WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 27, 2012

อ.วรเจตน์ คุณคือตัวจริง ที่ชาติต้องการ

ที่มา thaifreenews


 รัตนโกสินทร์ไม่สิ้นคนดี อ.วรเจตน์ คุณคือตัวจริง ที่ชาติต้องการ


http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=40665.0

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/07/55 กับดักขวากขวางเต็มทางเดิน....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




มีกับดัก ขวางทาง ทุกย่างก้าว
ทั้งปวดร้าว หมองหม่น ระคนไหว
คิดท้อถอย หรือฮึดสู้ อยู่ที่ใจ
หากประมาท จะพังได้ ในทันที....


จากผู้หญิง ตัวน้อยๆ ค่อยๆ ก้าว
แม้เหน็บหนาว ก็ยิ้มสู้ กู้ศักดิ์ศรี
ด้วยยึดมั่น แน่วแน่ แต่สิ่งดี
มากทวี สู่พี่น้อง ผองประชา....


อีกพวกคิด โสมม จ้องล้มรัฐ
แก้ รธน. ยังเซซัด ขัดแข้งขา
จ่อคิวอยู่ เรื่องน้ำท่วม อ่วมพารา
ล้วนรุมเร้า เข้าหา ตามราวี....


พรบ. ปรองดอง อาจต้องพับ
มือเร้นลับ ปักธงไว้ ให้ถอยหนี
พวกม๊อบเหลือง เริ่มโห่ร้อง จ้องโจมตี
พรรคอัปรีย์ ยิ่งคุ้มคลั่ง หวังทำลาย....


อีกปัญหา เศรษฐกิจ พิษหนักหน่วง
คือผลพวง จากทั่วโลก วิปโยคหลาย
องค์กรเถื่อน ก็ร่วมสร้าง ทางวุ่นวาย
เรื่องมากมาย เพียงอย่าท้อ...ต่อสู้มัน....


๓ บลา / ๒๗ ก.ค.๕๕

ธนาพล อิ๋วสกุล:ปฏิกริยาเมื่อดูสารคดีอภิวัฒน์สยาม2475เวอร์ชั่นเลื่อนฉายเป็นเดือนของTPBSจบ

ที่มา Thai E-News



โดย ธนาพล อิ๋วสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค Thanapol easakul

หลังจากใช้เวลา 58 นาที 8 วินาที ดูสารคดีเรื่องดังกล่าว ผมมีความเห็นดังต่อไปนี้ 

 1. สารคดีประวัติศาสตร์? 

ความคาดหวังสำหรับสารคดีประวัติศาสตร์อย่างน้อยต้องมี  เอกสาร ข้อมูล รูปภาพ เสียง  ที่ร่วมสมัยในประวัติศาสตร์มาบ้างปรากฎว่าตลอดเวลากว่า 1 ชั่วโมงวนเวียนอยู่ที่บรเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  ไม่มีแม้ไปเหยียบ จุดที่พระยาพหลยืนอ่านประกาศคณะราษฎน  นี่ไม่ตค้องพูดถึงประกาศณะราษฎร  ที่เป็นเอกสารสำคัญที่สุดของเหตุการณ์ 2475 ไม่มีพูดถึงแม้แต่คำเดียว  
ลองนึกดูว่าจะทำสารดคีการปฏิวัติอเมริกา 1776 โดยไม่มีคำประกาศอิสรภาพได้อย่างไร  ? หรือ เอกสารชิ้นสำคัญชิ้นนี้แสลง ใจคนทำเกินไป  เราไม่ได้ยินเพลง 24 มิถุนา  ฯลฯ  แต่เอาบทเพลงอะไรก็ไม่รู้ เขียนโดยไม่มีพลัง ไม่ต่างจากเพลงอกหักธรรมดา ๆ เพลงหนึ่งที่สันสน เหงา วังเวง 
นี่ยังไม่พูดถึง รายละเอียด “เล็กๆ”  น้อย ๆ เช่น พูดถึงบทบาทหนังสือพิมพ์ก่อน 2475 แต่ไปเอารูปหนังสือพิมพ์ปี 2482 มาขึ้นเฉย (พาดหัวประกาศสงคราม นั่นคือข่าวการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป)   หรือการเอาภาพเหตุการณ์มาผสมเพนเปกันให้มั่วไปหมด  

2. ถ่ายทำ (จงใจให้ดู) แย่

แม้ทีมงานจะเป็น “มืออาชีพ” แต่งานที่ออกมาไม่มีพลังแม้แต่นิดเดียว   เริ่มจากมุมกล้อง ที่ทำเหมือนกับสารคดี”ท่องเทียว”  เดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็หยุด ไม่มีจุดหมาย   ดนตรีประกอบ ดังที่พูดไปแล้ว  ว่าไม่สื่ออะไร  หรือเทคนิค เปิดสมุดเปล่า นั้นผมคิดว่าให้เด็กเริ่มหัดทำหนังสั้น ยังทำออกมาได้ดีกว่าอีก 
 แต่ถึงที่สุดแล้วผมคิดว่านี่เป็นผลสำเร็จของทีมงานถ่ายทำ หรืออาจจะเป็นสถานีด้วยที่ทำให้เรื่อง 2475 เป็นเรื่อง ของความสันสนวุ่นวาย ไม่จบไม่สิ้น  และดูไม่เป็นความหวังอะไรได้เลยมุกบิลกาแฟ 130 เพื่อจะโยงไป ร.ศ. 130 ภาษาวัยรุ่นเขาเรียก "มุกควาย"  

3 (ตั้งใจ) จับแพะชนแกะ

อาจจะเป็นเหตุที่คนทำมีธงอยู่ในใจอยุ่แล้วว่าจะให้ใครเป้นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย  การใช้เทคนิค ตัดต่อ พูดสลับไปมา ต่างบริบท ต่างคำถามแต่ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ยกตัวอย่างกรณีศรีศักร พูดเรื่องความเหลือมล้ำ ว่า 80 ปี  ประชาธิปไตยไทยไม่ได้แก้ปัญหา ความเหลือมล้ำ แต่หนักกว่าก่อน 2475 เสียอีก แล้วสลับมาที่ชาญวิทย์ บอกว่าสังคมมมีความเหลื่อมล้ำ จนกลายเป็นว่าชาญวิทย์ พูสนับสนุนศรัศักรเฉยเลย ทั้ง ๆที่จุดยืนศรีศักร กับชาญวิทย์แตกต่างกันในการประเมิน 2475  

หรือการเบรคสุลักษณ์ ที่บอกว่าต้องกลับไปดูว่าต้องย้อนกลับไปดูว่า เหตุการณ์  2475 มันมีการบิดเบือนอย่างไร แต่ ผู้สร้างทำให้สุลักษณ์เป็นตัวตลกไปโดยไปตัดเอาชอตที่ชาญวิทย์บอกว่าต้องกลับไปดูเป็น 100 ปี 150  ปี  

สิ่งเหล่านี้เห็นตลอด ทั้งเรื่อง 

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:จากมติชนออนไลน์ 23 มิถุนายน 2555

ไทยพีบีเอสเลื่อนฉายสารคดี "อภิวัฒน์สยาม 2475" จาก 22 มิ.ย. ไปปลายเดือนกรกฎาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพยนตร์สารคดี "อภิวัฒน์สยาม 2475" ซึ่ง เดิมทีมีกำหนดออกอากาศในเวลา 22.00 น. ของวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้ถูกเลื่อนออกอากาศออกไป และมีการงดเผยแพร่โฆษณาของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ในฉบับแรก  โดยล่าสุดทางไทยพีบีเอสและผู้สร้างภาพยนตร์สารคดีได้ปล่อยโฆษณาฉบับใหม่ออก มา ซึ่งขึ้นข้อความว่า 



"ขออภัย ที่สารคดี 2475 จำเป็นต้องเลื่อนออกอากาศ" 



"ขออภัย ที่ข้อมูลหลายส่วนของสารคดีนี้ อาจก่อให้เกิดคำถามในใจคุณ" 

"ขอร้อง ในระหว่างรอ... อยากให้คุณทำใจสบายๆ" 

"และพร้อมเปิดใจให้กว้างที่สุด" 

"เลื่อนออกอากาศปลายกรกฎาคมนี้ 3 วันติด..." 




(โฆษณาสารคดีฉบับแรก)
ด้านนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์แก่ทีมงานของภาพยนตร์สารคดีเรื่องดังกล่าว ได้แสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า
"เมื่อรายการนี้ มาสัมภาษณ์ ผมเคยทักว่า จะออกอากาศ ได้หรือ 

"สงสัยว่า ถ้าออกได้ เลื่อนจาก 24 มิ.ย. ไป ต้น ก.ค. ก็คงถูกหั่นไปเยอะ

"ครับ คงต้องใช้เวลา อีกไม่น้อย 

"ที่สื่อกระแสหลัก จะก้าวพ้นความกลัว freedom from fear and ignorance

"และมอง ปวศ. ให้มากกว่า เหรียญด้านเดียว ไปได้

"(ด้านหัวของเหรียญ คือ ชิงสุกก่อนห่าม แต่ด้านก้อย บอกว่า งอมจนร่วง ครับ)"



GAG LAS VEGAS:HBD TS 2012

ที่มา Thai E-News



"สุกำพล" แถลงโชว์หลักฐานสำคัญ "สด.9" ตัวจริง ! ยัน "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ตรวจเลือกเป็นทหารกองเกิน

ที่มา uddred

 มติชน 27 กรกฎาคม 2555 >>>


จากกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนกระทรวงกลาโหม ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกร้องใช้เอกสารอันเป็นเท็จ เพื่อเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารวมทั้งมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร
ล่า สุดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พร้อมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจ​ริงการปฏิบัติตัวของนายอภิสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ได้นำหลักฐาน ใบสำคัญ สด.9 ทั้งตัวจริง และ เอกสารที่ไม่อยู่ในระบบราชการมา​แสดงต่อสื่อมวลชนเพื่อเป็นการยื​นยัน ว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้รับการตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองเกินของกอ​งทัพบกซึ่ง เอกสารดังกล่าว ทางกองทัพได้ส่งให้กับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อนำไปตรวจสอบตั้งแต่วัน ที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะดำเนินการส่งเพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.สุกำพล ยืนยันว่าการออกมาชี้แจงในครั้ง​นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

Thursday, July 26, 2012

แฟนเพจ 'โอ๊ค' กระทบไหล่ 'ทักษิณ'

ที่มา Voice TV

 แฟนเพจ 'โอ๊ค' กระทบไหล่ 'ทักษิณ'



นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุถึงกิจกรรม"เยี่ยมคนแดนไกล แบบไม่มีอภิสิทธิ์ชน กับพานทองแท้" ผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมระบุว่า พ.ต.ท. ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ฝากขอบคุณแฟนเพจโดยบอกว่าการที่พวกเรากล้าที่จะพูดความ จริง และแชร์เรื่องที่เป็น2มาตรฐานและความไม่เป็นธรรมให้สังคมรับรู้ถือเป็นการทำ ประโยชน์ให้กับประเทศชาติ  แย้มกิจกรรมครั้งหน้าอาจต้องบินไกลกว่านี้ โดยรายละเอียดมีดังนี้ 
 
"เยือน" ฮ่องกงวันแรกผ่านไปด้วยดีครับ วันที่ 2 และ 3 นี้เป็นการ "เยี่ยม"ครับ
 
และแล้วสมาชิกในคณะ "เยี่ยมคนแดนไกล แบบไม่มีอภิสิทธิ์ชน กับพานทองแท้" ทั้งหมด 50 กว่าชีวิต (20 คนจากแฟนเพจ และ ทีมงานกับแนวร่วมเครือข่ายออนไลน์อีก 30 กว่าคน) ก็ได้ร่วมกันอวยพรวันเกิดคุณพ่อผมในวันนี้แล้วครับ หลังจากที่เมื่อคืนได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับคุณพ่อผมแบบส่วนตัวกว่า 2ชั่วโมงเต็มๆ 
 
บรรยากาศในร่วมรับประทานอาหารกับคุณพ่อผม เมื่อวาน ก็เป็นไปแบบเป็นกันเองนะครับ ช่วงแรกๆอาจจะเกร็งๆกันบ้าง อาจเนื่องมาจากแฟนเพจทั้ง20ท่าน แทบจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย แต่เมื่อคุณพ่อผมลุกขึ้นเดินทักทายและถ่ายรูปกับแต่ละท่านตามโต๊ะต่างๆ บรรยากาศก็ครึกครื้นขึ้นมาทันทีครับ แทบจะไม่มีใครสนใจอาหารตรงหน้าเลยครับ ต่างลุกขึ้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและถ่ายรูปร่วมกัน แฟนเพจท่านใดที่อยากจะแชร์รูปแชร์คลิปกับเพื่อนๆก็ขอเชิญในโพสต์นี้เลยนะ ครับ
 
ส่วนวันนี้พวกเราก็ตื่นมาร่วมอวยพรวันเกิด คุณพ่อแต่เช้าครับ และคุณพ่อผมก็ได้ฝากขอบคุณแฟนเพจทุกท่าน โดยคุณพ่อได้บอกว่าการที่พวกเรากล้าที่จะพูดความจริง และแชร์เรื่องที่เป็น 2 มาตรฐานและความไม่เป็นธรรมให้สังคมรับรู้รับทราบ ถือเป็นการทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และท่านก็ยังบอกอีกครับว่า เที่ยวบินนาซ่าในครั้งต่อๆไป อาจจะต้องบินไกลกว่านี้นะครับ
 
วันนี้ก็เอารูปมาฝากให้ดูกันเช่นเคยครับ หวังว่าทริปหน้า NASA no. 2,3,4,5,..... ท่านจะเป็นผู้โชคดี จะได้ถ่ายรูปร่วมกันนะครับ ความปรารถนาของคุณพ่อผม คงอยากถ่ายรูปกับแฟนเพจให้ครบทุกท่าน ซึ่งจะถ่ายให้ครบได้คงจะต้องเป็นที่เมืองไทย หวังว่าคงไม่ไกลเกินรอครับ
 
 
 
 
 
Source : http://www.facebook.com/oakpanthongtae
26 กรกฎาคม 2555 เวลา 16:13 น.

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: เศรษฐกิจไทยล่มสลายแน่ ถ้าไม่แก้ไข

ที่มา ประชาไท

 
 สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 
 
โลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิกฤติจากประเทศหนึ่งลุกลามขยายตัวไปทุกส่วนของโลก จากศูนย์กลางทุนนิยมโลกอเมริกาถึงยุโรป ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง บรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจึงต้องเตรียมความพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
 
ประเทศไทยพึ่งพิงการค้าการลงทุนระหว่างประเทศย่อมต้องได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรง จะเห็นได้ว่าในปี 2555 การส่งออกขยายตัวเพียง 12.8% และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3-5% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน
 
อีก 3 ปีข้างหน้า (2558) ประเทศในอาเซียน รวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community: AEC) แต่ละประเทศในภูมิภาคนี้จึงเตรียมความพร้อมที่จะช่วงชิงโอกาสของการเปลี่ยน แปลงที่จะเกิดขึ้นอีก 3 ปีข้างหน้า เพราะจะมีฐานการผลิตและการตลาดเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายการค้าการลงทุนอย่างเสรีไร้ขีดจำกัด
 
พม่าสามารถปรับตนเองอย่างรวดเร็วด้วยการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการ เมือง เช่น การปล่อยตัวนักโทษการเมือง การยอมให้มีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น ส่วนลาว-กัมพูชา มีรัฐบาลมั่นคง กำลังปรับปรุงระเบียบแบบแผนระบบราชการให้พร้อมกับการขยายตัวของการค้าการลง ทุน
 
ในขณะที่ประเทศไทยมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจนกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ไทยเรามีขนาดของจีดีพี สูงเป็นอันดับที่ 21 ในบรรดา 179 ประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะเคยมีวิกฤติการณ์เศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 แต่ก็สามารถฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
 
แต่ทว่าหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ความรุนแรงและความผันผวนทางการเมือง รัฐบาลที่อ่อนแอ-อายุสั้น การบริหารประเทศด้วยระบอบอำมาตย์เฒ่า การสนับสนุนนักการเมืองเมื่อวานซืน ที่ใช้แต่ฝีปากกับฝีตีนมากกว่าใช้ฝีมือ ใช้กำลังทหารเข่นฆ่าประชาชนอย่างป่าเถื่อน นักการเมืองและข้าราชการสอพลอโกงกินรับตำแหน่งต่างตอบแทน ทำให้การบริหารงานราชการแผ่นดินเหลวแหลกเละเทะ
การทุจริตคอรัปชั่นแพร่ระบาดอย่างหนัก นักธุรกิจต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ-นักการเมืองที่คดโกง เป็นจำนวน 30-35% ของงบรายจ่ายและการลงทุน คิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 300,000 ล้านบาท จากงบรายจ่ายปี 2555 จำนวน 840,143.2 ล้านบาท
 
กลไกการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นสตง. หรือปปช. มิได้มีการปราบปรามกวาดล้างอย่างจริงจังเด็ดขาด แต่กลับทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ทำให้การทุจริตคอรัปชั่น เป็นมะเร็งร้ายในระบบเศรษฐกิจ
 
อุทกภัยน้ำท่วมเมื่อ ปี2554  รัฐบาลทุ่มเงินจำนวนมหาศาลในการชดเชยเยียวยาประชาชน แต่ทว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ทำให้การเยียวยาประชาชนในเขตพื้นที่น้ำท่วม กลายเป็นประเด็นทางการเมือง จนทำให้การจ่ายเงินเยียวยาบานปลาย กลายเป็นกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
 
ความอ่อนหัดในการบริหารจัดการด้านพลังงานแทนที่จะลดภาษีสรรพสามิต น้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้น้ำมันราคาถูกลง เพื่อลดต้นทุนการผลิตขนส่งภาคเกษตร แต่รัฐบาลกลับลดเก็บเงินเข้ากองทุนราคาน้ำมันในส่วนของเบนซิน ทำให้กองทุนขาดรายได้เดือนละ 7,000 ล้านบาท ในที่สุดเมื่อกองทุนน้ำมันขาดสภาพคล่อง จึงไม่สามารถพยุงราคาแก๊สแอลพีจีได้อีกต่อไป ต้องประกาศลอยตัวราคาตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้มีการขึ้นราคาจากกิโลกรัมละ 18 บาท เป็น 24 บาท หรือแอลพีจีขนาด 13.5 กิโลกรัม ถังละ 250 บาท จะเพิ่มขึ้นเป็น 350 บาท จะทำให้ค่าครองชีพด้านอาหารมีราคาแพงขึ้น
 
เรื่องน่ายินดีทางด้านเศรษฐกิจก็คือรัฐบาลเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300บาท หรือเพิ่มขึ้น 40% สูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นการรักษาอำนาจซื้อของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาคือประสิทธิภาพการผลิตยังเพิ่มได้ไม่มากนัก เนื่องจากอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงใช้แรงงานไร้ฝีมือเสียมากกว่า และในส่วนนี้หันกลับไปจ้างงานแรงงานต่างด้าว แทนที่แรงงานไทย ส่วนแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหางานทำไม่ได้ เป็นจำนวน 152,000 คน คิดเป็น 42.33% ของจำนวนผู้ว่างงาน ซึ่งหมายถึงการสูญเสียทางด้านการศึกษา ที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน
 
ส่วนภาคเกษตรก็ต้องพบกับภัยธรรมชาติ ความผันผวนของราคาพืชผลการเกษตร งบประมาณของรัฐได้ทุ่มเทเพื่อแทรกแซงกลไกการตลาด ด้วยการรับจำนำข้าวจะช่วยให้เกษตรกรรักษาระดับรายได้ การรับจำนำข้าวจะทำให้รัฐต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 500,000 ล้านบาท หากการบริหารจัดการหละหลวม จะเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นได้ง่าย
 
ปัญหาพื้นฐานภาคเกษตรมีมาช้านานแล้ว คือปัญหาการถือครองที่ดินทำกิน ชาวนาทั่วประเทศเช่านาสูงถึง 75% อีกทั้งประสิทธิภาพการผลิตต่ำ กล่าวคือชาวนาไทยปลูกข้าวตามยถากรรมได้ 448 กิโลต่อไร่ ส่วนเวียดนามปลูกข้าวได้ 862.4 กิโลต่อไร่ สูงกว่าไทย 2 เท่า
การทุ่มงบประมาณในโครงการประชานิยม ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ประกอบด้วย อาทิเช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลผลิต การปฏิรูปที่ดิน การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรสร้างอำนาจการตลาดด้วยตนเอง
 
การหลับหูหลับตาโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จะทำให้ทิศทางการพัฒนาด้านการเกษตรของไทยกลับหัวกลับหาง งบประมาณจำนวนมากถูกนำมาใช้ภายใต้ชื่อ “เศรษฐกิจพอเพียง” แบบผักชีโรยหน้า ก่อให้เกิดการสูญเปล่างบประมาณด้านการพัฒนาการเกษตร ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก
 
ยังมีโครงการขนาดยักษ์หรือเมกะโปรเจกต์จำนวนมากที่ไปไม่ถึงไหน อืดอาด ทั้งในเรื่องสนามบินสุวรรณภูมิ การสร้างทางรถไฟรางคู่ และรถไฟความไวสูง เมื่อเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งกำลังลงทุนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนของประเทศไทยยังทะเลาะกันไม่จบ จนไม่มีเวลาพัฒนาโครงการขนาดยักษ์ให้สำเร็จลุล่วงไปได้
 
การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้คงไม่สดใสเท่าใดนัก อีกทั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการกระจายรายได้แย่ที่สุด คือมีช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวย ห่างกัน 15 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งมีช่องว่างอยู่ราว 10 เท่า
 
ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจ-สังคมพบว่า ครัวเรือนมีหนี้สินคิดเป็น 56.9% ของประชากรทั้งหมด โดยมีหนี้เฉลี่ย 136,562 บาทต่อครัวเรือน
 
รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล เพื่อผลักดันนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ด้วยการออกพรบ.กู้เงินทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น จาก 42% เป็น 50% ของจีดีพีในปี 2556 หากเศรษฐกิจหดตัว การจัดเก็บภาษีไม่บรรลุเป้าหมาย จะนำมาซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อฐานะการคลังของประเทศได้
 
โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะตกต่ำถึงขั้นล่มสลายมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ทีเดียว เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทางการเมือง อันได้แก่การรัฐประหาร ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ระบบตุลาการขาดความเป็นกลาง ไม่มีความน่าเชื่อถือ ภายใต้กฎหมายที่ล้าหลัง ศาลเป็นเครื่องมือทางการเมืองและการละเมิดสิทธิเสรีภาพ การจับกุมคุมขังนักโทษการเมือง การใช้มาตรา 112 ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง นำมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ดังเช่น ความขัดแย้งระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขยายขอบเขตอำนาจไปก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และการยกเลิกโครงการนาซ่าสำรวจอากาศ เป็นต้น
 
ปัจจัยเสี่ยงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจะกลายเป็นระเบิดเวลา ทำลายล้างสังคมไทย โอกาสแห่งความฉิบหายทั้งหลายทั้งปวง กำลังใกล้เข้ามาถึงอยู่ในเร็ววันนี้

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์/เนลสัน แมนเดล่า ประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

 
 
วันนี้สภาผู้แทนคนเสื้อแดงในคุก จะอภิปรายพูดถึงคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกคนหนึ่ง เขาถูกกล่าวหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมทั้งหมด 5 คดี ต่างกรรม ต่างวาระ เขารับสารภาพไม่ขอต่อสู้คดี ศาลตัดสินจำคุกคดีละ 2 ปี 6 เดือน ให้นับต่อแต่ละคดี เวลานี้คดีสิ้นสุดหมดแล้ว
 
เขาผู้นี้ก็คือ อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสนามหลวง ประธานกลุ่มแดงสยามนั่นเอง อาจารย์สุรชัย ติดคุกมาแล้ว 3 รอบ รวม 21 ปี โดยรอบแรก ถูกศาลพิพากษาจำคุก 6 ปี แต่ถูกจองจำอยู่เพียง 3 ปี รอบที่สอง ถูกศาลทหารพิพากษาจำคุก 23 ปี หนึ่งคดี และพิพากษาประหารชีวิตอีกคดีหนึ่ง ถูกคุมขังอยู่ 16 ปี ส่วนรอบนี้เป็นรอบที่ 3 ถูกตัดสิน 5 คดี 12 ปี 6 เดือน ถูกขังมาแล้ว 1 ปี 4 เดือน ยังไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อีกกี่ปี
 
อาจารย์สุรชัย คาดว่าจะอยู่ในคุกประมาณ 6-7 ปี ก็จะทำสถิติเท่ากับท่านเนลสัน แมนเดล่า แห่งประเทศแอฟริกาใต้ ที่ติดคุกอยู่ 27 ปี ออกจากคุกตอนอายุ 76 ปี อ.สุรชัยปีนี้ อายุ 70 ปี ถ้าอยู่ในคุกอีก 6 ปี ออกจากคุก็ 76 ปี เท่ากับท่านเนลสัน แมนเดล่า และติดคุก 27 ปีเท่ากัน อ.สุรชัยจึงเป็น เนลสัน แมนเดล่า แห่งประเทศไทย แต่จะเป็นเพียงเนลสัน แมนเดล่า ที่ติดคุกเท่านั้น ไม่ใช่เนลสันที่เป็นประธานาธิบดีหรอก
 
ทำไม อ.สุรชัย จึงคิดว่าต้องถูกคุมขังอยู่ในคุกถึง 6-7 ปี เพราะคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครที่จะต้องถูกคุมขังอยู่นานขนาดนั้น เพราะเป็นคดีที่ละเมิดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์จะทรงมีพระเมตตาพระราชทานอภัยโทษเสมอ ซึ่ง อ.สุรชัย ก็เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานอภัยโทษประทานชีวิตให้มาแล้ว
 
อ.สุรชัย คงจะคาดการณ์ไปในทางร้ายว่า เพราะเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานอภัยโทษ ประหารชีวิตให้มาแล้วนั่นเอง จึงอาจจะไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษพิเศษในครั้งนี้ เนื่องจากจะถูกมองว่าไม่เข็ดหลาบ จึงเตรียมติดคุกยาว ถึงขนาดทำพินัยกรรมเอาไว้ เผื่อตายในคุกทีเดียว
 
ที่ประชุมสภาผู้แทนคนเสื้อแดงในคุกมีความเห็นว่า อ.สุรชัย เป็นผู้ที่ไม่เชื่อถือกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเลย จึงไม่ต่อสู้คดี เพราะเคยผิดหวังและเจ็บปวดมาแล้วจากการกระทำของกระบวนการยุติธรรม ถูกยัดเยียดคดีและตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม เป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงที่สุด จึงคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ได้รับความเป็นธรรมอีก
 
ก็เป็นเรื่องที่ชาวไทยและชาวโลกจะได้ติดตามดูต่อไปว่า สิ่งที่ อ.สุรชัย คิดนั้นถูกหรือผิด รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการยื่นเรื่องราวทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราช ทานอภัยโทษพิเศษ แก่ อ.สุรชัย ในเดือนสิงหาคม 2555 นี้ ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ และเป็นปีแห่งพุทธชยันตี พระพุทธเจ้าตรัสรู้ 2,600 ปี จึงมีการสร้างกุศลยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมากมาย แต่ อ.สุรชัย ไม่มั่นใจว่าตนจะได้รับกุศลผลบุญด้วยหรือไม่
 
อดีตนักโทษประหารที่ผ่านการติดคุกมาแล้ว 21 ปี ด้วยวัย 70 ปี ถ้าต้องอยู่ในคุกอีก 6 ปีก็จะทำสถิติเท่ากับอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมเดล่า แห่งประเทศแอฟริกาใต้ กลายเป็น เนลสัน แมนเดล่า แห่งประเทศไทย ที่ประชุมสภาผู้แทนคนเสื้อแดงในคุก จึงมีมติอวยพรให้ อ.สุรชัย ได้มีชีวิตยืนยาว ถึงวันนั้นเพื่อรับการสดุดี
 
 
เสียงจากคุก
29 มิถุนายน 2555

สุรพศ ทวีศักดิ์: พระเวสสันดรละเมิดสิทธิมนุษยชน (?)

ที่มา ประชาไท

 

บางคนอ่านชาดกเรื่องพระเวสสันดรแล้วรับไม่ได้ เพราะเห็นว่า การบริจาคลูกเมียให้เป็นทาสรับใช้คนอื่นจะเป็นความดีได้อย่าง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนชัดๆ ยิ่งกว่านั้นหากคิดอย่างมีเหตุผลแล้ว การบริจาคลูกเมียให้เป็นทาสจะถือว่าเป็นความดี หรือบุญบารมีขั้นสูงจนส่งผลให้บรรลุโพธิญาณเป็นพุทธะได้อย่างไร ถ้าพระเวสสันดรเป็นคนอเมริกันคงถูกลูกเมียฟ้องเอาผิดทางกฎหมายแน่ๆ 
แต่บางทีคนที่คิดเช่นนี้ก็ลืมไปว่า เมื่อกว่าสองพันปีที่แล้วมีสังคมอเมริกันหรือยัง หรือมีความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในโลกนี้หรือยัง!
ประเด็นคือ ชาดกเรื่องพระเวสสันดรปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งหมายความว่า เป็นเรื่องเล่าในกรอบความคิดทางวัฒนธรรมของสังคมศาสนาของชาวอารยันในชมพู ทวีปเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้ว พระเวสสันดรนั้นมีชีวิตอยู่ในสังคมที่ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีอำนาจออกแบบความ สัมพันธ์ทางสังคมและกำหนดคุณค่าทางจิตวิญญาณว่า สังคมต้องมีวรรณะ 4 คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เฉพาะความสัมพันธ์ในครอบครัว สามีเป็นเจ้าของภรรยาและลูก พูดอีกอย่างว่าเมียและลูกเป็นสมบัติของสามีหรือพ่อ การกำหนดสถานะเช่นนี้ทำให้มีข้อผูกพันตามมาว่า เมียและลูกมีหน้าที่ต้องทำตามความประสงค์ของสามีหรือพ่อ
ทีนี้ตัวพระเวสสันดรนั้นก็รับเอาคุณค่าทางศาสนา คือ “ความหลุดพ้น” มาเป็นอุดมการณ์สูงสุดของตนเอง และเนื่องจากผู้เล่าเรื่องนี้คือพุทธะซึ่งเป็นผู้ปฏิรูปวัฒนธรรมฮินดู (ปราชญ์อินเดียอย่าง รพินทรนาถ ฐากูร คนหนึ่งล่ะที่ยืนยันเรื่องนี้) ก็เลยกำหนดให้ความปรารถนาพุทธภูมิหรือการบรรลุโพธิญาณเป็นพุทธะเพื่อสอน สัจธรรมแก่ชาวโลกเป็นอุดมการณ์สูงสุดของพระเวสสันดร ผู้ซึ่งตั้งปณิธานว่า การให้ทานหรือการเสียสละคือความดีอันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุ อุดมการณ์ดังกล่าว
ฉะนั้น เมื่อมองตามกรอบคิดของวัฒนธรรมทางสังคมและคุณค่าทางจิตวิญญาณคือ “ความหลุดพ้น” และผู้หลุดพ้นคือ “บุคคลในอุดมคติ” ซึ่งเป็นที่พึ่งของสังคม อันเป็นอุดมการณ์สูงสุดทางศาสนาในยุคนั้น การเสียสละลูกเมียของพระเวสสันดร จึงเป็นการกระทำที่ดีงามน่าสรรเสริญ
ทำไมคนยุคนั้นถึงเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ดีงามน่าสรรเสริญ? เราอาจเข้าใจโดยเปรียบเทียบความเสียสละเพื่อส่วนรวมในยุคสมัยของเรา เช่น บางคนอุทิศชีวิตเพื่ออุดมการณ์ที่เขาเชื่อว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม จนต้องละทิ้งครอบครัวเข้าป่าจับอาวุธ ยอมติดคุก กระทั่งยอมสละชีวิต คนเหล่านี้รู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์นั้นต้องเสี่ยง อาจทำให้เขาต้องพลัดพรากครอบครัว อาจถูกสังคมประณาม ติดคุก ถูกอุ้ม กระทั่งถูกฆ่าตาย แน่นอนว่า สำหรับบางครอบครัวเมื่อขาดผู้นำ ทุกอย่างอาจพังทลายลง เราจะบอกว่าคนเช่นนี้เป็นคนไม่ดี เพราะไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวได้หรือ ผมคิดว่าเราคงไม่มองเช่นนั้น แต่เราคิดว่าคนแบบนี้น่านับถือ เพราะเขายอมสละทุกอย่างเพื่ออุดมการณ์ที่เขาศรัทธาซึ่งเขาเชื่อว่าเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวม
เรื่องพระเวสสันดร เราก็อาจเข้าใจได้ทำนองเดียวกันนี้ คนยุคนั้นเชื่อว่าศาสดาผู้ค้นพบและสอนสัจธรรม/ศีลธรรมเป็นคนอุทิศตนเพื่อ ประโยชน์สุขแก่สังคม เพราะศาสดามีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นเท่านั้น หมดภาระที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง ฉะนั้น คนที่ยอมสละทุกอย่างเพื่อจะเป็นศาสดา (พุทธะ) ในอนาคตอย่างพระเวสสันดร จึงเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญ เหมือนกับคนที่เสียสละครอบครัว แม้กระทั่งอิสรภาพของตนเองบนเส้นทางอุดมการณ์เพื่อส่วนรวมในยุคสมัยของเรา ก็คือคนที่กระทำสิ่งที่ทำได้ยากและน่าสรรเสริญเช่นเดียวกัน
สมภาร พรมทา เสนอไว้ใน An Essay Concerning Buddhist Ethics (สรุปใจความได้) ว่า เราสามารถเข้าใจการบริจาคลูกเมียของพระเวสสันดรได้ด้วยการเข้าใจความเป็น มนุษย์ของเขา (“เขา” นี่แปลมาจาก “his” ไม่มีราชาศัพท์) เช่น เมื่อเห็นชูชกโบยตีลูกชายลูกสาว พระเวสสันดรโกรธมากเกือบจะไม่ยอมให้ลูกแก่ชูชกอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นความเจ็บปวดจากความรักลูกก็ทำให้เขาทุกข์ทรมานใจเป็นทวีคูณ ความโกรธนั้นอาจหายไปได้ในเวลาไม่นาน แต่ความเจ็บปวดโศกเศร้าเพราะต้องสละลูกเมีย ทั้งที่รู้ถึงความทุกข์ทรมานของลูกเมียที่ต้องตกเป็นทาสของคนอื่นนั้นเป็น ทุกข์ที่ลึกซึ้งยากที่จะหายไปได้ แต่พระเวสสันดรก็ต้องทำตามอุดมการณ์ที่ตนเชื่อ
ลองเปรียบเทียบกับคนที่เลือกเดินบนเส้นทางอุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยและ ความเป็นธรรมในยุคสมัยของเรา เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในป่า ในคุก ทุกข์ทรมานจากการพลัดพรากพ่อแม่ คนรัก ลูกเมีย ออกจากป่ามาก็เจ็บปวดสับสนกับความพ่ายแพ้ อีกทั้งอาจรู้สึกผิดที่ตนเองละทิ้งความรับผิดชอบต่อครอบครัว เป็นต้น นี่คือความเป็นมนุษย์ที่เราเข้าใจได้ พระเวสสันดรก็มีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน แต่ก็ยอมเสียสละเพื่ออุดมการณ์ที่ตนคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมในยุคสมัย นั้น เช่นเดียวกับคนในยุคเราที่เสียสละเพื่ออุดมการณ์ที่พวกเขาคิดว่าเป็น ประโยชน์แก่ส่วนรวมในบริบทปัจจุบัน
แต่ที่สำคัญกว่าคือ ชาดกเรื่องพระเวสสันดรนั้น สอนว่า “ความถูกต้องเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ” แม้ว่าจะต้องเสียสละและเจ็บปวดมากเพียงใดก็ตาม ดังคำกล่าวที่ว่า “พึงสละแม้ชีวิตเพื่อรักษาธรรม” มีชาดกจำนวนมากที่เล่าเรื่องพระโพธิสัตว์ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาธรรมหรือความ ถูกต้อง พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ “วิถีที่ถูกต้อง” มาก เพราะคุณค่าชีวิตและอิสรภาพงอกงามออกมาจากการฝึกฝนตนเองตามวิถีที่ถูกต้อง (มรรค/ไตรสิกขา) พระเวสสันดรคือตัวอย่างของผู้ที่เดินทางยากในวิถี (means) สู่เป้าหมายที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง
สมมติว่า มียาวิเศษที่กินแล้วทำให้คนพ้นทุกข์กลายเป็นพุทธะได้ทันที พุทธศาสนาย่อมไม่สนับสนุนให้กินยาเช่นนั้นแน่นอน เพราะยาวิเศษไม่สามารถทำให้ชีวิตมีคุณค่าได้ คุณค่าของชีวิตเกิดจากการการใช้เสรีภาพเลือกทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง ใช้ศักยภาพและความพยายามของเราเองอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญอุปสรรคและความเจ็บปวดใดๆ ก็ตาม แต่โดยการดำเนินชีวิตตามวิถีที่ถูกต้องนั้นเอง ความหมายของชีวิต การเติบโตทางความคิด และจิตวิญญาณจึงอาจงอกงามปรากฏออกมาได้ ฉะนั้น วิถีกับหยุดหมายไม่อาจแยกจากกัน
แต่ก็น่าเสียดาย หากจะมีการเข้าใจผิดๆ ว่า เรื่อง “ทาน” ของพระเวสสันดร และการทำบุญเชิงประเพณีต่างๆ เป็น “ยาวิเศษ” ดลบันดาลทุกสิ่งได้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความปรารถนาสุขส่วนตัว จนทำให้ค่านิยมทำดีของชาวพุทธจำกัดอยู่แค่ “การทำดีตามแบบแผนพิธีกรรม” เพื่อหวังผลดลบันดาลจากยาวิเศษให้ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อันเป็นค่านิยม “ทำดีเสพติดยาวิเศษ” จนไม่ลืมตามาดูทุกขสัจจะของสังคม
และทำให้ชาวพุทธปัจจุบันไม่สนใจการ “ทำดีอย่างมีอุดมการณ์” หรือการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม แม้ว่าตนเองต้องทนทุกข์ดังพระเวสสันดรทำเป็นแบบอย่าง ซึ่งเราอาจนำหลักคิดนี้มาปรับใช้อย่างสอดคล้องกับบริบทปัจจุบันได้ ไม่ใช่รับมาทั้งดุ้น หรือด่วนปฏิเสธอย่างขาดการทำความเข้าใจสาระสำคัญ

คำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ: คดีแก้ รธน. คือ ล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ (อย่างเป็นทางการ)

ที่มา ประชาไท

 
ออกแล้ว คำวินิจฉัยกลาง (อย่างเป็นทางการ) ที่ 18-22/2555 เรื่องคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
26 ก.ค. 55 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่คำวินิจฉัยกลางที่ 18-22/2555 เรื่องคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ตามที่มีผู้ร้องให้ศาลวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ เป็นการล้มล้างการปกครองหรือเป็นการให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครอง โดยวิถีทางที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดกับมาตรา 68 หรือไม่ รวมทั้งสิ้น 29 หน้า โดยมีประเด็นวินิจฉัยทั้งสิ้น 4 ประเด็น
โดยประเด็นที่หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับคำร้องวินิจฉัยคดีนี้หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ศาลฯมีอำนาจหน้าที่ในการรับวินิจฉัยคำร้องดังกล่าว ตามมาตรา 68 วรรคสอง โดยอัยการสูงสุดมีหน้าที่แค่พิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่มีอำนาจตัดสิทธิการร้องของบุคคลโดยตรง ในประเด็นที่สอง การแก้ไขรัฐธรมนูญ มาตรา 291 ทำได้ทั้งฉบับหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จะเป็นอำนาจรัฐสภา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติโดยประชาชน ดังนั้น ควรถามประชาชนก่อนแก้ไข ประเด็นที่ สาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภานี้ เป็นการล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะชี้ชัดได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดการล้มล้างการปกครอง เพราะเป็นเพียงการกล่าวอ้าง และแสดงความเป็นห่วงเท่านั้น จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และเมื่อยกคำร้องแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นที่ 4 เกี่ยวกับการยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมือง
โดยคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ มีรายละเอียด ดังนี้
คำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ: คดีแก้ รธน. คือ ล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่ (อย่างเป็นทางการ)