WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 26, 2012

พนง.สืบสวน สรุป ‘พัน คำกอง’ โดนลูกหลงทหาร อนุดิษฐ์ ชี้อภิสิทธิ์-สุเทพต้องรับผิดชอบ

ที่มา ประชาไท

 

25 ก.ค.55 เวลาประมาณ 9.30 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา รัชดา มีการไต่สวนการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ชาว จ.ยโสธร ซึ่งถูกยิงบริเวณถนนราชปรารภ ใกล้แอร์พอร์ทลิงค์ ที่เป็นจุดประจำการของทหาร เมื่อหลังเที่ยงคืนวันที่ 14 พ.ค.ต่อกับวันที่ 15 พ.ค.53 จากกรณีที่มีการยิงสกัดรถตู้ที่เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอซีที) ในฐานะเคยเป็นเลขาธิการศูนย์ติดตามช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยประชาชน (ศชปป.) ที่ตั้งโดยพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท. สมิต นันท์นฤมิตร พนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ จาก สน.พญาไท มาเบิกความ
พ.ต.ท. สมิต ได้เบิกความว่า วันเกิดเหตุหลังจากที่ผู้ตายนำรถแท็กซี่ไปส่งที่อู่ แล้วเดินกลับที่พัก แต่ไม่สามารถกลับได้จึงไปพักกับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คอนโด Ideo ขณะเกิดเหตุมีเสียงทหารประกาศเตือนรถตู้ของนายสมร ไหมทอง ที่ขับเข้ามาบริเวณนั้นเพื่อไม่ให้เข้ามา หลังจากนั้นมีการยิงสกัดรถตู้ ทำให้นายพันที่อยู่บริเวณนั้นด้วยถูกยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผลการตรวจหัวกระสุนในร่างผู้ตายและนายสมรผู้บาดเจ็บ เป็นกระสุนปืนความเร็วสูง และทหารมีกระสุนชนิดนี้ใช้ พร้อมทั้งในพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในการควบคุมของทหาร และจากการตรวจที่เกิดเหตุพบว่าแนวบังเกอร์ทหาร รถตู้นายสมรที่ถูกยิง และบริเวณสำนักงานขายคอนโด Ideao ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ตายอยู่เป็นจุดที่แนววิถีตรงกัน พนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้จึงได้เบิกความต่อศาลถึงการสรุปสำนวนคดีนี้ว่า นายพัน คำกองเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ยิงรถตู้นายสมร ไหมทอง แล้วพลาดไปโดน
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอซีที)
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เบิกความ การสลายการชุมนุมที่มีการใช้กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าจำนวนมากนั้น กระสุนที่ยิงขึ้นฟ้าจะมีความแรงตกลงมาไม่ต่างจากตอนยิงขึ้นจะสามารถทำให้บาด เจ็บและเสียชีวิตได้ เป็นที่ยอมรับไม่ได้ในทางสากล และการสลายการชุมนุมจะต้องมีการประกาศให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบล่วงหน้าก่อนใน แต่ละขั้นตอน แต่ที่เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่มีการประกาศล่วงหน้า และในวันที่ 10 เมษายน 53 มีการโยนแก๊สน้ำตามาจากอากาศยานในที่ชุมนุมที่มีคนจำนวนมากและไม่มีการ ประกาศเตือน ทั้งๆ ที่น้ำหนักของกระป๋องแก๊สน้ำตาที่ตกลงมาก็มีความอันตราย
อัยการได้ถามถึงลำดับการบังคับบัญชาในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทหาร น.อ.อนุดิษฐ์ เบิกความว่า จะต้องถูกสั่งมาตามลำดับขั้น แม้สุดท้ายผู้บังคับกองพันจะเป็นคนสั่งให้พลทหารภายใต้สังกัดตัวเองบรรจุ กระสุน แต่ผู้พันเองก็ไม่มีอำนาจไปสั่งให้ใครยิงได้จนกว่าผู้บังคับบัญชาที่เหนือ กว่าจะสั่งการลงมา เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติการทางการทหารผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวคือ ผู้บังคับบัญชาที่สูงที่สุดที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล และอัยการได้ถามต่อว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุดขณะนั้นคือใคร นอ.อนุดิษฐ์ ตอบว่าถ้าดูคำสั่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถือเป็นผู้กำกับการปฏิบัติการ ซึ่งได้ถูกแต่งตั้งโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อัยการ ถามต่ออีกว่ากรณีแบบนี้นายกรัฐมนตรีจะสามารถพ้นความรับผิดชอบที่มีการจัด ตั้ง ศอฉ. แต่งตั้งผู้อำนาจการ ศอฉ. ได้หรือไม่ นอ.อนุดิษฐ์ เบิกความว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้ภาระความรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของรัฐบาล แล้วการดำเนินการดังกล่าวแล้วไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย ตั้งแต่ 10 เม.ย. ถึง 19 พ.ค.53 ดังนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความฝ่ายผู้ตาย สอบถามต่อถึงรัฐบาลขณะนั้นได้มีการพยายามหยุดยั้งการตายและเจ็บหรือไม่ นอ.อนุดิษฐ์ ตอบว่าการตายยังคงมีอย่างต่อเนื่องภายหลังจาก 10 เมษายน 2553 เพราะรัฐบาลขณะนั้นไม่เปลี่ยนรูปแบบการใช้กำลังทหารและอาวุธ
น.อ.อนุดิษฐ์ ยังได้เบิกความอีกว่า หลังจากมีการสลายการชุมนุมในปี 2552 ที่นำมาสู่การบาดเจ็บทางสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้นำเรื่องดังกล่าวเข้า สู่กระบวนการพิจารณาของแต่ละคณะกรรมาธิการ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการใช้กำลังในช่วงตี 2 ตี 3 ของวันที่ 12 เมษายน 2552 ที่เข้าสลายการชุมนุมผู้ชุมนุมที่บริเวณสามเหลียมดินแดง และมาผลักดันที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมาธิการทุกชุดที่ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้สรุปการสลายการชุมนุมใน เวลากลางคืน โดยกำลังทหารและอาวุธสงคราม กระสุนจริง ไม่สามารถทำได้ จะสลายได้เฉพาะเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจนตก ส่วนการใช้กระสุนจริงจะกระทำไม่ได้
ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุม พ.ค.53 นั้น ทาง น.อ.อนุดิษฐ์ ได้เบิกความต่อด้วยว่าในขณะนั้นตนและ ส.ส.หลายท่านได้มีการของช่องทางการสื่อสารของทางรัฐบาลทั้งทีวีและวิทยุ เช่น ช่อง 11 รวมถึง ช่อง 3 ให้ฝ่ายค้านได้ทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่กลับได้รับการปฏิเสธ
ทนายความฝ่ายผู้ตายสอบถามความเห็นกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มักอ้างถึงชายชุดดำยิงผู้ชุมนุมหรือผู้ชุมนุมยิงกันเองนั้น นอ.อนุดิษฐ์ เบิกความเห็นว่า “จะเกิดจากชายชุดดำอย่างไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลขณะนั้นต้องพิสูจน์ แต่หน้าที่ของรัฐบาลต้องปกป้องประชาชน ไม่ใช่นำเอาอาวุธมาดำเนินการกับประชาชน”
ศาลได้ถามเกี่ยวกับวีดีโอที่ถ่ายโดยนายคมสันต์ เอกทองมาก อดีตช่างภาพเนชั่นแชนเนล ที่ถ่ายเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ( Voice TV ได้มีการนำวีดีโอดังกล่าวมาเผยแพร่ในบางตอนด้วยสามารถดูได้ที่ http://news.voicetv.co.th/thailand/42919.html ) มีภาพเหตุการณ์การยิงสกัดรถตู้นายสมรว่าในคลิปวีดีโอดังกล่าวคิดว่าจะมีมี ชายชุดดำหรือไม่ นอ.อนุดิษฐ์ ตอบว่าเป็นไปไม่ได้เลย ในทางทหารจะมีคำว่า “การสถาปนาพื้นที่” ย่อมแวดล้อมไปด้วยกำลังทหาร การวางกำลังทหารนั้นไม่มีการวางกำลังเพียงแนวเดียว แต่ปกติการวางกำลังทหารจะมีส่วนที่เรียกว่าแนวหน้า รวมไปถึงแนวหลัง แนวสนับสนุน เป็นต้น เพราะฉะนั้นแนวปะทะแบบนี้(ตามวีดีโอ)ตรงนั้นคือแนวหน้า เพราะฉะนั้นในแนวอื่นจะไม่อนุญาตให้ชายชุดดำมาอยู่ร่วมกับแนวหน้าได้เลย ในทางทหารเป็นไปไม่ได้

คนในสังคมSocial Network ร่วม#HBDThaksin Twitter.com

ที่มา thaifreenews



คนในสังคมSocial Network Twitter.com
ร่วมอวยพรวันเกิดนายกทักษิณ 
นายกที่คนไทยคิดเป็นรักและคิดถึงมากที่สุด
ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ร่วมกันอวยพรวันคล้วยวันเกิด
ด้วยการแทค #HBDThaksin กันอย่างล้นหลาม
นาทีต่อนาที

เกาะติดโอ๊คเฟสบุ๊คแฟนเพจ Day 2

ที่มา thaifreenews






รายการเยี่ยมคนแดนไกล แบบไร้อภิสิทธิ์ชน
กับพานทองแท้ 24-26 ก.ค.25555 ครั้งที่ 1
Day 2  เที่ยวDisneyland Hong Kong
















ช่วงค่ำร่วมรับประทานอาหารกับคนแดนไกล
อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร นายกที่คนไทยคิดเป็น
รักและคิดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย







































http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=40578.0

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 26/07/55 ชีวิตนี้มีแต่ของปลอมๆ....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




โถ..ผู้ดี ปลอมๆ จอมตอแหล
ด้านจริงแท้ พวกนี้ อัปรีย์หลาย
เกิดมาปลอม นี่ นั่น มันมากมาย
หน้าไม่อาย พวกใบ้บ้า หลับตาเชียร์....


กระโดดอุ้ม ปกป้อง ตระกองกอด
คอยจิกตอด แอบอ้าง อย่างได้เสีย
มันดาหน้า ห้อมล้อม พร้อมคลอเคลีย
ผลัดกันเลีย สมสู่ เหมือนรู้ื่ทาง....


แม้นจับได้ ไล่ทัน มันช่วยแถ
คำวอแว โน้มน้าว เข้าถือหาง
เผยตัวตน และกำพืด ไม่จืดจาง
เป็นแบบอย่าง ชั่วช้า สุดสามานย์....


จะปกป้อง คนผิด หัดคิดด้วย
หรือพร้อมช่วย คนอัปรีย์ หนีทหาร
อย่ามาพูด วกวน อย่างลนลาน
เผยสันดาน ชั่วๆ มั่วทั้งปี...


เป็นได้แค่ เห็บหมัด สัตว์นรก
ล้านหยิบยก เอาแต่ได้ ไร้ศักดิ์ศรี
หวังกระเตง คนชั่ว ตัวกาลี
สิ่งดีๆ ไม่คิดทำ ระยำจริง....


๓ บลา / ๒๖ ก.ค.๕๕

ทำอย่างนี้ได้ยังไงเสื่อมเสียเกียรติคนดีอย่างอะปิสิทหมด

ที่มา การ์ตูนมะนาว


อย่าวิตกเกินเหตุ

ที่มา Thai E-News



ข้อสังเกตุการเสด็จสหราชอาณาจักรของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
อันเนื่องมาจากหมายกำหนดการพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาฯ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ในวันเสาร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ นี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา
นั้นเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่พสกนิกรผู้จงรักภักดีต่อพระราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นล้นพ้นยิ่งนัก ว่า น่าจะเป็นการบังเอิญที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ทรงมีพระราชกรณียกิจเสด็จยังประเทศมาเลเซีย และสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กรกฎาคม แล้วเสด็จต่อไปเยือนสหราชอาณาจักรจนกระทั่งถึงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม จึงจะเสด็จกลับพระนคร
แม้นว่าพระบรมโอรสาธิราชฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะทรงพระราชอิสสริยยศใกล้เคียงในทางสืบราชสันตติวงศ์*(1) นั่นคือพระเชษฐาทรง สยามมกุฏราชกุมาร และพระขนิษฐภคินี สยามบรมราชกุมารี แต่การที่มิอาจทรงสามารถเสด็จประทับร่วมพระราชพิธีมหามงคลอันสำคัญที่พระเชษฐาทรงมีพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา หรือ ๕ รอบนักษัตรเช่นนี้
ย่อม เป็นที่เสียอกเสียดายของไพร่ฟ้าจะได้ชื่นชมพระบารมีอย่างพร้อมหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวโรกาสที่พระชนกทรงบรรเทาอาการพระโลหิตซึมใต้เยื้อพระ สมอง เช่นเดียวกับพระชนนีทรงพระวรกายดีขึ้นไม่มีอาการแทรกซ้อนทางพระสมอง ดังนั้นในวันพระราชพิธีมหามงคลดังกล่าวจึงน่าที่จะเป็นวันที่ข้าราชบริพาร ทั้งหลายได้แซ่ซร้องชื่นชมพระบารมีต่อพระราชวงศ์อย่างถ้วนทั่ว
แต่กระนั้นก็ดี ในการเสด็จประเทศมาเลเซียของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ หมายกำหนดการแจ้งว่าทรงมีภารกิจนำคณะนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าชั้นปีสี่ไปทัศนศึกษา และจะทรงรับตำแหน่งสมาชิกกิติมศักดิ์ จากสถาบันเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วย
ส่วนการเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรอาจไม่ปรากฏหมายกำหนดการแน่นอน ทว่าเนื่องจากเป็นช่วงเวลาของการเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ณ นครลอนดอน วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พอดี จึงพออนุโลมว่าทรงเสด็จเป็นขวัญกำลังใจให้แก่นักกีฬาไทยที่แม้มีจำนวนไม่มากนัก หากการปรากฏพระวรกายย่อมเป็นทั้งศิริมงคลแก่พสกนิกรไทย และได้ประกาศนามประเทศไทยต่อประชาชนของประเทศเจ้าภาพไปพร้อมกัน
สำหรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นประธานในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในงานเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ์ ที่บริเวณท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๘ กรกฎาคมนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จต่างประเทศเนืองๆ เช่นเดียวกับพระขนิษฐภคินี นับว่าทรงภารกิจประกาศนามประเทศไทยให้ต่างชาติได้มักคุ้นอย่างมิเคยปรากฏมาก่อน ในทุกแห่งที่เครื่องบินโบอิ้งที่ทรงขับด้วยพระองค์เองไปลงจอด ดังเช่นเมื่อไม่นานมานี้เองก็ได้ทรงนำคณะข้าราชการในพระองค์ราว ๓๐ คนไปเยี่ยมชมร้านค้าของเก่ามีชื่อในเมืองแฮมเชียร์ ชนบทเล็กๆ แห่งหนึ่งของอังกฤษ
นับว่าทั้งสองพระองค์ สยามมกุฏราชกุมาร และสยามบรมราชกุมารี ล้วนทรงภารกิจในฐานะตัวแทนแห่งองค์พระประมุขให้นานาชาติรู้จักไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เป็นที่ผ่อนคลายกังวลของพสกนิกรผู้จงรักภักดีในยามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีโรคภัยให้ต้องระคายเคืองตามวิสัยของการเจริญพระชนมพรรษา นัยหนึ่งประดุจว่ามีพระผู้สืบราชสันตติวงศ์มั่นคงเป็นกำลังสอง เฉกเช่นเคยปรากฏมาในโบราณกาล
ครั้งหนึ่งนั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกู้ชาติ ทรงมีพระอนุชา คือพระเอกาทศรถเคียงข้างอย่างจอมทัพในการทำศึกกับไพรี อีกครั้งหนึ่งในราชวงศ์จักรีนี่เอง สมัยที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์อยู่นั้น ก็ทรงมีพระปิ่นเกล้าฯ พระอนุชาทรงพระราชอำนาจในการบริหารกิจการแผ่นดินเคียงข้างองค์พระมหากษัตริย์เช่นกัน*(2)
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าที่พสกนิกรผู้จงรักภักดี และมีความสนใจเป็นพิเศษอย่างห่วงใยต่อการสืบราชสันตติวงศ์จะต้องวิตกไปเกินเหตุจนกลายเป็นการแบ่งฝักฝ่ายดั่งข้าคนละเจ้า บ่าวคนละนาย ทำตัวเป็นอัลตร้ารอยัลลิสต์ มีความจงรักภักดีอย่างบ้าคลั่ง ลุ่มหลงเสียยิ่งกว่าสายเลือดขัตติยะเอง สร้างความอาฆาตเกลียดชังในหมู่พสกนิกรจนถึงขั้นห้ำหั่นทำลายล้างต่อกัน อันเป็นปัญหาสากรรจ์ของบ้านเมืองอยู่ทุกวันนี้



*(1) รัฐ ธรรมนูญ ๒๕๑๗ บัญญัติให้ราชนารีสืบราชสันตติวงศ์ได้ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ให้กลับไปใช้กฏมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ โดยมอบพระราชอำนาจในการแก้กฏมณเฑียรบาลแก่พระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ดู ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในเดลี่นิวส์ http://www.dailynews.co.th/article/351/3959
*(2)  ทรง ได้รับพระบวรราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (พระมหาอุปราช) หรือที่ออกพระนามกันว่า "วังหน้า" มีพระเกียรติยศเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดูวิกิพีเดีย http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2

แม้วน้ำตาคลอแฟนคลับแต่งกลอนอวยเบิร์ธเดย์63ปี หมอตุลย์แสนรู้ได้ยินหมาด่าชิงหมาเกิดแช่งไปตาย

 แฟนเพจน้ำตาคลออวยพรทักษิณ
เว็บไซต์go6tv รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่โรงแรมชื่อดังระดับห้าดาวบนเกาะเกาลูน โดยมีคุณ เอม พินทองทา ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ แพรทองธาร ชินวัตร พานทองแท้  ชินวัตร  พร้อมด้วย แป้ง อรจิรา แหลมวิไล ดารานักแสดงชื่อดัง  เพื่อร่วมงานเลี้ยงเป็นเกียรติต้อนรับแฟนเพจผู้โชคดีจำนวน20 คน ซึ่งคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมของนายพานทองแท้ ชินวัตร  ก่อนที่จะถึงวันเกิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 26 ก.ค. ที่จะถึง โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เมื่อเดินทางมาถึงแฟนเพจซึ่งรัก และคิดถึง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาสวมกอดด้วยความรัก คิดถึง พร้อมมอบของขวัญ ของที่ระลึกต่างๆ ให้แก่ท่าน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ  พร้อมอวยพรให้มีความสุข ได้กลับประเทศเร็ววัน

แฟนเพจท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ได้อ่านกลอนที่แต่งเองก่อนเดินทาง โดยในเนื้อหาบทกลอนกล่าวถึงประวัติการทำงานของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่อุทิศชีวิตการทำงานเพื่อประเทศชาติโดยตลอดมา แต่กลับโดนการเมืองทำร้ายอย่างหนักหน่วงจนพลัดบ้านพลัดเมือง เมื่ออ่านได้สักพักก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาร้องไห้โฮ ซบลงบนบ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ   ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ตลอดเวลาที่แฟนคลับท่านนี้อ่านกลอน ปรากฏว่าท่านทักษิณ น้ำตาเอ่อคลอและกล่าวขอบใจอย่างซาบซึ้งพร้อมเก็บกระดาษแผ่นนนั้นไว้

ใน โอกาสนี้ ทีมงาน go6tv ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้เกียรติมอบลายเซ็นบนภาพสัญลักษณ์ของเว็บไซต์อีกด้วย
**********
อีกด้านหนึ่งของผู้ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ...

Tul Sittisomwong
หมามันด่าแม้วว่า มาชิงกูเกิดทำไม ไอ้แม้วชิงหมาเกิด ไปตายซะ
ที่มา
Klong Prem Ladyao
14 ชั่วโมงที่แล้ว

ที่มา Thai E-News

 


กิ๊บ เก๋พาเที่ยว พาไปดูบรรยากาศ งานเลี้ยงอาหารเย็นมื้อพิเศษแบบส่วนตัว ของ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับแฟนเพจ โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ที่ Marco Polo Hongkong Hotel เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 ภาพโดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง



แฟนเพจน้ำตาคลออวยพรทักษิณ

เว็บไซต์go6tv รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่โรงแรมชื่อดังระดับห้าดาวบนเกาะเกาลูน โดยมีคุณ เอม พินทองทา ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ แพรทองธาร ชินวัตร พานทองแท้  ชินวัตร  พร้อมด้วย แป้ง อรจิรา แหลมวิไล ดารานักแสดงชื่อดัง  เพื่อร่วมงานเลี้ยงเป็นเกียรติต้อนรับแฟนเพจผู้โชคดีจำนวน20 คน ซึ่งคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมของนายพานทองแท้ ชินวัตร  ก่อนที่จะถึงวันเกิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 26 ก.ค. ที่จะถึง โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เมื่อ เดินทางมาถึงแฟนเพจซึ่งรักและคิดถึง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาสวมกอดด้วยความรัก คิดถึง พร้อมมอบของขวัญ ของที่ระลึกต่างๆ ให้แก่ท่าน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ  พร้อมอวยพรให้มีความสุข ได้กลับประเทศเร็ววัน

แฟน เพจท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ได้อ่านกลอนที่แต่งเองก่อนเดินทาง โดยในเนื้อหาบทกลอนกล่าวถึงประวัติการทำงานของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่อุทิศชีวิตการทำงานเพื่อประเทศชาติโดยตลอดมา แต่กลับโดนการเมืองทำร้ายอย่างหนักหน่วงจนพลัดบ้านพลัดเมือง เมื่ออ่านได้สักพักก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาร้องไห้โฮ ซบลงบนบ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ   ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ตลอดเวลาที่แฟนคลับท่านนี้อ่านกลอน ปรากฏว่าท่านทักษิณ น้ำตาเอ่อคลอและกล่าวขอบใจอย่างซาบซึ้งพร้อมเก็บกระดาษแผ่นนนั้นไว้

ในโอกาสนี้ ทีมงาน go6tv ได้ ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้เกียรติมอบลายเซ็นบนภาพสัญลักษณ์ของเว็บไซต์อีกด้วย
**********
อีกด้านหนึ่งของผู้ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ...

หมามันด่าแม้วว่า มาชิงกูเกิดทำไม ไอ้แม้วชิงหมาเกิด ไปตายซะ
ที่มา 
14 ชั่วโมงที่แล้ว

ศาลฎีกาฯสั่งเพิกถอนการสรรหา ส.ว. "ศรีสุข รุ่งวิสัย"

ที่มา uddred

 มติชน 26 กรกฎาคม 2555 >>>


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลนัดฟังคำสั่งคดีดำ ลต. (ส.ว.) 2/2555 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี นายศรีสุข รุ่งวิสัย ผู้คัดค้าน กรณี กกต.เพิกถอนสิทธิการสรรหาของนายศรีสุข เนื่องจาก กกต.ได้รับบัตรสนเท่ห์ว่านายศรีสุขเป็นผู้เสียสิทธิและไม่ได้แจ้งเหตุแห่ง การไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นนทบุรี เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2552 เมื่อ กกต.ตั้งอนุกรรมการไต่สวน และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เดิมนายศรีสุขมีภูมิลำเนาใน จ.นนทบุรี และเมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นนทบุรี นายศรีสุขไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ต่อมานายศรีสุขย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่เขตบางแค กทม. โดยเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2553 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ข.) การเลือกตั้ง 2 ประเภท กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแตกต่างกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. จะต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนไม่น้อยกว่า 1 ปี ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ข. จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 90 วัน นายศรีสุขแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก. แต่ตรวจสอบแล้วพบว่านายศรีสุขมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตบางแคไม่ถึง 1 ปี ดังนั้น นายศรีสุขจึงเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. จึงถือว่าก่อนวันลงทะเบียนเข้ารับสรรหาเป็น ส.ว. นายศรีสุขเป็นผู้เสียสิทธิเลือกตั้ง เพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นนทบุรี เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2552
เมื่อถึงเวลานัด นายศรีสุขได้แถลงต่อศาลขอเลื่อนฟังคำสั่งออกไป โดยรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แต่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็น จึงให้อ่านคำสั่งวันนี้
ศาล ฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องในคดีนี้ เนื่องจากมีอำนาจยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 238 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 โดยยื่นภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันประกาศรับรองผลการสรรหา ส.ว. เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2554
โดยคดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติในการถูกเสนอชื่อเข้าเพื่อเข้ารับการสรรหา ส.ว. หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2552 โดยไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นเหตุให้เสียสิทธิได้รับ การเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ต่อมาในคราวที่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) วันเดียวกันในวันที่ 29 ส.ค. 2553 ซึ่งผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. เพราะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่ครบระยะเวลาที่ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ คงมีสิทธิเลือกตั้งเฉพาะ ส.ข. เพียงอย่างเดียว ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่มีหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิต่อผู้อำนวยการเขตบางแค เห็นว่า กำหนดระยะเวลาการเสียสิทธิตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. จะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งถัดมาจริงๆ เท่านั้น
ดัง นั้น ผู้คัดค้านจึงยังเป็นผู้เสียสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหา เป็น ส.ว. การที่สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทยเสนอชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้เข้ารับ การสรรหาเป็น ส.ว. จึงไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีผลให้การสรรหา ส.ว. เป็นไปโดยไม่ถูกต้อง โดยผู้คัดค้านเข้าใจคลาดเคลื่อนเองว่า เมื่อไม่ได้ไปเลือกตั้ง ส.ข. แล้วได้ทำหนังสือแจ้งเหตุผลไปถึงผู้อำนวยการเขตบางแค แม้จะไม่มีหนังสือตอบกลับว่าเหตุผลดังกล่าวไม่มีเหตุอันควร ผู้คัดค้านจึงเข้าใจว่าตนยังไม่เสียสิทธิ กรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านยินยอมให้สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาฯเสนอชื่อเพื่อ เข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว. โดยไม่สุจริต จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้คัดค้านตามคำร้อง
อาศัย อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 240 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 134 จึงคำสั่งให้เพิกถอนการสรรหา ส.ว. ในส่วนของนายศรีสุข รุ่งวิสัย ผู้คัดค้าน และให้มีการสรรหา ส.ว. ใหม่ในส่วนของผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
สำหรับนายศรีสุข ได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ว.สรรหา จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย กกต. มีมติเอกฉันท์ให้เพิกถอนสิทธิการสรรหาของนายศรีสุข เป็นผู้เสียสิทธิการเลือกตั้งตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.

ทุกประวัติศาสตร์ยืนยันว่า "ชาติพ้นวิกฤตเพราะประชาชนมากมายเสียสละ"

ที่มา Thai E-News

 25 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค Thavatchai Tangsirivanich



บันทึกที่จบด้วยคำว่า "ขอโทษที่ร่ายยาว มันอัดอั้น ก็เท่านั้นเอง" ของคุณธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ช่วยให้เราเห็นเบื้องหลังและคุณค่าของการทำงานวิชาการเพื่อความจริง  และมันยังช่วยยืนยันให้สังคมเห็นกันอีกครั้งว่า ทุกก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์  "ชาติพินาศ" เพราะ "คนเห็นแก่ตัว" และ "ชาติหลุดพ้นวิกฤต" เพราะ "มีคนมากมายที่เสียสละ"
 

 ผมเสียเงินไปสองแสนนิดๆ เพื่อแลกกับหนังสือเล่มนี้ แต่งโดยโวล็อง เดซ์ แวร์แก็ง (Vollant des Verquains) นายทหารฝรั่งเศสที่เข้ามาประจำการ ณ ป้อมบางกอกช่วงปลายแผ่นดินพระนารายณ์ หนังสือพรรณนาถึงการปฏิวัติผลัดแผ่นดินในสยาม ปี พ.ศ. ๒๒๓๑ เป็นจดหมายเหตุสำคัญและหายากที่สุดชิ้นหนึ่งในปัจจุบัน


ช่วงเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมได้พยายามรวบรวมหลักฐานต่างๆ ว่าด้วยสยามประเทศที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้นในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ จดหมาย แผนที่ หรือภาพพิมพ์ แน่นอนกว่าจะได้สิ่งเหล่านี้มา ผมต้องทุ่มเงินมหาศาลเพราะพ่อค้าฝรั่งมักขูดราคาแพงๆ แต่ผมก็จำเป็นต้องซื้อเพราะผมอยากให้หลักฐานเหล่านี้เก็บรักษาไว้ในสยามประเทศไทย

นักสะสมหนังสือเก่าที่ผมถือเป็นต้น แบบคือ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ท่านเร่ิมสะสมตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ ตอนนั้นท่านอายุ ๔๒ ปี ส่วนผมเร่ิมสะสมตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ตอนอายุ ๓๒ ปี ท่านใช้เวลาชั่วชีวิตสร้างคลังเก็บหลักฐานประวัติศาสตร์สยามที่พิมพ์ขึ้นในต่างประเทศ ผมเชื่อว่าห้องสมุดส่วนตัวของท่านน่าจะเป็นคลังความรู้เกี่ยวกับสยามประเทศที่สมบูรณ์ที่สุด ยากจะหาห้องสมุดใดเทียบทันได้

ผมได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะรวบรวมหนังสือฝรั่งว่าด้วยสยามประเทศให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่เล่มแรกสุดที่ตีพิมพ์ (Ambassades du Roy de Siam envoyé à l'Excellence du Prince Maurice) ค.ศ. ๑๖๐๘/พ.ศ. ๒๑๕๑ จนถึงปี ๒๔๗๕

ผมไม่รู้ว่าในช่วงเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมเสียเงินไปแล้วเท่าไหร่ บอกตามตรงว่าผมเองก็ไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร นาฬิกาสักเรือนก็ไม่มี ไอโฟนไอแพดก็ไม่มี รถก็ไม่มี แม้แต่บ้านสักหลังก็ยังไม่มี ต้องอาศัยอยู่คอนโดร่วมกับคนแปลกหน้านับร้อยพัน อนึ่ง เช้านี้ผมอ่านข่าวว่า ป.ป.ช. มีมติยึดทรัพย์ ๖๔ ล้านบาทจากข้าราชการระดับบิ๊กคนหนึ่ง ผมลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าสามารถยึดทรัพย์ทั้งหมดนี้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากเจียดเงินสักครึ่งหนึ่งมาซื้อหนังสือ แผนที่ ภาพพิมพ์ รวบรวมหลักฐานสยามที่กระจัดกระจายอยู่ในต่างแดน เงินก้อนนี้คงจะสามารถสร้างคลังประวัติศาสตร์ ต่อยอดองค์ความรู้ให้กับแผ่นดิน

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลทุ่มงบประมาณนับหมื่นนับแสนล้านซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการประหัตประหาร แต่ไม่พร้อมจะเจียดเงินแค่ไม่กี่สิบล้านเพื่อติดอาวุธทางปัญญา ให้คนไทยได้เข้าใจถึงรากเหง้าความเป็นมาของแผ่นดิน
 
ขอโทษที่ร่ายยาว มันอัดอั้น ก็เท่านั้นเอง
* * * * ** * * *

บทเรียนนิติราษฎร์

ที่มา Voice TV

 



ข้อเสนอให้ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญของนิติราษฎร์ เงียบหายไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งในหมู่มิตรและศัตรู ไม่ค่อยได้รับการขานรับ ซึ่งทำให้กระแสต้านลดลงไปเช่นกัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะข้อเสนอให้ตุลาการ 8 คน มาจากคณะรัฐมนตรี 3 คน รัฐสภา 3 คน วุฒิสภา 2 คน ถูกมองว่าจะกลายเป็นคนของรัฐบาลเสียหมด ทำให้แม้แต่นักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่ใคร่เห็นด้วย ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งเป็นเรื่องดี แปลว่าเราไม่ได้คิดเอาชนะคะคานโดยไม่เลือกวิธีการอย่างพวกเขา

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่านิติราษฎร์ต้องการเอาชนะคะคาน แต่ข้อเสนอที่ออกมาทำให้คนไม่เข้าใจว่าทำไมเอาแต่ฝ่ายการเมือง ซึ่งผมเห็นว่านิติราษฎร์มีจุดอ่อนในวิธีการนำเสนอ หรือพูดอีกอย่าง ไม่ทันคิดให้ดีว่าควรเสนออย่างไรให้สังคมยอมรับ

แต่ไม่ใช่ว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์อ่อนเหตุผลโดยสิ้นเชิง


วรเจตน์


นิติราษฎร์อาจพลาดที่ไม่สามารถสร้างความเข้าใจโดยทั่วกันว่านี่คือ “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญ 2550 ในบริบทที่วุฒิสภากึ่งหนึ่งยังมาจากการลากตั้ง และองค์กรอิสระยังมาจากฝ่ายอำมาตย์ ปปช. กกต. ยังเป็นชุดเดิมที่แต่งตั้งโดย คมช. ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ก็ยังไม่ได้ปฏิรูป

นิติราษฎร์ไม่ได้เสนอ “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างใหม่ ถ้ายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ภายใต้โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตย นิติราษฎร์ก็จะเสนอรูปแบบ “ถาวร” อีกครั้ง

คณะตุลาการที่นิติราษฎร์เสนอเป็น “องค์กรเฉพาะกิจ” ที่ตั้งขึ้นมา “แก้ลำ” รัฐธรรมนูญอำมาตย์และองค์กรอำมาตย์ คณะตุลาการที่นิติราษฎร์เสนอ ไม่ใช่ตัวแทนเสียงข้างมากที่ปฏิเสธเสียงข้างน้อย ถ้ามองเพียงระบอบรัฐสภาอาจเป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามองกลไกในรัฐธรรมนูญทั้งระบอบ คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญต่างหาก ที่จะเป็นเสียงข้างน้อย

สาเหตุที่ต้องเสนออย่างนี้ ก็เพราะพฤติกรรมของศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ถึงขีด “เหลือทน” ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาในแง่คำวินิจฉัยที่อ่อนเหตุผล ไม่มีหลักทางกฎหมาย จนถูกเคลือบแคลงว่าเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง เช่น คดีเปิดพจนานุกรมตีความออหมักทำกับข้าว คดีแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร “อาจจะ” ทำให้เสียดินแดน หรือคดียุบพรรคพลังประชาชน ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

แต่คดีล่าสุดที่ศาลรับคำร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่าล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 68 แม้ผลออกมาไม่ยุบพรรค ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ในทางนิติศาสตร์ ถือว่าร้ายแรงกว่าทุกคดี เพราะศาลได้ขยายอำนาจตัวเองเข้ามายับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่วงล้ำอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ตีความมาตรา 68 จน “และ” กลายเป็น “หรือ” และยังออก “คำเสนอแนะ” ว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ “ควรจะ” ลงประชามติ ทั้งที่ไม่ใช่ประเด็นของคดี และยังไม่ชัดเจนว่า ตุลาการได้ลงมติประเด็นนี้หรือไม่

จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ใช่แค่ “ยุบศาลรัฐธรรมนูญ” หากให้ก่อตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นวินิจฉัยคดีโดยไม่ต้อง ผูกพันกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งแปลว่า คณะตุลาการสามารถวินิจฉัยใหม่ได้ว่า ตุลาการไม่มีอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คนกลางมีจริงหรือ

ผมอ่านข่าวข้อเสนอนิติราษฎร์ (ไม่ได้ไปฟังเองที่ธรรมศาสตร์) ก็รู้แล้วละว่ายาก เพราะทัศนคติสังคมไทยปฏิเสธนักการเมือง ไม่เว้นแม้แต่นักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย

แน่นอน ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่กล้ารับข้อเสนอเพราะกลัวถูกมองว่าจะฮุบคณะตุลาการฯ

สมมตินิติราษฎร์เสนออีกอย่าง ให้มาจากมติคณะรัฐมนตรี 3 คนแต่กำหนดที่มาของการสรรหา เช่น มาจากที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศ มาจากสมัชชาคณาจารย์นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ทั่วประเทศ ฯลฯ ในส่วนรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภาเสนอชื่อ 1 คน ผู้นำฝ่ายค้าน 1 คน พรรคอื่นรวมกัน 1 คน มันก็คงเป็นข้อเสนอ “สวยหรู” ที่แม้จะกินไม่ได้แต่เท่

ในแง่ที่หนึ่ง มันผิดหลักการ ที่ประชุมอธิการบดี คณาจารย์ อะไรเทือกนั้น ไม่ใช่องค์กรที่เป็นผู้แทนปวงชน ไม่ได้รับมอบอำนาจจากปวงชน แม้แต่การบอกว่าประธานรัฐสภา 1 ผู้นำฝ่ายค้าน 1 ฟังเข้าท่าแต่ตลก เพราะเราต้องยึดตัวองค์กรคือรัฐสภา องค์กรที่นิติราษฎร์กำหนดไว้ได้แก่ รัฐบาล รัฐสภา วุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติตามที่ได้รับมอบจากปวง ชน

อ.วรเจตน์บอกผมว่าทีแรกอยากให้รัฐสภาเลือกด้วยมติ 2 ใน 3 เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลต้อง “รอมชอม” กับฝ่ายค้าน แบ่งโควตากันหรือหาคนที่ยอมรับร่วมกัน แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองปัจจุบัน ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็คงตั้งคณะตุลาการไม่ได้ (อันนี้ผมว่าเอง 55) จึงต้องตัดใจโดยถือว่าอย่างน้อยฝ่ายค้านก็มีส่วนร่วมในกระบวนคัดสรร

คือถ้ารัฐบาลเสนอคนที่ย่ำแย่ ลำเอียง ประวัติไม่ดี ฝ่ายค้านก็มีสิทธิถลุงในที่ประชุมและในรายการ “สายล่อฟ้า”

ในอีกแง่หนึ่ง ที่บอกว่าเท่แต่กินไม่ได้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงอย่าไปฝันหาความ “เป็นกลาง” ที่ประชุมอธิการบดีเอย คณบดีเอย ตุลาการเอย ทั้งสมัยทักษิณและสมัย คมช.ก็เห็นแล้วว่าหาความเป็นกลางยาก

เลิกคิดเสียเถอะว่าจะหา “เทวดา” ลอยลงมาจากสวรรค์ ไม่มีอคติ สุคติ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่มีบุญคุณความแค้น ทุกคนเป็นมนุษย์ที่อยู่ในสังคมสีเทามาตลอด

แนวคิดของนิติราษฎร์ขัดจริตสังคมไทย ตรงที่เห็นว่าไหนๆ ก็ไม่มีใครเป็นกลางแล้ว ก็ให้มันชัดเจนไปซะว่าตุลาการมีที่มาจากฝ่ายไหน แบบเดียวกับอเมริกา ที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อศาลสูง แต่เมื่อเป็นแล้ว พรรคไหนเสนอชื่อคุณ ประชาชนรู้ทั้งประเทศ ถ้าคุณยังหน้าด้านหน้าทนวินิจฉัยอย่างไร้เหตุผล เพื่อเข้าข้างพรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่เลือกมา ก็จะถูกประณาม ขับไล่ หรือยื่นถอดถอน

ซึ่งตามที่กล่าวแล้วว่าคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ อยู่ในบริบทของรัฐธรรมนูญ 2550 อำนาจถอดถอนยังอยู่กับวุฒิสภา ที่ลากตั้งเข้ามาเสียกึ่งหนึ่ง นั่นจะคานอำนาจกันอยู่ในตัว

แนวคิดของนิติราษฎร์เป็นแนวคิดใหม่ สวนกระแส บางคนรับไม่ได้ แต่ลองคิดกลับด้านดูว่า เวลาเราได้ตุลาการหรือกรรมการองค์กรอิสระมาจากกระบวนการที่อ้างว่า “เป็นกลาง” แล้ววินิจฉัยอย่างดันทุรังเนี่ย อะไรแย่กว่า ต้องไปเหนื่อยขุดคุ้ยว่าคนนั้นคนนี้เคยนิยมชมชอบพรรคการเมืองนี้ เคยมีหนี้บุญคุณมึความสัมพันธ์กับคนนี้ ฯลฯ

แต่ถ้าเห็นกันโต้งๆ ไปเลย สมมติรัฐบาลเสนอโภคิน พลกุล มาเป็นตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โภคินก็ต้องระมัดระวังการวินิจฉัยลงความเห็น ถ้าจะวินิจฉัยให้รัฐบาลได้ประโยชน์ คุณก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอ ถ้าวินิจฉัย 10 เรื่อง ให้รัฐบาล 10 เรื่องตะพึดตะพือ ก็เสียสุนัขสิครับ สังคมจับตาอยู่ คราวนี้ละ สมคิด เลิศไพฑูรย์ จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นเจ้าภาพแต่งเมียให้ (เมียสมคิดเคยทำงานสำนักงานโภคินนะ จะบอกให้ เค้าไปปิ๊งกันที่นั่นแหละ)

แต่แน่นอน นี่เป็นทัศนะที่ต้องใช้เวลาอธิบายกับสังคม และยังต้องผ่านการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ หาจุดที่เหมาะสม แต่นิติราษฎร์นำเสนอโดยไม่ได้ปูพื้นฐานความคิดไว้เพียงพอ จึงเป็นธรรมดาที่กระแสสังคมไม่ยอมรับ

ถ้ามองย้อนหลัง (ฉลาดหลังเหตุการณ์) ก็อาจทำให้คิดอีกแบบว่า นิติราษฎร์ไม่น่าเสนอที่มาและองค์ประกอบของตุลาการ 8 คน เพียงเสนอหลักการตั้ง “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ขึ้นแทนศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อล้างแนวคำวินิจฉัยเดิม เพื่อเป็น “องค์กรแก้ลำ” รัฐธรรมนูญอำมาตย์ โดยละเรื่องที่มาองค์ประกอบไว้ ใช้ถ้อยคำสวยหรูหน่อย เช่น เป็นธรรม เป็นกลาง มีที่มาจากทุกฝ่าย ฯลฯ ก็อาจได้รับการยอมรับมากกว่านี้

เพียงแต่ต้องมาคิดกันว่า ถ้าทำแบบนั้นเท่ากับนิติราษฎร์ล้ำเส้นจากข้อเสนอทางวิชาการไปสู่การ “เล่นเกมการเมือง” หรือไม่

การเมือง การตลาด
จิตวิทยาสังคม

ผมสนับสนุนนิติราษฎร์ให้ทำหน้าที่นักวิชาการโดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายทางการ เมือง ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับนักวิชาการอีกข้าง ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ บิดเบือนหลักนิติศาสตร์หลักรัฐศาสตร์ เพื่อรองรับขบวนเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตนเองสนับสนุน

ผมยืนยันว่านิติราษฎร์จะต้องเสนอความเห็นโดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายทางการเมือง ไม่คำนึงว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ รวมทั้งไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจนเกินกรอบการทำหน้าที่นัก วิชาการ

ถ้าย้อนไปดูข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” จะพบว่าเป็นข้อเสนอที่พร้อมสมบูรณ์ทั้งในแง่หลักวิชา โดนใจมวลชน และช็อกฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังออกมาใน Timing ที่เหมาะสมคือ 5 ปีรัฐประหารและพรรคเพื่อไทยเพิ่งชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย

แน่นอน พรรคเพื่อไทยไม่ขานรับ แค่แบ่งรับแบ่งสู้ แล้วก็เงียบหายไป แต่มนต์ขลังของข้อเสนอทำให้นิติราษฎร์กลายเป็นผู้นำทางความคิดของมวลชน และเป็นที่เกลียดชังของฝ่ายตรงข้าม ความพยายามตอบโต้ยิ่งทำให้เห็นความอับจนของนักนิติศาสตร์ นักวิชาการ ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์

ครั้นนิติราษฎร์เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ร่วมกับนักวิชาการสันติประชาธรรม และนักเขียนแสงสำนึก ก็เริ่มมีเสียงข้างน้อยในข้างเดียวกันออกมาวิจารณ์ “ความผิดพลาดของนิติราษฎร์” ว่าไม่คำนึงถึงประเด็นทางการเมือง และจัดลำดับความสำคัญผิด เพราะควรมุ่งไปที่การปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพก่อนจะมาแตะเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว

ประเด็นที่พูดผมเข้าใจ แต่ไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ รัฐบาลเพื่อไทยและ นปช.ก็กล่าวเช่นกันว่าควรมุ่งไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน แต่สถานการณ์ขณะนั้น คดีอากง SMS ทำให้การเคลื่อนไหวคัดค้าน ม.112 ขึ้นสู่กระแสสูง ในทางสากล องค์กรสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลอารยะประเทศก็ออกมาแสดงความเห็น ไม่เสนอแก้ไขตอนนั้นจะไปเสนอแก้ไขเมื่อไหร่ แน่นอน เรารู้ว่าไม่มีทางสำเร็จ แต่นัยสำคัญของการเคลื่อนไหวคือให้การศึกษามวลชน ให้ความชัดเจนทางหลักวิชา ให้ความชัดเจนว่าอะไรคือเป้าหมาย เป้าหมายคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง ยังฟอกล้างแนวคิดสุดโต่งให้เข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกันให้มากที่สุด

ส่วนตัวผมประเมินว่าการเคลื่อนไหวแก้ไข 112 ของนิติราษฎร์และ ครก.ได้ผลชัดเจนเชิงคุณภาพ เป็นการยกระดับเชิงเนื้อหาให้มวลชนประชาธิปไตย และยังทลายกำแพงปิดกั้น กระทั่ง 112 กลายเป็นเรื่องถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันโดยเสรี

ข้อเสนอ 112 มี “คนกลางๆ” บางส่วนเห็นว่านิติราษฎร์ไม่น่าทำร่างแก้ไข “แรงส์” ซะขนาดนั้น ควรทำข้อเสนอที่สังคมพอรับได้ เช่น ลดโทษ แก้ไขการบังคับใช้ หรือการติชมโดยสุจริตไม่ถือเป็นความผิดก็ยังพอรับได้ แต่ไปทำให้คนยิ่งไม่พอใจกับการแยกความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ออกจากกัน หรือการเอาออกจากหมวดความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องทางหลักวิชาซับซ้อน

แต่ผมก็ยืนยันว่า เฮ้ย นิติราษฎร์เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย เมื่อจะเสนอแก้ไขกฎหมาย เขาก็ต้องทำให้ครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาทุกประการ จะมาขยักไว้ 2-3 ข้อไม่ได้ แต่เสนอไปแล้ว สมมติฝ่ายการเมืองจะแก้ไข โดยแก้ไม่หมด เอาแค่ 1-2 ประเด็น มันก็เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่มีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสม พิจารณาว่าสังคมจะยอมรับได้แค่ไหน ขั้วอำนาจต่างๆ ยอมรับได้แค่ไหน

กระนั้นหากจะมีความผิดพลาดบ้าง ก็คือในการแถลงเนื้อหาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในสัปดาห์ถัดมา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ กว้าง หนัก ต้องสร้างพื้นฐานความเข้าใจอีกระดับหนึ่ง อันที่จริงไม่น่าแถลงติดกัน (ผมเป็นนักข่าวการเมืองรายเดียวที่อยู่ในที่ประชุมครั้งแรก ก็ดันไม่ทักท้วง คิดไม่ถึง) พอเนื้อหาเยอะมากแล้วยกตัวอย่างรูปธรรมบางประการก็เกิด “จุดอ่อน” ที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตี เช่น การให้พระมหากษัตริย์สาบานตนพิทักษ์รัฐธรรมนูญเมื่อขึ้นครองราชย์ หรือการให้คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อประธานศาลฎีกาต่อรัฐสภา

นี่เป็นบทเรียนข้อแรก นิติราษฎร์ต้องคำนึงว่ามีฉลาม อนาคอนด้า ซอมบี้ เอเลียน เกรียน แมลงสาบ จ้องงับอยู่เต็มไปหมด ข้อเสนอเรื่องใดที่ต้องใช้เวลาอธิบายอย่างเป็นระบบ ไม่ควรหยิบยกขึ้นมาพูดผ่านๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูด

ข้อเสนอใดที่เป็นเรื่องอ่อนไหว (เช่นสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือสังคมมีทัศนคติในเชิงลบ (ต่อนักการเมือง) เมื่อเสนอต้องแจกแจงให้ชัดเจน อาจจะต้อง “อ่านทางข่าว” ว่า ASTV ไทยโพสต์ แนวหน้า ฯลฯ จะเอาไปพาดหัวโจมตีอย่างไร แล้วปิดช่องนั้นเสียแต่ต้น

ต้องเข้าใจสื่อนะครับ ถ้าพวกเขาตั้งธงได้แล้วละก็ ชี้แจงก็ว่าแก้ตัว ไม่พูดก็ว่ามีพิรุธหรือจนแต้ม ยิ้มเหมือนหลอก หยอกเหมือนขู่ ยังไงกรูก็จะเอาผิดเมริงให้ได้

เพื่อนผมรายหนึ่งเป็นนักการตลาด ไม่เหลืองไม่แดง เห็นด้วยกับข้อเสนอนิติราษฎร์หลายข้อ แต่ท้วงติงว่านิติราษฎร์ “ไร้เดียงสา” ผมเถียงคอเป็นเอ็นว่านักวิชาการก็ต้องเสนอตามหลักวิชา จะมามัวคำนึงถึงกระแสสังคมไม่ได้ แต่เพื่อนผมก็โต้ว่าในมุมมองของนักการตลาด ต้องรู้จักวิธี “เซลส์ไอเดีย” ให้เป็นที่ยอมรับ และต้องเข้าใจจิตวิทยาสังคม ว่าจังหวะไหนอะไรควรเสนอ อะไรไม่ควรเสนอ

ผมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เก็บมาคิดก็รู้สึกว่า แน่นอนนิติราษฎร์ต้องยืนหยัดในความเป็นนักวิชาการ เสนอความเห็นโดยไม่คำนึงว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ ไม่คำนึงถึงผลทางการเมืองว่าจะเป็นอย่างไร แต่ขณะเดียวกันก็ควรหวังผลของการเคลื่อนไหว หวังผลให้ประชาชนเข้าใจ เรียนรู้ และขานรับให้ได้มากที่สุด สลัดจุดอ่อนที่จะทำให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี แม้บางครั้งเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกโจมตี และต้องท้าทายให้โจมตี บางเรื่องเลี่ยงได้ เลี่ยงไปก่อน แต่บางเรื่องจำเป็นต้องชนก็ต้องชน

นิติราษฎร์ไม่ต้องการ “เล่นเกมการเมือง” แต่มาถึงขั้นนี้ก็จำเป็นต้องยอมรับว่านิติราษฎร์เป็น “ผู้นำทางความคิด” ของมวลชนจำนวนมาก ซึ่งก็ถือเป็น “ผู้นำทางการเมือง” ดอย่างเลี่ยงไม่พ้น การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยทาง “การเมือง” อย่างรอบคอบเช่นกัน

ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้เพราะสามารถนั่งถกกับนิติราษฎร์ได้ เพียงแต่ผมมองว่านิติราษฎร์เป็นบุคคลสาธารณะของขบวนประชาธิปไตยไปแล้ว จึงเสนอประเด็นที่ควรช่วยกันขบคิด เสนอแนะ ปกป้อง สนับสนุน ให้การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์มีพลังสูงสุด ทะลุทะลวงประชาธิปไตยแบบอำมาตย์และตุลาการภิวัตน์

ข้อเสนอให้ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ อาจเงียบหายไป ไม่เป็นไร สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหลังจากศุกร์ 13 แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกสกัดโดย “กระแสรักสงบ” ของสังคมไทย ซึ่งเป็นผลจากการวางหมากร้ายลึกของฝ่ายอำมาตย์ สร้างกระแสที่ดูเหมือนรุนแรง แต่หยุดในจุดที่ตัวเองได้อำนาจ โดยไม่ไปถึงจุดร้ายแรง ผู้คนทั่วไปถอนหายใจโล่งอก และหันมากดดันรัฐบาลทำนองว่าอย่าทำให้เกิดความวุ่นวายกันอีกเลย (ซึ่งก็เป็นธรรมดาของสังคมไทยที่ชอบลูบหน้าปะจมูก ซุกปัญหาไว้ใต้พรม)

ขนาดนั้นผลโพลล์ก็ยังระบุว่ามีคนตั้ง 26% เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ทั้งที่เป็นเรื่องเข้าใจยาก เป็นเรื่องใหม่มาก น่าพอใจอย่างยิ่งแล้วครับ แล้วค่อยผลักดันความคิดให้แพร่กระจายไปกว้างกว่านี้

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    24 ก.ค.55
..............................................

24 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:25 น.