WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 8, 2012

วันอาทิตย์สีแดง 8/7/55 เลยไม่ต้องโตกันสักที

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ปักธง บรรจงพร้อม......เรียงรายล้อม กลอุบาทว์
อวดฟุ้ง ว่ามุ่งมาด.......ทำเพื่อชาติ แผ่นดินนี้


เพียงพอ ไฉนเล่า........ใยพวกเจ้า ขายศักดิ์ศรี
เดินเหยียบ และย่ำยี.......สร้างอัปรีย์ ไม่เคยพอ


น้ำ บก ถึงอากาศ........ละเลงวาด แล้วกุก่อ
ชนราษฎร์ น้ำตาคลอ........อีกแล้วหนอ วงจรทราม


รวยริน ใจผ่าวแผ่ว.......สิ้นหวังแล้ว อย่ารอถาม
เตรียมพร้อม ทุกผู้นาม........ประกาศก้อง กูสู้มึง


ขอบคุณ GAG Cartoon Las Vegas


๓ บลา / ๘ ก.ค.๕๕

ช็อตเด็ดวันนี้: "ศาลเจ้า" ไม่ใช่ "ศาลราษฎร"

ที่มา Thai E-News




Voices of Siam


"ศาลเจ้า" ไม่ใช่ "ศาลราษฎร"

นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ความศักดิ์ศิทธิ์แ​ละบทบาทที่้ไม่เกื้อหนุนระบ​อบประชาธิปไตยของ ศาลไทยว่า ก่อนสมัย ร.5 ศาลไม่เคยศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของใครมาก่อน แต่ความศักดิ์สิทธิ์เพิ่งถู​กสร้างขึ้นในภายหลัง และยังพยายามสร้างสืบมาจนถึ​งปัจจุบัน โดยกลุ่มคนที่เป็นตุลาการ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหม่ที่เพิ่​งเกิดขึ้นหลังการปฏิรูปสู่ร​ะบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ของ​ ร.5 ซึ่ง "ความศักดิ์สิทธิ์" ของฝ่ายตุลาการนี้ มันถูกผูกโยงไว้กับอำนาจของ​กษัตริย์เหมือนกับสมัยสมบูร​ณาญาสิทธิราชย์ มันจึงเป็นความศักดิ์สิทธิ์​ที่คลุมเครือในระบอบประชาธิ​ปไตย อ่านบทความส่วนหนึ่งได้ดังนี้:

"แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของฝ่า​ยตุลาการ เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ผูก​ไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์​เหมือนกับสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่​คลุมเครือในระบอบประชาธิปไต​ย เพราะพระมหากษัตริย์ที่เป็น​ฐานของความศักดิ์สิทธิ์นั้น​ คือพระมหากษัตริย์ในระบอบอื่น ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

ศาลมักอ้างเสมอว่า พิจารณาพิพากษาคดี "ในพระปรมาภิไธย" ซึ่งแปลว่าอะไรไม่ชัดนักระห​ว่างผู้พิพากษาเป็นเพียง "ข้าหลวง" ที่โปรดให้มาทำหน้าที่แทน หรือพระปรมาภิไธยในฐานะที่เ​ป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตยขอ​งปวงชน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ "The People" ในศาลอเมริกัน หรือ "The Crown" ในศาลอังกฤษ เช่นเดียวกับพระบรมฉายาลักษ​ณ์ที่ติดไว้ในห้องพิจารณาคด​ีของศาลทุกแห่ง หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ห​รือบุคลาธิษฐานของอำนาจอธิป​ไตยซึ่งเป็นของปวง ชนชาวไทย

ความคลุมเครือเช่นนี้ลามไปถึงการแต่งกาย, ท่านั่ง, หรือคำพูดของผู้เข้าฟังหรือ​ร่วมในการพิจารณาคดีด้วย เช่น ห้ามแต่งกาย "ไม่เรียบร้อย", ห้ามนั่งไขว่ห้าง, ฯลฯ ทำให้ไม่ชัดนักว่าผู้เข้าฟั​งหรือร่วมในการพิจารณาคดี กำลัง "เข้าเฝ้า" หรือเพียงแต่อยู่ในห้องพิจา​รณาคดีของศาลในประเทศประชาธิปไตยกันแน่ "หมิ่นศาล" หมายถึงอะไรกันแน่ ระหว่างการหมิ่น "ข้า-หลวง" ซึ่่งกำลังทำหน้าที่แทนพระเจ้าแผ่นดิน หรือ "ศาล" ในความหมายถึงกระบวนการพิจา​รณาคดี ที่หากไปขัดขวางด้วยประการต่างๆ ย่อมถือว่า "หมิ่น" เพราะทำให้กระบวนการดังกล่า​วไม่อาจดำเนินไปอย่างเป็นธร​รมแก่ทุกฝ่ายได้ ความคลุมเครือนั้นเป็นจราจร​สองทางครับ นอกจากทำให้ฝ่ายหนึ่งงงแล้ว​ ก็ยังทำให้ตัวเองงงด้วย อำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรม​นูญ หรือศาลอะไรก็ตามแต่ ในระบอบประชาธิปไตย ย่อมตั้งอยู่บนกฎหมายอย่างเ​คร่งครัด ไม่มากและไม่น้อยไปกว่าที่ก​ฎหมายกำหนด

แตกต่างจากรับสั่งของพระเจ้​าแผ่นดินซึ่ง "ข้าหลวง" ต้องตีความเอาเองว่า ทรงมุ่งประสงค์สิ่งใดกันแน่​ แล้วก็ปฏิบัติให้ต้องตามพระ​ราชประสงค์

ความ "ศักดิ์สิทธิ์" ของศาลเพิ่งสร้างขึ้น ไม่นานมานี้เอง หาได้เป็นมรดกตกทอดมาจากยุค​โบราณไม่

แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกส​ร้างขึ้นไม่ใช่เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำหน้าที่ของตนต​ามระบอบประชาธิปไตย

แต่สร้างขึ้นเพื่อทำให้พ้นจ​ากการถูกตรวจสอบ จึงเอาไปผูกไว้กับสถาบันพระ​มหากษัตริย์

ซึ่งย่อมอยู่พ้นไปจากการถูก​ตรวจสอบเช่นกัน"

นิธิ เอียวศรีวงศ์, "ศาลเจ้า" มติชนสุดสัปดาห์
ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
อ่านฉบับเต็มได้ที่ facebook ส่วนตัวของ Thanapol Eawsakul
ที่มาของภาพ: http://prachatai.com/​journal/2010/07/30371

สื่อสารมวลชนกับความรับผิดชอบต่อสังคมในการลงข่าวการฆ่าตัวตาย

ที่มา Thai E-News

 โดย หมอแมว
ที่มา เว็บไซต์พันทิป
5 กรกฎาคม 2555

การนำเสนอข่าวและผลสืบเนื่องอันเกี่ยวกับการจบชีวิตตนเอง

บทความต่อจากนี้เนื้อหาส่วนมากมาจาก preventing suicide a resource for media professionals โดยองค์การอนามัยโลกและ องค์การป้องกันการฆ่าตัวตายสากล ฉบับปี2008

และ Reporting on suicide:Recommendation for the media ที่จัดทำโดยองค์กรชั้นนำนานาชาติด้านสุขภาพ-

ก่อนจะเข้าไปในรายละเอียด เรามาดูถึงสิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนทำได้เพื่อสังคมในประเด็นเรื่องการฆ่าตัวตายครับ สิ่งที่สื่อทำได้คือ



  1. การใช้โอกาสนำเสนอข่าวนี้ เพื่อจุดประสงค์หลักในการให้ความรู้สังคมเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่อ่อนไหวกระทบกระเทือนใจ ภาษาที่ทำให้การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องปกติ หรือบอกว่ามันคือทางออกของปัญหาชีวิตนั้น
  3. หลีกเลี่ยงการระบุสถานที่หรือการเล่าเท้าความถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆในข่าว
  4. หลีกเลี่ยงวิธีการ อุปกรณ์ หรือข้อมูลในเหตุการฆ่าตัวตาย
  5. หลีกเลี่ยงการระบุถึงรายละเอียดของพื้นที่เกิดเหตุในเนื้อข่าว
  6. ใช้คำพาดหัวอย่างระวัง
  7. ระวังการเสนอรูปและภาพข่าว
  8. ระวังการเสนอข่าวฆ่าตัวตายของคนที่เป็นที่รู้จักในสังคม
  9. ระวังและให้ความเคารพสิทธิของผู้ที่กำลังเสียใจจากเหตุการณ์ฆ่าตัวตายนั้น
  10. ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และวิธีการขอความช่วยเหลือหากมีความคิดฆ่าตัวตาย
  11. นักข่าวที่นำเสนอข่าวเหล่านี้ต้องระวังอาจได้รับผลชักจูงให้เกิดความคิดฆ่าตัวตายรัฐ-และการฆ่าตัวตาย10องค์กร

ปัจจุบัน นี้เป็นที่รู้กันอย่างชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยแล้วว่าการฆ่าตัวตายนั้น สามารถถูกชักนำได้โดยการนำเสนอของสื่อในแขนงต่างๆ โดยรายงานแรกที่โด่งดังสามารถย้อนไปได้ตั้งแต่สมัยปีคศ.1774 ซึ่งในยุคนั้นมีนิยายเรื่อง "The Sorrows of Young Werther" ตีพิมพ์ออกมาและก่อให้เกิดกระแสการฆ่าตัวตายเลียนแบบขึ้นทั่วภาคพื้นยุโรป โดยผู้ตายจะใส่ชุดเลียนแบบตัวละครที่ตายแล้วใช้วิธีการจบชีวิตเหมือนกับตัว ละคร หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "Werther effect"นี้ขึ้น ทำให้ประเทศในแถบยุโรปหลายประเทศทำการแบนหนังสือเล่มนี้ในประเทศของตนไป

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทั้งในสหรัฐ ประเทศทางยุโรป ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น รวมกันกว่า50งานวิจัยสำคัญ ที่ส่วนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าสื่อสารมวลชนมีส่วนสำคัญในการสร้างการ ฆ่าตัวตาย ดังเช่นงานวิจัยในปี1981-82ของ Bollen & Phillips ที่แสดงถึงการพาดหัวข่าวฆ่าตัวตายหรือรายการทีวีที่เจาะลึกการฆ่าตัวตาย ว่าเพิ่มอัตราการฆ่าตัวตายของชาวสหรัฐหลังจากการนำเสนอ , งานวิจัยของ Motto 1970 ที่พบว่าในช่วงที่หนังสือพิมพ์ทำการหยุดงานประท้วงและไม่มีการนำเสนอข่าว อัตราการฆ่าตัวตายได้ลดลง Stack 1990 ที่หนังสือพิมพ์NewYorks times นำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายทั้งหน้าหนึ่งและเจาะลึกรวมทั้งข่าวการหย่าร้าง ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เวียนนาออสเตรีย ที่นักข่าวนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายแบบเข้มข้นในปี1984-1987ชนิดลงรายละเอียด และสถานที่วิธีการ จากนั้นเมื่อปี1987ได้มีการปรับปรุงการทำงานของสื่อและปลูกจิตสำนึกให้ ตระหนักถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นตามหลังการนำเสนอข่าว พบว่าเมื่อนักข่าวได้ทำการเปลี่ยนแปลงการนำเสนอข่าว ก็ทำให้ปรากฎการณ์ฆ่าตัวตายโดยการกระโดดให้รถไฟทับในทางรถไฟใต้ดินกรุง เวียนนาลดลงถึง 80% และอัตราการฆ่าตัวตายทั่วประเทศลดลง20%ภายในเวลาเพียง6เดือนเลยทีเดียว

วิธีที่สื่อสารมวลชนสามารถทำได้เพื่อสังคมในประเด็นการฆ่าตัวตายตามแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. ใช้โอกาสนำเสนอข่าวนี้ เพื่อจุดประสงค์หลักในการให้ความรู้สังคมเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายยังเป็นสิ่งที่คนทั่ว ไปเข้าใจผิดอย่างมากครับ และสื่อมีศักยภาพในการแก้ไขความเชื่อที่ดๆนั้น การฆ่าตัวตายของบุคคลหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดี่ยวๆ ไม่มีการฆ่าตัวตายใดที่เกิดมาจากการอกหักอย่างเดียว การสอบตกเรียนไม่ดีแต่อย่างเดียว การฆ่าตัวตายเกือบทั้งหมดมีความผิดปกติทางร่างกายในกลุ่มโรคซึมเศร้า-อารมณ์ แปรปรวน-หรือการใช้สารเสพติด(เหล้าและอื่นๆ)เสมอ

การด่วนนำเสนอข่าวที่ทำให้กลายเป็นสาเหตุธรรมดาๆง่ายๆมีเหตุผลฆ่าตัว ตายอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหลายๆอย่างที่ อาจจะเกิดแก่คนใกล้ชิดหรือญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต

ควรนำเสนอข่าวโดยหาสาเหตุที่แท้จริงและไม่ด่วนสรุปสาเหตุเบื้องต้นใดๆลงไป

2. หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่อ่อนไหวกระทบกระเทือนใจ ภาษาที่ทำให้การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องปกติ หรือบอกว่ามันคือทางออกของปัญหาชีวิตนั้น

ที่จริงแล้ววิชาชีพสื่อสารมวลชนคือ วิชาชีพที่รู้ถึงพลังแห่งการใช้ภาษาดีกว่าแขนงอาชีพและวิชาชีพอื่นๆ ภาษาที่ใช้นั้นต้องระบุให้เห็นว่าปัญหาฆ่าตัวตายคือสิ่งที่เป็นปัญหาสังคม ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ไม่ใช่คำหรือวาทกรรมในการอธิบายการฆ่าตัวตาย
(เช่น ใช้คำว่าอัตราการฆ่าตัวตายมีมากขึ้น แทนการใช้คำว่า มหกรรมฆ่าตัวตาย กระแสฆ่าตัวตาย แฟชั่นฆ่าตัวตาย)
หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ตัดสินว่าการฆ่าตัวตายถูกต้อง เช่นบอกว่าเป็นการเลือกทางออกอย่างกล้าหาญ
หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ตัดสินว่าการฆ่าตัวตายนั้นผิดอย่างใช้อารมณ์ เช่น การศึกษาไม่ช่วยอะไร คนโง่ คนบาป เกิดใหม่ต้องมาฆ่าตัวตาย100ชาติ
สิ่งที่ควรนำเสนออย่างถูกต้องคือการนำเสนอข้อเท็จจริงแบบไม่มีความเห็น 

3. หลีกเลี่ยงเน้นย้ำ ทำให้เด่นหรือการเล่าเท้าความถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆในข่าว

ข่าวการฆ่าตัวตายไม่ควรอยู่บนหน้า หนึ่ง เพราะมีความชัดเจนว่าเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการเลียนแบบมากขึ้น รวมทั้งการนำเสนอในสื่อโทรทัศน์วิทยุควรนำไว้เป็นข่าวที่ไม่ใช่ข่าวเด่น ไม่ควรอยู่เบรกแรกหรือเบรกที่สอง
นอกจากนี้หากมีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเล่าเหตุการณ์ซ้ำแต่ควรเท้าความเพียงสั้นๆ

4. หลีกเลี่ยงวิธีการ อุปกรณ์ หรือข้อมูลในเหตุการฆ่าตัวตาย

การบอกถึงวิธีเพียงว่าเสียชีวิต หรือฆ่าตัวตายนั้นความจริงก็เพียงพอแล้ว หรือหากบอกถึงวิธีการก็ควรบอกเพียงชื่อวิธี ไม่ควรนำเสนอลงไปในรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นวิธีการแบบStep-by-step หรือ DIY ทำเองก็ได้ง่ายจัง
หากเป็นการใช้ยาหรือสารต่างๆในการฆ่าตัวตาย หากคิดจะบอกก็บอกเพียงว่า ยา-สารพิษ ไม่ควรลงลึกไปถึงชื่อ ขนาด และวิธี
การฆ่าตัวตายที่มีลักษณะแปลกพิศดาร เป็นข่าวที่มักจะได้รับความสนใจ เพราะในขณะที่มันเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการรายงานข่าว แต่ในเวลาเดียวกันมันจะทำให้เกิดการฆ่าตัวตายเลียนแบบได้มากกว่าปกติ 

5. หลีกเลี่ยงการระบุถึงรายละเอียดของพื้นที่เกิดเหตุในเนื้อข่าว

การระบุรายละเอียดของสถานที่นั้นๆ จะก่อให้เกิดผลคือ สถานที่นั้นอาจจะมีชื่อและนิยมเดินทางไปฆ่าตัวตาย (เช่นป่ารอบฟูจิ;บอกได้เพราะคนไทยคงไม่ไปหรอก นอกจากวิ่งตอน3ทุ่มแล้วทะลุมิติออกจากเมืองไปอยู่ในป่า)
ไม่ระบุถึงสถานที่นั้นแบบรายละเอียด ... เช่นกระโดดตึกก็กระโดดตึก แต่ไม่ลงไปว่าตึกนี้มีคนมาฆ่าตัวตายแล้วกี่คน เสาต้นนี้อาถรรพ์หล่นลงมาคาทุกทีอะไรแนวนี้

6. ใช้คำพาดหัวอย่างระวัง

พาดหัวข่าวคือสิ่งที่มีผลต่อการเลียนแบบการจบชีวิตของตนเองของคนที่อ่าน ต้องเลือกใช้อย่างระมัดระวัง
โดยคำที่ไม่ควรใช้ในพาดหัวข่าวก็คือคำว่า "ฆ่าตัวตาย" นอกจากนั้นก็คือคำอื่นๆที่แสดงถึงการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย (แขวนคอ โดดสะพาน นอนให้รถไฟทับฯลฯ)

7. ระวังการเสนอรูปและภาพข่าว

ไม่ควรใช้รูปถ่าย ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวของสถานที่เกิดเหตุหรือหากนำเสนอต้องให้คนดูคนอ่านดูไม่ออกว่ามันคือที่ไหน
ไม่ควรตีพิมพ์หรือนำเสนอจดหมายลาตาย
ไม่นำเสนอภาพหรืออะไรที่ระบุตัวตนของผู้ที่ฆ่าตัวตายหรือผู้ที่พยายามฆ่าตัวตาย
และที่สำคัญที่สุด ไม่นำเสนอภาพร่างผู้เสียชีวิต(ไม่ว่าจะปิดหน้าเซ็นเซอร์หรือยังไง) นอกเสียจากจะได้คำยินยอมแบบชัดเจนและระบุเหตุผลในการถ่ายรวมทั้งประโยชน์ใน การนำเสนอ(ถ้ามี)เป็นลายลักษณ์อักษรจากญาติสายตรงของผู้เสียชีวิต
(จากภาพในความเห็นเมื่อครู่ คาดว่าด้วยจรรยาวิชาชีพนักข่าวและความเป็นมืออาชีพของหนังสือพิมพ์ที่มียอด ขายสูงเป็นอันดับต้นๆของประเทศ มั่นใจได้ว่าเค้าต้องขออนุญาตญาติถ่ายภาพมาแล้วแน่นอน ไม่มีพลาดแน่ๆ)

8. ระวังการเสนอข่าวฆ่าตัวตายของคนที่เป็นที่รู้จักในสังคม

การนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของคนดัง แม้จะเป็นเนื้อข่าวอันพิเศษสุดเหมาะสมแก่การติดตาม แต่ต้องระมัดระวังนำเสนอข่าวอย่าให้โดดเด่น ไม่นำเสนอการฆ่าตัวตายแบบโรแมนติกหรือสวยงาม ไม่บอกวิธีการฆ่าตัวตาย หากแต่ควรนำเสนอผลกระทบที่เกิดจากการตายของบุคคลนั้นมากกว่า

9. ระวังและให้ความเคารพสิทธิของผู้ที่กำลังเสียใจจากเหตุการณ์ฆ่าตัวตายนั้น

ญาติมิตรคนใกล้ชิดของผู้ตายที่ เพิ่งตายใหม่ๆเอง จะมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายซ้อนได้สูง การสัมภาษณ์ใดๆที่จะทำ ควรทำอย่างระมัดระวังขั้นสูง เพราะอาจก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนจิตใจ ไม่ควรเน้นย้ำถามสาเหตุที่เป็นไปได้จากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพราะเกือบทั้งหมดจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง(ถ้าทราบ ผู้ป่วยต้องไม่ตาย)นอกจากนี้ยังเสี่ยงกับการไปคาดคั้นหาสาเหตุหรือหาอาการนำ ก่อนฆ่าตัวตายแล้วไปฝังความคิดว่าเป็ฯความผิดบาปเลวร้ายของคนใกล้ชิดที่ดูแล ไม่ดีแล้วทำให้คนๆนั้นต้องฆ่าตัวตาย
ความเป็นส่วนตัวและความเห็นอกเห็นใจแก่ญาติผู้เสียชีวิตต้องมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนข่าว

10. ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และวิธีการขอความช่วยเหลือหากมีความคิดฆ่าตัวตาย

การนำเสนอข่าวฆ่าตัวตาย เมื่อปิดท้ายต้องเสนอทางออก บอกวิธีแก้ไข เบอร์สายด่วน หรือสถานที่ให้ความช่วยเหลืออย่างชัดเจน (อย่าบอกแค่ว่าควรไปพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
การให้ข้อมูลความช่วยเหลือปิดท้าย จะสามารถลดผลที่ตามมาจากการนำเสนอข่าว หากมีผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตายกำลังดูอยู่ นอกจากจะไม่เป็นการกระตุ้นให้ฆ่าตัวตายเลียนแบบ ยังจะสามารถทำให้เขาเห็นทางออกได้
อย่าลืมครับว่าผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่คือผู้ป่วยซึมเศร้าและอารมณ์แปร ปรวน ในภาวะที่กำลังแย่เค้าจะไม่ไปหาเบอร์สายด่วนเอง ดังนั้นในข่าวที่เสี่ยงต่อการกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้ฆ่าตัวตายตาม เราต้องใส่ข้อมูลทางออกทางแก้ไขไว้เสมอ

11. นักข่าวที่นำเสนอข่าวเหล่านี้ต้องระวังอาจได้รับผลชักจูงให้เกิดความคิดฆ่าตัวตาย

นักข่าวก็เป็นมนุษย์ เป็นคน มีชีวิตและจิตใจ มีความไม่รู้เหมือนกับคนทุกคน แม้ว่าหลายๆคนจะมีความเป็นมืออาชีพและจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักข่าวสูงเพียง ใด แต่ความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าอย่างไม่รู้ตัวแล้วได้รับผลกระทบจากการ ติดตามข่าวจะสูงกว่าประชาชนทั่วไปเพราะจะรู้ข้อมูลและความดราม่าของข่าว มากกว่าปกติ
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นมืออาชีพ ไม่เกี่ยวกับความกล้า ไม่เกี่ยวกับความเข้มแข็งของจิตใจ แต่เกี่ยวกับสารสื่อประสาทในสมอง
ดังนั้นนักข่าวต้องพึงระลึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อสัมผัสข่าวมากๆ และหาทางออกให้ตนเองไว้เสมอ
ภาพข้างต้น ขอให้เครดิตก่อนนะครับ มาจากเดลินิวส์ ไทยรัฐ และคมชัดลึก 
เรื่องพวกนี้ไม่เข้าใครออกใคร ใครๆก็ซึมเศร้าได้ ไม่ใช่เรื่องบาปกรรมสนองแต่อย่างใด
ผู้ที่เขียนข่าวในวิชาชีพนักข่าวเหล่านี้ก็ระมัดระวังตัวกันนะครับ เป็นห่วง
แหล่งข่าวความรู้เกี่ยวกับการให้คำแนะนำเรื่องภาวะฆ่าตัวตายและโรคที่เกี่ยวข้อง
วิชาชีพสื่อสารมวลชนต้องเก่งในทางการนำเสนอและการให้ข้อมูลประชาชน แต่ข้อมูลบางอย่าง ความเชื่อ ความรู้ ทัศนคติ เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายอาจจะไม่เชี่ยวชาญ การขอความรู้หรือศึกษาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ
เบื้องต้นที่ที่สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ได้แก่
สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย :  http://www.psychiatry.or.th
ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย   http://www.rcpsycht.org
โครงการช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย   http://www.suicidethai.com
ร่วมมือกันนะครับ เพื่อสังคมไทยยิ้มละไมคืนชีวิตสู่สังคม
เอกสารอ่านเพิ่มเติม
  1. Hendin H.,et al. Epidemiology of suicide in asia. Suicide and suicide prevention in asia
  2. Understanding suicide fact sheet 2010 . www.cdc.gov/violenceprevention
  3. ศุภรัตน์ เอกอัศวินใ การพยายามฆ่าตัวตายซ้ำในวัยรุ่นที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจิตเวช . Journal of Mental Health of Thailand 2004;12;40-49
  4. Sriruenthong W,et al.The suicidality in THai population : National survey .วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ;56;414-424
  5. Reporting on suicide:Recommendation for the media. จัดทำโดย CDC และอีก9สมาคม โดยความร่วมมือกับ WHO
  6. Preventing suicide a resource for media professionals. จัดทำโดยWHOและIASP
  7. Jarassaeng N,et al.Suicidal risk in major depressive disorder at the OPD Section in Srinagarind hospital, Faculty of medicine, Khon Kaen university วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย.2554;56;130-135
  8. แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ ;กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
  9. Gould M. Suicide and the media. Annals New York Academy of Sciences.200-224
  10. Power point "การฆ่าตัวตายในเด็กและวัยรุ่น" ของ พญ.นิดา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี
  11. Power point "การฆ่าตัวตาย อันวินิบาตกรรม" ของ รศ.พญ.สุจิรา จรัลศิลป์
  12. คู่มือการป้องกันและช่วยเหลือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุข โดย โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 16ตค.2543
(สำหรับแนวทางสำหรับสื่อมวลชน หาโหลดต้นฉบับจริงได้จากหัวข้อ5-6ก็ได้ครับ) 
ปล. ตัวอย่างการเขียนที่ต้องระมัดระวังการใช้คำ เพราะคนอ่านที่ไม่ได้เป็นนักข่าวหรือคนที่เป็นญาติอาจจะไม่ชอบคำเหล่านี้ ในภาวะที่น่าเศร้าเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเหมาะที่จะไปทำให้ญาติเสียใจกับเรื่องแบบนี้ 
ปอ. ส่วนมากญาติจะเครียดครับ 
ปฮ. สุดท้ายนี้ กระทู้นี้ไม่ได้ว่าใคร แต่ว่าแค่อยากบอกในฐานะแพทย์ ที่เรื่องแบบนี้มีงานวิจัยรองรับจริงว่าสื่อมีผล และมีเอกสารสากลที่ระบุแนวทาง ภาพ ทั้งหลายนั้นเป็นภาพจริงไม่ได้ตัดต่อ แต่ลบบางอย่างที่ผมเห็นว่าน่าจะกระทบกระเทือนใจออกและใส่คำพูดบางอย่างลงไป ตามเนื้อผ้าตามหลักMedical ไม่ใช่ในหลักนักข่าว
ผมเป็นแค่หมอครับ แม้จะทราบหลักการทางการแพทย์ หรือรู้เรื่องจิตวิทยาอยู่บ้างนิดนึง แต่ไม่อาจก้าวล่วงไปวิจารณ์การทำงานของสายวิชาชีพที่ผมไม่มีความชำนาญ
ดังนั้นจึงทำได้เพียงเสนอกระทู้นี้แบบบังอาจสอนจรเข้ว่ายน้ำว่าในสากลเขามีหลักปฏิบัติแบบใด
สวัสดีครับ เมี้ยว

จุดยืน (๑) โดย จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา Thai E-News




คอลัมน์ เขียนถึงคนรัก
ตอน จุดยืน (๑)
จาก Red Power ฉบับที่ ๒๖ (เดือนมิถุนายน ๒๕๕๕)


มวลชนที่รัก


ก่อน จะเขียนจดหมายถึงมวลชนคนรักกันเป็นฉบับที่ ๒ นั้น ผมได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์จาก “คุณจอม เพชรประดับ” แห่ง Voice TV ในห้วงเวลาเดียวกับที่อดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางเยือนนครเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อพบปะมวลชนจำนวนหลายหมื่นที่ข้ามชายแดนมารอพบท่านในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ไทยหรือในวันสงกรานต์ ผมตอบรับทันที เพราะ Voice TV เป็นสื่อที่ช่วยพัฒนาขบวนการประชาธิปไตยมาตลอดและตัวผู้สัมภาษณ์เองก็เป็น พี่น้องเพื่อนฝูงกันมานาน แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่คาดฝัน เพราะไม่นึกว่าจะเกิดขึ้นซ้ำอีก


การ บันทึกเทปสัมภาษณ์เป็นไปอย่างราบรื่น เวลาเป็นชั่วโมงๆ ผ่านไปโดยที่ผู้สัมภาษณ์และวิทยากรแทบจะไม่รู้ตัว ผมเองนึกนิยมอยู่ในใจว่า ทั้ง “คุณจอมฯ” และ Voice TV มีความกล้าหาญ เราต่างก็รู้กันว่าการเปิดช่องทางสื่อสารให้ผมขณะนี้ถือเป็นความเสี่ยง เสี่ยงอันตรายทั้งจากคนที่เห็นผู้ที่มีความคิดอย่างเราเป็นฝ่ายตรงกันข้าม และเสี่ยงความกดดันจาก “ฝ่ายเดียวกัน” ที่เขาเห็นว่าเราเป็นกระแส “เกินธง” ผมก็ได้แต่ขอบคุณที่ทีมสัมภาษณ์เขาเลือกมองการณ์ไกล ไม่ร้อนรนรอมชอมกับศัตรูของฝ่ายประชาธิปไตยจนฝ่ายตรงข้ามดูแคลน แต่ก็ไม่ลืมว่าทีมเดียวกันนี้เคยมาสัมภาษณ์ผม และถูกห้ามออกอากาศโดยผู้บริหารงานของทางสถานีเองมาแล้วครั้งหนึ่ง 


และ ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อผู้บริหารระดับใดไม่ปรากฏของ Voice TV สั่งห้ามออกอากาศการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุดนี้อีก คราวนี้ผมไม่ได้รับแจ้งโดยตรงจาก Voice TV แต่กลับทราบจากนักข่าวคนหนึ่งของเว็บไซต์ “ประชาไท” เนื่องจากมีผู้ส่งเทปสัมภาษณ์ดังกล่าวให้ “ประชาไท” พิจารณานำออกเผยแพร่แทน ผมเองไม่รู้จักผู้บริหารทั้ง Voice TV และเว็บประชาไทเป็นการส่วนตัว และไม่ได้สนใจจะสอบสวนอะไรในเรื่องนี้ ได้แต่นึกเอาเองว่า ยิ่งนานไปเรายิ่งเห็นความซับซ้อนของขบวนประชาธิปไตยในขณะนี้ คำว่า “เรา” และ “เขา” มีความหมายอันลี้ลับในตนเอง จนไม่อาจแยกพวกได้อย่างชัดเจนจนเกิดพลัง นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องมีความรอบคอบระมัดระวัง ไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออก และไม่ห่างเหินจนขาดความเชื่อมโยงระหว่างกัน ซึ่งเป็นทักษะที่เรียนรู้จากความผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่ Voice TV ในวันนี้คือใคร จึงเป็นโจทย์ที่ไม่ต้องรีบตอบอะไรนัก


แทน ที่จะเขียนจดหมาย ผมจึงนึกถึงท่านผู้อ่านที่อาจจะไม่มีโอกาสเข้าเว็บไซต์ประชาไท และขอให้เขาช่วยนำบทสัมภาษณ์มาตีพิมพ์ในหน้ากระดาษนี้แทน ซึ่งอาจต้องใช้เนื้อที่ต่อกันถึงสามฉบับจึงจะหมดสิ้นพลความ ถือเป็นจดหมายรักอีกรูปแบบหนึ่งจากผมสู่ท่านผู้อ่านที่รัก....


Core Respondence จอม เพชรประดับ – จักรภพ เพ็ญแข


จอม หลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง คุณจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในคดีหมิ่นสถาบันฯ ไปแล้วนั้นนะครับ หลังจากนี้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย บทบาทของคุณจักรภพ จะเป็นอย่างไร... 


หลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว หลายคนก็คิดถึงและก็ถามว่าจะกลับประเทศไทยไหมครับ มีโอกาสไหมครับ


จักรภพ คิดถึงบ้านอยู่เสมอแหละครับ เพียงแต่อยู่ก็เพราะว่าการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยของเรายังไม่ถึงจุดที่เรา ปรารถนา คำว่าเราผมอาจจะพูดทึกทักไปหน่อย ผมหมายถึงตัวผมเองกับผู้ที่มีความเห็นใกล้เคียงกัน เรื่องการสั่งไม่ฟ้อง ผมคิดว่าในแง่ความกล้าหาญที่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายของ สนง.อัยการสูงสุดท่านแสดงออกมา ผมต้องแสดงความชื่นชมและแสดงความขอบคุณ แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นการบอกว่าข้อกล่าวหาแบบนี้มันเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องมีมูล หรือมีเหตุให้ต้องเป็นคดีความ ผมก็เอาเรื่องนี้มานึกถึงคน ๒ กลุ่ม 


กลุ่ม แรกคือ เพื่อนร่วมทุกข์ ที่โดนคดีใกล้เคียงกัน อย่างคุณสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข, คุณดา ตอร์ปิโด, อากง-อำพล ตั้งนพกุลหรือท่านอื่นๆ อีกมากมายหลายท่าน ว่าถ้าหากท่านเหล่านั้นก็ยังไม่ได้รับอิสรภาพหรือยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลาย อุโมงค์ ผมเองคงไม่สามารถดีใจในการพ้นเปลาะนี้ของตัวเองได้


และ คนกลุ่มที่ ๒ ที่ผมนึกถึงก็คือ คนไทยทั่วประเทศที่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ คือประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญ ว่า สามารถที่จะทำให้ทุกคนมาอยู่ในสภาพเดียวกันกับผม และท่านที่ผมเอ่ยนามมานั้นได้ทุกเวลา เนื่องจากว่าเป็นกระบวนวิธีที่ค่อนข้างจะแปลก คือทุกคนสามารถเป็นผู้เสียหายได้หมด สามารถจะเดินเข้าไปแจ้งความกับเจ้าพนักงานสอบสวน แล้วเจ้าพนักงานสอบสวนก็สามารถจะรับเรื่องแล้วก็ดำเนินคดี และคดีก็สามารถจะไปได้เร็วหรือช้าตามใจท่านหรือตามคำสั่ง และจนสุดท้าย ก็ต้องไปลุ้นกันว่าแม้กระทั่งยังไม่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาล มีสิทธิ์ที่จะได้รับประกันหรือไม่ ถ้าไม่ได้รับการประกันก็ต้องติดคุก อย่าง คุณสุรชัย, คุณสมยศ, คุณดา, คุณอำพลหรืออากงที่เราเรียกกัน ทุกคนก็คือโดนชะตากรรมนี้หมด คือก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดีก็ติดคุกหมด ตรงนี้ผมถือว่าเป็นการดำเนินคดีที่น่าจะมีปัญหา นี่แหละครับที่ผมนึกถึง 


เพราะ ฉะนั้นการพ้นเปลาะตรงนี้ไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่ แต่ก็ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความยินดีเข้ามา เพราะท่านรัก แล้วก็เป็นห่วง เพราะฉะนั้นความปรารถนาดีระหว่างกันผมรับเต็มๆ และผมก็ชื่นใจที่มีคนเป็นห่วงเรา แต่ต้องกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า ไม่ใช่ดัดจริต หรือพยายามจะพูดให้เป็นอื่น แต่เรื่องนี้มันยังไม่สามารถปลงใจได้ว่าปัญหามันสิ้นสุดยุติลง สำหรับโครงสร้างของสังคม มันอาจจะดีขึ้นขั้นหนึ่งสำหรับตัวผมเองก็ได้ 


จอม ครับ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ดำเนินการอยู่ ณ เวลานี้ เป้าหมายคืออะไรครับ แค่ไหน อย่างไร


จักรภพ คือ อย่างนี้ครับ วันนี้เราพยายามจะพูดถึงเรื่องกระบวนการปรองดอง พอหลังจากที่เราเกิดความขัดแย้งทางการเมือง มีการแบ่งสีแบ่งข้าง มีการพูดถึงเรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าจะมาพูดกันด้วยเสียงดังๆ เราก็สะเทือนขวัญกันทั้งประเทศว่ามันจะพาประเทศไปสู่จุดไหน มันจะแตกสลายกันไปหมด เราก็นัดกันว่า เอาล่ะ จะมาขีดเส้นแล้วก็ปรองดองกัน แต่บังเอิญว่าการล้ำเส้นของช่วงที่ผ่านมา มันหนักไง มันถึงขั้นเอาอำนาจรัฐผ่านทางอาวุธสงคราม โดยฝีมือของกองทัพมาฆ่าประชาชนกลางถนน โดยที่ประชาชนเองนั้นก็ไม่ได้มีวี่แววหรือมีหลักฐานว่าจะเป็นผู้ที่เข้าข่าย เรื่องการก่อการร้าย หรือผู้ก่อความไม่สงบในทางที่ใช้อาวุธแต่อย่างใด 


อย่า ลืมว่าเหตุเกิดขึ้นที่ราชประสงค์ ไม่ได้เกิดขึ้นนอกฟ้าป่าหิมพานต์ที่ไหน แล้วก็มีสื่อมวลชนต่างประเทศ มีชาวต่างประเทศ และชาวไทยอีกมากจับตามองดูอยู่ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป้าหมายในขณะนี้ก็คือ เราต้องรวบรวมความกล้าหาญทางจริยธรรมแล้วตั้งประเด็นปัญหาของบ้านเมืองให้ ได้ ว่าการปรองดองครั้งนี้ มันปรองดองแล้วจะนำไปสู่การพูดคุยเรื่องอะไรกัน พูดง่ายๆ ว่าคนไทยต้องมาสนทนาธรรมกันต่อจากปรองดองอีกนะ 


ปรองดอง พูดกันตรงๆ เถอะ มันก็คือภาวะที่ไม่มีทางเลือกใช่ไหม ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันมาจนเปลืองเลือดเปลืองเนื้อ เปลืองจิตเปลืองใจมามาก แล้ววันหนึ่งก็บอกว่าเอาล่ะ จับมือกันแล้วก็ถอยกัน มีเส้นขนานที่ ๓๘ ขึ้นมาเหมือนเกาหลี แล้วก็มายืนอยู่คนละข้าง แล้วหาทางให้กฎหมายมันตอบสนองความเป็นธรรม แต่คำถามก็คือว่า มันแก้ปัญหาในระยะยาวของประเทศได้หรือไม่


เพราะ ฉะนั้นเป้าหมายประชาธิปไตยตามที่คุณจอมถาม ผมคงต้องตอบว่า มันต้องเป็นปรองดองบวก คือเป็นปรองดอง plus กับการพูดคุยกันในเรื่องสำคัญอื่นๆ ในอนาคต จะบอกว่าปรองดองเป็นทางออกของสังคมไทยคงจะไม่ได้ แต่ถามว่าจะเป็นการแก้ปัญหาระยะเฉพาะหน้าตอนนี้ไหม ก็ลองดู มันอาจจะได้ผลก็ได้ ซึ่งมันก็ดีตรงที่ช่วยให้เราไม่ต้องมานั่งเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง แต่ถ้าหากปรองดองกันแล้ว ตัดสินใจว่าจะเลิกคิดกันทั้งหมด แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองเดิม ผมก็คิดว่ามันก็รอให้วงจรอุบาทว์เวียนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง 


จอม ครับ ถ้าพูดถึงเรื่องการปรองดองโดยไม่ได้พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ สามารถที่จะปรองดองได้ไหมครับ 


จักรภพ ผม คิดว่าเราปรองดองได้เสมอแหละ แต่ถามว่าผลมันเบ็ดเสร็จสมบูรณ์หรือไม่ ผมขออนุญาตตอบว่า เราไม่สามารถจะพูดถึงอนาคตของประเทศไทยได้โดยไม่พูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องเลิกเลี่ยงเรื่องนี้เสียทีนะครับ ถ้าหากว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ หรือมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคในการพูดเรื่องนี้ ก็ไปแก้ตรงนั้นก่อน 


นี่ คือเหตุที่กลุ่มอย่างนิติราษฎร์, อย่างอาจารย์สมศักดิ์, อย่างมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน, อย่างอีกหลายกลุ่มเรียกร้องว่าไปแก้ตรงนี้ เขาไม่ได้เรียกร้องให้แก้เพื่อจะไปทำร้ายหรือทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์นะ เขาเรียกร้องเพื่อจะให้พูดกันเรื่องนี้ได้ ไม่ใช่ว่าใครตั้งต้นพูดก็คดีมารออยู่แล้ว คุกมารออยู่แล้ว อย่างนี้วันไหนจะได้พูดอย่างสร้างสรรค์ แล้วถ้าหากไม่ได้พูดอย่างสร้างสรรค์แล้วเมื่อไหร่จะแก้ปัญหาได้ 


เหตุที่ผมพูดอย่างนี้ทั้งๆ ที่หลายคนบอกว่า คุณจะไปพูดอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง 


จอม ใช่ครับ


จักรภพ อยู่ เหนือจริงไหมล่ะ? ถ้าหากว่ามีวิกฤติทางการเมืองขึ้นมา ทุกครั้งเกี่ยวข้องกับสถาบันทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถาบันเข้ามาช่วยแก้ปัญหา หรือคนอัญเชิญสถาบันเข้ามาแก้ปัญหา ตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖, พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ จนกระทั่งมาถึงล่าสุด แม้กระทั่งการที่มีการรัฐประหาร แล้วหัวหน้าคณะรัฐประหารเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาฯ ให้ลงพระปรมาภิไธย ตั้งคณะบริหารราชการแผ่นดินต่อจากการรัฐประหาร นี่ก็คือการเมือง 


เพราะ ฉะนั้น เราอย่าเอาคำว่าสถาบันอยู่เหนือการเมืองมาเป็นเหตุให้เราไม่แก้ปัญหาที่ สำคัญที่สุดของบ้านเมือง แล้วเรื่องนี้แหละครับที่ผมคิดว่า การตัดสินใจของสถาบัน ผมพูดถึงสถาบันไม่ใช่องค์หรือบุคคลนะครับ เป็นการตัดสินใจที่อาจจะหมายถึงอนาคตของประเทศ คือทุกอย่างในโลกนี้มันมีครรลองของมัน ไม่มีอะไรที่มันตั้งอยู่ได้โดยที่ไม่มีปัจจัยแปรปรวนเข้ามามีผล บางทีเรายืนอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าหากน้ำไหลมาที่พื้น ดินที่เรายืนอยู่มันก็เปลี่ยน เราก็ยืนไม่อยู่เหมือนกัน ฉันใดก็ฉันนั้น 


เพราะ ฉะนั้น ผมกำลังพูดว่า ถ้าสถาบันเป็นผู้เป่านกหวีดเองว่าเราจะนัดคุยกันยังไง ปัญหาที่ผ่านมาเป็นยังไง แล้วต่อไปจะเป็นยังไง นี่คือเรื่องที่ผมเชื่อว่าจะมีประโยชน์มาก ทุกประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ, ญี่ปุ่น, กัมพูชา, สวีเดน, นอรเวย์ และอื่นๆ อีกหลายประเทศ อีกเกือบ ๓๐ ประเทศ ล้วนแล้วแต่ผ่านวิกฤติเรื่องของสถาบันกับประชาชนมาแล้วทั้งนั้น 


พูดง่ายๆ ว่าเขาผ่านบทพิสูจน์ ว่าถ้าสถาบันกับประชาชนเกิดความ


เข้า ใจไม่ตรงกันจะปรับตัวกันได้ยังไง ถามว่าประชาชนต้องการสถาบัน ทั่วโลกมีไหม ก็ดูตัวอย่างประเทศเหล่านี้สิครับ นี่คือตัวอย่างเพราะเขาผ่านการเผชิญหน้ามาแล้ว และคนส่วนใหญ่ยังบอกว่าต้องการอยู่


อังกฤษ-ประชาชน วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์เต็มที่ เรียกว่าไม่มีบันยะบันยังกันเลย จนถึงขั้นหนึ่งต้องลงประชามติเกี่ยวกับสถาบัน ปรากฏว่าสถาบันชนะ คนรักมีมากกว่าคนไม่รัก สถาบันพระมหากษัตริย์ในอังกฤษก็อยู่มาได้อย่างมีเสถียรภาพ คือทั้งหมดมันก็อยู่ในสร้อยพระนามของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์นั่นแหละ คือ “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” อเนกคือมากมาย, นิกรคือประชาชน, สโมสรคือมารวมกัน, สมมติคือให้เป็น, “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” ก็คือประชาชนมารวมกันแล้วยกให้ท่านเป็น เพราะฉะนั้นถ้ามันเกิดปัญหาว่ามีคนไม่พอใจก็เรียกประชุมใหม่ สโมสรกันใหม่ อเนกนิกรจะได้มา แล้วจะสมมติอะไรต่อไปก็ว่ากัน 


เพราะ ฉะนั้นผมคิดว่าหลักไทยโบราณของเราก็สามารถใช้ได้ ผมเองเป็นคนที่บังเอิญส่วนตัวสนใจเรื่องของสถาบันมามากนะครับ คือสนใจเพราะชอบ ชอบว่าเป็นวัฒนธรรมอันดีงามยิ่งใหญ่ มีความอลังการ มีความมลังเมลือง มีความละเมียดละไมทุกอย่าง สิ่งที่ดีที่สุดของชาติหลายอย่างอยู่ในสถาบันกษัตริย์ เช่น เรื่องช่างสิบหมู่ เรื่องการก่อสร้างพระราชวัง แม้กระทั่งพิธีอวมงคล อย่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงยังสวยงาม


เพราะ ฉะนั้นมันมีของดีที่เราจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงระหว่างคนไทย ด้วยกันโดยผ่านสถาบันอีกมาก แต่วันนี้มันมีคำถามเดียวเท่านั้นเอง ว่าบทบาททางการเมืองจะทำอย่างไร ขออนุญาตพูดเป็นภาษาอังกฤษคำหนึ่ง เพราะไทยมันอาจจะแปลไปแล้วยวบยาบ คือต้อง depoliticized สถาบันพระมหากษัตริย์ คือเอาการเมืองออกไปจากสถาบัน นี่แหละคือวิธีการที่เราจะต้องเดินไป เพียงแต่ว่าด้วยความที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของสูงในวัฒนธรรมไทย แล้วก็มีกฎหมายห้ามไม่ให้พูดถึง แล้วก็เสี่ยงหมด แค่พูดถึงก็ไม่รู้แล้วจะอยู่จะไปนะ มันก็ทำให้เริ่มนับหนึ่งไม่ได้ พูดง่ายๆ ว่าทุกคนรู้โจทย์ แต่ทุกคนนับหนึ่งไม่ได้ อย่างนี้มันก็แก้ไขปัญหาไม่ได้


จอม ครับ แต่ทีนี้ถ้าจะให้สามารถนับหนึ่งได้ จะต้องเป็นสถาบันเองใช่ไหมครับ ที่เริ่มต้นให้ประชาชนนับหนึ่งในการที่จะพูดถึงได้ วิจารณ์ได้ 


จักรภพ ผม คิดว่าหลายเรื่องมันเป็นจิตวิทยา หลายเรื่องมันเป็นความรู้สึก อย่างเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามา ทั้งฝ่าย รสช. ซึ่งตัวแทนคือ พลเอกสุจินดา คราประยูร ทางฝ่ายผู้ประท้วงตอนนั้นคือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง แล้วท่านก็เรียกประธานองคมนตรี คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกเป็นแค่องคมนตรีด้วยซ้ำ เพราะอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านยังอยู่ แต่ก็เป็นบทบาทนำแล้ว เข้ามาเพื่อแก้ปัญหา 


คน ที่ไม่รู้อะไรเลยมองภาพนั้นภาพเดียวก็จะสรุปว่า ประเทศไทยมีลักษณะการเมืองการปกครองพิเศษที่สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยองค์พระมหากษัตริย์สามารถจะแก้ไขปัญหาที่คนอื่นเขาแก้ไขไม่ได้ ปัญหาที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง คนต้องฆ่ากันตายเป็นพันๆ หมื่นๆ แสนๆ แต่เราแก้ไขด้วยวิธีนี้ คำถามก็คือ ภาพประทับใจในวันนั้น เมื่อปี ๓๕ มันมีความหมายยังไงใน พ.ศ.นี้ จู่ๆ เราจะลุกขึ้นมาบอกว่าบัดนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เกี่ยวแล้วหรือ แล้วปี ๓๕ คืออะไร 


เพราะ ฉะนั้นเราต้องสม่ำเสมอต่อเนื่องในความคิด ในเมื่อเรารู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง แต่ขณะเดียวกันเราก็รู้ว่าในทางปฏิบัติแล้วต้องช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองหรือ มีบทบาททางการเมือง ในตอนนี้ก็คือปัญหาการเมืองล้วนๆ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นเลยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องได้ อย่างไร ส่วนว่ากระบวนการในการเข้ามาเกี่ยวข้องผมจึงเห็นด้วยกับกลุ่มนิติราษฎร์ที่ ว่า อย่างน้อยที่สุดต้องมีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พูดอย่างนี้ไม่ใช่เพราะผมโดนคดีหมิ่นฯ แล้วจะหาทางให้ตัวเองพ้นทุกข์ ไม่ใช่ เพราะมันไม่มีผลย้อนหลัง แต่เราพูดถึงคนในอนาคตที่เขาจะลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ 


อย่า ลืมนะครับว่าสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป รุ่นคุณจอม, รุ่นผม เราก็เรียกพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นเหมือนกับบิดาแห่งชาติ เป็นพ่อแห่งชาติ วันที่ ๕ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาก็เป็นวันพ่อ คนรุ่นลูกของคุณจอมหรือผมหรือหลานเรา โดยอายุแล้วก็มีฐานะถ้าจะนับไปแล้วเป็นหลานหรือเป็นเหลนแล้ว มันมีความห่างโดยธรรมชาติในอายุ ยิ่งจำเป็นจะต้องสร้างความเกี่ยวพันเกี่ยวข้องระหว่างสถาบันกับประชาชนมาก ขึ้น พูดในเชิงถ้าใช้ศัพท์การตลาดก็ต้อง rebranding จะต้องทำให้สิ่งที่เขารับรู้รับทราบมันเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันเขา


ปัญหา ของสถาบันหรือปัญหาเรื่องสถาบันไม่ใช่เรื่องความดีหรือความไม่ดี ปัญหาที่ควรห่วงก็คือ ในอนาคตยังมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของคนแต่ละคนอยู่หรือเปล่า ชีวิตแต่ละวันของเขายังเกี่ยวข้องกับสถาบันอยู่ไหม ถ้าหากเขารู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องวันหนึ่งมันก็จะหมางเมินห่างกันไปเอง โดยไม่ต้องมีใครมาทำอะไรเลย จะมีกฎหมายป้องกันกี่ฉบับก็ป้องกันไม่ได้ ถ้าสายใยนั้นมันไม่มีเชื่อมโยง ผมกำลังพูดถึงสิ่งนี้ 


จอม ครับ เพราะฉะนั้นการที่จะสร้างให้สายใยเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันตลอดไปก็จะต้องเริ่มจากอะไร 


จักรภพ ผมคงจะไปเสนออย่างนั้นไม่ได้ เป็นเพียงว่าพูดว่าถ้าหากบุคคลในสถาบันท่านมีความประสงค์จะทำท่านทำได้ ผมขอพูดไว้แค่นี้แล้วกันครับ...


(ต่อฉบับหน้า) 
************************************************************************************
ข่าว สั้นผ่านมือถือ ข่าวการเมือง, คนเสื้อแดง, นิติราษฎร์, พรรคเพื่อไทย, กิจกรรมเพื่อปชต. ฯลฯ สมัคร เข้าเมนูเขียนข้อความ พิมพ์ PN กดส่งมาที่เบอร์ 4552146 สมัครวันนี้ ใช้ฟรี14วัน ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน

พท. อัด 'กษิต' ชักศึกเข้าบ้านโจมตีสหรัฐให้วีซ่า 'ทักษิณ'

ที่มา uddred

 ฐานเศรษฐกิจ 8 กรกฎาคม 2555 >>>






ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโจมตีและคัดค้านการที่สหรัฐฯ ให้วีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า
เป็นการแสดงออกถึงความไม่มีมารยาททางการเมือง ขอให้พรรคประชาธิปัตย์หยุดการนำเรื่องวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ มาเล่นการเมือง การที่นายกษิตมากล่าวหาสหรัฐฯ จะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ทำร้ายประเทศไทย
โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า สหรัฐฯ เป็นประชาธิปไตย จะอนุญาตให้วีซ่าเข้าประเทศแก่ใครก็ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นายกษิตใช้เงินภาษีประชาชนไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไปทั่วโลก แต่ทั่วโลกเข้าใจว่าเป็นเรื่องการเมืองรู้ว่าความจริงคืออะไร

เผยสินเชื่อรากหญ้า ‘Ar-Rahnu’ ยอดฮิตในอาเซียนใช้ทองคำค้ำประกัน

ที่มา ประชาไท



ปัตตานีเป็นเจ้าภาพประชุมสันนิบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม เผยสินเชื่อขนาดเล็กปลอดดอกเบี้ยระบบ Ar- Rahnu ขยายตัวใน 7 ประเทศ เปิดบริการ 736 สาขาทั่วอาเซียน ในไทยมี 4 แห่ง สหกรณ์อิสลามปัตตานี เผยสร้างกำไร 30 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 800 ล้านบาท
 
 
สินเชื่อรากหญ้า - พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สันติบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม (Ar- Rahnu) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จังหวัดปัตตานี เมื่อ 7 กรกฎาคม 2555
 
เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 7 กรกฎาคม 2555 ที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี สหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักงานเลขาธิการสันนิบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อมในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ หรือ Al-Rahnu Secretariat จัดประชุมใหญ่สันติบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม (Ar- Rahnu) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2012 เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจให้แก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้เกี่ยวกับโปรแกรมธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม (Micro Credit) ตามแนวทาง Ar- Rahnu มีผู้เข้าร่วมจากประเทศในอาเซียนประมาณ 2,000 คน โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน
 
นายเด่น โต๊ะมีนา ประธานคณะกรรมการสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด กล่าวรายงานว่า Ar- Rahnu คือ การดำเนินธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม โดยใช้ทองคำเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ที่ใช้ระบบอิสลามในไทยรวมประมาณ 30 แห่ง ไม่มีสหกรณ์ใดเปิดบริการแผนก Ar- Rahnu ทางสหกรณ์อิสลามปัตตานี จำกัด จึงเปิดแผนกนี้ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2542 เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่มีรายได้น้อย หรือขาดเงินทุนในการประกอบธุรกิจขนาดย่อม หรือขาดเงินในการให้การศึกษาแก่บุตรหลาน ให้สามารถใช้บริการได้สะดวก รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อย
 
นายเด่น รายงานอีกว่า แผนกนี้เป็นที่เชื่อถือและศรัทธาของสมาชิกสหกรณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตั้งแต่ดำเนินการมาประมาณ 13 ปี สมาชิกใช้บริการ 44,274 คน หมุนเวียนใช้บริการรวม 103,401 คน และมีเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียนถึง 2,866,410 บาท
 
นายเด่น รายงานอีกว่า สมาชิกได้ร้องขอให้เปิดบริการ Ar- Rahnu ในทุกอำเภอเพื่อความสะดวกในการใช้บริการ แต่สหกรณ์ยังไม่สามารถเปิดบริการได้ครบ เพราะต้องใช้เงินทุนมากพอสมควร และต้องใช้ตู้นิรภัยสำหรับเก็บทองคำที่สมาชิกนำมาเป็นหลักประกันในการกู้ เงิน
 
นายเด่น  รายงานต่อไปว่า ขณะนี้สหกรณ์เปิดบริการ Ar- Rahnu แล้ว 4 สาขา คือที่จังหวัดยะลา 1 สาขาและที่จังหวัดปัตตานี 3 สาขา มีสมาชิก 50,000 คน สหกรณ์มีกำไร 30 กว่าล้านบาท และมีทุนหมุนเวียนประมาณ 800 ล้านบาท
 
นายเด่น รายงานด้วยว่า ขณะนี้ในอาเซียนมีการเปิดบริการ Ar- Rahnu แล้วหลายประเทศ และได้ร่วมก่อตั้งสำนักงานเลขาธิการ Ar-Rahnu ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2004 (พ.ศ.2547) มีสมาชิกก่อตั้ง 7 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไนดารุสซาลาม ไทย สิงคโปร์ กัมพูชา และตีมอร์เลสเต้ เรียกว่า Sekretariat Ar-Rahnu Serantau 
 
นายอาบีบุลลอฮ ฮัจยีซัมซุดดีน เลขาธิการสันนิบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม รายงานว่า การประชุมใหญ่ครั้งนี้ คือภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นของประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อทำความเข้าใจและให้ความร่วมมือในโครงการ AR-Rahnu ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินในรูปแบบอิสลาม และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
 
นายอาบีบุลลอฮ รายงานด้วยว่า ขณะนี้สมาชิกของสันนิบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม ประกอบด้วย สหกรณ์อิสลามปัตตานี สถานธนานุบาลอินโดนีเซีย ธนาคารอิสลามแห่งบรูไนดารุสซาลาม สมาคมอิสลามแห่งประเทศกัมพูชา สมาคมอิสลามแห่งประเทศติมอร์เลสเต และมูลนิธิพัฒนาเศรษฐกิจอิสลามมาเลเซีย (YaPEIM) 
 
นายอาบีบุลลอฮ รายงานอีกว่า สันนิบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อมก่อตั้งเปิดอย่างเป็นทางการ โดยนายนาจิบ รอซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบัน เมื่อปี 2547 เนื่องในโอกาสการจัดการประชุม AR-Rahnu Serantau ที่จัดโดยมูลนิธิพัฒนาเศรษฐกิจอิสลามมาเลเซีย (YaPEIM) มีการประชุมทุก 2 ปี 
 
นายอาบีบุลลอฮ รายงานด้วยว่า ทุกวันนี้ธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม Ar-Rahnu กำลังจะเปิดให้บริการ 736 สาขา ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สาขาที่ใหญ่ที่สุดที่รู้จักกันดี คือ สถานธนานุบาลอินโดนีเซีย (601 สาขา), มูลนิธิพัฒนาเศรษฐกิจอิสลามมาเลเซีย (130 สาขา) สหกรณ์อิสลามปัตตานี (4 สาขา) และธนาคารอิสลามประเทศบรูไนดารุสซาลาม (4 สาขา) 
 
นายอาบีบุลลอฮ รายงานว่า ธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อม Ar-Rahnuได้ให้บริการมากกว่า 7.8 ล้านคน และให้เงินสินเชื่อรวมคิดเงินเป็น 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ และหนึ่งในผลประโยชน์ของโครงการจำนองในรูปแบบอิสลามที่ใหญ่ที่สุดคือ การส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดเล็ก แต่ยังคงเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการด้วย ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เมื่อเทียบกับเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ
 
นายอาบีบุลลอฮ รายงานว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นรูปแบบ “การเสริมสร้างโปรแกรม Makro Ar-Rahnu ส่งเสริมผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้” โดยจะมุ่งเน้นการสนทนาในลักษณะของความพยายามที่จะรักษาวัฒนธรรมของผู้ประกอบ การ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นการสร้างความตระหนักในกลุ่มสมาชิกของสันนิบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาด ย่อมและผู้เข้าร่วมโครงการ Ar-Rahnu ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาจิตวิญญาณในการติดตามโครงการพัฒนาผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการทำงานของสันนิบาตธุรกรรมสินเชื่อขนาดย่อมในการแพร่ กระจายพันธกิจทางสังคม

วอนนายกเซ็นร่างแก้ พ.ร.บ.ยา เข้าสภาเพื่อขจัดการส่งเสริมการขายยาที่ขาดคุณธรรม

ที่มา ประชาไท

 

นักวิชาการด้านยาวอนนายกฯ ปู เซ็นร่างแก้ พ.ร.บ.ยา เข้าสภาเพื่อขจัดการส่งเสริมการขายยาที่ขาดคุณธรรม ชวนองค์กรวิชาชีพลงสัตยาบรรณเกณฑ์จริยธรรมควบคุม
 
7 ก.ค.55 - จากการที่บริษัทยา GSK ยอมที่จะจ่ายค่าปรับปรับเกือบแสนล้านบาทหลังทำความตกลงกับกระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ ในความผิดทั้งอาญาและแพ่งในหลายข้อหา อาทิ การทำการตลาดยาทั้งที่ไม่ตรงกับข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและ ยา สหรัฐฯ (FDA), ปิดบังความไม่ปลอดภัยของยา, ปั้นงานวิจัยว่า ยาปลอดภัย, ให้อามิสสินจ้างบุคลากรทางการแพทย์เพื่อสั่งจ่ายยา, ขายยาเกินราคาให้กับระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ กรณีดังกล่าวไม่ใช่คดีแรก เคยมีการปรับบริษัทยาอื่น ๆ มานับแล้วมากกว่า 10 คดี แต่คดีนี้นับว่ามีมูลค่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
 
รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นว่า แม้จะเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีรายละเอียดของคดีที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ถึงพฤติกรรมของบริษัทยาและบุคลากรทางการแพทย์ที่สมคบกันหาประโยชน์บนชีวิต ผู้ป่วยอย่างไร้จริยธรรม แต่ผลของการกระทำไปทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมายก็นำไปสู่ค่าปรับและการประนี ประนอมทั้งทางแพ่งและอาญา แต่ไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดอาญาใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยาที่ทำผิดกฎหมายหรือแพทย์ผู้สั่งจ่ายยาที่ความปลอดภัย ไม่ความชัดเจนเพราะได้รับอามิสสินจ้าง หรือแม้แต่ปกปิดงานวิจัยของบริษัทถึง 3 ชิ้นที่ไม่สนับสนุนประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา ตลอดจนเกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์งานวิจัยอันเป็นเท็จ
 
“ถึงแม้บริษัทยาจะถูกปรับราว 3,000 ล้านเหรียญ หรือเกือบแสนล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับยอดขายของ GSK ปีที่แล้วปีเดียว 44,000 ล้านเหรียญ เป็นกำไรสุทธิ 9,000 ล้านเหรียญ ยาต่างๆที่มีปัญหาในคดีนี้ทำการตลาดในลักษณะที่ว่ามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ฉะนั้น หากยังไม่มีกลไกที่ดีกว่านี้ เชื่อว่า บริษัทยายักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็จะยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิม แต่จะทำให้เนียนขึ้น เพื่อยากต่อการเอาผิด”
 
ทางด้าน ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา กล่าวว่า จากคดีดังกล่าว เมื่อหันกลับมามองในประเทศไทยพบว่า สถานการณ์ส่งเสริมการขายยาอย่างขาดจริยธรรมนั้นไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่ยิ่งน่าวิตกกังวลมากกว่า เพราะกลไกกฎหมายเดิมยังล้าหลัง จนถึงขณะนี้ พรบ.ยา พ.ศ. 2510 และกฎระเบียบต่างๆในบ้านเรายังไม่สามารถเข้าไปเอาผิดกับการส่งเสริมการขายยา ที่ขาดจริยธรรมเหล่านี้ได้เลย เช่น มีผู้ให้ข้อมูลว่า เมื่อราว 2 ปีที่แล้วมีอาจารย์แพทย์ในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่จ่ายยาเบาหวานที่อยู่ในกรณีนี้นั้นในปริมาณสูงสุดถูกให้ออก เพราะพฤติกรรมไม่เหมาะสม ผิดจริยธรรม แม้จะถูกตักเตือนมาเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตามระบบการควบคุมกันเองนี้ก็ยังไม่เข้มข้นมากพอ จึงต้องเร่งแก้ไข พรบ.ยา และออกเกณฑ์จริยธรรมควบคุมการส่งเสริมการขายยาที่ขาดคุณธรรม
 
“อยากให้ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรลงนามในร่างแก้ไข พ.ร.บ.ยาที่ภาคประชาชนนำเสนอเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาและขอให้กระทรวงสาธารณ สุขเร่งนำร่าง พ.ร.บ.ยาที่ผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาเข้าสู่สภาเช่นกัน เพราะทั้ง 2 ฉบับมีเนื้อหาควบคุมการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรม จัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพและตัวแทนขายยาอย่างเหมาะสม ไม่เช่นนั้นปัญหาเปล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งชีวิตประชาชนและงบประมาณของประเทศอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันก็ขอเชิญชวนทุกสภาวิชาชีพต่างๆ โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลมาร่วมลงสัตยาบรรณรับรองเกณฑ์จริยธรรมควบคุมการ ส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมที่กำหนดกลไกการกำกับกันเองให้มีประสิทธิภาพ ที่สุด รวมทั้งเปิดให้กลไกการเฝ้าระวังและตรวจสอบที่เป็นทางการเพิ่มเติมขึ้น”
 
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพแห่งประเทศไทย สภาเภสัชกรรม กล่าวเสริมว่าพระราชบัญญัติยาพ.ศ.2510 มีการควบคุมการโฆษณาแต่ไม่ได้มีการพูดถึงการส่งเสริมการขาย จึงเป็นช่องโหว่ที่อาจทำให้บริษัทยาทำการส่งเสริมการขายอย่างไร้จริยธรรมได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับแก้ระบบยาให้โปร่งใสรวมทั้งให้บริษํทยา เปิดเผยโครงสร้างราคายาของตน  เพื่อให้สังคมสามารถติดตามตรวจสอบได้
 
“ในนามของสถาบันฯซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมเพื่อให้ผู้ประกอบ วิชาชีพเภสัชกรรมมีจริยธรรม ความรู้ และความเชี่ยวชาญในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านยาและสุขภาพ ขอเรียกร้องเภสัชกร ตลอดจนผู้บริโภค เข้ามาร่วมกันเป็นเครือข่ายในการตรวจสอบและเฝ้าระวังพฤติกรรมการขายยาที่ไม่ ถูกต้องตามหลักจริยธรรมด้วย หากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสมขอให้แจ้งยังสภาเภสัชกรรม ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมจรรยาบรรณของวิชาชีพ และหากพบผู้ประกอบวิชาชีพอื่นๆเกี่ยวข้องด้วยก็ขอให้แจ้งยังสภาวิชาชีพนั้นๆ เช่นกัน”
 
ทางด้านนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จากคดี GSK ยังพบว่า มีการขายยาเกินราคาให้กับโครงการประกันสุขภาพของรัฐที่ให้การรักษาคนชราใน สหรัฐฯ จนถูกสั่งปรับ 300 ล้านเหรียญ หรือเกือบพันล้านบาทนั้น ถือเป็นบทเรียนที่ดีกับระบบหลักประกันสุขภาพบ้านเราทั้งสามระบบ โดยเฉพาะระบบสวัสดิการข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจประมาณ 5 ล้านคน ที่ใช้งบประมาณจากภาษีอากร ปี 53 ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแล 47 ล้านคน ใช้งบประมาณประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งสัดส่วนงบประมาณที่ใหญ่ที่สุดคือ ค่ายา ดังนั้นกรมบัญชีกลางและคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อให้ 3 ระบบหลักประกันมีความเท่าเทียมนั้น ต้องมีการตรวจสอบราคายา ควบคุมราคายา ให้มีความเหมาะสม อย่าปล่อยให้บริษัทยาหลอกได้

อดีตกษัตริย์เนปาลเผยต้องการหวนกลับไปเสวยราชสมบัติ

ที่มา ประชาไท

 
นับเป็นการให้สัมภาษณ์ที่ไม่บ่อยนัก หลังเนปาลยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2551 โดยอดีตกษัตริย์คยาเนนทรายืนยันว่าไม่ต้องการมีบทบาททางการเมือง แต่ต้องการมีบทบาทเชิงพิธีการ

 
อดีตกษัตริย์คยาเนนทราของเนปาล ซึ่งพ้นจากอำนาจหลังรัฐสภาเนปาลลงมติเมื่อปี 2551 ให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐ (ที่มา: nepaldemocracy.org/แฟ้มภาพ)

อดีตกษัตริย์เนปาลให้สัมภาษณ์ว่าต้องการหวนกลับไปเสวยราชสมบัติ
สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานว่าอดีตกษัตริย์คยาเนนทรา ของเนปาลซึ่งสละราชสมบัติแล้ว กล่าวเป็นครั้งแรกว่าพระองค์ต้องการหวนกลับไปเสวยราชสมบัติ
โดยในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 24 พระองค์กล่าวว่าเมื่อ 6 ปีที่แล้วได้ทำข้อตกลงไว้กับพรรคการเมืองว่าเขาจะเป็นกษัติรย์ภายใต้รัฐ ธรรมนูญ แต่รัฐบาลได้ยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2551
โดยอดีตกษัตริย์เนปาลกล่าวว่า พระองค์ไม่ต้องการมีบทบาททางการเมืองเนปาล แต่ต้องการมีบทบาทในทางพิธีการ
ความเคลื่อนไหวของกษัตริย์เนปาล เกิดขึ้นในขณะที่เกิดวิกฤตทางการเมืองรอบล่าสุดในเนปาล เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศยุบสภาเนื่องจากล้มเหลวในการเห็นชอบรัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการกำหนดวันเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งทำให้เนปาลมีสภาพอยู่ในสุญญากาศทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวบีบีซี จอห์น นารายาน ปาราจูลี ซึ่งประจำที่กรุงกาฐมาณฑุ กล่าวว่า ชาวเนปาลโดยทั่วไปต่างไม่พอใจในความล้มเหลวของบรรดานักการเมืองในการทำ เรื่องสำคัญๆ อย่างเช่น ปัญหาการว่างงาน
เขากล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องไม่แน่ชัด ที่หลายต่อหลายคนในเนปาลจะเห็นว่าการกลับมาของกษัตริย์ แม้แต่กลับมามีบทบาทเฉพาะในทางพิธีการ จะเป็นพัฒนาการที่น่ายินดี
ในการให้สัมภาษณ์ที่ไม่บ่อยครั้งนัก คยาเนนทรา ชาห์ กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 24 ว่า เขาถูกบังคับให้ลงนามในข้อตกลงกับฝ่ายค้านในปี 2549 ไม่กี่สัปดาห์หลังการประท้วงต่อต้านรัฐบาล อดีตกษัตริย์คยาเนนทรา กล่าวว่า "ข้อตกลงนี้รวมไปถึงการรื้อฟื้นสภาที่ถูกยุบไปด้วย และรวมทั้งการตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่างๆ การฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมือง"
อดีตกษัตริย์กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองเหล่านี้จะต้องตอบให้ได้ถึงพฤติกรรมของพวกเขา

จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบสาธารณรัฐ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปี 2551 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเนปาลที่มาจากการเลือกตั้งลงมติให้เนปาลเป็น สาธารณรัฐด้วยมติเห็นชอบ 560 เสียง จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 601 คน โดยมีผู้คัดค้าน 4 คน
โดยก่อนหน้านี้กษัตริย์คยาเนนทราได้ขึ้นครองราชย์ในปี 2544 หลังกษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์พร้อมพระราชินีอิชวายาร์และพระบรมวงศานุวงศ์ รวม 10 พระองค์ในการ "สังหารโหดในพระราชวัง" โดยเจ้าชายดิเพนทราพระโอรสของกษัตริย์พิเรนทรา ซึ่งยิงพระองค์เองเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย
ต่อมาในปี 2548 กษัตริย์คยาเนนทราได้ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนและเปลี่ยนปกครองจากระบอบ ประชาธิปไตยรัฐสภา ที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มาเป็นการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แทน โดยกษัตรย์คยาเนนทราให้เหตุผลการยึดอำนาจว่าต้องการปราบกบฎเหมาอิสต์ แต่ทันทีที่พระองค์ยึดอำนาจ ได้เริ่มจับกุมฝ่ายต่อต้าน ขณะที่พระองค์ต้องต่อสู้กับฝ่ายกบฎเหมาอิสต์ที่นับวันก็กล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆ และเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นในเนปาล
ต่อมาในเดือนเมษายนปี 2549 เกิดการประท้วงกษัตริย์คยาเนนทราอย่างขนานใหญ่เพื่อเรียกร้องให้คืนการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย และหลังจากพระองค์ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน กบฎเหมาอิสต์ก็ยุติสงครามกลางเมืองและร่วมกระบวนสันติภาพกับบรรดาพันธมิตร พรรคการเมืองทั้ง 7 ในสภา และในเดือนเมษายนปี 2551 ในการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ พรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) ก็ได้ที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้ง และมีการลงมติให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐในเดือนพฤษภาคมปี 2551

ฉลอง 20 ปีสหกรณ์ปลอดดอกเบี้ยปัตตานี ทรัพย์สิน 1,200 ล้านเตรียมขยายสู่อาเซียน

ที่มา ประชาไท

 

สหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟาน สถาบันการเงินปลอดดอกเบี้ยรูปแบบอิสลาม ฉลองครบรอบ 20 ปี มีทรัพย์สินกว่าพันล้าน สมาชิก 7 หมื่น พร้อมขยายสู่อาเซียน 
 
 
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 กรกฎาคม 2555 ที่หอประชุมใหญ่ของสนามกีฬากลางจังหวัดปัตตานี สหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟาน จำกัด จัดงานครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงถึงความสำเร็จของการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์แบบอิสลามซึ่งปลอด ดอกเบี้ย โดยมีสมาชิกเข้าจำนวนมากกว่า 1,000 คน 
 
โดยมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องเศรษฐกิจกับประชาคมอาเซียนในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายมีการบรรยายพิเศษการเตรียมความพร้อมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ อิบนูอัฟฟาน จำกัด สู่ประชาคมอาเซียน ในมิติของโลกมุสลิม โดย ดร. อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา และการบรรยายพิเศษการพัฒนาเศรษฐกิจอิสลามอาเซียนโดยดาโต๊ะซรีอันวาร์ บินอิบรอฮิม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของมาเลเซีย
 
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานที่ปรึกษาสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟาน เป็นประธานเปิดงาน กล่าวถึงผลการดำเนินงานของสหกรณ์อมมทรัพย์อิบนูอัฟฟานว่า ปัจจุบันมีทั้งหมด 11 สาขา อยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลา โดยสาขาล่าสุดคือสาขาเบตง ปัจจุบันมีสมาชิกรวมกว่า 7 หมื่นคน มีสินทรัพย์รวมกว่า 1,200 ล้านบาท
 
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถา เรื่อง “เศรษฐกิจอาเซียน เศรษฐกิจชุมชน” ว่า สหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟาน เริ่มต้นจากเงินทุน 25,000 บาท มีสมาชิก 20 คน ปัจจุบันมีเงินออม 1,200 ล้านบาท มีสมาชิก 7 หมื่นคน ถือว่าเป็นสถาบันการเงินที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่มาก แต่ยังสามารถเติบโตได้อีกต่อไป โดยเสนอให้สหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟาน ทำธุรกิจเพื่อสังคม เช่น ด้านสุขภาพ ซึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสิ่งไม่ดีต่อสุขภาพเยอะ จึงสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนในพื้นที่ได้อีก และยังได้แนะนำว่า ให้เข้าไปลงทุนในต่างประเทศด้วย
 
ดร.แวอาแซ  แวหามะ ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟาน  เปิดเผยว่า สหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานเริ่มก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2535 ช่วงเริ่มต้นมีสมาชิก 20 คน ด้วยเงินออมกว่า 20,000 บาท และเพิ่มขึ้นเป็น 200 คนภายในปีเดียว หลังจากนั้นสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานก็เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
 
ดร.แวอาแซ เปิดเผยอีกว่า ช่วงปี 2539-2540 หรือช่วงต้มยำกุ้ง เป็นช่วงที่มีปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัวมากที่สุด แต่ด้วยสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานเป็นสถาบันทางการเงินที่ใช้หลักศาสนาอิส ลามเข้ามาจัดการและบริหาร จึงทำให้ไม่ประสบปัญหาทางการเงินเหมือนสถาบันทางการเงินอื่นๆ และหลังจากนั้น 4 ปีสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี 2545 มีจำนวนเงินหมุนเวียนในสหกรณ์ถึง 300 ล้านบาท
 
“ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานมีเงินหมุนเวียน และอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งสิ้นถึง 1,200 ล้านบาท โดยขณะนี้ตนได้ให้ความรู้แก่ผู้เข้าใช้บริการและพนักงานผู้ให้บริการ ถึงการปรับตัวเข้าสู่เสรีอาเซียน ซึ่งการปรับตัวที่เป็นรูปธรรม คือ การให้ความรู้ด้านภาษาแก่พนักงานผู้ให้บริการ แต่เนื่องจากปัจจุบันพนักงานทั้งหมดของสหกรณ์อิบนูอัฟฟานใช้ภาษาไทยและภาษา มลายูถิ่นในการสื่อสารเพื่อให้บริการแล้ว ตนจึงเพิ่มการอบรมภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับให้กับพนักงานทุกคนของสหกรณ์ออม ทรัพย์อิบนูอัฟฟานด้วย” ดร.แวอาแซ กล่าว
 
พ.ต.อ.ทวี  สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) กล่าวในงานครบรอบ 20 ปีสหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานว่า ศอ.บต.ได้เตรียมความพร้อมด้านเศรษฐกิจด้วยการ ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากขึ้น และตนมองว่าควรส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านศาสนาในภูมิภาคอาเซียนมากที่สุด
 
ส่วนบรรยายกาศในงาน มีการจัดวางของจำหน่ายของใช้ อาหารของกิน จากสมาชิกสหกรณ์และมีการจับรางวัลโครงการคืนกำไร 20 ปี 20 คัน สร้างความประทับใจ และดีใจให้กับเหล่าสมาชิกได้มากทีเดียว

ชายแดนใต้ได้เปรียบแต่ไม่พร้อม ชี้ผลิตคน 7 อาชีพชั้นสูงไม่ทันสู้กระแสอาเซียน

ที่มา ประชาไท

 

เลขาธิการอาเซียน ชี้ชายแดนใต้ได้เปรียบ คนพื้นที่พูดมลายูเหมือนคนส่วนใหญ่ แต่ต้องปรับสำเนียงให้ถูกต้อง แนะรัฐปรับมุมมองต่อคนพื้นที่ ชี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ย้ำสถาบันการศึกษาต้องปรับตัว พร้อมผลิตบุคลากรคุณภาพสูง ปัจจุบันยังผลิตคน 7 อาชีพที่เปิดเสรียังไม่พอ เกรงแข่งขันคนต่างชาติไม่ได้
 
 
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 กรกฎาคม 2555 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดปัตตานี นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถา เรื่อง “เศรษฐกิจอาเซียน เศรษฐกิจชุมชน” ในงานครบรอบ 20 ปี สหกรณ์ออมทรัพย์อิบนูอัฟฟานว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความได้เปรียบมากกว่าส่วนอื่นของไทยในการเข้าสู่อา เซียน แต่สถาบันการศึกษาในพื้นที่โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังส่งคน เข้าเรียนใน 7 สาขาอาชีพที่จะเปิดเสรีได้ยังไม่เพียงพอ
 
นายสุรินทร์ กล่าวอีกว่า ในอาเซียนมี 7 อาชีพที่จะเปิดเสรี ซึ่งจะเรียนและทำงานที่ไหนก็ได้ ทั้ง 7 สาขาอาชีพดังกล่าว ได้แก่ อาชีพวิศวกร พยาบาล สถาปนิก การสำรวจ นักบัญชี ทันตแพทย์ และแพทย์ ซึ่งคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยิ่งได้เปรียบกว่าที่อื่นของประเทศหากมีคนที่ เรียนจบในสาขาอาชีพดังกล่าว 
 
นายสุรินทร์ กล่าวว่า ในภาคใต้มีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหรือโรงเรียนปอเนาะกว่า 400 แห่ง สามารถผลิตนักเรียนได้ปีละ 5,000 คน แต่ยังไม่สามารถส่งคนไปเรียนหมอ หรือเรียนใน 7 สาขาอาชีพดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้นสถาบันการศึกษาในพื้นที่ต้องปรับตัวให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของ ทุกกระแส ขณะเดียวกันพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องเข้าใจอนาคตลูกหลานด้วยว่าจะต้องแข่งขันกับใครในเวทีอาเซียน ถ้าทำไม่ได้ ลูกหลานจะสู้คนอื่นไม่ได้ และจะอ่อนเปลี้ยทันทีเมื่อต้องแข่งขันกับคนอื่น
 
นายสุรินทร์ กล่าวว่า ครึ่งหนึ่งของประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียน คือ คนที่พูดภาษามลายู ซึ่งตนได้บอกกับรัฐบาลเสมอว่า คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้พูดมลายูด้วย แต่เป็นมลายูท้องถิ่นปัตตานี ซึ่งเป็นทุนทางสังคมและทุนทางเศรษฐกิจที่ดีในการเตรียมเข้าสู่อาเซียน เนื่องจากสามารถเชิญชวนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทยได้ และสามารถทำให้ตราสินค้าไทยเป็นที่ยอมรับได้ของอาเซียนได้โดยคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในอาเซียน
 
“เมื่อวานที่กระทรวงมหาดไทย ผมพูดกับคนในกระทรวงมหาดไทยทั้งประเทศผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนท์ว่า ขอให้เปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองต่อคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ เพราะคนในพื้นที่สามารถพูดกับคนในอาเซียนได้ ถ้ารู้วิธีผันสำเนียงให้เป็นภาษามลายูกลางได้ ซึ่งโอกาสก็จะยิ่งเปิดมากขึ้น แต่อนาคตอาเซียนจะมีแต่การแข่งขัน อาเซียนจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทุกคนต่างมุ่งไปข้างหน้า ปัญหาคือ เรามีความพร้อมที่จะไปข้างหน้าหรือไม่” นายสุรินทร์ กล่าว