WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 26, 2012

บทเรียนนิติราษฎร์

ที่มา Voice TV

 



ข้อเสนอให้ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญของนิติราษฎร์ เงียบหายไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งในหมู่มิตรและศัตรู ไม่ค่อยได้รับการขานรับ ซึ่งทำให้กระแสต้านลดลงไปเช่นกัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะข้อเสนอให้ตุลาการ 8 คน มาจากคณะรัฐมนตรี 3 คน รัฐสภา 3 คน วุฒิสภา 2 คน ถูกมองว่าจะกลายเป็นคนของรัฐบาลเสียหมด ทำให้แม้แต่นักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่ใคร่เห็นด้วย ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งเป็นเรื่องดี แปลว่าเราไม่ได้คิดเอาชนะคะคานโดยไม่เลือกวิธีการอย่างพวกเขา

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่านิติราษฎร์ต้องการเอาชนะคะคาน แต่ข้อเสนอที่ออกมาทำให้คนไม่เข้าใจว่าทำไมเอาแต่ฝ่ายการเมือง ซึ่งผมเห็นว่านิติราษฎร์มีจุดอ่อนในวิธีการนำเสนอ หรือพูดอีกอย่าง ไม่ทันคิดให้ดีว่าควรเสนออย่างไรให้สังคมยอมรับ

แต่ไม่ใช่ว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์อ่อนเหตุผลโดยสิ้นเชิง


วรเจตน์


นิติราษฎร์อาจพลาดที่ไม่สามารถสร้างความเข้าใจโดยทั่วกันว่านี่คือ “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญ 2550 ในบริบทที่วุฒิสภากึ่งหนึ่งยังมาจากการลากตั้ง และองค์กรอิสระยังมาจากฝ่ายอำมาตย์ ปปช. กกต. ยังเป็นชุดเดิมที่แต่งตั้งโดย คมช. ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ก็ยังไม่ได้ปฏิรูป

นิติราษฎร์ไม่ได้เสนอ “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างใหม่ ถ้ายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ภายใต้โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตย นิติราษฎร์ก็จะเสนอรูปแบบ “ถาวร” อีกครั้ง

คณะตุลาการที่นิติราษฎร์เสนอเป็น “องค์กรเฉพาะกิจ” ที่ตั้งขึ้นมา “แก้ลำ” รัฐธรรมนูญอำมาตย์และองค์กรอำมาตย์ คณะตุลาการที่นิติราษฎร์เสนอ ไม่ใช่ตัวแทนเสียงข้างมากที่ปฏิเสธเสียงข้างน้อย ถ้ามองเพียงระบอบรัฐสภาอาจเป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามองกลไกในรัฐธรรมนูญทั้งระบอบ คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญต่างหาก ที่จะเป็นเสียงข้างน้อย

สาเหตุที่ต้องเสนออย่างนี้ ก็เพราะพฤติกรรมของศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ถึงขีด “เหลือทน” ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาในแง่คำวินิจฉัยที่อ่อนเหตุผล ไม่มีหลักทางกฎหมาย จนถูกเคลือบแคลงว่าเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง เช่น คดีเปิดพจนานุกรมตีความออหมักทำกับข้าว คดีแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร “อาจจะ” ทำให้เสียดินแดน หรือคดียุบพรรคพลังประชาชน ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

แต่คดีล่าสุดที่ศาลรับคำร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่าล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 68 แม้ผลออกมาไม่ยุบพรรค ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ในทางนิติศาสตร์ ถือว่าร้ายแรงกว่าทุกคดี เพราะศาลได้ขยายอำนาจตัวเองเข้ามายับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่วงล้ำอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ตีความมาตรา 68 จน “และ” กลายเป็น “หรือ” และยังออก “คำเสนอแนะ” ว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ “ควรจะ” ลงประชามติ ทั้งที่ไม่ใช่ประเด็นของคดี และยังไม่ชัดเจนว่า ตุลาการได้ลงมติประเด็นนี้หรือไม่

จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ใช่แค่ “ยุบศาลรัฐธรรมนูญ” หากให้ก่อตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นวินิจฉัยคดีโดยไม่ต้อง ผูกพันกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งแปลว่า คณะตุลาการสามารถวินิจฉัยใหม่ได้ว่า ตุลาการไม่มีอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คนกลางมีจริงหรือ

ผมอ่านข่าวข้อเสนอนิติราษฎร์ (ไม่ได้ไปฟังเองที่ธรรมศาสตร์) ก็รู้แล้วละว่ายาก เพราะทัศนคติสังคมไทยปฏิเสธนักการเมือง ไม่เว้นแม้แต่นักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย

แน่นอน ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่กล้ารับข้อเสนอเพราะกลัวถูกมองว่าจะฮุบคณะตุลาการฯ

สมมตินิติราษฎร์เสนออีกอย่าง ให้มาจากมติคณะรัฐมนตรี 3 คนแต่กำหนดที่มาของการสรรหา เช่น มาจากที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศ มาจากสมัชชาคณาจารย์นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ทั่วประเทศ ฯลฯ ในส่วนรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภาเสนอชื่อ 1 คน ผู้นำฝ่ายค้าน 1 คน พรรคอื่นรวมกัน 1 คน มันก็คงเป็นข้อเสนอ “สวยหรู” ที่แม้จะกินไม่ได้แต่เท่

ในแง่ที่หนึ่ง มันผิดหลักการ ที่ประชุมอธิการบดี คณาจารย์ อะไรเทือกนั้น ไม่ใช่องค์กรที่เป็นผู้แทนปวงชน ไม่ได้รับมอบอำนาจจากปวงชน แม้แต่การบอกว่าประธานรัฐสภา 1 ผู้นำฝ่ายค้าน 1 ฟังเข้าท่าแต่ตลก เพราะเราต้องยึดตัวองค์กรคือรัฐสภา องค์กรที่นิติราษฎร์กำหนดไว้ได้แก่ รัฐบาล รัฐสภา วุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติตามที่ได้รับมอบจากปวง ชน

อ.วรเจตน์บอกผมว่าทีแรกอยากให้รัฐสภาเลือกด้วยมติ 2 ใน 3 เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลต้อง “รอมชอม” กับฝ่ายค้าน แบ่งโควตากันหรือหาคนที่ยอมรับร่วมกัน แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองปัจจุบัน ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็คงตั้งคณะตุลาการไม่ได้ (อันนี้ผมว่าเอง 55) จึงต้องตัดใจโดยถือว่าอย่างน้อยฝ่ายค้านก็มีส่วนร่วมในกระบวนคัดสรร

คือถ้ารัฐบาลเสนอคนที่ย่ำแย่ ลำเอียง ประวัติไม่ดี ฝ่ายค้านก็มีสิทธิถลุงในที่ประชุมและในรายการ “สายล่อฟ้า”

ในอีกแง่หนึ่ง ที่บอกว่าเท่แต่กินไม่ได้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงอย่าไปฝันหาความ “เป็นกลาง” ที่ประชุมอธิการบดีเอย คณบดีเอย ตุลาการเอย ทั้งสมัยทักษิณและสมัย คมช.ก็เห็นแล้วว่าหาความเป็นกลางยาก

เลิกคิดเสียเถอะว่าจะหา “เทวดา” ลอยลงมาจากสวรรค์ ไม่มีอคติ สุคติ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่มีบุญคุณความแค้น ทุกคนเป็นมนุษย์ที่อยู่ในสังคมสีเทามาตลอด

แนวคิดของนิติราษฎร์ขัดจริตสังคมไทย ตรงที่เห็นว่าไหนๆ ก็ไม่มีใครเป็นกลางแล้ว ก็ให้มันชัดเจนไปซะว่าตุลาการมีที่มาจากฝ่ายไหน แบบเดียวกับอเมริกา ที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อศาลสูง แต่เมื่อเป็นแล้ว พรรคไหนเสนอชื่อคุณ ประชาชนรู้ทั้งประเทศ ถ้าคุณยังหน้าด้านหน้าทนวินิจฉัยอย่างไร้เหตุผล เพื่อเข้าข้างพรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่เลือกมา ก็จะถูกประณาม ขับไล่ หรือยื่นถอดถอน

ซึ่งตามที่กล่าวแล้วว่าคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ อยู่ในบริบทของรัฐธรรมนูญ 2550 อำนาจถอดถอนยังอยู่กับวุฒิสภา ที่ลากตั้งเข้ามาเสียกึ่งหนึ่ง นั่นจะคานอำนาจกันอยู่ในตัว

แนวคิดของนิติราษฎร์เป็นแนวคิดใหม่ สวนกระแส บางคนรับไม่ได้ แต่ลองคิดกลับด้านดูว่า เวลาเราได้ตุลาการหรือกรรมการองค์กรอิสระมาจากกระบวนการที่อ้างว่า “เป็นกลาง” แล้ววินิจฉัยอย่างดันทุรังเนี่ย อะไรแย่กว่า ต้องไปเหนื่อยขุดคุ้ยว่าคนนั้นคนนี้เคยนิยมชมชอบพรรคการเมืองนี้ เคยมีหนี้บุญคุณมึความสัมพันธ์กับคนนี้ ฯลฯ

แต่ถ้าเห็นกันโต้งๆ ไปเลย สมมติรัฐบาลเสนอโภคิน พลกุล มาเป็นตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โภคินก็ต้องระมัดระวังการวินิจฉัยลงความเห็น ถ้าจะวินิจฉัยให้รัฐบาลได้ประโยชน์ คุณก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอ ถ้าวินิจฉัย 10 เรื่อง ให้รัฐบาล 10 เรื่องตะพึดตะพือ ก็เสียสุนัขสิครับ สังคมจับตาอยู่ คราวนี้ละ สมคิด เลิศไพฑูรย์ จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นเจ้าภาพแต่งเมียให้ (เมียสมคิดเคยทำงานสำนักงานโภคินนะ จะบอกให้ เค้าไปปิ๊งกันที่นั่นแหละ)

แต่แน่นอน นี่เป็นทัศนะที่ต้องใช้เวลาอธิบายกับสังคม และยังต้องผ่านการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ หาจุดที่เหมาะสม แต่นิติราษฎร์นำเสนอโดยไม่ได้ปูพื้นฐานความคิดไว้เพียงพอ จึงเป็นธรรมดาที่กระแสสังคมไม่ยอมรับ

ถ้ามองย้อนหลัง (ฉลาดหลังเหตุการณ์) ก็อาจทำให้คิดอีกแบบว่า นิติราษฎร์ไม่น่าเสนอที่มาและองค์ประกอบของตุลาการ 8 คน เพียงเสนอหลักการตั้ง “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ขึ้นแทนศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อล้างแนวคำวินิจฉัยเดิม เพื่อเป็น “องค์กรแก้ลำ” รัฐธรรมนูญอำมาตย์ โดยละเรื่องที่มาองค์ประกอบไว้ ใช้ถ้อยคำสวยหรูหน่อย เช่น เป็นธรรม เป็นกลาง มีที่มาจากทุกฝ่าย ฯลฯ ก็อาจได้รับการยอมรับมากกว่านี้

เพียงแต่ต้องมาคิดกันว่า ถ้าทำแบบนั้นเท่ากับนิติราษฎร์ล้ำเส้นจากข้อเสนอทางวิชาการไปสู่การ “เล่นเกมการเมือง” หรือไม่

การเมือง การตลาด
จิตวิทยาสังคม

ผมสนับสนุนนิติราษฎร์ให้ทำหน้าที่นักวิชาการโดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายทางการ เมือง ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับนักวิชาการอีกข้าง ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ บิดเบือนหลักนิติศาสตร์หลักรัฐศาสตร์ เพื่อรองรับขบวนเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตนเองสนับสนุน

ผมยืนยันว่านิติราษฎร์จะต้องเสนอความเห็นโดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายทางการเมือง ไม่คำนึงว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ รวมทั้งไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจนเกินกรอบการทำหน้าที่นัก วิชาการ

ถ้าย้อนไปดูข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” จะพบว่าเป็นข้อเสนอที่พร้อมสมบูรณ์ทั้งในแง่หลักวิชา โดนใจมวลชน และช็อกฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังออกมาใน Timing ที่เหมาะสมคือ 5 ปีรัฐประหารและพรรคเพื่อไทยเพิ่งชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย

แน่นอน พรรคเพื่อไทยไม่ขานรับ แค่แบ่งรับแบ่งสู้ แล้วก็เงียบหายไป แต่มนต์ขลังของข้อเสนอทำให้นิติราษฎร์กลายเป็นผู้นำทางความคิดของมวลชน และเป็นที่เกลียดชังของฝ่ายตรงข้าม ความพยายามตอบโต้ยิ่งทำให้เห็นความอับจนของนักนิติศาสตร์ นักวิชาการ ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์

ครั้นนิติราษฎร์เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ร่วมกับนักวิชาการสันติประชาธรรม และนักเขียนแสงสำนึก ก็เริ่มมีเสียงข้างน้อยในข้างเดียวกันออกมาวิจารณ์ “ความผิดพลาดของนิติราษฎร์” ว่าไม่คำนึงถึงประเด็นทางการเมือง และจัดลำดับความสำคัญผิด เพราะควรมุ่งไปที่การปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพก่อนจะมาแตะเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว

ประเด็นที่พูดผมเข้าใจ แต่ไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ รัฐบาลเพื่อไทยและ นปช.ก็กล่าวเช่นกันว่าควรมุ่งไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน แต่สถานการณ์ขณะนั้น คดีอากง SMS ทำให้การเคลื่อนไหวคัดค้าน ม.112 ขึ้นสู่กระแสสูง ในทางสากล องค์กรสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลอารยะประเทศก็ออกมาแสดงความเห็น ไม่เสนอแก้ไขตอนนั้นจะไปเสนอแก้ไขเมื่อไหร่ แน่นอน เรารู้ว่าไม่มีทางสำเร็จ แต่นัยสำคัญของการเคลื่อนไหวคือให้การศึกษามวลชน ให้ความชัดเจนทางหลักวิชา ให้ความชัดเจนว่าอะไรคือเป้าหมาย เป้าหมายคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง ยังฟอกล้างแนวคิดสุดโต่งให้เข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกันให้มากที่สุด

ส่วนตัวผมประเมินว่าการเคลื่อนไหวแก้ไข 112 ของนิติราษฎร์และ ครก.ได้ผลชัดเจนเชิงคุณภาพ เป็นการยกระดับเชิงเนื้อหาให้มวลชนประชาธิปไตย และยังทลายกำแพงปิดกั้น กระทั่ง 112 กลายเป็นเรื่องถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันโดยเสรี

ข้อเสนอ 112 มี “คนกลางๆ” บางส่วนเห็นว่านิติราษฎร์ไม่น่าทำร่างแก้ไข “แรงส์” ซะขนาดนั้น ควรทำข้อเสนอที่สังคมพอรับได้ เช่น ลดโทษ แก้ไขการบังคับใช้ หรือการติชมโดยสุจริตไม่ถือเป็นความผิดก็ยังพอรับได้ แต่ไปทำให้คนยิ่งไม่พอใจกับการแยกความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ออกจากกัน หรือการเอาออกจากหมวดความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องทางหลักวิชาซับซ้อน

แต่ผมก็ยืนยันว่า เฮ้ย นิติราษฎร์เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย เมื่อจะเสนอแก้ไขกฎหมาย เขาก็ต้องทำให้ครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาทุกประการ จะมาขยักไว้ 2-3 ข้อไม่ได้ แต่เสนอไปแล้ว สมมติฝ่ายการเมืองจะแก้ไข โดยแก้ไม่หมด เอาแค่ 1-2 ประเด็น มันก็เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่มีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสม พิจารณาว่าสังคมจะยอมรับได้แค่ไหน ขั้วอำนาจต่างๆ ยอมรับได้แค่ไหน

กระนั้นหากจะมีความผิดพลาดบ้าง ก็คือในการแถลงเนื้อหาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในสัปดาห์ถัดมา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ กว้าง หนัก ต้องสร้างพื้นฐานความเข้าใจอีกระดับหนึ่ง อันที่จริงไม่น่าแถลงติดกัน (ผมเป็นนักข่าวการเมืองรายเดียวที่อยู่ในที่ประชุมครั้งแรก ก็ดันไม่ทักท้วง คิดไม่ถึง) พอเนื้อหาเยอะมากแล้วยกตัวอย่างรูปธรรมบางประการก็เกิด “จุดอ่อน” ที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตี เช่น การให้พระมหากษัตริย์สาบานตนพิทักษ์รัฐธรรมนูญเมื่อขึ้นครองราชย์ หรือการให้คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อประธานศาลฎีกาต่อรัฐสภา

นี่เป็นบทเรียนข้อแรก นิติราษฎร์ต้องคำนึงว่ามีฉลาม อนาคอนด้า ซอมบี้ เอเลียน เกรียน แมลงสาบ จ้องงับอยู่เต็มไปหมด ข้อเสนอเรื่องใดที่ต้องใช้เวลาอธิบายอย่างเป็นระบบ ไม่ควรหยิบยกขึ้นมาพูดผ่านๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูด

ข้อเสนอใดที่เป็นเรื่องอ่อนไหว (เช่นสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือสังคมมีทัศนคติในเชิงลบ (ต่อนักการเมือง) เมื่อเสนอต้องแจกแจงให้ชัดเจน อาจจะต้อง “อ่านทางข่าว” ว่า ASTV ไทยโพสต์ แนวหน้า ฯลฯ จะเอาไปพาดหัวโจมตีอย่างไร แล้วปิดช่องนั้นเสียแต่ต้น

ต้องเข้าใจสื่อนะครับ ถ้าพวกเขาตั้งธงได้แล้วละก็ ชี้แจงก็ว่าแก้ตัว ไม่พูดก็ว่ามีพิรุธหรือจนแต้ม ยิ้มเหมือนหลอก หยอกเหมือนขู่ ยังไงกรูก็จะเอาผิดเมริงให้ได้

เพื่อนผมรายหนึ่งเป็นนักการตลาด ไม่เหลืองไม่แดง เห็นด้วยกับข้อเสนอนิติราษฎร์หลายข้อ แต่ท้วงติงว่านิติราษฎร์ “ไร้เดียงสา” ผมเถียงคอเป็นเอ็นว่านักวิชาการก็ต้องเสนอตามหลักวิชา จะมามัวคำนึงถึงกระแสสังคมไม่ได้ แต่เพื่อนผมก็โต้ว่าในมุมมองของนักการตลาด ต้องรู้จักวิธี “เซลส์ไอเดีย” ให้เป็นที่ยอมรับ และต้องเข้าใจจิตวิทยาสังคม ว่าจังหวะไหนอะไรควรเสนอ อะไรไม่ควรเสนอ

ผมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เก็บมาคิดก็รู้สึกว่า แน่นอนนิติราษฎร์ต้องยืนหยัดในความเป็นนักวิชาการ เสนอความเห็นโดยไม่คำนึงว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ ไม่คำนึงถึงผลทางการเมืองว่าจะเป็นอย่างไร แต่ขณะเดียวกันก็ควรหวังผลของการเคลื่อนไหว หวังผลให้ประชาชนเข้าใจ เรียนรู้ และขานรับให้ได้มากที่สุด สลัดจุดอ่อนที่จะทำให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี แม้บางครั้งเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกโจมตี และต้องท้าทายให้โจมตี บางเรื่องเลี่ยงได้ เลี่ยงไปก่อน แต่บางเรื่องจำเป็นต้องชนก็ต้องชน

นิติราษฎร์ไม่ต้องการ “เล่นเกมการเมือง” แต่มาถึงขั้นนี้ก็จำเป็นต้องยอมรับว่านิติราษฎร์เป็น “ผู้นำทางความคิด” ของมวลชนจำนวนมาก ซึ่งก็ถือเป็น “ผู้นำทางการเมือง” ดอย่างเลี่ยงไม่พ้น การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยทาง “การเมือง” อย่างรอบคอบเช่นกัน

ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้เพราะสามารถนั่งถกกับนิติราษฎร์ได้ เพียงแต่ผมมองว่านิติราษฎร์เป็นบุคคลสาธารณะของขบวนประชาธิปไตยไปแล้ว จึงเสนอประเด็นที่ควรช่วยกันขบคิด เสนอแนะ ปกป้อง สนับสนุน ให้การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์มีพลังสูงสุด ทะลุทะลวงประชาธิปไตยแบบอำมาตย์และตุลาการภิวัตน์

ข้อเสนอให้ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ อาจเงียบหายไป ไม่เป็นไร สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหลังจากศุกร์ 13 แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกสกัดโดย “กระแสรักสงบ” ของสังคมไทย ซึ่งเป็นผลจากการวางหมากร้ายลึกของฝ่ายอำมาตย์ สร้างกระแสที่ดูเหมือนรุนแรง แต่หยุดในจุดที่ตัวเองได้อำนาจ โดยไม่ไปถึงจุดร้ายแรง ผู้คนทั่วไปถอนหายใจโล่งอก และหันมากดดันรัฐบาลทำนองว่าอย่าทำให้เกิดความวุ่นวายกันอีกเลย (ซึ่งก็เป็นธรรมดาของสังคมไทยที่ชอบลูบหน้าปะจมูก ซุกปัญหาไว้ใต้พรม)

ขนาดนั้นผลโพลล์ก็ยังระบุว่ามีคนตั้ง 26% เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ทั้งที่เป็นเรื่องเข้าใจยาก เป็นเรื่องใหม่มาก น่าพอใจอย่างยิ่งแล้วครับ แล้วค่อยผลักดันความคิดให้แพร่กระจายไปกว้างกว่านี้

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    24 ก.ค.55
..............................................

24 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:25 น.

กลั่นความคิด ‘มลายูปาตานี’ ผ่านนักเขียนการ์ตูน 3 ภาษา

ที่มา ประชาไท

 


 
ซอลาฮุดดีน กริยา - อับดุลเลาะห์ บิน วันอะหมัด
ตัวอย่างหนังสือการ์ตูน 3 ภาษา

هيلڠ بهاس هيلڠ بڠسا هيلڠ بڠسا هيلڠ اݢام
ประโยคภาษามลายูอักษรยาวีข้างต้น เป็นข้อความรณรงค์ให้มีการรักษาและใช้ภาษามลายูอย่างถูกต้องในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีมานานแล้ว ด้วยเพราะความตระหนักถึงอิทธิพลและปัจจัยที่ทำให้ภาษานี้ค่อยๆหมดไป
วันนี้นับว่าโชคดีที่ หลายฝ่ายเริ่มให้ความสำคัญ เห็นได้จากป้ายประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีการเพิ่มข้อความภาษามลายูอักษรยาวีมากขึ้น ยังไม่นับรายการวิทยุภาคภาษามลายูที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างมากมาย และการเกิดขึ้นของสื่อพิมพ์ภาษามลายูอักษรยาวี ก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมรณรงค์ในเรื่องนี้ ทว่า มากพอหรือยัง
“มลายูเป็นอัตลักษณ์ของเราตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งเข้านอนก็จริง แต่ทุกวันนี้สื่อภาษามลายูในพื้นที่ยิ่งน้อยลง ก็ยิ่งทำให้เรามีความคุ้นเคยกับภาษามลายูยิ่งลดลงไปด้วย แม้เราอยากให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ก็ยากและยังไม่พอ”
นั่นคือ สิ่งที่ “ซอลาฮุดดีน บิน ฮัสบุลเลาะห์” หรือนายซอลาฮุดดีน กริยา กราฟฟิกส์ดีไซด์หรือนักออกแบบการ์ตูน 3 ภาษา (ไทย – มลายู – อังกฤษ) แห่งสำนักพิมพ์บูหงารายาบุ๊ค ตระหนัก จึงพยายามค้นหาหนทางที่จะฟื้นฟูการใช้ภาษามลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้อย่างถูกต้อง ซึ่งแนวทางหนึ่งที่เขาทำ คือการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์
กริยา มองว่า ปัจจุบันการใช้ภาษามลายูอย่างเป็นทางการ มีเพียงในตำราเรียน ในคุตบะห์คือบทเทศนาธรรมในการละหมาดวันศุกร์ ซึ่งทั้งสองกรณีใช้ภาษาชั้นสูง ที่คนทั่วไปยังเข้าใจยาก อีกส่วนคือหนังสือประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมักใช้ทั้ง 2 ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษามลายู
กริยา ได้ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน คือ อับดุลเลาะห์ บิน วันอะหมัด และ มูฮำหมัดอันวัร หะยีเต๊ะ มาร่วมมือกันสร้างสื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายูขึ้นมา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์การใช้ภาษามลายูที่ถูกต้อง ด้วยจิตวิญญาณที่ต้องการรักษาภาษามลายูให้อยู่คู่กับแผ่นดิน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป ในฐานะที่เป็นอัตลักษณ์หนึ่งของดินแดนปาตานี ก่อนที่จะเลือนหายไปมากกว่านี้ ควบคู่กับการผลิตสื่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ด้วย
“เราพยายามเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายๆ ก่อน นั่นคือเริ่มจัดพิมพ์หนังสือการ์ตูน ซึ่งเป็นชุดภาพระบายสี 3 ภาษา สำหรับเด็กชั้นอนุบาล เดิมตั้งใจจะทำวารสารภาษามลายู แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเห็นว่า ถ้าไม่พร้อมจริงๆ ทำไม่ได้ เพราะงานหนักและตลาดไม่พร้อม จึงคิดใหม่โดยเริ่มจากสิ่งง่ายๆ แล้วค่อยพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น”
หนังสือการ์ตูนชุดระบาย 3 ภาษา เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนสำหรับเด็กเล็ก จากนั้นค่อยพัฒนาไปสู่การผลิตสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะกับทุกระดับการ ศึกษา จนกระทั่งสามารถผลิตสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ต่อไป เพราะมองว่า ทุกระดับการศึกษา น่าจะมีสื่อที่เหมาะสมร่วมกันอยู่ และคนทุกระดับการศึกษาเข้าถึงได้ จึงออกมาในรูปของหนังสือประกอบการเรียนและใช้งบประมาณน้อยที่สุด
สำหรับผลงานชุดแรก เป็นหนังสือชุดระบายสี 3 ภาษาชุดแรก มี 4 เล่ม แต่เพิ่งตีพิมพ์ไปเพียง 2 เล่ม ที่เหลือกำลังทยอยเขียนและออกแบบตัวการ์ตูน เนื่องจากความไม่พร้อมของบุคลากรและงบประมาณ จึงผลิตไป 2 เล่มก่อน โดย 2 เล่มแรก ชื่อ “แพะดำ” และ “กบกับหนู” มีเนื้อหาเป็นนิทานสนุกสนาน เขียนข้อความทั้ง 3 ภาษา คือ มลายูอักษรยาวี ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้น้องๆ ได้ฝึกอ่านไปพร้อมๆ กับการระบายสี โดยเริ่มวางแผงขายไปแล้ว
กริยา เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ได้มาร่วมงานกับ อันวาร์ หรือนายมูฮำหมัดอันวัร หะยีเต๊ะ จากบูหงารายานิวส์ ซึ่งทำหน้าบรรณาธิการของหนังสือชุดระบายสีว่า “เพราะแอบชมมานานแล้ว ในเรื่องการทำเว็บภาษามลายู และได้คุยกันทางเฟซบุ๊ก ขณะที่ผมเองก็เป็นนักพัฒนาฟอนด์(แบบอักษร) ภาษายาวีในระบบคอมพิวเตอร์ จากนั้นได้คุยกัน ก็พบว่ามีความฝันเหมือนกันว่า จะตั้งสำนักพิมพ์ภาษามลายู”
จากนั้นเริ่มคุยกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา จนกระทั่งตัดสินใจจะตั้งสำนักพิมพ์ภาษามลายูอักษรยาวี จากนั้นก็เจอกับอับดุลเลาะห์ บิน วันอะหมัด ซึ่งเป็นนักเขียนภาษามลายูเป็นนักกวีมลายู มีความสามารถด้านภาษามลายูอักษรยาวี จึงทำให้ความคิดที่จะตั้งสำนักพิมพ์มลายูอักษรยาวีลงตัวมากขึ้น
“ทั้ง 3 คน เสมือนกับร่างเดียวกันแล้วในตอนนี้ โดยตัวผมเองเป็นผู้กำหนดเอกลักษณ์หรือคาร์แร็กเตอร์ของตัวการ์ตูน อันวาร์เป็นผู้ขับเคลื่อนให้งานนี้เกิดขึ้นและงานการตลาด ส่วนอับดุลเลาะห์ เป็นจิตวิญญาณของภาษามลายู เป็นผู้เขียนเนื้อหาเป็นหลัก”
กริยา บอกว่า การผลิตสื่อสิงพิมพ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ต้องการรักษาภาษามลายูให้คงอยู่ แต่ต้องการให้สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ และการผลิตในเชิงธุรกิจ ก็เพื่อต้องการพิสูจน์ว่า ถ้าสิ่งนั้นดีจริง มันก็จะอยู่ได้และจะทำให้เราประเมินได้ว่า งานของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่
“เราใช้คำว่า “ممباچ فتاني” แปลว่า อ่านปาตานี เป็นการรณรงค์ให้คนมาอ่านภาษามลายูมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ หากเปรียบภาษามลายูของคนปาตานี ก็เหมือนต้นไม้ดอก ที่ใครๆ ก็บอกว่า เรามี แต่ไม่ดูแล ไม่รดน้ำ ไม่ใส่ปุ๋ย ต้นไม้ดอกจะสวยงามเติบโตได้อย่างไร”
จะทำอย่างไรที่จะให้คน ช่วยกันรักษาสิ่งที่เป็นตัวตนของตนเองไว้ ทั้งการใช้ การเขียนและการอ่าน เพราะปัจจุบันมีแต่การพูดและการฟังเท่านั้น การเขียนไม่มีเลย และนับวันภาษามลายูก็จะยิ่งค่อยๆ หายไป โดยมีภาษาอื่นเข้ามาแทน ดังนั้น จึงต้องเริ่มที่การอ่านก่อน แล้วค่อยปรับ ค่อยพยายามจนกระทั่งนำไปสู่การเขียนต่อไปได้
ขณะที่อันวาร์ เล่าว่า เดิมจะทำแค่ภาษามลายูอย่างเดียว แต่ก็พบว่าตลาดแคบเกินไป จึงต้องทำเป็น 3 ภาษา ซึ่งหนังสือชุดระบายสียังมีอีกหลายชุดที่จะผลิตออกมา เพราะจำเป็นต้องให้มีเยอะและหลากหลาย จึงจะสร้างแรงจูงใจให้คนมาสนใจได้ ส่วนเนื้อหาและความถูกต้องของการใช้ภาษานั้น ทางศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ PERKASA ได้มาเป็นที่ปรึกษาการผลิตหนังสือชุดระบายสีนี้ด้วย
ส่วนอับดุลเลาะห์ มองว่า “การใช้ภาษามลายูจะยากง่ายหรือไม่ อยู่ที่เราเอง ในปาตานีมีคนอ่านภาษามลายู แต่กลับไม่มีสื่อให้อ่าน ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายของเราด้วย ที่จะให้มีสื่อภาษามลายูอักษรยาวีขึ้นมา”
อับดุลเลาะห์ มองอีกว่า ในอดีตอารยะธรรมอิสลามที่เกิดขึ้นที่นี่ได้ก็ด้วยภาษามลายู ศาสนาอิสลามของที่นี่เจริญรุ่งเรืองได้ก็ด้วยภาษามลายู ดังนั้นเราต้องรักษาไว้ อย่างเหมือนกับคำกล่าวภาษามลายูข้างต้น เพราะหากภาษาหายไป เชื้อชาติ ศาสนาก็หายไปด้วย

สืบพยานคดี 112 ‘สนธิ’ กล่าวซ้ำถ้อยคำ ‘ดา ตอร์ปิโด’ จำเลยเบิกความ 21 ส.ค.55

ที่มา ประชาไท

 
21 ส.ค.นี้ 'สนธิ ลิ้มทองกุล' เตรียมเบิกความคดีหมิ่นฯ กรณีนำคำปราศรัย'ดา ตอร์ปิโด'ไปกล่าวซ้ำบนเวทีพันธมิตรฯ  ขณะที่ดา ตอร์ปิโดถูกคุมขังครบ 4 ปี เมื่อ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา

25 ก.ค.55 ห้องพิจารณาคดี 908  มีการสืบพยานโจทก์คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 สำนักงานอัยการสูงสุด ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล  แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ.2066/2553 โดยในวันนี้เป็นนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้าย ได้แก่ พ.ต.ท.ภูวสิษฎ์ เมฆี พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการศึกษา กองบัญชาการศึกษา  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ส่วนนัดหน้าจะเป็นการสืบพยานจำเลย โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะขึ้นเบิกความในวันที่ 21 ส.ค.55 เวลา 9.00-12.00 น.
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวสืบเนื่องการปราศรัยของนายสนธิบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.51 โดยนำเอาคำปราศรัยบางส่วนของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล มากล่าวซ้ำพร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินคดี จากนั้นจึงมีการออกหมายจับนายสนธิในวันที่ 23 ก.ค.ต่อมาวันที่ 24 ก.ค. นายสนธิพร้อมมวลชนจำนวนหนึ่งได้เดินทางเข้ามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และได้รับการประกันตัว ส่วนกรณีของดารณีนั้นหลังการปราศรัยของนายสนธิ วันที่ 21 ก.ค. ผบ.ทบ.ในขณะนั้นได้มอบอำนาจให้นายทหารพระธรรมนูญไปแจ้งความดำเนินคดีตาม มาตรา 112 กับดารณี และมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่อพาร์ตเมนท์ในวันที่ 22 ก.ค.51 จากนั้นจึงถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง กระทั่งมีคำพิพากษาล่าสุดของศาลชั้นต้นเมื่อ 15 ธ.ค.54 ลงโทษจำคุก 15 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ดารณีถูกคุมขังครบ 4 ปี
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เบิกความว่า  ขณะเกิดเหตุมีเวทีปราศรัยทั้งของกลุ่ม นปก. และ พันธมิตรฯ  ซึ่ง ตำรวจต้องบันทึกเทปและถอดเทปทุกวัน เมื่อถอดเทปแล้วพบว่ามีความผิดก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่น พระบรมเดชานุภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาว่ามีมูลหรือไม่ จากนั้นจะมีการตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งในคดีนี้ตนเป็นรองหัวหน้าและได้เลื่อนเป็นหัวหน้าในเวลาต่อมา เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้วก็จะส่งให้คณะกรรมการฯ พิจารณาอีกครั้งว่าสมควรส่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็เห็นควรส่งฟ้อง
พล.ต.ต.อำนวย กล่าวอีกว่า คำสั่งแต่งตั้งและแนวทางปฏิบัติของคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นฯ มีมาตั้งแต่ 4 มิ.ย.50 จากนั้นมีคำสั่งปรับปรุงคณะกรรมการดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 9 ต.ค.51  
ทนายจำเลยถามว่า มาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ปวงชน ชาวไทยต้องปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้อยคำของนายสนธิตามฟ้องเป็นการกล่าวปราศรัยเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินคดี เพราะคดีของดารณีตำรวจดำเนินการช้า ไม่เหมือนคดีหมิ่นฯ ของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่ตำรวจดำเนินการรวดเร็วใช่หรือไม่ พล.ต.ต.อำนวย ตอบว่า นายสนธิพูดเสมือนเร่งรัดให้ดำเนินคดีกับดารณี ดังที่ประชาชนต้องมีหน้าที่ปกป้องสถาบัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีหน้าที่ในการนำข้อความหมิ่นฯ มาเปิดเผยต่อสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบว่าคดีของนายสมเกียรติอัยการสั่งฟ้องหรือไม่ และไม่ทราบว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไปร้องเรียนกับ ปปช.เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเมื่อเดือนสิงหาคม 53
ทนายจำเลยถามาว่าเจตนาของนายสนธิเป็นคนละเจตนากับดารณีใช่หรือไม่ พล.ต.ต.อำนวยกล่าวว่า ไม่สามารถรู้ความในใจของจำเลย แต่หากให้วินิจฉัยก็วินิจฉัยได้ทั้ง 2 ทาง อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการกระทำของนายสนธิเข้าองค์ประกอบความผิดฐานเดียวกันกับดารณี นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจำเลยน่าจะเข้าใจความหมายของมาตรา 8 และ 112 เนื่องจากเมื่อปี 2549 จำเลยเคยได้รับคำสั่งศาล (คดีดำหมายเลข อ.3845/2549) ซึ่งศาลจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ถอนฟ้อง โดยระบุให้จำเลยระมัดระวังการกล่าวหรือกระทำการใดๆ ที่กระทบกับสถาบัน และยังมีคำสั่งห้ามจำเลยนำสถาบันมาแอบอ้างด้วย
อนึ่ง เว็บไซต์ศาลอาญาระบุคำฟ้องในคดีนี้ว่า  เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม  2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยนี้ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีปราศรัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ด้วยการกระจายเสียงทางเครื่องขยายเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และทางอินเทอร์เน็ต โดยผ่านทางเว็บไซต์ของเอเอสทีวี ให้ประชาชนทั้งคนไทยและต่างชาติได้รับชมและรับฟังทั้งภายในประเทศและต่าง ประเทศ  มีข้อความซึ่งจำเลยนำเอาคำปราศรัยของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล  ที่พูดบนเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง อันเป็นการพูดที่มีถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่น  หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน  และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถมาพูดซ้ำ มีความอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าบ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้วุ่นวายเพื่อให้สามารถดำรงความเป็นพระมหา กษัตริย์ต่อไป และกล่าวคำพูดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เหตุเกิดที่แขวง-เขตดุสิต  กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550  มาตรา 8  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ม. 112 ไม่มีคำว่าปรานี แม้แต่คุณป้าวัย 63 ที่ต้องรักษาอาการทางประสาท

ที่มา Thai E-News



25 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
 ที่มา โพสต์ทูเดย์ ออกหมายจับป้าหมิ่นสถาบัน
   

 โฆษก สตช. เผย ศาลออกหมายจับ ฐิตินันท์ กระทำการหมิ่นสถาบันแล้ว ล่าสุดยังคุมตัวอยู่สถาบันกัลยาณ์ฯ


พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 63 ปี ที่ก่อเหตุไม่เหมาะสมกับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ตำรวจดำเนินคดีอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งล่าสุดพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้ตั้งคณะกรรมการระดับกองบัญชาการรับผิดชอบคดีนี้ มีพล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผบช.น.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน มี พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รองผบก.น. 2 พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ร่วมในคณะด้วย

โฆษก สตช. กล่าวว่า ล่าสุดตนได้สอบถามไปยังพนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ยืนยันว่า นางฐิตินันท์ยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ขณะนี้รอคำวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นบุคคลที่มีอาการทางประสาทหรือไม่ ซึ่งระยะเวลาที่ตรวจสอบนั้นขึ้นอยู่กับคณะแพทย์ นอกจากนี้ ศาลได้อนุมัติหมายจับเรียบร้อยแล้ว ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112

ก่อนหน้านี้ นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวถึงกรณีการรับตัวนางฐิตินันท์ เข้ารับการรักษาตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 55 โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ควบคุมตัวและนำส่งที่สถาบันฯ เพราะว่าเข้าข่ายมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ซึ่งเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยต่อสังคมและตัวบุคคลนั้นเอง และจำเป็นต้องได้รับการประเมินวินิจฉัย ถ้าป่วยก็รักษาตามสิทธิผู้ป่วย
* * * * * * * * *

ไทยอีนิวส์เสนอข่าวคุณป้าก่อนหน้านี้ "เหตุเกิดที่ประเทศไทย: คนคลั่งรักฯ ก่อม็อบสุวรรณภูมิไล่ล่าคุณป้าวัย 63 ปี"

"จตุพร" ขึ้นศาลเบิกความสู้คดีปราศรัยหมิ่น "อภิสิทธิ์" หนีทหาร-สั่งปราบ ปชช. แจงยิบผลสอบจเรทัพบก ยก "ธานินทร์" เรียน ตปท. ยังกลับเกณฑ์ทหาร

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 25 กรกฎาคม 2555 >>>


ศาลนัดสืบพยานจำเลยคดีหมายเลขดำ อ.1008/2553 ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ 332 กรณีเมื่อวันที่ 29 ม.ค.-15 ก.พ.53 จำเลย กล่าวปราศรัยต่อกลุ่มคนเสื้อแดงและประชาชนที่รับชมสถานีโทรทัศน์ ช่องพีเพิ่ล แชนแนล กล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่สั่งฆ่าประชาชนและหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร
นายจตุพร จำเลยขึ้นเบิกความด้วยตัวเอง สรุปว่า ขณะที่โจทก์เป็นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปลายปี 51-พ.ค.54 ในคดีนี้พยานได้ปราศรัยถึงโจทก์รวม 2 วัน คือ กรณีที่โจทก์หนีเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ใช้เอกสารเท็จเข้าเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จปร. และการปราศรัยที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการป้องปรามโจทก์ไม่ให้ใช้กำลังปราบปรามประชาชน สำหรับเรื่องการเกณฑ์ทหารชายไทยเมื่ออายุครบ 17 ปี ต้องขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองเกิน และเมื่ออายุครบ 20 ปี ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารเกณฑ์ มีตัวอย่างที่ชัดเจน คือ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรี หลังศึกษาจบคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านกฎหมายที่ประเทศอังกฤษแล้ว กลับมายังต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งเมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผบ.กรม (ขณะนั้น) ไปพบและสอบถามทราบว่าจบเนติบัณฑิตที่ประเทศอังกฤษ จึงนำตัวมาช่วยราชการที่กรม ดังนั้นชายไทยทุกต้องจะต้องรับใช้ชาติโดยการเกณฑ์ทหาร นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นแบบอย่าง การที่ไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นการแสดงออกถึงความไม่รักชาติ โดยเรื่องนี้พยานได้ตรวจสอบตั้งแต่เป็นโฆษกพรรคไทยรักไทยเรื่อยมาจนกระทั่ง เป็น ส.ส.เพื่อไทย
นายจตุพร เบิกความต่อว่า สำหรับโจทก์เกิดวันที่ 3 ส.ค. 2507 ต้องเข้ารับการขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองเกินในปี 2524-2525 และโจทก์ต้องได้รับหมายเรียกเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบ 20 ปีในปี 2527 และต้องเข้ารับการตรวจเลือกเกณฑ์ทหารในปี 2528 แต่ในปี 2524 โจทก์อ้างว่าไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษจึงไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองเกิน รอจนเรียนจบในเดือน มิ.ย. 29 โจทก์จึงไปขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองเกินที่จะได้ใบ สด.9 ในวันที่ 4 ก.ค. 29 ซึ่งโจทก์มีอายุ 22 ปี โดยสัสดีเขตพระโขนงเขียนเป็นลายมือให้โจทก์มารับใบ สด.9 ในเดือน ม.ค. 30 โจทก์จึงต้องเข้ารับเกณฑ์ทหารในวันที่ 7 เม.ย. 30 แต่โจทก์ไม่ได้ไปเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารเกณฑ์ จึงเป็นคนขาดการตรวจเลือกที่มีโทษจำคุกทั้งจำทั้งปรับ การที่โจทก์ไปขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 29 จึงเป็นการทำผิดกฎหมายแล้ว เพราะเป็นเวลาที่โจทก์เรียนจบจึงมาขึ้นทะเบียน โจทก์จึงไม่มีเหตุผลใดขอผ่อนผันเกณฑ์ทหารได้อีก ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 และจากรายงานการสอบสวนของจเรทหารบก ลงวันที่ 19 พ.ค. 42 ปรากฏชัดเจนว่า โจทก์ไม่เคยได้รับการผ่อนผันหรือเคยเกณฑ์ทหาร แต่โจทก์ได้พยายามขึ้นทะเบียนทหารกองเกินในภายหลัง ที่มีการประสานกระทรวงกลาโหมและโรงเรียนนายร้อย จปร. ทำหนังสือจากกรมสารบัญ ทหารบก (สบ.ทบ.) ส่งเรื่องถึงโรงเรียนนายร้อย จปร. ให้รับโจทก์เป็นอาจารย์ และโรงเรียนนายร้อย จปร. ทำหนังสือตอบกลับเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 29 ให้โจทก์เข้ารับราชการ นอกจากนี้พยานตรวจสอบพบพิรุธอีกว่า เมื่อโรงเรียนนายร้อย จปร. รับบรรจุโจทก์ในวันที่ 20 ต.ค. 29 แล้ว แต่หลังจากนั้นวันที่ 4 พ.ย. 29 กลับมีชื่อโจทก์ขอลาไปศึกษาต่อต่างประเทศในปี 2530-32 ขณะที่ข้อเท็จจริงพบว่าโจทก์ได้ไปเขียนใบสมัครเป็นอาจารย์ในวันที่ 12 ม.ค. 32 ซึ่งถ้าไปเรียนต่อต่างประเทศจริง โจทก์จะมาเขียนใบสมัครได้อย่างไร
นายจตุพร เบิกความต่อว่า จากผลการสอบสวนของจเรทหารบกลงวันที่ 19 พ.ค. 42 เห็นว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคนแต่บางคนเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับนายพล จึงไม่สามารถลงโทษทางวินัยได้ แต่ลงทำได้เพียงลงทัณฑ์พันเอกหญิงคนหนึ่ง และให้ดำเนินคดีอาญากับสัสดี โดยเป็นการสอบสวนเพื่อเอาผิดกับข้าราชการผู้ให้ความช่วยเหลือโจทก์แต่ไม่ เน้นการดำเนินคดีโจทก์เพราะอะไรพยานไม่ทราบ แต่ขณะนั้นมีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนโจทก์เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายจตุพร เบิกความอีกว่า ส่วนการปราศรัยวันที่ 15 ก.พ. 53 ที่หน้า กกต. นั้นเพื่อป้องปรามไม่ให้โจทก์ใช้กำลังปราบปรามประชาชน ดังเช่นกรณีสงกรานต์เลือดเมื่อเดือน เม.ย. 52 โดยพยานได้รับเอกสารจากนายทหารผู้หวังดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเอกสารเกี่ยว กับแผนปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ทหารในปี 2553 รวม 37 หน้า ซึ่งขณะนั้นมีการนัดหมายกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกันในวันที่ 14 มี.ค. 53 จึงได้พูดปราศรัยเพื่อป้องปรามเนื่องจากรู้สึกกังวลใจและมีเหตุการณ์ที่ผิด ปกติเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ เกรงว่าจะมีการสร้างสถานการณ์ คือ กรณีที่มีผู้ขับรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ เบียดเข้าขบวนรถยนต์ของโจทก์ แต่ปรากฏว่าไม่มีการสอบสวนหรือดำเนินคดีกับผู้ขับรถยนต์ดังกล่าว รวมทั้งกรณีที่มีผู้ขับรถยนต์แท็กซี่มีสัญลักษณ์คนเสื้อแดงเบียดขบวนรถยนต์ ของโจทก์อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีการสอบสวนและดำเนินคดีเช่นกัน

ม. 112 ไม่มีคำว่าปรานี แม้แต่คุณป้าวัย 63 ที่ต้องรักษาอาการทางประสาท

ที่มา Thai E-News



25 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
 ที่มา โพสต์ทูเดย์ ออกหมายจับป้าหมิ่นสถาบัน
   

 โฆษก สตช. เผย ศาลออกหมายจับ ฐิตินันท์ กระทำการหมิ่นสถาบันแล้ว ล่าสุดยังคุมตัวอยู่สถาบันกัลยาณ์ฯ


พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 63 ปี ที่ก่อเหตุไม่เหมาะสมกับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ตำรวจดำเนินคดีอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งล่าสุดพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้ตั้งคณะกรรมการระดับกองบัญชาการรับผิดชอบคดีนี้ มีพล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผบช.น.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน มี พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รองผบก.น. 2 พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ร่วมในคณะด้วย

โฆษก สตช. กล่าวว่า ล่าสุดตนได้สอบถามไปยังพนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ยืนยันว่า นางฐิตินันท์ยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ขณะนี้รอคำวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นบุคคลที่มีอาการทางประสาทหรือไม่ ซึ่งระยะเวลาที่ตรวจสอบนั้นขึ้นอยู่กับคณะแพทย์ นอกจากนี้ ศาลได้อนุมัติหมายจับเรียบร้อยแล้ว ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112

ก่อนหน้านี้ นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวถึงกรณีการรับตัวนางฐิตินันท์ เข้ารับการรักษาตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 55 โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ควบคุมตัวและนำส่งที่สถาบันฯ เพราะว่าเข้าข่ายมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ซึ่งเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยต่อสังคมและตัวบุคคลนั้นเอง และจำเป็นต้องได้รับการประเมินวินิจฉัย ถ้าป่วยก็รักษาตามสิทธิผู้ป่วย
* * * * * * * * *

ไทยอีนิวส์เสนอข่าวคุณป้าก่อนหน้านี้ "เหตุเกิดที่ประเทศไทย: คนคลั่งรักฯ ก่อม็อบสุวรรณภูมิไล่ล่าคุณป้าวัย 63 ปี"

ม. 112 ไม่มีคำว่าปรานี แม้แต่คุณป้าวัย 63 ที่ต้องรักษาอาการทางประสาท

ที่มา Thai E-News



25 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
 ที่มา โพสต์ทูเดย์ ออกหมายจับป้าหมิ่นสถาบัน
   

 โฆษก สตช. เผย ศาลออกหมายจับ ฐิตินันท์ กระทำการหมิ่นสถาบันแล้ว ล่าสุดยังคุมตัวอยู่สถาบันกัลยาณ์ฯ


พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินคดีกับนางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 63 ปี ที่ก่อเหตุไม่เหมาะสมกับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  หน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ตำรวจดำเนินคดีอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งล่าสุดพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้ตั้งคณะกรรมการระดับกองบัญชาการรับผิดชอบคดีนี้ มีพล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผบช.น.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน มี พ.ต.อ.เจริญ ศรีศศลักษณ์ รองผบก.น. 2 พนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ร่วมในคณะด้วย

โฆษก สตช. กล่าวว่า ล่าสุดตนได้สอบถามไปยังพนักงานสอบสวนสน.ทุ่งสองห้อง ยืนยันว่า นางฐิตินันท์ยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ขณะนี้รอคำวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นบุคคลที่มีอาการทางประสาทหรือไม่ ซึ่งระยะเวลาที่ตรวจสอบนั้นขึ้นอยู่กับคณะแพทย์ นอกจากนี้ ศาลได้อนุมัติหมายจับเรียบร้อยแล้ว ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112

ก่อนหน้านี้ นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวถึงกรณีการรับตัวนางฐิตินันท์ เข้ารับการรักษาตัวไว้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 55 โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ควบคุมตัวและนำส่งที่สถาบันฯ เพราะว่าเข้าข่ายมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ซึ่งเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยต่อสังคมและตัวบุคคลนั้นเอง และจำเป็นต้องได้รับการประเมินวินิจฉัย ถ้าป่วยก็รักษาตามสิทธิผู้ป่วย
* * * * * * * * *

ไทยอีนิวส์เสนอข่าวคุณป้าก่อนหน้านี้ "เหตุเกิดที่ประเทศไทย: คนคลั่งรักฯ ก่อม็อบสุวรรณภูมิไล่ล่าคุณป้าวัย 63 ปี"

Wednesday, July 25, 2012

สื่อทางเลือกใต้ถูกทหารเชิญตัวไปสอบสวน

ที่มา ประชาไท

 



สัมภาษณ์นายซาฮารี เจ๊ะหลง หลังได้รับการปล่อยตัวจากการถูกเจ้าหน้าที่ทหารนำไปสอบสวน
(ที่มาของวิดีโอ "สื่อสันติภาพชายแดนใต้")
" Southern Peace Media" รายงานว่า เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) เวลาประมาณ 11.00 น. นายซาฮารี เจ๊ะหลง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Southern Peace Media Volunteer Network) ถูกเจ้าหน้าที่ทหารสังกัด ร้อย.ร.2531 ฉก.ปน.24 เชิญตัวไปสอบสวน และถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อเวลาประมาณ 18.35 น. อย่างไรก็ตามในเช้าวันนี้ (25 ก.ค.) เวลาประมาณ 9.00 น. เจ้าหน้าที่จะเชิญตัวนายซาฮารีมาสอบสวนอีก โดยมีการตั้งข้อสงสัยว่านายซาฮารีอาจส่วนเกี่ยวข้องกับคดีครูฝึกดับเพลิง เจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 55 (ข่าวที่เกี่ยวข้อง) โดยนายซาฮารีได้ให้สัมภาษณ์กับ " Southern Peace Media " โดยยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุไม่สงบดังกล่าว

แก้รัฐธรรมนูญ: ทางสองแพร่งที่รัฐบาลต้องเลือก

ที่มา ประชาไท

 


ไม่ว่าคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญใน กรณีการยกคำร้องตามมาตรา 68 ที่ออกมาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 จะออกมาเป็นเช่นไร แต่ผมคิดว่าคงเปลี่ยนแปลงจากคำแถลงข่าวในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาไม่มากนัก เพราะตามรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้แล้วว่าคำวินิจฉัยกลางต้องและคำวินิจฉัย ส่วนตนต้องทำให้เสร็จก่อนการอ่านคำวินิฉัยในวันที่ลงมติ การแก้ไขจะทำได้ก็เพียงรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น เช่น กับ แก่ แต่ ต่อ ตัวสะกด การันต์ ฯลฯ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะกรณีคำวินิจฉัยกลางของคดี(ไม่)ยุบพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเกิดเหตุการณ์ คำวินิจฉัยกลางที่เป็นทางการไม่ตรงกับการแถลงข่าวมาแล้ว ที่สำคัญก็คือข้อคลางแคลงในคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ที่ว่า “ตัดสินความผิดย้อนหลังก็ได้ ตัดสินคดีล่วงหน้าก็ได้ ไม่อำนาจก็ตัดสินได้”
ซึ่งไหนๆก็ไหนๆแล้ว ป่วยการที่จะไปแหกปากร้องแรกแหกกระเฌอว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความขยายอำนาจตัว เอง เพราะดันไปรับอำนาจเขาเองตั้งแต่ต้น แทนที่จะเดินหน้าลงมติวาระ 3 ไปให้เสร็จสิ้นกระบวนความ แต่ไปเชื่่อที่ปรึกษาห่วยๆว่าจะถูกองคมนตรีระงับยับยั้งหรือส่งกลับซึ่งไม่ มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญรองรับ หรือเกรงว่าตัวเองจะถูกต้อนเข้าไปสู่ Killing Zone เพราะหากเสนอทูลเกล้าฯไปแล้วมีอันเป็นไป เพราะผมเชื่อว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะขนาดศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวประธานเองและตุลาการบางนายออกมา ขู่ฟอดๆอยู่รายวันต่อสื่อมวลชนก่อนวันตัดสินยังต้องเบรกจนตัวโก่งเมื่อเจอ ฤทธิ์เดชของมวลชนที่ออกมาขู่กลับเช่นกัน ทำให้คำวินิจฉัยออกมาไม่เป็นที่สะใจของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญปี 50 แต่ก็ยังไม่วายวางยาหรือระเบิดเวลาไว้ให้ปวดหัวเล่น
การ วางยาหรือระเบิดเวลาที่ว่านี้ก็คือ แม้ว่าจะยกคำร้องแต่ยังไปวินิจฉัยว่ามาตรา นั้นให้แก้เป็นรายมาตราเท่านั้นไม่ให้แก้ทั้งฉบับให้แก้ได้เป็นรายมาตราเท่า นั้น หากจะแก้ทั้งฉบับควรจะไปทำประชามติเสียก่อนซึ่งเป็น การแต่งตำราขึ้นมาใหม่โดยศาลรัฐธรรมนูญเอง เพราะไม่มีในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใดที่ให้อำนาจเช่นว่านี้ไว้ ซึ่งผมคงจะงดให้ความเห็นในประเด็นต่างๆเหล่านี้เพราะได้มีผู้ให้ความเห็นไว้ มากแล้ว แต่ผมจะมาวิเคราะห์ทางเลือกที่เหลืออยู่ของรัฐบาลว่าจะทำอะไรได้บ้างหรือจะ ทำอะไรไม่ได้บ้าง
ประเด็นแรกที่มีผู้เรียกร้องมากและปัจจุบันก็ยังมีผู้ เรียกร้องอยู่ทั้งจากในกลุ่มฮาร์ดคอร์ของพรรคเพื่อไทยเองหรือในฝ่ายนัก วิชาการส่วนใหญ่(ผมใช้คำว่าส่วนใหญ่เพราะนักวิชาการที่เห็นด้วยกับคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปที่เกี่ยวข้องกับผล ประโยชน์ที่ตนเองกำลังเสวยสุขอยู่แทบเสียจะทั้งสิ้น ไม่เชื่อลองยกชื่อมาวางเป็นรายๆไปเลยก็ได้ว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไร)ที่ยังคง อยากให้รัฐสภาเดินหน้าลงมติในวาระ 3 ต่อไป ซึ่งก็คงจะไปเข้าล็อกของการตีความใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไร ถ้าเราไม่ยอมรับการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเสียอย่าง แต่ในทางเลือกนี้คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลและรัฐสภาได้แสดงให้เห็นถึงอาการปอดแหกมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่มีทางที่จะมากลับลำเอาเสียง่ายๆหรอก ก็เป็นอันว่าทางเลือกนี้เป็นอันพับไป
ฉะนั้น จึงเหลือแนวทางที่เป็นไปได้เพียง 2 แนวทาง คือ การแก้ไขรายมาตรากับการทำประชามติ ซึ่งเราลองมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ดูว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน 
แนวทางแรกการแก้ไขรายมาตรา
จาก เหตุการณ์ที่ผ่านมาในวาระที่ 2 ของการเสนอแก้ไขมาตรา 291 เพียงมาตราเดียว (แต่มีหลายอนุมาตรา) มีการยื้ออภิปรายโดยการสงวนความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยว่ากันเสีย หลายสิบวัน หากจะแก้อีกหลายมาตราตามที่ต้องการก็กะกันว่าคงใช้เวลากันอีกหลายสิบปี มิหนำซ้ำฤทธิ์เดชของพรรคฝ่ายค้านที่ลากเก้าอี้ประธานรัฐสภาหรือเอาแฟ้ม หนังสือขว้างใส่ประธานรัฐสภาจนฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ก็เล่นเอาขนหัวลุกว่าเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
แต่ บางคนก็เสนอความเห็นเพื่อความสะใจว่าอย่ากระนั้นเลยหากจะแก้เป็นรายมาตรา มาตราแรกที่จะแก้ก็คือการยุบศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นก้างขวางคอหรือการแก้ไข เฉพาะมาตรา ก่อนแล้วค่อยแก้มาตราอื่นๆตามมา ซึ่งผมเห็นว่าทางเลือกนี้ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลา แต่ก็ยังคงพอมีความเป็นไปได้แต่อาจจะน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกใน แนวทางที่สอง
แนวทางที่สองการลงประชามติเพื่อนำไปสู่การแก้ไขทั้งฉบับ
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้คำว่าควรจะทำประชามติก่อนหากจะมีการแก้ไขทั้งฉบับก็ตาม แต่ดูเหมือนคำว่าควรจะนั้นจะแปลความหมายเป็นคำว่า “ต้อง” ไป เสียเพราะเมื่อคำนึงถึงคำวินิจฉัยสำเร็จโทษที่จะตามมาภายหลังหากไม่เชื่อฟัง ประเด็นจึงเหลือแต่เพียงว่าแล้วจะทำอย่างไรกับร่างที่ยังค้างคาอยู่ในสภา หากทำประชามติก่อนยกร่างก็ต้องให้ร่างที่ค้างอยู่ในสภานั้นตกไป ซึ่งก็คงจะเป็นการถอยตกหน้าผาไปซึ่งก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าคนที่ตกหน้าผาสูง ถึงเพียงนั้นจะมีชีวิตรอดทางการเมืองได้อย่างไร ก็จึงเหลือทางเลือกอีกที่พอให้ก้าวเดินคือการยังคงคาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ ในสภาอยู่อย่างนี้แล้วไปทำประชามติว่าเห็นด้วยกับการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับที่ค้างคาอยู่ในสภานี้หรือไม่ ซึ่งก็คงใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน หากเห็นด้วยก็ดำเนินการลงมติในวาระ 3 ต่อไป หากไม่เห็นด้วยก็ถอนร่างนี้ออกจากสภาไป พร้อมกับก้มหน้ารับกรรมไปโทษฐานที่ไม่สามารถรักษาคะแนนนิยมไว้ได้ และก็ควรจะลาออกหรือยุบสภาไปเพื่อเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ว่ายังจะให้ กลับมาเป็นรัฐบาลอีกหรือไม่
แต่บางคนก็บอกว่าก็ในร่างที่คาอยู่ในสภาก็บอกอยู่แล้วนี่ว่าก่อนที่ สสร.จะประกาศใช้ต้องมีลงประชามติอยู่แล้วนี่ ไปทำประชามติก่อนทำไม่ให้เสียเวลา คำตอบก็คือ คนละส่วนกัน ที่สำคัญก็คือ เขาไม่ฟังหรอก เขาในที่นี้ก็คือศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง
ฉะนั้น ในทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือทางเลือกที่ 2 นั่นเอง
อย่างไรก็ตามในส่วนตัวของผมเห็นว่าไหนๆก็จะแก้รัฐธรรมนูญและให้ มีการลงประชามติก่อนกันแล้ว น่าจะทำประชามติเสียให้เสร็จเด็ดขาดไปในคราวเดียวกันไปเลยโดยเรามาถาม ประชามติว่า หากจะแก้รัฐธรรมนูญซึ่งไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือรูปแบบของรัฐได้ เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันห้ามไว้ แล้วเรื่องอื่นๆ เราจะเอากันอย่างไร เช่น องค์กรอิสระควรมีต่อไปหรือไม่/ จะเอาศาลเดี่ยว (ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง) หรือศาลคู่ ปฏิรูประบบศาลให้ยึดโยงกับประชาชนหรือนำระบบลูกขุนมาใช้/ ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคแบบร่าง พรบ.เชียงใหม่มหานครให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกันทั่วประเทศหรือไม่ ฯลฯ ให้มันสะเด็ดน้ำ เอาเป็นภาคต่อของ 24 มิถุนายน 2475 ไปเล้ยยยยย

ไต่สวนการตาย 'พัน คำกอง' พนง.พิสูจน์หลักฐาน คาดยิงรถตู้เจตนาถึงแก่ชีวิต

ที่มา ประชาไท

 

พิสูจน์ หลักฐานย้ำหัวกระสุนในตัวผู้ตายไม่ตรงกับที่ทหารส่งตรวจ แต่สามารถเปลี่ยนลำกล้องปืนซึ่งเป็นที่มาของลักษณะเฉพาะหัวกระสุนง่าย รถตู้ที่เกิดเหตุโดนกระสุนชนิดเดียวกัน พยานคาดเจตนาการยิงถึงแก่ชีวิต รมต.ICT เบิกความต่อ 25 ก.ค.
24 ก.ค.55 เวลาประมาณ 9.30 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาล อาญา รัชดา มีการไต่สวนการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ชาว จ.ยโสธร ซึ่งถูกยิงบริเวณถนนราชปรารภ ใกล้แอร์พอร์ทลิงค์ ที่เป็นจุดประจำการของทหาร เมื่อหลังเที่ยงคืนวันที่ 14 พ.ค.ต่อกับวันที่ 15 พ.ค.53 จากกรณีที่มีการยิงสกัดรถตู้ที่เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว โดยในวันนี้มีพยาน 6 ปาก เป็นเจ้าหน้าทีตำรวจที่ทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐานรอยกระสุนในที่เกิดเหตุ อาวุธปืนของทหารและหัวกระสุนในศพผู้ตาย เป็นต้น เจ้าหน้าที่เบิกความสอดคล้องกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์เปรียบเทียบหัวกระสุนที่ มาเบิกความไว้เมื่อวันที่ 18 ก.ค.55 ว่า หัวกระสุนที่อยู่ในร่างผู้เสียชีวิตเป็นกระสุนปืนเล็กกล ทองแดงหุ้มเหล็กและตะกั่ว ขนาด .223 ( 5.56 มม.)แบบ M855 ซึ่งสามารถใช้กับปืนเล็กกล เช่น  M16 และทราโว่ เป็นกระสุนชนิดเดียวกันกับที่อยู่ในร่างนายสมร ไหมทอง คนขับรถตู่ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์เดียวกัน รวมทั้งยังเป็นกระสุนชนิดเดียวกันที่ใช้กับปืนของเจ้าหน้าที่ทหารจาก ร.1 พัน 3 รอ และ ป.พัน 31 รอ. ที่พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ส่งมาให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจ แต่ลักษณะรอยตำหนิพิเศษของหัวกระสุนที่ถูกยิงจากลำกล้องของปืนที่ส่งตรวจ นั้น  ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นปืน กระบอกเดียวกันกับที่ใช้ยิงผู้ตาย จากลักษณะของตำหนิพิเศษจะเกิดจากลำกล้องของปืนแต่ละกระบอกที่ไม่เหมือนกัน แต่หากมีการเปลี่ยนลำกล้องเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยืนยันว่าก็จะไม่สามารถ พิสูจน์ได้
พ.ต.อ. สุพจน์ เผ่าถนอม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอาวุธปืน ได้เบิกความต่อศาลถึงลำกล้องปืนของเจ้าหน้าที่ว่าตัวลำกล้องไม่มีหมายเลข ประทับ ไม่มีการตอกหมายเลข โดยอัยการสอบถามถึงความยากง่ายในการเปลี่ยนลำกล้อง พ.ต.อ.สุพจน์ ตอบว่า เจ้าหน้าที่ๆ ปฏิบัติงานในภาคสนามหากมีการเรียนรู้มาก็สามารถเปลี่ยนได้โดยใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที
 
ภาพรถตู้นายสมร ไหมทอง ที่ถ่ายวันที่ 15 พ.ค.53 และเผยแพร่ใน youtube โดย user “ajaketube” http://www.youtube.com/watch?v=PEL5tjV28io
 
ยันการยิงรถตู้ในเหตุการณ์มุ่งแก่ชีวิต
โดยใน ระหว่างการไต่สวนนายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความผู้เสียหาย ได้ซักถามพยาน คือ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ บุญมาก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงการยิงเพื่อสกัดกั้นรถตู้ที่ไม่ได้หมายชีวิตกับการยิงเพื่อหมายชีวิตแตก ต่างกันหรือไม่ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ ยืนยันว่า แตกต่างกัน  โดย อธิบายเสริมว่าการยิงที่ไม่ได้หมายชีวิตนั้นจะยิงในส่วนที่ไม่สำคัญ หรือยิงที่บริเวณล้อรถ จากนั้นทนายได้นำรูปรถตู้ของนายสมร ไหมทอง ที่ถูกยิงในเหตุการณ์จนมีร่องรอยกระสุนปรากฏให้ พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ พิจารณา พร้อมสอบถามถึงภาพดังกล่าวเป็นการยิงในลักษณะใด พ.ต.ท.ทนงศักดิ์ ตอบว่าจากรอยกระสุนที่ปรากฏบนรถตู้ในรูปนั้นเชื่อว่าน่าจะมีผลต่อชีวิตได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของ พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ยาคุ้มภัย ทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จากกลุ่มงานตรวจอาวุธและเครื่องกระสุนปืน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าตามรูปถ่ายรถตู้ว่าจุดที่กระสุนเข้ามากที่สุดเป็นด้านขวาตรงประตูคน ขับ โดยทนายได้ถามย้ำถึงลักษณะการยิงสกัดเพื่อให้รถหยุดควรทอย่างไร พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ตอบว่าควรยิงที่ยางหรือที่ห้องเครื่อง ส่วนศาลได้สอบถามเพิ่มเติมด้วยว่ากรณีที่มีการยิงมาตรงคนขับตามภาพแสดงว่า อะไร พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ตอบว่า “คิดว่ามีลักษณะที่คาดว่ายิงให้คนขับถึงแก่ชีวิต”
นอกจาก นี้ อัยการได้เปิดวีดีโอที่ถ่ายโดยนายคมสันต์ เอกทองมาก อดีตช่างภาพเนชั่นแชนเนล ที่ถ่ายเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 14พฤษภาคม 2553 ( Voice TV ได้มีการนำวีดีโอดังกล่าวมาเผยแพร่ในบางตอนด้วยสามารถดูได้ที่ http://news.voicetv.co.th/thailand/42919.html) ให้พยานพิจารณาถึงเหตุการณ์ โดย พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ยาคุ้มภัย ได้เบิกความว่ามีความเป็นไปได้สูงว่ารถตู้คัดดังกล่าวถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม โดยก่อนหน้านั้นศาลได้ถามถึงว่าอะไรคืออาวุธสงคราม พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ อธิบายว่าคือปืนเล็กกล หากเป็นภาษาชาวบ้านเรียก M16 และ พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ ยังได้กล่าวอีกว่าเห็นทหารในวีดีโอดังกล่าวถือ M16 และลูกซองด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ 25 ก.ค.55 ช่วง เช้า นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะมาเบิกความและช่วงบ่ายพนักงานสอบสวนในกรณีดังกล่าวจะมาเบิกความต่อในกรณี นี้