WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 27, 2012

GAG LAS VEGAS:HBD TS 2012

ที่มา Thai E-News



"สุกำพล" แถลงโชว์หลักฐานสำคัญ "สด.9" ตัวจริง ! ยัน "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ตรวจเลือกเป็นทหารกองเกิน

ที่มา uddred

 มติชน 27 กรกฎาคม 2555 >>>


จากกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนกระทรวงกลาโหม ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกร้องใช้เอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารวมทั้งมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร
ล่า สุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พร้อมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจ​ริงการปฏิบัติตัวของนายอภิสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ได้นำหลักฐาน ใบสำคัญ สด.9 ทั้งตัวจริง และ เอกสารที่ไม่อยู่ในระบบราชการมา​แสดงต่อสื่อมวลชนเพื่อเป็นการยื​นยัน ว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้รับการตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองเกินของกอ​งทัพบกซึ่ง เอกสารดังกล่าว ทางกองทัพได้ส่งให้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อนำไปตรวจสอบตั้งแต่วัน ที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะดำเนินการส่งเพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.สุกำพล ยืนยันว่าการออกมาชี้แจงในครั้ง​นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

Thursday, July 26, 2012

แฟนเพจ 'โอ๊ค' กระทบไหล่ 'ทักษิณ'

ที่มา Voice TV

 แฟนเพจ 'โอ๊ค' กระทบไหล่ 'ทักษิณ'



นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงกิจกรรม"เยี่ยมคนแดนไกล แบบไม่มีอภิสิทธิ์ชน กับพานทองแท้" ผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมระบุว่า พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ฝากขอบคุณแฟนเพจโดยบอกว่าการที่พวกเรากล้าที่จะพูดความ จริง และแชร์เรื่องที่เป็น2มาตรฐานและความไม่เป็นธรรมให้สังคมรับรู้ถือเป็นการทำ ประโยชน์ให้กับประเทศชาติ  แย้มกิจกรรมครั้งหน้าอาจต้องบินไกลกว่านี้ โดยรายละเอียดมีดังนี้ 
 
"เยือน" ฮ่องกงวันแรกผ่านไปด้วยดีครับ วันที่ 2 และ 3 นี้เป็นการ "เยี่ยม"ครับ
 
และแล้วสมาชิกในคณะ "เยี่ยมคนแดนไกล แบบไม่มีอภิสิทธิ์ชน กับพานทองแท้" ทั้งหมด 50 กว่าชีวิต (20 คนจากแฟนเพจ และ ทีมงานกับแนวร่วมเครือข่ายออนไลน์อีก 30 กว่าคน) ก็ได้ร่วมกันอวยพรวันเกิดคุณพ่อผมในวันนี้แล้วครับ หลังจากที่เมื่อคืนได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับคุณพ่อผมแบบส่วนตัวกว่า 2ชั่วโมงเต็มๆ 
 
บรรยากาศในร่วมรับประทานอาหารกับคุณพ่อผม เมื่อวาน ก็เป็นไปแบบเป็นกันเองนะครับ ช่วงแรกๆอาจจะเกร็งๆกันบ้าง อาจเนื่องมาจากแฟนเพจทั้ง20ท่าน แทบจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย แต่เมื่อคุณพ่อผมลุกขึ้นเดินทักทายและถ่ายรูปกับแต่ละท่านตามโต๊ะต่างๆ บรรยากาศก็ครึกครื้นขึ้นมาทันทีครับ แทบจะไม่มีใครสนใจอาหารตรงหน้าเลยครับ ต่างลุกขึ้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถ่ายรูปร่วมกัน แฟนเพจท่านใดที่อยากจะแชร์รูปแชร์คลิปกับเพื่อนๆก็ขอเชิญในโพสต์นี้เลยนะ ครับ
 
ส่วนวันนี้พวกเราก็ตื่นมาร่วมอวยพรวันเกิด คุณพ่อแต่เช้าครับ และคุณพ่อผมก็ได้ฝากขอบคุณแฟนเพจทุกท่าน โดยคุณพ่อได้บอกว่าการที่พวกเรากล้าที่จะพูดความจริง และแชร์เรื่องที่เป็น 2 มาตรฐานและความไม่เป็นธรรมให้สังคมรับรู้รับทราบ ถือเป็นการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และท่านก็ยังบอกอีกครับว่า เที่ยวบินนาซ่าในครั้งต่อๆไป อาจจะต้องบินไกลกว่านี้นะครับ
 
วันนี้ก็เอารูปมาฝากให้ดูกันเช่นเคยครับ หวังว่าทริปหน้า NASA no. 2,3,4,5,..... ท่านจะเป็นผู้โชคดี จะได้ถ่ายรูปร่วมกันนะครับ ความปรารถนาของคุณพ่อผม คงอยากถ่ายรูปกับแฟนเพจให้ครบทุกท่าน ซึ่งจะถ่ายให้ครบได้คงจะต้องเป็นที่เมืองไทย หวังว่าคงไม่ไกลเกินรอครับ
 
 
 
 
 
Source : http://www.facebook.com/oakpanthongtae
26 กรกฎาคม 2555 เวลา 16:13 น.

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: เศรษฐกิจไทยล่มสลายแน่ ถ้าไม่แก้ไข

ที่มา ประชาไท

 
 สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 
 
โลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิกฤติจากประเทศหนึ่งลุกลามขยายตัวไปทุกส่วนของโลก จากศูนย์กลางทุนนิยมโลกอเมริกาถึงยุโรป ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง บรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจึงต้องเตรียมความพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
 
ประเทศไทยพึ่งพิงการค้าการลงทุนระหว่างประเทศย่อมต้องได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรง จะเห็นได้ว่าในปี 2555 การส่งออกขยายตัวเพียง 12.8% และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3-5% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน
 
อีก 3 ปีข้างหน้า (2558) ประเทศในอาเซียน รวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community: AEC) แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้จึงเตรียมความพร้อมที่จะช่วงชิงโอกาสของการเปลี่ยน แปลงที่จะเกิดขึ้นอีก 3 ปีข้างหน้า เพราะจะมีฐานการผลิตและการตลาดเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายการค้าการลงทุนอย่างเสรีไร้ขีดจำกัด
 
พม่าสามารถปรับตนเองอย่างรวดเร็วด้วยการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการ เมือง เช่น การปล่อยตัวนักโทษการเมือง การยอมให้มีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ส่วนลาว-กัมพูชา มีรัฐบาลมั่นคง กำลังปรับปรุงระเบียบแบบแผนระบบราชการให้พร้อมกับการขยายตัวของการค้าการลง ทุน
 
ในขณะที่ประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจนกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ไทยเรามีขนาดของจีดีพี สูงเป็นอันดับที่ 21 ในบรรดา 179 ประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะเคยมีวิกฤติการณ์เศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 แต่ก็สามารถฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
 
แต่ทว่าหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ความรุนแรงและความผันผวนทางการเมือง รัฐบาลที่อ่อนแอ-อายุสั้น การบริหารประเทศด้วยระบอบอำมาตย์เฒ่า การสนับสนุนนักการเมืองเมื่อวานซืน ที่ใช้แต่ฝีปากกับฝีตีนมากกว่าใช้ฝีมือ ใช้กำลังทหารเข่นฆ่าประชาชนอย่างป่าเถื่อน นักการเมืองและข้าราชการสอพลอโกงกินรับตำแหน่งต่างตอบแทน ทำให้การบริหารงานราชการแผ่นดินเหลวแหลกเละเทะ
การทุจริตคอรัปชั่นแพร่ระบาดอย่างหนัก นักธุรกิจต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ-นักการเมืองที่คดโกง เป็นจำนวน 30-35% ของงบรายจ่ายและการลงทุน คิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 300,000 ล้านบาท จากงบรายจ่ายปี 2555 จำนวน 840,143.2 ล้านบาท
 
กลไกการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นสตง. หรือปปช. มิได้มีการปราบปรามกวาดล้างอย่างจริงจังเด็ดขาด แต่กลับทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ทำให้การทุจริตคอรัปชั่น เป็นมะเร็งร้ายในระบบเศรษฐกิจ
 
อุทกภัยน้ำท่วมเมื่อ ปี2554  รัฐบาลทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในการชดเชยเยียวยาประชาชน แต่ทว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ทำให้การเยียวยาประชาชนในเขตพื้นที่น้ำท่วม กลายเป็นประเด็นทางการเมือง จนทำให้การจ่ายเงินเยียวยาบานปลาย กลายเป็นกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
 
ความอ่อนหัดในการบริหารจัดการด้านพลังงานแทนที่จะลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้น้ำมันราคาถูกลง เพื่อลดต้นทุนการผลิตขนส่งภาคเกษตร แต่รัฐบาลกลับลดเก็บเงินเข้ากองทุนราคาน้ำมันในส่วนของเบนซิน ทำให้กองทุนขาดรายได้เดือนละ 7,000 ล้านบาท ในที่สุดเมื่อกองทุนน้ำมันขาดสภาพคล่อง จึงไม่สามารถพยุงราคาแก๊สแอลพีจีได้อีกต่อไป ต้องประกาศลอยตัวราคาตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้มีการขึ้นราคาจากกิโลกรัมละ 18 บาท เป็น 24 บาท หรือแอลพีจีขนาด 13.5 กิโลกรัม ถังละ 250 บาท จะเพิ่มขึ้นเป็น 350 บาท จะทำให้ค่าครองชีพด้านอาหารมีราคาแพงขึ้น
 
เรื่องน่ายินดีทางด้านเศรษฐกิจก็คือรัฐบาลเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300บาท หรือเพิ่มขึ้น 40% สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นการรักษาอำนาจซื้อของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาคือประสิทธิภาพการผลิตยังเพิ่มได้ไม่มากนัก เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงใช้แรงงานไร้ฝีมือเสียมากกว่า และในส่วนนี้หันกลับไปจ้างงานแรงงานต่างด้าว แทนที่แรงงานไทย ส่วนแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหางานทำไม่ได้ เป็นจำนวน 152,000 คน คิดเป็น 42.33% ของจำนวนผู้ว่างงาน ซึ่งหมายถึงการสูญเสียทางด้านการศึกษา ที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน
 
ส่วนภาคเกษตรก็ต้องพบกับภัยธรรมชาติ ความผันผวนของราคาพืชผลการเกษตร งบประมาณของรัฐได้ทุ่มเทเพื่อแทรกแซงกลไกการตลาด ด้วยการรับจำนำข้าวจะช่วยให้เกษตรกรรักษาระดับรายได้ การรับจำนำข้าวจะทำให้รัฐต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 500,000 ล้านบาท หากการบริหารจัดการหละหลวม จะเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นได้ง่าย
 
ปัญหาพื้นฐานภาคเกษตรมีมาช้านานแล้ว คือปัญหาการถือครองที่ดินทำกิน ชาวนาทั่วประเทศเช่านาสูงถึง 75% อีกทั้งประสิทธิภาพการผลิตต่ำ กล่าวคือชาวนาไทยปลูกข้าวตามยถากรรมได้ 448 กิโลต่อไร่ ส่วนเวียดนามปลูกข้าวได้ 862.4 กิโลต่อไร่ สูงกว่าไทย 2 เท่า
การทุ่มงบประมาณในโครงการประชานิยม ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ประกอบด้วย อาทิเช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลผลิต การปฏิรูปที่ดิน การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรสร้างอำนาจการตลาดด้วยตนเอง
 
การหลับหูหลับตาโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จะทำให้ทิศทางการพัฒนาด้านการเกษตรของไทยกลับหัวกลับหาง งบประมาณจำนวนมากถูกนำมาใช้ภายใต้ชื่อ “เศรษฐกิจพอเพียง” แบบผักชีโรยหน้า ก่อให้เกิดการสูญเปล่างบประมาณด้านการพัฒนาการเกษตร ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก
 
ยังมีโครงการขนาดยักษ์หรือเมกะโปรเจกต์จำนวนมากที่ไปไม่ถึงไหน อืดอาด ทั้งในเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ การสร้างทางรถไฟรางคู่ และรถไฟความไวสูง เมื่อเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งกำลังลงทุนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนของประเทศไทยยังทะเลาะกันไม่จบ จนไม่มีเวลาพัฒนาโครงการขนาดยักษ์ให้สำเร็จลุล่วงไปได้
 
การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้คงไม่สดใสเท่าใดนัก อีกทั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการกระจายรายได้แย่ที่สุด คือมีช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวย ห่างกัน 15 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งมีช่องว่างอยู่ราว 10 เท่า
 
ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจ-สังคมพบว่า ครัวเรือนมีหนี้สินคิดเป็น 56.9% ของประชากรทั้งหมด โดยมีหนี้เฉลี่ย 136,562 บาทต่อครัวเรือน
 
รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล เพื่อผลักดันนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ด้วยการออกพรบ.กู้เงินทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น จาก 42% เป็น 50% ของจีดีพีในปี 2556 หากเศรษฐกิจหดตัว การจัดเก็บภาษีไม่บรรลุเป้าหมาย จะนำมาซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศได้
 
โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำถึงขั้นล่มสลายมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ทีเดียว เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทางการเมือง อันได้แก่การรัฐประหาร ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ระบบตุลาการขาดความเป็นกลาง ไม่มีความน่าเชื่อถือ ภายใต้กฎหมายที่ล้าหลัง ศาลเป็นเครื่องมือทางการเมืองและการละเมิดสิทธิเสรีภาพ การจับกุมคุมขังนักโทษการเมือง การใช้มาตรา 112 ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง นำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ดังเช่น ความขัดแย้งระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขยายขอบเขตอำนาจไปก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และการยกเลิกโครงการนาซ่าสำรวจอากาศ เป็นต้น
 
ปัจจัยเสี่ยงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจะกลายเป็นระเบิดเวลา ทำลายล้างสังคมไทย โอกาสแห่งความฉิบหายทั้งหลายทั้งปวง กำลังใกล้เข้ามาถึงอยู่ในเร็ววันนี้

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์/เนลสัน แมนเดล่า ประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

 
 
วันนี้สภาผู้แทนคนเสื้อแดงในคุก จะอภิปรายพูดถึงคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกคนหนึ่ง เขาถูกกล่าวหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมทั้งหมด 5 คดี ต่างกรรม ต่างวาระ เขารับสารภาพไม่ขอต่อสู้คดี ศาลตัดสินจำคุกคดีละ 2 ปี 6 เดือน ให้นับต่อแต่ละคดี เวลานี้คดีสิ้นสุดหมดแล้ว
 
เขาผู้นี้ก็คือ อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวง ประธานกลุ่มแดงสยามนั่นเอง อาจารย์สุรชัย ติดคุกมาแล้ว 3 รอบ รวม 21 ปี โดยรอบแรก ถูกศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี แต่ถูกจองจำอยู่เพียง 3 ปี รอบที่สอง ถูกศาลทหารพิพากษาจำคุก 23 ปี หนึ่งคดี และพิพากษาประหารชีวิตอีกคดีหนึ่ง ถูกคุมขังอยู่ 16 ปี ส่วนรอบนี้เป็นรอบที่ 3 ถูกตัดสิน 5 คดี 12 ปี 6 เดือน ถูกขังมาแล้ว 1 ปี 4 เดือน ยังไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อีกกี่ปี
 
อาจารย์สุรชัย คาดว่าจะอยู่ในคุกประมาณ 6-7 ปี ก็จะทำสถิติเท่ากับท่านเนลสัน แมนเดล่า แห่งประเทศแอฟริกาใต้ ที่ติดคุกอยู่ 27 ปี ออกจากคุกตอนอายุ 76 ปี อ.สุรชัยปีนี้ อายุ 70 ปี ถ้าอยู่ในคุกอีก 6 ปี ออกจากคุก็ 76 ปี เท่ากับท่านเนลสัน แมนเดล่า และติดคุก 27 ปีเท่ากัน อ.สุรชัยจึงเป็น เนลสัน แมนเดล่า แห่งประเทศไทย แต่จะเป็นเพียงเนลสัน แมนเดล่า ที่ติดคุกเท่านั้น ไม่ใช่เนลสันที่เป็นประธานาธิบดีหรอก
 
ทำไม อ.สุรชัย จึงคิดว่าต้องถูกคุมขังอยู่ในคุกถึง 6-7 ปี เพราะคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครที่จะต้องถูกคุมขังอยู่นานขนาดนั้น เพราะเป็นคดีที่ละเมิดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์จะทรงมีพระเมตตาพระราชทานอภัยโทษเสมอ ซึ่ง อ.สุรชัย ก็เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานอภัยโทษประทานชีวิตให้มาแล้ว
 
อ.สุรชัย คงจะคาดการณ์ไปในทางร้ายว่า เพราะเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานอภัยโทษ ประหารชีวิตให้มาแล้วนั่นเอง จึงอาจจะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษพิเศษในครั้งนี้ เนื่องจากจะถูกมองว่าไม่เข็ดหลาบ จึงเตรียมติดคุกยาว ถึงขนาดทำพินัยกรรมเอาไว้ เผื่อตายในคุกทีเดียว
 
ที่ประชุมสภาผู้แทนคนเสื้อแดงในคุกมีความเห็นว่า อ.สุรชัย เป็นผู้ที่ไม่เชื่อถือกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเลย จึงไม่ต่อสู้คดี เพราะเคยผิดหวังและเจ็บปวดมาแล้วจากการกระทำของกระบวนการยุติธรรม ถูกยัดเยียดคดีและตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม เป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงที่สุด จึงคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ได้รับความเป็นธรรมอีก
 
ก็เป็นเรื่องที่ชาวไทยและชาวโลกจะได้ติดตามดูต่อไปว่า สิ่งที่ อ.สุรชัย คิดนั้นถูกหรือผิด รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการยื่นเรื่องราวทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราช ทานอภัยโทษพิเศษ แก่ อ.สุรชัย ในเดือนสิงหาคม 2555 นี้ ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ และเป็นปีแห่งพุทธชยันตี พระพุทธเจ้าตรัสรู้ 2,600 ปี จึงมีการสร้างกุศลยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมากมาย แต่ อ.สุรชัย ไม่มั่นใจว่าตนจะได้รับกุศลผลบุญด้วยหรือไม่
 
อดีตนักโทษประหารที่ผ่านการติดคุกมาแล้ว 21 ปี ด้วยวัย 70 ปี ถ้าต้องอยู่ในคุกอีก 6 ปีก็จะทำสถิติเท่ากับอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมเดล่า แห่งประเทศแอฟริกาใต้ กลายเป็น เนลสัน แมนเดล่า แห่งประเทศไทย ที่ประชุมสภาผู้แทนคนเสื้อแดงในคุก จึงมีมติอวยพรให้ อ.สุรชัย ได้มีชีวิตยืนยาว ถึงวันนั้นเพื่อรับการสดุดี
 
 
เสียงจากคุก
29 มิถุนายน 2555

สุรพศ ทวีศักดิ์: พระเวสสันดรละเมิดสิทธิมนุษยชน (?)

ที่มา ประชาไท

 

บางคนอ่านชาดกเรื่องพระเวสสันดรแล้วรับไม่ได้ เพราะเห็นว่า การบริจาคลูกเมียให้เป็นทาสรับใช้คนอื่นจะเป็นความดีได้อย่าง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนชัดๆ ยิ่งกว่านั้นหากคิดอย่างมีเหตุผลแล้ว การบริจาคลูกเมียให้เป็นทาสจะถือว่าเป็นความดี หรือบุญบารมีขั้นสูงจนส่งผลให้บรรลุโพธิญาณเป็นพุทธะได้อย่างไร ถ้าพระเวสสันดรเป็นคนอเมริกันคงถูกลูกเมียฟ้องเอาผิดทางกฎหมายแน่ๆ 
แต่บางทีคนที่คิดเช่นนี้ก็ลืมไปว่า เมื่อกว่าสองพันปีที่แล้วมีสังคมอเมริกันหรือยัง หรือมีความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในโลกนี้หรือยัง!
ประเด็นคือ ชาดกเรื่องพระเวสสันดรปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งหมายความว่า เป็นเรื่องเล่าในกรอบความคิดทางวัฒนธรรมของสังคมศาสนาของชาวอารยันในชมพู ทวีปเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว พระเวสสันดรนั้นมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีอำนาจออกแบบความ สัมพันธ์ทางสังคมและกำหนดคุณค่าทางจิตวิญญาณว่า สังคมต้องมีวรรณะ 4 คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัว สามีเป็นเจ้าของภรรยาและลูก พูดอีกอย่างว่าเมียและลูกเป็นสมบัติของสามีหรือพ่อ การกำหนดสถานะเช่นนี้ทำให้มีข้อผูกพันตามมาว่า เมียและลูกมีหน้าที่ต้องทำตามความประสงค์ของสามีหรือพ่อ
ทีนี้ตัวพระเวสสันดรนั้นก็รับเอาคุณค่าทางศาสนา คือ “ความหลุดพ้น” มาเป็นอุดมการณ์สูงสุดของตนเอง และเนื่องจากผู้เล่าเรื่องนี้คือพุทธะซึ่งเป็นผู้ปฏิรูปวัฒนธรรมฮินดู (ปราชญ์อินเดียอย่าง รพินทรนาถ ฐากูร คนหนึ่งล่ะที่ยืนยันเรื่องนี้) ก็เลยกำหนดให้ความปรารถนาพุทธภูมิหรือการบรรลุโพธิญาณเป็นพุทธะเพื่อสอน สัจธรรมแก่ชาวโลกเป็นอุดมการณ์สูงสุดของพระเวสสันดร ผู้ซึ่งตั้งปณิธานว่า การให้ทานหรือการเสียสละคือความดีอันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุ อุดมการณ์ดังกล่าว
ฉะนั้น เมื่อมองตามกรอบคิดของวัฒนธรรมทางสังคมและคุณค่าทางจิตวิญญาณคือ “ความหลุดพ้น” และผู้หลุดพ้นคือ “บุคคลในอุดมคติ” ซึ่งเป็นที่พึ่งของสังคม อันเป็นอุดมการณ์สูงสุดทางศาสนาในยุคนั้น การเสียสละลูกเมียของพระเวสสันดร จึงเป็นการกระทำที่ดีงามน่าสรรเสริญ
ทำไมคนยุคนั้นถึงเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ดีงามน่าสรรเสริญ? เราอาจเข้าใจโดยเปรียบเทียบความเสียสละเพื่อส่วนรวมในยุคสมัยของเรา เช่น บางคนอุทิศชีวิตเพื่ออุดมการณ์ที่เขาเชื่อว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม จนต้องละทิ้งครอบครัวเข้าป่าจับอาวุธ ยอมติดคุก กระทั่งยอมสละชีวิต คนเหล่านี้รู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์นั้นต้องเสี่ยง อาจทำให้เขาต้องพลัดพรากครอบครัว อาจถูกสังคมประณาม ติดคุก ถูกอุ้ม กระทั่งถูกฆ่าตาย แน่นอนว่า สำหรับบางครอบครัวเมื่อขาดผู้นำ ทุกอย่างอาจพังทลายลง เราจะบอกว่าคนเช่นนี้เป็นคนไม่ดี เพราะไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวได้หรือ ผมคิดว่าเราคงไม่มองเช่นนั้น แต่เราคิดว่าคนแบบนี้น่านับถือ เพราะเขายอมสละทุกอย่างเพื่ออุดมการณ์ที่เขาศรัทธาซึ่งเขาเชื่อว่าเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวม
เรื่องพระเวสสันดร เราก็อาจเข้าใจได้ทำนองเดียวกันนี้ คนยุคนั้นเชื่อว่าศาสดาผู้ค้นพบและสอนสัจธรรม/ศีลธรรมเป็นคนอุทิศตนเพื่อ ประโยชน์สุขแก่สังคม เพราะศาสดามีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นเท่านั้น หมดภาระที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง ฉะนั้น คนที่ยอมสละทุกอย่างเพื่อจะเป็นศาสดา (พุทธะ) ในอนาคตอย่างพระเวสสันดร จึงเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญ เหมือนกับคนที่เสียสละครอบครัว แม้กระทั่งอิสรภาพของตนเองบนเส้นทางอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมในยุคสมัยของเรา ก็คือคนที่กระทำสิ่งที่ทำได้ยากและน่าสรรเสริญเช่นเดียวกัน
สมภาร พรมทา เสนอไว้ใน An Essay Concerning Buddhist Ethics (สรุปใจความได้) ว่า เราสามารถเข้าใจการบริจาคลูกเมียของพระเวสสันดรได้ด้วยการเข้าใจความเป็น มนุษย์ของเขา (“เขา” นี่แปลมาจาก “his” ไม่มีราชาศัพท์) เช่น เมื่อเห็นชูชกโบยตีลูกชายลูกสาว พระเวสสันดรโกรธมากเกือบจะไม่ยอมให้ลูกแก่ชูชกอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นความเจ็บปวดจากความรักลูกก็ทำให้เขาทุกข์ทรมานใจเป็นทวีคูณ ความโกรธนั้นอาจหายไปได้ในเวลาไม่นาน แต่ความเจ็บปวดโศกเศร้าเพราะต้องสละลูกเมีย ทั้งที่รู้ถึงความทุกข์ทรมานของลูกเมียที่ต้องตกเป็นทาสของคนอื่นนั้นเป็น ทุกข์ที่ลึกซึ้งยากที่จะหายไปได้ แต่พระเวสสันดรก็ต้องทำตามอุดมการณ์ที่ตนเชื่อ
ลองเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเดินบนเส้นทางอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยและ ความเป็นธรรมในยุคสมัยของเรา เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในป่า ในคุก ทุกข์ทรมานจากการพลัดพรากพ่อแม่ คนรัก ลูกเมีย ออกจากป่ามาก็เจ็บปวดสับสนกับความพ่ายแพ้ อีกทั้งอาจรู้สึกผิดที่ตนเองละทิ้งความรับผิดชอบต่อครอบครัว เป็นต้น นี่คือความเป็นมนุษย์ที่เราเข้าใจได้ พระเวสสันดรก็มีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน แต่ก็ยอมเสียสละเพื่ออุดมการณ์ที่ตนคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมในยุคสมัย นั้น เช่นเดียวกับคนในยุคเราที่เสียสละเพื่ออุดมการณ์ที่พวกเขาคิดว่าเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวมในบริบทปัจจุบัน
แต่ที่สำคัญกว่าคือ ชาดกเรื่องพระเวสสันดรนั้น สอนว่า “ความถูกต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ” แม้ว่าจะต้องเสียสละและเจ็บปวดมากเพียงใดก็ตาม ดังคำกล่าวที่ว่า “พึงสละแม้ชีวิตเพื่อรักษาธรรม” มีชาดกจำนวนมากที่เล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาธรรมหรือความ ถูกต้อง พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ “วิถีที่ถูกต้อง” มาก เพราะคุณค่าชีวิตและอิสรภาพงอกงามออกมาจากการฝึกฝนตนเองตามวิถีที่ถูกต้อง (มรรค/ไตรสิกขา) พระเวสสันดรคือตัวอย่างของผู้ที่เดินทางยากในวิถี (means) สู่เป้าหมายที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง
สมมติว่า มียาวิเศษที่กินแล้วทำให้คนพ้นทุกข์กลายเป็นพุทธะได้ทันที พุทธศาสนาย่อมไม่สนับสนุนให้กินยาเช่นนั้นแน่นอน เพราะยาวิเศษไม่สามารถทำให้ชีวิตมีคุณค่าได้ คุณค่าของชีวิตเกิดจากการการใช้เสรีภาพเลือกทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง ใช้ศักยภาพและความพยายามของเราเองอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญอุปสรรคและความเจ็บปวดใดๆ ก็ตาม แต่โดยการดำเนินชีวิตตามวิถีที่ถูกต้องนั้นเอง ความหมายของชีวิต การเติบโตทางความคิด และจิตวิญญาณจึงอาจงอกงามปรากฏออกมาได้ ฉะนั้น วิถีกับหยุดหมายไม่อาจแยกจากกัน
แต่ก็น่าเสียดาย หากจะมีการเข้าใจผิดๆ ว่า เรื่อง “ทาน” ของพระเวสสันดร และการทำบุญเชิงประเพณีต่างๆ เป็น “ยาวิเศษ” ดลบันดาลทุกสิ่งได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความปรารถนาสุขส่วนตัว จนทำให้ค่านิยมทำดีของชาวพุทธจำกัดอยู่แค่ “การทำดีตามแบบแผนพิธีกรรม” เพื่อหวังผลดลบันดาลจากยาวิเศษให้ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อันเป็นค่านิยม “ทำดีเสพติดยาวิเศษ” จนไม่ลืมตามาดูทุกขสัจจะของสังคม
และทำให้ชาวพุทธปัจจุบันไม่สนใจการ “ทำดีอย่างมีอุดมการณ์” หรือการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม แม้ว่าตนเองต้องทนทุกข์ดังพระเวสสันดรทำเป็นแบบอย่าง ซึ่งเราอาจนำหลักคิดนี้มาปรับใช้อย่างสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันได้ ไม่ใช่รับมาทั้งดุ้น หรือด่วนปฏิเสธอย่างขาดการทำความเข้าใจสาระสำคัญ

คำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ: คดีแก้ รธน. คือ ล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ (อย่างเป็นทางการ)

ที่มา ประชาไท

 
ออกแล้ว คำวินิจฉัยกลาง (อย่างเป็นทางการ) ที่ 18-22/2555 เรื่องคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
26 ก.ค. 55 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่คำวินิจฉัยกลางที่ 18-22/2555 เรื่องคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ตามที่มีผู้ร้องให้ศาลวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ เป็นการล้มล้างการปกครองหรือเป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง โดยวิถีทางที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดกับมาตรา 68 หรือไม่ รวมทั้งสิ้น 29 หน้า โดยมีประเด็นวินิจฉัยทั้งสิ้น 4 ประเด็น
โดยประเด็นที่หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับคำร้องวินิจฉัยคดีนี้หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ศาลฯมีอำนาจหน้าที่ในการรับวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว ตามมาตรา 68 วรรคสอง โดยอัยการสูงสุดมีหน้าที่แค่พิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่มีอำนาจตัดสิทธิการร้องของบุคคลโดยตรง ในประเด็นที่สอง การแก้ไขรัฐธรมนูญ มาตรา 291 ทำได้ทั้งฉบับหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จะเป็นอำนาจรัฐสภา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติโดยประชาชน ดังนั้น ควรถามประชาชนก่อนแก้ไข ประเด็นที่ สาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภานี้ เป็นการล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะชี้ชัดได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดการล้มล้างการปกครอง เพราะเป็นเพียงการกล่าวอ้าง และแสดงความเป็นห่วงเท่านั้น จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และเมื่อยกคำร้องแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นที่ 4 เกี่ยวกับการยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมือง
โดยคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ มีรายละเอียด ดังนี้
คำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ: คดีแก้ รธน. คือ ล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ (อย่างเป็นทางการ)

"สมชัย สุวรรณบรรณ" ได้เสียงเอกฉันท์นั่ง ผอ.ไทยพีบีเอส

ที่มา ประชาไท

 
(26 ก.ค.55) เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. เทพชัย หย่อง โพสต์ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก Thepchai Yong แสดงความยินดีกับ สมชัย สุวรรณบรรณ อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส และอดีตบรรณาธิการข่าววิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทยประจำกรุงลอนดอน ที่ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) คนใหม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. เทพชัย หย่อง ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครตำแหน่งผู้อำนวยการดังกล่าว ส่งผลให้เหลือผู้เข้ารอบรับการสรรหาผู้อำนวยการ ส.ส.ท. 2 คน คือนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนายสมชัย สุวรรณบรรณ
ข้อบังคับ ส.ส.ท.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการรับสมัครและการสรรหา ผอ.ไทยพีบีเอส พ.ศ.2555 ระบุให้คณะกรรมการนโยบายตั้งคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่ง จำนวน 5 คน ประกอบด้วยตัวแทนคณะกรรมการนโยบาย 3 คน กับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 คน
โดยคณะกรรมการสรรหา ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 1.นางจินตนา พันธุฟัก กรรมการนโยบาย 2.รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ กรรมการนโยบาย 3.ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ส.ส.ท. (นายมนตรี กงไกรจักร์) 4.ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์) 5.นายกสภาทนายความ (นายสัก กอแสงเรือง)
ส่วนกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสที่มีสิทธิในการโหวตเลือกผู้อำนวยการไทยพีบี เอสคนใหม่ มีทั้งสิ้น 7 คน ประกอบด้วย 1.นางจินตนา พันธุฟัก 2.นายศิริชัย สาครรัตนกุล 3.นายกมล กมลตระกูล 4.ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน 5.นางมัทนา หอมลออ 6.รศ.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์ และ 7.รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ ทั้งนี้ ไม่รวม นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ที่ลาออกเพื่อสมัครเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสอีกครั้ง และนายสมชัย สุวรรณบรรณ ที่ลาออกเพื่อสมัครผู้อำนวยการไทยพีบีเอส


"ขอแสดงความยินดีกับคุณสมชัย สุวรรณบรรณ ที่ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้อำนวยการคนใหม่ของไทยพีบีเอส คณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสได้ประกาศเมื่อสักครู่ว่าได้เลือกคุณสมชัย ด้วยคะแนนเอกฉันท์
"คุณสมชัยเป็นอดีตหัวหน้าแผนกภาษาไทยของสถานีวิทยุบีบีซีในกรุงลอนดอน และเป็นกรรมการนโยบายตั้งแต่ชุดแรกก่อนได้รับเลือกกลับเข้ามาอีกครั้งเมื่อ สองปีที่แล้ว ก่อนลาออกเพื่อมาสมัครตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การ ในระหว่างเป็นกรรมการนโยบายมีบทบาทอย่างมากในการร่างข้อบังคับด้านจริยธรรม และกำหนดแนวนโยบายด้านข่าวและรายการของไทยพีบีเอส ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านสื่อมวลชนมากคนหนึ่ง ก่อนบีบีซี ก็เคยอยู่ในวงการหนังสือพิมพ์ ทั้ง The Nation และ Bangkok Post และหนังสือพิมพ์ภาษาไทยอีกหลายฉบับ
ผู้อำนวยการคนปัจจุบันจะหมดวาระในวันที่ 9 ตุลาคมนี้
"ขอให้คุณสมชัยประสบความสำเร็จในการนำพาไทยพีบีเอสไปสู่ความเป็นสื่อสาธารณะตามที่สังคมคาดหวัง"
เทพชัย หย่อง
ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก

รายงานพิเศษ: ถล่มฐานทหารรือเสาะ: ปฏิบัติการชิงมวลชน-แสดงแสนยานุภาพ

ที่มา ประชาไท

 
ร้านค้าของคนพุทธที่อยู่ติดกับฐานทหารบ้านท่าเรือใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส
ซึ่งถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยิงกราดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2555
(ภาพ: ฮัสซัน โตะดง)


แผนที่จำลองที่เกิดเหตุ  
จุดสกัดเป็นเพียงการคาดการณ์และแผนที่ไม่ได้ทำตามมาตราส่วน

 
ตู้โทรศัพท์ที่ถูกยิงเสียหายซึ่งตั้งอยู่ผั่งตรงข้ามของร้านค้าของคนพุทธที่อยู่ติดกับฐานทหาร
(ภาพ : นูรยา  เก็บบุญเกิด)

ทหารเคารพศพคนพุทธที่เสียชีวิตในเหตุการณ์การถล่มฐานทหารที่บ้านท่าเรือ
(ภาพ : นูรยา  เก็บบุญเกิด)

โก้มองเห็นรถกระบะบรรทุกชายฉกรรจ์เต็มหลังรถกำลังแล่นผ่านหน้าไป  พวกเขาสวมเสื้อยืดคลุมทับด้วยเสื้อเกราะกันกระสุนและมีอาวุธสงครามอยู่ใน มือ  โก้ถามตัวเองในใจเล่นๆ ว่า “แต่งตัวแบบนี้ เป็นเจ้าหน้าที่หรือโจรกันแน่”
ไม่ทันสิ้นเสียง “โก้” หรือนายพินิจ ทะวะชาลีย์ ชาวพุทธที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ห่างจากฐานทหารย่อยเพียงไม่กี่สิบเมตรก็ได้ยิน เสียงปืนรัวปังๆๆๆ  อาคารปูนสองชั้นที่กำลังถูกกระหน่ำยิงคือฐานปฏิบัติการหมวดปืนเล็กที่ 3 กองร้อยทหารราบที่ 15123 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30  ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านท่าเรือ หมู่ที่ 1 อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส กลุ่มก่อความไม่สงบได้เข้าโจมตีฐานในเวลาประมาณ 18.15 น. ของวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 เพียงหนึ่งวันก่อนการเริ่มต้นเดือนรอมฏอนซึ่งเป็นช่วงเวลาการถือศีลอดของชาว มุสลิม
ไม่เพียงแต่โจมตีฐานที่มั่นทางการทหารของรัฐไทยเท่านั้น   คนร้ายยังได้กราดยิงร้านค้าของคนพุทธกว่าสิบคูหาที่อยู่ติดกับฐานทหารอีก ด้วย  โก้แอบมองเหตุการณ์ระทึกขวัญอยู่หลังฟุตบาทสูงหน้าบ้านซึ่งทำหน้าที่เป็น บังเกอร์อย่างดีให้กับเขา  เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาโพล้เพล้ซึ่งปกติจะมีคนสัญจรไปมาพลุกพล่านและ มีรถยนต์ขับผ่านไปมาตลอด  แต่วันนั้นเส้นทางถนนถูกสกัดกั้นไม่ให้ยานพาหนะอื่นเข้ามาได้
เสียงปืนดังรัวราวห่าฝนยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมง  และเมื่อสิ้นเสียงก็พบรถจักรยานยนต์ล้มระเนระนาดอยู่ริมถนน ในจำนวนนี้มีรถจักรยานยนต์ 3 คันซึ่งเป็นพาหนะที่กลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนี้รวมอยู่ด้วย ห้องแถวพรุนไปด้วยฤทธิ์ของลูกปืน หลังคาทะลุ  ข้าวของในบ้านตกแตกกระจัดกระจาย ส่วนฐานทหารที่เดิมเคยเป็นอาคารอเนกประสงค์ของเทศบาล อ.รือเสาะเต็มไปด้วยรอยปูนกะเทาะเป็นจุดๆ จำนวนมากซึ่งเป็นร่องรอยของการถูกกระแทกด้วยกระสุนปืนและระเบิด บานหน้าต่างกระจกแตกหลายบาน ตาข่ายสีเขียวที่พาดด้านหน้าฐานขาดวิ่น
ทหารย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญ
นายทหารในหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30  อธิบายถึงเหตุการณ์ในวันนั้นจากการประมวลข้อมูลจากทหารและชาวบ้านที่อยู่ใน สมรภูมิสู้รบชั่วคราวบริเวณสามแยกบ้านท่าเรือในวันนั้น  เขาเล่าว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบขับรถกระบะสองคันมาทางตลาดรือเสาะผ่านร้าน ค้าของคนพุทธ  พอมาถึงหน้าฐานทหารก็กราดยิงเข้าใส่ จากนั้นก็จอดรถ  ชายฉกรรจ์ในรถต่างกระโดดกรูกันลงมาและเข้าประชิดกำแพงและกระหน่ำยิงเข้าไปใน ฐานอย่างไม่ยั้งมือ
ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ยังได้ไล่เดินและยิงเข้าไปยังบ้านของคนพุทธทีละหลังๆ ชาวบ้านได้ยินเสียงตะโกนเป็นภาษามลายูว่า “ฆ่ามัน ฆ่ามัน”  มีชาวบ้านที่ยิงปืนสวนออกมา ซึ่งกระสุนยิงถูกชายฉกรรจ์ที่กำลังเดินอยู่บนถนนประมาณหนึ่งหรือสองคน
ส่วนบริเวณด้านหน้าฐานทหาร คนร้ายก็ยิงอัดเข้าไปในฐานตลอดเวลาด้วยอาวุธปืนสงคราม ทำให้ทหารไม่สามารถยิงตอบโต้ได้มากนัก นอกจากนี้ คนร้ายยังยิงและขว้างระเบิดเข้าไปในฐานทหารด้วย  สะเก็ดระเบิดถูกพลทหารหนึ่งนายเสียชีวิต
นายทหารชั้นสัญญาบัตรนายนี้อธิบายว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบพยายามจะเข้าไปในฐานให้ได้ แต่ไม่สามารถปีนข้ามกำแพงจากด้านซ้ายหรือขวาได้ เพราะถูกยิงสกัด เมื่อเข้าไม่ได้ พวกเขาจึงเปิดประตูใหญ่ด้านหน้าซึ่งเป็นบานเลื่อนหวังจะบุกเข้าไปในฐาน ชายฉกรรจ์ 3 คนเดินผ่านช่องประตูเข้าไป ทหารที่หลบอยู่ก็ยิงสกัด ชายคนที่อยู่ตรงกลางทรุดตัวลงทันที  เพื่อนอีก 2 คนจึงรีบเข้ามาประคองแล้วลากตัวออกไป
การปะทะยาวนานกว่า 30 นาที แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ยังเจาะยังเข้าไปในฐานไม่ได้  โอกาสที่จะยึดฐานได้น้อยลงเรื่อยๆ   ฝ่ายพวกเขามีการสูญเสียจากการยิงตอบโต้  และกำลังสนับสนุนของฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็กำลังผ่านด่านกีดขวางที่พวกเขาวางไว้ เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ 
ด่านสกัด 4 ชั้นหวังสกัดการช่วยเหลือ
นายทหารคนเดิมเล่าว่าคนร้ายได้วางสิ่งกีดขวาง สกัดเส้นทาง 3 ทิศทางที่มุ่งมาสู่ฐานทหารที่บ้านท่าเรือความยาว 3-5 ก.ม. คือด้านทิศใต้ซึ่งเชื่อมต่อไปยัง อ.ศรีสาคร เส้นทางทิศเหนือมุ่งหน้าไปยังตลาดรือเสาะและอีกทางที่เชื่อมต่อกับต.บาตง ซึ่งเป็นเส้นทางที่คนร้ายใช้หลบหนี โดยคนร้ายได้โปรยตะปูเรือใบและตัดต้นไม้ขวางถนนหลังจากกลุ่มก่อเหตุขับรถหนี ผ่านไปได้แล้ว
สิ่งกีดขวางที่วางไว้บนถนนมีหลายชั้น ชั้นแรก เป็นการวางตะปูเรือใบและยางรถยนต์ที่ไหม้ไฟ ชั้นที่สองคือการโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่ขวางถนน ชั้นที่สามและสี่เป็นการวางชุดซุ่มยิง  รถกระบะคันแรกของเจ้าหน้าที่วิ่งบดทับตะปูเรือใบในชั้นแรก ต้องจอดนิ่ง ใช้การไม่ได้  รถกระบะคันใหญ่อีกคันวิ่งผ่าไปได้แต่ไปเจอต้นไม้ขวางถนน เจ้าหน้าที่ต้องยืมเครื่องเลื่อยจากชาวบ้านมาเลื่อยไม้ที่ขวางถนนออกไป  แต่เมื่อผ่านด่านต้นไม้มาได้ ก็ยังถูกซุ่มยิงอีก 2 จุด ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 คน  แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปถึงที่เกิดเหตุได้ แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้หายตัวไปแล้ว  มีการปะทะกันต่อเนื่องในช่วงที่คนร้ายหลบหนีและเจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม
จากการตรวจที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุกว่า 800 ปลอก อาวุธที่คนร้ายใช้ คือ ปืน M-16, AK 47 (อาก้า), ปืนกล MAX58,  ระเบิดขนาด 40 มม.จำนวน 3 ลูกซึ่งสามารถยิงได้จากเครื่องยิงระเบิด M-79 หรือ M203 (ซึ่งชนิดหลังนี้เป็นชิ้นส่วนที่ติดกับปืน M-16) นอกจากนี้ ยังพบระเบิดแสวงเครื่องอีก 2 ลูกที่บรรจุไว้ในกระป๋องปลากระป๋อง  พบอาวุธปืนซึ่งเชื่อว่าเป็นของคนร้ายตกอยู่ในพงหญ้าใกล้จุดเกิดเหตุซึ่งภาย หลังพิสูจน์ทราบว่าเป็นปืน M16 ของทหารที่ถูกฆ่าตัดคอในอ.รือเสาะเมื่อหลายปีก่อน
เหตุการณ์นี้มีนายทหารเสียชีวิต 1 นายและชาวบ้านคนพุทธอีก 2 คน ทหารบาดเจ็บ 5 นายและชาวบ้านคนพุทธอีก 2 คน  เจ้าหน้าที่เชื่อว่าฝ่ายคนร้ายน่าจะเสียชีวิตประมาณ 2-3 คน
ทหารได้เฝ้าติดตามการฝังศพในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อระบุบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับการโจมตีในครั้งนี้ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้าได้รายงานว่า มีการประกอบพิธีฝังศพชายสองคนซึ่งคาดว่าจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว ศพแรกมีการฝังที่กุโบร์แห่งหนึ่งใน ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และศพที่สองซึ่งฝังในกุโบร์ในพื้นที่ ต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา ตามฐานข้อมูลของทหาร นายอาหะมะเป็นน้องชายของนายอาซิ สะตะ มือผลิตระเบิดของกองกำลังติดอาวุธ RKK
ปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์  เอามวลชนคืน
“งานนี้เป็นสงครามมวลชน  เขาต้องการดึงมวลชนของเขากลับ” พ.ท.วชิรพงษ์ บุญรัตน์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30 กล่าว 
ส่วนทหารอีกนายหนึ่งในหน่วยเดียวกันวิเคราะห์ว่า “พวกเขาทุ่มเททรัพยากรมาก เพราะงานนี้เป็นเหมือนการสร้างภาพลักษณ์ว่า ขบวนการยังคงมีความเข้มแข็งอยู่ ... นี่คือที่สุดของเขาแล้ว เขารวบรวมหัวกะทิของเขาทั้งหมดในปฏิบัติการครั้งนี้”
เขาอธิบายว่า การโจมตีครั้งนี้เชื่อว่า มีการใช้กำลังในการปฏิบัติการหน้าฐานประมาณ 20-30 คน  แต่หากรวมคนที่วางด่านสกัดการติดตามด้วย ก็ประมาณเฉียดร้อยคน  นายทหารผู้นี้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์นี้ใช้เวลานานกว่าการโจมตีครั้ง ก่อนๆ และใช้กระสุนมากกว่าครั้งก่อนๆ ด้วย  เหมือนกับว่าพวกเขามุ่งมั่นที่จะต้องเอาชัยชนะกลับบ้านให้ได้ หลังจากที่การโจมตีฐานทหารก่อนหน้านี้ประสบความล้มเหลว
หลังเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้รอบใหม่ของขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี ไม่มีการบุกโจมตีฐานทหารอีกเลย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 9 มกราคม 2554  ซึ่งกลุ่มชายฉกรรจ์ได้เข้าโจมตีฐานกองร้อยทหารราบที่ 15121 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส  38   หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ฐานพระองค์ดำ” ซึ่งตั้งอยู่เขต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส  ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีทหารเสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ  13 คน ปืนกว่า 50 กระบอกและกระสุนกว่า 5,000 นัดถูกปล้นไป  นับเป็นชัยชนะทางการทหารที่สำคัญของฝ่ายขบวนการและความพ่ายแพ้อย่างอดสูของ ฝ่ายรัฐ
แต่ความพยายามหลังจากนั้นไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย  เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2555 กองกำลังของขบวนการบุกโจมตีฐานปฏิบัติการหมวดปืนเล็กที่ 2 กองร้อยปืนเล็กที่ 1 ชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 32 ที่บ้านส้มป่อย ต.กาเยาะมาตี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่เชื่อมปัตตานีและนราธิวาส  มีการปะทะเดือดประมาณ 20 นาทีกับทหาร แต่ไม่สามารถบุกเข้าฐานได้ มีทหารบาดเจ็บ 12 นายในเหตุการณ์นั้น
ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 พวกเขาได้เตรียมเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการร้อย ร.15124 ฉก.นราธิวาส 30 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเปาะลามะ –รือเสาะ บริเวณบ้านกาโดะ ซึ่งนับเป็นปฏิบัติการที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  ทหารทราบข่าวก่อนที่พวกเขาจะเข้าโจมตีและฝ่ายขบวนการเสียชีวิต 2 คนในการปะทะใกล้ๆ ฐาน
นายทหารนายนี้กล่าวว่า การโจมตีฐานที่บ้านท่าเรือในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการมากู้หน้าคืน  รายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้น่าจะนำโดยกลุ่มของนายรอแปอิง อูเซ็งกับกลุ่มของนายโชฟ โต๊ะลือเนาะ ที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องอยู่ในเขต อ.รือเสาะ และ อ.รามัน
เสียงคนพุทธ เหยื่อบริสุทธิ์ของการสู้รบ
สถิติของอำเภอรือเสาะระบุว่า มีชาวพุทธอาศัยอยู่ในอำเภอนี้ประมาณ 2,200 คนหรือ 600 ครัวเรือนซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณเพียงร้อยละ 3 ในพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนพุทธอยู่บ่อยครั้งๆ  ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจจะมีการย้ายออกเพิ่มขึ้น        
“คนไทยพุทธในหมู่บ้านคุยกันว่าต้องระวังตัวให้มากขึ้น”  ชาวบ้านรายหนึ่งที่สูญเสียแม่ของเขาในเหตุการณ์นี้กล่าว “ผมเองก็คาดอนาคตไม่ถูก แต่ญาติๆ ก็บอกว่าอย่าอยู่เลย เพราะมันเสี่ยง”
พ่อของเขาก็ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขาในเหตุการณ์นี้และยังคงรักษาตัวอยู่ ในโรงพยาบาล   เหตุโจมตีในครั้งนี้ไม่ได้เป็นความสูญเสียครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับกับเขา   เมื่อห้าปีที่แล้วเขาได้สูญเสียลูกชายวัย 19 ปีไปจากการถูกลอบยิง
“ถ้าลูกชายผมไปทะเลาะกับใคร แล้วถูกตามมายิง ผมจะไม่ว่าอะไรเลย....ลูกชายผมผิดอะไร” เขาเล่าด้วยนัยน์ตาแดงก่ำพร้อมหยิบกระเป๋าเงินออกมาโชว์รูปเด็กหนุ่มหน้าใส ผิวขาวในเครื่องแบบนักเรียนที่เขายังคงพกติดตัวตลอดเวลา
“ในชีวิตผมไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ในอดีตเคยเจอเหตุการณ์โจรจับคนไทยพุทธไปเรียกค่าไถ่ แต่พวกเขาก็ไม่ยิงประชาชนเหมือนในปัจจุบัน” เขารำพึงพร้อมกับเล่าว่า นับตั้งแต่ปี 2547 คนพุทธที่บ้านท่าเรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบไปแล้ว 6 คน  
ความรุนแรงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนพุทธกับมุสลิมให้พื้นที่เริ่มห่าง เหินกับมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านคนนี้เล่าว่า “ความไว้วางใจอาจจะไม่เต็มร้อย ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร  เดิมมุสลิมก็มานั่งกินร้านกาแฟ ที่บ้านผมขายกาแฟ  แต่พวกเขาก็โดนเตือนว่า ถ้าโดนยิงจะไม่รับผิดชอบ”
แม่ค้าคนพุทธอีกคนที่เปิดร้านขายของชำอยู่ข้างๆ ฐานทหารแสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงตกเป็นเป้าแห่งความรุนแรง แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนที่นี่แต่ก็อยู่ที่นี่มากว่า 16 ปีแล้ว  ลูกสาวของเธอพูดภาษามลายูถิ่นได้และครอบครัวเธอก็เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน มุสลิมด้วยดีมาโดยตลอด 
“คนพุทธหรือมุสลิม เราก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน” เธอกล่าวขณะกำลังตักอินทผลัมใส่ถุงเพื่อเตรียมขายในช่วงเทศกาลเดือนบวชของชาวมุสลิม



เหตุการณ์สำคัญใน อ.รือเสาะปี 2555
6 ม.ค. คนร้ายยิงอส. ในอ.รือเสาะ 6 นาย ขณะรักษาความปลอดภัยโรงงานเย็บผ้าแฮนด์อินแฮนด์ บ้านยาแลเบาะ หมู่ที่ 5 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ อส. เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 4 นาย
1 มี.ค. คนร้าย 3 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน โดนคันแรกคนร้ายแต่งกายคล้ายชุดนักเรียนปอเนาะ ใช้ระเบิดชนิดขว้างมาตรฐานแบบ M-26 ขว้างใส่ร้านขายอาหารตามสั่ง เลขที่ 99 ต.รือเสาะ ใกล้กับวัดราษฎร์สโมสร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 ราย ซึ่งมีทั้งเด็กและคนชรา
7 มี.ค. รถกระบะของทหารฉก. นราธิวาส 30 ถูกลอบวางระเบิด เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 1 นาย
9 พ.ค. คนร้ายยิงถล่มใส่ฐานปฏิบัติการร้อย ร.15124 ฉก.นราธิวาส 30 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเปาะลามะ – รือเสาะ บริเวณบ้านกาโดะ หมู่ 4 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ  คนร้ายเสียชีวิต 2 คนและทหารบาดเจ็บ 1 คน
19 มิ.ย. ทหารจากฉก.นราธิวาส 30 ปะทะกับคนร้ายบนเทือกเขาเขตรอยต่อ อ.รือเสาะ และ อ.บาเจาะ แต่กลุ่มคนร้ายหลบหนีไปได้ พบค่ายพักที่ใหญ่ที่สุดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดของกลางรวมกว่า 60 รายการ เช่น ปืนอาก้า ระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบไว้ในกระป๋องปลากระป๋อง
4 ก.ค. คนร้ายขว้างระเบิดใส่ศาลาริมน้ำภายในสวน กาญจนาภิเษก เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ คนร้ายจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนัก 5 กก.  ที่ลอบวางไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้ตำรวจและชาวบ้านบาดเจ็บ 12 ราย ซึ่งรวมถึงผู้กำกับการ สภอ.รือเสาะด้วย

สภาที่ปรึกษาฯ ยันเดินหน้าดันรักษามะเร็งมาตรฐานเดียว

ที่มา ประชาไท

 

26 ก.ค.55 คณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุขและคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดแถลงข่าวเรื่องการเสนอ (ร่าง) ความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง “รักษามะเร็งมาตรฐานเดียว ข้อเสนอเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย” พร้อมด้วย (ร่าง) ความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง “การสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ : กรณีศึกษาการพิจารณาความเหมาะสมในการเรียกเก็บค่าบริการร่วม 30 บาท ณ จุดบริการด้านสุขภาพในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ณ ห้องแถลงข่าว ขั้น 3 สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ
ศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม ประธานคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ สภาที่ปรึกษาฯ เผยจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบประกันสุขภาพของไทย โดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอกเป็นอันดับหนึ่ง แม้ประเทศไทยจะเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากความแตกต่างด้านการ บริหารงาน เช่น สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ อัตราการจ่ายเงินให้หน่วยบริการ ยาที่ได้รับ เป็นต้น สภาที่ปรึกษาฯ โดยคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ เล็งเห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการรักษาโรคมะเร็งมาตรฐานเดียว เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็ง จึงเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่องดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญคือ
1. ปรับสิทธิประโยชน์ และวิธีการรักษามะเร็งทุกโรคให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะยาราคาแพง ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้ง 3 ระบบ (1).ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2).ระบบประกันสังคม 3).สวัสดิการของข้าราชการ รัฐวิสาหกิจและบุคลากรของรัฐ) โดยเป็นแบบเดียวกับระบบที่ดีที่สุด
2. ปรับวิธีจ่ายเงินให้หน่วยบริการ โดยเฉพาะวิธีจ่ายเงินสำหรับการรับยามะเร็งแบบผู้ป่วยนอกให้เป็นลักษณะเฉพาะ อัตราเดียวกัน แยกจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว เนื่องจากเป็นการรักษาที่มีราคาแพง สำหรับการจ่ายเงินแบบผู้ป่วยใน ให้จ่ายอัตราต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ที่เท่ากัน
3. ขอให้ทั้ง 3 กองทุน จัดงบประมาณให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์ และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เช่น การใช้สารเคมีในอาหาร การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ตับ เป็นต้น
ด้านนายอนันต์ เมืองมูลไชย สมาชิกคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ เตรียมยื่นความเห็นและข้อเสนอเพื่อคัดค้านนโยบาย “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคด้วยการพัฒนาทั้งระบบ” ซึ่งมีการเรียกเก็บค่าบริการร่วม 30 บาท ณ จุดบริการด้านสุขภาพ เนื่องจากการขอรับบริการด้านสุขภาพของประชาชนในแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่าย อื่นๆ ที่นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วย เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้น การเรียกเก็บค่าบริการร่วม 30 บาท เป็นการเพิ่มภาระของประชาชนที่มีรายจ่ายน้อย อีกทั้งข้อมูลและผลการสำรวจรายจ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนพบว่า ประชาชนในกลุ่มที่ยากจนถึงยากจนที่สุดต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูง กว่าประชาชนที่มีฐานะดี ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความไม่เสมอภาคด้านสุขภาพในกลุ่มที่มีฐานะแตกต่างกัน ดังนั้น สภาที่ปรึกษาฯ โดยคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ จึงเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อคัดค้านนโยบายดังกล่าว คือ ให้ยกเลิกการนำนโยบายเรียกเก็บเงิน 30 บาท ณ จุดบริการสุขภาพกลับมาใช้ และเร่งรัดการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศให้เกิดคุณภาพมาตรฐานเดียว และลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างของแต่ละกองทุน รวมทั้งกรณีที่ประชาชนบางกลุ่มยังต้องจ่ายเงินสมทบค่าดูแลรักษาสุขภาพของตน เอง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องจ่ายค่าดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากประชากรไทยทุกคนต้องแบกรับภาระในการจ่ายภาษีโดยเท่าเทียมกัน

พนง.สืบสวน สรุป ‘พัน คำกอง’ โดนลูกหลงทหาร อนุดิษฐ์ ชี้อภิสิทธิ์-สุเทพต้องรับผิดชอบ

ที่มา ประชาไท

 

25 ก.ค.55 เวลาประมาณ 9.30 น. ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา รัชดา มีการไต่สวนการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ชาว จ.ยโสธร ซึ่งถูกยิงบริเวณถนนราชปรารภ ใกล้แอร์พอร์ทลิงค์ ที่เป็นจุดประจำการของทหาร เมื่อหลังเที่ยงคืนวันที่ 14 พ.ค.ต่อกับวันที่ 15 พ.ค.53 จากกรณีที่มีการยิงสกัดรถตู้ที่เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอซีที) ในฐานะเคยเป็นเลขาธิการศูนย์ติดตามช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยประชาชน (ศชปป.) ที่ตั้งโดยพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท. สมิต นันท์นฤมิตร พนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ จาก สน.พญาไท มาเบิกความ
พ.ต.ท. สมิต ได้เบิกความว่า วันเกิดเหตุหลังจากที่ผู้ตายนำรถแท็กซี่ไปส่งที่อู่ แล้วเดินกลับที่พัก แต่ไม่สามารถกลับได้จึงไปพักกับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คอนโด Ideo ขณะเกิดเหตุมีเสียงทหารประกาศเตือนรถตู้ของนายสมร ไหมทอง ที่ขับเข้ามาบริเวณนั้นเพื่อไม่ให้เข้ามา หลังจากนั้นมีการยิงสกัดรถตู้ ทำให้นายพันที่อยู่บริเวณนั้นด้วยถูกยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผลการตรวจหัวกระสุนในร่างผู้ตายและนายสมรผู้บาดเจ็บ เป็นกระสุนปืนความเร็วสูง และทหารมีกระสุนชนิดนี้ใช้ พร้อมทั้งในพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในการควบคุมของทหาร และจากการตรวจที่เกิดเหตุพบว่าแนวบังเกอร์ทหาร รถตู้นายสมรที่ถูกยิง และบริเวณสำนักงานขายคอนโด Ideao ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ตายอยู่เป็นจุดที่แนววิถีตรงกัน พนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้จึงได้เบิกความต่อศาลถึงการสรุปสำนวนคดีนี้ว่า นายพัน คำกองเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ยิงรถตู้นายสมร ไหมทอง แล้วพลาดไปโดน
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอซีที)
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เบิกความ การสลายการชุมนุมที่มีการใช้กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าจำนวนมากนั้น กระสุนที่ยิงขึ้นฟ้าจะมีความแรงตกลงมาไม่ต่างจากตอนยิงขึ้นจะสามารถทำให้บาด เจ็บและเสียชีวิตได้ เป็นที่ยอมรับไม่ได้ในทางสากล และการสลายการชุมนุมจะต้องมีการประกาศให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบล่วงหน้าก่อนใน แต่ละขั้นตอน แต่ที่เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่มีการประกาศล่วงหน้า และในวันที่ 10 เมษายน 53 มีการโยนแก๊สน้ำตามาจากอากาศยานในที่ชุมนุมที่มีคนจำนวนมากและไม่มีการ ประกาศเตือน ทั้งๆ ที่น้ำหนักของกระป๋องแก๊สน้ำตาที่ตกลงมาก็มีความอันตราย
อัยการได้ถามถึงลำดับการบังคับบัญชาในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทหาร น.อ.อนุดิษฐ์ เบิกความว่า จะต้องถูกสั่งมาตามลำดับขั้น แม้สุดท้ายผู้บังคับกองพันจะเป็นคนสั่งให้พลทหารภายใต้สังกัดตัวเองบรรจุ กระสุน แต่ผู้พันเองก็ไม่มีอำนาจไปสั่งให้ใครยิงได้จนกว่าผู้บังคับบัญชาที่เหนือ กว่าจะสั่งการลงมา เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติการทางการทหารผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวคือ ผู้บังคับบัญชาที่สูงที่สุดที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล และอัยการได้ถามต่อว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุดขณะนั้นคือใคร นอ.อนุดิษฐ์ ตอบว่าถ้าดูคำสั่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถือเป็นผู้กำกับการปฏิบัติการ ซึ่งได้ถูกแต่งตั้งโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อัยการ ถามต่ออีกว่ากรณีแบบนี้นายกรัฐมนตรีจะสามารถพ้นความรับผิดชอบที่มีการจัด ตั้ง ศอฉ. แต่งตั้งผู้อำนาจการ ศอฉ. ได้หรือไม่ นอ.อนุดิษฐ์ เบิกความว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ให้ภาระความรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของรัฐบาล แล้วการดำเนินการดังกล่าวแล้วไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย ตั้งแต่ 10 เม.ย. ถึง 19 พ.ค.53 ดังนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความฝ่ายผู้ตาย สอบถามต่อถึงรัฐบาลขณะนั้นได้มีการพยายามหยุดยั้งการตายและเจ็บหรือไม่ นอ.อนุดิษฐ์ ตอบว่าการตายยังคงมีอย่างต่อเนื่องภายหลังจาก 10 เมษายน 2553 เพราะรัฐบาลขณะนั้นไม่เปลี่ยนรูปแบบการใช้กำลังทหารและอาวุธ
น.อ.อนุดิษฐ์ ยังได้เบิกความอีกว่า หลังจากมีการสลายการชุมนุมในปี 2552 ที่นำมาสู่การบาดเจ็บทางสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้นำเรื่องดังกล่าวเข้า สู่กระบวนการพิจารณาของแต่ละคณะกรรมาธิการ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการใช้กำลังในช่วงตี 2 ตี 3 ของวันที่ 12 เมษายน 2552 ที่เข้าสลายการชุมนุมผู้ชุมนุมที่บริเวณสามเหลียมดินแดง และมาผลักดันที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมาธิการทุกชุดที่ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้สรุปการสลายการชุมนุมใน เวลากลางคืน โดยกำลังทหารและอาวุธสงคราม กระสุนจริง ไม่สามารถทำได้ จะสลายได้เฉพาะเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจนตก ส่วนการใช้กระสุนจริงจะกระทำไม่ได้
ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุม พ.ค.53 นั้น ทาง น.อ.อนุดิษฐ์ ได้เบิกความต่อด้วยว่าในขณะนั้นตนและ ส.ส.หลายท่านได้มีการของช่องทางการสื่อสารของทางรัฐบาลทั้งทีวีและวิทยุ เช่น ช่อง 11 รวมถึง ช่อง 3 ให้ฝ่ายค้านได้ทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่กลับได้รับการปฏิเสธ
ทนายความฝ่ายผู้ตายสอบถามความเห็นกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มักอ้างถึงชายชุดดำยิงผู้ชุมนุมหรือผู้ชุมนุมยิงกันเองนั้น นอ.อนุดิษฐ์ เบิกความเห็นว่า “จะเกิดจากชายชุดดำอย่างไรเป็นเรื่องที่รัฐบาลขณะนั้นต้องพิสูจน์ แต่หน้าที่ของรัฐบาลต้องปกป้องประชาชน ไม่ใช่นำเอาอาวุธมาดำเนินการกับประชาชน”
ศาลได้ถามเกี่ยวกับวีดีโอที่ถ่ายโดยนายคมสันต์ เอกทองมาก อดีตช่างภาพเนชั่นแชนเนล ที่ถ่ายเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ( Voice TV ได้มีการนำวีดีโอดังกล่าวมาเผยแพร่ในบางตอนด้วยสามารถดูได้ที่ http://news.voicetv.co.th/thailand/42919.html ) มีภาพเหตุการณ์การยิงสกัดรถตู้นายสมรว่าในคลิปวีดีโอดังกล่าวคิดว่าจะมีมี ชายชุดดำหรือไม่ นอ.อนุดิษฐ์ ตอบว่าเป็นไปไม่ได้เลย ในทางทหารจะมีคำว่า “การสถาปนาพื้นที่” ย่อมแวดล้อมไปด้วยกำลังทหาร การวางกำลังทหารนั้นไม่มีการวางกำลังเพียงแนวเดียว แต่ปกติการวางกำลังทหารจะมีส่วนที่เรียกว่าแนวหน้า รวมไปถึงแนวหลัง แนวสนับสนุน เป็นต้น เพราะฉะนั้นแนวปะทะแบบนี้(ตามวีดีโอ)ตรงนั้นคือแนวหน้า เพราะฉะนั้นในแนวอื่นจะไม่อนุญาตให้ชายชุดดำมาอยู่ร่วมกับแนวหน้าได้เลย ในทางทหารเป็นไปไม่ได้

คนในสังคมSocial Network ร่วม#HBDThaksin Twitter.com

ที่มา thaifreenews



คนในสังคมSocial Network Twitter.com
ร่วมอวยพรวันเกิดนายกทักษิณ 
นายกที่คนไทยคิดเป็นรักและคิดถึงมากที่สุด
ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ร่วมกันอวยพรวันคล้วยวันเกิด
ด้วยการแทค #HBDThaksin กันอย่างล้นหลาม
นาทีต่อนาที

เกาะติดโอ๊คเฟสบุ๊คแฟนเพจ Day 2

ที่มา thaifreenews






รายการเยี่ยมคนแดนไกล แบบไร้อภิสิทธิ์ชน
กับพานทองแท้ 24-26 ก.ค.25555 ครั้งที่ 1
Day 2  เที่ยวDisneyland Hong Kong
















ช่วงค่ำร่วมรับประทานอาหารกับคนแดนไกล
อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร นายกที่คนไทยคิดเป็น
รักและคิดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย







































http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=40578.0

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 26/07/55 ชีวิตนี้มีแต่ของปลอมๆ....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




โถ..ผู้ดี ปลอมๆ จอมตอแหล
ด้านจริงแท้ พวกนี้ อัปรีย์หลาย
เกิดมาปลอม นี่ นั่น มันมากมาย
หน้าไม่อาย พวกใบ้บ้า หลับตาเชียร์....


กระโดดอุ้ม ปกป้อง ตระกองกอด
คอยจิกตอด แอบอ้าง อย่างได้เสีย
มันดาหน้า ห้อมล้อม พร้อมคลอเคลีย
ผลัดกันเลีย สมสู่ เหมือนรู้ื่ทาง....


แม้นจับได้ ไล่ทัน มันช่วยแถ
คำวอแว โน้มน้าว เข้าถือหาง
เผยตัวตน และกำพืด ไม่จืดจาง
เป็นแบบอย่าง ชั่วช้า สุดสามานย์....


จะปกป้อง คนผิด หัดคิดด้วย
หรือพร้อมช่วย คนอัปรีย์ หนีทหาร
อย่ามาพูด วกวน อย่างลนลาน
เผยสันดาน ชั่วๆ มั่วทั้งปี...


เป็นได้แค่ เห็บหมัด สัตว์นรก
ล้านหยิบยก เอาแต่ได้ ไร้ศักดิ์ศรี
หวังกระเตง คนชั่ว ตัวกาลี
สิ่งดีๆ ไม่คิดทำ ระยำจริง....


๓ บลา / ๒๖ ก.ค.๕๕

ทำอย่างนี้ได้ยังไงเสื่อมเสียเกียรติคนดีอย่างอะปิสิทหมด

ที่มา การ์ตูนมะนาว


อย่าวิตกเกินเหตุ

ที่มา Thai E-News



ข้อสังเกตุการเสด็จสหราชอาณาจักรของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
อันเนื่องมาจากหมายกำหนดการพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาฯ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ในวันเสาร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ นี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา
นั้นเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่พสกนิกรผู้จงรักภักดีต่อพระราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นล้นพ้นยิ่งนัก ว่า น่าจะเป็นการบังเอิญที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ทรงมีพระราชกรณียกิจเสด็จยังประเทศมาเลเซีย และสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กรกฎาคม แล้วเสด็จต่อไปเยือนสหราชอาณาจักรจนกระทั่งถึงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม จึงจะเสด็จกลับพระนคร
แม้นว่าพระบรมโอรสาธิราชฯ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะทรงพระราชอิสสริยยศใกล้เคียงในทางสืบราชสันตติวงศ์*(1) นั่นคือพระเชษฐาทรง สยามมกุฏราชกุมาร และพระขนิษฐภคินี สยามบรมราชกุมารี แต่การที่มิอาจทรงสามารถเสด็จประทับร่วมพระราชพิธีมหามงคลอันสำคัญที่พระเชษฐาทรงมีพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา หรือ ๕ รอบนักษัตรเช่นนี้
ย่อม เป็นที่เสียอกเสียดายของไพร่ฟ้าจะได้ชื่นชมพระบารมีอย่างพร้อมหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวโรกาสที่พระชนกทรงบรรเทาอาการพระโลหิตซึมใต้เยื้อพระ สมอง เช่นเดียวกับพระชนนีทรงพระวรกายดีขึ้นไม่มีอาการแทรกซ้อนทางพระสมอง ดังนั้นในวันพระราชพิธีมหามงคลดังกล่าวจึงน่าที่จะเป็นวันที่ข้าราชบริพาร ทั้งหลายได้แซ่ซร้องชื่นชมพระบารมีต่อพระราชวงศ์อย่างถ้วนทั่ว
แต่กระนั้นก็ดี ในการเสด็จประเทศมาเลเซียของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ หมายกำหนดการแจ้งว่าทรงมีภารกิจนำคณะนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าชั้นปีสี่ไปทัศนศึกษา และจะทรงรับตำแหน่งสมาชิกกิติมศักดิ์ จากสถาบันเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วย
ส่วนการเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรอาจไม่ปรากฏหมายกำหนดการแน่นอน ทว่าเนื่องจากเป็นช่วงเวลาของการเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ณ นครลอนดอน วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พอดี จึงพออนุโลมว่าทรงเสด็จเป็นขวัญกำลังใจให้แก่นักกีฬาไทยที่แม้มีจำนวนไม่มากนัก หากการปรากฏพระวรกายย่อมเป็นทั้งศิริมงคลแก่พสกนิกรไทย และได้ประกาศนามประเทศไทยต่อประชาชนของประเทศเจ้าภาพไปพร้อมกัน
สำหรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นประธานในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในงานเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ์ ที่บริเวณท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๘ กรกฎาคมนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จต่างประเทศเนืองๆ เช่นเดียวกับพระขนิษฐภคินี นับว่าทรงภารกิจประกาศนามประเทศไทยให้ต่างชาติได้มักคุ้นอย่างมิเคยปรากฏมาก่อน ในทุกแห่งที่เครื่องบินโบอิ้งที่ทรงขับด้วยพระองค์เองไปลงจอด ดังเช่นเมื่อไม่นานมานี้เองก็ได้ทรงนำคณะข้าราชการในพระองค์ราว ๓๐ คนไปเยี่ยมชมร้านค้าของเก่ามีชื่อในเมืองแฮมเชียร์ ชนบทเล็กๆ แห่งหนึ่งของอังกฤษ
นับว่าทั้งสองพระองค์ สยามมกุฏราชกุมาร และสยามบรมราชกุมารี ล้วนทรงภารกิจในฐานะตัวแทนแห่งองค์พระประมุขให้นานาชาติรู้จักไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เป็นที่ผ่อนคลายกังวลของพสกนิกรผู้จงรักภักดีในยามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีโรคภัยให้ต้องระคายเคืองตามวิสัยของการเจริญพระชนมพรรษา นัยหนึ่งประดุจว่ามีพระผู้สืบราชสันตติวงศ์มั่นคงเป็นกำลังสอง เฉกเช่นเคยปรากฏมาในโบราณกาล
ครั้งหนึ่งนั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกู้ชาติ ทรงมีพระอนุชา คือพระเอกาทศรถเคียงข้างอย่างจอมทัพในการทำศึกกับไพรี อีกครั้งหนึ่งในราชวงศ์จักรีนี่เอง สมัยที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์อยู่นั้น ก็ทรงมีพระปิ่นเกล้าฯ พระอนุชาทรงพระราชอำนาจในการบริหารกิจการแผ่นดินเคียงข้างองค์พระมหากษัตริย์เช่นกัน*(2)
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าที่พสกนิกรผู้จงรักภักดี และมีความสนใจเป็นพิเศษอย่างห่วงใยต่อการสืบราชสันตติวงศ์จะต้องวิตกไปเกินเหตุจนกลายเป็นการแบ่งฝักฝ่ายดั่งข้าคนละเจ้า บ่าวคนละนาย ทำตัวเป็นอัลตร้ารอยัลลิสต์ มีความจงรักภักดีอย่างบ้าคลั่ง ลุ่มหลงเสียยิ่งกว่าสายเลือดขัตติยะเอง สร้างความอาฆาตเกลียดชังในหมู่พสกนิกรจนถึงขั้นห้ำหั่นทำลายล้างต่อกัน อันเป็นปัญหาสากรรจ์ของบ้านเมืองอยู่ทุกวันนี้



*(1) รัฐ ธรรมนูญ ๒๕๑๗ บัญญัติให้ราชนารีสืบราชสันตติวงศ์ได้ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๓๔ ให้กลับไปใช้กฏมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ โดยมอบพระราชอำนาจในการแก้กฏมณเฑียรบาลแก่พระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ดู ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในเดลี่นิวส์ http://www.dailynews.co.th/article/351/3959
*(2)  ทรง ได้รับพระบวรราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (พระมหาอุปราช) หรือที่ออกพระนามกันว่า "วังหน้า" มีพระเกียรติยศเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 เสมอด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดูวิกิพีเดีย http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2

แม้วน้ำตาคลอแฟนคลับแต่งกลอนอวยเบิร์ธเดย์63ปี หมอตุลย์แสนรู้ได้ยินหมาด่าชิงหมาเกิดแช่งไปตาย

 แฟนเพจน้ำตาคลออวยพรทักษิณ
เว็บไซต์go6tv รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่โรงแรมชื่อดังระดับห้าดาวบนเกาะเกาลูน โดยมีคุณ เอม พินทองทา ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ แพรทองธาร ชินวัตร พานทองแท้  ชินวัตร  พร้อมด้วย แป้ง อรจิรา แหลมวิไล ดารานักแสดงชื่อดัง  เพื่อร่วมงานเลี้ยงเป็นเกียรติต้อนรับแฟนเพจผู้โชคดีจำนวน20 คน ซึ่งคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมของนายพานทองแท้ ชินวัตร  ก่อนที่จะถึงวันเกิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 26 ก.ค. ที่จะถึง โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เมื่อเดินทางมาถึงแฟนเพจซึ่งรัก และคิดถึง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาสวมกอดด้วยความรัก คิดถึง พร้อมมอบของขวัญ ของที่ระลึกต่างๆ ให้แก่ท่าน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ  พร้อมอวยพรให้มีความสุข ได้กลับประเทศเร็ววัน

แฟนเพจท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ได้อ่านกลอนที่แต่งเองก่อนเดินทาง โดยในเนื้อหาบทกลอนกล่าวถึงประวัติการทำงานของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่อุทิศชีวิตการทำงานเพื่อประเทศชาติโดยตลอดมา แต่กลับโดนการเมืองทำร้ายอย่างหนักหน่วงจนพลัดบ้านพลัดเมือง เมื่ออ่านได้สักพักก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาร้องไห้โฮ ซบลงบนบ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ   ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ตลอดเวลาที่แฟนคลับท่านนี้อ่านกลอน ปรากฏว่าท่านทักษิณ น้ำตาเอ่อคลอและกล่าวขอบใจอย่างซาบซึ้งพร้อมเก็บกระดาษแผ่นนนั้นไว้

ใน โอกาสนี้ ทีมงาน go6tv ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้เกียรติมอบลายเซ็นบนภาพสัญลักษณ์ของเว็บไซต์อีกด้วย
**********
อีกด้านหนึ่งของผู้ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ...

Tul Sittisomwong
หมามันด่าแม้วว่า มาชิงกูเกิดทำไม ไอ้แม้วชิงหมาเกิด ไปตายซะ
ที่มา
Klong Prem Ladyao
14 ชั่วโมงที่แล้ว

ที่มา Thai E-News

 


กิ๊บ เก๋พาเที่ยว พาไปดูบรรยากาศ งานเลี้ยงอาหารเย็นมื้อพิเศษแบบส่วนตัว ของ พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับแฟนเพจ โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ที่ Marco Polo Hongkong Hotel เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 ภาพโดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง



แฟนเพจน้ำตาคลออวยพรทักษิณ

เว็บไซต์go6tv รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่โรงแรมชื่อดังระดับห้าดาวบนเกาะเกาลูน โดยมีคุณ เอม พินทองทา ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ แพรทองธาร ชินวัตร พานทองแท้  ชินวัตร  พร้อมด้วย แป้ง อรจิรา แหลมวิไล ดารานักแสดงชื่อดัง  เพื่อร่วมงานเลี้ยงเป็นเกียรติต้อนรับแฟนเพจผู้โชคดีจำนวน20 คน ซึ่งคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมของนายพานทองแท้ ชินวัตร  ก่อนที่จะถึงวันเกิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 26 ก.ค. ที่จะถึง โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เมื่อ เดินทางมาถึงแฟนเพจซึ่งรักและคิดถึง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาสวมกอดด้วยความรัก คิดถึง พร้อมมอบของขวัญ ของที่ระลึกต่างๆ ให้แก่ท่าน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ  พร้อมอวยพรให้มีความสุข ได้กลับประเทศเร็ววัน

แฟน เพจท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ได้อ่านกลอนที่แต่งเองก่อนเดินทาง โดยในเนื้อหาบทกลอนกล่าวถึงประวัติการทำงานของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่อุทิศชีวิตการทำงานเพื่อประเทศชาติโดยตลอดมา แต่กลับโดนการเมืองทำร้ายอย่างหนักหน่วงจนพลัดบ้านพลัดเมือง เมื่ออ่านได้สักพักก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาร้องไห้โฮ ซบลงบนบ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ   ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ตลอดเวลาที่แฟนคลับท่านนี้อ่านกลอน ปรากฏว่าท่านทักษิณ น้ำตาเอ่อคลอและกล่าวขอบใจอย่างซาบซึ้งพร้อมเก็บกระดาษแผ่นนนั้นไว้

ในโอกาสนี้ ทีมงาน go6tv ได้ ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้เกียรติมอบลายเซ็นบนภาพสัญลักษณ์ของเว็บไซต์อีกด้วย
**********
อีกด้านหนึ่งของผู้ต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ...

หมามันด่าแม้วว่า มาชิงกูเกิดทำไม ไอ้แม้วชิงหมาเกิด ไปตายซะ
ที่มา 
14 ชั่วโมงที่แล้ว

ศาลฎีกาฯสั่งเพิกถอนการสรรหา ส.ว. "ศรีสุข รุ่งวิสัย"

ที่มา uddred

 มติชน 26 กรกฎาคม 2555 >>>


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลนัดฟังคำสั่งคดีดำ ลต. (ส.ว.) 2/2555 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี นายศรีสุข รุ่งวิสัย ผู้คัดค้าน กรณี กกต.เพิกถอนสิทธิการสรรหาของนายศรีสุข เนื่องจาก กกต.ได้รับบัตรสนเท่ห์ว่านายศรีสุขเป็นผู้เสียสิทธิและไม่ได้แจ้งเหตุแห่ง การไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นนทบุรี เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2552 เมื่อ กกต.ตั้งอนุกรรมการไต่สวน และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เดิมนายศรีสุขมีภูมิลำเนาใน จ.นนทบุรี และเมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นนทบุรี นายศรีสุขไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ต่อมานายศรีสุขย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่เขตบางแค กทม. โดยเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2553 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (ส.ข.) การเลือกตั้ง 2 ประเภท กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแตกต่างกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. จะต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนไม่น้อยกว่า 1 ปี ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ข. จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 90 วัน นายศรีสุขแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก. แต่ตรวจสอบแล้วพบว่านายศรีสุขมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตบางแคไม่ถึง 1 ปี ดังนั้น นายศรีสุขจึงเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. จึงถือว่าก่อนวันลงทะเบียนเข้ารับสรรหาเป็น ส.ว. นายศรีสุขเป็นผู้เสียสิทธิเลือกตั้ง เพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นนทบุรี เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2552
เมื่อถึงเวลานัด นายศรีสุขได้แถลงต่อศาลขอเลื่อนฟังคำสั่งออกไป โดยรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แต่ศาลฎีกาฯวินิจฉัยแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็น จึงให้อ่านคำสั่งวันนี้
ศาล ฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องในคดีนี้ เนื่องจากมีอำนาจยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 238 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 โดยยื่นภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันประกาศรับรองผลการสรรหา ส.ว. เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2554
โดยคดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติในการถูกเสนอชื่อเข้าเพื่อเข้ารับการสรรหา ส.ว. หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2552 โดยไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นเหตุให้เสียสิทธิได้รับ การเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่ต่อมาในคราวที่ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) วันเดียวกันในวันที่ 29 ส.ค. 2553 ซึ่งผู้คัดค้านไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ก. เพราะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านไม่ครบระยะเวลาที่ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ คงมีสิทธิเลือกตั้งเฉพาะ ส.ข. เพียงอย่างเดียว ผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่มีหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิต่อผู้อำนวยการเขตบางแค เห็นว่า กำหนดระยะเวลาการเสียสิทธิตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. จะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งถัดมาจริงๆ เท่านั้น
ดัง นั้น ผู้คัดค้านจึงยังเป็นผู้เสียสิทธิได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหา เป็น ส.ว. การที่สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทยเสนอชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้เข้ารับ การสรรหาเป็น ส.ว. จึงไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีผลให้การสรรหา ส.ว. เป็นไปโดยไม่ถูกต้อง โดยผู้คัดค้านเข้าใจคลาดเคลื่อนเองว่า เมื่อไม่ได้ไปเลือกตั้ง ส.ข. แล้วได้ทำหนังสือแจ้งเหตุผลไปถึงผู้อำนวยการเขตบางแค แม้จะไม่มีหนังสือตอบกลับว่าเหตุผลดังกล่าวไม่มีเหตุอันควร ผู้คัดค้านจึงเข้าใจว่าตนยังไม่เสียสิทธิ กรณียังฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านยินยอมให้สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาฯเสนอชื่อเพื่อ เข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว. โดยไม่สุจริต จึงไม่มีเหตุที่จะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้คัดค้านตามคำร้อง
อาศัย อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 240 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 134 จึงคำสั่งให้เพิกถอนการสรรหา ส.ว. ในส่วนของนายศรีสุข รุ่งวิสัย ผู้คัดค้าน และให้มีการสรรหา ส.ว. ใหม่ในส่วนของผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
สำหรับนายศรีสุข ได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ว.สรรหา จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย กกต. มีมติเอกฉันท์ให้เพิกถอนสิทธิการสรรหาของนายศรีสุข เป็นผู้เสียสิทธิการเลือกตั้งตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.

ทุกประวัติศาสตร์ยืนยันว่า "ชาติพ้นวิกฤตเพราะประชาชนมากมายเสียสละ"

ที่มา Thai E-News

 25 กรกฎาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค Thavatchai Tangsirivanich



บันทึกที่จบด้วยคำว่า "ขอโทษที่ร่ายยาว มันอัดอั้น ก็เท่านั้นเอง" ของคุณธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ช่วยให้เราเห็นเบื้องหลังและคุณค่าของการทำงานวิชาการเพื่อความจริง  และมันยังช่วยยืนยันให้สังคมเห็นกันอีกครั้งว่า ทุกก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์  "ชาติพินาศ" เพราะ "คนเห็นแก่ตัว" และ "ชาติหลุดพ้นวิกฤต" เพราะ "มีคนมากมายที่เสียสละ"
 

 ผมเสียเงินไปสองแสนนิดๆ เพื่อแลกกับหนังสือเล่มนี้ แต่งโดยโวล็อง เดซ์ แวร์แก็ง (Vollant des Verquains) นายทหารฝรั่งเศสที่เข้ามาประจำการ ณ ป้อมบางกอกช่วงปลายแผ่นดินพระนารายณ์ หนังสือพรรณนาถึงการปฏิวัติผลัดแผ่นดินในสยาม ปี พ.ศ. ๒๒๓๑ เป็นจดหมายเหตุสำคัญและหายากที่สุดชิ้นหนึ่งในปัจจุบัน


ช่วงเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมได้พยายามรวบรวมหลักฐานต่างๆ ว่าด้วยสยามประเทศที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้นในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ จดหมาย แผนที่ หรือภาพพิมพ์ แน่นอนกว่าจะได้สิ่งเหล่านี้มา ผมต้องทุ่มเงินมหาศาลเพราะพ่อค้าฝรั่งมักขูดราคาแพงๆ แต่ผมก็จำเป็นต้องซื้อเพราะผมอยากให้หลักฐานเหล่านี้เก็บรักษาไว้ในสยามประเทศไทย

นักสะสมหนังสือเก่าที่ผมถือเป็นต้น แบบคือ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ท่านเร่ิมสะสมตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ ตอนนั้นท่านอายุ ๔๒ ปี ส่วนผมเร่ิมสะสมตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ตอนอายุ ๓๒ ปี ท่านใช้เวลาชั่วชีวิตสร้างคลังเก็บหลักฐานประวัติศาสตร์สยามที่พิมพ์ขึ้นในต่างประเทศ ผมเชื่อว่าห้องสมุดส่วนตัวของท่านน่าจะเป็นคลังความรู้เกี่ยวกับสยามประเทศที่สมบูรณ์ที่สุด ยากจะหาห้องสมุดใดเทียบทันได้

ผมได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะรวบรวมหนังสือฝรั่งว่าด้วยสยามประเทศให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่เล่มแรกสุดที่ตีพิมพ์ (Ambassades du Roy de Siam envoyé à l'Excellence du Prince Maurice) ค.ศ. ๑๖๐๘/พ.ศ. ๒๑๕๑ จนถึงปี ๒๔๗๕

ผมไม่รู้ว่าในช่วงเกือบ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมเสียเงินไปแล้วเท่าไหร่ บอกตามตรงว่าผมเองก็ไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร นาฬิกาสักเรือนก็ไม่มี ไอโฟนไอแพดก็ไม่มี รถก็ไม่มี แม้แต่บ้านสักหลังก็ยังไม่มี ต้องอาศัยอยู่คอนโดร่วมกับคนแปลกหน้านับร้อยพัน อนึ่ง เช้านี้ผมอ่านข่าวว่า ป.ป.ช. มีมติยึดทรัพย์ ๖๔ ล้านบาทจากข้าราชการระดับบิ๊กคนหนึ่ง ผมลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าสามารถยึดทรัพย์ทั้งหมดนี้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากเจียดเงินสักครึ่งหนึ่งมาซื้อหนังสือ แผนที่ ภาพพิมพ์ รวบรวมหลักฐานสยามที่กระจัดกระจายอยู่ในต่างแดน เงินก้อนนี้คงจะสามารถสร้างคลังประวัติศาสตร์ ต่อยอดองค์ความรู้ให้กับแผ่นดิน

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลทุ่มงบประมาณนับหมื่นนับแสนล้านซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อการประหัตประหาร แต่ไม่พร้อมจะเจียดเงินแค่ไม่กี่สิบล้านเพื่อติดอาวุธทางปัญญา ให้คนไทยได้เข้าใจถึงรากเหง้าความเป็นมาของแผ่นดิน
 
ขอโทษที่ร่ายยาว มันอัดอั้น ก็เท่านั้นเอง
* * * * ** * * *

บทเรียนนิติราษฎร์

ที่มา Voice TV

 



ข้อเสนอให้ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญของนิติราษฎร์ เงียบหายไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งในหมู่มิตรและศัตรู ไม่ค่อยได้รับการขานรับ ซึ่งทำให้กระแสต้านลดลงไปเช่นกัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะข้อเสนอให้ตุลาการ 8 คน มาจากคณะรัฐมนตรี 3 คน รัฐสภา 3 คน วุฒิสภา 2 คน ถูกมองว่าจะกลายเป็นคนของรัฐบาลเสียหมด ทำให้แม้แต่นักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยก็ไม่ใคร่เห็นด้วย ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งเป็นเรื่องดี แปลว่าเราไม่ได้คิดเอาชนะคะคานโดยไม่เลือกวิธีการอย่างพวกเขา

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่านิติราษฎร์ต้องการเอาชนะคะคาน แต่ข้อเสนอที่ออกมาทำให้คนไม่เข้าใจว่าทำไมเอาแต่ฝ่ายการเมือง ซึ่งผมเห็นว่านิติราษฎร์มีจุดอ่อนในวิธีการนำเสนอ หรือพูดอีกอย่าง ไม่ทันคิดให้ดีว่าควรเสนออย่างไรให้สังคมยอมรับ

แต่ไม่ใช่ว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์อ่อนเหตุผลโดยสิ้นเชิง


วรเจตน์


นิติราษฎร์อาจพลาดที่ไม่สามารถสร้างความเข้าใจโดยทั่วกันว่านี่คือ “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญ 2550 ในบริบทที่วุฒิสภากึ่งหนึ่งยังมาจากการลากตั้ง และองค์กรอิสระยังมาจากฝ่ายอำมาตย์ ปปช. กกต. ยังเป็นชุดเดิมที่แต่งตั้งโดย คมช. ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ก็ยังไม่ได้ปฏิรูป

นิติราษฎร์ไม่ได้เสนอ “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างใหม่ ถ้ายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ภายใต้โครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตย นิติราษฎร์ก็จะเสนอรูปแบบ “ถาวร” อีกครั้ง

คณะตุลาการที่นิติราษฎร์เสนอเป็น “องค์กรเฉพาะกิจ” ที่ตั้งขึ้นมา “แก้ลำ” รัฐธรรมนูญอำมาตย์และองค์กรอำมาตย์ คณะตุลาการที่นิติราษฎร์เสนอ ไม่ใช่ตัวแทนเสียงข้างมากที่ปฏิเสธเสียงข้างน้อย ถ้ามองเพียงระบอบรัฐสภาอาจเป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามองกลไกในรัฐธรรมนูญทั้งระบอบ คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญต่างหาก ที่จะเป็นเสียงข้างน้อย

สาเหตุที่ต้องเสนออย่างนี้ ก็เพราะพฤติกรรมของศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ถึงขีด “เหลือทน” ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาในแง่คำวินิจฉัยที่อ่อนเหตุผล ไม่มีหลักทางกฎหมาย จนถูกเคลือบแคลงว่าเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง เช่น คดีเปิดพจนานุกรมตีความออหมักทำกับข้าว คดีแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร “อาจจะ” ทำให้เสียดินแดน หรือคดียุบพรรคพลังประชาชน ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

แต่คดีล่าสุดที่ศาลรับคำร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่าล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามมาตรา 68 แม้ผลออกมาไม่ยุบพรรค ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ในทางนิติศาสตร์ ถือว่าร้ายแรงกว่าทุกคดี เพราะศาลได้ขยายอำนาจตัวเองเข้ามายับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่วงล้ำอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ตีความมาตรา 68 จน “และ” กลายเป็น “หรือ” และยังออก “คำเสนอแนะ” ว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ “ควรจะ” ลงประชามติ ทั้งที่ไม่ใช่ประเด็นของคดี และยังไม่ชัดเจนว่า ตุลาการได้ลงมติประเด็นนี้หรือไม่

จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ใช่แค่ “ยุบศาลรัฐธรรมนูญ” หากให้ก่อตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญขึ้นวินิจฉัยคดีโดยไม่ต้อง ผูกพันกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งแปลว่า คณะตุลาการสามารถวินิจฉัยใหม่ได้ว่า ตุลาการไม่มีอำนาจยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คนกลางมีจริงหรือ

ผมอ่านข่าวข้อเสนอนิติราษฎร์ (ไม่ได้ไปฟังเองที่ธรรมศาสตร์) ก็รู้แล้วละว่ายาก เพราะทัศนคติสังคมไทยปฏิเสธนักการเมือง ไม่เว้นแม้แต่นักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย

แน่นอน ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่กล้ารับข้อเสนอเพราะกลัวถูกมองว่าจะฮุบคณะตุลาการฯ

สมมตินิติราษฎร์เสนออีกอย่าง ให้มาจากมติคณะรัฐมนตรี 3 คนแต่กำหนดที่มาของการสรรหา เช่น มาจากที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศ มาจากสมัชชาคณาจารย์นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ทั่วประเทศ ฯลฯ ในส่วนรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภาเสนอชื่อ 1 คน ผู้นำฝ่ายค้าน 1 คน พรรคอื่นรวมกัน 1 คน มันก็คงเป็นข้อเสนอ “สวยหรู” ที่แม้จะกินไม่ได้แต่เท่

ในแง่ที่หนึ่ง มันผิดหลักการ ที่ประชุมอธิการบดี คณาจารย์ อะไรเทือกนั้น ไม่ใช่องค์กรที่เป็นผู้แทนปวงชน ไม่ได้รับมอบอำนาจจากปวงชน แม้แต่การบอกว่าประธานรัฐสภา 1 ผู้นำฝ่ายค้าน 1 ฟังเข้าท่าแต่ตลก เพราะเราต้องยึดตัวองค์กรคือรัฐสภา องค์กรที่นิติราษฎร์กำหนดไว้ได้แก่ รัฐบาล รัฐสภา วุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติตามที่ได้รับมอบจากปวง ชน

อ.วรเจตน์บอกผมว่าทีแรกอยากให้รัฐสภาเลือกด้วยมติ 2 ใน 3 เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลต้อง “รอมชอม” กับฝ่ายค้าน แบ่งโควตากันหรือหาคนที่ยอมรับร่วมกัน แต่ด้วยบรรยากาศทางการเมืองปัจจุบัน ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็คงตั้งคณะตุลาการไม่ได้ (อันนี้ผมว่าเอง 55) จึงต้องตัดใจโดยถือว่าอย่างน้อยฝ่ายค้านก็มีส่วนร่วมในกระบวนคัดสรร

คือถ้ารัฐบาลเสนอคนที่ย่ำแย่ ลำเอียง ประวัติไม่ดี ฝ่ายค้านก็มีสิทธิถลุงในที่ประชุมและในรายการ “สายล่อฟ้า”

ในอีกแง่หนึ่ง ที่บอกว่าเท่แต่กินไม่ได้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงอย่าไปฝันหาความ “เป็นกลาง” ที่ประชุมอธิการบดีเอย คณบดีเอย ตุลาการเอย ทั้งสมัยทักษิณและสมัย คมช.ก็เห็นแล้วว่าหาความเป็นกลางยาก

เลิกคิดเสียเถอะว่าจะหา “เทวดา” ลอยลงมาจากสวรรค์ ไม่มีอคติ สุคติ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่มีบุญคุณความแค้น ทุกคนเป็นมนุษย์ที่อยู่ในสังคมสีเทามาตลอด

แนวคิดของนิติราษฎร์ขัดจริตสังคมไทย ตรงที่เห็นว่าไหนๆ ก็ไม่มีใครเป็นกลางแล้ว ก็ให้มันชัดเจนไปซะว่าตุลาการมีที่มาจากฝ่ายไหน แบบเดียวกับอเมริกา ที่ประธานาธิบดีเสนอชื่อศาลสูง แต่เมื่อเป็นแล้ว พรรคไหนเสนอชื่อคุณ ประชาชนรู้ทั้งประเทศ ถ้าคุณยังหน้าด้านหน้าทนวินิจฉัยอย่างไร้เหตุผล เพื่อเข้าข้างพรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่เลือกมา ก็จะถูกประณาม ขับไล่ หรือยื่นถอดถอน

ซึ่งตามที่กล่าวแล้วว่าคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ อยู่ในบริบทของรัฐธรรมนูญ 2550 อำนาจถอดถอนยังอยู่กับวุฒิสภา ที่ลากตั้งเข้ามาเสียกึ่งหนึ่ง นั่นจะคานอำนาจกันอยู่ในตัว

แนวคิดของนิติราษฎร์เป็นแนวคิดใหม่ สวนกระแส บางคนรับไม่ได้ แต่ลองคิดกลับด้านดูว่า เวลาเราได้ตุลาการหรือกรรมการองค์กรอิสระมาจากกระบวนการที่อ้างว่า “เป็นกลาง” แล้ววินิจฉัยอย่างดันทุรังเนี่ย อะไรแย่กว่า ต้องไปเหนื่อยขุดคุ้ยว่าคนนั้นคนนี้เคยนิยมชมชอบพรรคการเมืองนี้ เคยมีหนี้บุญคุณมึความสัมพันธ์กับคนนี้ ฯลฯ

แต่ถ้าเห็นกันโต้งๆ ไปเลย สมมติรัฐบาลเสนอโภคิน พลกุล มาเป็นตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ โภคินก็ต้องระมัดระวังการวินิจฉัยลงความเห็น ถ้าจะวินิจฉัยให้รัฐบาลได้ประโยชน์ คุณก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอ ถ้าวินิจฉัย 10 เรื่อง ให้รัฐบาล 10 เรื่องตะพึดตะพือ ก็เสียสุนัขสิครับ สังคมจับตาอยู่ คราวนี้ละ สมคิด เลิศไพฑูรย์ จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ต้องเกรงใจว่าเป็นเจ้าภาพแต่งเมียให้ (เมียสมคิดเคยทำงานสำนักงานโภคินนะ จะบอกให้ เค้าไปปิ๊งกันที่นั่นแหละ)

แต่แน่นอน นี่เป็นทัศนะที่ต้องใช้เวลาอธิบายกับสังคม และยังต้องผ่านการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ หาจุดที่เหมาะสม แต่นิติราษฎร์นำเสนอโดยไม่ได้ปูพื้นฐานความคิดไว้เพียงพอ จึงเป็นธรรมดาที่กระแสสังคมไม่ยอมรับ

ถ้ามองย้อนหลัง (ฉลาดหลังเหตุการณ์) ก็อาจทำให้คิดอีกแบบว่า นิติราษฎร์ไม่น่าเสนอที่มาและองค์ประกอบของตุลาการ 8 คน เพียงเสนอหลักการตั้ง “คณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ” ขึ้นแทนศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อล้างแนวคำวินิจฉัยเดิม เพื่อเป็น “องค์กรแก้ลำ” รัฐธรรมนูญอำมาตย์ โดยละเรื่องที่มาองค์ประกอบไว้ ใช้ถ้อยคำสวยหรูหน่อย เช่น เป็นธรรม เป็นกลาง มีที่มาจากทุกฝ่าย ฯลฯ ก็อาจได้รับการยอมรับมากกว่านี้

เพียงแต่ต้องมาคิดกันว่า ถ้าทำแบบนั้นเท่ากับนิติราษฎร์ล้ำเส้นจากข้อเสนอทางวิชาการไปสู่การ “เล่นเกมการเมือง” หรือไม่

การเมือง การตลาด
จิตวิทยาสังคม

ผมสนับสนุนนิติราษฎร์ให้ทำหน้าที่นักวิชาการโดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายทางการ เมือง ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับนักวิชาการอีกข้าง ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ บิดเบือนหลักนิติศาสตร์หลักรัฐศาสตร์ เพื่อรองรับขบวนเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตนเองสนับสนุน

ผมยืนยันว่านิติราษฎร์จะต้องเสนอความเห็นโดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายทางการเมือง ไม่คำนึงว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ รวมทั้งไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจนเกินกรอบการทำหน้าที่นัก วิชาการ

ถ้าย้อนไปดูข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” จะพบว่าเป็นข้อเสนอที่พร้อมสมบูรณ์ทั้งในแง่หลักวิชา โดนใจมวลชน และช็อกฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังออกมาใน Timing ที่เหมาะสมคือ 5 ปีรัฐประหารและพรรคเพื่อไทยเพิ่งชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย

แน่นอน พรรคเพื่อไทยไม่ขานรับ แค่แบ่งรับแบ่งสู้ แล้วก็เงียบหายไป แต่มนต์ขลังของข้อเสนอทำให้นิติราษฎร์กลายเป็นผู้นำทางความคิดของมวลชน และเป็นที่เกลียดชังของฝ่ายตรงข้าม ความพยายามตอบโต้ยิ่งทำให้เห็นความอับจนของนักนิติศาสตร์ นักวิชาการ ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์

ครั้นนิติราษฎร์เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ร่วมกับนักวิชาการสันติประชาธรรม และนักเขียนแสงสำนึก ก็เริ่มมีเสียงข้างน้อยในข้างเดียวกันออกมาวิจารณ์ “ความผิดพลาดของนิติราษฎร์” ว่าไม่คำนึงถึงประเด็นทางการเมือง และจัดลำดับความสำคัญผิด เพราะควรมุ่งไปที่การปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพก่อนจะมาแตะเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว

ประเด็นที่พูดผมเข้าใจ แต่ไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ รัฐบาลเพื่อไทยและ นปช.ก็กล่าวเช่นกันว่าควรมุ่งไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน แต่สถานการณ์ขณะนั้น คดีอากง SMS ทำให้การเคลื่อนไหวคัดค้าน ม.112 ขึ้นสู่กระแสสูง ในทางสากล องค์กรสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลอารยะประเทศก็ออกมาแสดงความเห็น ไม่เสนอแก้ไขตอนนั้นจะไปเสนอแก้ไขเมื่อไหร่ แน่นอน เรารู้ว่าไม่มีทางสำเร็จ แต่นัยสำคัญของการเคลื่อนไหวคือให้การศึกษามวลชน ให้ความชัดเจนทางหลักวิชา ให้ความชัดเจนว่าอะไรคือเป้าหมาย เป้าหมายคือ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ” ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง ยังฟอกล้างแนวคิดสุดโต่งให้เข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกันให้มากที่สุด

ส่วนตัวผมประเมินว่าการเคลื่อนไหวแก้ไข 112 ของนิติราษฎร์และ ครก.ได้ผลชัดเจนเชิงคุณภาพ เป็นการยกระดับเชิงเนื้อหาให้มวลชนประชาธิปไตย และยังทลายกำแพงปิดกั้น กระทั่ง 112 กลายเป็นเรื่องถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันโดยเสรี

ข้อเสนอ 112 มี “คนกลางๆ” บางส่วนเห็นว่านิติราษฎร์ไม่น่าทำร่างแก้ไข “แรงส์” ซะขนาดนั้น ควรทำข้อเสนอที่สังคมพอรับได้ เช่น ลดโทษ แก้ไขการบังคับใช้ หรือการติชมโดยสุจริตไม่ถือเป็นความผิดก็ยังพอรับได้ แต่ไปทำให้คนยิ่งไม่พอใจกับการแยกความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ออกจากกัน หรือการเอาออกจากหมวดความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องทางหลักวิชาซับซ้อน

แต่ผมก็ยืนยันว่า เฮ้ย นิติราษฎร์เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย เมื่อจะเสนอแก้ไขกฎหมาย เขาก็ต้องทำให้ครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาทุกประการ จะมาขยักไว้ 2-3 ข้อไม่ได้ แต่เสนอไปแล้ว สมมติฝ่ายการเมืองจะแก้ไข โดยแก้ไม่หมด เอาแค่ 1-2 ประเด็น มันก็เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่มีหน้าที่พิจารณาความเหมาะสม พิจารณาว่าสังคมจะยอมรับได้แค่ไหน ขั้วอำนาจต่างๆ ยอมรับได้แค่ไหน

กระนั้นหากจะมีความผิดพลาดบ้าง ก็คือในการแถลงเนื้อหาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ในสัปดาห์ถัดมา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ กว้าง หนัก ต้องสร้างพื้นฐานความเข้าใจอีกระดับหนึ่ง อันที่จริงไม่น่าแถลงติดกัน (ผมเป็นนักข่าวการเมืองรายเดียวที่อยู่ในที่ประชุมครั้งแรก ก็ดันไม่ทักท้วง คิดไม่ถึง) พอเนื้อหาเยอะมากแล้วยกตัวอย่างรูปธรรมบางประการก็เกิด “จุดอ่อน” ที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตี เช่น การให้พระมหากษัตริย์สาบานตนพิทักษ์รัฐธรรมนูญเมื่อขึ้นครองราชย์ หรือการให้คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อประธานศาลฎีกาต่อรัฐสภา

นี่เป็นบทเรียนข้อแรก นิติราษฎร์ต้องคำนึงว่ามีฉลาม อนาคอนด้า ซอมบี้ เอเลียน เกรียน แมลงสาบ จ้องงับอยู่เต็มไปหมด ข้อเสนอเรื่องใดที่ต้องใช้เวลาอธิบายอย่างเป็นระบบ ไม่ควรหยิบยกขึ้นมาพูดผ่านๆ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูด

ข้อเสนอใดที่เป็นเรื่องอ่อนไหว (เช่นสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือสังคมมีทัศนคติในเชิงลบ (ต่อนักการเมือง) เมื่อเสนอต้องแจกแจงให้ชัดเจน อาจจะต้อง “อ่านทางข่าว” ว่า ASTV ไทยโพสต์ แนวหน้า ฯลฯ จะเอาไปพาดหัวโจมตีอย่างไร แล้วปิดช่องนั้นเสียแต่ต้น

ต้องเข้าใจสื่อนะครับ ถ้าพวกเขาตั้งธงได้แล้วละก็ ชี้แจงก็ว่าแก้ตัว ไม่พูดก็ว่ามีพิรุธหรือจนแต้ม ยิ้มเหมือนหลอก หยอกเหมือนขู่ ยังไงกรูก็จะเอาผิดเมริงให้ได้

เพื่อนผมรายหนึ่งเป็นนักการตลาด ไม่เหลืองไม่แดง เห็นด้วยกับข้อเสนอนิติราษฎร์หลายข้อ แต่ท้วงติงว่านิติราษฎร์ “ไร้เดียงสา” ผมเถียงคอเป็นเอ็นว่านักวิชาการก็ต้องเสนอตามหลักวิชา จะมามัวคำนึงถึงกระแสสังคมไม่ได้ แต่เพื่อนผมก็โต้ว่าในมุมมองของนักการตลาด ต้องรู้จักวิธี “เซลส์ไอเดีย” ให้เป็นที่ยอมรับ และต้องเข้าใจจิตวิทยาสังคม ว่าจังหวะไหนอะไรควรเสนอ อะไรไม่ควรเสนอ

ผมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เก็บมาคิดก็รู้สึกว่า แน่นอนนิติราษฎร์ต้องยืนหยัดในความเป็นนักวิชาการ เสนอความเห็นโดยไม่คำนึงว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ ไม่คำนึงถึงผลทางการเมืองว่าจะเป็นอย่างไร แต่ขณะเดียวกันก็ควรหวังผลของการเคลื่อนไหว หวังผลให้ประชาชนเข้าใจ เรียนรู้ และขานรับให้ได้มากที่สุด สลัดจุดอ่อนที่จะทำให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี แม้บางครั้งเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกโจมตี และต้องท้าทายให้โจมตี บางเรื่องเลี่ยงได้ เลี่ยงไปก่อน แต่บางเรื่องจำเป็นต้องชนก็ต้องชน

นิติราษฎร์ไม่ต้องการ “เล่นเกมการเมือง” แต่มาถึงขั้นนี้ก็จำเป็นต้องยอมรับว่านิติราษฎร์เป็น “ผู้นำทางความคิด” ของมวลชนจำนวนมาก ซึ่งก็ถือเป็น “ผู้นำทางการเมือง” ดอย่างเลี่ยงไม่พ้น การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยทาง “การเมือง” อย่างรอบคอบเช่นกัน

ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องนี้เพราะสามารถนั่งถกกับนิติราษฎร์ได้ เพียงแต่ผมมองว่านิติราษฎร์เป็นบุคคลสาธารณะของขบวนประชาธิปไตยไปแล้ว จึงเสนอประเด็นที่ควรช่วยกันขบคิด เสนอแนะ ปกป้อง สนับสนุน ให้การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์มีพลังสูงสุด ทะลุทะลวงประชาธิปไตยแบบอำมาตย์และตุลาการภิวัตน์

ข้อเสนอให้ตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ อาจเงียบหายไป ไม่เป็นไร สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหลังจากศุกร์ 13 แล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกสกัดโดย “กระแสรักสงบ” ของสังคมไทย ซึ่งเป็นผลจากการวางหมากร้ายลึกของฝ่ายอำมาตย์ สร้างกระแสที่ดูเหมือนรุนแรง แต่หยุดในจุดที่ตัวเองได้อำนาจ โดยไม่ไปถึงจุดร้ายแรง ผู้คนทั่วไปถอนหายใจโล่งอก และหันมากดดันรัฐบาลทำนองว่าอย่าทำให้เกิดความวุ่นวายกันอีกเลย (ซึ่งก็เป็นธรรมดาของสังคมไทยที่ชอบลูบหน้าปะจมูก ซุกปัญหาไว้ใต้พรม)

ขนาดนั้นผลโพลล์ก็ยังระบุว่ามีคนตั้ง 26% เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ ทั้งที่เป็นเรื่องเข้าใจยาก เป็นเรื่องใหม่มาก น่าพอใจอย่างยิ่งแล้วครับ แล้วค่อยผลักดันความคิดให้แพร่กระจายไปกว้างกว่านี้

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    24 ก.ค.55
..............................................

24 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:25 น.