ที่มา Voice TV
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, July 20, 2012
'พานทองแท้' เลือกแล้ว 20 คน ร่วมฉลองวันเกิดพ่อ
ประวิตร โรจนพฤกษ์: บทสนทนาระหว่างผู้พิพากษาคดี ม.112 กับทนายอานนท์
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-07-20 16:14
(นายเอกชัยถูกจับเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554 ข้อหาขายก้อปปี้ CD สารคดีเรื่องอนาคตสถาบันกษัตริย์ไทยกับ ม.112 ของโทรทัศน์ออสเตรเลีย the Australian Broadcasting Corporation (ABC) พร้อมเอกสาร WikiLeaks สองชุดที่มีการอ้างคำพูดของ ประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องค์มนตรี พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา อดีต นายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน และ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น – เอกชัยถูกจับแถวสนามหลวงหลังตำรวจนอกเครื่องแบบล่อซื้อ CD ในราคา 20 บาทแถวสนามหลวง เอกชัยถูกขังคุก 9 วันก่อนได้รับการประกันตัว และปัจจุบันอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี)
ผู้พิพากษาอภิสิทธิ์: ถ้า [ม.112] ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จบ ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่ คุณจะสู้คดีอย่างไร? ยิ่งจริงยิ่งหมิ่น ฟังก่อน และถ้าไม่จริงก็โคตรหมิ่นเลย เพราะฉะนั้นการพิสูจน์ว่าจริงไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ต่อคุณเลย… ให้คุณพิจารณาเอาเอง มันไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวคุณเลย…
ทนายอานนท์: ถ้า [ข้อมูลในวิดีโอและ WikiLeaks] เป็นความจริง เราก็สู้โดยสุจริต ปัญหาคือจะเรียนเชิญทั้งสอง [พลเอกเปรม กับ องคมนตรีสิทธิ] และขอหมายเรียก [จากศาล] มา 3 ครั้งแล้ว
ผู้พิพากษา: พยานไม่เป็นประโยชน์ต่อคดี
ทนายอานนท์: ผมเชื่อว่าท่านองคมนตรีจะพูดความจริง
ผู้พิพากษา: ถ้าคุณจะอ้างว่าผมจะพูดถึงใครก็ได้ อันนั้นก็อ้างรัฐธรรมนูญมา …แต่เรื่องข้อความทางกฎหมาย ยิ่งจริงยิ่งหมิ่น…เข้าใจเปล่า?... ถ้าไม่มีผลในคดีเท่าที่ควร ทำไปมันก็ไม่ได้อะไร มันได้แต่ความสะใจ
ทนายอานนท์: ท่านองคมนตรีเป็นหลักสังคม ท่านจะพูดความจริง
ผู้พิพากษา: ฝ่ายโจทก์ไม่ได้โต้เรื่อง WikiLeaks ไม่ได้โต้เนื้อหาว่าจริงไม่จริง เขาบอกข้อความเป็นการหมิ่น ศาลก็ไม่ได้คัดค้านอะไรคุณ แต่คุณลองคิดให้ดีก่อน [ถ้า] มาดูเอ๊ะ จะสู้แนวไหนกันแน่ มันจะเป็นผลดีกับตัวคุณเอง…
ทนายอานนท์: (บอกว่ากฎหมายค้มครองไม่ให้วิจารณ์องค์ประมุขเท่านั้น ไม่รวมพระราชินีหรือองค์รัชทายาท)
ผู้พิพากษา: ตีความเถียงอาจารย์ ก็สอบตก ไม่ได้เกรดเอ (A) … ศาลตีความให้ได้เลยว่าขัด [ม.112] ไม่ขัด อย่าเข้าใจผิดนะ ศาลเปิดโอกาสให้คุณสู้คดี เต็มที่เลย
ทนายอานนท์: ผมคิดว่าแนวทางการต่อสู้ค่อนข้างจะชัดเจนว่าข้อความเป็นความจริง เราก็ยืนยันว่าเราสู้แนวข้อเท็จจริง….
ผู้พิพากษา: ไม่มีธง…พูดแบบแฟร์ๆ
หลังจากนั้นก็ศาลก็ให้พักหารือ 20 นาที และมีการถกเถียงกันในกลุ่มของเอกชัยอย่างดุเดือดว่าจะเอาอย่างไรต่อ และข้อดีข้อเสียแต่แนวทางต่อสู้คดีแต่ละแบบเป็นอย่างไร
เอกชัยบอกผู้เขียนว่า ‘คดีผม สำคัญที่สุดต้องเอา […] 3 คนนี้มา […] ต่อให้สู้เรื่องเจตนา ผมก็ไม่รอด’
20 นาทีผ่านไป ศาลสองท่านขึ้นบัลลังก์ แล้วทนายอานนท์ก็ยังยืนยันว่าอยากจะพิสูจน์ความจริงของข้อมูลใน WikiLeaks และวิดีโอ ABC
ผู้พิพากษา: คืออย่างนี้ ศาลไม่ขัดขวาง ศาลพูดเป็นแนวทางเฉยๆ ไม่ได้บังคับ โจทก์ไม่ได้โต้เถียงเรื่องข่าว WikiLeaks เลยว่าไม่มีหรือไม่มีการพูด อ้างพยานเพิ่มเติมถ้ามีเหตุผลศาลให้อยู่แล้ว ศาลรู้และเข้าใจความเป็นกังวลของจำเลย [แต่] ถ้าสืบเรื่องข้อเท็จจริงอย่างเดียวจะเสียต่อคดี
ศาลไม่ได้แนะนำ ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้กลัวอะไร… ศาลบอกว่า คุณจะสู้แนวไหน
ทนายอานนท์: ในบันทึกการจับกุม [เอกชัย] จำเลยใช้คำว่า [ข้อมูล] เป็นคำพูดไม่เหมาะสม [ซึ่งอาจต่างจากคำพูดหมิ่น]
ผู้พิพากษา: จำเลยสู้ว่าไม่มีเจตนาหมิ่น เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพก็ว่าไป เอาอย่างนี้ดีกว่า ศาลอธิบายนิดนึงนะ ศาลไม่ได้ปิดกั้นเรื่องพยาน
เรื่องนี้มันละเอียดอ่อน ศาลเป็นกลางจริงๆ ศาลไม่มีอะไรเลย ศาลก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง
พูดตรงๆเลย บางทีแพ้ทางเทคนิคมันเจ็บใจ… ศาลไม่ได้บอกแนว [ต่อสู้คดี] นะ ศาลถามแนวทางเพื่อให้คุณมีโอกาสเตรียมตัวสู้คดีอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญ [ว่า ม.112 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่] ศาลอนุญาตให้ส่งนะ
เรื่องหมายเรียก [ให้พลเอกเปรมกับ พลอากาศเอกสิทธิ] ของดไว้ก่อน ไม่ใช่งดเลย ศาลเข้าใจว่าคุณกังวล งดไว้ก่อนไม่ใช่ไม่ออกแล้ว
อ่านรายละเอียดได้เพิ่มเติมในข่าว
คดีคนขายซีดี ABC ยอมระงับขอหมายเรียก'เปรม' - เลื่อนสืบพยาน 20 พ.ย.
Court defers lese majeste case, defence advised
ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 35: วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-07-20 00:41
ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๕ (วรเจตน์ ภาคีรัตน์)
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญหลัง จากที่คณะนิติราษฎร์ได้แถลงข้อเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและให้จัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ขึ้นทำหน้าที่แทนนั้น ได้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์บางประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของการจัดตั้งคณะ ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญและที่มาของคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยที่ข้อวิจารณ์จำนวนหนึ่งได้พาดพิงถึงความเห็นในอดีตของผู้เขียนเกี่ยวกับ การสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ จึงสมควรที่จะอธิบายเพื่อความเข้าใจให้ถูกต้อง ดังนี้
๑. การที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเพราะคณะนิติราษฎร์เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามภารกิจที่รัฐธรรมนูญมอบไว้ การตัดสินคดีในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเคลือบแคลง สงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าไปเป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง และแสดงออกซึ่งความต้องการทางการเมืองผ่านคำวินิจฉัย ซึ่งในหลายกรณีเป็นที่โต้แย้งอย่างมากในทางนิติศาสตร์ เช่น คดีปราสาทพระวิหาร คดีนายกรัฐมนตรีสาธิตการทำอาหาร และคดียุบพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญอันเป็นคดีล่าสุดที่ ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเข้ามาในแดนอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญของรัฐสภา มีผลเป็นการระงับยับยั้งกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งระบบกฎหมาย ไทยในปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญกระทำการเช่นนั้นได้ และการแก้ปัญหาโดยการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่งเห็นได้ชัดจาก โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่ายากที่จะเป็นไปได้
๒. การยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญและก่อตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบ รัฐธรรมนูญขึ้นแทนนั้น นอกจากจะทำให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นวินิจฉัยคดีรัฐ ธรรมนูญโดยไม่ต้องคำนึงและผูกพันกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา แล้ว ยังทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงที่มาของบุคคลผู้ทำหน้าที่รักษาไว้ซึ่งความเป็น กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด และโดยคุณสมบัติที่คณะนิติราษฎร์เสนอไว้ไม่ให้ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่ง ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญเป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ (เช่น รัฐมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ฯลฯ) หรือตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คตส. หรือองค์กรอิสระต่างๆ เช่น ปปช. ฯลฯ) ย่อมหวังว่าจะได้บุคคลกลุ่มใหม่ซึ่งมีแนวความคิดที่แตกต่างจากบุคคลกลุ่ม เดิมๆซึ่งกุมสภาพความเป็นไปในการใช้กฎหมายอยู่ในเวลานี้ อันจะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นภายใต้ หลักนิติรัฐประชาธิปไตย
๓. ประเด็นที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ค่อนข้างมากก็คือ ประเด็นที่มาของคณะ ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญจำนวนแปดคน โดยให้องค์กรสามองค์กรเป็นผู้มีอำนาจเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งเป็นตุลาการ พิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ คือสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้กระบวนการคัดเลือกตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญซับซ้อนจนเกินไป เนื่องจากคณะนิติราษฎร์มุ่งประสงค์คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญให้เป็น องค์กรทดแทนศาลรัฐธรรมนูญไปพลางก่อนในระหว่างที่ยังจำเป็นต้องใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน จึงกำหนดกระบวนการคัดเลือกให้ถ่วงดุลกันระหว่างประธานองค์กรที่คัดเลือกกับ องค์กรที่คัดเลือก (ผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐธรรมนูญที่ไม่มีลักษณะต้องห้าม) คือ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอรายชื่อสามรายชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็น ชอบ ประธานวุฒิสภาเสนอรายชื่อสองรายชื่อให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีเสนอรายชื่อสามรายชื่อให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เฉพาะการเสนอชื่อของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภานั้น ให้ประธานแต่ละสภาต้องเสนอชื่อบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือตุลาการศาลปกครองสูงสุดอย่างน้อยหนึ่งรายชื่อ ซึ่งจะทำให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญมีบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นผู้ พิพากษาตุลาการอย่างน้อยสองคนจากแปดคน (อาจมากกว่านี้ก็ได้) หรืออย่างน้อยหนึ่งในสี่ของตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญซึ่ง ต้องใช้ความรู้ในทางกฎหมายวิธีสบัญญัติ
๔. ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะทำให้ฝ่ายการเมืองครอบงำคณะ ตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญโดยไม่มีหนทางแก้ไขได้ และขัดกับความเห็นของผู้เขียนที่เคยวิจารณ์กระบวนการสรรหาบุคคลเข้าสู่ ตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ผู้เขียนวิจารณ์ในลักษณะที่ว่าไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีส่วนร่วมและทำ ให้ฝ่ายที่มีเสียงข้างมากสามารถครอบงำองค์กรอิสระได้ทั้งหมดดังปรากฏในบท ความเรื่อง “โครงสร้างและกลไกในรัฐธรรมนูญกับอำนาจของนายกฯทักษิณ” ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ใน พ.ศ.๒๕๔๗ ผู้เขียนได้ตรวจสอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวแล้วโดยเฉพาะข้อวิจารณ์จากสภา ทนายความ ไม่พบว่าผู้วิจารณ์ทั้งหลายได้ศึกษาโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และสภาพการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นเปรียบเทียบกับโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ตลอดจนกลไกการถ่วงดุลตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน ที่จะวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด
๕. ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น องค์กรที่ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบบุคคลในการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญและถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรเดียวกัน คือ วุฒิสภา โดยกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นมีที่มาจากสองทางคือจากศาลฎีกาและ ศาลปกครองสูงสุดรวมเจ็ดคน และจากผู้ทรงคุณวุฒิรวมแปดคน เฉพาะส่วนที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒินั้นให้มีคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยประธาน ศาลฎีกา อธิการบดี และคณะบดีคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ และผู้แทนพรรคการเมือง โดยในส่วนของผู้แทนพรรคการเมืองรัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกกันเองให้เหลือสี่คน ซึ่งในทางปฏิบัติเมื่อเลือกกันแล้ว ปรากฏว่าผู้แทนพรรคการเมืองซึ่งเข้าเป็นคณะกรรมการสรรหานั้น เท่าที่ผู้เขียนจำได้ล้วนแล้วแต่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล (ซึ่งในเวลานั้นมีพรรคไทยรักไทยเป็นแกนกลาง) ทั้งสิ้น ไม่มีผู้แทนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้าร่วมในกระบวนการสรรหาเลย เมื่อได้รายชื่อแล้วเสนอไปยังวุฒิสภาก็ค่อนข้างชัดเจนว่าในเสียงส่วนใหญ่ใน วุฒิสภาก็สัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายรัฐบาล และเมื่อให้ความเห็นชอบแล้ว อำนาจถอดถอนก็ยังอยู่ที่วุฒิสภาอีกด้วย โครงสร้างในลักษณะเช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าเป็นโครงสร้างที่มีปัญหาระบบ ถ่วงดุล เป็นประโยชน์กับฝ่ายที่กุมเสียงข้างมากในกรรมการสรรหาและวุฒิสภา และการที่ไม่มีฝ่ายค้านร่วมในการสรรหาย่อมมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมในแง่ กระบวนการ
๖. ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างและกลไกในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ในลักษณะดังกล่าวนี้ แม้ในวันนี้ก็ยังยืนยันว่าโครงสร้างในลักษณะดังกล่าวต้องได้รับการปรับปรุง แก้ไข ผู้เขียนได้วิจารณ์ตลอดจนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรอิสระตลอดจนกระบวนการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งใน องค์กรอิสระและในศาลรัฐธรรมนูญเรื่อยมา จนกระทั่งในช่วงปลายสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ ได้เริ่มมีการพูดการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ แต่ก็เกิดรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เสียก่อน ผู้เขียนยืนยันว่าแม้จะเรียกร้องให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่ผู้เขียนก็ยอมรับในคุณค่าประชาธิปไตย ไม่อาจยอมรับข้อเรียกร้องต่างๆที่มีผลเป็นการล้มล้างรัฐบาลที่มีความชอบธรรม ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยได้ เช่น การร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน (นายกฯ ม. ๗) และยิ่งไม่อาจยอมรับการทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ ผู้เขียนไม่เคยใช้ข้ออ้างว่ารัฐบาลเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระไปสนับสนุนให้เกิด การทำรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และเมื่อล้มล้างสำเร็จแล้ว ก็เอาตัวเข้าไปรับใช้การทำรัฐประหาร นำมาซึ่งลาภ ยศ ประโยชน์ต่างๆ ให้แก่ตนเองแล้วอ้างว่าเป็นการทำไปเพื่อคุณธรรม ความดีงาม ดังที่ปรากฏให้เห็นในหมู่นักวิชาการจำนวนหนึ่งและในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวนหนึ่งโดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายแต่อย่างใด
๗. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่ให้วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี คัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการสร้างความชอบธรรมทางประชาธิปไตยให้คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อได้รับเลือกให้เข้าดำรงตำแหน่งแล้ว ย่อมได้รับประกันความเป็นอิสระ การที่ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกด้วยนั้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้อภิปราย โต้แย้ง หรือแม้แต่เสนอชื่อบุคคลให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอชื่อบุคคลผู้ นั้นเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการแก้ไขจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ผู้เขียนเคยวิจารณ์ไว้ว่าการให้พรรคการเมืองต่างๆส่งผู้แทนมาแล้วเลือก กันเองให้เหลือสี่คนนั้นอาจทำให้ไม่มีผู้แทนของพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็น กรรมการสรรหาเลย และทำให้ฝ่ายค้านไม่มีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง นอกจากนี้การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเสนอชื่อบุคคลให้คณะรัฐมนตรีเลือกนั้น ยังทำให้ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรสามารถควบคุมตรวจสอบทางการเมืองได้โดยการ ตั้งกระทู้ถาม หรือแม้แต่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพิจารณาข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ด้วยใจอันเป็นธรรม ปราศจากอคติแล้ว จะเห็นว่าคณะนิติราษฎร์ได้คงระบบการถอดถอนตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญออก จากตำแหน่งไว้ โดยองค์กรที่มีอำนาจถอดถอนยังคงเป็นวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่าหากตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญกระทำการอันเป็นการลำเอียง เข้าข้างองค์กรที่เสนอชื่อตน เช่น ตัดสินคดีโดยขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเข้าเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองกับ คณะรัฐมนตรีซึ่งคัดเลือกตนมาเป็นตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาก็มีอำนาจถอดถอนได้ กรณีจึงต่างจากโครงสร้างในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่องค์กรผู้ให้ความเห็นชอบและองค์กรที่ถอดถอนเป็นองค์กรเดียวกันที่ผู้ เขียนเห็นว่าจะทำให้ฝ่ายการเมืองเสียงข้างมากที่อำนาจมากเกินไปจนครอบงำ องค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญได้
๘. การเสนอรูปแบบคณะตุลาการพิทักษ์รัฐธรรมนูญดังกล่าวมาข้างต้น เป็นการเสนอโดยคำนึงถึงการต่อสู้ในทางอุดมการณ์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ความชัดเจนโปร่งใสของการเสนอชื่อ การประกันความเป็นอิสระ และระบบการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ภายใต้ข้อจำกัดของโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ มีการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองตลอดจนองค์กรทางรัฐธรรมนูญครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว รูปแบบการของเสนอชื่อบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญอาจ จะเปลี่ยนไปจากนี้บ้าง แต่จะตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐประชาธิปไตยที่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบที่ดี ไม่ใช่องค์กรรูปแบบศาลรัฐธรรมนูญที่เน้นความเป็นอภิชน ความเป็นรัฐตุลาการ หรือรัฐที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
ผู้เขียนหวังว่าข้อเขียนขนาดสั้นเรื่อง นี้จะทำให้ผู้ที่ยังไม่เข้าใจ และกล่าวอ้างความเห็นของผู้เขียนในอดีตเพื่อแย้งกับสิ่งที่ผู้เขียนและคณะ นิติราษฎร์เสนอในปัจจุบันได้เข้าใจสิ่งที่ได้นำเสนอไปอย่างรอบด้านมากขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และอย่างมีโยนิโสมนสิการ เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นับถือในคุณค่าของประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ผู้เขียนยินดีรับฟังและพร้อมที่จะอภิปรายเพื่อความเจริญงอกงามใน ทางสติปัญญาด้วยเสมอ
๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕
ที่มา: http://www.enlightened-jurists.com/blog/67
TPBS ระดมความคาดหวัง-กก.นโยบายมั่นใจสวัสดิการดี ใคร 'ดีเอ็นเอ' ไม่ใช่ก็ต้องปล่อย
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-07-20 20:00
(ซ้ายไปขวา) ณัฏฐา โกมลวาทิน-ปาลพล รอดลอยทุกข์ -รสชงพร โกมลเสวิน-มาลี บุญศิริพันธ์
รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ รักษาการประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ และยังต้องพัฒนาต่ออีกเยอะ โดยต้องคงการนำเสนอเนื้อหาที่มีสาระ ขณะเดียวกันต้องมีเทคนิคที่ดึงดูดใจผู้ชม รวมถึงทำให้คนเข้าใจความเป็นสื่อสาธารณะโดยเริ่มจากภายในองค์กรก่อน
มาลีกล่าวว่า ในด้านความก้าวหน้านั้น ไทยพีบีเอสมีกลไกรับฟังความเห็นของประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานในการปรับปรุงรายการ มีคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องเรียนกรณีปัญหาจริยธรรม และในวันนี้ที่มีคนแสดงความเห็น จากอารมณ์และบรรยากาศที่ออกมา ก็เข้าใจได้ว่าเขามองว่าตัวเองเป็นเจ้าของไทยพีบีเอสด้วย จึงอยากเห็นการพัฒนาที่ดีขึ้น
ต่อข้อวิจารณ์เรื่องสวัสดิการหรือการซื้อตัวที่เป็นกระแสอยู่ มาลีกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าสังคมไทยนั้นซื้อกันง่ายๆ บางครั้งผลิตคนออกมาดีมาก แต่สุดท้ายเขาก็ไป แม้จะไม่ได้มีปัญหาอะไรกันก็ตาม ทั้งนี้ 5 ปีนี้ไทยพีบีเอสอยู่ในกระบวนการสร้างดีเอ็นเอของตัวเอง
"สวัสดิการของเราไม่แพ้ที่อื่น เงินเดือนก็เยอะด้วย เขาอยู่ได้ ถ้าเขายังคิดจะไปอีก ดิฉันก็คิดว่าก็ต้องปล่อยให้ไป เพราะดีเอ็นเอไม่มี อาจจะอยู่แล้วเขาจะทุกข์ใหญ่" มาลีกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเรื่องเหล่านี้จะลดลง ที่ผ่านมาอาจยังฝังเข็มหมุดไม่ลึกเท่าที่ควร ตอนนี้อยู่ระหว่างฝังเข็มหมุดที่ลึกจริงๆ
มาลี กล่าวเสริมว่า ข่าวทุกครั้งที่ออกไป มีทั้งชื่นชม มีทั้งที่ทำให้ต้องระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริหารหรือกรรมการนโยบายเท่านั้น แต่ประชาชนต้องช่วยดูด้วย เขาจะได้รู้ว่าเขาก็เป็นคนของสังคม ไม่ใช่คิดจะทำอะไรก็ได้ ความจริงสิ่งต่างๆ ที่ออกไปไม่เคยโทษคนที่เป็นประเด็นปัญหา แต่เป็นที่สภาพแวดล้อมและความมีสติของคนในสังคมมากกว่า
ด้าน รศ.ดร.รสชงพร โกมลเสวิน หัวหน้าโครงการปริญญาเอกสาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ส่วนตัวเมื่อเบื่อรายการ "ไร้สติ" ก็จะไปดูไทยพีบีเอส แต่พอเบื่อวิชาการก็จะไปช่องอื่น โดยยอมรับว่าแม้ตนเองจะอยู่ในวงการศึกษา แต่เจอสาระขมไปก็ไม่ไหว อยากให้หาสมดุลระหว่างความบันเทิงกับสาระด้วย โดยมีงานวิจัยต่างประเทศพบว่า สื่อสาธารณะเริ่มยอมรับการปรับเนื้อหาที่บันเทิงมากขึ้น
ต่อการตอบคำถามเรื่องความชอบธรรมในการได้งบบริหาร 2,000 ล้านบาทต่อปี รสชงพร เสนอว่า ต้องมีการวิจัย หาตัวชี้วัดว่าการทำงานของไทยพีบีเอสช่วยให้สังคมดีขึ้นไหม ช่วยให้คนมีความรู้ขึ้นไหม โดยยกตัวอย่างว่า หากดูบทบาทของการเป็นสื่อที่สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมทาง การเมือง หากทำสื่อแล้ว จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ยังอยู่ที่ 20% ก็แปลว่ายังทำหน้าที่ไม่สำเร็จ
ดร.ปาลพล รอดลอยทุกข์ นักวิจัยสถาบัน AMIC ประจำประเทศไทย กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในการไปสู่การเป็นสื่อสาธารณะ ต่างจากหลายประเทศที่อาศัยต้นแบบจากสื่อสาธารณะอย่าง BBC NHK แล้ว แต่เมื่อทำจริง หาตัวตนไม่เจอ ถูกภาครัฐครอบงำแล้วหายไป ไม่สามารถเป็นสื่อสาธารณะเต็มรูปแบบได้ อย่างไรก็ตาม ไทยพีบีเอสยังมีความแตกต่างไม่ชัดเจนระหว่างสื่อสาธารณะและสื่อเชิงพาณิชย์ อาจเพราะสังคมไทยถูกปลูกฝังให้มองสื่อมุมเดียวและคิดว่าสื่อเหมือนกัน ดังนั้น ในวาระเข้าสู่ปีที่ 5 ไทยพีบีเอสมีการบ้านคือ ต้องทำให้ตัวเองชัดเจนขึ้น
เสื้อแดงเชียงใหม่ 'ทุบรถ-จุดประทัด' ไล่ 'อภิสิทธิ์'
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-07-20 17:26
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อ่วม
แดงเชียงใหม่ตามจองเวรไม่เลิก ล่าสุด ทั้งล้อมปา-ทุบรถ จุดประทัดยักษ์ไล่
จนต้องยกเลิกการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขึ้นเครื่องบินกลับ กทม. ก่อนกำหนด
ไทยรัฐออนไลน์รายงาน
ว่าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ก.ค. 55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หน.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี
พร้อมด้วยแกนนำระดับคนสำคัญของพรรค
ได้เดินทางขึ้นมาจัดสัมมนาโครงการเสริมสร้างศักยภาพ
กรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ภาคเหนือที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นบรรยายประมาณ 1
ชั่วโมงเศษจากนั้นก็รีบเดินทางกลับทันทีโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวแต่
อย่างใด เนื่องจากที่หน้าโรงแรมมีกลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ ประมาณ 50 คน
นำโดยดีเจอ้วน อภิชาติ อินสอน และดีเจภูมิใจ ไชยยา ได้นำคนเสื้อแดงมาในนาม
"กลุ่มแดงอิสระ" ที่แยกตัวมาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51
พร้อมรถปราศรัยมากล่าวโจมตีนายอภิสิทธิ์
และทวงถามเรื่องที่ใครเป็นคนสั่งฆ่าคนเสื้อแดง โดยมีตำรวจร่วม 200 นาย
ได้ดูแลความเรียบร้อยรอบๆ โรงแรม
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ กำลังเดินทางขึ้นรถเก๋งที่มาจอดรอรับ
ได้มีกลุ่มเสื้อแดงที่อยู่นอกรั้วโรงแรม ได้จุดประทัดยักษ์
เสียงดังสนั่นทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องรีบขึ้นรถยนต์เก๋งขับออกไปทางประตูหลัง
โรงแรมทันที ภายหลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงรู้ว่านายอภิสิทธิ์
เดินทางกลับแล้วก็ได้สลายตัวกันไปในที่สุด
ส่วนการประชุมยังคงจัดสัมมนากันต่อไป
รายงานข่าวระบุว่า เมื่อช่วงสายวันนี้ นายอภิสิทธิ์
ได้เดินทางไปมอบโฉนดชุมชนในท้องที่ ต.แม่แฝก อ.สันทราย
ซึ่งเป็นโครงการสมัยที่เป็นนายกฯ ขากลับ
ได้ถูกกลุ่มเสื้อแดงเข้าไปล้อมทุบรถยนต์ของนายอภิสิทธิ์ขณะที่กำลังจะเดิน
ทางออกจากชุมชน เพื่อเดินทางบรรยายที่โรงแรมแกรนด์วิว
แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยกันเอารถออกมาได้
และยังถูกกลุ่มเสื้อแดงปาก้อนหินใส่รถอีกด้วย
รายงานข่าวระบุอีกว่า การมาเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่เชียงใหม่ครั้งนี้
ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ จะลงเวทีที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว น.ส.มัลลิกา
บุญมีตระกูล ได้มาประสานสื่อมวลชนว่า ว่าอภิสิทธิ์ จะให้สัมภาษณ์นักข่าว
แต่พอรู้ว่ามีเสื้อแดงมาก่อกวนจุดทั้งบั้งไฟและประทัดไล่ที่หน้าโรงแรม
ทำนายอภิสิทธิ์ยกเลิกการให้สัมภาษณ์ เดินขึ้นรถกลับไปสนามบินทันที
“ศิริโชค" โชว์หลักฐานเด็ด “กมล" ท้าชนหลักฐานจริง
ที่มา thaifreenews
เมื่ออายุครบ 17 ปี แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี(ปี29)
กมล บันไดเพชร ทีมกฏหมายพรรคเพื่อไทย
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/07/55 ไม่เชื่อ..ก็ไม่กล้าลบหลู่
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

ด้วยหวังไว้ จะแน่วแน่ แก้ปัญหา
รธน. เพื่อพี่น้อง ผองประชา
แล้วเดินหน้า แก้ไข ในเร็ววัน....
เจอตลก เอนเอียง ส่งเสียงตวาด
กลายเป็นขลาด ถอยร่น จนอกสั่น
แม้ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ คอยดูกัน
สิ่งที่ฝัน จะสดใส คงไม่มี....
ทั้งลังเล ตรมตรอม พร้อมถอยฉาก
แก้ลำบาก ยากทันใด ในเกมนี้
กลายเป็นหงอ รอพ่าย ตายทันที
อีกกี่ปี จะได้แก้ เฮ้อ..แย่จัง....
แสงสว่าง ปลายอุโมงค์ คงดับสูญ
ชนอาดูร ทั่วถิ่น รอสิ้นหวัง
รธน. คิดจะแก้ แค่ภวังค์
กลายเป็นนั่ง ทดท้อ รอโชคชะตา....
ท่านที่หนุน โปรดหันหลัง มาฟังก่อน
อย่าใจร้อน รันทด จนหมดค่า
ปล่อยเขาเหยียบ ย่ำใส่ ใต้บาทา
รอชาติหน้า อาจสมหวัง ตามตั้งใจ....
๓ บลา / ๒๐ ก.ค.๕๕
ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? ตอน งบประมาณประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
ที่มา Thai E-News
การกระจายความเจริญโดยเฉพาะระบบ
ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับการบริห
หากลองเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆจ
กรุงเทพ 17 คน
ภาคกลาง 17 คน
ภาคเหนือ 18 คน
ภาคอีสาน 34 คน
ภาคใต้ 14 คน
กรุงเทพ 26 บาท
ภาคกลาง 44 บาท
ภาคเหนือ 9 บาท
ภาคอีสาน 11 บาท
ภาคใต้ 10 บาท
กรุงเทพ 72 บาท
ภาคกลาง 7 บาท
ภาคเหนือ 7 บาท
ภาคอีสาน 6 บาท
ภาคใต้ 8 บาท
จะเห็นได้ว่า ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก
หากเราพิจารณาส่วนของงบประมาณจา
นั่นแปลว่าไม่ว่าจะมองจากมิติขอ
บางคนเชื่อว่าหากเราต้องการเห็น
ในทางกลับกัน บางคนอาจเชื่อว่าความเป็นธรรมหม
นิยามของ “ความเป็นธรรม” ดูจะเป็นสิ่งทีสังคมไทยต้องถกเถียงค้นหาคำตอบร่วมกันต่อไป แต่ที่แน่ๆคือปัญหาการกระจุกตัว ของเมืองใหญ่อย่าง กทม. นั้นคือระเบิดเวลาที่รอการแก้ไข อย่างจริงจังและมีแต่จะย่ำแย่ลง ทุกปี
อ้างอิง
[1] Overview Paper : Improving Service Delivery In Thailand – A Public Finance Management Review
[2] เงินร้อยบาทในกระเป๋าคุณมาจากไหน?
บทสัมภาษณ์ทีมงานจากคอลัมน์ ที่เห็นและเป็นอยู่ : เนชั่นสุดสัปดาห์
เกี่ยวกับเรา
ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
'หมอเหวง' เล่าเรื่องไปร่วมงานบวชนักโทษการเมือง และพบปะ ผรท. ตัวจริงที่มุกดาหาร
ที่มา uddred
Facebook นพ.เหวง โตจิราการ 20 กรกฎาคม 2555 >>>
วันนี้ (20 ก.ค. 2555) นพ.เหวง โตจิราการ เล่าเรื่องที่ได้ร่วมงานอุปสมบทอดีตผู้ถูกคุมขังทางการเมืองจากข้อกล่าวหา เผาศาลากลาง จ.มุกดาหาร และการได้พบผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ตัวจริงแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดังนี้
ชื่นใจได้ร่วมงานอุปสมบท แม้พระบางรูปไม่ยอมบวชให้ แต่สุดท้ายก็ได้บวช
ผมไปร่วมงานบวชเพื่อนเราที่ได้รับการประกันตัวในเย็นวันที่ 18 ก.ค. 55 ที่จังหวัดมุกดาหาร ผมชื่นใจมาก เพราะเห็นเพื่อนเรามีความแข็งแกร่งทางจิตใจเห็นครอบครัวและพี่น้องเสื้อแดง มาร่วมงานกันอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจมากมาย
วันรุ่งขึ้นได้ทำพิธีอุปสมบทในอุโบสถ ผมทราบจากญาติว่ามีบางวัดไม่ต้อนรับเพื่อนเราเข้าบวช โดยตั้งข้อรังเกียจว่า "เป็นผู้ก่อการร้าย" ผมฟังแล้วเศร้าใจมาก ไม่คิดว่า มี "พระบางองค์" ถูกครอบงำด้วยความคิดของ "ฝ่ายอำมาตย์" จนปิดบัง "ธรรมของพระพุทธองค์ไปโดยสิ้นเชิง"
ผมจึงได้บอกกับเพื่อนๆของเราว่า "พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ท่านมีเจโตปริยญาณ ท่านสามารถกำหนดจิตของผู้่อื่นได้ ท่านกำหนดจิตหยั่งรู้ว่า องค์คุลิมาร หรืออหิงสกะกุมาร กำลังจะไปทำมาตุฆาตมารดาของตนเองหลังจากที่ได้สังหารผู้คนจำนวนมาก (ตามตำนานว่า 99 คนแล้วแม่จะเป็นคนที่ 100 หรือ 999 คนแล้วแม่ที่ตนจะไปฆ่าจะเป็นคนที่ 1,000) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยังตั้งใจเสด็จไปโปรดอหิงสกะกุมารหรือ องคุลิมารมหาโจรที่ชาวบ้านเกลียดชังเข้ากระดูกดำ จนองคุลิมาร ดวงตาเห็นธรรม และได้เข้าบวชโดยเอหิภิกขุอุปสัมปทานโดยพระองค์เอง และต่อมาก็ได้บรรลุอรหัตผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ท่านก็ไม่สามารถ "พ้นกฎแห่งกรรม" ไปได้ กล่าวคือชาวบ้านจำนวนมากยังใช้ก้อนหินท่อนไม้ทำลายท่านอยู่นานพอดู แต่ด้วยท่านบรรลุอรหันต์แล้ว ท่านจึงน้อมรับไม่ตอบโต้แต่ประการใด
นี่ปรากฏชัดอยู่ใน "พุทธประวัติ" ใครๆก็รู้ แล้วทำไม พระบางองค์ถึงไม่รู้และปฏิเสธที่จะรับบวชเพื่อนๆของเราได้อย่างไร ไม่รู้ว่า พระพวกนี้เป็นพระในศาสนาพุทธหรือไม่ "เป็นศิษย์ของตถาคตแท้จริงหรือเปล่า"
แต่อย่างไรก็ตาม พระที่แท้จริง ที่เป็นศิษย์ของตถาคตที่แท้จริงยังมีอยู่อยู่ ก็คือวัดที่รับบวชเพื่อนๆของเรานั่นแหละครับ (ผมขออภัยอย่างมากที่ไม่ได้จดจำชื่อของวัดมาใครที่รู้กรุณาช่วยบอกหน่อยนะ ครับ) แล้วเจ้าอาวาสรวมทั้งพระอุปัชฌาจารย์และพระคู่สวดทั้งหมด ทั้งพระลูกวัดทุกรูป ก็มีใจเมตตากรุณาอย่างสูง ได้จัดพิธีอุปสมบทอย่างสมบูรณ์งดงาม และให้การต้อนรับที่อบอุ่นแก่เพื่อนของเรา
แค่เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวก็สามารถยืนยันได้แล้วว่า ระดับธรรมะ ระดับจิตใจของท่านสูงยิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ขอกราบนมัสการทุกท่านมาด้วยความเคารพจริงๆ
แล้วบริเวณรอบวัดก็ร่มรื่นจริงๆ พื้นที่ของวัดกว่า 60 ไร่ ปลูกต้นไม้เต็มไปหมด ทราบว่าทยอยปลูกมา กว่า 20 ปีแล้ว นอกจากนี้ ท่าน ยังเจียดแบ่งพื้นที่มาจัดเป็นโรงเรียนเด็กเล็ก และสถานที่รับเลี้ยงเด็กของผู้ที่ยากจนด้วย
เพื่อนๆครับ น่าอนุโมทนาจริงๆ ผมถือว่าตนเองได้รับโชดดีมากที่ได้ไปร่วมงานอุปสมบทของเพื่อนๆเราทุกๆคนใน ครั้งนี้ด้วยครับ และเชื่อแน่ว่า เพื่อนที่อุปสมบทแม้จะครองเพศบรรพชิตไม่นานก็คงจะได้อานิสงส์ของการบวชไม่ มากก็น้อยครับ และนี่ยืนยันว่า พวกเราทุกคนไม่ใช่ พวกผู้ร้ายใจบาป สันดานบาปหยาบช้าไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายอย่างที่พวก ปชป. และพวกอำมาตย์กล่าวหา ตรงข้ามพวกเราล้วนเป็นกัลยาณ ปุถุชนที่เจริญรอยตามพระบรมมหาศาสดา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทุกคนครับ
พบปะ ผรท. ตัวจริงไม่ยืนข้างอำมาตย์
เพื่อนๆครับ ในระหว่างที่ไปเข้าร่วมพิธีอุปสมบทของเพื่อนเราที่มุกดาหาร ประธานธิดา ท่านก็ปรารภกับ ส.ส.มุกดาหาร และเพื่อนเสื้อแดงที่มุกดาหารว่า
พวกอำมาตย์ไป "ซื้อจ้างวาน" เอา ผรท. ไม่กี่คน (คงจะซัก 2-3 คน) แล้วไปจ้างวานเอาคนอีกจำนวนหนึ่งไม่ถึง 200 คนมาตั้งตัวเป็น ผรท. ใส่เสื้อ ทปท. ใส่หมวกดาวแดงถือธงค้อนเคียว (ที่พวกเขาเองคงไม่เคยเห็นก็เลยติดธงดาวแดงกลับหัวกลับหาง เอาเคียวคว่ำหัวลงเอาด้ามฆ้อนชี้ฟ้า ที่ถูกเคียวต้องหงายมองฟ้าและด้ามฆ้อนต้องปักลงดินครับ) มาประดับเล่นโก้ๆ ชุมนุมกันสนับสนุนศาล รธน.
ก็เลยควรเป็นโอกาสของพวกเราในการที่จะพบปะกับ ผรท. ที่แท้จริงที่ไม่ขายตัวไม่ขายจิตวิญญาณ ออกมาประกาศศักดิ์ศรีแก่ชาวโลกว่า พวกเขาทั้งหลายยังเดินเคียงข้างประชาชนในการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมที่ไม่ มีการกดขี่ขูดรีดกันอย่างสิ้นเชิง
ที่จริงพวกเราไม่ต้องการที่จะไปสร้างความเชื่อมโยงกับ ผรท. เพื่อไม่ต้องการเปิดช่องให้ศัตรูประชาชนเขาใส่ร้ายป้ายสีพวกเราว่ายังเป็น คอมมิวนิสต์และพี่น้อง ผรท. เป็นคอมมิวนิสต์แล้วก็จะตามติดด้วยการใส่ร้ายป้ายสีว่าทำลายชาติศาสน์ กษัตริย์ตามคำโกหกพกลมอันเป็นวิสัยปกติของพวกเขา
แต่ในเมื่อฝ่ายอำมาตย์เป็นคนไปเอาพวกคอมมิวนิสต์ใส่หมวกดาวแดงติดธงแดงค้อน เคียวดาวแดงมาปกป้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง จึงเป็นความชอบธรรมของฝ่ายเราในการที่จะเปิดตัว ผรท. ที่แท้จริงที่ไม่ยอมขายวิญญาณให้แก่ฝ่ายอำมาตย์แม้ว่าพวกเขาจะยังยากจนค่น แค้นขนาดไหนก็ตามแม้ว่าพวกเขาจะถูกพวกอำมาตย์โกหกหลอกลวงมาอย่างยาวนานว่าจะ ให้ปัจจัยครองชีพให้แก่พวกเขาตามที่สมควรจะได้
ประธานธิดากับผมก็เลยได้ไปพบกับ ผรท. ที่ดงหลวง (โดยไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้ามาก่อน ก็ติดต่อกันอย่างกระทันหันนั่นแหละครับแต่ก็ สามารถประชุม เพื่อน ผรท. ได้จำนวนเกือบสองร้อยคน อาจจะมากกว่าที่มาที่ศาล รธน. เมื่อวันที่ 10-13 ก.ค. 55 ที่ผ่านมานี้เสียด้วยซ้ำไป) พวกเราก็เลยได้สนทนากัน
ประธานธิดาก็เลยได้ชี้ให้พวกเพื่อนเราเห็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในระยะ ปัจจุบันของสังคมไทยคือ ทุกคนต้องจำแนกแยกแยะให้ชัดเจนว่า "ปัจจุบัน ใครคือประชาชน ใครคือศัตรูของประชาชน ใครคือปฏิปักษ์ของประชาชน"
ประธานธิดาได้อธิบายชัดว่า มีฝ่ายนำของ พคท. บางคน ที่เห็นผิดเป็นชอบเห็นกงจักรเป็นดอกบัว พอวิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็นทุนนิยม พวกเขาก็ถลำไปถือเอา ทักษิณ ชินวัตรเป็นศัตรูประชาชนเพราะถือว่าทักษิณเป็นทุนสามานย์
โดยที่พวกหัวหน้าคอมฯดังกล่าวโง่เง่าจนลืมเลือนหลักการพื้นฐานของตนเองว่า ความ ขัดแย้งที่สำคัญของทุกสังคมคือความขัดแย้งระหว่าง พื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ก้าวรุดไปข้างหน้าแล้วกับโครงสร้างส่วนบนที่ยังล้า หลังอยู่กับที่ ดังนั้นความขัดแย้งสำคัญของสังคมไทยคือความขัดแย้งระหว่าง "รากฐานทางเศรษฐกิจที่ก้าวรุดหน้าไปเป็นทุนนิยมแล้ว แต่โครงสร้างส่วนบนยังคงล้าหลังอยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตยทั้งทางการเมือง วัฒนธรรมสังคมและการศึกษา" ดังนั้นจึงต้องแก้ปัญหาโดยเปลี่ยนโครงสร้างส่วนบนคือโครงสร้างทางการเมือง สังคมวัฒนธรรมการศึกษาและกฏหมายให้เป็นเสรีประชาธิปไตยเพื่อให้สังคมไทยก้าว ไปข้างหน้า
พวกแกนนำคอมบางคนที่โง่เง่าดังกล่าว จึงตกไปเป็นเบี้ยล่างของ พธม. และพวกสนธิลิ้ม ถือว่า สนธิลิ้มเป็นศาสดาของพวกเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น แล้วพวกอำมาตย์ก็ใช้ ผรท. เป็นเครื่องมือที่พวกเขากระทำเอาตามใจชอบ เช่นในระยะที่อำมาตย์มีอำนาจไม่จำเป็นต้องใช้ ผรท. เป็นเครื่องมือ พวกเขาก็ไม่สนใจที่จะทำตามพันธกรณีของพวกเขา แต่พอพวกเขาเข้าตาจนก็หันหน้ามาหาและใช้ ผรท. เป็นเครื่องมือของพวกเขา ที่เห็นได้ชัดคือ พอ พล.อ.สุรยุทธ์ ขึ้นมาเป็น นรม. ก็มาหา ผรท. อีสานและเหนือทันทีแล้วก็ให้ผลประโยชน์จำนวนหนึ่ง เช่น ให้ผลประโยชน์กับ ผรท. ประมาณ 500 คนทั้งที่มี ผรท. ร่วมหมื่นคน หากสุรยุทธ์จริงใจในการช่วย ผรท. เขาต้องช่วยทั้งหมดซีครับ นี่เล่นเลี้ยงไข้ไว้ ช่วยเพียง 500 คน เพราะสุรยุทธ์กลัวว่า ผรท. จะมาเข้าข้างเสื้อแดง หรือเป็นกองกำลังของเสื้อแดงจึงรีบลนลานมาหาผรท.และเลือกปฏิบัติให้ความช่วย เหลือแค่ 500 คนที่เหลือไม่ให้ นี่แสดงให้เห็นธาตุแท้ที่ไม่จริงใจของเขา และต้องการสร้างความแตกแยกในหมู่ ผรท. และทิ้งปัญหาไว้ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้ชัดเจน พวก ปชป. ก็ใช้ ผรท. ให้เป็นประโยชน์เช่นกัน ปชป. ก็แยกส่วนให้ความช่วยเหลือคล้ายกับ พล.อ.สุรยุทธ์ นั่นแหละ
ผมจึงถามอย่างตรงไปตรงมาว่า แล้วพวกเราจะยอมตกเป็นเบี้ยล่างพวกเขาไปตลอดหรือ เราจะยอมขายจิตวิญญาณอุดมการณ์อันสูงส่งของพวกเราที่ต่อสู้เพื่อความเท่า เทียมกันของคนไทยทุกคนเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มากนักเท่านี้หรือ พวกเขาเองบอกชัดว่า "พวกผมไม่ใช่ขอทานครับ และพวกผมยังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์อีกต่อไปครับ" ผมบอกเพื่อน ผรท. ว่าหาก ทรยศอุดมการณ์ของตนเองไปรับใช้อำมาตย์เช่นกับที่เกิดกับ "ส.พิชิต" เพื่อน ผรท. ไม่เพียงแค่ทำลายตนเองเท่านั้นแต่เท่ากับว่าเป็นการทำลายประวัติการต่อสู้ ที่งดงามของบรรพชนของตนเองไปอย่างยับเยินเลยทีเดียว
เพื่อน ผรท. ตอบรับดีครับ และคาดว่า อาจจะมีการชุนนุม ผรท. จำนวนเรือนพันเรือนหมื่นในเวลาไม่นานข้างหน้านี้เพื่อยืนยันว่า ผรท. ที่แท้จริงยังคงเคียงข้างประชาชนไทยในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมไทยที่ไม่มีการกดขี่ขูดรีดเหยียดชั้นแบ่งชนอีกต่อไปครับ





