ที่มา Thai E-News
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, July 27, 2012
"สุกำพล" แถลงโชว์หลักฐานสำคัญ "สด.9" ตัวจริง ! ยัน "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ตรวจเลือกเป็นทหารกองเกิน
ที่มา uddred
มติชน 27 กรกฎาคม 2555 >>>
จากกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนกระทรวงกลาโหม
ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกร้องใช้เอกสารอันเป็นเท็จ
เพื่อเข้ารับราชการเป็นอาจารย์
ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารวมทั้งมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร
ล่า
สุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
พร้อมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการปฏิบัติตัวของนายอภิสิทธิ์ ตาม
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ได้นำหลักฐาน ใบสำคัญ สด.9 ทั้งตัวจริง และ
เอกสารที่ไม่อยู่ในระบบราชการมาแสดงต่อสื่อมวลชนเพื่อเป็นการยืนยัน
ว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้รับการตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองเกินของกองทัพบกซึ่ง
เอกสารดังกล่าว
ทางกองทัพได้ส่งให้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อนำไปตรวจสอบตั้งแต่วัน
ที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะดำเนินการส่งเพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ตาม
พล.อ.อ.สุกำพล ยืนยันว่าการออกมาชี้แจงในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
Thursday, July 26, 2012
แฟนเพจ 'โอ๊ค' กระทบไหล่ 'ทักษิณ'
ที่มา Voice TV
สมยศ พฤกษาเกษมสุข: เศรษฐกิจไทยล่มสลายแน่ ถ้าไม่แก้ไข
25 กรกฎาคม, 2012 - 22:59 | โดย Somyot-Redpower
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์/เนลสัน แมนเดล่า ประเทศไทย
25 กรกฎาคม, 2012 - 23:18 | โดย littlevoicefrom...
สุรพศ ทวีศักดิ์: พระเวสสันดรละเมิดสิทธิมนุษยชน (?)
ที่มา ประชาไท
Wed, 2012-07-25 21:45
ประเด็นคือ ชาดกเรื่องพระเวสสันดรปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งหมายความว่า เป็นเรื่องเล่าในกรอบความคิดทางวัฒนธรรมของสังคมศาสนาของชาวอารยันในชมพู ทวีปเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว พระเวสสันดรนั้นมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีอำนาจออกแบบความ สัมพันธ์ทางสังคมและกำหนดคุณค่าทางจิตวิญญาณว่า สังคมต้องมีวรรณะ 4 คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัว สามีเป็นเจ้าของภรรยาและลูก พูดอีกอย่างว่าเมียและลูกเป็นสมบัติของสามีหรือพ่อ การกำหนดสถานะเช่นนี้ทำให้มีข้อผูกพันตามมาว่า เมียและลูกมีหน้าที่ต้องทำตามความประสงค์ของสามีหรือพ่อ
ทีนี้ตัวพระเวสสันดรนั้นก็รับเอาคุณค่าทางศาสนา คือ “ความหลุดพ้น” มาเป็นอุดมการณ์สูงสุดของตนเอง และเนื่องจากผู้เล่าเรื่องนี้คือพุทธะซึ่งเป็นผู้ปฏิรูปวัฒนธรรมฮินดู (ปราชญ์อินเดียอย่าง รพินทรนาถ ฐากูร คนหนึ่งล่ะที่ยืนยันเรื่องนี้) ก็เลยกำหนดให้ความปรารถนาพุทธภูมิหรือการบรรลุโพธิญาณเป็นพุทธะเพื่อสอน สัจธรรมแก่ชาวโลกเป็นอุดมการณ์สูงสุดของพระเวสสันดร ผู้ซึ่งตั้งปณิธานว่า การให้ทานหรือการเสียสละคือความดีอันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุ อุดมการณ์ดังกล่าว
ฉะนั้น เมื่อมองตามกรอบคิดของวัฒนธรรมทางสังคมและคุณค่าทางจิตวิญญาณคือ “ความหลุดพ้น” และผู้หลุดพ้นคือ “บุคคลในอุดมคติ” ซึ่งเป็นที่พึ่งของสังคม อันเป็นอุดมการณ์สูงสุดทางศาสนาในยุคนั้น การเสียสละลูกเมียของพระเวสสันดร จึงเป็นการกระทำที่ดีงามน่าสรรเสริญ
ทำไมคนยุคนั้นถึงเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ดีงามน่าสรรเสริญ? เราอาจเข้าใจโดยเปรียบเทียบความเสียสละเพื่อส่วนรวมในยุคสมัยของเรา เช่น บางคนอุทิศชีวิตเพื่ออุดมการณ์ที่เขาเชื่อว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม จนต้องละทิ้งครอบครัวเข้าป่าจับอาวุธ ยอมติดคุก กระทั่งยอมสละชีวิต คนเหล่านี้รู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์นั้นต้องเสี่ยง อาจทำให้เขาต้องพลัดพรากครอบครัว อาจถูกสังคมประณาม ติดคุก ถูกอุ้ม กระทั่งถูกฆ่าตาย แน่นอนว่า สำหรับบางครอบครัวเมื่อขาดผู้นำ ทุกอย่างอาจพังทลายลง เราจะบอกว่าคนเช่นนี้เป็นคนไม่ดี เพราะไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวได้หรือ ผมคิดว่าเราคงไม่มองเช่นนั้น แต่เราคิดว่าคนแบบนี้น่านับถือ เพราะเขายอมสละทุกอย่างเพื่ออุดมการณ์ที่เขาศรัทธาซึ่งเขาเชื่อว่าเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวม
เรื่องพระเวสสันดร เราก็อาจเข้าใจได้ทำนองเดียวกันนี้ คนยุคนั้นเชื่อว่าศาสดาผู้ค้นพบและสอนสัจธรรม/ศีลธรรมเป็นคนอุทิศตนเพื่อ ประโยชน์สุขแก่สังคม เพราะศาสดามีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นเท่านั้น หมดภาระที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง ฉะนั้น คนที่ยอมสละทุกอย่างเพื่อจะเป็นศาสดา (พุทธะ) ในอนาคตอย่างพระเวสสันดร จึงเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญ เหมือนกับคนที่เสียสละครอบครัว แม้กระทั่งอิสรภาพของตนเองบนเส้นทางอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมในยุคสมัยของเรา ก็คือคนที่กระทำสิ่งที่ทำได้ยากและน่าสรรเสริญเช่นเดียวกัน
สมภาร พรมทา เสนอไว้ใน An Essay Concerning Buddhist Ethics (สรุปใจความได้) ว่า เราสามารถเข้าใจการบริจาคลูกเมียของพระเวสสันดรได้ด้วยการเข้าใจความเป็น มนุษย์ของเขา (“เขา” นี่แปลมาจาก “his” ไม่มีราชาศัพท์) เช่น เมื่อเห็นชูชกโบยตีลูกชายลูกสาว พระเวสสันดรโกรธมากเกือบจะไม่ยอมให้ลูกแก่ชูชกอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นความเจ็บปวดจากความรักลูกก็ทำให้เขาทุกข์ทรมานใจเป็นทวีคูณ ความโกรธนั้นอาจหายไปได้ในเวลาไม่นาน แต่ความเจ็บปวดโศกเศร้าเพราะต้องสละลูกเมีย ทั้งที่รู้ถึงความทุกข์ทรมานของลูกเมียที่ต้องตกเป็นทาสของคนอื่นนั้นเป็น ทุกข์ที่ลึกซึ้งยากที่จะหายไปได้ แต่พระเวสสันดรก็ต้องทำตามอุดมการณ์ที่ตนเชื่อ
ลองเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเดินบนเส้นทางอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยและ ความเป็นธรรมในยุคสมัยของเรา เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในป่า ในคุก ทุกข์ทรมานจากการพลัดพรากพ่อแม่ คนรัก ลูกเมีย ออกจากป่ามาก็เจ็บปวดสับสนกับความพ่ายแพ้ อีกทั้งอาจรู้สึกผิดที่ตนเองละทิ้งความรับผิดชอบต่อครอบครัว เป็นต้น นี่คือความเป็นมนุษย์ที่เราเข้าใจได้ พระเวสสันดรก็มีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน แต่ก็ยอมเสียสละเพื่ออุดมการณ์ที่ตนคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมในยุคสมัย นั้น เช่นเดียวกับคนในยุคเราที่เสียสละเพื่ออุดมการณ์ที่พวกเขาคิดว่าเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวมในบริบทปัจจุบัน
แต่ที่สำคัญกว่าคือ ชาดกเรื่องพระเวสสันดรนั้น สอนว่า “ความถูกต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ” แม้ว่าจะต้องเสียสละและเจ็บปวดมากเพียงใดก็ตาม ดังคำกล่าวที่ว่า “พึงสละแม้ชีวิตเพื่อรักษาธรรม” มีชาดกจำนวนมากที่เล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาธรรมหรือความ ถูกต้อง พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ “วิถีที่ถูกต้อง” มาก เพราะคุณค่าชีวิตและอิสรภาพงอกงามออกมาจากการฝึกฝนตนเองตามวิถีที่ถูกต้อง (มรรค/ไตรสิกขา) พระเวสสันดรคือตัวอย่างของผู้ที่เดินทางยากในวิถี (means) สู่เป้าหมายที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง
สมมติว่า มียาวิเศษที่กินแล้วทำให้คนพ้นทุกข์กลายเป็นพุทธะได้ทันที พุทธศาสนาย่อมไม่สนับสนุนให้กินยาเช่นนั้นแน่นอน เพราะยาวิเศษไม่สามารถทำให้ชีวิตมีคุณค่าได้ คุณค่าของชีวิตเกิดจากการการใช้เสรีภาพเลือกทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง ใช้ศักยภาพและความพยายามของเราเองอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญอุปสรรคและความเจ็บปวดใดๆ ก็ตาม แต่โดยการดำเนินชีวิตตามวิถีที่ถูกต้องนั้นเอง ความหมายของชีวิต การเติบโตทางความคิด และจิตวิญญาณจึงอาจงอกงามปรากฏออกมาได้ ฉะนั้น วิถีกับหยุดหมายไม่อาจแยกจากกัน
แต่ก็น่าเสียดาย หากจะมีการเข้าใจผิดๆ ว่า เรื่อง “ทาน” ของพระเวสสันดร และการทำบุญเชิงประเพณีต่างๆ เป็น “ยาวิเศษ” ดลบันดาลทุกสิ่งได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความปรารถนาสุขส่วนตัว จนทำให้ค่านิยมทำดีของชาวพุทธจำกัดอยู่แค่ “การทำดีตามแบบแผนพิธีกรรม” เพื่อหวังผลดลบันดาลจากยาวิเศษให้ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อันเป็นค่านิยม “ทำดีเสพติดยาวิเศษ” จนไม่ลืมตามาดูทุกขสัจจะของสังคม
และทำให้ชาวพุทธปัจจุบันไม่สนใจการ “ทำดีอย่างมีอุดมการณ์” หรือการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม แม้ว่าตนเองต้องทนทุกข์ดังพระเวสสันดรทำเป็นแบบอย่าง ซึ่งเราอาจนำหลักคิดนี้มาปรับใช้อย่างสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันได้ ไม่ใช่รับมาทั้งดุ้น หรือด่วนปฏิเสธอย่างขาดการทำความเข้าใจสาระสำคัญ
คำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ: คดีแก้ รธน. คือ ล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ (อย่างเป็นทางการ)
ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-07-26 18:47
ออกแล้ว คำวินิจฉัยกลาง (อย่างเป็นทางการ) ที่ 18-22/2555 เรื่องคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
26 ก.ค. 55 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่คำวินิจฉัยกลางที่ 18-22/2555
เรื่องคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
ตามที่มีผู้ร้องให้ศาลวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291
เพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ทั้งฉบับ เป็นการล้มล้างการปกครองหรือเป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง
โดยวิถีทางที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดกับมาตรา 68 หรือไม่
รวมทั้งสิ้น 29 หน้า โดยมีประเด็นวินิจฉัยทั้งสิ้น 4 ประเด็น
โดยประเด็นที่หนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับคำร้องวินิจฉัยคดีนี้หรือไม่
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า
ศาลฯมีอำนาจหน้าที่ในการรับวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว ตามมาตรา 68 วรรคสอง
โดยอัยการสูงสุดมีหน้าที่แค่พิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น
ไม่มีอำนาจตัดสิทธิการร้องของบุคคลโดยตรง ในประเด็นที่สอง
การแก้ไขรัฐธรมนูญ มาตรา 291 ทำได้ทั้งฉบับหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291
จะเป็นอำนาจรัฐสภา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้
เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติโดยประชาชน ดังนั้น
ควรถามประชาชนก่อนแก้ไข ประเด็นที่ สาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภานี้
เป็นการล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า
ผู้ร้องไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะชี้ชัดได้ว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดการล้มล้างการปกครอง
เพราะเป็นเพียงการกล่าวอ้าง และแสดงความเป็นห่วงเท่านั้น
จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และเมื่อยกคำร้องแล้ว
จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นที่ 4 เกี่ยวกับการยุบพรรค
และตัดสิทธิทางการเมือง
โดยคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ มีรายละเอียด ดังนี้
คำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ: คดีแก้ รธน. คือ ล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ (อย่างเป็นทางการ)
"สมชัย สุวรรณบรรณ" ได้เสียงเอกฉันท์นั่ง ผอ.ไทยพีบีเอส
ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-07-26 17:53
(26 ก.ค.55) เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. เทพชัย หย่อง โพสต์ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก Thepchai Yong
แสดงความยินดีกับ สมชัย สุวรรณบรรณ อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส
และอดีตบรรณาธิการข่าววิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทยประจำกรุงลอนดอน
ที่ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ
แห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) คนใหม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. เทพชัย หย่อง
ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครตำแหน่งผู้อำนวยการดังกล่าว
ส่งผลให้เหลือผู้เข้ารอบรับการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. 2 คน คือนายวสันต์
ภัยหลีกลี้ และนายสมชัย สุวรรณบรรณ
ข้อบังคับ ส.ส.ท.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการรับสมัครและการสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส พ.ศ.2555 ระบุให้คณะกรรมการนโยบายตั้งคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่ง จำนวน 5 คน ประกอบด้วยตัวแทนคณะกรรมการนโยบาย 3 คน กับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 คน
โดยคณะกรรมการสรรหา ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 1.นางจินตนา พันธุฟัก
กรรมการนโยบาย 2.รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ กรรมการนโยบาย
3.ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ส.ส.ท. (นายมนตรี กงไกรจักร์)
4.ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์)
5.นายกสภาทนายความ (นายสัก กอแสงเรือง)
ส่วนกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสที่มีสิทธิในการโหวตเลือกผู้อำนวยการไทยพีบี
เอสคนใหม่ มีทั้งสิ้น 7 คน ประกอบด้วย 1.นางจินตนา พันธุฟัก 2.นายศิริชัย
สาครรัตนกุล 3.นายกมล กมลตระกูล 4.ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน 5.นางมัทนา
หอมลออ 6.รศ.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์ และ 7.รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ ทั้งนี้
ไม่รวม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
ที่ลาออกเพื่อสมัครเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสอีกครั้ง และนายสมชัย
สุวรรณบรรณ ที่ลาออกเพื่อสมัครผู้อำนวยการไทยพีบีเอส
"ขอแสดงความยินดีกับคุณสมชัย สุวรรณบรรณ
ที่ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้อำนวยการคนใหม่ของไทยพีบีเอส
คณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสได้ประกาศเมื่อสักครู่ว่าได้เลือกคุณสมชัย
ด้วยคะแนนเอกฉันท์
"คุณสมชัยเป็นอดีตหัวหน้าแผนกภาษาไทยของสถานีวิทยุบีบีซีในกรุงลอนดอน
และเป็นกรรมการนโยบายตั้งแต่ชุดแรกก่อนได้รับเลือกกลับเข้ามาอีกครั้งเมื่อ
สองปีที่แล้ว ก่อนลาออกเพื่อมาสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การ
ในระหว่างเป็นกรรมการนโยบายมีบทบาทอย่างมากในการร่างข้อบังคับด้านจริยธรรม
และกำหนดแนวนโยบายด้านข่าวและรายการของไทยพีบีเอส
ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านสื่อมวลชนมากคนหนึ่ง ก่อนบีบีซี
ก็เคยอยู่ในวงการหนังสือพิมพ์ ทั้ง The Nation และ Bangkok Post
และหนังสือพิมพ์ภาษาไทยอีกหลายฉบับ
ผู้อำนวยการคนปัจจุบันจะหมดวาระในวันที่ 9 ตุลาคมนี้
"ขอให้คุณสมชัยประสบความสำเร็จในการนำพาไทยพีบีเอสไปสู่ความเป็นสื่อสาธารณะตามที่สังคมคาดหวัง"
เทพชัย หย่อง
ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก
รายงานพิเศษ: ถล่มฐานทหารรือเสาะ: ปฏิบัติการชิงมวลชน-แสดงแสนยานุภาพ
Thu, 2012-07-26 17:26
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)
ซึ่งถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยิงกราดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2555
(ภาพ: ฮัสซัน โตะดง)
จุดสกัดเป็นเพียงการคาดการณ์และแผนที่ไม่ได้ทำตามมาตราส่วน
(ภาพ : นูรยา เก็บบุญเกิด)
(ภาพ : นูรยา เก็บบุญเกิด)
โก้มองเห็นรถกระบะบรรทุกชายฉกรรจ์เต็มหลังรถกำลังแล่นผ่านหน้าไป พวกเขาสวมเสื้อยืดคลุมทับด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนและมีอาวุธสงครามอยู่ใน มือ โก้ถามตัวเองในใจเล่นๆ ว่า “แต่งตัวแบบนี้ เป็นเจ้าหน้าที่หรือโจรกันแน่”
ไม่ทันสิ้นเสียง “โก้” หรือนายพินิจ ทะวะชาลีย์ ชาวพุทธที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ห่างจากฐานทหารย่อยเพียงไม่กี่สิบเมตรก็ได้ยิน เสียงปืนรัวปังๆๆๆ อาคารปูนสองชั้นที่กำลังถูกกระหน่ำยิงคือฐานปฏิบัติการหมวดปืนเล็กที่ 3 กองร้อยทหารราบที่ 15123 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านท่าเรือ หมู่ที่ 1 อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส กลุ่มก่อความไม่สงบได้เข้าโจมตีฐานในเวลาประมาณ 18.15 น. ของวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 เพียงหนึ่งวันก่อนการเริ่มต้นเดือนรอมฏอนซึ่งเป็นช่วงเวลาการถือศีลอดของชาว มุสลิม
ไม่เพียงแต่โจมตีฐานที่มั่นทางการทหารของรัฐไทยเท่านั้น คนร้ายยังได้กราดยิงร้านค้าของคนพุทธกว่าสิบคูหาที่อยู่ติดกับฐานทหารอีก ด้วย โก้แอบมองเหตุการณ์ระทึกขวัญอยู่หลังฟุตบาทสูงหน้าบ้านซึ่งทำหน้าที่เป็น บังเกอร์อย่างดีให้กับเขา เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาโพล้เพล้ซึ่งปกติจะมีคนสัญจรไปมาพลุกพล่านและ มีรถยนต์ขับผ่านไปมาตลอด แต่วันนั้นเส้นทางถนนถูกสกัดกั้นไม่ให้ยานพาหนะอื่นเข้ามาได้
เสียงปืนดังรัวราวห่าฝนยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมง และเมื่อสิ้นเสียงก็พบรถจักรยานยนต์ล้มระเนระนาดอยู่ริมถนน ในจำนวนนี้มีรถจักรยานยนต์ 3 คันซึ่งเป็นพาหนะที่กลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนี้รวมอยู่ด้วย ห้องแถวพรุนไปด้วยฤทธิ์ของลูกปืน หลังคาทะลุ ข้าวของในบ้านตกแตกกระจัดกระจาย ส่วนฐานทหารที่เดิมเคยเป็นอาคารอเนกประสงค์ของเทศบาล อ.รือเสาะเต็มไปด้วยรอยปูนกะเทาะเป็นจุดๆ จำนวนมากซึ่งเป็นร่องรอยของการถูกกระแทกด้วยกระสุนปืนและระเบิด บานหน้าต่างกระจกแตกหลายบาน ตาข่ายสีเขียวที่พาดด้านหน้าฐานขาดวิ่น
ทหารย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญ
นายทหารในหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 อธิบายถึงเหตุการณ์ในวันนั้นจากการประมวลข้อมูลจากทหารและชาวบ้านที่อยู่ใน สมรภูมิสู้รบชั่วคราวบริเวณสามแยกบ้านท่าเรือในวันนั้น เขาเล่าว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบขับรถกระบะสองคันมาทางตลาดรือเสาะผ่านร้าน ค้าของคนพุทธ พอมาถึงหน้าฐานทหารก็กราดยิงเข้าใส่ จากนั้นก็จอดรถ ชายฉกรรจ์ในรถต่างกระโดดกรูกันลงมาและเข้าประชิดกำแพงและกระหน่ำยิงเข้าไปใน ฐานอย่างไม่ยั้งมือ
ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ยังได้ไล่เดินและยิงเข้าไปยังบ้านของคนพุทธทีละหลังๆ ชาวบ้านได้ยินเสียงตะโกนเป็นภาษามลายูว่า “ฆ่ามัน ฆ่ามัน” มีชาวบ้านที่ยิงปืนสวนออกมา ซึ่งกระสุนยิงถูกชายฉกรรจ์ที่กำลังเดินอยู่บนถนนประมาณหนึ่งหรือสองคน
ส่วนบริเวณด้านหน้าฐานทหาร คนร้ายก็ยิงอัดเข้าไปในฐานตลอดเวลาด้วยอาวุธปืนสงคราม ทำให้ทหารไม่สามารถยิงตอบโต้ได้มากนัก นอกจากนี้ คนร้ายยังยิงและขว้างระเบิดเข้าไปในฐานทหารด้วย สะเก็ดระเบิดถูกพลทหารหนึ่งนายเสียชีวิต
นายทหารชั้นสัญญาบัตรนายนี้อธิบายว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบพยายามจะเข้าไปในฐานให้ได้ แต่ไม่สามารถปีนข้ามกำแพงจากด้านซ้ายหรือขวาได้ เพราะถูกยิงสกัด เมื่อเข้าไม่ได้ พวกเขาจึงเปิดประตูใหญ่ด้านหน้าซึ่งเป็นบานเลื่อนหวังจะบุกเข้าไปในฐาน ชายฉกรรจ์ 3 คนเดินผ่านช่องประตูเข้าไป ทหารที่หลบอยู่ก็ยิงสกัด ชายคนที่อยู่ตรงกลางทรุดตัวลงทันที เพื่อนอีก 2 คนจึงรีบเข้ามาประคองแล้วลากตัวออกไป
การปะทะยาวนานกว่า 30 นาที แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ยังเจาะยังเข้าไปในฐานไม่ได้ โอกาสที่จะยึดฐานได้น้อยลงเรื่อยๆ ฝ่ายพวกเขามีการสูญเสียจากการยิงตอบโต้ และกำลังสนับสนุนของฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็กำลังผ่านด่านกีดขวางที่พวกเขาวางไว้ เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ด่านสกัด 4 ชั้นหวังสกัดการช่วยเหลือ
นายทหารคนเดิมเล่าว่าคนร้ายได้วางสิ่งกีดขวาง สกัดเส้นทาง 3 ทิศทางที่มุ่งมาสู่ฐานทหารที่บ้านท่าเรือความยาว 3-5 ก.ม. คือด้านทิศใต้ซึ่งเชื่อมต่อไปยัง อ.ศรีสาคร เส้นทางทิศเหนือมุ่งหน้าไปยังตลาดรือเสาะและอีกทางที่เชื่อมต่อกับต.บาตง ซึ่งเป็นเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี โดยคนร้ายได้โปรยตะปูเรือใบและตัดต้นไม้ขวางถนนหลังจากกลุ่มก่อเหตุขับรถหนี ผ่านไปได้แล้ว
สิ่งกีดขวางที่วางไว้บนถนนมีหลายชั้น ชั้นแรก เป็นการวางตะปูเรือใบและยางรถยนต์ที่ไหม้ไฟ ชั้นที่สองคือการโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่ขวางถนน ชั้นที่สามและสี่เป็นการวางชุดซุ่มยิง รถกระบะคันแรกของเจ้าหน้าที่วิ่งบดทับตะปูเรือใบในชั้นแรก ต้องจอดนิ่ง ใช้การไม่ได้ รถกระบะคันใหญ่อีกคันวิ่งผ่าไปได้แต่ไปเจอต้นไม้ขวางถนน เจ้าหน้าที่ต้องยืมเครื่องเลื่อยจากชาวบ้านมาเลื่อยไม้ที่ขวางถนนออกไป แต่เมื่อผ่านด่านต้นไม้มาได้ ก็ยังถูกซุ่มยิงอีก 2 จุด ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 คน แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปถึงที่เกิดเหตุได้ แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้หายตัวไปแล้ว มีการปะทะกันต่อเนื่องในช่วงที่คนร้ายหลบหนีและเจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม
จากการตรวจที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุกว่า 800 ปลอก อาวุธที่คนร้ายใช้ คือ ปืน M-16, AK 47 (อาก้า), ปืนกล MAX58, ระเบิดขนาด 40 มม.จำนวน 3 ลูกซึ่งสามารถยิงได้จากเครื่องยิงระเบิด M-79 หรือ M203 (ซึ่งชนิดหลังนี้เป็นชิ้นส่วนที่ติดกับปืน M-16) นอกจากนี้ ยังพบระเบิดแสวงเครื่องอีก 2 ลูกที่บรรจุไว้ในกระป๋องปลากระป๋อง พบอาวุธปืนซึ่งเชื่อว่าเป็นของคนร้ายตกอยู่ในพงหญ้าใกล้จุดเกิดเหตุซึ่งภาย หลังพิสูจน์ทราบว่าเป็นปืน M16 ของทหารที่ถูกฆ่าตัดคอในอ.รือเสาะเมื่อหลายปีก่อน
เหตุการณ์นี้มีนายทหารเสียชีวิต 1 นายและชาวบ้านคนพุทธอีก 2 คน ทหารบาดเจ็บ 5 นายและชาวบ้านคนพุทธอีก 2 คน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าฝ่ายคนร้ายน่าจะเสียชีวิตประมาณ 2-3 คน
ทหารได้เฝ้าติดตามการฝังศพในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อระบุบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับการโจมตีในครั้งนี้ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้าได้รายงานว่า มีการประกอบพิธีฝังศพชายสองคนซึ่งคาดว่าจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว ศพแรกมีการฝังที่กุโบร์แห่งหนึ่งใน ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และศพที่สองซึ่งฝังในกุโบร์ในพื้นที่ ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ตามฐานข้อมูลของทหาร นายอาหะมะเป็นน้องชายของนายอาซิ สะตะ มือผลิตระเบิดของกองกำลังติดอาวุธ RKK
ปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์ เอามวลชนคืน
“งานนี้เป็นสงครามมวลชน เขาต้องการดึงมวลชนของเขากลับ” พ.ท.วชิรพงษ์ บุญรัตน์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 กล่าว
ส่วนทหารอีกนายหนึ่งในหน่วยเดียวกันวิเคราะห์ว่า “พวกเขาทุ่มเททรัพยากรมาก เพราะงานนี้เป็นเหมือนการสร้างภาพลักษณ์ว่า ขบวนการยังคงมีความเข้มแข็งอยู่ ... นี่คือที่สุดของเขาแล้ว เขารวบรวมหัวกะทิของเขาทั้งหมดในปฏิบัติการครั้งนี้”
เขาอธิบายว่า การโจมตีครั้งนี้เชื่อว่า มีการใช้กำลังในการปฏิบัติการหน้าฐานประมาณ 20-30 คน แต่หากรวมคนที่วางด่านสกัดการติดตามด้วย ก็ประมาณเฉียดร้อยคน นายทหารผู้นี้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์นี้ใช้เวลานานกว่าการโจมตีครั้ง ก่อนๆ และใช้กระสุนมากกว่าครั้งก่อนๆ ด้วย เหมือนกับว่าพวกเขามุ่งมั่นที่จะต้องเอาชัยชนะกลับบ้านให้ได้ หลังจากที่การโจมตีฐานทหารก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลว
หลังเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้รอบใหม่ของขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี ไม่มีการบุกโจมตีฐานทหารอีกเลย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 9 มกราคม 2554 ซึ่งกลุ่มชายฉกรรจ์ได้เข้าโจมตีฐานกองร้อยทหารราบที่ 15121 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ฐานพระองค์ดำ” ซึ่งตั้งอยู่เขต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีทหารเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 13 คน ปืนกว่า 50 กระบอกและกระสุนกว่า 5,000 นัดถูกปล้นไป นับเป็นชัยชนะทางการทหารที่สำคัญของฝ่ายขบวนการและความพ่ายแพ้อย่างอดสูของ ฝ่ายรัฐ
แต่ความพยายามหลังจากนั้นไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555 กองกำลังของขบวนการบุกโจมตีฐานปฏิบัติการหมวดปืนเล็กที่ 2 กองร้อยปืนเล็กที่ 1 ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 32 ที่บ้านส้มป่อย ต.กาเยาะมาตี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่เชื่อมปัตตานีและนราธิวาส มีการปะทะเดือดประมาณ 20 นาทีกับทหาร แต่ไม่สามารถบุกเข้าฐานได้ มีทหารบาดเจ็บ 12 นายในเหตุการณ์นั้น
ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 พวกเขาได้เตรียมเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการร้อย ร.15124 ฉก.นราธิวาส 30 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเปาะลามะ –รือเสาะ บริเวณบ้านกาโดะ ซึ่งนับเป็นปฏิบัติการที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทหารทราบข่าวก่อนที่พวกเขาจะเข้าโจมตีและฝ่ายขบวนการเสียชีวิต 2 คนในการปะทะใกล้ๆ ฐาน
นายทหารนายนี้กล่าวว่า การโจมตีฐานที่บ้านท่าเรือในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการมากู้หน้าคืน รายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้น่าจะนำโดยกลุ่มของนายรอแปอิง อูเซ็งกับกลุ่มของนายโชฟ โต๊ะลือเนาะ ที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องอยู่ในเขต อ.รือเสาะ และ อ.รามัน
เสียงคนพุทธ เหยื่อบริสุทธิ์ของการสู้รบ
สถิติของอำเภอรือเสาะระบุว่า มีชาวพุทธอาศัยอยู่ในอำเภอนี้ประมาณ 2,200 คนหรือ 600 ครัวเรือนซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณเพียงร้อยละ 3 ในพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนพุทธอยู่บ่อยครั้งๆ ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจจะมีการย้ายออกเพิ่มขึ้น
“คนไทยพุทธในหมู่บ้านคุยกันว่าต้องระวังตัวให้มากขึ้น” ชาวบ้านรายหนึ่งที่สูญเสียแม่ของเขาในเหตุการณ์นี้กล่าว “ผมเองก็คาดอนาคตไม่ถูก แต่ญาติๆ ก็บอกว่าอย่าอยู่เลย เพราะมันเสี่ยง”
พ่อของเขาก็ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาในเหตุการณ์นี้และยังคงรักษาตัวอยู่ ในโรงพยาบาล เหตุโจมตีในครั้งนี้ไม่ได้เป็นความสูญเสียครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับกับเขา เมื่อห้าปีที่แล้วเขาได้สูญเสียลูกชายวัย 19 ปีไปจากการถูกลอบยิง
“ถ้าลูกชายผมไปทะเลาะกับใคร แล้วถูกตามมายิง ผมจะไม่ว่าอะไรเลย....ลูกชายผมผิดอะไร” เขาเล่าด้วยนัยน์ตาแดงก่ำพร้อมหยิบกระเป๋าเงินออกมาโชว์รูปเด็กหนุ่มหน้าใส ผิวขาวในเครื่องแบบนักเรียนที่เขายังคงพกติดตัวตลอดเวลา
“ในชีวิตผมไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ในอดีตเคยเจอเหตุการณ์โจรจับคนไทยพุทธไปเรียกค่าไถ่ แต่พวกเขาก็ไม่ยิงประชาชนเหมือนในปัจจุบัน” เขารำพึงพร้อมกับเล่าว่า นับตั้งแต่ปี 2547 คนพุทธที่บ้านท่าเรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบไปแล้ว 6 คน
ความรุนแรงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนพุทธกับมุสลิมให้พื้นที่เริ่มห่าง เหินกับมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านคนนี้เล่าว่า “ความไว้วางใจอาจจะไม่เต็มร้อย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เดิมมุสลิมก็มานั่งกินร้านกาแฟ ที่บ้านผมขายกาแฟ แต่พวกเขาก็โดนเตือนว่า ถ้าโดนยิงจะไม่รับผิดชอบ”
แม่ค้าคนพุทธอีกคนที่เปิดร้านขายของชำอยู่ข้างๆ ฐานทหารแสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงตกเป็นเป้าแห่งความรุนแรง แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนที่นี่แต่ก็อยู่ที่นี่มากว่า 16 ปีแล้ว ลูกสาวของเธอพูดภาษามลายูถิ่นได้และครอบครัวเธอก็เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน มุสลิมด้วยดีมาโดยตลอด
“คนพุทธหรือมุสลิม เราก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน” เธอกล่าวขณะกำลังตักอินทผลัมใส่ถุงเพื่อเตรียมขายในช่วงเทศกาลเดือนบวชของชาวมุสลิม
เหตุการณ์สำคัญใน อ.รือเสาะปี 2555
6 ม.ค. คนร้ายยิงอส. ในอ.รือเสาะ 6 นาย
ขณะรักษาความปลอดภัยโรงงานเย็บผ้าแฮนด์อินแฮนด์ บ้านยาแลเบาะ หมู่ที่ 5
ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ อส. เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 4 นาย1 มี.ค. คนร้าย 3 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน โดนคันแรกคนร้ายแต่งกายคล้ายชุดนักเรียนปอเนาะ ใช้ระเบิดชนิดขว้างมาตรฐานแบบ M-26 ขว้างใส่ร้านขายอาหารตามสั่ง เลขที่ 99 ต.รือเสาะ ใกล้กับวัดราษฎร์สโมสร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 ราย ซึ่งมีทั้งเด็กและคนชรา 7 มี.ค. รถกระบะของทหารฉก. นราธิวาส 30 ถูกลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 1 นาย 9 พ.ค. คนร้ายยิงถล่มใส่ฐานปฏิบัติการร้อย ร.15124 ฉก.นราธิวาส 30 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเปาะลามะ – รือเสาะ บริเวณบ้านกาโดะ หมู่ 4 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ คนร้ายเสียชีวิต 2 คนและทหารบาดเจ็บ 1 คน 19 มิ.ย. ทหารจากฉก.นราธิวาส 30 ปะทะกับคนร้ายบนเทือกเขาเขตรอยต่อ อ.รือเสาะ และ อ.บาเจาะ แต่กลุ่มคนร้ายหลบหนีไปได้ พบค่ายพักที่ใหญ่ที่สุดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดของกลางรวมกว่า 60 รายการ เช่น ปืนอาก้า ระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบไว้ในกระป๋องปลากระป๋อง 4 ก.ค. คนร้ายขว้างระเบิดใส่ศาลาริมน้ำภายในสวน กาญจนาภิเษก เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ คนร้ายจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 5 กก. ที่ลอบวางไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้ตำรวจและชาวบ้านบาดเจ็บ 12 ราย ซึ่งรวมถึงผู้กำกับการ สภอ.รือเสาะด้วย |
สภาที่ปรึกษาฯ ยันเดินหน้าดันรักษามะเร็งมาตรฐานเดียว
ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-07-26 16:50
ศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม ประธานคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ สภาที่ปรึกษาฯ เผยจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบประกันสุขภาพของไทย โดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอกเป็นอันดับหนึ่ง แม้ประเทศไทยจะเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากความแตกต่างด้านการ บริหารงาน เช่น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ อัตราการจ่ายเงินให้หน่วยบริการ ยาที่ได้รับ เป็นต้น สภาที่ปรึกษาฯ โดยคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ เล็งเห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการรักษาโรคมะเร็งมาตรฐานเดียว เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็ง จึงเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่องดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญคือ
1. ปรับสิทธิประโยชน์ และวิธีการรักษามะเร็งทุกโรคให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะยาราคาแพง ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้ง 3 ระบบ (1).ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2).ระบบประกันสังคม 3).สวัสดิการของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจและบุคลากรของรัฐ) โดยเป็นแบบเดียวกับระบบที่ดีที่สุด
2. ปรับวิธีจ่ายเงินให้หน่วยบริการ โดยเฉพาะวิธีจ่ายเงินสำหรับการรับยามะเร็งแบบผู้ป่วยนอกให้เป็นลักษณะเฉพาะ อัตราเดียวกัน แยกจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว เนื่องจากเป็นการรักษาที่มีราคาแพง สำหรับการจ่ายเงินแบบผู้ป่วยใน ให้จ่ายอัตราต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ที่เท่ากัน
3. ขอให้ทั้ง 3 กองทุน จัดงบประมาณให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์ และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เช่น การใช้สารเคมีในอาหาร การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ตับ เป็นต้น
ด้านนายอนันต์ เมืองมูลไชย สมาชิกคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ เตรียมยื่นความเห็นและข้อเสนอเพื่อคัดค้านนโยบาย “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคด้วยการพัฒนาทั้งระบบ” ซึ่งมีการเรียกเก็บค่าบริการร่วม 30 บาท ณ จุดบริการด้านสุขภาพ เนื่องจากการขอรับบริการด้านสุขภาพของประชาชนในแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่าย อื่นๆ ที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วย เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้น การเรียกเก็บค่าบริการร่วม 30 บาท เป็นการเพิ่มภาระของประชาชนที่มีรายจ่ายน้อย อีกทั้งข้อมูลและผลการสำรวจรายจ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนพบว่า ประชาชนในกลุ่มที่ยากจนถึงยากจนที่สุดต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูง กว่าประชาชนที่มีฐานะดี ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความไม่เสมอภาคด้านสุขภาพในกลุ่มที่มีฐานะแตกต่างกัน ดังนั้น สภาที่ปรึกษาฯ โดยคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ จึงเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อคัดค้านนโยบายดังกล่าว คือ ให้ยกเลิกการนำนโยบายเรียกเก็บเงิน 30 บาท ณ จุดบริการสุขภาพกลับมาใช้ และเร่งรัดการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศให้เกิดคุณภาพมาตรฐานเดียว และลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างของแต่ละกองทุน รวมทั้งกรณีที่ประชาชนบางกลุ่มยังต้องจ่ายเงินสมทบค่าดูแลรักษาสุขภาพของตน เอง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องจ่ายค่าดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากประชากรไทยทุกคนต้องแบกรับภาระในการจ่ายภาษีโดยเท่าเทียมกัน
