WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 19, 2012

ชาวเน็ตสับ 'เทพไท' วิพากษ์ชุดที่ 'นายกฯ' สวมใส่

ที่มา Voice TV

 ชาวเน็ตสับ 'เทพไท' วิพากษ์ชุดที่ 'นายกฯ' สวมใส่



โลกออนไลน์ ตำหนินายเทพไท เสนพงศ์  หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ชุดที่  นายกรัฐมนตรีสวมใส่ ขณะปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการเดินทางไปเยือนยุโรป เนื่องจากชุดที่นายกฯใส่นั้นเป็นชุดของโครงการศิลปาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวที่ เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างเผ็ดร้อนล่าสุดเป็นเรื่องที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ดำเนินรายการสายล่อฟ้า สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบลูสกาย ได้วิพากษ์วิจารณ์ชุดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสวมใส่ ขณะปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการเดินทางไปเยือนยุโรป 
 
 
โดยนายเทพไท ระบุว่า มีการนำภาพที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ใส่ชุดสีส้มไปเทียบกับแฟชั่นเสื้อผ้าในขณะนี้ ที่กำลังฮิตสีส้ม ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมายและวัตถุประสงค์ของฝ่ายสร้างภาพให้นายกฯ ว่าจะได้ภาพแบบนี้ออกมาลงหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
 
 
"น.ส.ยิ่งลักษณ์แต่งกายตามแบบแคตตาล็อค ต่างๆ การเดินทางไปเยือนเยอรมันจึงน่าจะเป็นในฐานะผู้แทนด้านแฟชั่น โครงการที่ว่าครัวไทยสู่ครัวโลกจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นแฟชั่นไทยไปแฟชั่นโลก ของนายกฯ น่าจะเหมาะสมกว่า ดังนั้น จับตาดูหลังจากนี้สื่อต่างประเทศจะพูดเรื่องนี้มากกว่าสาระที่ไปพบปะกัน และนายกฯ ก็จะภูมิใจมากหากสื่อบอกว่าเป็นนายกฯ ที่แต่งกายดีที่สุด สง่าที่สุด นี่คือความสำเร็จในการทำหน้าที่นายกฯ ของไทย" นายเทพไทกล่าว
 
 
ทั้งนี้ เว็บไซต์ Go6TV ได้รวบรวมการแสดงความเห็นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก ทั้ง Facebook และ Twitter ส่วนหนึ่งวิจารณ์วิจารณ์การกระทำของนายเทพไทว่าไม่เหมาะสม เพราะชุดที่นายกรัฐมนตรีสวมใส่ดังกล่าวเป็นชุดของโครงการศิลปาชีพ
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก : ประชาชาติธุรกิจ , http://www.go6tv.com

19 กรกฎาคม 2555 เวลา 15:35 น.

Blognone: สรุปข้อมูล (ร่าง) กฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G 2.1GHz ของ กสทช.

ที่มา ประชาไท

 

หมายเหตุ: อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ หนึ่งในคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT Advanced ของ กสทช. เขียนสรุปเนื้อหาสำคัญในร่างกฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G 2.1GHz ของ กสทช. ซึ่งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ เป็นเวลา 30 วัน จนถึงวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ลงในเว็บไซต์ Blognone ประชาไทเห็นว่าน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่อีกช่องทางหนึ่ง
ที่มา: http://www.blognone.com/node/34284


หลังจาก กสทช. เคาะราคาการประมูล 3G แล้ว เริ่มต้น 4,500 ล้านบาทต่อ 5 MHz ก็เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะต่อหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่น 2.1GHz สำหรับการประมูล 3G (ฉบับร่าง) เป็นเวลา 30 วัน (จนถึงวันที่ 28 กรกฎาคมนี้)
ในโอกาสนี้ผมก็ขอมาสรุปเนื้อหาสำคัญในร่างประกาศชุดนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ง่ายขึ้นครับ

สิ่งที่ต้องรู้ก่อน

ผมมีส่วนได้เสียกับร่างประกาศชุดนี้ด้วย คือเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่ ย่าน 2.1 GHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี IMT-2000 หรือ IMT Advanced (ตามที่เคยประกาศเอาไว้) ดังนั้นประกาศนี้จะดีจะแย่ ผมก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในฐานะคณะอนุกรรมการที่เข้าไปช่วยให้ความเห็นต่อการร่างด้วย
คลื่นความถี่ถือเป็นทรัพยากรของชาติที่มีจำกัด (และจำกัดมาก) ดังนั้นก็ขอเชิญชวนผู้อ่าน Blognone ทุกท่านในฐานะประชาชน เข้ามาให้ความเห็นต่อร่างประกาศชุดนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบการทำงานของ กสทช. อีกชั้นหนึ่ง ทางสำนักงาน กสทช. เองมีช่องทางรับฟังความเห็นทั้งอีเมล โทรสาร ไปรษณีย์ ซึ่งดูรายละเอียดได้จาก เว็บไซต์ กสทช.
นอกจากนี้ยังมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศอีกด้วย โดยการรับฟังความเห็นต่อตัวเกณฑ์ฉบับหลักจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม (พรุ่งนี้) ที่โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค รายละเอียดก็ดูกันเองตามลิงก์
หมดช่วงเกริ่นแล้วก็เข้าเรื่องกันดีว่าครับ

โครงสร้างของ (ร่าง) ประกาศ กสทช.

เอกสารทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดได้จาก เว็บไซต์ กสทช.
ตั้งแต่ย่อหน้าแรกจนถึงตรงนี้ ผมใช้คำว่า "ชุด" มาตลอด เหตุเพราะเอกสารของ กสทช. รอบนี้มากันเป็นชุด มีหลายฉบับประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งจะต่างไปจากการประมูลคราวก่อนที่ล้มไปที่มีเอกสารหลักเพียงฉบับเดียว
เหตุผลก็เพื่อแยกเรื่องราวที่อาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสียทีเดียว กับการประมูล 3G ออกมาเป็นประกาศ กสทช. คนละฉบับกัน และประกาศเหล่านี้สามารถนำไปใช้กับกิจการโทรคมนาคมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 3G 2.1GHz ได้ด้วยนั่นเองครับ
บนเว็บไซต์ของ กสทช. แสดงรายชื่อเอกสาร 5 ฉบับ ดังนี้
  1. หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม เคลื่อนที่สากล (International Mobile Telecommunications - IMT) ย่าน 2.1 GHz พ.ศ. ....
  2. แผนความถี่วิทยุกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (Telecommunications - IMT) ย่านความถี่วิทยุ 1920-1980/2110-2170 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) และย่านความถี่วิทยุ 2010-2025 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)
  3. การใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ....
  4. การใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ พ.ศ. ....
  5. บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน พ.ศ. ....
เอกสารฉบับหลักที่เป็นกฎเกณฑ์การประมูลคือหมายเลข 1 ส่วนเอกสารหมายเลข 2 เป็นตารางแสดงผังความถี่ที่ใช้ประมูลในรอบนี้ (ไม่มีความสำคัญอะไรมากนักเพราะคลื่นที่ว่างอยู่มันก็มีเท่านี้แหละ) ส่วนเอกสารหมายเลข 3-4-5 เป็นประกาศที่เกี่ยวข้องอีก 3 ฉบับ ได้แก่
  • หมายเลข 3: ประกาศเรื่องการแชร์โครงสร้างพื้นฐาน (เสาและโครงข่าย) ระหว่างโอเปอเรเตอร์แต่ละราย เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนโครงข่าย และป้องกันการกีดกันการแข่งขันโดยห้ามแชร์เสา
  • หมายเลข 4: เรื่องการโรมมิ่งระหว่างเครือข่ายต่างๆ ทั้ง 2G และ 3G
  • หมายเลข 5: เรื่อง MVNO
บทความชิ้นนี้จะพูดถึงเอกสารหมายเลข 1 คือตัวกฎเกณฑ์การประมูลเป็นหลักนะครับ (เพื่อป้องกันเอกสารหายไปจากเว็บ กสทช. ในอนาคต ก็ขอแปะเวอร์ชัน Scribd ไว้ตรงนี้สักหน่อย)
NBTC 3G Auction 2.1GHz Rules (2012 Draft)

แนวคิดของการออกแบบกฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G

ในการร่างกฎเกณฑ์การประมูลคลื่น 3G มีข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ดังนี้
  • กฎหมาย (พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553) มาตรา 45 ระบุว่าต้องจัดสรรคลื่นโทรคมนาคมด้วยวิธีการประมูล
  • คลื่นโทรคมนาคมในประเทศไทย ปัจจุบันถูกถือครองเป็นเจ้าของไปเกือบหมดแล้วโดยหน่วยงานต่างๆ
  • คลื่นช่วง 3G ที่ว่างอยู่และ กสทช. สามารถนำมาจัดสรรได้ คือ คลื่น 2.1GHz ความกว้างของช่วงคลื่น 45MHz
  • ในแง่เทคนิคแล้ว ผู้ให้บริการ 3G หนึ่งรายจำเป็นต้องใช้ช่วงคลื่นกว้าง 10-15MHz สำหรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ (ถ้า 5MHz จะมีสภาพเหมือน AIS ในปัจจุบัน) โดยตัวอย่างการประมูลในต่างประเทศ มีทั้งการให้คลื่นล็อตละ 10-15-20MHz (15MHz มีเยอะที่สุด)
  • ผู้ให้บริการที่มีศักยภาพในบ้านเรามี 3 รายใหญ่เท่านั้น แม้ในทางทฤษฎีจะเป็นไปได้ว่า TOT/CAT จะสนใจการประมูลครั้งนี้ แต่ในแง่ปฏิบัติคงยากมาก (มีคลื่นอยู่แล้ว+การลงทุนขนาดใหญ่ของทั้งสองบริษัทนี้ต้องผ่านมติคณะ รัฐมนตรี)
  • ดังนั้นถ้าเอา 45/3 จะออกมาเป็น 15MHz ถือเป็นตัวเลขลงตัวสวยงามพอดี แจกจ่ายเรียบร้อยแล้วแยกย้ายกันให้บริการสักที แต่นั่นไม่ใช่การประมูล และผิดกฎหมายตามเหตุผลข้อแรก
อันนี้เป็นเรื่องยากนะครับ คือผู้ให้บริการในประเทศไทยก็มีอยู่เท่าที่เห็น และคงไม่มีเพิ่มอีกแล้ว ด้วยเหตุผลว่าตลาดค่อนข้างอิ่มตัว (saturate) แล้ว มีพื้นที่ให้รายใหม่ๆ เข้ามาเล่นน้อยมาก (ต่อให้เป็นบิ๊กเนมจากต่างประเทศก็ตาม) การลงทุนไม่คุ้มค่าเพราะนอกจากการเข้ามาประมูลคลื่นแล้ว ยังต้องมีเรื่องโครงข่าย เรื่องการให้บริการ หน้าร้าน การตลาด เอกสาร ฯลฯ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (และจากการโรดโชว์ของ กทช. เมื่อ 2 ปีก่อนก็ไม่มีใครเข้ามาสักราย)
ดังนั้น กสทช. จะต้องออกแบบการประมูลให้ขายคลื่นกว้าง 45MHz โดยสันนิษฐานว่ามีผู้เข้าประมูล 3 ราย และยังมีการแข่งขันในฐานะการประมูลอยู่นั่นเอง ซึ่งนี่เป็นประเด็นสำคัญของการประมูล 3G รอบนี้ (รวมถึงรอบที่แล้วด้วย)
ในการประมูล 3G คราวก่อนที่ล้มไป กทช. ใช้สูตร N-1 มาช่วยสร้างสภาพการแข่งขัน โดยกำหนดเงื่อนไขว่ามีใบอนุญาต 3 ชุดชุดละ 15MHz แต่ถ้ามีผู้เข้าประมูลน้อยกว่า 4 ราย จะลดจำนวนใบอนุญาตลง 1 ใบเพื่อให้เกิดการแข่งขันขึ้น ส่วนใบอนุญาตที่งดไปจะนำมาประมูลในภายหลัง
กฎข้อนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ทั้งจากผู้ให้บริการเองที่ไม่อยากได้คลื่นช้ากว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ และจากคนทั่วไปที่ตั้งข้อสงสัยว่ากฎ N-1 จะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกน้อยลงหรือไม่ เผอิญว่าการประมูลครั้งนั้นถูกล้มไปเสียก่อน กฎนี้จึงไม่ถูกใช้งาน
การออกแบบกฎการประมูลของ กสทช. ในรอบนี้จึงมีโจทย์สำคัญคือแก้ข้อจำกัดของกฎ N-1 ในคราวก่อนนั่นเอง

การแบ่งช่วงคลื่น

แนวทางที่ กสทช. นำมาใช้ในรอบนี้คือยกเลิกกฎ N-1 ทิ้งไป ผู้ให้บริการทุกรายจะได้รับใบอนุญาตพร้อมกัน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของการแข่งขันในตลาดไปได้
ส่วนประเด็นว่ามีการแข่งขันหรือไม่ ทาง กสทช. หันมาใช้แนวคิดว่าใบอนุญาตแต่ละใบสามารถมีช่วงคลื่นที่ไม่เท่ากันได้ (ของเดิมคือ 15MHz เท่ากันหมดสามชุด) โดยซอยช่วงคลื่น 45MHz ออกเป็นช่วงย่อยๆ ละ 5 MHz รวมเก้าชุด และให้ผู้เข้าร่วมประมูลเป็นฝ่ายเลือกเองว่าจะเอาคลื่นเท่าไร (รายละเอียดดูข้อ 6 ในร่างประกาศฉบับหลัก)
พูดง่ายๆ ว่าการประมูลของเดิม แข่งขันกันว่าใครจะได้หรือไม่ได้ใบอนุญาต (2 ใบจากผู้เล่น 3 ราย) แต่การประมูลรอบนี้ แข่งกันว่าใครจะได้คลื่นมากหรือน้อยกว่ากัน
กสทช. จำกัดช่วงคลื่นที่สามารถยื่นขอประมูลได้ไว้ที่ 20 MHz (4 ล็อต) เพื่อป้องกันผู้เข้าประมูลรายหนึ่งรายใดที่อาจเงินเยอะกว่าคนอื่นมากวาด คลื่นไปหมด แต่ไม่ได้จำกัดว่ายื่นประมูลน้อยที่สุดเท่าไร (ดังนั้นในทางทฤษฎีเป็นไปได้ว่ามีรายเล็กเงินน้อยเข้ามาขอประมูลแค่ 5MHz)
ถ้าเราสันนิษฐานว่ามีผู้เข้าประมูลแค่ 3 รายเท่านั้น รูปแบบของผลลัพธ์การประมูลที่เป็นไปได้ก็มีตั้งแต่
  • 20-15-10 เป็น best outcome คือเกิดการแข่งขัน และผู้ให้บริการไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก
  • 20-20-5 อันนี้อาจดีไม่เท่าอันแรก เพราะรายสุดท้ายได้คลื่นน้อย
  • 15-15-15 เป็น worst outcome กรณีคลื่นขายหมดทุกสล็อต เพราะไม่เกิดการแข่งขัน (แต่ถ้าทุกรายยื่นประมูลมาแบบนี้ ก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเอกชน)
แน่นอนว่าการแบ่งคลื่นแบบนี้มีจุดอ่อนในกรณี 15-15-15 ที่โอเปอเรเตอร์ทุกรายรวมหัวกันยื่นขอ 15MHz เหมือนกันหมด ซึ่งมีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่สมมติฐานของคณะอนุกรรมการฯ คือโอเปอเรเตอร์ทุกรายอยากได้คลื่นเยอะที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (ไม่ใช่แค่สำหรับ 3G แต่สำหรับเทคโนโลยีในอนาคตด้วย) ต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วจะออกมาเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีกรณีคลื่นขายออกไม่หมด (เช่น เหลือ 5 หรือ 10MHz) ซึ่งอันนี้คงไม่ขอพูดถึงนะครับ ความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำเพราะทุกรายอยากได้คลื่นเหมือนกันหมด

วิธีการประมูล

วิธีการประมูลจะเหมือนกับรอบที่แล้ว คือวิธีที่เรียกว่า Simutalneous Ascending Bid (รายละเอียดอ่านจากบทความ กสทช. จัดเวิร์คช็อปสื่อมวลชน ให้ข้อมูลการออกแบบการประมูล 3G ในประเทศไทยโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่คุณ Blltz เขียนไว้ละเอียดแล้ว)
กลไกการประมูลคือผู้เข้าประมูลจะยื่นประมูลคลื่นแต่ละล็อตพร้อมกัน (แต่ละรายยื่นกี่ล็อตก็ได้ ล็อตไหนก็ได้ แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 4 ล็อต) โดยผู้ที่ยื่นประมูลสูงสุดในรอบนั้นๆ จะเป็นผู้ชนะชั่วคราวประจำล็อตนั้น ในรอบถัดไปจะเปิดโอกาสให้ทุกรายเสนอราคาเพิ่ม (โดยมีเพดานว่าเสนอเพิ่มได้สูงสุด 5% ของราคาในรอบก่อน) และวนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทุกรายจะหยุดเสนอราคา
ในทางปฏิบัติแล้ว เป็นไปได้ว่าผู้ประมูล A จะชนะในล็อตที่ 1,2,5,8 ส่วนผู้ประมูล B จะชนะในล็อตที่ 3,6,9 เรื่องล็อตไม่ติดกันไม่ใช่ปัญหา เพราะตอนให้คลื่นจริงๆ จะได้คลื่นช่วงติดกันตามจำนวนล็อตที่ประมูลได้นั่นเองครับ (คนที่เสนอราคาประมูลรวมสูงที่สุดจะได้เลือกคลื่นก่อน)
รายละเอียดของกระบวนการประมูล ดูในภาคผนวก ข ของประกาศฉบับหลัก
การประมูลลักษณะนี้ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ เพราะสู้กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคนถอนตัวจนคนที่เหลือขอคลื่นเท่ากับจำนวนคลื่นที่มี ดังนั้นเป็นไปได้ว่าประมูลจบภายในรอบเดียว ไปจนถึงการต่อสู้กันเป็นเดือนๆ เหมือนการประมูลในอินเดีย
กรณีที่มีผู้เข้าประมูลเพียงรายเดียว กสทช. จะยกเลิกการประมูล (ข้อ 10.2.2)
เรื่องสถานที่ของการประมูลอันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่คุยกับประธาน กทค. คือ พ.ท.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ก็ให้คำมั่นว่าจะไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนรอบก่อนเพราะเป็นประเด็นที่ กทช. โดนโจมตีมาก ส่วนเรื่องซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการประมูลจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านระบบการ ประมูล (ในโลกนี้มีไม่กี่รายและการประมูลในประเทศอื่นๆ ก็จ้างพวกนี้แหละ) มาทำให้

ราคาตั้งต้นของคลื่นและการจ่ายเงิน

กสทช. จ้างทีมผู้เชี่ยวชาญจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาประเมินมูลค่าของคลื่นความถี่ด้วยวิธี econometrics ซึ่งทางคณะอนุกรรมการฯ กำหนดราคาเริ่มต้น (reserved price) ที่ 4,500 ล้านบาทต่อ 5MHz ซึ่งจะถือเป็นราคาเริ่มต้นของการประมูลรอบแรกสุด
ถ้าการประมูลเกิดขึ้นรอบเดียวจบ มีผู้ขอใบอนุญาต 15MHz เท่ากันทุกราย แต่ละรายจะต้องจ่ายค่าคลื่น 4,500x3 = 13,500 ล้านบาท ส่วนเงินรายได้จากการประมูล 13,500x3 = 40,500 ล้านบาท จะหักค่าใช้จ่ายแล้วส่งเข้ากระทรวงการคลัง ถือเป็นรายได้ของแผ่นดิน (เงินจากการประมูลนี้จะไม่เข้า กสทช. แต่ กสทช. จะได้เงินจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและสัดส่วนจากรายได้ของผู้ให้บริการแทน)
ผู้เข้าประมูลจะต้องวางเงินประกันการประมูลล่วงหน้า 1,350 ล้านบาท ถ้าประมูลชนะก็จ่ายเฉพาะส่วนที่เหลือ ถ้าประมูลแพ้ก็เอาเงินคืน
ผู้ชนะการประมูลจะต้องแบ่งจ่ายเงินค่าคลื่นเป็น 3 งวด คือชำระทันที 50%, ผ่านไปสองปีชำระอีก 25% และ ผ่านไป 3 ปี (นับจากเริ่ม) ชำระ 25% สุดท้าย (ข้อ 11.1) จ่ายช้าโดนปรับ โดนปรับซ้ำซ้อนอาจโดนถอนใบอนุญาต

เงื่อนไขการให้บริการ 3G

สำหรับผู้ชนะการประมูล จะต้องให้บริการ 3G โดยมีเงื่อนไขสำคัญๆ ดังนี้
  • ให้บริการได้เป็นเวลา 15 ปี (ข้อ 14.1)
  • เป็นใบอนุญาตประเภทที่สาม (ตามระเบียบ กสทช.) ซึ่งเป็นใบอนุญาตระดับใหญ่ที่สุด ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของโครงข่ายได้ (ข้อ 13 และ 15)
  • ผู้ให้บริการที่ได้คลื่นตั้งแต่ 10MHz ขึ้นไปจะต้องให้บริการ 3G ในทุกจังหวัด และครอบคลุมประชากร (ไม่ใช่พื้นที่) 50% ของประเทศไทยภายใน 2 ปี และ 80% ภายใน 4 ปี (ข้อ 16.3.1)
    • ในกรณีที่ได้คลื่นแค่ 5MHz ตัวเลขจะกลายเป็น 20% และ 30% แทน
  • ความเร็วของการส่งข้อมูล ยึดตาม ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภท "ข้อมูล" สำหรับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือขั้นต่ำ 345 Kbps (ข้อ 16.3.2)
  • ผู้ชนะการประมูลจะต้องประกันความจุ (capacity) อย่างน้อย 10% ของโครงข่ายสำหรับ MVNO รายอื่น

สรุป

หลังการหมดช่วงประชาพิจารณ์ 30 วัน ทางคณะอนุกรรมการฯ (รวมผมด้วย) จะต้องมาประชุมกันอีกครั้งเพื่อนำความเห็นที่ได้มาปรับปรุงร่างประกาศฉบับ นี้ จากนั้นทาง กสทช. จะนำประกาศที่แก้ไขแล้วไปเป็นร่างประกาศฉบับจริงในราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงจะเริ่มกระบวนการประมูลต่อไป
ดังนั้นช่วงนี้จนถึงวันที่ 28 ก.ค. ถือเป็นเวลาสำคัญที่ประชาชนจะตรวจสอบและให้คำแนะนำต่อกฎเกณฑ์การประมูลนะครับ
เนื้อหาโดยสรุปของกฎเกณฑ์การประมูลฉบับหลักคงมีแค่นี้ ถ้ามีข้อสงสัยหรือมีประเด็นที่ผมตกไปก็ถามมาได้ในคอมเมนต์ครับ

กวีประชาไท: กระดานหก

ที่มา ประชาไท

 

 
 
 
 
แม้ไม่อาจเรียกว่าชัยชนะ
 
แต่เราได้เห็นการสั่นเทิ้มของพวกเขา
 
เหล่านักเล่นกระดานหกผู้ถ่วงน้ำหนักเพียงข้างเดียว
 
ทำได้เพียงส่งเสียงเอียดอาดเป็นระลอก
 
เพื่อคงสถานะที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ
 
วิญญาณหนึ่งดวงหนักเท่าใด
 
คูณด้วยจำนวนเก้าสิบสี่
 
และลมหายใจหนักอึ้งของคนที่เหลือ
 
ก่อความตระหนกเกาะกุมหัวใจคนโกง
 
เราลิงโลดกับความยุติธรรมจอมปลอม
 
และรู้ว่ากระดานหกยังเอียงกระเท่ไปทางนั้น
 
พวกเขาต่างหากที่ประเมินน้ำหนักเราต่ำไป
 
 
**************************
 
 

จดหมายเปิดผนึกพนักงาน TPBS (ภาคชำแหละ เละ!)

ที่มา ประชาไท

 


18 กรกฎาคม 2555
จดหมายเปิดผนึก 
ในนามของพนักงานและลูกจ้างองค์การกระจายเสียงและแพร่ ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีความตระหนักถึงพันธกิจที่มีค่าขององค์กรในฐานะสื่อสาธารณะของประชาชน มีพันธกิจในการเผยแพร่ข่าวสาร ชี้นำปัญญา สนับสนุนส่งเสริมสังคมการมีส่วนร่วมตามครรลองประชาธิปไตย ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง ประเทศไทย พ.ศ. 2551 (มาตรา 7)
ตลอดระยะเวลาร่วมสี่ปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้ใช้พื้นที่หน้าจอสาธารณะแห่งนี้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพความเป็น ธรรมให้แก่พี่น้องประชาชนตามพันธกิจหลักในการส่งเสริมและปลูกฝังสังคม ประชาธิปไตยและความเสมอภาค ซึ่งนับเป็นความภูมิใจของชาวไทยพีบีเอส
แต่เป็นที่น่าเสียดายและอดสูแทนประชาชนผู้เสียภาษีให้กับรัฐ เมื่อภาษีบาปไม่ได้ถูกผันแปรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเต็มร้อย เนื่องด้วยความล้มเหลวในการบริหารจัดการภายในทั้งเรื่อง การงาน คน และการคลัง ด้วยเชื่อว่าศูนย์อำนาจการบริหารงานและผู้บริหารบางกลุ่มใช้อำนาจเพื่อเอื้อ ประโยชน์ต่อการเกื้อหนุนสนับสนุนพวกพ้องเดียวกันให้เข้ามามีบทบาทการบริหาร งานต่างๆ อย่างขาดความชอบโปร่งใส ปิดกั้นโอกาสให้ผู้มีความสามารถ มีศักยภาพที่แท้จริงได้เข้ามามีบทบาทพัฒนาสื่อสาธารณะแห่งนี้ผ่านวิธีและ กระบวนการคัดเลือกที่ถูกต้องโปร่งใส หนึ่งในปัญหาที่สะสมจนเป็นภาพพจน์ที่เน่าเสีย คือการบริหารงานด้านบุคลากร แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกสรรพวกพ้องเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันบริหาร งานนั้นเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทย หากดึงสมุนพรรคพวกพ้องที่มีความสามารถมีศักยภาพการทำงานเข้ามาเป็นผู้ช่วย มือซ้ายมือขวา ก็จะถือว่าผลประโยชน์ “ส่วนตัว” นั้นกลายเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมเพราะได้บุคลากรที่เก่งจริงเข้ามาขับเคลื่อน องค์กรได้อย่างสง่าผ่าเผย
ความล้มเหลวในการบริหารบุคลากรเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับไทยพีบีเอส ซึ่งสมควรได้รับการตรวจสอบโดยเร่งด่วนก่อนที่จะกลายเป็นวงจรอุบาวท์กัดกร่อน ป้ายใหญ่โตมโหฬารด้านหน้าสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ด้วยข้อความงดงาม “สื่อเพื่อสาธารณะ เที่ยงตรง โปร่งใส สังคมเป็นธรรม” ซึ่งเป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์การประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะชนเท่านั้น
ความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการรอบด้านสะท้อนความละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ ละทิ้งเจตนารมณ์บทบาทของสื่อสาธารณะ
ข้อความจารึกบนเสาแท่งแรกว่า “สื่อเพื่อสาธารณะ” ซึ่งในข้อเท็จจริง กลับกลายเป็น “สื่อเพื่อพวกพ้อง” ข้อความที่ปรากฏจารึกบนเสาต้นที่สอง “สังคมเป็นธรรม” ก็กลับกลายเป็น “สังคมเสื่อมไร้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน” พนักงานภายในองค์กรมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ขวัญกำลังใจลดหาย สมองไหลหายไปกู่ไม่กลับ ผู้บริหารใช้ช่องโหว่งของการบริหารด้านบุคคลและกฏระเบียบเพื่อการโยกย้าย ถ่ายเทพนักงาน หลายคนเป็นผู้จัดการอยู่ดีๆ ก็ถูกลดตำแหน่งกลายเป็นผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญทั้งที่ไม่มีความผิดใดๆ ไม่มีแนวทางการชี้นำหรือกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมบุคลากรได้มี โอกาสพัฒนาศักยภาพการทำงานของตนเองก่อนคำสั่งการถูกโยกย้าย โอนย้าย ฯลฯ ราวกับพนักงานเป็นน้ำเป็นวุ้นเป็นอิฐเป็นปูน ขาดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการด้านพัฒนาส่งเสริมบุคลากร โดยไร้หลักธรรมาภิบาลหรือความมีเมตตาธรรม แต่กล้าประกาศต่อสาธารณะชนบนเสาต้นที่สามหน้าองค์กรว่า “เที่ยงตรง โปร่งใส” ทั้งที่ปรากฏการณ์ความเป็นจริงเบื้องหลังจอคือ “ ความผิดของพวกพ้องมองไม่เห็น เก่งวิ่งเต้นป้องพวกพ้องพัลวัน”
ร่วมสี่ปีที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่า ผลงานความล้มเหลวของการบริหารงานหลังจอสาธารณะแห่งนี้ ด้วยเหตุเพราะไม่เคยมีเสียงสะท้อนใดใดจากพนักงานได้รับการหยิบยกขึ้นมา พิจารณาอย่างจริงใจและเร่งรีบให้ความเป็นธรรมจนอาจเข้าข่ายละเลยการปฏิบัติ หน้าที่ของผู้บริหารที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ และมักถูกซ้ำเติมว่า เป็นแค่เสียงเล็กๆ ของพนักงานหรือพนักงานกลุ่มหนึ่งที่เสียผลประโยชน์ แทนที่จะช่วยกันรีบเร่งตรวจสอบ ทบทวน เร่งแก้ไขปัญหา นำมาซึ่งความเป็นธรรม หลายกรณีที่ร้องเรียกกลับถูกเพิกเฉย ซ้ำยังใช้อำนาจกระทำการต่อพนักงานอย่างมีอคติและลิดรอนสิทธิในการแสดงออก ซึ่งความคิดเห็น ทั้งที่สวมบทบาทสื่อสาธารณะ
สื่อมวลชนไทยพีบีเอสกลับถูกกระทำเหมือนเป็นมนุษย์แรงงานที่ไม่สามารถ เรียกร้องสิทธิที่พึ่งชอบธรรม หลายคนหวาดกลัวที่จะเผยความจริงเพราะเจ้านายผู้เป็นใหญ่สามารถใช้อำนาจในการ ให้คุณให้โทษ น่าเสียดายจิตวิญญาณความเป็นสื่อมวลชนที่มีพันธกิจในการนำเสนอความจริง แต่สื่อมวลชนหลายท่านที่นี่อาจไม่มีความกล้าหาญหรือถูกลิดรอนสิทธิจนเป็น ความเคยชิน และเกิดความหวาดกลัวที่จะพูดความจริง ในขณะที่พนักงานหลายชีวิตที่นี่กลับเกิดความละอายทุกครั้งที่มีการโหมโรง ประชาสัมพันธ์องค์กรฯ ว่าเป็นผู้มีจิตสาธารณะบ่มเพาะสังคมประชาธิปไตย ทั้งที่ในความเป็นจริง พนักงานไทยพีบีเอสกำลังถูกลิดรอนสิทธิพื้นฐานของการแสดงและสะท้อนความคิด เห็น ขาดความรู้สึกภาคภูมิใจไปกับความมั่นคงเติบโตได้ในวิชาชีพตามครรลองที่ควรจะ เป็นภายใต้ร่มเงาสื่อสาธารณะของประชาชนเพื่อประชาชน
เมื่อผู้บริหารทั้งหลาย ไม่ได้ยึดมั่นในหลักการแห่งความโปร่งใสตามที่ชอบป่าวประกาศสู่สาธารณะ เช่น การคัดเลือกพนักงาน ซึ่งใช้วิธีดึงสมัครพรรคพวกของตนเข้ามาเป็นเครือข่ายเพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง บริหารกิจการของประชาชนในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ระดับบริหารยันถึงระดับปฏิบัติการโดยไม่ได้คำนึงถึงความมีประสบการณ์ ความมีศักยภาพ ความสามารถรอบรู้ด้านงานสื่อสาธารณะ และประสบการณ์เฉพาะด้าน ตลอดจนวิสัยทัศน์ อุดมการณ์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบุคลากรไทยพีบีเอส ที่นี่นิยมระบบอุปถัมภ์ดันพวกพ้องสู่ระดับผู้บริหาร ส่วนผู้ที่มีควาสามารถแต่ไม่เป็นพวกเดียวกันหรือมีทัศนคติที่ผิดแผกแตกต่าง ก็ถูกกดตำแหน่ง กดเงินเดือน บวกลบคูณหารคะแนนการประเมินได้ตามอำเภอใจและไม่ละลายต่อบาปทั้งผู้กระทำและ ผู้สนับสนุนเซ็นอนุมัติจนเป็นวงจรอุบาวท์ หมิ่นศักดิ์ศรีเพื่อนสื่อมวลชนและภาษีจากประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวการบริหารการจัดการรอบด้านไม่ว่าจะเป็น เรื่องการบริหารงานจัดการด้านบุคลากร องค์กรขาดวัฒนธรรม มากด้วยความเหลื่อมล้ำ กระบอกเงินเดือนซึ่งเป็นเรื่องต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส แต่ไม่กล้านำมาเผยเพราะความเหลื่อมล้ำเรื่องฐานเงินเดือนที่ไม่เคยได้รับการ แก้ไขให้เที่ยงธรรม หากกลับยิ่งสร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำทวีคูณ หากเข้ามาแบบเครือข่ายรู้จักลากกันมา ก็สามารถใช้อำนาจบันดาลให้เงินเดือนสูงลิ่ว หรือปรับเงินเดือนพนักงานพวกพ้องเสมือนเจ๊ดัน แม้มีข้อพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถที่แท้จริง เพื่อนพ้องผู้ใหญ่ก็คว่ำบาตรแต่ก็ดันทุรังผลักดันจนเป็นใหญ่ได้
ในขณะที่ผู้เข้ามาด้วยความชอบธรรม หรือเป็นพนักงานเดินดินกินข้าวแกงถูกต่อรองแบบไม่ได้ศึกษาตลาดแรงงานโดยอ้าง ว่าที่นี่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกระบอกเงินที่เปี่ยมด้วยความเท่าเทียมเป็น ธรรม ซึ่งล้วนส่งผลร้ายต่อขวัญและกำลังใจพนักงานที่ไม่สามารถมองเห็นอนาคตความ ก้าวหน้า ยามที่พนักงานแสดง อริยะขัดขืน ก็จะแสดงทัศนคติแห่งความเมตตาคือ “อยู่ไม่ได้ก็ออกไปซะ” (จะได้เอาคนของเครือข่ายตนเองมาแทน) ผลพวงของวงจรอุบาทว์นี้ ทำให้องค์กรสาธารณะแห่งนี้ขาดบุคลากรที่มีความสามารถจริงในวิชาชีพ ขาดผู้นำที่บริหารงานด้วยเมตตาธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส และดำรงไว้ซึ่งความเท่าเทียม
ไทยพีบีเอส วันนี้จึงเป็นแค่องค์กรที่มุ่งเน้นแต่การสร้างผลผลิตหน้าจอเพื่อสร้างภาพ ลักษณ์ ในขณะที่หลังจอนั้นขาดเสถียรภาพในการบริหารงานการปกครองคนรอบด้านอย่างสิ้น เชิง
ที่นี่ไทยพีเอส จึงไม่แตกต่างจากภาพของสังคมไทยที่ผู้มีอำนาจละเลยการตรวจสอบ ละเลยการให้ความเป็นธรรม ซ้ำยังมีกลุ่มผู้ยึดมั่นในอำนาจหน้าที่ร่วมด้วยช่วยกันปกผิดความผิด ความไม่โปร่งใสของพวกพ้อง และสร้างภาพไปวันๆ ด้วยการไล่จับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้าข่ายการผิดวินัย ทั้งที่ผู้ตั้งตนเป็นประธานกรรมการสอบสวนโดยไม่มีมีคุณสมบัติด้านจิตสำนึก แห่งความยุติธรรม ใช้ถ้อยคำข่มขู่พยานหรือผู้ถูกกล่าวหา สะท้อนการขาดความรู้ด้านการสอบสวนทางวินัยและใช้อำนาจหน้าเกินขอบเขตในการ ไต่สวนอย่างไร้หลักธรรมาภิบาล
ที่นี่...ไทยพีบีเอส กำลังขาดบุคลากรระดับผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ มีความกล้าหาญที่จะพูดความจริง มีความกล้าหาญที่จะลบล้างสิ่งผิด เนื่องด้วยมีประเพณีที่กระทำอยู่คือเมื่อใดที่มีอารยะขัดขืน ใครทำงานแข็งขืนไม่เป็นที่ได้ใจ ก็จะถูกสั่งโยกย้ายถ่ายเท ลดตำแหน่ง และนำเอาพวกพ้องคนสนิทเข้ามาแทนที่ แม้ไม่มีอัตราก็จะมีวิธีในการสร้างกล่องงาน เพื่อเอาคนของตนมา วางในตำแหน่งต่างๆ ได้อย่างแนบเนียน ในขณะที่หลายฝ่ายขาดอัตรากำลังคนที่ขับเคลื่อนเดินหน้าสร้างคุณภาพงานและการ ทำงานที่มีประสิทธิภาพ
ด้านการจัดจ้างบริษัทภายนอกเพื่อประเมินค่างานกลับได้รับผลการวัดค่างาน ที่ถอยหลังเข้าคลอง ทั้งที่สูญเสียค่าใช้จ่ายเป็นล้าน แต่การประเมินค่างานที่ได้กลับขาดความความชัดเจนกว่าเดิม สะท้อนความล้มเหลวในการจัดการบริหารบุคคลขั้นพื้นฐาน การบริหารการจัดการภายในเรื่องเล็กๆ ยังพายเรืออยู่ในอ่างพูดเรื่องซ้ำๆ แต่ไม่เคยจัดการให้ขยับได้ ลำพังแค่เรื่องจะจัดตั้งศาลพระภูมิ การติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ แต่งตั้งคณะกรรมการหารือกันเป็นปี จนบัดนี้เป็นองค์กรที่ไร้ศาลพระภูมิ ไร้พระบรมฉายาลักษณ์ เรื่องวิบัติวุ่นวายต่างๆจึงเกิดขึ้น เป็นประจำ นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นการจัดการเรื่องง่ายๆ แต่บริหารงานอย่างล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง
ผลพวงการบริหารงานถอยหลังเข้าคลองแบบนี้เป็นเหตุให้เกิดปัญหาสมองไหล พนักงานที่มีความสามารถลาออกไปอยู่หน่วยงานอื่นทั้งที่รายได้ไม่ได้สูงกว่า ที่นี่ และนี่ถือเป็นบทพิสูจน์การบริหารงานชิ้นโบว์ดำของคณะผู้บริหารชุดนี้ ด้วยภาวะผู้นำที่ล้อมรอบด้วยยุทธเสนาแบบไร้ซึ่งศักยภาพและวิสัยทัศน์ บริหารจัดการงานอย่างขาดธรรมาภิบาล ไม่เหมาะสมที่จะบริหารงานขององค์กรที่มาจากภาษีประชาชนได้ เพราะผู้บริหารที่ดีจะต้องมีความเสียสละรับฟังปัญหาของพนักงานอย่างจริงใจ ตรึกตรองเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบนำความเป็นธรรมกลับมาให้ได้
ในนามพนักงานขององค์กรขอ “สานพลัง” เพื่อปกป้องพื้นที่สื่อสาธารณะแห่งนี้ และขอสงวนไว้ให้เฉพาะผู้บริหารที่มีคุณธรรม มีความสามารถเข้ามานำทิศทางสื่อสาธารณะ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันนนี้ ขอชื่นชมผู้บริหารที่มาจากตัวแทนภาคประชาสังคมในส่วนต่างๆ ท่านได้พยายามใช้ศักยภาพ ความรู้ความสามารถของท่านอย่างเต็มที่ในการร่วมกำหนดกรอบนโนบาย การตรวจสอบ การวางแผนงานบริหาร การจัดการปัญหา ฯลฯ  และในขณะเดียวกันพวกเราต้องขอแสดงความเห็นใจที่ท้ายสุดท่านไม่สามารถเดิน หน้าเพื่อตรวจสอบความถูกต้องความโปร่งใสได้ตามเจตนารมณ์แม้แต่น้อย เพียงเพราะที่นี่ ไทยพีบีเอส ยังมีนักอุดมการณ์จอมปลอม และผู้มีอำนาจปกป้องการตรวจสอบ และหวนแหนพื้นที่เพื่อเสวยอำนาจเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนและการเอื้อประโยชน์ พวกพ้องตนเอง
วงจรอุบาทว์เหล่านี้ควรจบสิ้นด้วยพลังบริสุทธ์ของพนักงานไทยพีบีเอส ที่ต้องใช้ความกล้าหาญและร่วมสานพลัง ด้วยเจตนารมณ์ในการรักษาปกป้องสื่อสาธารณะแห่งนี้ให้พ้นจากผู้มีอำนาจซึ่ง มากด้วยมลทิน และพ้นจากภาพจำลองสังคมไทยที่อันตรายและเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนสิ่งดีๆ ผลพวงแห่งการบริหารจัดการที่ล้มเหลวมาจากการที่ “ผู้มีอำนาจละเลยสิ่งที่ถูกต้อง และปกป้องสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”
ในนามพนักงานไทยพีบีเอส ขอใช้สิทธิภายใต้ระเบียบ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการบริหารการจัดการภายในองค์กรทุกภาคส่วน นับตั้งแต่ การบริหารงานของสำนักทรัพยากรบุคคล / ประสิทธิภาพการตรวจสอบทุจริตของสำนักตรวจสอบภายใน / การบริหารงานของรองผู้อำนวยการด้านบริหารที่เชื่อว่ามีการใช้อำนาจลักษณะ ครอบงำสำนักบริหาร สำนักการคลัง สำนักทรัพยากรมนุษย์ สำนักกฎหมาย ซึ่งถือเป็นศูนย์อำนาจการบริหารงานที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการทุจริตเชิง บริหาร ตลอดจนสำนัก / หน่วยงานต่างๆขององค์กรที่ถือเป็นแหล่งรวมผลประโยชน์ขององค์กร ปรากฏตามเอกสารประกอบที่แนบมานี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน / ข้อมูลสำคัญชี้นำไปสู่การตรวจสอบโดยอาศัยอำนาจหน้าที่และกลไกการตรวจสอบทั้ง จากคณะกรรมการรับร้องเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร และหน่วยงานอิสระภายนอกองค์กร เพื่อนำประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล ภายใต้การบริหารงานของผู้นำองค์กรในด้านต่างๆ ที่เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถและมีคุณธรรม ผู้ที่สามารถขับเคลื่อนฟันเฟื่องทุกชิ้นส่วนของไทยพีบีเอสด้วยการมองเห็น หัวใจของความเป็นมนุษย์ ท้ายสุดเพื่อการนำมาซึ่งขวัญกำลังใจของพนักงานทุกระดับเพื่อสร้างสรรค์และ ผลิตคุณภาพงานหน้าจอให้แก่สังคมไทย
พนักงานไทยพีบีเอส ขอใช้พลังน้ำใจและอุดมการณ์ และเจตนารมณ์ที่ต้องการรักษาปกป้องสื่อสาธารณะแห่งนี้ เพื่อนำไปสู่การบูรณาการด้านโครงสร้างการบริหารจัดการทุกภาคส่วน ทุกระบบของสื่อสาธารณะแห่งนี้ จึงขอเรียกร้องให้เกิดความชอบธรรมในข้อปฏิบัติต่อไปนี้เป็นการเร่งด่วนที่ สุด และทำการชี้แจงต่อพนักงานทุกภาคส่วนขององค์กรภายใน 3 วัน นับจากการยื่นคำร้องเรียน
1. ผู้บริหารที่เข้ามาด้วยความไม่ชอบธรรม และไม่ผ่านการประเมินที่ถูกต้อง ขาดความโปร่งใสด้วยระบบเครือข่ายดึงกันมาเพราะเป็นคนของตนเอง ซ้ำยังทิ้งผลงานแห่งการบริหารงานจัดการที่ล้มเหลวไว้ กระทำการซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขาดความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร สื่อ ขอให้พิจารณาลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และอนาคตที่ดีขององค์กรสื่อสาธารณะ โดยขอให้มีการตรวจสอบผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักภายใต้รองผู้อำนวย การส.ส.ท. ด้านบริหาร ตลอดจนตำแหน่งผู้ชำนาญการ ตำแหน่งผู้จัดการที่เข้ามารับตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2554-ปัจจุบัน นับตั้งแต่กระบวนการสัมภาษณ์-คัดเลือก การประเมินผลเพื่อผ่านการบรรจุเป็นผอ.สำนัก/ผู้จัดการว่าถูกต้องตามหลัก เกณฑ์และมีความโปร่งใสอย่างไร โดยเฉพาะข้อสงสัยที่เชื่อว่าผอ.สำนักกฎหมาย ผอ.การคลัง ผอ.สำนักบริหาร มีผลงานการบริหารที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ทิ้งผลงานที่สร้างความปั่นป่วนเละเทะไว้ให้แก่องค์กรมากมาย พนักงานเชื่อว่ามีการหาช่องทางกฎหมายจากผิดให้เป็นถูกเพื่ออำนวยความสะดวก แก่ผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อนำพวกพ้องบรรจุเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆในองค์กร งบการคลังปิดไม่ลงเป็นจำนวนเงินกว่าสิบล้านเฉพาะจากโครงการใช้งบประมาณ โครงการหนึ่ง (ยังไม่รวมงบที่ปิดไม่ลงอื่นๆ) แต่กลับให้การแถลงเท็จต่อหน้ารัฐสภา การใช้จ่ายบานเบอะ ขาดความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการด้านการคลังขององค์กรสื่อ เรื่องเน่าเฟะจะถูกโยนให้นักกฎหมายหัวอ่อนในสำนัก ฯ เพื่อจัดการดำเนินปัญหาต่างๆด้วยการหาช่องทางแบบผิดๆถูกๆ เพื่อขุดขุ้ยหาความผิดหรือบกพร่องให้ผู้อื่น แต่ท้ายสุดก็กำลังสะท้อนความแปดเปื้อนเข้าตัวเองกันอย่างจัด ฯลฯ
หากตรวจสอบประวัติจะพบว่าแต่ละท่านมิได้มีประสบการณ์ตรงและผ่าน ประสบการณ์งานบริหารอย่างมืออาชีพในองค์กรใหญ่มาก่อน และมีการเชื่อว่า “ล็อคสเป็ก” เกิดขึ้นจริงในองค์กรนี้ เป็นผลหายนะขององค์กรเพราะจะได้บุคลากรที่ไร้คุณภาพมาเป็นแกนนำองค์กรในส่วน ต่างๆ โดยเฉพาะสำนักทรัพยากรบุคคล มีการรับพนักงานพวกพ้องมาจากหน่วยงานเดิมของผอ.สำนัก ฯ เข้าเป็นพนักงานในสำนักของตนเองอย่างขาดความชอบธรรม
2.ผู้บริหารที่พึงกระทำการข่มคู่คุกคามพนักงานทั้งด้วยวาจา และการกระทำใดใดที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และขวัญกำลังใจพนักงาน ใช้อำนาจในการกระทำใดใดให้ผิดเป็นถูก แม้ว่าไม่มีหลักฐานใดใดพิสูจน์ได้ เนื่องด้วยคุณธรรมธรรมภิบาลล้วนเป็นนามธรรม แต่จะเป็นกรรมเวรและเวรกรรมของท่านและตราบาปติดตัวติดใจของผู้กระทำไว้ จึงขอให้พิจารณาลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และอนาคตที่ดีกว่าขององค์กรสื่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาพัฒนาองค์กรได้อย่างถูกทิศทาง
3.ขอให้เผยเปิดกระบอกเงินเดือน และการประเมินค่างานตามโครงสร้างค่างานที่ปรับใหม่ทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การพิจารณาทบทวนรื้อฐานปรับปรุงเงินเดือนใหม่และการปรับโครง สร้างค่างานใหม่ทั้งหมด โดยความสามารถและประสบการณ์ของพนักงานนั้นๆอย่างถูกต้องเป็นธรรม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยศึกษาจากคู่แข่งขันตลาดแรงงานในแต่ละสาขา และให้พิจารณาจากประสบการณ์ ความสามารถ และผลงานในสายวิชาชีพของพนักงานทุกชั้นทุกระดับอย่างเป็นธรรม และส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดแรงงาน
4.ขอให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงสวัสดิการการรักษาพยาบาลต่างๆ ตลอดจนอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงทั้งการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งค่าเบี้ยเสี่ยงภัย ค่าปฏิบัติงานล่วงเวลา ฯลฯ
5. ขอให้ผู้บริหารชุดใหม่ ตลอดจนผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งในส.ส.ท. จากทุกภาคส่วนตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาสื่อสาธาณะเพื่อประชาชน ละเว้นการสืบทอดอำนาจเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องของตนเองเหมือนเช่นตลอดสี่ปีที่ ผ่านมา และให้สัตยาบรรณต่อพนักงานทุกชีวิตที่ร่วมใช้สิทธิในการตั้งกระทู้ต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบการบริหารงานทุกระบบ โดยเฉพาะการบริหารทรัพยากรบุคคล และการบริหารจัดการองค์กรทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องไม่ให้เกิดอำนาจการคุกคามด้วยอคติทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ พนักงานผู้ใช้สิทธิและเสียงในการสะท้อนความเป็นจริงขององค์กรครั้งนี้บน เจตนารมณ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีองค์กรสื่อสาธารณะเพื่อสาธารณะ
6. พนักงานที่ได้รับความไม่เป็นธรรมในเรื่องต่างๆที่ถูกละเลยจาการปฏิบัติ หน้าที่ในการตรวจสอบ ให้ความเป็นธรรม ขอให้มีการนำกลับมาพิจารณาโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะเพื่อนพนักงานที่ถูกลดตำแหน่งทั้งที่ไม่เคยกระทำความผิดทางวินัยใด ใด หรือการถูกโอนย้ายไปในตำแหน่งต่างๆอย่างขาดความชอบธรรม
7. ขอให้มีการกำหนดกลไกใหม่ในการการประเมินผลงานของระดับผู้อำนวยการทุกๆสองปี เพื่อการบริหารสื่อสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของสังคม


ประกาศโดย
พนักงาน ส.ส.ท. ที่ต้องการสงวนรักษาสื่อสาธารณะให้เป็นสมบัติของประชาชนต่อไปอย่างยั่งยืน

หมายเหตุ 
ขณะนี้ได้รวบรวมรายชื่อพนักงานของ ส.ส.ท.ได้กว่า 200 คน เพื่อยื่นหนังสือดังกล่าวต่อผู้บริหาร ส.ส.ท.แล้ว

รำลึก 26 เดือนสลายการชุมนุม "แม่พยาบาลเกด" เดินหน้าดันคดี 98 ศพสู่ ICC

ที่มา ประชาไท

 

(19 ก.ค.55) เมื่อเวลา 16.30 น. บริเวณฟุตบาทหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ นางพะเยาว์ และนายณัทพัช อัคฮาด มารดาและน้องชายพยาบาลกมลเกด อัคฮาด 1 ใน 6 ศพวัดปทุมวนาราม ที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการสลายการชุมนุมเมื่อ 19 พ.ค.53 แถลงข่าว กรณียื่นหนังสือให้รัฐบาลลงนามรับรองเขตอำนาจศาลโลกในการพิจารณาคดีเฉพาะ กรณีการสลายการชุมนุม 98 ศพ ในปี 53 ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และการจัดงาน "เวทีรำลึกวีรชนราชประสงค์ ครบ 26 เดือน ร่วมเดินหน้าผลักดันคดีเพื่อนพี่น้อง 98 ศพ ไปสู่ศาลโลก (ICC)" ซึ่งร่วมจัดโดยนางพะเยาว์และเครือข่ายเสรีราษฎร เพื่อวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล


 
นางพะเยาวร์ กล่าวว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา ได้เดินทางเข้ายื่นจดหมายให้แก่นายกฯ โดยมีรองโฆษกทำเนียบคือนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด มารับแทน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องพิจารณายอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่าง ประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับอาชญากรรมสังหารประชาชนกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
จากการยื่นจดหมายดังกล่าว นางพะเยาว์ เปิดเผยด้วยว่ารองโฆษกทำเนียบฯ ได้รับปากว่าจะนำจดหมายยื่นต่อนายกฯ ในทันทีที่นายกฯ เดินทางกลับจากต่างประเทศ นางพะเยาว์ยังย้ำอีกว่า จะติดตามทวงถามตลอดเวลา โดยจะดูท่าทีก่อน 2-3 สัปดาห์หลังจากนี้หากไม่มีอะไรคืบหน้าจะเดินทางไปทวงถามอีก
สำหรับขั้นตอนการยอมรับอำนาศาลฯ นางพะเยาว์ มองว่าคณะรัฐมนตรีสามารถลงนามเซ็นรับได้เลยโดยไม่ต้องผ่านสภา โดยรัฐบาลควรยอมรับโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีก เพราะสถานการณ์ขณะนี้อาจเกิดเหตุดังกล่าวได้
นอกจากนี้ นางพะเยาว์ เปิดเผยว่าวันที่ 9 ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเบิกความที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีความ 6 ศพวัดปทุม
"หลักฐานของเรามีเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ เพราะ 6 ศพวัดปทุมถูกฆาตรกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ" นางพะเยาว์ กล่าว
ขณะที่นายณัทพัช อัคฮาด น้องชายของพยาบาลเกด เปิดเผยว่าการเคลื่อนไหวของตนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนเพราะเป็นการ ป้องกันเหตุและหยุดการเจ็บการตายจากการสลายการชุมนุมอีก
กรณีมีการวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ที่เคลื่อนไหวเรียกร้อง ให้ยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีเมษา-พฤษภา 53 นายณัทพัช กล่าวว่า เนื่องจากตนเองเป็นผู้เสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรงจึงเคลื่อนไหวเฉพาะ ส่วนนี้ก่อน และเห็นด้วยกับการขยายไปสู่กรณีความรุนแรงกรณีอื่นๆ และหากสำเร็จก็จะเป็นแนวทางและบรรทัดฐานให้กับกรณีอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ตามกำหนดการจะมีกิจกรรมเวทีปราศัยและดนตรีรำลึกในบริเวณดังกล่าว ถึงเวลา 24.00 น โดยมีผู้ปราศรัย ทั้งนักวิชาการและนักกิจกรรม เช่น ดร.ประแสง มงคลศิริ ดารุณี กฤตบุญญาลัย ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย และการโฟนอินของนายจักรภพ เพ็ญแข ในเวลา 20.00 น. พร้อมทั้งบทกวีจากนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ "พ่อน้องเฌอ" ซึ่งเฌอหรือนายสมาพันธ์ ศรีเทพ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 15 พ.ค.53 รวมทั้งจะมีการแสดงดนตรีโดยวงไฟเย็น เป็นต้น

"เทพชัย หย่อง" ประกาศถอนตัวผู้สมัคร ผอ.ไทยพีบีเอส แจงไม่เกี่ยว จม.เปิดผนึก

ที่มา ประชาไท

 

เทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส แจ้งข่าวผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ว่า เช้าวันนี้ (19 ก.ค.) ได้ถอนใบสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง ประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และสละสิทธิ์การเข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อกรรมการนโยบายที่กำหนดไว้ในวันที่ 26 ก.ค. โดยระบุขอบคุณผู้ที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของตนเองมาตลอด และเชื่อมั่นว่าไทยพีบีเอสจะเดินหน้าในฐานะสื่อสาธารณะที่มีคุณภาพอย่างมั่น คงต่อไป
นอกจากนี้ เทพชัยยังชี้แจงด้วยว่า การถอนตัวจากการสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการไทยพีบีเอสในวันนี้ พิจารณาด้วยเหตุผลบางประการ โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจดหมายเปิดผนึกฉบับที่เผยแพร่วานนี้แต่อย่างใด
ทั้งนี้ การถอนตัวดังกล่าว จะส่งผลให้เหลือผู้เข้ารอบรับการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. 2 คน คือนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนายสมชัย สุวรรณบรรณ ซึ่งจะมีการแสดงวิสัยทัศน์และสัมภาษณ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.ค.นี้


ที่มา: เพจเฟซบุ๊กของเทพชัย หย่อง 1, 2, ผลการสรรหาผอ.ส.ส.ท.รอบแรก ผ่าน 3 คน

พิศดาร “บอกตามตรงรับไม่ได้"

ที่มา thaifreenews



การที่ศาล "ชิง" อ่านคำวินิจฉัยไปก่อน 
แต่พออ่านเสร็จกลับ "ยื้อ" 
คำวินิจฉัยไปตรวจแก้ อีก 15 วัน 
ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตน จะลากยาว อีก 60 วัน !!??

หลายคนหลงผิดไปกับความคิดที่ว่า 
ศาลยังไม่เผยแพร่ เราไม่ควรวิจารณ์ 

วีรพัฒน์ ปริยะวงศ์
























http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=40397.0

นี่ไม่ใช่ "โครงการแจก แท๊ปเล๊ต"

ที่มา thaifreenews



เช้าวันนี้ 19 กรกฏาคม 
TFN ได้มีโอกาสไปทำข่าวการเสวนาเกี่ยวกับ OTPC (One Tablet Per Child)

มีเรื่องราวสาระทางวิชาการ จากผู้เกี่ยวข้องหลายท่าน 
มีการพูดถึงอัตตราการเข้าใจในภาษา IT ว่ามีความสำคัญอย่างไร
(ตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงหลายปีก่อน ที่นายกทักษิณ บอกไว้ว่า 
เราต้องพูดเข้าใจได้ อย่างน้อย 3 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และ ภาษาไอที)

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวเสริมว่า
แท็บเล็ตคือเครื่องมือที่จะช่วยให้เด็กได้มีพัฒนาการในด้านการอ่านออกเขียนได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น (Literacy driven) ซึ่งต้องยอมรับว่าเด็กไทยในระดับประถมศึกษาตอนต้นอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ตามเกณฑ์ที่พึงประสงค์ยังมีอยู่มาก 
อีกสิ่งนึงที่ผมสนใจที่สุดก็คือ เด็กๆ มีปฏิกริยาอย่างไรกับ สิ่งที่พวกเขาได้รับ
แน่นอนว่ามันอาจจะขึ้นอยู่กับว่าเราให้อะไรกับเด็ก เราใส่อะไรลงไปใน tablet นั้น
และมีความต่อเนื่องในการใส่เข้าไปขนาดไหน
แต่ที่แน่ๆ วันนี้สิ่งนึงที่ผมเห็นได้จากแววตาของเด็กๆ คือ แววตาแห่งความสุข ความสนุก





















นี่คือสิ่งที่ นายกยิ่งลักษณ์ ได้พูดไว้ว่า "นี่ไม่ใช่โครงการแจกแท๊บเล๊ต"
ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และอยากจะพูดต่อให้ชัดเจนขึ้นว่า นี่คือ 
"โครงการวางรากฐานปลูกฝังให้คนไทยคุ้นเคยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่"
ใครจะรู้วันข้างหน้าไทยเราอาจจะมี อัฉริยะแบบ สตีฟ จ๊อป เกิดขึ้นก็ได้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/07/55 อัยการตกงาน..เมื่อชีวิตนี้ถูกตัดตอน....!

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




บนเวที มีสีแสง แสดงตลก
แต่ละฉาก ที่หยิยยก ช่างผกผัน
หูได้ยิน ปากได้พูด พิสูจน์กัน
จะสร้างสรรค์ หรือดีแตก แหกกฎเกณฑ์....


กุมอำนาจ ทาสเผด็จการ สามานย์ชัด
ริรวบรัด อำพราง ไม่ว่างเว้น
ใช้เล่ห์กล เฉือนเชือด อย่างเลือดเย็น
สมกากเดน อมนุษย์ สุดแสนเลว....


ยุติธรรม บิดเบี้ยว จนเลี้ยวเลาะ
ใคร? ยิ้มเยาะ พาตกต่ำ ดำดิ่งเหว
ฉีกครรลอง ให้ร้อนรุ่ม ดั่งสุมเปลว
สร้างแหลกเหลว แน่ชัด ขัดรัฐธรรมนูญ....


จิตสำนึก อย่าถาม ติดตามหา
คิดพึ่งพา จะย่อยยับ แล้วดับสูญ
ลุอำนาจ ของตน จนเพิ่มพูน
เติมคุกรุ่น ด้วยแผนชั่ว มั่วทั้งปี....


เห็นทาสแท้ แอบอ้าง ช่างน่าขัน
ความจำสั้น ยังเฉไฉ ไร้ศักดิ์ศรี
คนบ้านผม ฝากด่า "ว่าอัปรีย์"
พวกกาลี ทำลายบ้าน พวกผลาญเมือง....


๓ บลา / ๑๙ ก.ค.๕๕

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: บอกตรงๆ ว่า "รับไม่ได้ครับ"

ที่มา Thai E-News

 18 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ที่มาเฟซบุ๊ค วีรพัฒน์ ปริยวงศ์  





บอกตรงๆ ว่า "รับไม่ได้ครับ"
และ แม้หากรับได้ เราก็ต้อง "ไม่ยอมรับ" ด้วย


การที่ศาล "ชิง" อ่านคำวินิจฉัยไปก่อน แต่พออ่านเสร็จกลับ "ยื้อ" คำวินิจฉัยไปตรวจแก้ อีก 15 วัน ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตน จะลากยาว อีก 60 วัน !!??


วันนี้ 18 ก.ค. ข่าวหลายสำนัก เช่น http://astv.mobi/A521cnu แจ้งว่า
โฆษกศาล รธน.เผย คำวินิจฉัยกลางของตุลาการศาล รธน.คดีแก้ ม.291 เสร็จแล้ว เหลือเพียงตรวจทานคำผิดเท่านั้น ก่อนส่งเข้าที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบ 25 ก.ค.นี้

โฆษกศาล พูดต่อ: “อยากให้ทุกฝ่ายรออ่านคำวินิจฉัยให้ชัดเจนอีกครั้ง เชื่อว่าสังคมก็จะเข้าใจ โดยคำวินิจฉัยกลางจะมีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ สำหรับคำวินิจฉัยส่วนตนนั้น ยังอยู่ระหว่างการจัดทำของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ซึ่งตามข้อกำหนดวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เผยแพร่ภายใน 60 วันนับแต่มีคำวินิจฉัย”

คำพูดเหล่านี้นี้ ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ว่า "พิสดาร" มาก !!!

คำวินิจฉัยทั้งหมด ไม่ว่าจะ "คำวินิจฉัยกลาง" ของศาล หรือ "คำวินิจฉัยส่วนตน" ของตุลาการแต่ละคน จะต้องทำเสร็จแล้ว ตั้งแต่ก่อนศาลอ่านไป เมื่อ ศุกร์ 13 ที่ผ่านมา และต้องผ่านการประชุมเห็นชอบของตุลาการที่ลงมติไปแล้วด้วย

หากจะแก้ ก็แก้เฉพาะคำผิดเล็กๆน้อยๆ ก่อนส่งพิมพ์ราชกิจจา ซึ่งความจริงต้องตรวจแก้ให้แล้วเสร็จก่อนอ่าน หากสะกดผิดพลาดเล็กน้อยก็พอรับได้ กฎเรื่อง 60 วันนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อให้แก้ไขปรับปรุงหลังอ่านอย่างไรก็ได้นะครับ !

เราต้องช่วยกันคิดว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" กำลังสร้างแนวปฏิบัติ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขัดต่อกฎระเบียบที่ศาลกำหนดขึ้นเอง และเป็นการเพิ่มอำนาจให้ตุลาการอย่างน่ากลัวมาก หรือไม่ ?

กล่าวคือ ศาลกำลังสร้าง "อำนาจการปรับคำวินิจฉัย" หลังอ่านคำวินิจฉัยไปแล้ว ไม่ว่าจะทำไปเพื่อเอาใจสังคม หรือเพื่อโต้แย้งหักล้างข้อวิจารณ์ให้ชัดขึ้นกว่าสิ่งที่อ่านไปก็ตาม

ย้ำอีกครั้ง หลายคนหลงผิดไปกับความคิดที่ว่า ศาลยังไม่เผยแพร่ เราไม่ควรวิจารณ์ แต่ผมมองว่า กฎหมายกำหนดชัดเจนว่า

- คำวินิจฉัยส่วนตน ต้องทำเสร็จแล้วก่อนลงมติ
- คำวินิจฉัยกลาง ให้มีผลในวันอ่าน
- คำวินิจฉัยนั้น ศาลปรับแก้ได้ เฉพาะเรื่องผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ


ดังนั้น ศาลจึงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่อ่านไป และไม่มีอำนาจใดๆ จะไปปรับแก้ หรือลงมติเห็นชอบคำวินิจฉัยอีกรอบได้

หากศาลอ่านไม่ชัด แล้วไปแก้เพิ่มทีหลัง หรือปรับแก้หลังฟังเสียงวิจารณ์ แบบนี้ ผมว่าศาลเอาเปรียบประชาชนครับ

และวันนี้ ผมก็ยังไม่รู้ว่า ศาลลงมติครบทั้ง 4 ประเด็น หรือไม่ !? ตามภาพที่แนบมาด้วย :



*** ฝากทุกท่านช่วยกัน share และช่วยกันคิดครับ ***
เพราะเราไม่รู้ว่า ต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าศาลจะเผยแพร่คำวินิจฉัย หลายคนหลงผิดไปกับความคิดที่ว่า ศาลยังไม่เผยแพร่ เราไม่ควรวิจารณ์ แต่ผมมองว่า กฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยมีผลในวันอ่าน ศาลจึงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่อ่านไป หากอ่านไม่ชัด แล้วไปแก้เพิ่มทีหลัง แบบนี้ ผมว่าเอาเปรียบประชาชนครับ