WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 16, 2012

ใบตองแห้ง 'Media inside Out': ศึกสายเลือดคนดีเขย่า TPBS

ที่มา ประชาไท

 

เผลอแป๊บเดียว TPBS หรือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ก็ก่อตั้งมาได้ 5 ปีแล้วนะครับ ซึ่งแปลว่าเราได้ใช้เงิน “ภาษีบาป” สร้างทีวีของคนชายขอบ ริมขอบ ตกขอบ ไปมากกว่า 10,000 ล้านบาท
แต่แหม แค่ได้ดู ณาตยา แวววีรคุปต์ เอา NGO กับชาวบ้านมาออกเวทีสาธารณะวันละโหล ก็คุ้มแล้วครับ รายการอย่างนี้จะไปหาสปอนเซอร์ได้ที่ไหน เพราะจัดช่องไหนก็ไม่มีคนดู (อ้าว)
รายการดีๆ อย่างนี้ TPBS ทุ่มทุนสร้างอย่างคุ้มค่าภาษีบาป กระทั่งมีเสียงเล่าอ้างว่า เมื่อตอนน้ำท่วมภาคใต้ บังเอิ๊ญทีมช่างภาพขาด ไม่พอถ่ายทำ “เวทีสาธารณะ” ทางสถานีต้องเรียกทีมรายงานสดน้ำท่วมภาคใต้ขึ้นมา ยกเลิกรายงานสดไปเลย ภูมิปัญญาชาวบ้านสำคัญกว่า คริคริ
เผลอแป๊บเดียว เทพชัย หย่อง ก็จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ TPBS ครบวาระในวันที่ 9 ตุลาคม 2555 นี้ ซึ่งอันที่จริง “เฮียสิ่ว” แกรับตำแหน่งมาตั้งแต่ 15 มกราคม 2551 แต่ตอนนั้นแค่รักษาการ แล้วจึงได้รับเลือกให้เป็น ผอ.อย่างเป็นทางการเมื่อ 10 ตุลาคม.2551
ตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ที่รัฐบาลขิงแก่ยึดไอทีวีมาตั้ง TPBS ต้องสรรหา ผอ.ใหม่ พี่หมอพลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการนโยบาย ออกประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ผอ.TPBS ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2555 โดยกำหนดระยะเวลารับสมัครคั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งแปลว่าปิดรับสมัครไปเรียบร้อยแล้ว
แม้ TPBS จะยังไม่ประกาศเป็นทางการว่ามีใครสมัครบ้าง แต่ก็รู้กันแซ่ด ว่ามี 4 คน ได้แก่ เฮียสิ่วเจ้าเก่า, สมชัย สุวรรณบรรณ ณ BBC ผู้สร้างเซอร์ไพรส์ ลาออกจากกรรมการนโยบายมาสมัคร ผอ.ทั้งที่เหลือวาระดำรงตำแหน่งอีก 2 ปี, วสันต์ ภัยหลีกลี้ รอง ผอ.ด้านปฏิบัติการ อดีต ผอ.อสมท.และ ผศ.นลินี สีตะสุวรรณ ภาควิชาศิลปะการละคร อักษรศาสตร์ จุฬาฯ มือเขียนบทละครช่อง 3 เจ้าของรางวัลนับไม่ถ้วน หนึ่งในกรรมการบริหาร TPBS
คนในล้วนๆ เลยครับ จะเปรียบเป็น “ศึกสายเลือด” ก็ได้
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับแม่บ้าน TPBS ยังรู้ว่า ศึกครั้งนี้ชิงชัยกันระหว่างสมชัยกับเทพชัย BBC Vs Nation เท่านั้น โดยฝ่ายแรกต่อครึ่งควบลูก ไม่มีใครรอง ขณะที่วสันต์ ภัยหลีกลี้ ต้องหลีกลี้หนีภัยสถานเดียว วสันต์ได้เป็นรอง ผอ.เพราะเฮียสิ่วหิ้วมา ขณะที่สมชัยก็เป็นหัวหน้าเก่า ณ BBC เพียงแต่ตอนแรก ทั้งคู่กั๊ก ไม่บอกว่าจะสมัคร วสันต์ถามเฮียสิ่วครั้งแล้วครั้งเล่า ก็กบไต๋อยู่นั่นแหละ วสันต์จึงยื่นใบสมัครไปก่อน แต่พอสมชัยลาออกลงสมัคร เฮียสิ่วก็ประกาศ กรูอยู่เฉยไม่ได้แร้ว ขอลุย
เจอรุ่นใหญ่เขาดวลกันอย่างนี้ ก็น่าเสียดาย วสันต์ไม่ถอนตัวก็เหมือนถอน วสันต์เนี่ยถึงใครจะมองว่ารุ่งมณี เมฆโสภณ ส่งเข้าประกวด แต่เป็นมืออาชีพด้านข่าว ทัศนะส่วนตัวส่วนเมียอาจมีผลบ้าง แต่ไม่ถึงกับสุดขั้วสุดโต่ง แถมวสันต์ยังไม่เล่นการเมืองในสำนักงาน ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่สร้างอาณาจักร
ส่วน ผศ.นลินี เจอ 2 บิ๊กประกบแบบนี้ก็เป็นแค่ไม้ประดับ คนในเล่าว่า TPBS อยากให้เธอเข้ามาช่วยงานละคร ที่ไหนได้ เธอกลับอยากคุมข่าว เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับนคร ชมพูชาติ ทนายความก๊วน สุวัตร อภัยภักดิ์, นิติธร ล้ำเหลือ (เคยเป็นทนายให้กบฏไอทีวี) เป็น 2 ตัวแทนอย่างไม่เป็นทางการของพี่น้องเอ๊ยฮาร์ดคอร์ในคณะกรรมการบริหาร
คนดีเขาเตะตัดขากัน
ถามว่าทำไมสมชัยต่อครึ่งควบลูก ก็ต้องย้อนไปดูว่า กรรมการนโยบายของ TPBS มี 9 คน ตามกฎหมายเมื่อครบ 2 ปีต้องจับสลากออก 2 คน โดยกรรมการชุดแรกตั้งเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2551 ได้แก่ อ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ประธาน, อ.จอน อึ๊งภากรณ์, สมชัย สุวรรณบรรณ, เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, จินตนา พันธุฟัก, มัทนา หอมละออ , รศ.อรศรี งามวิทยาพงศ์ และกมล กมลตระกูล
เมื่อครบ 2 ปีวันที่ 2 สิงหาคม 2553 สี่คนแรกถูกหวยต้องออกไป แต่สมชัยได้รับเลือกเข้ามาใหม่ พร้อมกับ ผศ.จุมพล พูลภัทรชีวิน, รศ. มาลี บุญศิริพันธ์ และศิริชัย สาครรัตนกุล คราวนี้ หมอพลเดชเป็นประธาน ฉะนั้นเมื่อถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2555 ห้าคนที่เหลืออยู่จากชุดแรกก็ต้องครบวาระ และต้องสรรหาใหม่
ซึ่งตอนนี้ก็มีประกาศรับสมัครกรรมการนโยบายแล้ว คณะกรรมการสรรหาจาก 15 องค์กรที่กฎหมายกำหนด เลือก สัก กอแสงเรือง เป็นประธาน อ.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สสส. เป็นเลขานุการ เปิดรับสมัครกรรมการนโยบาย ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 8 กรกฎาคม ปิดรับสมัครไปแล้วยังไม่รู้ผลว่ามีใครสมัครมั่ง
แต่มีตลกร้ายจะเล่าให้ฟัง คือมีคนไปสมัครวันที่ 7 กรกฎาคม ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับสมัคร เพราะเป็นวันเสาร์ วันที่ 8 เป็นวันอาทิตย์ พอพลิกไปดูประกาศก็บอกว่าให้สมัครได้ “ทุกวัน (เว้นวันหยุดราชการ)” เออ แล้วจะเปิดรับสมัครถึงวันที่ 8 ทำไมให้ป่วยการ
คุณสักแกชอบนับวันผิดอย่างนี้ มิน่าเล่า ถึงโดน กกต.แจกใบแดง คริคริ
คณะกรรมการสรรหาจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งผู้ผ่านการพิจารณาจะต้องไปแสดงตนและวิสัยทัศน์ด้วยวาจาต่อที่ประชุมคณะ กรรมการสรรหา ในวันที่ 27 กรกฎาคม
สังเกตอะไรไหมครับ คณะกรรมการนโยบายชุดใหม่จะเข้ามาวันที่ 2 สิงหาคม ขณะที่เฮียสิ่วจะครบวาระวันที่ 9 ตุลาคม เหลือเวลาอีกตั้ง 2 เดือน 7 วัน ทำไมคณะกรรมการนโยบายชุดเดิมจึงต้องรีบสรรหาผู้อำนวยการ ก่อนที่ตัวเองจะพ้นจากตำแหน่ง
มิหนำซ้ำ สมชัย สุวรรณบรรณ ยังลาออกจากคณะกรรมการนโยบายมาลงสมัครเอง ถามว่ากรรมการนโยบายที่เหลือ 8 คนจะเลือกใคร ระหว่างคนกันเองอย่างสมชัยกับเฮียสิ่ว ซึ่งแหล่งข่าวระดับแม่บ้านคนขับรถยังรู้ว่า กินเกาเหลากับกรรมการนโยบายอยู่เนืองๆ
นี่ถึงแม้แหล่งข่าวระดับสูงหน่อย 170 ซม.จะยืนยันว่า สมชัยนิสัยฝรั่ง BBC ไม่ได้ล็อบบี้ใครเลย ก็ยังต่อครึ่งควบลูกไม่มีคนกล้ารอง
ศึกครั้งนี้สนุกแน่ เพราะพนักงานระดับสูง ยกเว้นฝ่าย Admin ส่วนใหญ่เฮียสิ่วเอาเข้ามา ก็ถือหางเฮียสิ่ว แต่พวกพนักงานระดับล่าง ว่ากันว่าถ้าให้พนักงานโหวตเลือก ผอ.ได้ สมชัยเป็นต่อถึง 10-1 (แทง 10 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) เพราะพนักงานระดับล่างอึดอัดเต็มแก่ อยากให้ใครก็ได้เข้ามา “ล้างบาง” พวก นขต.(หน่วยขึ้นตรง)
แต่แม้สมชัยจะเป็นต่อทุกด้าน ก็ใช่ว่าจะคล่องคอ เพราะอาการรุกลี้รุกลนไม่ยอมรอกรรมการชุดใหม่ของกรรมการนโยบายดังกล่าว ทำให้เฮียสิ่วลั่นวาจาไว้แล้วว่า แพ้เมื่อไหร่กรูฟ้องแน่
มีอย่างที่ไหน กรรมการนโยบายจะพ้นวาระ 2 สิงหาคม ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการสรรหา 24 กรกฎาคม แต่ปิดรับสมัคร ผอ.วันที่ 4 กรกฎาคม จะประกาศชื่อ ผอ.คนใหม่ภายในวันไหนก็ไม่บอก งุบงิบงุบงิบ ตำแหน่งนี้เฮียสิ่วแกหวงของแกนะเออ เพราะเป็นเก้าอี้เทวดาประทาน พรบ.ที่ร่างโดยอาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ณ TDRI ไม่ยักกำหนดคุณสมบัติ ผอ.ว่าต้องจบปริญญาตรี ทั้งที่ปกติ ผอ.องค์กรระดับนี้ต้องจบปริญญาตรี คนในวงการสื่อที่พอจะทำหน้าที่นี้ได้ ก็มีแต่เฮียสิ่วนี่แหละที่ไม่จบปริญญาตรี
อย่างว่า ความรู้ความสามารถไม่ได้วัดกันด้วยปริญญา ใบตองแห้งก็ไม่จบปริญญา สมัคร ผอ.TPBS ได้เหมือนกัน 555
จิ้งจกข้างตึก TPBS ทักว่า หลังจากพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดตึกในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้แล้ว หมดพิธีมงคล ก็จะเป็นวันดีเดย์ ลุยกันตึกระเบิดแน่ โดยพนักงานระดับล่างที่อึดอัด ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการแบ่งก๊กแบ่งเหล่ามา 4-5 ปี กำลังรอโอกาส รอสุญญากาศอำนาจ เพื่อเสนอปัญหาต่อสังคมเช่นกัน

               (หมายเหตุประชาไท: เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ เว็บไซต์ใหม่ 'ประชาไท' ขอสงวนเนื้อหาบางช่วงให้ผู้อ่านติดตามและยลเว็บไซต์ใหม่ด้วยตัวเอง โปรดคลิกอ่านหัวข้อ ไม่มีที่ว่างให้คนนอก และ ช่องทางพิเศษคนดี)


“ตอบโจทย์” สาธารณะ
คำถามที่สาธารณชนจะต้องถามสื่อสาธารณะ TPBS คือ ทำไมกรรมการนโยบายจะต้องเร่งรีบคัดเลือก ผอ.ใหม่ และทำไมจึงมีคนสมัครแค่คนใน 4 คน ภาพลักษณ์ TPBS มันเป็นอย่างไรไปแล้วหรือ
กรรมการนโยบายควรยกเลิกการรับสมัคร ผอ. รอให้กรรมการนโยบายชุดใหม่เปิดรับสมัครใหม่ อย่างเปิดกว้าง โปร่งใส และให้สาธารณชนมีส่วนร่วม อ้าว ก็สื่อสาธารณะนี่ครับ ไม่ใช่ของกรรมการนโยบาย 9 คน กรรมการสรรหา 15 องค์กร
ถ้าจะให้ดี ก็ TPBS Got Talent จัดให้ผู้สมัครทุกคนมาแสดงวิสัยทัศน์ประชันกัน ทางรายการของ TPBS เอง (แต่ไม่เอาเวทีสาธารณะ คนเยอะไป จับประเด็นไม่ถูก) สมมติเช่น “ตอบโจทย์” ให้คนดูช่วยกันโหวต ให้คนดูกด like ให้คนดูช่วยกันส่งคำถาม ถึงแม้คนตัดสินยังเป็นกรรมการ แต่ถ้าค้านสายตาชาวบ้าน ก็มีหวังถูกโห่
อันที่จริง ควรจะทำตั้งแต่การสรรหากรรมการนโยบายเลยครับ ถ่ายทอดสด  แสดงวิสัยทัศน์กรรมการสรรหาไปด้วยในตัว (บลูสกายยินดีถ่ายทอดให้ฟรีๆ ฮิฮิ)
ทีวีสาธารณะ จะไปทำกระมิดกระเมี้ยนอยู่ทำไม จัดเรียลลิตี้โชว์เลยก็ได้ ให้ชาวบ้านส่ง SMS แพ้คัดออกสัปดาห์ละราย
เผลอๆ จะกลายเป็นรายการฮิตที่สุดนับแต่ก่อตั้ง TPBS มา
แล้วถ้าจะให้ดีนะครับ TPBS ก็ควรจะถือโอกาสนี้ สรุปปัญหา ทิศทาง แนวทาง นโยบาย การบริหาร ฯลฯ โดยให้พนักงานระดับล่างมีส่วนร่วม ให้โอกาสพวกเขาเสนอปัญหาระบายความอึดอัดใจอย่างเต็มที่ พูดถูกบ้าง พูดผิดบ้าง ก็ต้องฟัง เพราะที่ผ่านมามีแต่ปิดกั้น พนักงาน TPBS ไม่สามารถก่อตั้งสหภาพแรงงานได้ เพราะมีระเบียบบังคับไว้ ก่อตั้งได้แต่สมาพันธ์พนักงาน TPBS ซึ่งพูดอะไรมากก็ไม่ได้อีก เพราะมีระเบียบกำหนดว่า ห้ามพนักงานเคลื่อนไหวให้ร้ายองค์กร
ปิดปากกันซะอย่างนี้ จะเป็นทีวีสาธารณะในระบอบประชาธิปไตยได้ไงละครับ

ปล.ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีให้สำนักข่าวอิศรานำไปเผยแพร่

แถลงการณ์ 'กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ' : คัดค้านการสถาปนาอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

 

สืบเนื่องจากการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจรับคำร้องคัดค้านการ แก้ไขรัฐธรรมนูญตาม ม.68 ที่ผ่านมา และได้มีคำสั่งให้รัฐสภาหยุดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภาได้ผ่านวาระ 2 มาแล้ว ล่าสุดได้มีการไต่สวนและออกคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วนั้น
คณะ “กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ” ซึ่งประกอบด้วยอดีตนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยยุคต่างๆ รวมทั้งแพทย์ นักวิชาการ ฯลฯ ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์บ้านเมืองมาโดยตลอด นับตั้งแต่เหตุการณ์การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน คณะของเรามีความเป็นห่วงต่อวิกฤตระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้น และเห็นภัยคุกคามต่อหลักรัฐธรรมนูญ หลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรมของประเทศมาโดยตลอด จึงมีมติคัดค้านบทบาทของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้
1.คำตัดสินหรือคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ต้น ไม่ควรยอมรับในทุกมิติ ไม่ว่าจะมีผลลบมากน้อยอย่างไร และควรถือว่าคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ในทุกประเด็นเป็นโมฆะทั้งสิ้น
ทั้งนี้เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจรับคำร้องในคดีตั้งแต่ต้น แต่ใช้ดุลยพินิจตีความขยายอำนาจตนเองเพื่อรับคำร้องเองไต่สวนเองและวินิจฉัย เอง โดยขัดต่อถ้อยคำและเจตนารมณ์ใน กฏหมายรัฐธรรมนูญ ม.68 อย่างชัดเจน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีเพียงอำนาจเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ เท่านั้น การกระทำของตุลา-การศาลรัฐธรรมนูญจึงเท่ากับเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ขยายอำนาจรุกล้ำเขตอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐสภา อันมีที่มาจากอำนาจประชาชนโดยตรง คำสั่งให้หยุดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คำสั่งหรือคำแนะนำเชิงข่มขู่ให้ลงประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตาม ม. 291 ล้วนไม่อยู่ในอำนาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ทั้งสิ้น
หากรัฐสภาปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นจะเป็นการนำ อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ไปซุกอยู่ใต้อำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และจะเป็นการยอมรับการสถาปนาอำนาจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าอยู่เหนือรัฐ ธรรมนูญและอธิปไตยของปวงชน และในที่สุดเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจลงโดยสิ้นเชิง
2.เมื่อประมวลบทบาทของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผ่านมา นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เช่น คำตัดสินยุบพรรคการเมือง (ทุกพรรคยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์) ตัดสิทธิ์นักการเมือง ล้มรัฐบาลนายก ฯ สมัคร-สมชาย และคำวินิจฉัยครั้งนี้ เราเห็นได้ชัดเจนว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายรัฐประหาร หรือฝ่ายอำนาจนอกระบบ โดยเชื่อมโยงประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตร กลุ่มสยามประชาภิวัตน์ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมาโดยตลอดระยะเวลา 5-6 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือ โค่นล้มทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 อันเป็นมรดกสำคัญของการรัฐประหารในอดีตอย่างสุดกำลัง โดยไม่ยึดหลักกติกาในระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมและความยุติธรรมในสังคม อันเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคม
3.ขอเรียกร้องต่อรัฐสภา ประกาศไม่ยอมรับคำสั่งหรือคำวินิจฉัยใด ๆ  ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น ยืนหยัดพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ปกป้องอำนาจนิติบัญญัติ อันเป็นอำนาจทางตรงของประชาชน จัดให้มีการประชุมรัฐสภาและลงมติวาระ 3 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ทำการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยต่อไป ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. แล้วเสร็จ ให้นำร่างดังกล่าว เสนอผ่านการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการที่เป็นกลางและเป็นที่ยอมรับของสังคม หลังจากนั้นจัดให้ประชาชนลงประชามติ เพื่อรับรองความชอบธรรมของรัฐธรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
4.ขอเรียกร้องให้ประชาชนและองค์กรประชาธิปไตยแสดงจุดยืนพิทักษ์ระบอบ ประชาธิปไตย ต่อต้านอำนาจตุลาการเหนือรัฐธรรมนูญ โดยการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฏหมายอาญา ม.157 ต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการปฏิรูประบบศาลรัฐธรรมนูญ โดยยุบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ตามขั้นตอนกฏหมายรัฐธรรมนูญ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยขึ้นใหม่ โดยให้ยึดโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง รวมทั้งปฏิรูป ขจัดเครือข่ายอำนาจศาลและองค์กรอื่น ๆ ที่เป็นมรดกจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
คณะของเรา ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองและรัฐสภา ยืนหยัดปกป้องหลักการในระบอบประชาธิปไตย ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ต่อต้านอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ให้หลักนิติธรรมอยู่เหนือความอยุติธรรมโดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของตนเอง เสียสละต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ

ด้วยจิตคารวะ
กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ
15 กรกฎาคม 2555

รายงานพิเศษ: กรุงเทพเมืองฟ้า: ในวันที่รถไฟฟ้ากำลังกลืนกินมังกร

ที่มา ประชาไท

 

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง ติดตาม เฝ้าดู และบอกเล่า เมืองฟ้าอมรที่จะกำลังเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งภูมิทัศน์ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม

1
“ผู้คนตกใจเมื่อผมเอาภาพถ่ายทุ่งนาที่เคยอยู่ที่นี่ในช่วงทศวรรษ ที่ 1970 ให้ดู ตอนนั้นเราอยู่กันตามท้องถนน ในตลาดและแผงลอยกลางแจ้ง ต่อมาทุกอย่างย้ายเข้าไปอยู่ในร่ม เข้าไปอยู่ตามศูนย์การค้า เบื้องหลังประตูที่ปิดและห้องแอร์ เราไม่แน่ใจครับว่าตอนนี้เรากำลังกลายเป็นอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้ก็คือ ตัวตนของเรากำลังหายไป”
เป็นคำกล่าวของ แพททริค ม็อก ผู้ประสานงานความทรงจำแห่งฮ่องกง (Hong Kong Memory Project) ที่ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Nation Geographic ถึงสภาพที่กำลังเป็นไปในเมืองของเขา (ที่มา : ฉบับภาษาไทย : ไมเคิล พาเทอร์นีติ. ‘ฮ่องกงในกรงเล็บพญามังกร’ . ฉบับที่ 131 มิ.ย.2555)
สำหรับเมืองอย่าง ‘ฮ่องกง’ มีคำพูดของ มิลตัน ฟรีดแมน นักเศรษฐศาสตร์ ให้ภาพไว้ว่า หากคุณต้องการเห็นเมืองที่เป็นลัทธิทุนนิยมขนานแท้จะต้องไปดูที่นี่ ปัจจุบัน ฮ่องกงเป็นเมืองเมืองที่มี GDP อยู่ลำดับที่ 10 ของโลก แต่ก็มีช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยอยู่ในกลุ่มที่สูงสุดของโลกเช่นกัน ที่นี่ฉากหน้าอันสวยงามและยั่วยวนคือการเป็นศูนย์กลางของเงินตราและประตูสู่ การลงทุนในประเทศจีนซึ่งกำลังร้อนแรงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปัญหาจากผู้ลี้ภัย การเคลื่อนย้ายผู้คนจากแผ่นดินใหญ่ หญิงขายบริการ กลุ่มอันธพาล แรงงานราคาถูกที่ค่าจ้างแทบไม่พอเลี้ยงปากท้อง รวมทั้งพวกที่ต้องอยู่กันอย่างแออัดในห้องแบ่งเช่าขนาดเท่าตู้เย็นก็คือฉาก หลังที่ความใส่ใจคือสายตาอันชินชา
“เมืองนี้ก้าวไปเร็วเกินกว่าความทรงจำจะตามทันครับ” แพททริค ม็อก สรุปถึงบ้านเมืองของเขาที่เส้นขอบฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปทรงของมันได้ทุกวัน..
ในโลกของโลกาภิวัตน์และทุนนิยม ไม่ว่ามันจะขนานแท้หรือปลอมๆก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่แทรกซึมเข้าไปแน่ๆ แม้แต่ชนบทที่ดูเหมือนห่างไกลยังไม่วายที่คุณจะได้ต้องพบรอยยิ้มหวานของโคคา โคล่า หรือกระทั่งพื้นที่ทางจิตวิญญาณอย่างสถาบันศาสนาที่ชวนทำจิตใจให้สงบ เราก็สามารถใช้จ่ายเงินสักก้อนแลกบุญกรรมมาการันตีความมั่นคงได้ถึงหลังความ ตายกระทั่งวนกลับมาเกิดใหม่อีกรอบหนึ่ง
เราไม่รู้ว่า ฮ่องกง คือ ต้นแบบ ‘เมือง’ สำหรับผู้บริหารทั้งหลายที่อยากจะเป็นหรือไม่ แต่เรารู้ว่าหลายเมืองในประเทศกำลังพัฒนากำลังเดินไปในเส้นทางแห่งความ ยั่วยวนทางการเงินนั้น โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรของเราที่จะกำลังเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอนในอีกไม่นานนี้

2
ความเปลี่ยนแปลงคงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญคงเป็นเรื่องความโปร่งใสหรือการตรวจสอบกระบวนการเปลี่ยนแปลง ของมัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับกรุงเทพมหานคร เมืองที่เคยเผชิญแรงกระตุ้นในการเปลี่ยนแปลงมาหลายระลอก เฉพาะที่ชัดเจนที่สุดซึ่งเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและโลกทัศน์คือช่วงเวลา ของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โลกตะวันออกต้องเผชิญแรงเสียดทานหลายรูปแบบจากโลกตะวันตก ทำให้เมืองทางฝั่งพระนครต้องขยายตัวออกไปตามถนนอย่างต่อเนื่องแทนการขยายตัว ไปตามลำคลองทางฝั่งธนบุรี ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นรากฐานของกรุงเทพสมัยใหม่ ยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมเริ่มรุกเข้ามา พื้นที่สังคมเกษตรกรรมยิ่งเปลี่ยนไป สังคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังเป็นสาเหตุสำคัญในการล่มสลายของความเป็นย่าน ชุมชนหลายแห่ง
ราวหลัง พ.ศ. 2500 คือ ช่วงเวลาที่รัฐวัดการพัฒนาประเทศโดยเน้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจตามแผน การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นสำคัญ ช่วงเวลานี้การเติบโตของกรุงเทพเป็นไปอย่างรวดเร็วและยิ่งทำให้เกิดช่องว่าง ระหว่างเมืองกับชนบท คนต่างจังหวัดจำนวนมากโยกย้ายเข้ามาเป็นแรงงานในเขตเมืองจนทำให้เกิดความ แออัดแต่ไร้การจัดการ พื้นที่ในหลายแห่งจึงเสื่อมโทรมจนทำให้ราชการนิยามคำว่า ‘สลัม’ ขึ้นมาเป็นกรอบในการมองและลงมือเมื่อรัฐต้องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ในระดับ นโยบาย ชุมชนของคนจนเมืองหรือสลัมจะเป็นสถานที่แรกๆที่จะถูกจัดการไล่รื้อออกไป
อย่างไรก็ตาม หากต้องการมองกรุงเทพผ่านพัฒนาการของเมืองที่ไกลไปกว่านั้น เราอาจต้องมองเมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เวนิชแห่งตะวันออก’ แห่งนี้ในบริบทที่กว้างกว่าฝั่งแม่น้ำเดียวที่เรียกว่าเป็นกรุงรัตนโกสินทร์ ในปัจจุบัน นั่นคือ ต้องมองเมืองแห่งนี้ผ่านความเป็น ‘บางกอก’ ที่เคยเป็นด่านหรือท่าการค้ามาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในแผนที่โลกฝรั่งยังประทับและเรียก Bangkok ถึงปัจจุบัน
 
(ซ้าย ): แผนที่แม้น้ำเจ้าพระยาของ de la Mare วิศวะกรฝรั่งเศสในสมัยพระนารายณ์แสดงพื้นที่ตั้งบางกอก บนพื้นที่คล้ายเกาะฝั่งธนบุรี (ขวา ) : แผนที่จาก Describtion du royaume de Siam ของ de la Lubere ทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาสมัยพระนารายณ์ ในแผนที่ la Ville คือตัวเมืองบางกอกซึ่งจะกลายเป็นพระนครในสมัยธนบุรี ส่วนฝั่งตรงข้าม คือ le fort ที่จะกลายเป็นกรุงเทพปัจจุบัน
เมืองบางกอก คือ เมืองที่ฝั่ง ‘ธนบุรี’ เคยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่ดอนกว่าและเหมาะแก่การตั้งบ้านเรือนในสภาพแวดล้อมของพื้นที่ปาก แม่น้ำที่ต้องมีน้ำหลากท่วมเป็นปกติตามฤดูกาล ตะกอนที่น้ำพามาทำให้ดินมีความสมบูรณ์เมื่อเติมด้วยความกร่อยเค็มผ่านการ ขึ้นลงของน้ำและไอทะเลที่ทำให้เกิดสภาพ ลัดจืดลัดเค็ม ผลไม้ที่ขึ้นแถบนี้จึงมีรสอร่อยพิเศษกว่าพื้นที่อื่น บริเวณนี้จึงเหมาะแก่การทำสวนมากกว่าทำนา
ในสมัยสมเด็จพระไชยราชา หรือช่วงต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการขุดคลองลัดบางกอก แม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมกลายเป็นคลองสองสาย ปัจจุบัน คือ คลองบางกอกใหญ่และคลองบางกอกน้อย ต่อมามีการขุดคลองคูเมืองทางฝั่งตะวันออกซึ่งก็คือคลองคูเมืองเดิมหรือที่ ปัจจุบันใครๆ มักเรียกว่า ‘คลองหลอด’ ส่วนคลองคูเมืองทางฝั่งตะวันตก เริ่มจากคลองบางกอกใหญ่อ้อมไปทางด้านหลังวัดโมลีโลกยารามหรือวัดท้ายตลาดไป ออกยังคลองบางกอกน้อยหลังวัดอมรินทรารามหรือวัดบางหว้าน้อย ด้วยเหตุนี้เมืองธนบุรีจึงมีลักษณะคล้ายเกาะ น่าจะเป็นที่มาของคำว่า ‘บางเกาะ’ หรือ ‘บางกอก’ (บางแนวคิดบอกว่า มาจากชื่อของต้นมะกอกน้ำที่น่าจะเคยมีมากแถบนี้) และเป็น เมือง ‘อกแตก’ คือมีแม่น้ำผ่ากลางเมือง มีชุมชนดั้งเดิมอยู่แถบนี้มาตั้งแต่ก่อนการขุดคลองลัดกระจายอยู่ตามริมแม่ น้ำเจ้าพระยาสายเดิม นักวิชาการด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยาอย่าง รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม เคยให้ข้อสังเกตว่า ความเป็นชุมชนในบริเวณนี้มองได้จากวัดเก่าแก่ เช่น วัดบางหว้าใหญ่หรือวัดระฆังโฆสิตารามที่เป็นวัดประดิษฐานพระบรมธาตุมา ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น สมัยหลังมายังสถาปนาวัดอรุณราชวรารามถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของธนบุรี ส่วนฝั่งตะวันออกก็มีวัดเก่าแก่เช่นกัน เช่น วัดโพธิ์และวัดสลักหรือวัดมหาธาตุฯในปัจจุบัน เมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้วศูนย์กลางการบริหารจึงย้ายไปฝั่งตะวันออก แต่คนและกิจกรรมโดยมากยังอยู่ที่ฝั่งตะวันตก
‘บางกอก’ ยังเป็นภาพของเมืองที่สะท้อนลักษณะความเป็นด่านหรือท่าสำคัญทางการค้ามาแต่ โบราณที่มีชุมชนหรือย่านเกิดขึ้นตามมา เช่น ย่านกะดีจีน ที่มีผู้คนหลายกลุ่มมาตั้งถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนที่ตั้งศาลเจ้าอันเป็นที่มาของชื่อย่านกะดีจีนหรือกุฎี จีน วัดกัลยาณมิตรศูนย์กลางของชาวพุทธที่ผสมผสานความเป็นจีนอย่างเด่นชัด ต่อมายังมีชาวโปรตุเกสอพยพมาจากอยุธยาเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้จึงถูก เรียกกันว่า ‘ฝรั่งกุฎีจีน’ หรือลึกเข้าไปในคลองบางหลวงก็มีชุมชนมอญ ใกล้กันมีบ้านลาวที่บางไส้ไก่ ส่วนกลุ่มมุสลิมก็อยู่ทางกะดีขาวหรือมัสยิดบางหลวง ย่านคลองสานใกล้กันก็มีความหลากหลายเช่นนี้ ซึ่งลูกหลานผู้คนเหล่านี้บางส่วนยังคงสืบเชื้อสายและตั้งถิ่นฐานมาจนถึง ปัจจุบัน
จากบางกอกกระทั่งเป็นกรุงเทพ เป็นสังคมที่มีการใช้ที่ดินเป็นแบบจารีต คือ มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน แต่พัฒนาการที่ชัดเจนหลัง พ.ศ. 2500 สยามหรือไทยได้เข้าสู่สังคมแบบอุตสาหกรรมยิ่งขึ้น และเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง เศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็หลั่งไหลเข้ามาเต็มรูปแบบ พื้นที่สาธารณะที่เคยใช้กันตามจารีตจึงค่อยๆเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ระบบ ‘กรรมสิทธิ์’ ที่ดินกลายเป็นเรื่องของ ‘ทุน’ ทางเศรษฐศาสตร์ มี ‘มูลค่า’ และสามารถซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมาย ความเปลี่ยนแปลงนี้ตกค้างเป็นปัญหาระหว่างกรรมสิทธิ์กับสาธารณะ สิ่งที่ตามมาภายใต้โลกทัศน์ใหม่ก็คือ คน ตระกูล หรือผู้มีอำนาจในกรรมสิทธิ์หรือที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกรรมสิทธิ์คือผู้มี ชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน จึงสามารถขายที่ดินและได้ผลประโยชน์เฉพาะตนหรือตระกูลเมื่อมีการต้องการ เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ดังนั้น การซื้อขายเปลี่ยนมือจึงมักตามมาด้วยความขัดแย้งกับผู้ที่อยู่และใช้พื้นที่ นั้นมาแต่เดิม

3
ประวัติศาสตร์ในแบบเรียน คือ ประวัติศาสตร์อันชวนภาคภูมิใจถึงกรุงเทพหรือกรุงรัตนโกสินทร์
เด็กๆอาจสามารถท่องชื่อ วัด วัง สถานที่บางแห่งหรือบุคคลสำคัญได้อย่างคล่องปากไปจนถึงเข้าสู่รั้ว มหาวิทยาลัย แต่ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาทำให้เราเริ่มมองเห็นเส้นขอบฟ้าที่นี่เปลี่ยน แปลงไปทุกวันเช่นกัน ภาพสะท้อนที่แสนชัดเจนของทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ คือ ความทรงจำของกรุงเทพก็กำลังตามไม่ทันกับการพัฒนาเหมือนที่อื่นๆ โดยที่ยังไม่มีกระบวนการรักษาหรือจัดการกับความทรงจำที่กำลังจะหายไปเหล่า นั้น
สินค้านานาชนิดไล่ไปตั้งแต่เสื้อผ้าถึงของเล่นเด็ก ผลไม้อบแห้ง รังนก สมุนไพร หูฉลาม เครื่องไหว้ในพิธีกรรม ผู้คนจอแจทั้งหาซื้อของใช้และของกิน แสงไฟสว่างสดใสยามค่ำคืน เสียงสำเนียงไทยปนจีนและสำเนียงจีนจริงๆที่ล้งเล๊งระหว่างทำการค้า ม่านควันธูปอวลฟุ้งและผู้คนมากมายในศาลเจ้า คือ ภาพชีวิตทั่วไปที่แฝงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์อันยาวนานของ ‘สำเพ็ง – เยาวราช’ หรือหากต่อเนื่องไปอีกหน่อยก็คือย่านการค้าที่สะท้อนความเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่องในกลุ่มคนเชื้อสายจีนที่เรียกว่า ‘เวิ้งนาครเขษม’ ซึ่งผู้มาเยือนสามารถหาซื้อได้ตั้งแต่เครื่องดนตรีพร้อมคำแนะนำสำหรับมือ ใหม่ เครื่องทองเหลืองหรือภาชนะสังกะสี ร้านขายวัตถุโบราณ หรือแม้แต่ร้านหนังสือหายาก ชื่อเสียงของที่นี่กำลังประกาศให้ทุกคนรู้ว่าย่านนี้เป็น ‘ย่านมังกร’ หรือสถานที่แห่งจิตวิญญาณนักสู้ที่บรรพบุรุษคนจีนสร้างเนื้อสร้างตัวกันมา ด้วยหยาดเหงื่อและความคิด
เดิมชุมชนของคนจีนเคยตั้งอยู่บริเวณวังหลวง แต่ย้ายมาบริเวณนี้เมื่อครั้งสร้างบ้านแปงเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ตามการโปรด เกล้าฯแห่งปฐมกษัตริย์ การค้าย่านนี้เจริญขึ้นและคึกคักมาตลอด โดยเฉพาะเมื่อกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างกรุงเทพกับต่างจังหวัดเนื่อง จากใกล้ทั้งสถานีรถไฟหัวลำโพงและท่าน้ำราชวงศ์ ในขณะที่ผู้คนที่นี่เองก็ได้สร้างความสัมพันธ์กันเป็นย่าน เป็นชุมชนภายในนั้น แต่อาจเป็นความบังเอิญหรือจังหวะ ที่ที่ดินผืนนี้ไปเกี่ยวพันกับราชนิกูลและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีต้นทุนทั้งทางวัฒนธรรมและที่ดินจำนวนมาก อันเป็นมรดกมาจากอดีตและกำลังเผชิญหน้ากับความยั่วเย้าอย่างรุนแรงของทุน นิยม ความบังเอิญเข้าไปอีกชั้นหนึ่งคือกรุงเทพมหานครของเราขณะนี้ก็มีผู้ว่า ราชการที่เป็นราชนิกูลจากเชื้อสาย ‘บริพัตร’ ซึ่งเป็นตระกูลหนึ่งที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หากมีการพัฒนาที่ดินใน ‘โครงการรถไฟฟ้า’ บางแห่ง โดยเฉพาะสถานีวัดมังกรกมลาวาส ย่านเยาวราช และสถานีวังบูรพาใกล้แยกสามยอดติดกับเวิ้งนาครเขษม และเป็นจังหวะเดียวกันพอดีกับช่วงที่ทางกรุงเทพมหานครได้เปิดเผยถึงการกำหนด ผังเมืองใหม่อันชวนตระหนกออกมาให้ประชาพิจารณ์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา


กำลังรื้อถอนอาคารเพื่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
โครงการรถไฟฟ้า คือ ความสะดวกที่ชาวกรุงเทพไฝ่ฝันเพราะจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องเวลาและหลีกเลี่ยง การจราจรอันคับคั่ง ดังนั้น จึงไม่ใช่โครงการที่จะถูกคัดค้านอย่างแน่นอน แต่หลายคนเริ่มไม่แน่ใจถึงสิ่งที่อาจซ้อนเร้นอยู่ในความบังเอิญและฉุกคิดถึง เมืองใหม่ที่ไม่มี ‘ไชน่าทาวน์’ อันเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่ยังมีพลวัตรทางเศรษฐกิจสูงที่อาจหายไปในกระบวน การเงียบๆของนโยบายเมือง
ศิริณี อุรุนานนท์ ตัวแทนจากกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนเจริญไชย กล่าวว่า ผังเมืองใหม่ที่กำลังมีขึ้น คือการกำหนดให้สถานีรถไฟฟ้าเป็นศูนย์กลางแห่งการจัดสรรการใช้พื้นที่ของ เมืองใหม่ทั้งหมด ทุกๆแห่งที่มีสถานีรถไฟฟ้า พื้นที่โดยรอบตีวงออกไป 500 เมตร อนุญาตให้สร้างอาคารขนาดใหญ่ได้ ซึ่งความคลุมเครือของกฎหมายอาจเปิดให้ตีความในการสร้างพื้นที่อาคารได้ถึง หนึ่งหมื่นตารางเมตร หรือเป็นตึกอาคารสูง 11 ชั้น และหากลองลากวงกลมตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง วัดมังกร และวังบูรพา ไชน่าทาวน์ก็อาจหายไปเกือบหมด
หรือภาพของกรุงเทพในอนาคต อาจเป็นเพียงผลสะท้อนของการเจรจาทางธุรกิจระหว่างตระกูลหรือเจ้าของที่ดิน เดิมกับนักลงทุนกระเป๋าหนัก ในห้วงความคิดกับความเป็นจริงที่กำลังเริ่มเผยโฉมก็คือ ที่ดินผืนใหญ่ใจกลางย่านเก่าแก่และทรงพลังทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนใหญ่คือที่ดินของกรมธนารักษ์ สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มรดกของราชนิกูล รวมทั้งที่ธรณีสงฆ์ของวัดหลายแห่งกำลังถูกจัดการ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ชุมชนและอาคารหวั่งหลีอันเก่าแก่ใกล้วัดยานนาวาถูกทุบทำลายและสั่งให้ย้ายคน หลายร้อยคนออกเมื่อวัดต้องการพัฒนาพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างโรงแรม ในขณะที่ชุมชนซอยเจริญไชย บ้านของศิริณีเองซึ่งเป็นย่านที่ขายสินค้าประเพณีเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนก็ กำลังอยู่บนอนาคตที่ไม่แน่นอน เพราะเป็นเพียงผู้เช่าอาคารในกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ซึ่งมีหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพเป็นประธาน แม้จะเรียกร้องจนเสียงแหบแห้งสักเพียงใดก็ตาม แต่ปัจจุบันเป็นเวลา 4 ปีมาแล้วที่ชาวชุมชนเจริญไชยและละแวกใกล้เคียงไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่า ทั้งที่อยู่อาศัยบนที่ดินผืนนี้มาถึง 4 -5 รุ่น โดยที่ทางกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้รองรับความเป็นชุมชนของพวกเขา เนื่องจากมองว่าอาคารที่เช่านั้นเป็นสมบัติของเอกชน และ ณ ขณะนี้นี้หากมองไปฝั่งตรงข้ามจะเห็นว่าอาคารบางหลังในย่านแปลงนามเริ่มมีการ รื้อถอนเพื่อรองรับการมาอย่างแน่นอนของสถานีรถไฟฟ้าแล้ว

4
29 มิ.ย. 2555 ดีลทางธุรกิจครั้งใหญ่เสร็จสิ้นลงอีกแห่ง..
หรืออาจเป็นอีกวันที่น่าหวาดหวั่นสำหรับชาว ‘เวิ้งนาครเขษม’..
ณ ที่นี้ คือ พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 14 ไร่ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรมทันสมัย การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนราคาประเมินที่ดินใหม่จะมีผล บังคับใช้วันที่ 1 ก.ค. 2555 โดยเป็นการทำสัญญาระหว่างเจ้าของที่ดินคือ ราชนิกูลเก่าแก่ 5 ตระกูล ได้แก่ บริพัตร,กิตติยากร ,โสณกุล ,บุณญะปานะ ,ดิศกุล ณ อยุธยา และสวัสดิวัตน์ กับ ‘เจริญ สิริวัฒนภักดี’ นักธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศ
4,507 ล้านบาท คือ ราคาของกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินซึ่งสูงกว่าราคาประเมินถึงสามเท่า กระนั้น ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้ค้าขายและอาศัยในย่านนาครเขษมก็เคยรวมตัวกันเป็น นิติบุคคลเพื่อเสนอราคา 4,000 ล้านบาทในการซื้อที่ดินคืนกลับมาแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ และที่ผ่านมาที่ดินแปลงนี้เคยตกเป็นที่สนใจของบรรดานักธุรกิจหลายกลุ่มทั้ง แพลตตินัม, อักษรา, สยามแก๊ส มาลีนนท์ หรือแม้แต่นักลงทุนจากประเทศจีน
“เราใช้วัฒนธรรมของเรา เรามีประวัติศาสตร์กาลเวลาของเรา พอดีพื้นที่เวิ้งมีคุณค่าตรงนี้ทำให้สู้ได้ชัด และสิ่งสำคัญที่ทำให้เราสู้ คือ เรามีความเป็นครอบครัวซึ่งเราอยู่มาสามสี่ชั่วรุ่น มันเป็นจิตวิญญาณของปู่ย่าตายาย เราต้องแสดงให้รัฐเห็นว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิในการแสดงความเห็นก่อนที่จะให้ ใครมากำหนดว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไร” วิสิษฐ์ เตชะเกษม ชาวเวิ้งนาครเขษมสะท้อนถึงสิ่งที่คิดและกำลังทำ พวกเขาเพิ่งไปร่วมแสดงความเห็นผ่านเวทีเสวนา ‘ไล่รื้อชุมชน’ ความขัดแย้งระหว่างกรรมสิทธิโดยกฎหมายกับสิทธิชุมชน ภาวะล้าหลังทางวัฒนธรรมในเมืองไทย’ ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิเล็ก -ประไพวิริยะพันธุ์ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ วันเดียวกับที่ความเป็นกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินเวิ้งนาครเขษมถึงกาลเปลี่ยนมือ

เวิ้งนาคาเขษม กับอานาคตที่ยังไม่แน่นอน
อะไรที่ทำให้นักธุรกิจใหญ่กล้าที่จะลงทุนบนที่ดินผืนนี้ เพราะลำพังทำเลรถไฟฟ้าคงไม่สามารถคืนกำไรกลับมาอย่างมหาศาลหากไม่สามารถ พัฒนาการใช้ที่ดินได้ หากมองตามกฎหมายผังเมืองเดิม พื้นที่บริเวณนี้คือ เขตย่านเก่าที่ห้ามไม่ให้มีการสร้างตึกสูง นอกจากนี้ เวิ้งนาครเขษมยังเป็นพื้นที่ใกล้กับเขตที่คณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์กำหนด ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์อย่างเข้มข้น แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกต คือ การแก้ไขผังเมืองฉบับใหม่อาจเป็นแรงขับเคลื่อนทางธุรกิจครั้งสำคัญที่ใครต่อ ใครต่างพากันเชื่อมั่นอย่างประหลาดว่า น่าจะผ่านออกมาได้ต่อให้มีการยื่นเรื่องคัดค้านก็ตาม
“เรายื่นเรื่องไปกับทางผังเมืองแล้ว แต่ถ้าผังเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร ชาวบ้านในไชน่าทาวน์ทั้งหมดจะทำอะไรได้บ้าง จะยื่นเรื่องต่อไปทางไหน เราไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ” ศิริณี สะท้อนถึงความเป็นจริงของกฎหมายที่เอื้ออาทรต่อการยื่นข้อเสนอและมักหยุด อยู่เพียงเท่านั้นราวกับเป็นก้อนเมฆที่ล่องลอยกระทบภูเขาเพียงให้เกิดเป็น ทัศนียภาพสวยงาม
ศิริณี ยังหวังถึงการต่อสู้ด้วยความเป็นอาคารอนุรักษ์ ซึ่งชุมชนเจริญไชยมีอาคารเก่าแก่กว่าร้อยปี โดยได้ยื่นเรื่องไปทั้งที่ทางสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชน ซึ่งหน่วยงานหลังได้เรียกทางผังเมืองมาคุยว่า บริเวณนี้เป็นอาคารเก่าแก่สมควรแก่การอนุรักษ์ ทำไมถึงไม่อนุรักษ์ไว้ ตัวแทนจากทางผังเมืองยืนยันในแบบที่ไม่เคยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไปว่า ขึ้นกับกรมศิลปากร ถ้าไม่มีการชี้ว่าเป็นอาคารอนุรักษ์ก็ไม่สามารถริดรอนสิทธิของเจ้าของที่ดิน ได้

Station 1 โรงแรมแห่งใหม่กับการตลาดใกล้รถไฟฟ้าใต้ดิน ถูกขึ้นป้ายคัดค้านจาก วัดมังกรกมลาวาส ซึ่งอยู่ติดกัน

ตึกแถว 100 ปี ย่านชุมชนเจริญไชย ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดมังกร ฯ
ศิริณี ตัดสินใจยื่นเรื่องไปที่กรมศิลปากรอีกแห่ง อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการส่งหน่วยงานใดเข้ามาดูว่า อาคารเหล่านี้เก่าแก่ควรแก่การอนุรักษ์หรือไม่ กระทั่งล่าสุด หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ ยังออกมาให้ข่าวย้ำลงไปอีกว่า จะมีการรื้ออาคารเก่าแก่ที่อยู่ในที่ดินของมูลนิธิและบริเวณที่จะสร้างสถานี รถไฟฟ้า เนื่องจากมีสภาพที่เก่าและแผ่นดินไหวบ่อยอาจจะทำให้ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนในชุมชนต่างคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่หากมีผังเมืองใหม่ออกมาต่างหาก บริเวณนี้ก็อาจกลายเป็นห้างสรรพสินค้าหรู คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ คอนโดมีเนียม ซึ่งนั่นหมายความว่า เมื่อมีรถไฟฟ้า อดีตโดยรอบและผู้คนที่นี่ย่อมหมดคุณค่าไปโดยปริยาย
“ไชน่าทาวน์ที่เราบอกว่าใหญ่ที่สุดในโลก อีกหน่อยจะไม่เหลือ ชาวต่างชาติที่อยากมาเที่ยวไชน่าทาวน์ เขาคงไม่อยากมาเที่ยวห้างสรรพสินค้า เพราะอย่างนั้นเขาไปเดินราชประสงค์หรือสยามก็ได้ แต่ไม่ใช่ที่ไชน่าทาวน์” ศิริณี กล่าว
ที่ชุมชนเจริญไชย ยังมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆที่น่าสนใจแห่งหนึ่งอยู่บนอาคารที่ผู้ว่าฯหวั่นวิตกถึง แผ่นดินไหว ชื่อว่า ‘บ้านเก่าเล่าเรื่ง’ ซึ่งคณะทำงานกลุ่มอนุรักษ์และชาวชุมชนได้ร่วมกันตั้งขึ้น นอกจากสิ่งของที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพื้นที่แล้ว ยังมีข้อความโดดเด่นชวนให้ตระหนักคิดติดแสดงอยู่
“ถ้าชุมชนที่มีการค้าขายแบบประเพณีดั้งเดิมที่อยู่นี้หายไป ต่อไปเราจะไปหาวัฒนธรรมประเพณีแบบนี้ได้จากที่ไหน หรือจะเล่าให้ลูกหลานฟังว่า ครั้งหนึ่งบริเวณนี้เคยเป็น....”

พิพิธภัณฑ์ บ้านเก่าเล่าเรื่อง คือ เรื่องราวของลูกหลานเผ่าพันธุ์มังกรสยามที่อาจถูกย้ายออกไป หากเจ้าของที่ดินต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์
หรือเมื่อเรากำลังเดินไปตามเส้นทางสายทุนนิยม เราต้องจำยอมให้ตัวตนของเราถูกละลายไปด้วย ข้อความที่เขียนไว้ในพิพิธภัณฑ์เจริญไชย อาจเป็นเสมือนคำพยากรณ์ที่เตือนถึงกรุงเทพมหานครเมืองฟ้า ที่ซึ่งลูกหลานของเราอาจตกใจและเสียดายเมื่อเอาภาพถ่ายสักใบที่มีชีวิตและ ผู้คนในเวลานี้ยื่นให้พวกเขาดู.

'คณิต' โวย 'เฉลิม' บิดผลสอบ 'ฆ่าตัดตอน'

ที่มา ประชาไท

 

“คณิต” ร้อง 'ยิ่งลักษณ์' เฉลิมอ้างผลสอบ "ทักษิณ" ไม่มีการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ คลาดเคลื่อน ระบุเป็นการปกป้องและยกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้ประโยชน์จากตน
16 ก.ค.  เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานว่า นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ทำหนังสือด่วนถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ไปออกรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2555 ร่วมกับ ผบ.ตร. และ เลขาธิการ ป.ป.ส.และกล่าวพาดพิงว่า “คือการแก้ปัญหายาเสพติดที่ทำได้ผลมากที่สุด สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้วก็มีคนตาย 2,500 คน ก็ถูกกล่าวหาว่า ฆ่าตัดตอน ในความเป็นจริงแล้วหลังมีการปฏิวัติ มีการตรวจสอบเรื่องนี้ถึงสองครั้งท่านอาจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ก็เป็นประธานการตรวจสอบ ยืนยันว่า ไม่มีการฆ่าตัดตอน”  ว่า  เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่คลาดเคลื่อนต่อความจริง เป็นการปกป้องและยกย่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้ประโยชน์จากตน การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จึงน่าจะผิดจรรยาบรรณทางการเมือง เพราะจะต้องตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ ศึกษาและวิเคราะห์การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไป ปฏิบัติจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ให้รอบคอบเสียก่อน ที่จะหยิบฉวยไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง
การให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โดยปราศจากการตรวจสอบความจริงให้กระจ่างและถูกต้องในครั้งนี้นั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนต่อตน
“ในรายงานการศึกษาเบื้องต้นของ คตน. ได้ระบุไว้ชัดว่าในนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นของ คตน. กรณีน่าเชื่อว่า “ความผิดฐานอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ได้เกิดขึ้นจากการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับยาเสพติดและการนำนโยบายไปปฏิบัติที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการนี้เป็นจำนวนมาก
ในทางวิชาการแล้วการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับล่างหรือระดับ ปฏิบัติ ที่น่าเชื่อว่าทำให้เกิดการตายของคนจำนวนมากนั้น ต้องถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐโดยแท้เท่านั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับล่างหรือในระดับปฏิบัติจึงไม่ใช่การ กระทำอันถือว่าเป็นการกระทำของตนเอง หากเป็นการกระทำอย่างเป็นการกระทำของผู้อื่นเหตุนี้ในทางวิชาการจึงอาจ ถือว่าผู้อยู่เบื้องหลังต่างหากที่เป็นผู้กระทำการฆาตกรรมประชาชนพลเรือนของ ประเทศในฐานะผู้กระทำความผิดในความผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”   นายคณิต กล่าว
เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานคำกล่าวของนายคณิต อีกว่า คตน. เห็นว่าอาจมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความรับผิดตามกฎหมายอาญา ระหว่างประเทศว่าด้วยอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเกิดขึ้นในการนำนโยบายไปสู่การ ปฏิบัติ แต่การหาตัวผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องมีการตรวจสอบข้อ เท็จจริงเพิ่มเติมต่อไปอีก
รวมทั้งการศึกษาวิจัยเพื่อหามาตรการป้องกันมิให้การดำเนินนโยบายปราบปราม ยา เสพติดที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก และที่สำคัญยิ่งจะต้องดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาความเสีย หายที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน ซึ่งการดำเนินการทั้งสองประการนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของ คตน. และจะได้นำเสนอในรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อไป.
ทั้งนี้ นายคณิต ยังกล่าวอีกว่า ส่วนตัวที่ตัดสินใจทำหนังสือ ยื่นถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้นั้น เนื่องจากเห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม นำชื่อของตนไปสร้างเครดิตทางการเมือง ซึ่งขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด คำสัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีมีความคลาดเคลื่อน  อย่างไรก็ตามตนคงจะไม่มีการฟ้องร้อง ไปหน่วยงานไหนเพื่อเติม ที่ยื่นหนังสือดังกล่าวเพียงต้องการยืนยันความจริงเท่านั้น
"ส่วนหากจะมีฝ่ายใดนำเรื่องของตนไปฟ้องหน่วยงานอิสระให้ตรวจสอบจริยธรรม ขของร.ต.อ.เฉลิม หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ และคงไม่เกี่ยวกับตน" นายคณิต กล่าว

ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐ

หนังสั้นที่ HOT ที่สุดในขณะนี้ สองบวกสองเท่ากับห้า

ที่มา thaifreenews



คุณได้ข้อคิดอะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง

Intelligence: ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ 'อย่าให้ประชาชนทนไม่ไหว'

ที่มา uddred

 วอยซ์ทีวี 15 กรกฎาคม 2555 >>>



รายการ Intelligence ประจำวันที่ 15 ก.ค. 55

ศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เป็นหัวหน้าคณะตัวแทนประชาชนไทย เข้าพบอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เพื่อเรียกร้องให้รับคดีปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 ไว้ไต่สวนเบื้องต้น
แม้ ICC ยังไม่รับคดีนี้เพราะประเทศไทยยังไม่ลงนามเป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วย ศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่ธงชัยชี้ให้เห็นว่าการที่ ICC ยังคงเก็บคำร้องไว้โดยไม่จำหน่ายทิ้ง และยินดีให้คณะเข้าพบ แสดงว่า ICC สนใจจับตาสถานการณ์ในประเทศไทยอยู่ตลอด
สำหรับความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติ และส่อเค้าจะไปสู่วิกฤติรอบใหม่ อ.ธงชัย เห็นว่า ความคิดประชาธิปไตยแบบอำมาตย์ที่เชื่อว่าจะต้องให้คนดีมีคุณธรรมมีอำนาจนำ เหนือการเมือง อันที่จริงก็เป็นความคิดที่สามารถต่อสู้กันได้โดยสันติ เป็นปกติธรรมดา แต่สาเหตุที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและแตกหักคือ ระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตย์กลัวว่าอีกไม่นานจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
อ.ธงชัย ฝากข้อคิดว่า การอภิวัฒน์สยาม 2475 ที่อ้างว่าชิงสุกก่อนห่ามนั้น เป็นการบิดเบือนประเด็น เพราะไม่เคยมีการปฏิวัติหรือการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นโดยประชาชนพร้อม ฉลาด รู้เห็นทุกอย่าง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพียงเพราะประชาชนทนระบอบเดิมไม่ไหวเท่านั้นเอง

ความเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของความสำเร็จ

ที่มา ดังตฤณ DUNGTRIN


: คำตัน :
# ข้อคิดจาก คุณตัน

• ความเชื่อเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของความสำเร็จ
เชื่ออย่างไร
คิดอย่างไร
เราจะเดินไปอย่างนั้น

• ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เริ่มต้นที่เงินเท่าไหร่
มีเงิน ไม่มีเงิน..
ไม่สำคัญเท่ากับ
มี “ปัญญา”
และ “ประสบการณ์”เป็นทุนติดตัว

• ความสงสัย ที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์
คือความสงสัยใน "ความสามารถของตัวเอง"

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้
และไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่เราคิด

• ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า
ในวิกฤติมักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

• สิ่งสำคัญที่สุด เราต้องเชื่อว่าเราทำได้

• หลายคนติดกับดักชีวิต
เพราะเลือกใช้ชีวิตเหมือน "หนูถีบจักร"
วิ่งไปแค่ไหนก็ยังย่ำอยู่กับที่
เพราะเสียเวลาทำในสิ่งซ้ำๆ
ทำในสิ่งที่ไม่ได้พัฒนาตนเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ความสำเร็จมีขั้นตอน อย่าใจร้อน

• ความสำเร็จ ไม่ได้หล่นมาจากฟ้า
แต่มีลำดับขั้นตอน
ที่ต้องอาศัย ความตั้งใจ มุ่งมั่น ทุ่มเท และอดทนรอ

• ไม่มีทางที่คุณจะได้ผลลัพธ์ความสำเร็จที่ดีกว่า
หากยังคงทำทุกอย่าง ซ้ำรอยเดิม

• ถ้าเก่งสู้เขาไม่ได้
ทางเดียวที่จะทำให้เท่ากับเขาหรือมากกว่าก็คือ
ต้องทำให้มากกว่า 2-3เท่า หรืออาจมากกว่านั้น

• บางครั้งชีวิตของเรา...
ความเจ็บปวด
ความผิดพลาด
หรือความล้มเหลวของวันนี้

อาจจะผลักดัน
และเปลี่ยนกลายเป็นความความทรงจำ
ที่ชื่นใจในวันข้างหน้าก็ได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้
แต่เราเอาชนะอุปสรรคได้

• ปัญหาทำให้คนแข็งแกร่งขึ้น
ถ้าไม่เคยล้มเหลวก็ยากที่จะรู้ว่า
การจะประสบความสำเร็จเขาทำกันอย่างไร

• ความลำบากเป็นของขวัญที่มนุษย์ไม่สิทธิ์
และไม่สามารถปฏิเสธได้
เก็บความเสียใจยกให้เมื่อวานนี้
วันนี้ของเราต้องให้ตัวเองเริ่มต้นเดินหน้าใหม่เสมอ

• ไอเดียดีๆ
มักจะเกิดได้ภายใต้ความกดดัน
ด้วยการตั้งมั่นและฝึกฝนบ่อยๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

" วิถีตัน " ตอน 26

• เปลี่ยนเอาข้อด้อยเป็นจุดแข็ง
เปลี่ยนความผิดหวังเป็นแรงขับดัน
คิดไว้ในใจ “ กูจะทำให้มึงดู”
ถ้าผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้ !!

• ไม่ว่าจะเกมส์ชีวิตหรือเกมส์ธุรกิจ
ไม่มีใครหรอกครับที่จะชนะทุกอย่างที่ขวางหน้า
ดังนั้นอย่าวิ่งหนีการแข่งขัน
อย่ารังเกียจความพ่ายแพ้
แต่เราต้องอยู่ร่วมกันกับมันให้จงได้

- ตัน ภาสกรนที -
>> http://www.facebook.com/tanmaitan

~ เริ่มใหม่ได้ ถ้า "หัวใจ..ไม่ยอมแพ้" ~
• イチ タ ン : Ichitan •

.... ........... .. ............. ...

TUNYAR 』: Admin Fanpage

ศธ.เลื่อนแจกแท็บเล็ต ป.1 ไม่มีกำหนด

ที่มา Voice TV

 ศธ.เลื่อนแจกแท็บเล็ต ป.1 ไม่มีกำหนด


กระทรวงศึกษาธิการเลื่อนแจกแท็บเล็ต ให้กับนักเรียนชั้นป.1 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังไอซีทีสุ่มตรวจพบแท็บเล็ตต่ำกว่ามาตรฐานจำนวน 7 เครื่อง

กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ประกาศเลื่อนการส่งมอบเครื่องแท็บเล็ต ป.1 ล็อตแรกจำนวนกว่า 45,000 เครื่อง ในพื้นที่เขตการศึกษาต่างๆ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่กำหนดไว้ในช่วงบ่ายวันนี้(16 กรกฎาคม) เหตุที่ต้องเลื่อนออกไปก่อนคือ กระทรวงไอซีที พบว่า มีตัวเครื่องที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งไอซีทีกำหนดมาตรฐานตามที่ ทีโออาร์ ระบุไว้ คือ การสุ่มตรวจจะต้องมีเครื่องเสียได้ไม่เกิน 7 เครื่อง ถ้าหากมากกว่านั้น ทางไอซีทีจะส่งคืนเครื่องแท็บเล็ตล็อตแรกให้กับบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป เพื่อนำไปปรับปรุง

รายงานระบุว่า ผลการตรวจสอบคุณภาพแท็บเล็ต ป.1 ที่เจ้าหน้าที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงไอซีทีทำการสุ่มตรวจสอบมาตรฐานทางเทคนิคเครื่องแท็บเล็ตจำนวน 500 เครื่อง จากจำนวนที่ได้รับมอบล็อตแรก พบว่า มี 7 เครื่อง ที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน อาทิ ระบบสัมผัส หรือ ทัชสกรีนหน้าช้า และเกิดปัญหาเครื่องติดๆ ดับๆ

อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้แจ้งเลื่อนส่งมอบเครื่องแท็บเล็ตล็อตแรก 45,000 เครื่อง ออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมที่จะส่งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาได้ตั้งแต่บ่าย วันนี้ (16 กรกฎาคม) ในจังหวัด กระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น กำแพงเพชร

Source:News Center/infoquest/VoiceTV(image)
16 กรกฎาคม 2555 เวลา 14:34 น.

ประมวลภาพ นายกฯร่วมงานมหกรรมร้านถูกใจ (16 ก.ค.55)

ที่มา Voice TV

 ประมวลภาพ นายกฯร่วมงานมหกรรมร้านถูกใจ (16 ก.ค.55)



วันนี้ (16 กรกฎาคม 2555) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปร่วมงานมหกรรมรวมพล ร้านถูกใจ โช่ห่วย ช่วยไทยช่วยชาติ ณ เมืองทองธานี  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Source : www.facebook.com/Y.Shinawatra (Image)
16 กรกฎาคม 2555 เวลา 14:45 น.

เยี่ยมคนแดนไกล แบบไร้อภิสิทธิ์ชนกับ พานทองแท้

ที่มา facebook.com/oakpanthongtae

โดย  Oak Panthongtae Shinawatra



พร้อมหรือยังครับสำหรับการไปเยี่ยมคนแดนไกลให้หายคิดถึง หลายๆท่านคงทราบแล้วว่า
วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ คือวันคล้ายวันเกิดของคุณพ่อผม นี่จึงเป็นที่มาของ"เยี่ยมคนแดนไกลแบบไร้อภิสิทธิ์ชนกับพานทองแท้"
ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 1 ณ เกาะฮ่องกงนะครับ งานนี้พูดง่ายๆคือทัวร์พาแฟนเพจที่น่ารักของผม
ไปฉลองวันเกิดคุณพ่อนั่นเอง ซึ่งผมจะพาไปโดย"ไม่คิดค่าใช้จ่าย"ครับ จะพาไปทั้งหมด 20 คน
บุคคลที่จะได้รับเลือกให้ไปด้วยกัน คร่าวๆก็จะคัดมาจากแฟนเพจของผมเท่านั้นนะครับ
โดยมีกติกาง่ายๆคือ


1. ลงทะเบียนที่หน้าลงทะเบียนให้เรียบร้อยนะครับ (สงวนสิทธิ์สำหรับคนที่มี Passport นะครับ)
https://www.facebook.com/oakpanthongtae/app_326454584109822

2. ประกาศผลผู้โชคดี วันที่ 19 กรกฎาคม 55 จำนวน 20 ท่านโดยคัดเลือกจาก
- แฟนเพจที่มาอวยพรวันเกิด จำนวน 5 ท่าน
- แฟนเพจที่แสดงความคิดเห็นและแชร์อย่างสม่ำเสมอ จำนวน 10 ท่าน
- แฟนเพจที่แสดงความคิดเห็นในโพส 2+2=5 จำนวน 5 ท่าน

3. ส่งหลักฐานยืนยันการรับรางวัลภายในวันที่ 21 กรกฎาคม 55 (หลังจากนั้นถือว่าสละสิทธิ์)

เราจะไปกันตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม กลับวันที่ 26 กรกฎาคม 3วัน 2 คืน ใครที่คิดว่าต้องได้รับเลือกแน่นอน ขอแนะนำให้ลางานไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ

แม้การไปเที่ยวครั้งนี้ เป็นการพาไปเที่ยวต่างประเทศและได้พบคุณพ่อของผมแบบส่วนตัว
แต่คนที่ได้รับเลือกสามารถเป็นใครก็ได้นะครับ ที่เป็นแฟนเพจของผม ไม่จำเป็นจะต้องดังหรือเป็นคนพิเศษใดๆทั้งสิ้น เพราะผมวินิจฉัยแล้ว นี่ไม่ใช่การไปแบบอภิสิทธิ์ชนครับ :)

เที่ยวบินนาซ่าครั้งที่ 1 (NASA no.1) Neither Abhisit-chon nor Salim are Accepted เป็นเที่ยวบินปลอดเผด็จการดังนั้น
โปรดอย่านำสิ่งของต้องห้ามขึ้นเครื่อง
(Aviation Safety and Democracy Requirements)

1. อาหารบางชนิด เช่น สลิ่ม ปลากระป๋องเน่า(โดยเฉพาะปลาบู่ ห้ามเด็ดขาด)
2. เก้าอี้รัฐสภา ทางสายการบินมีที่นั่งบริการท่านแล้ว ไม่ต้องลากของใครมา
3. โฉนดที่ดิน สปก.4-01, เขาแพง, เขายายเที่ยง
4. วัตถุเหนี่ยวนำไฟฟ้า เช่น สายล่อฟ้า
เนื่องจากมีประวัติทำให้เครื่องบินนาซ่าตกมาแล้ว
5. ของเหลวที่อาจทำให้เกิดการปั้นเป็นตัวได้
6. สิ่งมีชีวิตต้องห้ามบางจำพวกที่มีลักษณะ แก่ง่าย ตายยาก เช่นแมลงสาบ และนักข่าวแก่ๆ โอลด์เมด ตกงาน ลงสส.ก็สอบตก มีพฤติกรรมรับใช้พรรคการเมืองที่เป็นอภิสิทธิ์ชน
7. เนื่องจากเป็นการเดินทางไปต่างประเทศ จึงควรงด
ปืน รถถัง สไนเปอร์ สิ่งที่แสดงถึงความล้าหลัง หรือขัดแย้งกับคุณค่าประชาธิปไตยทุกชนิด เพื่อไม่ให้เป็นการอับอายต่อสายตาชาวโลก

พร้อม หรือยังครับสำหรับการไปเยี่ยมคนแดนไกลให้หายคิดถึง หลายๆท่านคงทราบแล้วว่า วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ คือวันคล้ายวันเกิดของคุณพ่อผม นี่จึงเป็นที่มาของ"เยี่ยมคนแดนไกลแบบไร้อภิสิทธิ์ชนกับพานทองแท้" ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 1 ณ เกาะฮ่องกงนะครับ งานนี้พูดง่ายๆคือทัวร์พาแฟนเพจที่น่ารักของผม ไปฉลองวันเกิดคุณพ่อนั่นเอง ซึ่งผมจะพาไปโดย"ไม่คิดค่าใช้จ่าย"ครับ จะพาไปทั้งหมด 20 คน บุคคลที่จะได้รับเลือกให้ไปด้วยกัน คร่าวๆก็จะคัดมาจากแฟนเพจของผมเท่านั้นนะครับ โดยมีกติกาง่ายๆคือ 1. ลงทะเบียนที่หน้าลงทะเบียนให้เรียบร้อยนะครับ (สงวนสิทธิ์สำหรับคนที่มี Passport นะครับ) https://www.facebook.com/oakpanthongtae/app_326454584109822 2. ประกาศผลผู้โชคดี วันที่ 19 กรกฎาคม 55 จำนวน 20 ท่านโดยคัดเลือกจาก - แฟนเพจที่มาอวยพรวันเกิด จำนวน 5 ท่าน - แฟนเพจที่แสดงความคิดเห็นและแชร์อย่างสม่ำเสมอ จำนวน 10 ท่าน - แฟนเพจที่แสดงความคิดเห็นในโพส 2+2=5 จำนวน 5 ท่าน 3. ส่งหลักฐานยืนยันการรับรางวัลภายในวันที่ 21 กรกฎาคม 55 (หลังจากนั้นถือว่าสละสิทธิ์) เราจะไปกันตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม กลับวันที่ 26 กรกฎาคม 3วัน 2 คืน ใครที่คิดว่าต้องได้รับเลือกแน่นอน ขอแนะนำให้ลางานไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ แม้การไปเที่ยวครั้งนี้ เป็นการพาไปเที่ยวต่างประเทศและได้พบคุณพ่อของผมแบบส่วนตัว แต่คนที่ได้รับเลือกสามารถเป็นใครก็ได้นะครับ ที่เป็นแฟนเพจของผม ไม่จำเป็นจะต้องดังหรือเป็นคนพิเศษใดๆทั้งสิ้น เพราะผมวินิจฉัยแล้ว นี่ไม่ใช่การไปแบบอภิสิทธิ์ชนครับ :) เที่ยวบินนาซ่าครั้งที่ 1 (NASA no.1) Neither Abhisit-chon nor Salim are Accepted เป็นเที่ยวบินปลอดเผด็จการดังนั้น โปรดอย่านำสิ่งของต้องห้ามขึ้นเครื่อง (Aviation Safety and Democracy Requirements) 1. อาหารบางชนิด เช่น สลิ่ม ปลากระป๋องเน่า(โดยเฉพาะปลาบู่ ห้ามเด็ดขาด) 2. เก้าอี้รัฐสภา ทางสายการบินมีที่นั่งบริการท่านแล้ว ไม่ต้องลากของใครมา 3. โฉนดที่ดิน สปก.4-01, เขาแพง, เขายายเที่ยง 4. วัตถุเหนี่ยวนำไฟฟ้า เช่น สายล่อฟ้า เนื่องจากมีประวัติทำให้เครื่องบินนาซ่าตกมาแล้ว 5. ของเหลวที่อาจทำให้เกิดการปั้นเป็นตัวได้ 6. สิ่งมีชีวิตต้องห้ามบางจำพวกที่มีลักษณะ แก่ง่าย ตายยาก เช่นแมลงสาบ และนักข่าวแก่ๆ โอลด์เมด ตกงาน ลงสส.ก็สอบตก มีพฤติกรรมรับใช้พรรคการเมืองที่เป็นอภิสิทธิ์ชน 7. เนื่องจากเป็นการเดินทางไปต่างประเทศ จึงควรงด ปืน รถถัง สไนเปอร์ สิ่งที่แสดงถึงความล้าหลัง หรือขัดแย้งกับคุณค่าประชาธิปไตยทุกชนิด เพื่อไม่ให้เป็นการอับอายต่อสายตาชาวโลก (แปลโดย Bing)