WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 16, 2012

สุชาติ นาคบางไซ กับ 3 ปีในกรงขังเผด็จการ

ที่มา ประชาไท

 

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

สุชาติ นาคบางไซ เป็นนามแฝงของวราวุธ ฐานังกร ประธานกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เป็นผู้สร้างตำนานของการต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อันโด่งดัง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคนเสื้อแดงในรุ่นบุกเบิก เขาเป็นนักปราศรัย และนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว จนถูกตำรวจออกหมายจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระราชินี เขาหายตัวไปราวปีเศษจึงถูกจับกุม เขารับสารภาพในทันที เพราะรู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมในคดีหมิ่นเบื้องสูง ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือชก เพราะไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว และถูกจองจำด้วยความทุกข์ทรมานเป็นเวลายาวนาน เขาถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 3 ปี กลายมาเป็นนักโทษเต็มขั้นตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2553
วราวุธ ฐานังกร อายุ 54 ปี แต่งงานแล้วมีบุตร 3 คน จบการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่กลับหันมาประกอบอาชีพด้านไอทีในยุคโลกาภิวัตน์ จนเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร เขาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บบอร์ด Weekend Corner เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการสื่อสารบนอินเตอร์ชื่อดังหลายแห่ง ดังนั้นเมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการต่อต้านเผด็จการทหาร เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนในที่สุดนำมาสู่การพบปะพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ เป็นที่มาของการก่อตั้งกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการในเดือนพฤศจิกายน 2549
บทบาทของเขาถูกจับตามองเป็นพิเศษในฐานะที่เป็นแกนนำต่อต้านการรัฐประหาร อย่างห้าวหาญ ดุเดือด อันเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของเขา “สุชาติ นาคบางไซ” กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ยังมีส่วนสร้างกระแสคลื่นความคิดต่อต้านการรัฐประหารในเว็บบอร์ดการเมือง ซื่อดังหลายแห่ง มีการแสดงความคิดเห็นต่อกระแสการเมืองกันอย่างคึกคัก มีชีวิตชีวา มีการตอบโต้วาทะทางความคิดอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งเป็นเสมือนภูมิปัญญาของคนรุ่นใหม่ในโลกอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า “นักรบไซเบอร์” หลายคนรับรู้ความจริงด้วยข้อมูลมากมายที่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่าง อิสระ จนสามารถทะลุทะลวงผ่านมายาทางความคิดซึ่งถูกมอมเมา และครอบงำจากกรอบประเพณี จารีตนิยมเก่าแก่คร่ำครึมายาวนาน
กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการมีส่วนร่วมแข็งขันในการก่อตั้งแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเมื่อแกนนำ นปช.รุ่นแรกจำนวน 9 คนถูกจับกุมคุมขัง หลังจากนำประชาชนบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์จนเกิดเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 สุชาติ นาคบางไซ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแกนนำ นปช.รุ่น 2 ที่มีบทบาทสูงเด่นบนเวทีปราศรัยในเวลานั้น
หลังจากก่อตั้ง นปช. ขึ้นมาแล้วบรรดาสมาชิกกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการกระจายตัวไปตามจุดต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขยายแนวรบทางด้านสื่อสารมวลชนในรูปแบบของวิทยุ อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม แต่สำหรับสุชาติ นาคบางไซ ยังคงยืนหยัดในนามของกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการด้วยการจัดเวทีขนาดเล็กทุก วันเสาร์ที่สนามหลวงเป็นการให้ความรู้ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าการปราศรัยบน เวทีใหญ่ของ นปช.
ความคิดที่แหลมคม ก้าวหน้าและการเคลื่อนไหวที่ท้าทาย ดุเดือดของเขาทำให้แกนนำ นปช. ส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นการนำที่สุ่มเสี่ยงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมยืดเยื้อเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 เขานำมวลชนออกไปต่อต้าน จึงถูกกลุ่มพันธมิตรฯ เล่นงานจันหัวร้างข้างแตกไปหลายคน แต่สำหรับสุชาติ นาคบางไซ อัตราเสี่ยงของเขาคือความกล้าหาญ มุ่งมั่น และจริงใจในการเคลื่อนไหวต่อสู้
วันที่ 14 ตุลาคม 2552 เขาขึ้นเวทีปราศรัยซึ่ง นปช. จัดชุมนุมรำลึก 36 ปี 14 ตุลาคม การปราศรัยด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เขาจึงถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาดูหมิ่นพระราชินี ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา
ชีวิตการเป็นนักโทษการเมืองตามมาตรา 112 ไม่ต่างจากการเป็นเชลยศึก เพราะไม่มีสิทธิจะโต้แย้ง หรือต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เขาจึงตัดสินใจไม่ต่อสู้ในคดีนี้ และใช้ชีวิตการเป็นนักโทษอย่างเงียบ ๆ ในคุกตะราง เขาถูกขังอยู่ห้องหมายเลข 3 แดน 7 ในสภาพที่แออัดแน่นขนัด เขาอดทนกัดฟันอยู่กับความยากลำบากโดยไม่ได้ปริปากบ่น บุคลิกภาพความห้าวหาญจนดูเหมือนจะบ้าบิ่น กลายมาเป็นคนธรรมดา เงียบขรึม เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร
หลังการตายของอากง นักโทษ 112 สุชาติ นาคบางไซ ถูกย้ายมารวมกันที่แดน 1 ทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 สุชาติ จึงได้ย้ายมาอยู่ห้องขังเดียวกับสมยศ พฤกษาเกษมสุข, เลอพงษ์ (โจ กอร์ดอน), ธันย์ฐวุฒิ เขาจึงมีมีโอกาสพูดคุยกับนักโทษ 112 คนอื่น ๆ อยู่เสมอ
เขาได้ทำงานในฝ่ายควบคุมกลางเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในหน้าที่พิมพ์เอกสาร และงานธุรการ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขากลายเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม จนได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เป็นเวลา 9 เดือน ทำให้เหลือเวลาถูกจองจำจนถึงเดือนมกราคม 2556 แต่ถ้าในปี 2555 ในโอกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 80 ปีพระราชินี หากรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ เขาจะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 12 สิงหาคม 2555
สุชาติ นาคบางไซ ได้ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 โดยหวังว่าจะได้รับเมตตาให้เขาพ้นโทษได้ แต่เรื่องก็เงียบหายไปอีก แต่พอมาถึงเดือนมิถุนายน 2555 เมื่อเลอพงษ์ ได้รับแจ้งจากสถานทูตอเมริกาว่าการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษรายบุคคลได้ ผ่านพ้นขั้นตอนของกระทรวงยุติธรรมไปยังสำนักพระราชวังแล้ว ทำให้สุชาติ และเลอพงษ์ มีความมั่นใจว่าจะได้รับอิสรภาพก่อนกำหนด เขาดีใจและตื่นเต้นกับวันเวลาแห่งอิสรภาพ
ทั้งสุชาติ และเลอพงษ์ เก็บของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าพร้อมที่จะได้รับการปล่อยตัว เขาบอกลากับเพื่อนนักโทษ 112 ทุกวัน แต่เวลาผ่านมาหลายสัปดาห์ ไม่มีหมายปล่อยตัวจากสำนักพระราชวังที่ทั้งสองคนเฝ้ารอคอยอยู่ทุกนาทีที่ ผ่านไปในแต่ละวัน
เขารอคอยอิสรภาพ เพื่อคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัว ญาติ มิตร และแน่นอน กลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังไม่ลืมเขาประธานกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เขาปรารถนาจะคืนสังเวียนการต่อสู้อีกครั้งทุกเวที
มิถุนายน 2555

ตื่นจากฝันร้าย ทัศนะพุทธศาสนาต่อ Occupy Wall Street

ที่มา ประชาไท

 
David Loy เขียน
วิจักขณ์ พานิช กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร แปล

ภาพประกอบจาก http://www.ibtimes.com/articles/228475/20111010/occupy-wall-street-protests-protestors-paid-hired-jobs-volunteer-chicago-hispanic.htm
ในข้อเขียนชิ้นหนึ่งที่สะท้อนทัศนะพุทธศาสนาต่อประเด็น Occupy Wall Street (#OWS)  ไมเคิล สโตนได้ยกคำกล่าวของนักปรัชญา สลาวอย ชิเช็ค ผู้ปราศรัยต่อหน้าผู้ชุมนุม #OWS ที่สวนสาธารณะซัคกอตติ ในรัฐนิวยอร์ค เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ ไว้ดังต่อไปนี้
”พวกเขาบอกว่าเรามันก็แค่พวกเพ้อฝัน นักฝันที่แท้จริงคือพวกที่คิดว่าสิ่งทั้งหลายจะดำเนินอย่างที่มันเป็นต่อไป เรื่อยๆ   ดังนั้นเราจึงไม่ใช่นักฝัน  แต่เราคือผู้ตื่นจากฝันที่กำลังจะกลายเป็นฝันร้าย  เราไม่ได้กำลังทำลายสิ่งใด เราแค่กำลังเป็นสักขีพยานต่อระบบที่กำลังทำลายตัวมันเอง  เราต่างก็รู้ดีถึงฉากคลาสสิคจากหนังการ์ตูนทอมแอนด์เจอรี่ เจ้าแมวเดินมาถึงหน้าผา แต่กลับเดินต่อไปไม่รู้ไม่ชี้ เพิกเฉยราวกับไม่มีอะไรอยู่เบื้องล่าง  แต่แล้วเมื่อมันมองลงไปและเริ่มสังเกต มันก็ร่วงตกเหว  นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ที่นี่  เรากำลังบอกผู้คนในวอลล์ สตรีท ... เฮ้ย! มองข้างล่าง!”
ดังที่สลาวอยกล่าวและไมเคิลเน้นย้ำ  เรากำลังเริ่มตื่นขึ้นจากความฝันนั้น  นั่นถือเป็นวิธีอธิบายที่น่าสนใจ เพราะพระพุทธเจ้าก็ตื่นขึ้นจากฝันเช่นเดียวกัน  พุทธะ หมายถึง “ผู้ตื่น”  เขาตื่นขึ้นจากความฝันอันใดกัน  และความฝันนั้นสัมพันธ์กับฝันร้ายในยุคสมัยของเราหรือไม่?
ตั้งแต่แรกเริ่ม #OWS ถูกวิจารณ์ในความไม่ชัดเจนของข้อเรียกร้อง แม้จะชัดเจนว่า ต่อต้าน ระบบปัจจุบัน แต่ก็ไม่ชัดเจนนักว่าข้อเรียกร้องนั้นมีขึ้นเพื่ออะไร  จากนั้นดูเหมือนว่าการระดมความคิดและข้อมูลจะพัฒนาขึ้น  ผู้ประท้วงหลายคนเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีคนรวยให้สูงขึ้น เสนอให้มีการเสียภาษีการค้า (Tax on Trades) ที่เรียกว่า “โรบินฮู้ด” (โทบิน) และการปฏิรูประบบการเงิน เพื่อแยกธนกิจเพื่อการพาณิชย์กับธนกิจเพื่อการลงทุนออกจากกัน  ประเด็นเหล่านี้เป็นเป้าประสงค์ที่มีคุณค่า แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปว่าข้อเสนอเหล่านั้นในตัวมันเองจะแก้ไขปัญหาพื้น ฐานได้ทั้งหมด   เราต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกไม่พอใจอันไม่เฉพาะเจาะจงไปยังเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึก เพราะมันสะท้อนถึงการตระหนักรู้ทั่วไปอันไม่เฉพาะเจาะจง  การตระหนักรู้ที่ว่า...รากของวิกฤตนั้นหยั่งลึกมาก และเราต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก (ตรงตามตัว)
วอลล์ สตรีท คือส่วนที่มองเห็นและเข้มข้นที่สุดของฝันร้ายที่ใหญ่กว่านั้นมาก อันได้แก่ มายาคติแบบรวมหมู่ที่ว่า ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันทั้งในแง่โลกาภิวัฒน์ บริโภคนิยม และทุนนิยมบรรษัท ไม่ใช่แค่ระบบที่ดีที่สุด แต่เป็นระบบเดียวที่เป็นไปได้ ดังคำกล่าวอันลือลั่นของมากาเร็ต แท็ตเชอร์ที่ว่า “มันไม่มีทางอื่น”  ทว่าหลายเหตุการณ์ในรอบสองสามปีที่ที่ผ่านมาได้สั่นคลอนความมั่นใจที่ว่า นั้น  และเหตุการณ์ในสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา คือปฏิกิริยาสะท้อนการตระหนักรู้ที่ลุกลามออกไป ว่าระบบเศรษฐกิจของเรานั้นเอื้อประโยชน์ให้แก่คนมีอันจะกิน (พวก ๑ %) ในค่าใช้จ่ายที่คนชั้นกลาง (ลดเร็ว) และคนจน (เพิ่มเร็ว) ต้องเสีย  และแน่นอนว่ายังรวมถึงหายนะของระบบนิเวศทั้งหลาย ซึ่งจะส่งผลไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน  สิ่งที่เรากำลังตื่นขึ้นคือข้อเท็จจริงที่ว่าระบบอันอยุติธรรมนั้นกำลังพัง ครืนลง และมัน “สมควร” แล้วที่จะพัง เพื่อว่าทางเลือกอื่นจะสามารถพัฒนาขึ้นได้
ไม่เพียงแค่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก เพราะในความเป็นจริง หาได้มีเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจกับการเมืองไม่  ด้วยคำตัดสินของศาลสูงสุดต่อกรณี ”Citizens United” เมื่อปีที่แล้วที่ได้ยกเลิกเพดานเงินสนับสนุนที่บรรษัทข้ามชาติสามารถสนับ สนุนพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง อำนาจของบรรษัทยักษ์ใหญ่จึงสามารถเข้ามาควบคุมองค์กรส่วนกลางและหน่วยงานรัฐ ชั้นสูงทั้งหมด รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดีด้วย (โอบาม่าได้รับเงินสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งจากวอลล์ สตรีทมากกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆ ทั้งหมดตั้งแต่ปี ๑๙๙๑ เป็นต้นมา ซึ่งช่วยอธิบายทางเลือกที่น่าผิดหวังของที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของเขา)  วันนี้ปัญญาชนสามารถสลับหมวกไปมาได้อย่างง่ายดาย จากซีอีโอไปสู่ตำแหน่งในคณะรัฐบาล และอื่นๆ  เพราะว่าทั้งสองด้านต่างก็ยึดโลกทัศน์แบบเดียวกัน นั่นคือทางแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ  และแน่นอนว่าพวกเขาก็คือกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากวิสัยทัศน์แบบเกี๊ยะเซี๊ ยะนี้มากที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึงความท้าทายของพวกเราที่เหลือ ที่ต้องตระหนักว่ากลุ่มคนที่ควบคุมระบบการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมด แทบไม่มีความมุ่งมั่นใดๆ ต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากให้เกิดขึ้นได้เลย
แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะไม่ได้กลายเป็นตัวตลกแบบเดียวกับพรรครีพับลิกัน ทว่าในขั้นพื้นฐานนี้ก็แทบไม่มีข้อแตกต่างอะไรระหว่างพรรคการเมืองทั้งสอง  แดน แฮมเบิร์ก วุฒิสภาพรรคเดโมแคร็ตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวข้อสรุปจากหลายปีในการดำรงตำแหน่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า “รัฐบาลตัวจริงของประเทศเรา คือระบบเศรษฐกิจที่ถูกครอบงำโดยบรรษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งทำทุกวิถีทางให้รัฐต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา สร้างบรรยากาศและความมั่นใจต่อการลงทุน ที่บรรษัทเหล่านั้นและผู้ลงทุนสามารถแสวงหาผลกำไรเป็นตัวเลขมหาศาล อันเป็นเป้าหมายของทั้งสองพรรคใหญ่”  นอกจากนั้นเรายังมีรัฐสภาที่ดีที่สุดที่เงินสามารถซื้อได้  ดังที่วิล โรเจอร์ส ตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ยุค ๑๙๒๐
จากทัศนะของพุทธศาสนา ประเด็นคือระบบทั้งหมดนี้ไม่สอดคล้องกับคำสอนพุทธศาสนา เพราะมันเป็นระบบที่ส่งเสริมความโลภและความหลง อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์  แก่นของวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย อันดำรงอยู่ได้อย่างเป็นเอกเทศโดยตัวมันเอง และกระทำการเพื่อเป้าหมายแอบแฝงของตัวเองอีกด้วย  นอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์และโฆษณาชวนเชื่อต่อสาธารณะที่พวกเราต่างรู้ กันดี  สิ่งที่บรรษัทเหล่านั้นสนใจที่สุดแตกต่างไปจากสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเรา  บางครั้งเราจะได้ยินเกี่ยวกับ “บรรษัทรู้แจ้ง” ทว่าอุปมาอุปมัยนั้นหลอกลวงและไม่มีอะไรเหมือนกันระหว่าง “การรู้แจ้ง”แบบนั้น กับการรู้แจ้งที่สอนกันในพุทธศาสนา
อำนาจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของบรรษัทยักษ์ใหญ่ ค่อยๆ พัฒนาสู่ความเป็นสถาบันในปี ๑๘๘๖  เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ได้ออกกฏหมายให้บรรษัทเอกชนกลายเป็น “บุคคลโดยธรรมชาติ” ภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และได้รับการปกป้องภายใต้รัฐบัญญัติสิทธิ (Bill of Rights) ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น  นี่แสดงให้เห็นชัดถึงปัญหาอันน่าขัน ดังที่โปสเตอร์ของผู้ประท้วงหลายชิ้นได้อ้างถึง  บรรษัททั้งหลายไม่ใช่คน เพราะว่ามันคือการผลิตสร้างทางสังคม และที่แน่ๆ คำว่าการรวมตัวกันเป็นบริษัท (incorporations: from the Latin corpus, corporis “ร่างกาย”) ไม่ได้หมายความถึงการมีร่างกาย  บรรษัททั้งหลายเป็นเพียงนวนิยายทางกฏหมายที่สร้างขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหมายความว่าโดยธรรมชาติภายใน พวกมันเพิกเฉยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบที่ผู้คนสัมผัสได้  บรรษัทไม่สามารถหัวเราะหรือร้องไห้  มันไม่สามารถรื่นรมย์กับโลกหรือมีความทุกข์กับโลก  มันไม่รู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่มันทำ (บางโอกาสมันอาจขอโทษ แต่นั่นเป็นเพียงความสัมพันธ์ที่มีต่อสาธารณะเท่านั้น)
ที่สำคัญที่สุด บรรษัทข้ามชาตินั้นไม่สามารถรักใครได้  ความรักคือการตระหนักถึงความเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น และใช้ชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของพวกเขา  ความรักไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบแต่เป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบต่อผู้คน ความรับผิดชอบที่ข้ามพ้นความสนใจแต่เรื่องของตัวเอง  บรรษัทข้ามชาติทั้งหลายไม่สามารถสัมผัสกับความรัก หรือกระทำการใดๆ ตามอำนาจของความรัก  ซีอีโอคนใดก็ตามที่พยายามจะบริหารกำไรของบริษัทด้วยความรักที่มีต่อโลกใบ นี้ จะถูกไล่ออกจากตำแหน่งทันที เพราะพวกเขากำลังเพิกเฉยต่อการเติมเต็มเป้าหมายหลัก นั่นคือการแสวงหาผลกำไรสูงสุด อันเป็นความรับผิดชอบที่พวกเขาต้องมีต่อเจ้าของและผู้ถือหุ้นทั้งหลาย
การรู้แจ้งในทางพุทธ โดยนัยหนึ่ง คือการตระหนักว่า สัญชาตญาณของการมีชีวิตอยู่ในแง่ตัวตนที่แยกขาดจากโลกนั้นเป็นมายาคติที่ก่อ ให้เกิดความทุกข์ทั้งสองทาง (ทั้งต่อโลกและต่อตัวฉัน)   การตระหนักว่าฉัน เป็น โลกใบนี้  และตระหนักว่า “ฉัน” เป็นหนึ่งในหลายหนทางที่โลกใบนี้เผยแสดง -- ถือเป็นด้านแห่งการรับรู้ความรักอันเป็นสากล ซึ่งอริยบุคคลผู้รู้แจ้งรู้สึกต่อโลกใบนี้และสรรพชีวิตที่อาศัยอยู่  การรู้แจ้ง(ปัญญาญาณ) และความรัก (กรุณา) คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมธรรมาจารย์ในพุทธศาสนาจึงเน้นย้ำอยู่บ่อยๆว่ า การตื่นรู้อย่างแท้จริงจะมาพร้อมกับความรักต่อสรรพชีวิตบนโลกใบนี้
บรรษัทถูก “เติมเชื้อ” พร้อม ๆ ไปกับการเสริมสร้างลักษณะความเป็นมนุษย์ในแบบที่แตกต่างจากทั่วๆไป ระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติต้องอาศัยความโลภในอย่างน้อยสองทาง ด้วยกัน คือ หนึ่ง ความปรารถนาที่จะแสวงหาผลกำไรแบบไม่บันยะบันยัง และนั่นคือเครื่องจักรของกระบวนการทางเศรษฐกิจ และสอง การจะรักษาผลเติบโตทางเศรษฐกิจให้พุ่งสูงยิ่งขึ้น จะต้องมีการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเกิดความต้องการมากขึ้นอยู่เสมอ
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับความโลภได้กลายเป็นเรื่องแย่หนักขึ้นไปอีก เมื่อถูกทำให้กลายเป็นสถาบันในรูปของโครงสร้างอันถูกต้องตามกฏหมายที่ได้ยึด ครองอภิสิทธิ์อย่างเป็นอิสระจากคุณค่าในตัวมันเองและแรงจูงใจของผู้คนที่ถูก ใช้โดยมัน  ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้น  โดยนัยหนึ่ง นักลงทุนต้องการเพิ่มรายได้ในรูปของโบนัสและราคาหุ้นที่สูงขึ้น และอีกนัยหนึ่งความคาดหวังอันไม่ระบุนามนี้ได้แปรไปสู่แรงกดดันอันต่อเนื่อง ต่อผลกำไรและการเติบโตทางธุรกิจในระยะสั้น  ส่วนสิ่งอื่นๆ รวมถึงสิ่งแวดล้อม การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต ได้กลายเป็น “สิ่งนอกตัว” ภายใต้ความต้องการอันไม่ระบุนาม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ไม่มีทางจะเติมเต็มได้  เราต่างมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ว่านี้ ในฐานะคนงาน ลูกจ้าง ผู้บริโภค และนักลงทุน  ซึ่งมีความรู้สึกรับผิดชอบทางศีลธรรมเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย เพราะการตระหนักรู้เช่นนั้นได้สูญหายไปภายใต้ความไม่เป็นบุคคลของระบบทั้ง หมด
แต่เราอาจแย้งว่า บรรษัทบางแห่ง (ซึ่งมักเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือบริหารงานกันในครอบครัว) ให้การดูแลลูกจ้างของพวกเขาเป็นอย่างดี และยังห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ  ข้อโต้แย้งลักษณะนี้เป็นข้อโต้แย้งเดียวกับเรื่องทาส ที่ว่านายทาสบางคนดูแลลูกทาสของพวกเขาอย่างดี แต่นี่ไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่าสถาบันทาสนั้นมาถึงจุดที่สุดจะทานทน เช่นเดียวกับที่ทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไปที่คุณภาพชีวิตรวมถึงวิธีการจัดสรร “ทรัพยากร” อันจำกัดของโลกใบนี้กำลังเป็นไปเพื่อผลกำไรสูงสุดของบรรษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง หลาย
โดยย่อ เรากำลังตื่นขึ้นมาสู่ความจริงที่ว่า แม้บรรษัทข้ามชาติทั้งหลายอาจทำกำไรได้มากมายในทางเศรษฐกิจ ทว่าพวกมันก็ถูกสร้างขึ้นในหนทางที่ทำให้ตัวมันเองมีข้อบกพร่องในทางสังคม  เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่พวกมันสร้างขึ้นอยู่ตลอด ด้วยการชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นปัญหาในทุก ๆ ครั้ง (มอร์แกน สแตนลีย์, แบงก์ออฟอเมริกา) เพราะว่ามันคือตัวสถาบันเองต่างหากที่เป็นปัญหา  เมื่อได้รับอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือกระบวนการทางการเมือง การท้าทายบทบาทของมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าพวกมันมีสายสะดืออันใหญ่ นั่นคือ ข้อตกลงของบรรษัทสามารถถูกเขียนขึ้นใหม่โดยเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อม  กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ (Network of Spiritual Progressives) ได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดชอบทางสังคม และสิ่งแวดล้อม Environmental and Social Responsibility Amendment (ESRA) ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐเพื่อให้มีผลบังคับใช้  หากโชคชะตาของเรา คือการอยู่ในอุ้งมือของบรรษัทต่อไป บรรษัทเหล่านั้นจะต้องมีความรับผิดชอบต่อชุมชนที่บรรษัทนั้นตั้งอยู่ ไม่ใช่ต่อกลุ่มนักลงทุนซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร บางที #OWS คือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวซึ่งจะทำให้สิ่งนี้ประสบผลสำเร็จก็เป็นได้
ทว่า เพียงเท่านี้อาจไม่เพียงพอ  มีสิ่งที่สำคัญและเป็นพื้นฐานยิ่งกว่า นั่นคือโลกทัศน์ที่ส่งเสริมและให้เหตุผลต่อฝันร้ายทางเศรษฐกิจที่เรากำลังจะ ตื่นขึ้นมาจากมัน  ในพุทธศาสนา ปัญหาไม่ใช่อยู่แค่ความโลภ แต่ยังรวมถึงอวิชชา  ทฤษฎีที่ใช้กันบ่อยที่สุดเพื่อแก้ต่างให้กับทุนนิยมก็คือ “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิทธิ์ ที่พยายามบอกเราว่าความสนใจของเราแต่ละคนนั่นเองที่ทำหน้าที่สร้างกำไรต่อ สังคมส่วนรวมทั้งหมด  อย่างไรก็ดี ฉันยังสงสัยว่า บ่อยครั้งที่ซีอีโอทั้งหลายถูกจูงใจโดยบางสิ่งที่ดูน่าสนใจน้อยกว่า  มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติเพิ่มสูงขึ้นพร้อมๆ กับการเป็นที่นิยมของทฤษฎีสังคมแบบดาร์วิน อันเป็นอุดมการณ์ที่ใช้ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินอย่างผิดๆ ต่อชีวิตทางสังคมและทางเศรษฐกิจ  “สังคมคือป่าทึบ และคนที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอด” หากเธอไม่เอาเปรียบคนอื่น คนอื่นก็จะเอาเปรียบเธอ วิวัฒนาการแบบดาร์วินได้กำจัดความต้องการการมีอยู่ของ “ผู้สร้าง” และความต้องการที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของท่าน มาถึงตอนนี้มันคือการต่อสู้เพื่อจะยืนด้วยลำแข้งตัวเองของคนทุกคน
ทฤษฎีทางสังคมแบบดาร์วินสร้างวงจรป้อนกลับ (feedback loop) ขึ้นมา ยิ่งมีคนศรัทธาและปฏิบัติตามมากเท่าไร สังคมก็ยิ่งกลายเป็นผืนป่าทางสังคมแบบดาร์วินมากเท่านั้น  นี่คือตัวอย่างคลาสสิคของวิธีการที่เราร่วมกันสร้างโลกที่เราอยู่ขึ้นมา และนี่อาจเป็นที่ที่พุทธศาสนามีคุณูปการมากที่สุด เพราะว่าพุทธศาสนาได้ให้โลกทัศน์ทางเลือก อันตั้งอยู่บนความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า ซึ่งมุ่งอธิบายว่าทำไมเราจึงไม่มีความสุขและทำอย่างไรที่เราจะมีความสุขยิ่ง ขึ้น  งานวิจัยล่าสุดทางจิตวิทยาและทางเศรษฐศาสตร์ยืนยันถึงบทบาททำลายล้างของ ความโลภ และความสำคัญของสายสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนในพุทธศาสนาเรื่องการแบ่งปัน และการเอื้ออิงอาศัยกัน
อีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่แค่ระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองเท่านั้นที่เป็นปัญหา แต่ยังรวมถึงโลกทัศน์ผิดๆ ที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวและการแก่งแย่งแข่งขัน แทนที่การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และความปรองดองกันฉันท์มิตร  ในสังคมตะวันตกได้เกิดรอยแยกระหว่างความเชื่อเทวนิยมที่ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ยากที่จะเชื่อ และอุดมการณ์แบบหมากินหมา ซึ่งได้ทำให้ชีวิตย่ำแย่หนักเข้าไปอีกสำหรับทุกคน  โชคดีที่ ณ ปัจจุบันนี้เรามีทางเลือกอื่นๆ
พุทธศาสนายังมีสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้จาก #OWS นั่นคือ การจะมุ่งเน้นไปที่การตื่นจากความฝันของเราแต่ละคนในแง่ปัจเจกเท่านั้นยัง ไม่พอ  ถึงเวลาที่เราต้องตื่นขึ้นจากฝันร้ายแบบรวมหมู่ไปด้วยกัน  แล้วนี่ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่จะนำเอาการปฏิบัติภาวนาออกมาสู่ท้องถนน?
"หากเรายังคงทำร้ายโลกในหนทางเช่นนี้ ก็ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าความเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาติกำลังจะพินาศในท้ายที่ สุด  การหมุนกลับนี้ต้องอาศัยการตื่น หรือการรู้แจ้ง  พระพุทธะบรรลุถึงการรู้แจ้งเชิงปัจเจก  แต่ในตอนนี้ เราต้องการการรู้แจ้งร่วมกันเพื่อหยุดยั้งวิถีทางแห่งการทำลายล้าง  ความเจริญรุ่งเรืองกำลังเดินทางมาถึงจุดจบ หากเรายังคงจ่อมจมอยู่กับการแก่งแย่งแข่งขัน เพื่อช่วงชิงอำนาจ ชื่อเสียง เซ็กซ์ และผลกำไร"
 ---- ติช นัท ฮันห์
(แปลจาก Waking Up from the Nightmare: Buddhist Reflections on Occupy Wall Street by David Loy)

ข้อเสนอนิติราษฎร์ ยุบศาล รธน. ตั้งตุลาการพิทักษ์ระบอบ รธน. [คลิป]

ที่มา ประชาไท

 
คณะนิติราษฎร์ เสนอยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญแทน ทำหน้าที่พิทักษ์ประชาธิปไตยและนิติรัฐ รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยการใช้อำนาจนั้นต้องคำนึงถึงอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย หลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพ
วิดีโอส่วนหนึ่งจากเสวนาเรื่องข้อเสนอ "การยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญ และการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ" จัดโดยนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ในวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ณ ห้อง LT 1 และ LT 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


ช่วงที่ 1


ช่่วงที่ 2




1 นิติราษฎร์แถลงข้อเสนอการยุบเลิกศาลรธน และจัดตั้งคณะตลก พิทักษ์ระบบรธน 15กค55

ที่มา thaifreenews



เมื่อ วันที่ 15 ก.ค. นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นางจันทร์จิรา เอี่ยมมยุรา และนายปิยะบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้ร่วมกันแถลงข้อเสนอทางวิชาการเรื่อง "การยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญและการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรมนูญ" ที่คณะนิติศาสตร์ มธ.

นาย ปิยะบุตรกล่าวว่า กลุ่มนิติราษฎร์เห็นว่า ควรมีคณะตุลาการพิทักษณ์ระบอบรัฐธรรมนูญเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ หลักนิติรัฐ รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุด โดยโอนอำนาจศาลเดิมมาเป็นของคณะตุลาการฯทั้งหมด และให้เหลือตุลาการ 8 คน โดยสภาผู้แทนราษฎรเลือกตามคำเสนอของประธานสภาจำนวน 3 คน วุฒิสภาเลือก 2 คน ตามคำเสนอของประธานวุฒิ คณะรัฐมนตรีเลือกได้ 3 คนตามคำเสนอของนายกรัฐมนตรี

ด้าน นางจันทร์จิรากล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจตีความว่าสามารถรับคำร้องเองได้โดยไม่ผ่านอัยการ สูงสุด ถือว่าเป็นขยายแดนอำนาจของตัวเองออกไป โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้อนุญาต รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญแทรกแซงกระบวนการ ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นอุสรรคการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา และแม้จะมีเสียงคัดค้านและมีเหตุผลเพียงพอเพียงใด แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังยืนว่ามีอำนาจได้โดยตรงผ่านคำวินิจฉัยเมื่อวันที่13 ก.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นการพิพากษาเป็นการเปิดแดน เพื่อให้ผู้ยื่นคำร้องสามารถยื่นได้อีกในอนาคตตามาตรา68

ทั้ง นี้ควรยุบเลิกศาลรัฐธรรมนูญและให้องค์กรอื่นมาทำหน้าที่ไปพลางก่อนจะมีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จ โดยอาจแก้ไขได้ด้วยการให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อเข้าชื่อเสนอแก้ไข หรือใช้ช่องทางอื่น เช่น รัฐบาลเป็นผู้เสนอ

ด้านนายวรเจตน์กล่าวว่า ขณะ นี้ถือว่ารัฐสภายังทรงอำนาจในการแก้ไขะลงมติในวาระสาม ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามรัฐสภาลงมติในวาระสาม แต่กลับแนะนำให้ทำประชามติก่อน ซึ่งไม่ควร เพราะเป็นการลงประชามติโดยที่ประชาชนไม่มีข้อเปรียบเทียบ ต้องใช้เงิน2,000 ล้านบาท และต้องกลับไปถามอีกครั้งเมื่อร่างเสร็จซึ่งจ้องใช้เงินอีก2,000 ล้านบาทเพื่อทำประชามติอีกหรือไม่

"การ เสนอแก้ของรัฐสภาเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ต่อไปนี้หากองค์กรอื่นทำอะไรแล้วมีผู้ร้อง ศาลรัฐธรรมนูญไปสั่งระงับแล้วจะเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่หน้าที่ของศาล"นายวรเจตน์กล่าว

นาย วรเจตน์กล่าวว่า การเข้ามาจำกัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นลูกที่เกิดจากรัฐ ธรรมนูญเหมือนการไปคุมแม่คือตัวรัฐธรรมนูญ ที่สุดก็กลายเป็นว่าไม่มีใครไปยุบศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งข้อเรียกร้องของกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ใช่ข้อเรียกที่เยอะจนเกินไปหากจะยุบ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมต้องมี แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีไม่ตาย

"เรา ควรมีการจัดตั้งองค์กรที่มีความชอบธรรม ยึดโยงประชน มีความเชี่ยวชาญ อาจจะมีแก้ไขมาตรา68 ได้ เพราะง่ายกว่าการแก้หรือยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญโดยห้ามตุลาการเข้ามาขัด ขวางกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นรัฐบาลควรเดินหน้าโหวตวาระ3 รัฐบาลต้องกล้าๆ หน่อย เพราะอย่างไรก็ถูกร้องอยู่แล้ว เพราะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ต้องการแก้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นแหล่งที่อาศัยและใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อมโยงประชาชน"นาย วรเจตน์กล่าว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/07/55 รวมพลังต้านวิกฤติ.....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




วิกฤติ เศรษฐกิจโลก วิปโยคร้าย
ความฉิบหาย ใกล้มาเยือน เตือนมนุษย์
เตรียมรับมือ เร็วไว ให้สุดๆ
เพื่อเยื้อยุด ชนชาติ ปราศพ้นภัย....


มันปั่นปวน ยับเยิน เกินจะยั้ง
นับรอวัน สิ้นหวัง พังรอบใหม่
มันลุกลาม จากยุโรป โฉบเข้าไทย
รวมพลัง ต้านเอาไว้ จากภัยนี้....


และวิกฤติ พวกมุ่งร้าย ทำลายรัฐ
ด้วยแผนเลว เยี่ยงสัตว์ ขัดศักดิ์ศรี
จากเครือข่าย อำมาตยา คนกาลี
เตรียมย่ำยี รอบใหม่ อย่างใจมาร....


เราทุกคน ชนทุกบ้าน ต้านวิกฤติ
สร้างชีวิต สดใส ให้ลูกหลาน
หากถดถอย แผ่นดินแยก ต้องแหลกราญ
ร่วมกันต้าน และหล่อหลอม พร้อมรวมพลัง....


ภัยรอบใหม่ แผ่ซ่าน ต้านให้อยู่
หากคุดคู้ อาจด่าวดิ้น จนสิ้นหวัง
หรือมัวแต่ นั่งหงอ รอวันพัง
พร้อมหรือยัง สู้ไม่สู้ อยู่ที่ใจ....


๓ บลา / ๑๖ ก.ค.๕๕

ระบาดหนักแชร์ไม่ยั้ง(คิด)เพราะรักในหลวง?!

ที่มา Thai E-News



คิดดีๆก่อนจะแชร์-ล่าสุดมีการแชร์ภาพพระฉายาลักษณ์ที่มีผู้ตกแต่งให้ต่างไปจากภาพจริงต้นฉบับต่อๆไปจำนวนมากกว่า15,000ครั้งในเฟซบุ๊คของ ...




ช่วยกันแชร์ให้โลกเห็น

" ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"

 ·  · แชร์ · 8 กรกฎาคม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2555

อะไรเกิดขึ้นกับชนชั้นกลางที่อยู่ในโลกโซเชียล เน็ตเวิร์ค?


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เคยอธิบายปรากฏการณ์ทำนองนี้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขา ดังต่อไปนี้...


ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัย ก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็น ทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")



คิดก่อนแชร์ภาพตกแต่งพระฉายาลักษณ์ในหลวง

Best The King ทรงพระเจริญ ผมรักในหลวง
พระฉายาลักษณ์ที่กำลังแชร์กันระบาดทางโลกไซเบอร์-คง ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย และผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ ที่รักในหลวงอย่างไม่มีเหตุผล แม้จะมีส่วนน้อยที่คิดต่าง ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคน ดูจากภาพแล้ว บารมีของพระองค์มากมายเกินกว่าจะให้ใครมาดูหมิ่นครับ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอบคุณภาพแชร์จาก facebook (ที่มา:เว็บไซต์บางแสนไฟดับ)


ต้นฉบับพระฉายาลักษณ์จริง-ในหลวงเสด็จฯทอดพระเนตรทัศนียภาพริมฝั่งเจ้าพระยา

เมื่อ เวลา 15.49 น.วันที่ 2 มี.ค.2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกทานตะวัน เสด็จพระราชดำเนินลงจากที่ประทับชั้น 16อาคารเฉลิมพระเกียรติ ภายในโรงพยาบาลศิริราชไปยังบริเวณลานสระว่ายน้ำ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชเพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพักตร์สดใส แย้มพระสรวลให้พสกนิกรที่เฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองข้างทาง  
  
                    
                       ในการนี้เสด็จฯพร้อมด้วย ท่านผู้หญิง ทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สร้างความปลื้มปีติให้กับประชาชนที่มาร่วมลงนาม และเฝ้ารอรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ชื่มชมพระบารมีอย่างทั่วถึง (ที่มาภาพข่าว:เว็บไซต์TNEWS)
ความเห็นของไทยอีนิวส์:ผู้ตกแต่งภาพพระฉายาลักษณ์อาจทำไปโดยจิตเจตนา ดี แต่ควรถามว่าเป็นการ"บังควรหรือไม่" และยิ่งคนที่แชร์ต่อๆไปก็มักเข้าใจผิดๆว่าเป็นพระฉายาลักษณ์จริง


เปิดหลักฐานชัดกุเรื่้องในหลวง-พระเทพตรวจน้ำท่วม สุดท้ายตัวการปิดเพจหนีหลังปล่อยข่าวว่อนเน็ต



เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม ณ สะพานที่หนึ่งในเขตทวีวัฒนา มีรถคันนึงจอดอยู่บนสะพาน ชาวบ้านแถวนั้นเห็นจึงเข้าไปเคาะกระจกรถเพื่อที่จะบอกว่าเค้ามีคำสั่งให้ อพยพแล้ว

เมื่อชาวบ้านพยายามมองเข้าไปในรถ ภาพที่เห็น กลับทำให้ชาวบ้านคนนั้นถึงกับเข่าทรุด เพราะคนที่นั่งอยู่ในรถ คือ พระเจ้าอยู่หัวของเรา กับสมเด็จพระเทพที่เสด็จมาดูปัญหาน้ำท่วมด้วยพระองค์เอง"
ฟังไปก็ขนลุกไป ตื้นตันมาก ขอพระองค์ทั้งสองทรงพระเจริญ

รู้รึยังว่าใครที่ห่วงใยเราตลอดเวลา ใครที่เป็นผู้นำ ใครที่แม้ไม่สบายแต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเรา

ยังจำกันได้ไหม ตอนที่พระองค์พูดว่า ถ้าหากพวกท่านไม่ละทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งพวกท่านได้อย่างไร พระองค์ทรงทำตามคำพูดคำสัญญาตลอด ({}) ทรงพระเจริญ !


เ้รื่องเล่าที่มีการแชร์ตามfacebook และรีทวีตทางtwitterมากที่สุดในยามนี้ (ที่มา:facebookของ Tammy Musikadilok )แต่ล่าสุดมีการลบหน้านี้ไปแล้ว ขณะที่มีหลักฐานหนักแน่นว่ากรณีนี้เป็นการกุเรื่องเท็จขึ้นมาอีกเรื่องในโลกอินเตอร์เน็ต

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 ตุลาคม 2554

ผู้เผยแพร่เรื่องนี้ทางอินเตอร์เน็ตคือ Tammy Musikadilok โดยเริ่มโพสต์เมื่อวันพุธที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ผ่านไปเพียง 2วัน มีผู้ที่แชร์ข้อความนี้ต่อๆกันไป 8.500 ครั้ง

อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นแย้งจำนวนมากพอสมควรว่าหาก เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจริง หรือสร้างข่าวขึ้นอาจเสี่ยงจะเป็๋นการทำผิดกฎหมายทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา112ทำให้เมื่อเย็นวานนี้หน้าเพจดังกล่าว ถูกลบหายไป

หากเข้าไปดูสไตล์การโพสต์ของ Tammy Musikadilokก็ จะพบว่าเต็มไปด้วยอคติ คือการโจมตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยนำภาพรีทัชตัดต่อ ขณะเดียวกันก็นำภาพข่าวในหลวงกับพระราชวงศ์ออกเผยแพร่เพื่อให้เกิดความซาบ ซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ

สำนักพระราชวังยังไม่ได้มีถ้อยแถลงใดต่อเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้เคยออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตใน ทำนองเดียวกันมาแล้ว

อย่างไรก็ตามน่าเชื่้อว่ากรณีล่าสุดนี้เป็นกา่รกุข่าวเท็จขึ้นแล้วแพร่ กระจายข่าวหลอกลวงนี้ออกไปทางโลกอินเตอร์เน็ต เนื่องจากหากดูวันที่มีการโพสต์เรื่องนี้ในวันพุึธที่ 26 ตุลาคม โดยอ้างว่า
เมื่อคืนเวลาประมาณเกือบๆห้าทุ่ม
ก็ต้องแสดงว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้่นจริงก็ต้องเป็นเวลาห้าทุ่มของคืนวันอังคารที่ 25 ตุลาคม

โดยในการเผยแพร่ดังกล่าวอ้างว่า นอกจากพระเจ้าอยู่หัวของเรา ก็มีสมเด็จพระเทพร่วมเสด็จด้วย

ซึ่งเรื่องนี้ขัดต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่ 25 ตุลาคมนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เ้สด็จไปขึ้่นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และพระองค์ท่านก็ไม่น่าจะไปปรากฎพระองค์ในสถานที่ที่มีการเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค ในเวลาห้าทุ่มคืนนั้นได้แน่ เนื่องจากมีหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 

ดูรายละเอียดข่าวประจำพระราชสำนัก ดังต่อไปนี้

ด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐอินเดีย ระหว่างวันที่ 25 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 5 ในหัวข้อ "หญ้าแฝกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งสถาบันสมุนไพรและพืชหอมแห่งสาธารณรัฐอินเดียจัดขึ้น ณ เมืองลัคเนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการรณรงค์การใช้หญ้า แฝก ระหว่างนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านหญ้าแฝกจากทั่วโลก โอกาสนี้ จะพระราชทานรางวัล "The King of Thailand Vetiver" แก่ผู้ชนะเลิศผลงานวิจัยด้านหญ้าแฝกด้วย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 323 เสด็จพระราชดำเนินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอังคารที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 7 นาฬิกา 35 นาที และ จะประทับเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน เที่ยวบินที่ ทีจี 316 เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2554 เวลา 5 นาฬิกา 25 นาที

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2554

ที่มา:ประกาศสำนักพระราชวัง เผยแพร่ทางโทรทัศน์ช่อง 7 ดูลิ้งค์และภาพข่าวที่ http://www.ch7.com/news/news_royal_detail.aspx?c=1&p=1&d=162774



ข่าวลวงที่่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตก่อนหน้านี้


ข้อความที่มีการแชร์กันผ่านทางfacebookอย่างแพร่้หลายในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งสำนักพระราชวังชี้ว่า คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา

สำนักพระราชวังปฏิเสธในหลวงรับสั่งฯให้ผ่านวังสวนจิตร

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิืจ รายงาน ว่า นายรัตนาวุธ วัชโรทัย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีการแชร์ข้อความในเฟซบุค ว่า ในหลวงทรงรับสั่ง "ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย" ว่า เป็นการพูดไปเรื่อย ไม่น่าเป็นไปได้ และโดยส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้ น้ำไม่ได้เกี่ยวข้องกับพระนครอยู่แล้ว และถ้าน้ำเข้ามาถึงเขตวังได้ จนท่วม ก็แสดงว่า กทม.ไม่สามารถเอาน้ำไว้อยู่ ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว

และจากการติดตามสถานการณ์ข่าวในขณะนี้ ทั้ง กทม. และรัฐบาลต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันไม่ให้น้ำเข้าท่วมได้ ตั้งแต่กทม.รอบนอก และ ตอนนี้พื้นที่รอบวังสวนจิตรลดาในรัศมี 1 ตร.กม. ก็ยังไม่มีกระสอบทรายซักใบ เพราะเราเชื่อว่ากทม. จะสามารถกั้นน้ำไว้ได้ ในส่วนของวังหลวงและวัดพระแก้ว ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว ว่า น้ำที่ท่าราชวรดิษฐ์สูงกว่าเขตวัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ากำแพงวังสามารถเอาอยู่

ส่วนข้อความที่มีการแชร์ในเฟซบุคนั้น คือ การตีข่าว ดึงเอาเจ้านายลงมา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้มาไม่ถึงสวนจิตรลดา เพราะน้ำที่ท่วมทุกวันนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทะเลหนุน แต่เกิดจากคันดินพัง และ ไม่มีทางที่ถนนราชวิถีจะท่วม เพราะถ้า ถ.ราชวิถีท่วมวังสวนจิตรก็ต้องท่วมแน่นอน

ผู้ใช้ชื่อNina Thongprasert ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ค ได้ประกาศบนสถานะของตนว่า
เรียนให้ทราบโดยทั่วกัน ตามที่ได้ Retweet และ shared ข้อความบนหน้า wall เรื่องในหลวงตรัสเมื่อตอนสายวันนี้ ได้ตรวจสอบกลับไปแล้วไม่พบข้อมูลที่มาอย่างชัดเจน แต่ในช่วงที่ตรวจสอบอยู่นั้น พบว่ามีการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และได้แจ้งให้ทราบเมื่อเวลา 11.09 โดยได้ขอให้ช่วยกัน remove post ออก... ฝากบอกทุกท่านที่ได้ทำการส่งต่อข้อความด้วยค่ะ และขออภัยมา ณ ที่นี้

ต่อมาในภายหลังเมื่อมีข่าวสำนักพระราชวังปฏิเสธข่าวนี้ Nina Thongprasert ได้โพสต์เพิ่มเติมว่า
ดิฉันได้แจ้งให้ทราบบนหน้าเฟสและได้ลบออกตั้งแต่ตอน 11.09 หลังจากตรวจสอบถึงแหล่งที่มานั้นไม่น่าเชื่อถือ ตามที่ได้ตอบข้อความที่ถามมาแล้ว ค่ะ..อาจเป็นการผิดพลาดบกพร่องที่ไม่ได้ทำการตรวจสอบก่อนโพส..ซึ่งขออภัย ด้วยค่ะ

อย่างไรก็ตาม การแชร์สิ่งที่อ้างกันว่าเป็นพระราชดำรัสนี้ยังกระจายต่อไปมากกวา 2,600 ราย และมีผู้เข้ามากด"ถูกใจ"และแสดงความเห็นซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนว่า"ทรงพระ เจริญ"มากถึงเกือบ 5,000 ราย(ดูที่เฟซบุ๊คนี้)

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เขียนตั้งข้อสังเกตในเฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า ผมดู ที่เพจ ที่ผมให้ link ในกระทู้ข้างล่าง เรื่องทวิตเตอร์ พรด.ในหลวง แล้ว ยอมรับว่า สะทกสะท้อน อเน็จอนาถใจไม่น้อย ณ นาทีนี้ มีคนมาแสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด ก็ "ทรงพระเจริญ" ๆๆๆ "น้ำตาจะร่วงๆๆๆ" อะไรแบบนั้น ถึง 2100 ความเห็น และมี share ถึง 2600 แล้ว

ดูแล้ว อดไม่ได้ เลยไปเขียนอะไรหน่อย ข้างล่างนี้ copy มาให้ดู เผื่อโดนลบ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
......................


ทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ คนจงรักภักดี เชื่ออะไรแบบหัวอ่อน ไร้เหตุผล

ความจริง ถ้าใครศึกษา พรด. ข้อเขียนต่างๆของในหลวงจริงๆ ก็บอกได้เลยว่า ข้อความดังกล่าว ต้องไมใช่แน่ (เช่นเดียวกับบอกได้ทันทีว่า ข้อความอย่าง "36 ขั้นบันได" ไมใช่ หรือ "จากพ่อ" (ถึงพระเทพ) ไมใช่

แต่ปรากฏว่า เรากลับเห็นบรรดาคนจงรักภักดี (แต่จริงๆ ไม่เคยศึกษา เรื่องของสถาบันฯจริงๆจังๆ) พากัน "ซาบซึ้ง" น้ำหูน้ำตาไหล นอนดิ้นกัน

คำตอบคือเพราะ ความจงรักภักดี ในประเทศเรา เกิดมาจากพื้นฐานของการรับข้อมูลข่าวสารเกียวกบสถาบันฯ ที่ไม่อนุญาตให้ ตั้งคำถาม ตั้งข้อสงสัย ประเมิน ตรวจสอบ วิพากษ์ กระทั่ง โจมตี ได้

นี่จึงสร้าง "นิสัย" แบบหนึ่ง วิธีคิดแบบหนึงขึ้นมา คือ ในเมื่อโดยตัวความจงรักภักดีนั้น เกิดจากลักษณะ รับข้อมูลข่าวสาร ที่ตรวจสอบไม่ได้ ตังข้อสงสัยไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อยู่แล้ว ดังนั้น ไมว่า ข้อมูล ข้อความ อะไรที่ ไม่ว่า จะไม่มีเหตุผลขนาดนั้น ก็เชือ่ได้หมด

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้โพสต์ เรื่องขำ (มีประเด็นชวนคิดอยู่ตอนท้าย)

ผมเข้าไปที่เว็บไซต์ ม.รังสิต นึกว่า จะไปหา "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์" 23 จุดในกรุงเทพ ที่ว่าเสี่ยงน้ำท่วม (ตามข่าว มติชน) แต่หาไม่เจอ แต่ไปเจอในหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม มี login ในนามมหาวิทยาลัยนี่แหละ เขียนข้อความนี้ (ดูภาพประกอบ ด้านขวาล่างๆลงมา)

"จากทวิตเตอร์: "ในหลวงทรงรับสั่ง..
"ถ้าน้ำเข้าพระนคร ให้น้ำผ่านวังสวนจิตรไปเลย อย่ากั้นให้ผ่านไปเลย"
......ทรงพระเจริญ"

ผมอยากจะพนันร้อยบาทเอาปาท่องโก๋ตัวเดียวว่า นี่เป็น "พระราชดำรัส" ประเภทปลอมๆ หรือหาที่มาอ้างอิงไม่ได้ (แต่คนไม่น้อยจะซาบซึ้งจนลงไปนอนดิ้น) เหมือน "36 ขั้นบันไดชีวิต" เหมือน "บันทึกจากพ่อ (ถึงพระเทพ)" เหมือนอีเมล์ เรื่อง 14 ตุลา ที่อ้างว่า ในหลวงมีรับสั่ง "คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเอง" เหมือนเรื่องพายุนากิส, เหมือน (ทีเพิ่งเอามาโพสต์กันอีกไม่นานนี้) "พ่อนั่งเหม่อลอย" (เฉพาะอันหลังนี่ ถ้าถามผม ในฐานะคนศึกษา พรด. ศึกษา "สไตล์" การรับสั่ง การเขียน ของในหลวงมาหลายสิบปี .. อันนี อาจจะมีส่วนมี "มูล" "นิดหน่อย" ในแง่ "เนื้อหา" ไม่ใช่ในแง่คำ ทำไม .. ผมไม่มีเวลาอธิบายจะยาว) แต่อันอื่นทุกอัน ผมว่าปลอมแน่ ตั้งแต่เห็นแรกๆ (อย่าง "36 ขั้นบันได" ผมเห็นบ้ากันอยู่นาน ผมดูแล้ว ก็รู้ว่า ปลอมแน่) รวมทั้งอันน่าสุด "จากทวิตเตอร์" นี้ด้วย

ผมลอง search ดู ปรากฎว่า มีการแพร่ให้ซาบซึ้งกันไปแล้ว ดู
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=264779103560922&set=a.228571743848325.53576.217645294940970&type=1&ref=nf
และอันนี้
http://www.oknation.net/blog/sonyaUSA/2011/10/19/entry-1

แต่ก็ยังดีว่า ดูเหมือนมีคนจงรักภักดี ทีอาจจะยังมีสตินิดหน่อย (หรือไม่ก็จำเรื่อง "บันทึกจากพ่อ" หรือเรื่อง "บันไดชีวิต" ได้) เตือนกัน ให้หยุดเผยแพร่ ดูที่นี่ - มีการเล่า "ที่มา" ของ "ทวิตเตอร์" อันนี้ด้วย ดูเหมือนมีคนชื่อ Nina Thongprasert เริ่มก่อน แล้วต่อๆกันไป ตอนนี้ เจ้าตัว คือคุณ "Nina" (ตามที่คนเขียนบล็อกนี้บอก) ได้ขอเองให้หยุด และถอนออกจาก wall ตัวเองแล้ว

http://www.oknation.net/blog/snowy/2011/10/19/entry-1

..................


โอเค ทั้งหมดที่โพสต์มาข้างต้น ถือเป็นเรื่องขำๆ แก้เซ็งน้ำท่วม

แต่ที่บอกว่า มี "ประเด็นชวนคิดอยู่" คืออย่างนี้ครับ

ผมเคยเขียนไว้มาสักพักแล้วว่า ปรากฏการณ์ "จงรักภักดี" อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ "ใหม่" (โดยสัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์) มีลักษณะหลายอย่าง ที แม้แต่เมื่อสมัยผมโตขึ้นมา (ตอนมีขบวนการนักศึกษา) ก็จะไม่มีลักษณะนี้

ลักษณะที่ว่า เช่น (ก) เน้น ในหลวง ในฐานะ "ตัวบุคคล" (เวลาพูดถึง "สถาบันฯ" จะ "หลุด/ลื่น" ไปเป็นพูด "พระองค์ท่าน" เป็นต้น)

(ข) ลักษณะที่ "แต่งเรื่องเอง (อย่างทีอภิปรายข้างบน) แม้แต่เรื่อง ที ไม่น่าจะ "แต่ง" ได้เลย เช่น พรด. 14 ตุลา ("วันมหาวิปโยค") นั้น มีตัวบท text แบบคำต่อคำ ให้อ่านกันได้อยู่ แค่ลองหาดู ก็น่าจะเห็นว่า ไม่มีแบบทีอีเมล์ลูกโซ่ส่งต่อๆกัน ("ทรงรับสัง คนไทยต้องหยุดฆ่ากันเดี๋ยวนี้" อะไรประมาณนั้น - โทษที ผมเขียนจากความจำไม่มีเวลาไปค้นเมล์ที่ว่า)

ลักษณะ "สร้าง" หรือ "แต่ง" เรื่องเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูด อย่างทียกมาทั้งหมด บางที ก็เป็น "เรื่องเล่า" (ทรงทำอะไรที่ไหน ยังไง อะไรประเภทนั้น แบบชนิด "คาดไม่ถึง" ทำให้ ซาบซึ้งมาก เช่นเรื่อง "นากิส" อะไรประมาณนั้น)

สมัยก่อน สถาบันฯ จะมีลักษณะ "ศักดิ์สิทธิ์" หรือ "เป็นทางการ" มากกว่านี้ แม้แต่พวก จงรักภักดี ก็ไม่มีใครคิดจะกล้า "ล่วงเกิน" แตะต้อง (อันที่จริง แม้แต่คำว่า "รัก" ก็ไม่มีใครคิดจะกล้าใช้)

ลักษณะรวมๆนี้ ที่ผมเคยพยายาม theorize ออกมาใน "คอนเซ็ปต์" Mass Monarchy ...

ประเด็นทีเกียวเนื่องสำคัญอันหนึ่งกับเรื่องนี้คือ ผมเสนอว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน (ทศวรรษ 1970-1980) "ฐานทางชนชั้น" หรือ "ฐานมวลชน" สำคัญ ของสถาบันกษัตริย์ ได้ "เคลื่อนย้าย" หรือ "เปลี่ยน" จาก "ชนชั้นชาวนา" "ชนชั้นเกษตรกร" ในชนบท (นึกถึงลูกเสือชาวบ้าน)

มาที่ "ชนชั้นกระฏุมพี" "ชนชั้นกระฏุมพีน้อย" ในเมือง (นึกถึงพวก "สลิ่ม")


แชร์พรึบ!ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกเสี่ยงชีวิตป้องรูปประมุข โอละพ่อเจ้าของร้านกรอบรูปงกเสียดายของ



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 กรกรฎาคม 2555

เว็บเพจ รวมพลังคนไทยต่อต้านขบวนการหมิ่นสถาบัน นำเสนอภาพข่าวข้างต้นว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค.55ที่ผ่านมา เกิดแก๊สระเบิดขึ้นที่ "จันทบุรี" ไฟเผาวอดวายหลายคูหา แต่ในช่วงที่เพลิงกำลังลุกลามอย่างหนัก มีลุงแก่ๆ คนหนึ่ง "วิ่งฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่" วิ่งเข้าไปหยิบ พระบรมฉายาลักษณ์ที่กำลังจะถูกเพลิงเผาไหม้ โดยไม่หวั่นเกรงว่าจะเป็นอันตรายหรือถูกเศษไหม้หล่นทับ...!!! เรื่องดีๆ แบบนี้ยังไม่มีใครแชร์ออกไป เราช่วยกันแชร์นะครับ...

ล่าสุดมีการกดแชร์แล้วมากกว่า 8000 ครั้ง และมีผู้กดไลค์มากกว่า 2575 ครั้งในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง


อย่างไรก็ตามมีพยานหลักฐานจำนวนมากที่ชี้ว่าลุงคนนี้ได้กลายเป็นฮีโร่จำเป็น ขึ้นมา เพราะความจริงแกเป็นเพียงเจ้าของร้านขายกรอบรูป ที่แกเข้าไปเก็บออกมานั้นก็คือทรัพย์สินในร้านของแกนั่นเอง


1.ปากคำของพยานในเหตุการณ์-ดูตามลิ้งค์นี้ http://www.facebook.com/anti.plea/posts/231446470308668?comment_id=738588&offset=0&total_comments=22



  • เต๋ง ภูษณิศา ร้านกาแฟเราห่างจากที่เกิดเหตุประมาณไม่เกิน500เมตร ไฟลุกน่ากลัวมาก ส่วนบ้านนี้เป็นร้านกรอบรูป และมีภาพเก่าๆสวยๆเยอะเลย น่าเสียดายมากค่ะ

2.ปากคำของเพื่อนเจ้าของภาพถ่ายชุดนี้-จากเว็บบอร์ดเสรีไทย

ที่เกิดเหตุอยู่เกือบใจกลางเมือง ใกล้ๆบ้านเพื่อนผมหลายคน และไม่ไกลจากบ้านผมนัก เป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียวราวๆ 7-10 ห้องประมาณนี้นี่แหละ ผ่านบ่อยแต่ไม่ได้นับ ไหม้เกือบหมด และติดๆกันก็เป็นตึกอาคารพานิชย์ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง
โชคดีที่ดับเพลิงอยู่ใกล้ๆ ห่างกันประมาณ 500 เมตร จึงควบคุมเพลิงได้เร็ว

ในภาพเป็นร้านกรอบรูป เสียหายหมด เหลือแค่ที่เห็นนั่นแหละ
เพื่อนผมคนหนึ่งได้ไปถ่ายรูป หลังจากคุณลุงเอารูปออกมา แล้วเอารูปไปตั้งเรียงกันไว้ มีรูปในหลวง 1 รูป รูป ร.5 2 รูป และ รูปพระเจ้าตากสิน 1 รูป

เพื่อนผมไม่รู้ ถ่ายเสร็จก็โพสลงใน FB เลย 



3.หลักฐานกรอบรูปที่ลุงรักษาไว้ได้
Attached Image: 246452_445400078813677_117280015_n.jpg 
รูปที่ลุงเอาออกมาได้  พอดีอยู่ในที่เกิดเหตุเลยเก็บมาฝาก (จากบอร์ดเสรีำไทย)
4.ภาพจากเว็บผู้จัดการชี้ชัดร้านกรอบรูปมีพระฉายาลักษ์ร.5-พระเจ้าตากด้วย
ด้านหลังภาพ-เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม เกิดเหตุเพิลิงไหม้ ตรวจสอบพบว่ามีร้านค้าจำนวน 5 คูหาได้รับความเสียหาย ประกอบด้วยร้านลูกชิ้นปลาเฮียเปียก ร้านคาราโอเกะวันทอง ร้านขายกรอบรูปร้านเย็บผ้า และอู่ซ่อมรถ โดยข้าวของภายในร้านทั้ง 5 คูหา ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดไม่สามารถนำออกมาได้


5.ข่าวเนชั่นย้ำชัดเจ้าของร้านฝ่าแผงกั้นเข้าไปเก็บกรอบรูปเหมือนเจ้าของบ้านรายอื่นไปเก็บทรัพย์สิน

สำนักข่าวเนชั่น รายงานข่าวนี้ในวันเกิดเหตุว่า

พ.ต.ท. วุฒิพงษ์ วิสุทธิ์ธาภรณ์ สารวัตรเวรสถานีตำรวจภูธรเมืองจันทบุรี เจ้าหน้าที่อาสาหน่วยกู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงและรถน้ำ จำนวน 10 คัน ได้รุดไปที่เกิดเหตุ เมื่อเดินทางไปถึงพบชาวบ้านกำลังยืนดูมุงเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเดินทางไปถึงพบเพลิงกำลังโหมไหม้อย่างหนัก พบเจ้าของบ้านและชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกำลังช่วยกัน นำสิ่งของวิ่งออกมาจากต้นเพลิงอย่างโกลาหล 

นอกจากนี้ชายจีนสูงอายุได้วิ่งผ่าแนวกั้นมิให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปยังร้านของตนเองที่เป็นร้านทำกรอบรูป พร้อม รีบคว้าพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสามรัชกาลที่กลับไม่ถูกเพลิงไหม้ ได้แก่ พระบามสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รัชกาลที่ 5 และในหลวงรัชกาลที่ 9


เว็บไซต์ASTVผู้จัดการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม รายงานข่าวและภาพว่า ตรวจสอบพบว่ามีร้านค้าจำนวน 5 คูหาได้รับความเสียหาย ประกอบด้วยร้านลูกชิ้นปลาเฮียเปียก ร้านคาราโอเกะวันทอง ร้านขายกรอบรูปร้านเย็บผ้า และอู่ซ่อมรถ โดยข้าวของภายในร้านทั้ง 5 คูหา ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดไม่สามารถนำออกมาได้



Accidental hero-ภาพจากเว็ปผู้จัดการชี้ให้เห็นว่าลุงเจ้าของ ร้านกรอบรูปเข้าไปเก็บทรัพย์สินภายในร้าน นอกจากกรอบรูปในหลวงแล้วก็มีกรอบรูปพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระปิยะมหาราชด้วย ดังในภาพ แต่กลุ่มคลั่งเจ้านำไปขยายผลว่าลุงคนนี้ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องพระฉายา ลักษณ์ เป็นพฤติกรรมที่ต้องเชิดชูยกย่องในความรักในหลวงรักสถาบันฯ
.....................

เกาหลีเหนือยกย่องเด็กหญิง “จมน้ำตาย” ขณะพยายามปกป้องรูปถ่าย “ผู้นำคิม”

อดีตประธานาธิบดี คิม อิล ซุง และอดีตผู้นำ คิม จอง อิล แห่งเกาหลีเหนือ
    ASTVผู้จัดการ อ้าง รายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อ27 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือมอบรางวัลอันทรงเกียรติแก่เด็กหญิงวัย 14 ปี ซึ่งพยายามปกป้องรูปถ่ายอดีตผู้นำประเทศจนตัวเองเสียชีวิตในเหตุน้ำท่วมฉับ พลันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงาน

       รัฐบาลเปียงยางมอบรางวัลเยาวชนผู้ทรงเกียรติ คิม จอง อิล (Kim Jong-Il Youth Honour Award) เพื่อยกย่องวีรกรรมความกล้าหาญของ ด.ญ.ฮัน ฮยอน-กยอง และโรงเรียนที่เธอเคยศึกษาอยู่จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ตามนามของเด็กหญิงด้วย หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน รายงานเมื่อวานนี้ (26)

       ผู้ปกครอง, ครู และบุคคลอื่นๆ อีก 4 คน รวมถึงผู้นำสหพันธ์เยาวชนที่ฮันเป็นสมาชิกอยู่ก็ได้รับรางวัลด้วยเช่นกัน




ฮัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะพยายามนำรูปถ่ายของอดีตผู้นำคิม อิล ซุง และคิม จอง อิล ออกมาจากบ้านที่ถูกน้ำท่วมในมณฑลซินฮุง จังหวัดฮัมคยองใต้

       รายงานระบุว่า ขณะที่ร่างของเธอถูกกระแสน้ำพัดจนจมมิดศีรษะ เธอยังอุตส่าห์ชูรูปของผู้นำทั้ง 2 คนซึ่งห่อพลาสติกไว้อย่างมิดชิดให้พ้นน้ำ

       โรดองเขียนชื่นชมระบบการปลูกฝังเลี้ยงดู “ซึ่งบ่มเพาะเยาวชนได้เช่นนี้”

       ตระกูลคิมซึ่งปกครองเกาหลีเหนือมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศเมื่อปี 1948 ถือเป็นสถาบันสูงสุดที่ชาวเกาหลีเหนือต้องยกย่องบูชาประหนึ่งเทพเจ้า ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีรายงานข่าวในทำนองว่าชาวบ้านยอมเสี่ยงตาย หรือสละชีวิตเพื่อปกป้องรูปของผู้นำเกาหลีเหนือมาแล้วหลายกรณี

       เมื่อปี 2007 สำนักข่าวเกาหลีเหนือเผยเรื่องราวของชาวนาที่สูญเสียทั้งลูกและเมียในภัย พิบัติดินถล่ม แต่ตัวเขากลับปกป้องรูปถ่ายสองอดีตผู้นำไว้ได้ ส่วนอีกกรณีเป็นหนุ่มโรงงานที่ยอมสละชีวิตลูกสาววัย 5 ขวบ เพื่อรักษารูปถ่ายท่านผู้นำไว้

       รูปถ่ายของอดีตประธานาธิบดีคิม อิล ซุง ผู้สถาปนาชาติเกาหลีเหนือ และคิม จอง อิล บุตรชายของเขาสามารถพบเห็นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย, สำนักงาน หรือสถานที่สาธารณะ โดยรูปถ่ายเหล่านี้จะต้องแขวนไว้กึ่งกลางผนังในฐานะ “ไอดอล” ของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยห้ามมีเครื่องตบแต่งหรือรูปภาพอื่นๆมาเทียบเคียงเด็ดขาด

       คิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรมด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้อำนาจปกครองสูงสุดตกแก่บุตรชายคนเล็ก คิม จอง อึน

คิดก่อนแชร์ภาพตกแต่งพระฉายาลักษณ์ในหลวง

ที่มา Thai E-News

 Best The King ทรงพระเจริญ ผมรักในหลวง
พระฉายาลักษณ์ที่กำลังแชร์กันระบาดทางโลกไซเบอร์-คง ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย และผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ ที่รักในหลวงอย่างไม่มีเหตุผล แม้จะมีส่วนน้อยที่คิดต่าง ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคน ดูจากภาพแล้ว บารมีของพระองค์มากมายเกินกว่าจะให้ใครมาดูหมิ่นครับ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอบคุณภาพแชร์จาก facebook (ที่มา:เว็บไซต์บางแสนไฟดับ)


ล่าสุดมีการแชร์ต่อๆไปจำนวนมากกว่า15,000ครั้งในเฟซบุ๊คของ ...



ช่วยกันแชร์ให้โลกเห็น

" ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"
 ·  · แชร์ · 8 กรกฎาคม


ต้นฉบับพระฉายาลักษณ์จริง-ในหลวงเสด็จฯทอดพระเนตรทัศนียภาพริมฝั่งเจ้าพระยา

เมื่อ เวลา 15.49 น.วันที่ 2 มี.ค.2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกทานตะวัน เสด็จพระราชดำเนินลงจากที่ประทับชั้น 16อาคารเฉลิมพระเกียรติ ภายในโรงพยาบาลศิริราชไปยังบริเวณลานสระว่ายน้ำ สมาคมศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชเพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพักตร์สดใส แย้มพระสรวลให้พสกนิกรที่เฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองข้างทาง  
  
                    
                       ในการนี้เสด็จฯพร้อมด้วย ท่านผู้หญิง ทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สร้างความปลื้มปีติให้กับประชาชนที่มาร่วมลงนาม และเฝ้ารอรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ชื่มชมพระบารมีอย่างทั่วถึง (ที่มาภาพข่าว:เว็บไซต์TNEWS)
ความเห็นของไทยอีนิวส์:ผู้ตกแต่งภาพพระฉายาลักษณ์อาจทำไปโดยจิตเจตนา ดี แต่ควรถามว่าเป็นการ"บังควรหรือไม่" และยิ่งคนที่แชร์ต่อๆไปก็มักเข้าใจผิดๆว่าเป็นพระฉายาลักษณ์จริง
************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ข่าวซาบซึ้งในหลวง-พระเทพที่แพร่ทางเน็ตล่าสุด เปิดปูมทำไมคนถึงเชื่อและแชร์ต่อๆไม่ต้องมีเหตุผล

เปิดหลักฐานชัดกุเรื่้องในหลวง-พระเทพตรวจน้ำท่วม สุดท้ายตัวการปิดเพจหนีหลังปล่อยข่าวว่อนเน็ต

'ณัฐวุฒิ'เดินตามแนว'นิติราษฎร์'ยุบศาลรธน.

ที่มา uddred

 ไทยรัฐออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2555 >>>





'ณัฐวุฒิ' แกนนนำเสื้อแดงเดินตามแนว 'นิติราษฎร์' หนุนทำประชามติยุบศาล รธน. ด้านโฆษกเพื่อไทยระบุ ที่ประชุมหารือคำวินิจฉัยศาล รธน.วันนี้ เลือกทางออก 3 แนวทาง ปัดไม่มีการหารือถอดถอนตุลาการ รธน. โยนเป็นเรื่องของประชาชน...

วัน ที่ 16 ก.ค. 2555 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ และแกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า ตนอยากให้รัฐสภารักษาความสง่างามของอำนาจอธิปไตย โดยเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 เพื่อเริ่มต้นแก้รัฐธรรมนูญตามแนวทางเดิมที่ทำมา ตนไม่เห็นด้วยที่จะทำประชามติก่อนการแก้ไขและหลังการยกร่างฯ แต่เรื่องเดียวที่ควรทำประชามติคือ ควรมีศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่?

แม้ว่าศาลจะเป็นองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงมีการละเมิดเพื่อเป้าหมายทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม หากมีการดำเนินการแล้วมีผู้ไปร้องอีก ตนเห็นว่าศาลควรจะตั้งสติว่ากระบวนการที่เคยทำนั้น ใช้ไม่ได้และต้องมีสำนึก ว่าเรื่องนี้สังคมรับไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ใช่ไม่เคารพคำวินิจฉัยศาล แต่ศาลไม่เคารพบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ เคารพอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจฝ่ายบริหารเลย
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยต้องประชุมเพื่อหารือและวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ชัดเจนว่าเป็นคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำแนะนำ ถ้าเป็นคำวินิจฉัยจะมีผลผูกพันกับทุกองค์กร และจะได้ข้อสรุปแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐ ธรรมนูญวาระ 3 หรือจะทำประชามติก่อนแล้วค่อยมาลงมติวาระ 3 หรือแก้ไขเป็นรายมาตรา หรืออาจมีแนวทางที่ 4, 5 เพิ่มเติม เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อร่วมมือผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ส่วนการยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พรรคยังไม่มีการหารือ เป็นเรื่องของภาคประชาชนและนักวิชาการซึ่งมีสิทธิจะทำ.