WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 10, 2012

สัมภาษณ์ "ญาติผู้ต้องขัง 112" ในวันแถลงเปิดตัวเครือข่าย

ที่มา ประชาไท



7 ก.ค. 55 - เวลา 13.00 น. ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา มีการแถลงข่าวเปิดตัว "เครือข่ายญาติและผู้ประสบภัยจากมาตรา 112"นำโดยญาติของผู้ต้องขังและผู้ต้องหาในคดีกฎหมายอาญามาตรา 112
ประชาไท เสนอบทสัมภาษณ์ถึงวัตถุประสงค์ ที่มาการรวมตัว และแผนกิจกรรมของเครือข่าย ผ่านการพูดคุยกับ สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข (ภรรยาสมยศ) กีเชียง ทวีวโรดมกุล (พ่อหนุ่ม เรดนนท์), รสมาลิน ตั้งนพกุล (ภรรยาอากง), ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ (ภรรยาสุรชัย)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่  เปิดตัวกลุ่มญาตินักโทษม. 112 'ส.ศิวรักษ์' เสนอขออภัยโทษทั้งหมด 12 ส.ค.

เหตุผล 10 ประการ ที่ต้องแก้รธน. โดยดร. จารุพรรณ กุลดิลก

ที่มา thaifreenews


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 10/07/55 ความจำสั้น..หรืออคติบังตา

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เลยเล่นเกม การเมือง เรื่องสกปรก
แล้วหยิบยก คำมารยา มาตอแหล
วิปริต บิดเบือน มิเชือนแช
คือของแท้ ทาสอำมาตย์ อุบาทว์ชน....


นับวันยิ่ง เลอะเลือน เหมือนคนบ้า
ขุดคุ้ยหา เรื่องเฉไฉ ให้สับสน
จ้องทำลาย ประเทศไทย ให้อับจน
คิดวกวน แต่อิจฉา หน้าไม่อาย....


อคติ เลวระยำ ความจำสั้น
จึงมุ่งมั่น แต่เดินหน้า พาฉิบหาย
พวกอุปถัมภ์ คืออำมาตย์ สัญชาติฟาย
ผู้ทำลาย และเขียนบท กำหนดเกม....


ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ย้ำก่อนนั้น
เพื่อมุ่งมั่น เดินหน้า พาสุขเกษม
ชนในชาติ อยู่กินดี สุดปรีด์เปรม
เลยจัดเต็ม เสียงส่วนใหญ่ ไม่รอรี....


ฟังเสียงร้อง โหยหวน รัญจวนหา
ช่างสมเพช เวทนา ไอ้หน้าหมี
"รักทักษิณ" หนักหัวใคร ไอ้อัปรีย์
มันยังดี กว่าพวกชั่ว ตัวสามานย์....


๓ บลา / ๑๐ ก.ค.๕๕

'ธาริต' แถลงไร้ชายชุดดำเผาเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 10 กรกฎาคม 2555 >>>






'ธาริต' แถลงไร้ชายชุดดำเผาเซ็นทรัลเวิลด์ แจงจับกุมคนร้ายส่งฟ้องคดีวางเพลิง-ลักทรัพย์ได้ 9 ราย ยันไม่กระทบคดีก่อการร้าย

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงความคืบหน้าคดีวางเพลิง เผาทรัพย์และลักทรัพย์เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ว่า ไม่มีชายชุดดำเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่มีผู้ต้องหา 9 ราย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ ประกอบด้วยนายพินิจ จันทร์ณรงค์ นายวิศิษฏ์ แกล้วกล้า นายภาสกร ไชยสีทา นายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม นายอัตพล วรรณโต นายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ นายพรชัย โลหิตดี นายยุทธชัย สีน้อย และนางเจียม ทองมา ซึ่งดีเอสไอได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2553
นายธาริต แถลงว่า ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2554 ลงโทษจำเลยทั้ง 7 คน ในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก. คนละ 6 เดือน และลงโทษจำเลย นายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม ในความผิดฐานลักทรัพย์เป็นเวลา 3 ปี รวมเป็น 3 ปี 6 เดือน ฐานความผิดอื่น ยกฟ้อง พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว
ส่วนผลคดีของนายภาสกร ไชยสีทา และนายอัตพล วรรณโต ขณะนี้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สืบพยานฝ่ายโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
นายธาริต ระบุด้วยว่า  คดีวางเพลิงพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน รับคดีและทำการสืบสวนสอบสวน ออกหมายจับผู้ต้องหารวม 7 คน คือ ชายไทยไม่ทราบชื่อ ปรากฏตามภาพถ่ายหมายจับผู้ต้องหาที่ 1 ชายไทยไม่ทราบชื่อ ปรากฏตามภาพถ่ายหมายจับ ผู้ต้องหาที่ 2 นายสายชล แพบัว ชายไทยไม่ทราบชื่อ ปรากฏตามภาพถ่ายหมายจับผู้ต้องหาที่ 4 นายพินิจ จันทร์ณรงค์ ผู้ต้องหาที่ 5 นายอัตพล วรรณโต ผู้ต้องหาที่ 6 และนายภาสกร ไชยสี
อย่างไรก็ตาม ต่อมาพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ขอศาลออกหมายจับเพิ่มเติม อีก 2 คน ตามภาพถ่าย รวมเป็น 9 คน  ทั้งนี้ผู้ต้องหาที่ 3 เดิมออกหมายจับตามภาพถ่าย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณสนามหลวง ทราบชื่อภายหลังว่า นายสายชล แพบัว ส่วนผู้ต้องหาที่ 5-7 นั้น เป็นผู้ต้องหาในคดีปล้นทรัพย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ได้ชี้ยืนยัน ตัวว่าเป็นผู้กระทำความผิดในการวางเพลิงด้วย สน. ปทุมวัน เห็นว่าเป็นคดีที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับคดีพิเศษ จึงส่งมาเป็นคดีพิเศษ
   "คดีวางเพลิงได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด และผลของเหตุการณ์ทำให้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้รับความเสียหายมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท และในที่เกิดเหตุพบนายกิตติพงษ์ สมสุข วัย 19 ปี ชาวจังหวัดศรีษะเกษ เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ ขณะนี้พนักงานอัยการได้ส่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 9 คน และได้ฟ้องนายสายชล แพบัว และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ ต่อศาลบอาญากรุงเทพใต้ คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ นัดสืบพยานพนักงานสอบสวนในวันที่ 21 และ 23 ส.ค. นี้ รวมทั้งทั้งได้ส่งฟ้องนายอัตพล วรรณโต และนายภาสกร ไชยสีทา ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 3 ส.ค. นี้เช่นกัน"
ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อไม่มีชายชุดจะเปลี่ยนจากคดีก่อการร้ายมาเป็นคดีวาง เพลิงเผาทรัพย์หรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า กรณีเซ็นทรัลเวิลด์ต้องแยกกัน ในเรื่องก่อการร้ายเป็นมิติภาพรวมมีการฟ้องคดี ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบพยานในชั้นศาล คดีเซ็นทรัลเวิร์ดมีการเข้าไปวางเพลิงเพื่อลักทรัพย์และสามารถจับตัวคนร้าย ได้ จึงชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับชายชุดดำ

ด่วน! ศาลเชียงรายกำลังจะสั่งขังทนายอานนท์ในคดีคนเสื้อแดง 5 คน ข้อหา "ละเมิดศาล"

ที่มา Thai E-News

 10 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์



 อานนท์ นำภา กับสามทนาย สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์



อานนท์ นำภา โพสต์ที่หน้าเฟซบุ๊คเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาว่า
ศาลจังหวัดเชียงรายกำลังจะสั่งขังผมข้อหาละเมิดอำนาจศาล
เพราะผมคัดค้านว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลขัดรัฐธรรมนูญ

ผมนั่งรอตำรวจศาลอยู่ ด้วยความยินดีที่ได้ทำหน้ามี่ทนายเสื้อแดง !
  
บก.ลายจุด  ให้ข้อมูลต่อว่า 
ทนายอานนท์ นำภา ไปเป็นทนายให้กับเสื้อแดง 5 คนในคดีผ่าฝืน พรก ฉุกเฉินที่เชียงราย เป็นคดี พค 53 ในศาลชั้นต้น ทนายพยายามยื่นขอให้มีการเบิก พยานฝ่ายจำเลย ได้แก่ อดีตผู้ว่าเชียงราย รองผุ้ว่าเชียงราย นักวิชาการอย่าง อ.คณิณ บุญสุวรรณ์ และ แกนนำ ณัฐวุฒิ แต่ศาลไม่อนุมัติให้มีการนำคนเหล่านี้มาเป็นพยาน ทนายจึงโต้ว่าเป็นสิทธิตาม รธน และ ขอเปลี่ยนผุ้พิพากษาในคดีนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาเรียกตำรวจศาลมาควบคุมตัวและขณะนี้กำลังปรึกษากับหัวหน้าศาลจังหวัดว่าจะขอควบคุมตัวในข้อหาหมิ่นอำนาจศาล
 ล่าสุด Nithiwat Wannasiri สรุปเรื่องราวทั้งหมดจนถึงบัดนี้ให้ทราบกันว่า


เรื่องเกิดขึ้นที่ ศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อทีมทนายจากสำนักงานกฎหมาย ราษฎรประสงค์ นำโดยทนาย อานนท์ นำภา ทนาย ยุทธการ โสภัณนา และทนาย อานนท์ ง.(งามสนิท) รับช่วยว่าความคดีพี่น้องเสื้อแ
ดง

ทนายอานนท์ นำภา ได้เสนอรายชื่อพยานจำเลยให้ศาลพิจารณา ซึ่งได้เสนอ อ.คณิต ณ ณคร ฯลฯ แต่ศาลพิจารณาตัดออก ให้เหลือจำเลยเป้นพยานให้ตนเองเพียงคนเดียว ด้วยอ้างเหตุผลแห่งการพิจารณาอย่างรวดเร็ว

เมื่อกฎหมายบัญญัติไว้ ว่าต้องเปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ในการที่จะพิสูจน์ว่าตนบริสุทธิ์ ซึ่งหากศาลใช้ดุลพินิจตัดพยานจำเลยออกแล้วนั้น โดยอ้างการพิจารณาอย่างรวดเร็ว คงจะขัดกับหลักการในการใช้สิทธิต่อสู้คดีดังกล่าว

ทีมทนายความจากสำนักกฎหมายราษฎร์ประสงค์จึงแถลงคัดค้าน และยืนยันว่าการกระทำของศาลขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคู่ความ ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้มอบสิทธินั้นไว้

ทำให้ไม่เป็นที่พอใจของผู้พิพากษาเป็นอย่างมากและประกาศจะสั่งขังทนายอานนท์ นำภา ในข้อหา"ละเมิดอำนาจศาล" ขณะนี้ทีมทนายกำลังรอคำสั่งวินิจฉัย จากอธิบดีภาค 5

โปรดร่วมกันติดตาม ว่าทนายอานนท์ นำภา จะถูกจำคุกด้วยข้อหาละเมิดศาลหรือไม่!!
อย่างไรก็ตาม ทนายอานนท์กล่าวทิ้งท้ายไว้ทางหน้าไอดีเฟสบุคว่า  "ผมนั่งรอตำรวจศาลอยู่ ด้วยความยินดีที่ได้ทำหน้าที่ทนายเสื้อแดง !"
Nithiwat Wannasiri มูลเหตุของการแถลงคัดค้าน และขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา ที่ทำให้ทนายอานนท์ถูกตำรวจศาลล็อคตัว เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
อานนท์ นำภา

เฮ้อ...มาศาลคดีเสื้อแดงเชียงรายคราวนี้ไม่ราบรื่นเอาเสีียเลย

วันเดียวศาลเลื่อนและเปลี่ยนคนพิจารณาถึงสองบัลลังค์ ทั้งยังจะตัดพยานเราอีก ไอ้เราก็ไม่เขาใจว่าโจทก์ฟ้องเสื้อแดงว่าไปเผยแพร่ข่าวบิดเบือน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อประชาชน โดยไปพูดว่า "รัฐบาลสั่งทหารให้ออกมาฆ่าประชาชน ..." ไอ้เราก็เสนอพยานเป็น อ.คณิต ณ นครหรือตัวแทนจาก คอป.เข้าเป็นพยานจำเลยเบิกความถึงผลการสืบสวน แต่ศาลบอกว่าไม่เกี่ยวกับคดี เราก็แย้งไปว่าเกี่ยวสิ ถ้าที่พูดไปเป็นความจริงมันจะผิดได้อย่างไร ศาลเลยเลื่อนให้เราเขาแถลงเหตุผลในการสืบพยานใหม่พรุ่งนี้ เฮ้อ....

เลยต้องอยู่ต่ออีกวัน :p

RED EUฮือฟ้องโลกร่วมใจต้านภัยตลก.จ้องล้มรัฐบาล

ที่มา Thai E-News




วันที่ 10 กรกฎาคม 2555


เรื่อง เตรียมพร้อมต่อต้านการรัฐประหารโดยศาลรัฐธรรมนูญ

ถึง พี่น้องเสื้อแดงและผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลก


ด้วยพฤติกรรมการแสดงออกของศาลรัฐธรรมนูญ ได้ปรากฏชัดว่า เป็นร่างทรงของระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่คอยจ้องทำลายรัฐบาลในระบอบ ประชาธิปไตย ด้วยการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาชนตามครรลองระบบประชาธิปไตย ดังเช่นที่เคยทำมาแล้วโดยใช้ ล้มรัฐบาล นาย สมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ด้วยเหตุผลที่ใช่เหตุผล และขณะนี้ส่อแววว่าจะใช้ “ดุลพินิจตามสั่ง ” ล้มรัฐบาล นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกแล้ว

ดังนั้นหาก ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญยังลุแก่อำนาจและพร้อมจะออกคำพิพากษาตามสั่งใน วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม นี้ โดยกล่าวให้ร้ายว่า “ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์” แล้ว ย่อมเป็นการส่งสัญญาณชัดแจ้งว่าการล้มรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ จะเกิดขึ้นต่อมาในอีกไม่ช้า

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องเสื้อแดงและผู้รักความเป็นธรรมในต่างประเทศทุกประเทศ ออกมาแสดงพลังด้วยการยื่นหนังสือต่อสถานทูตไทยในทุกประเทศเพื่อประท้วงและ ต่อต้านพฤติกรรมการพิพากษาตามสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมส่งสำเนาคำประท้วงให้แก่  ต่างประเทศและสื่อมวลชนของประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ที่นั้นๆด้วยโดยพร้อม เพรียงกัน

ด้วยความเคารพนับถือ

กลุ่ม นปช.แดง ยุโรป

( UDD.THAI OF EUROPE )

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:RED USAจี้ตลกออกยกชุดหวั่นพระปรมาภิไธยเสื่อม

Monday, July 9, 2012

ศุกร์ 13 เพื่อไทย สยอง? (ภาคแรก)

ที่มา ประชาไท

 

ผู้เขียนได้เข้า ฟังการไต่สวน ณ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และได้บันทึกสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของศาลไปพร้อมกับเนื้อหาการไต่สวน ซึ่งมีประเด็นควรแก่การขบคิดก่อนศาลจะมีคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม ดังนี้
1. ศาลไต่สวนเพียงสองวัน ‘หยาบสั้น’ ไปหรือไม่ ?
แม้ผู้เขียนจะเป็น ‘ฝ่ายผู้ดู’ แต่ก็รู้สึกอึดอัดแทนทั้ง ‘ฝ่ายผู้ร้อง’ (ที่ต้องการยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญ) และ ‘ฝ่ายผู้ถูกร้อง’ (ที่ต้องการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ) ซึ่งต่างมีประเด็นที่จะอธิบายซักถามจำนวนมาก แต่กลับถูกบีบคั้นโดยกรอบเวลาที่ศาลกำหนด
ปกติคดีส่วนตัวธรรมดาระหว่างคนสองคน ยังนำสืบพยานกันได้หลายนัดหลายวัน มาคดีนี้มีคู่ความฝ่ายละหลายราย และอาจมีผลรุนแรงถึงขั้นยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก แล้วเหตุใดศาลจึงรวบรัดไต่สวนพยานเพียงสองวัน และใช้เวลาเพียง ‘วันเดียว’ ในการทำคำวินิจฉัยหลังกำหนดแถลงปิดคดี ?
แม้ศาลมีอำนาจควบคุมการไต่สวนให้มีประสิทธิภาพ (ซึ่งหลายจังหวะศาลทำได้ดี) แต่ศาลก็พึงระลึกว่า ‘ระบบไต่สวน’ ไม่ได้แปลว่าศาลจะรวบรัดเวลาได้เสมอ ตรงกันข้าม การที่ศาลแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง กลับทำให้ศาลต้อง ‘ซักถามสนทนา’ ถึงประเด็นที่แสวงหามา เพื่อให้คู่ความได้ทราบและชี้แจงอย่างเต็มที่ การไต่สวนจึงไม่ได้สำคัญที่ ‘การฟัง’ ของศาล หรือ ‘การอ่าน’ เอกสารในสำนวนก่อนหรือหลังวันไต่สวนเท่านั้น
 แต่ปรากฏว่าตลอดสองวัน ‘ศาลซักถามน้อยมาก’ และดูไม่จดประเด็นเสียด้วย หากศาลถามได้มากและโยงเข้าเนื้อหาสำนวนได้ แสดงว่าศาลทำการบ้านอ่านสำนวนมาล่วงหน้า และจดคำตอบสำคัญโดยไม่ต้องรอถอดเทป แต่คดีนี้ก็มีจังหวะที่ศาลเองดูไม่แน่ใจว่ามีเรื่องใดซ้ำกับเอกสาร ปล่อยให้พยานต้องบอกว่าตอบไปแล้วในเอกสาร
ความรวบรัดที่ว่านำไปสู่ ‘สิ่งที่ไม่คาดนึก’ คือ มีจังหวะที่ตุลาการเอียงตัวไปโต้เถียงกันสั้นๆ ภาพที่เห็นเข้าใจได้ว่า ตุลาการท่านหนึ่งประสงค์ให้พยานได้ถูกซักเพิ่มในประเด็นที่ตนสนใจ แต่ตุลาการอีกสองท่านส่ายหน้าว่าต้องพอแล้ว   ซ้ำร้าย บางท่านยังพิงหลังหลับตาเป็นระยะ ขณะที่บางท่านลุกไปนอกห้องนานพอสมควร (แต่บางท่านก็ไม่ได้ลุกออกไปเลย)
 ‘ภาพน่าตะลึง’ อีกภาพ คือ วิธีการและจังหวะที่ประธานศาลใช้ถาม ‘นายโภคิน พลกุล’ ขณะ กำลังพูดเสร็จ แทนที่จะถามพยานตามปกติ กลับโต้เถียงประหนึ่งถามค้านพยานและสรุปความเบ็ดเสร็จเสียเอง และในขณะที่พยานมีมารยาทพอที่จะไม่เถียงศาลต่อ ก็มีเจ้าหน้าที่นำเอกสารมาให้พยานลงชื่อจนรวบรัดให้ต้องลุกไปจากเก้าอี้ (ชมคลิปได้ที่ http://bit.ly/VPCONS)
โดยภาพรวมจึงน่าเคลือบแคลงว่า แม้วันนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัย แต่ ‘ความไม่ยุติธรรมเชิงกระบวนการ’ ก็อาจเกิดขึ้นเสียแล้ว!?
2. ฝ่ายใดดูเป็นฝ่ายที่ ‘ได้เปรียบ’ ?
จากการไต่สวนทั้งสองวัน ตอบว่า ‘ฝ่ายศาล’ เป็นฝ่ายได้เปรียบมากที่สุด เพราะวันนี้ศาลได้เพิ่มอำนาจให้ตนเองอย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่ในแง่การรวบรัดการพิจารณาคดีเท่านั้น แต่ยังตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 อย่างกว้างขวาง ทำให้อัยการสูงสุดไร้ความหมาย
และศาลได้ตีความกฎหมายให้กลายเป็น ‘ไทม์แมชชีนข้ามเวลา’ สามารถ ตรวจสอบอดีตที่จบสิ้นลงแล้ว เช่น กรณีการตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่คุณเรืองไกรร้อง หรือ แม้ในคดีนี้ ก็มีการพิจารณาสิ่งที่จบสิ้นไปแล้ว เช่น การเสนอญัตติ หรือ สิ่งที่ต้องรออนาคต เช่น การทำงานของ ส.ส.ร. หรือ การตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญโดยประธานรัฐสภา
นอกจากนี้ ศาลได้เรียงประเด็นพิจารณา ‘อย่างน่าเคลือบแคลง’ 4 ลำดับ คือ
(1) ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้หรือไม่
(2) มาตรา 291 จะถูกแก้ให้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้หรือไม่
(3) การแก้ 291 เป็นการกระทำที่ต้องห้ามตาม มาตรา 68 หรือไม่
(4) มีการกระทำที่นำไปสู่การยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่
ข้อที่น่าเคลือบแคลง คือ ‘การเรียงและแยกประเด็นที่ (2) และ (3) ออกจากกัน’ เพราะศาลไม่มีอำนาจตีความมาตรา 291 โดยตรงแต่อย่างใด กล่าวคือ ประเด็นของคดีนี้ คือ มาตรา 68 ศาลจึงต้องอธิบายเสียก่อนว่า การล้มล้างการปกครองฯ ที่ต้องห้ามตาม มาตรา 68 นั้น มีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไร จากนั้น จึงไปพิจารณาข้อเท็จจริงว่า การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 ที่ผ่านมานั้น เข้ากรณีต้องห้ามตามมาตรา 68 หรือไม่ และโดยตรรกะแล้ว การทำผิดหลักเกณฑ์ มาตรา 291 ใช่ว่าจะต้องผิด มาตรา 68 เสมอไป
แต่ศาลกลับไปเรียงลำดับพิจารณาประเด็น มาตรา 291 เสียก่อน ประหนึ่ง ‘ตั้งธง’ ว่าหากมาตรา 291 ไม่เปิดช่องให้นำไปสู่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ การแก้ไขมาตรา 291 ในครั้งนี้ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องห้ามตาม มาตรา 68 ทันที ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการเรียงลำดับประเด็นที่ผิดตรรกะและน่าเคลือบแคลง อย่างยิ่ง
3. ‘แนวทางการตัดสิน’ เป็นไปได้กี่แนวทาง?
คำวินิจฉัยที่ศาลจะได้อ่านในวันที่ศุกร์ที่ 13 นี้ มีความเป็นไปได้ ‘หกแนวทาง’ ด้วยกัน
(1) ยกคำร้อง ด้วยเหตุว่า ‘กระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย’ เพราะข้ามขั้นตอน ‘อัยการสูงสุด’
ข้อสังเกต: สมัย คดี(ไม่)ยุบพรรคประชาธิปัตย์’ (คำ วินิจฉัยที่ 15/2553) แม้ศาลจะรับคำร้องและไต่สวนคดีจนเสร็จแล้ว แต่สุดท้ายศาลก็อ้างเหตุ ‘ผิดขั้นตอน กกต.’  มายกคำร้องโดยไม่วินิจฉัยว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดหรือไม่  
(2) ยกคำร้อง ด้วยเหตุว่า การกระทำ ‘ไม่เข้าลักษณะการใช้สิทธิเสรีภาพ’ แต่เป็นการ ‘ใช้อำนาจหน้าที่’ ศาลจึงไม่สามารถก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยการใช้อำนาจของรัฐสภาได้
ข้อสังเกต: รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 บัญญัติแยกแยะ ‘การใช้อำนาจ’ ให้แตกต่างจาก ‘สิทธิและเสรีภาพ’ อย่างชัดแจ้ง (ดูเพิ่มที่ http://bit.ly/article68 )
(3) ยกคำร้อง ด้วยเหตุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ ‘บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ’ ตามมาตรา 291 ศาลจึงไม่อาจนำ มาตรา 68 มาวินิจฉัยปะปนกันได้
ข้อสังเกต: สมัย คดีพรรคประชาธิปัตย์แก้รัฐธรรมนูญ (คำสั่งที่ 4/2554) ศาลได้อธิบายชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ ‘บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ’ ตามมาตรา 291 จึงนำไปปะปนกับ มาตรา 154 ไม่ได้
(4) ยกคำร้อง ด้วย เหตุว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้าลักษณะการใช้สิทธิเสรีภาพที่ศาลตรวจสอบได้ แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นเพียงการคาดคะเน หรือ ‘มีกระบวนการป้องกันไม่ให้มีการล้มล้างการปกครองฯ ที่เพียงพอ’
ข้อสังเกต: สมัย คดีฟ้องนายกอภิสิทธิ์ (คำ สั่งที่ 14/2553)  ศาลได้ตีความข้อกำหนดวิธีพิจารณา ข้อ 18 ซึ่งใช้กับคำร้องในคดีนี้ว่า คำร้องต้องไม่เป็นเพียง ‘การคาดคะเน’ หรือ ‘การตั้งข้อสงสัย’ หรือ ‘การอาศัยศาลเป็นเครื่องมือในการแสวงหาพยานหลักฐาน’
(5) วินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ แต่ด้วยเหตุว่าการกระทำของผู้ถูกร้อง (ทั้งหมดหรือบางราย)  ยังไม่เสร็จสิ้น หรือยังไม่รุนแรง หรือไม่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมือง จึงสั่งห้ามเพียงการกระทำ แต่ไม่สั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง
(6) วินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ   และสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง
จากหกแนวทางนี้ ศาลมีแนวโน้มจะตัดสินไปในทางใด แต่ทางมีผลแตกต่างกันอย่างไร และข้อต่อสู้ของ ‘ผู้ร้อง’ และ ‘ผู้ถูกร้อง’ เรื่องใดที่ศาลน่าจะให้ความสำคัญมากที่สุด การยุบพรรคในคราบมาตรา 68 จะนำไปสู่คราบเลือดคนไทยหรือไม่ โปรดติดตามได้ในบทความภาคจบ


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ โปรดดู http://bit.ly/VPCONS

จดหมายเปิดผนึก 'เร็ด ยูเอสเอ' ถึง ตลก.ศาล รธน. ให้ลาออกก่อนเสื่อมเสียถึงพระปรมาภิไธย

ที่มา ประชาไท

 

สำเนาถึง: 
                นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
                นายจรัญ ภักดีธนากุล
                นายชัช ชลวร
                นายจรูญ อินทจาร
                นายเฉลิมพล เอกอุรุ
                นายนุรักษ์ มาประณีต
                นายบุญส่ง กุลบุบผา
                นายสุพจน์ ไข่มุกด์
                นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะจักต้องลาออกในทันที เพื่อเปิดทางให้มีคณะตุลาการชุดใหม่มาทำหน้าที่แทนโดยการเลือกสรรผ่านกระบวน การประชาธิปไตย
ดังที่ชาวไทยกลุ่ม “เร็ด ยูเอสเอ” ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2555 เรียกร้องให้ลาออกทั้งคณะแล้วนั้น บัดนี้คณะ ตลก. ดังกล่าวยังคงดำเนินการอันขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ด้วยการเปิดไต่สวน และซักถามจากผู้ยื่นคำร้อง และต่อผู้ถูกร้องซึ่งได้รับคำสั่งจากศาลรัฐธรรมนูญให้ยับยั้งการลงมติร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 อันเป็นคำสั่งที่ไม่ครบองค์คดีความโดยมิบังควรด้วย
แม้นว่าระหว่างการไต่สวนจะมีตุลาการบางท่านขอถอนตัวจากองค์คณะ ซึ่งปรากฏว่าองค์คณะอนุมัติให้นายจรัญ ภักดีธนากุล ถอนตัวเนื่องจากถูกพาดพิงโดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ว่า นายจรัญเคยกล่าวก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าให้รับไปก่อนแล้วมาแก้ไขทีหลังได้ แต่สำหรับ ตลก. อีกสามท่าน คือนายนุรักษ์ มาประณีต กับนายสุพจน์ ไข่มุกด์ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานฯ ซึ่งเคยให้ความเห็นไว้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2554 ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาควรแก้ไขโดยวิธีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพียงมาตราเดียวเพื่อเปิดทางตั้ง ส.ส.ร. 3 แต่ว่าองค์คณะกลับไม่ยอมอนุมัติให้ถอนตัว
หากแต่การถอนตัว และแสดงความจำนงขอถอนตัวนั้น มิได้เป็นไปเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรม หรือแสดงให้เห็นว่า ตลก. เหล่านั้นมีจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชอบ (Accountability) ต่อการนำกฏหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 มาปรับใช้อย่างผิดๆ ให้คล้อยตามคำร้องของกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้าน และอดีตสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช..) ผู้กระทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เท่านั้นเอง จัดว่าเป็นการ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ถึงจะปกปิดหน้าตนเองมองไม่เห็นผู้ชี้ผิดแก่ตนได้ แต่ก็เปิดโปงความอัปลักษณ์ของสรีระเบื้องต่ำแห่งตนให้ปรากฏต่อสาธารณะด้วย
โดยเหตุที่การกระทำของตุลาการชุดนี้เข้าข่ายความผิดฐานเป็นกบฏต่อราช อาณาจักร ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 113 ความผิดถึงขั้นประหารชีวิต อีกทั้งเป็นองค์คณะที่มิได้ผ่านกระบวนการสถาปนาอย่างถูกต้องเหมาะสม กล่าวได้ว่าเป็นเพียงองค์คณะชั่วคราวที่ได้รับการแต่งตั้งโดยบทเฉพาะกาลแห่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา 300 น่าที่จะสลายตัวไปนานแล้วเมื่อมีการล้มเลิกคณะรัฐประหาร คมช. หากแต่ยังยืดเยื้ออยู่ในตำแหน่งกันด้วยข้ออ้างแห่งบุญญาบารมีในสถาบันพระมหา กษัตริย์ และเลี่ยงบาลีเอาเกณฑ์อายุขัยในตำแหน่งเป็นที่ตั้ง
ด้วยความผิดดังปรากฏ อย่างน้อยที่สุด ตลก. รธน. คณะดังกล่าวควรที่ต้องอยู่ในกระบวนถูกถอดถอนแล้วในขณะนี้ หากแต่เราเห็นว่าเพื่อมิให้เป็นการเสื่อมเสียไปถึงพระปรมาภิไธยซึ่งองค์คณะ ใช้อ้างอิง เราจึงเสนอให้ ตลก. ทั้งคณะลาออกด้วยตนเองมิให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทมากกว่านี้ ไม่บังควรที่จะทำเมินเฉยอีกต่อไป
เราขอย้ำอีกครั้งให้ตุลาการทั้งเก้าคนจัดการลาออกจากตำแหน่งโดยมิรอช้า เพื่อเปิดทางให้มีการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนว่าจะไม่กระทำผิดโดยลุแก่อำนาจเฉกเช่น ตลก. ชุดปัจจุบัน จึงควรที่จะมีการเลือกสรรตุลาการชุดใหม่เข้ามาแทนที่ด้วยกรรมวิธีอันสอด คล้องตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย

กลุ่มเร็ด ยูเอสเอ
9 กรกฎาคม 2555

ลุงนก: คนไทใหญ่กับการเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ (2)

ที่มา ประชาไท

 

 
นางสาวปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว จากโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT) บอกว่า ถึงแม้วันที่ 23 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา สิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ได้รับรองโดยมติคณะรัฐมนตรี ให้จัดตั้งกองทุนให้บริการด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ แต่ในความเป็นจริง ก็ยังมีคนที่ตกหล่น หายไป อย่างเช่น ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 0,กลุ่มผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ,กลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อรับใบอนุญาต หรือจะเข้ามาทำงานเกษตรกรรมตามฤดูกาล,ผู้ลี้ภัยที่ได้รับการดูแลให้อยู่ใน พื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งตามชายแดนไทย-พม่า และคนไร้รัฐ ไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล
“การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ อาจจะไม่ถูกปฏิเสธโดยตรง แต่ก็มีข้อจำกัด คือ ความยากจน ไม่มีเงินสำหรับค่ายา ค่าหมอ ค่าเดินทาง หรือแม้แต่กลัวว่าจะถูกจับหรือเปล่า ถ้าจะไปหาหมอ ผู้ป่วยก็ต้องทรุดหนักจริงๆ พอหายแล้วก็มีหนี้ก้อนใหญ่ตามมา เป็นภาระทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล เขาก็จะถูกทวงถามถึงเงินค้างชำระงวดก่อน มีหลายครอบครัวที่ยังคงทยอยจ่ายเงินคืนให้กับโรงพยาบาลแม้ว่าผู้ป่วยจะเสีย ชีวิตไปแล้ว”นางสาวปิ่นแก้ว กล่าว
นางสาวปิ่นแก้ว กล่าวต่อว่า แต่เราก็พบว่า มีสถานพยาบาลบางแห่งสามารถก้าวพ้นทัศนคติ การรับมือ การจัดการปัญหาแบบเดิมๆ เช่น การขายบัตรประกันสุขภาพทางเลือกสำหรับคนที่ไม่อยู่ในระบบประกันสุขภาพใดๆ อย่างเช่น ที่โรงพยาบาลสังขละบุรี,แม่สอด,ระนอง และสมุทรสาคร
“หรืออย่างกรณี โรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งรับภาระดูแลผู้ป่วยทุกคน ด้วยความเป็นโรงพยาบาลชายแดน จนกระทั่งประสบภาวะหนี้สินและค่าใช้จ่ายสังคมสงเคราะห์ อยู่ราว 36 ล้านบาทเศษๆ ก็ได้มีการก่อตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มฝาง ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า มูลนิธิไม่มีวัตถุประสงค์จะปลดเปลื้องหนี้สินที่โรงพยาบาลมี แต่จะทำให้โรงพยาบาลสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเบิกค่ารักษา พยาบาลจากกองทุนใดๆ ได้ และใช้จ่ายในส่วนที่เกินจากการสนับสนุนงบประมาณของส่วนราชการ”
โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ(SWIT) กล่าวอีกว่า ถึงเราไม่อาจห้ามความเจ็บป่วยได้ แต่เราคงไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยให้คนที่อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินไทย ยังมีคนอีกหลายคนต้องตกหล่นจากระบบประกันสุขภาพ ต้องทนทุกข์จากความป่วยไข้โดยไร้คนเหลียวแลรักษา
“ทางหนึ่งที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากปัญหาที่คนไข้หลายคนมักบอกว่า...ฉัน ไม่อยากไปหาหมอ เพราะไม่มีเงินจ่าย ก็คือ การช่วยกันผลักดันอย่างจริงจังและจริงใจ เพื่อทำให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้อย่างแท้จริง”
เช่นเดียวกับ อาภา หน่อตา จากเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ฯ(คชส.) ก็ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ที่ผ่านมาทางเครือข่ายฯ ได้มีการผลักดันเรื่องการเข้าถึงสิทธิ การเข้าถึงบริการทางสุขภาพของคนชาติพันธุ์มา 5 ปีแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ คนชาติพันธุ์ถูกเพิกถอนสิทธิในกองทุนสุขภาพ หรือบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค
“เพราะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ตีความกฎหมายว่า กองทุนสุขภาพให้บริการครอบคลุมเฉพาะผู้มีสัญชาติไทย ทำให้คนชาติพันธุ์ถูกยึดบัตรทอง เมื่อพวกเขาต้องรับภาระในการเสียค่าพยาบาลเอง ก็ทำให้ไม่กล้าไปโรงพยาบาล ถ้าจะไปก็ต้องเจ็บหนักจริงๆ”
ต่อมา เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี มีมติคืนสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ แต่คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้และเข้าถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้ต่อชีวิต ของเขาเลย
“แต่ในความเป็นจริง คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าพวกเขาได้สิทธินี้ เนื่องจากไม่ค่อยมีสื่อประชาสัมพันธ์ออกมาจากรัฐ ส่วนมากก็เป็นแค่คอลัมน์เล็กๆ ในหนังสือพิมพ์ เราก็พยายามสื่อสารว่า กองทุนนี้มันมีอยู่นะ”
ทั้งนี้ ตัวแทนเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ ได้เน้นย้ำว่า สิทธิทางสุขภาพต้องครอบคลุมคนทุกคน  ถึงมันไม่เกิดนโยบายสูงๆ ว่าทุกคนในประเทศไทยต้องเข้าถึงบริการทางสุขภาพ แต่ต้องเกิดการรับรู้ในกลุ่มภาคีเครือข่ายที่ช่วยกันทำช่วยกันเคลื่อนไหว
“ชุมชนต้องมีวิธีจัดการให้คนในชุมชนมีสิทธิเข้าถึงบริการทางสุขภาพโดย ชุมชนเข้ามาจัดการกันเอง” ตัวแทนเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ บอกย้ำ
ทั้งนี้ จากข้อมูลเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุจำนวนตัวเลขผู้มีปัญหาสถานะบุคคล 4 กลุ่ม รวมทั้งหมดทั้งสิ้น 3,262,056 คน โดยจำแนกไว้ดังนี้
1.แรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ พม่า ลาวและกัมพูชา (มีเลข 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 00) รวม 2,5181,360 คน
2.ชนกลุ่มน้อยที่เกิดหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย รวม 323,084 คน
3.คนไร้รัฐ/ไร้รากเหง้า หรือบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งกรมการปกครองได้เริ่มสำรวจตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2548 จำนวน 218,538
4.กลุ่มผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวแถบชายแดนไทย-พม่า ทั้ง 9 แห่ง รวม 138,076 คน
ซึ่งกรณีของลุงนก ชาวไทใหญ่คนนี้ น่าจะอยู่ในข่าย กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มคนไร้รัฐ/ไร้รากเหง้า หรือบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน


อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ลุงนก: คนไทใหญ่กับการเข้าถึงสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ (1)
ข้อมูลประกอบ
วารสาร เสียงชนเผ่า ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2555

เลื่อนไต่สวน "เสธฯไก่อู" คดีสังหารชาญณรงค์ เหตุกองทัพบกส่งหลักฐานเพิ่ม

ที่มา ประชาไท

 

(9 ก.ค.55) เมื่อเวลา 9.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 707 ศาลอาญา รัชดา ตามกำหนดการเดิม จะมีการนัดไต่สวนคดีเลขที่ อช.1/2555 กรณีการเสียชีวิตของนายชาญณรงค์ พลศรีลา แท็กซี่เสื้อแดงที่ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณปั้มเชลล์ ถ.ราชปรารภ ในบ่ายวันที่ 15 พ.ค.53 โดยมี พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด พร้อมด้วย นายทหารอีก 3 นายมาเบิกความ แต่เนื่องด้วยทางกองทัพบกแจ้งว่าจะมีการนำส่งหลักฐานเพิ่มเติม ศาลจึงมีคำสั่งในเวลา 11.00 น. ให้เลื่อนการไต่สวนนายทหารดังกล่าวไปในวันที่ 24 ก.ย.55
ทั้งนี้ในช่วงบ่ายของวันนี้จะมีการไต่สวน พ.ต.ท.สุรพล รื่นสุข ในคดีเดียวกันต่อ