักว่าพรรคเป็นเสรีภาพในการรวม กลุ่มและการแสดงออกทางการเมือง การใช้อำนาจในการยุบพรรคจึงต้องเป็นไปอย่างจำกัด ภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัด ควรแก่เหตุ และด้วยหลักฐานที่ประจักษ์ชัดเท่านั้น
มองไปข้างหน้าต่อไป ประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาก็คือทำอย่างไรที่การยุบพรรคจะสัมพันธ์กับการ สร้างความเป็นปึกแผ่นของประชาธิปไตยในสังคมไทย
โจทย์ที่ควรคิดคือ ข้อแรก เป็นไปได้หรือไม่ที่การยุบ พรรคจะคำนึงถึงความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยภายในพรรคการเมือง เช่นสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งและนโยบายพรรค หรือไม่ สมาชิกถอดถอนผู้บริหารพรรคได้หรือเปล่า พรรคมีหรือไม่กลไกภายในที่จะจัดการกับสมาชิกซึ่งนำพรรคไปสู่การทำลาย ประชาธิปไตย
ข้อสอง เมื่อคำนึงปัญหาเฉพาะหน้าของสังคมไทยที่การรัฐประหาร การละเมิดรัฐธรรมนูญ หรือแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่างๆ เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย เป็นไปได้หรือไม่ที่การยุบพรรคจะคำนึงบทบาทของพรรคการเมืองในการสนับสนุน หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ทำลายรัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตยรัฐสภา
อย่างไรก็ดี การยุบพรรคด้วยเหตุทั้งสองข้อนี้ต้องมีเงื่อนไขที่เคร่งครัด ควรแก่เหตุ และด้วยหลักฐานที่ประจักษ์ชัด เพื่อป้องกันไม่ให้ละเมิดหลักเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพในการแสดงออก ทางการเมือง

/////////////////////
หมายเหตุ:
ผู้เขียนปรับปรุงจากคำบรรยายเรื่อง "ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมือง: ทำลายหรือพัฒนาระบอบประชาธิปไตย" โดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย วันที่ 27 พฤษภาคม 2555

เละตุ้มเป๊ะ ตลก. และอำมาตย์ ล้มละลายทางเกียรติยศ

ที่มา thaifreenews




อย่างที่ผมเคยแสดงความเห็นเอาไว้ว่า การรุกกลับของอำมาตย์ครั้งนี้คือ Battle of Bulge เหมือนการรุกกลับก่อนแพ้สงครามของเยอรมันนี้ แต่เป็นการรุกในสภาพทถดถอยกำลังพลรบมายาวนานเหนื่อยล้า ทรัพยากรไม่เพียงพอ สุดท้ายก็โดนตีโต้พ่ายไปในที่สุด
พวกอำมาตย์ไทยก็เหมือนกัน รุกกลับโดยตุลาการ ในสภาพที่ศรัทธา ความเชื่อมั่นถดถอยอย่างรุนแรง การตอบโต้ของพรรคเพื่อไทยนั้นเหมือนถอยกรูดก็จริง แต่ไปเิดเวทีระดมคนทั่วประเทศ สภาพเป็นการถอยทางยุทธศาสตร์ แต่รุกกลับอย่างรุนแรงในทางการเมือง เปิดหน้าให้ ตลก. ผจญแรงต้านของสังคมโดยตรง
เทคโนโลยี่ยุคนี้ใครพูดอะไรไว้มันเป้นคลิปหมด ตุลาการที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย รับคำสั่งมาตั้งธงเอาไว้ จึงถูกแก้ผ้าล่อนจ้อน แบบไม่เคยเป็นมาก่อน เรียกว่าตายทางศรัทธาแบบสนิทเลย
ตุลาการไม่ได้ตายอย่างเดียว คนสั่งที่ไม่มีใครไม่รู้ว่าอยู่เบื้องหลังนั้นตายด้วย
เพราะสุรยุทธ์ อุตส่าห์คนคอมมิวนิสต์มาสนับสนุน เรียกได้เลยว่าเกมนี้พวกใครอยู่ข้างหลัง
ตายทางเกียรติยศกันยกแก๊งค์ จะดันทุรังต่อไปก็ได้ แต่ภายใต้ภาวะที่ไร้ศรัทธาต่อให้ล้มพรรคเพื่อไทยได้ก็ครองประเทศไม่ได้ เพราะมวลชนยังเหนียวแน่นอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย ดึงมวลชนกลับไม่ได้อย่างไรก็ไปไม่รอด
พวกคนแก่ดื้อและเลว เหลือแต่ผ้าล่อนจ้อน

วสันต์ บอก รธน. แก้ไขได้ เขียนใหม่ดี

ที่มา thaifreenews

วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธาน ตลก.รัฐธรรมนูญ เคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
รัฐะรรมนูญ ฉบับปี 50 สามารถแก้ไขได้ เขียนใหม่ดีกว่า
นี่เป็น version ฉบับเน้นๆ ชัดๆ ให้เผื่อท่านจะจำไม่ได้ว่าเคยพูดหลักการอะไรไว้




ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/07/55 เสาค้ำต้นใหม่ล่าสุด....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เล่นจำอวด ต่อหน้า ประชาราษฎร์
เติมอุบาทว์ หม่นมัว ชั่วเห็นๆ
ตลกร้าย โสมม สมกากเดน
แม้ซ่อนเร้น ก็เห็นใส้ จัญไรนัก....


ผิดกฎหมาย เสียเอง เก่งตอแหล
ไม่เปลี่ยนแปร ความระยำ ซ้ำเป็นหนัก
อยากจะทำ อยากจะนึก ก็ยึกยัก
จนประจักษ์ สิ่งเลวทราม หยามประชา....


ชูใบแดง โห่ใส่ พร้อมไล่ส่ง
เอียงจนงง เกิดมาเอียง เอียงนักหนา
ประชาชน เห็นกันทั่ว ตัวมารยา
จึงต้องมา ให้ใบแดง พร้อมแช่งมัน....


ได้เสาค้ำ ต้นใหม่ ช่างไวแท้
ดาวแดงแก่ คอมมิวนิสต์ ช่างคิดสั้น
ไปเที่ยวแซะ เที่ยวขุดหา นับสารพัน
หวังบีีบคั้น ก่อกวน ถึงมวลชน....


ตลกเอียง เสี่ยงดับ ลาลับหาย
เฉกนิยาย น้ำเน่า ใครเล่าสน
เรื่องถูกผิด กลับเฉไฉ ให้วกวน
ด้วยเล่ห์กล สามานย์ สันดาน "เอียง"....


๓ บลา / ๖ ก.ค.๕๕

เป้าหมายครั้งนี้คือ บดขยี้คนเสื้อแดง!

ที่มา Thai E-News






ขบวนประชาธิปไตยก็คือนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่ผ่านสมรภูมินองเลือดเมษายน-พฤษภาคม 2553 มา แล้ว พวกเขาจึงมีทั้งขวัญ กำลังใจ และประสบการณ์ ปราศจากความหวั่นเกรงต่อภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมที่จะต่อสู้และเสียสละอย่างยืดเยื้อยาวนาน 

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา “โลกวันนี้วันสุข”
6 กรกฎาคม 2555

 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ว่าด้วยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงว่า การรุกทางยุทธศาสตร์ครั้งล่าสุดของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมได้เริ่มขึ้นแล้ว

                พวกเขาได้หันมาใช้ตุลาการเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย จนถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พวกเขายิ่งทำ ก็ยิ่งโจ่งแจ้ง ไร้ยางอาย เป็นที่ประจักษ์สายตาแก่ประชาชนทั่วไป

                พวกจารีตนิยมพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับฝ่ายประชาธิปไตยมาแล้วห้าครั้ง ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 จนถึงพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ที่พวกเขาเชื่อว่า จะสามารถทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง แต่กลับประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จึงเป็นที่ชัดเจนว่า สนามเลือกตั้งได้กลายเป็นสนามหลักของฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว พวกเขาไม่มีทางที่จะเอาชนะฝ่ายประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งได้ในอนาคตอันใกล้

พวกจารีตนิยมจึงยังคงใช้วิธีการเดิมที่ทำสำเร็จมาแล้วทุกครั้งตลอดหลายสิบปีมานี้ คือการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นขั้นตอน ด้วยการใส่ร้ายป้ายสี โจมตีผ่านสื่อกระแสหลัก สนับสนุนอันธพาลการเมืองออกมาก่อจลาจลบนท้องถนน ให้นักวิชาการและเนติบริกรออกมาทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ให้พรรคประชาธิปัตย์ก่อความวุ่นวายทั้งในและนอกสภา ทั้งหมดเพื่อให้รัฐบาลอ่อนเปลี้ยเสียขวัญ ไม่สามารถควบคุมสั่งการระบบราชการ ไม่อาจทำงานบริหารต่อไปไม่ได้ กลายเป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” แล้วท้ายสุดคือ ให้ทหารก่อรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาลในที่สุด

นับแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา ฝ่ายเผด็จการก็ได้มีนวัติกรรมใหม่เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญคือ การใช้ตุลาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มมีขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2540 ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมึอทางการเมืองทำร้ายฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ จงใจสร้างวิกฤตทางกฎหมายที่ไม่มีทางออก ก่อเป็นสถานการณ์สุกงอมที่นำไปสู่การแทรกแซงโดยกองทัพ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเบื้องต้นอาจเพียงแต่นำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย (และพรรคร่วมรัฐบาล) แต่ยังไม่อาจโค่นล้มรัฐบาลได้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ การใช้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่มากมาย ทำลายนายกรัฐนมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอาจไปถึงสส.และสมาชิกวุฒิสภาที่ลงมติสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมดอีกด้วย เป็นการทำลายทั้งรัฐบาลและรัฐสภาไปพร้อมกัน ซึ่งก็คือ ใช้อำนาจตุลาการก่อ “รัฐประหารเงียบ” ทำลายอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติอย่างเป็นกระบวนการ

คำถามคือ ในการรุกใหญ่ครั้งนี้ ฝ่ายจารีตนิยมหมายมุ่งเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล อุ้มสมให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง ดังเช่นที่ทำมาแล้วกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2551  หรือพวกเขามีเป้าหมาย “สูงไปกว่านั้น”?

คำตอบขึ้นอยู่กับว่า ในการรุกคราวนี้ เป้าหมายของฝ่ายเผด็จการอยู่ที่ไหน?

ถ้าเป้าหมายอยู่เพียงแค่การทำลายพลังทางการเมืองในระบบเลือกตั้งของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังเช่นที่เคยทำมาแล้วเมื่อปี 2551 พวกเขาก็จะทำลายแต่เพียงนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย แต่ยังรักษาสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ แล้วบีบให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยบางส่วนและพรรคร่วมรัฐบาล “ย้ายขั้ว” มาร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ให้ได้จำนวนคะแนนเสียงในสภามากพอที่จะไปจัดตั้งรัฐบาลใหม่

แต่การรุกใหญ่ของพวกจารีตนิยมในครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งในอดีต คือไม่ได้มีเป้าหมายอยู่เพียงที่พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เป้าหมายที่แท้จริงในครั้งนี้คือ การทำลายล้างขบวนการคนเสื้อแดง!

บทเรียนสำคัญคือ ความล้มเหลวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ใช้กลไกรัฐและมาตรการต่าง ๆ ทั้งแจกสินบนและข่มขู่ ไปสลายขบวนคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง จนถึงการสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2554 แต่ก็ไม่อาจทำลายขบวนคนเสี้อแดงลงได้ ข้อจำกัดของระบบการเมืองแบบเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ 2550 คือ ไม่สามารถใช้กำลังรุนแรงทำลายล้างขบวนประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ได้ เพราะในระบอบรัฐธรรมนูญที่ยังอ้างหลักนิติรัฐอยู่นั้น รัฐบาลถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งการมีอยู่ของพรรคฝ่ายค้านในสภา เหล่านี้เป็นปัจจัยขัดขวางที่จำกัดการใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชนให้อยู่ในขอบ เขตที่กฎหมายเปิดช่องไว้ให้เท่านั้น

ฉะนั้น ในการรุกใหญ่ครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงการทำลายรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย แล้วอุ้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาแทนที่ภายในระบบเลือกตั้งตามปกติของ รัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะเป็นการนำไปสู่ระบอบการปกครองเผด็จการอย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่ ทั้งด้วยกำลังทหารและกองกำลังติดอาวุธนอกระบบที่พวกเขาได้จัดตั้งรอไว้แล้ว โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญในยามสันติอีกต่อไป

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะเลือกเส้นทางยอมจำนน ประจบเอาใจ หวังรอ “ความเมตตา” จากพวกจารีตนิยมสักเพียงใดก็ตาม แกนนำพรรคเพื่อไทยแก้ตัวตลอดมาว่า การประนีประนอมก็เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งขั้นรุนแรงและการนองเลือดของประชาชน 

แต่ถึงกระนั้น การปะทะรุนแรงและการนองเลือดก็เกิดขึ้นอยู่ดี ดังเช่นเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2554 และก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในเบื้องหน้านี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในความสูญเสียของประชาชนได้ เพราะการที่พรรคเพื่อไทยดำเนินแนวทางยอมจำนน ก็คือการปล่อยให้ขบวนประชาชนต้องตกอยู่ในสถานะโดดเดี่ยว และเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เอื้อให้ฝ่ายเผด็จการสามารถดำเนินแผนตามขั้นตอน ไปสู่การสูญเสียของประชาชนนั่นเอง 

ในการนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยก็คือ ผู้ที่ยืนตัวสั่นงันงก มองดูการปราบปรามประชาชนอยู่ต่อหน้า อ้างเรื่อง “ปรองดอง” “หลีกเลี่ยงความรุนแรง” มาปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งปวง

ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ใหม่ ในเบื้องต้น พวกเขาอาจประสบความสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ขบวนประชาธิปไตยก็คือนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่ผ่านสมรภูมินองเลือดเมษายน-พฤษภาคม 2553 มาแล้ว พวกเขาจึงมีทั้งขวัญ กำลังใจ และประสบการณ์ ปราศจากความหวั่นเกรงต่อภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหน้า พร้อมที่จะต่อสู้และเสียสละอย่างยืดเยื้อยาวนาน 

เพื่อไปสู่ชัยชนะของประชาธิปไตยในที่สุด


***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ไม่ตลกขอเถอะวสันต์เลิกด้านแล้วเฉดหัวตามจรัญซะ

นักเรียนหญิงโดนเกรียนรุมลงแขก สื่อไทยเหี้ยได้อีกข่มขืนเหยื่อซ้ำมั่วข่าวเปิดเต้าให้ดูด-สรยุทธฺ์ขยายต่อ

ที่มา Thai E-News

 
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กรกฎาคม 2555


นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางโทรทัศน์ช่อง 3 เล่าข่าวในช่วงเช้าวันที่ 6 กรกฎาคมว่า ข่าวเรื่องสังคมเ้สื่อมในแวดวงนักเรียนนักศึกษากำลังระบาด ล่าสุดก็มีการเผยแพร่คลิปนักเรียนชายดูดนมเด็กนักเรียนหญิงในชุดเนตรนารี และเว็บไซต์แห่งหนึ่งนำมาเผยแพร่ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังควานหาว่าเป็นโรงเรียนใดเพื่อลงโทษ

สรยุทธ์บอกว่าไม่สามารถนำคลิปมาให้ดูได้ หรือไม่อาจบอกว่าเว็บไซต์ไหนนำมาเผยแพร่ เ้พราะนี่ก็เสื่อมมากพออยู่แล้ว จากนั้นก็ถอนหายใจยาวๆตามสูตรการเล่าข่าวทำนองนี้

การเล่าข่าวดังกล่าวจุดประเด็นให้คนสนใจใคร่รู้ตามหาข่าวและคลิปอย่างแพร่หลาย ปรากฎว่าเป็นการนำเสนอข่าวผ่านทางเว็บไซต์mThai

ขณะที่มีผู้ใช้ชื่อล็อกอิิน"ตาย่าน"ในเว็บบอร์ดประชาทอล์ก และมีฉายา"ตาย่าน หลุดโลก"อ้างว่าเขาเคยดูคลิปนี้มานานแล้ว และฟันธงได้ว่าสื่อมวลชนไทยมั่วนำเสนอข่าวสวนทางกับความจริง โดยเขียนกระทู้ในเว็อบบอร์ดประชาทอล์ก หัวเรื่อง  @@@ สื่อ Mthai เสื่อมหนัก พาดหัวข่าวทับถมผู้เสียหายว่านร.หญิงเปิดเสื้อให้ดูดนม ทั้งๆที่นร.หญิงโดนนร.ชาย รุมบังคับขืนใจอนาจาร (นร.หญิงเป็นผู้เสียหาย)@@@ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้





mthai เริ่มสันดานเสียเหมือนสื่อรุ่นพี่อีกเจ้าหนึ่ง เมื่อฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียด คลิปดังกล่าวนี้ได้เผยแพร่มานานแล้ว และสุรย่านก็เคยดูแล้ว ได้ยินได้ฟังมากับหูและตาของตนเอง
คลิปนี้ เด็กผู้หญิงถูกนักเรียนชาย ไม่ต่ำกว่า 3 ตัวขึ้นไป รุมบังคับดูดนมในช่วงพักเที่ยง มีเสียงเด็กชายตัวหนึ่งเป็นคนถ่ายคลิปด้วย
เริ่มต้นด้วยเด็กชายหัวเกรียน เอื้อมมือไปเปิดเสื้อนักเรียนหญิง แต่เอ็มไทยเสือกจั่วหัวว่าเปิดนมให้นร.ชายดูด บัดซบจริงๆ
เด็ก หญิงทำปากเบะเหมือนจะร้องไห้ สะบัดเนื้อตัวนิดหน่อยแบบไม่เต็มใจ "แต่ขัดขืนไม่ได้" ในวินาทีที่ 15 เป็นต้นไปเด็กผู้ชายก็ซุกหน้าลงไปที่นมแล้วก็คลุกๆๆๆ
วินาทีที่29 มีเสียงเชียร์นร.ตัวผู้ว่า "ถอดเสื้อให้หมดซี่ เอ้า ๆ" แล้วเด็กผู้ชายก็ปลดเสื้อนร.หญิงตามคำเชียร์
ฝ่าย นร.หญิงก็เอามือปิดนม สีหน้าของเธอหวาดกลัวและไม่ได้เต็มใจเลย แล้วฝ่ายชายก็กระชากมือเธอที่กำลังปิดนมอยู่สองสามครั้งในวินาทีที่ 46
นาทีที่1.02 เสียงนร.ชายบอกว่า "ฮึ้ย ดูดนมผู้หญิงเลย" ตอนนี้เองที่นร.หญิงยิ้มพร้อมกับสะบัดหน้าหนีกล้อง
ฉากนี้เองที่เอ็มไทยฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับไปกระเดียด หาว่าผู้หญิงเปิดนมให้ดูดด้วยความเต็มใจ
หากสาวๆคนไหนที่เคยโดนจู่โจมไซร้คอ ไซร้นม โดยไม่ทันตั้งตัวก็จะเข้าใจดีว่าการทำเช่นนี้มันจะรู้สึก"จั๊กจี้"ไม่ใช่เคลิบเคลิ้ม
วินาที ที่1.47 นร.หญิงก็ยังไม่ยอม แม้ว่าจะมีอารมณ์เคลิ้มอยู่บ้างแต่การที่แยกเขี้ยวยิงฟันเหมือนยิ้มในตอน หลังนั้น มันไม่ใช่รอยยิ้มแน่นอน มันคือการยิงฟันด้วยการจั๊กจี้ และจะเห็นได้ชัดเจนว่้ามีเด็กผู้ชายใส่เสื้อกากีอีกตัวหนึ่ง จับมือผู้หญิง ชูไว้เหนือหัวอย่างแน่นหนาไม่ให้ดิ้นได้ เพื่อให้ไอ่ตัวดูดนมทำงานได้ถนัดถนี่ วินาทีที่ 1.53 จะเห็นชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่นี่เป็นการแยกเขี้ยวที่จั๊กจี้
วินาที ที่2.04 นร.ชายสองตัวใส่เสื้อขาวตัวหนึ่ง ใส่เสื้อกากีตัวหนึ่ง เลิกดูดนมแล้วกระชากนักเรียนหญิงจนหัวคะมำ เพื่อที่จะถ่ายรูปอีก แต่นร.หญิงสะบัดหน้าหนีกล้อง ส่วนไอ่นร.ชายที่ส่งเสียงเชียร์ก็ยังเชียร์อยู่ เหตุการณ์ที่น่าสังเวชใจนี้ น่าจะเกิดในช่วงพักเที่ยง เพราะได้ยินเสียงนักเรียนเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวที่นอกห้อง
แต่ ที่น่าสังเวชใจยิ่งกว่าก็คือการจั่วหัวข้อข่าวของเอ็มไทย ที่นอกจากจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรนร.หญิงแล้ว ยังจั่วหัวข้อข่าวเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่นอย่างหน้าตาเฉย มีการเปรยว่าสังคมเสื่อมหนักเสมือนว่าตัวเองเลอเลิศซะนักหนา 
ถ้าจะเสื่อมก็เสื่้อมเพราะมีสื่อชั่วๆแบบนี้แหละ ทุ๊ดส์...!!
แทน ที่จะจั่วหัวข้อข่าว ให้หาทางป้องกันนักเรียนหญิงถูกลวนลาม กลับบิดเบือนความจริง เอานักเรียนหญิงซึ่งเป็นผู้เสียหายมาด่าประจานซะงั้น

บอกได้คำเดียวว่า
"เอ็มไทยทำข่าวนี้ได้บัดซบจริงๆ"
************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

เว็บดราม่าเขาการันตี:สื่อมวลชนไทยแม่งเหี้ยจริงๆ