WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 28, 2012

ทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคเพื่อไทย

ที่มา Voice TV


ส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมงานสัมมนา 'ทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคเพื่อไทย' อย่างคึกคัก ขณะที่นายกฯปาฐกถาพิเศษ ช่วงบ่าย ส่วนร.ต.อ.เฉลิม เสนอ 5 แนวทาง แก้รัฐธรรมนูญ

การสัมมนาพรรคเพื่อไทย ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียนพัทยา จังหวัดชลบุรี บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำพรรคทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง เช่น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรค ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง และนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์  ทั้งนี้ การสัมมนา 'ทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคเพื่อไทย' ในช่วงเช้า หลังจาก พิธีเปิดการสัมมนา 'ทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคเพื่อไทย' โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคแล้ว จากนั้นจะเป็นการสัมมนาในหัวข้อ '1 ปีรัฐบาลเพื่อไทย : ผลสำเร็จและความพึงพอใจ' โดย ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว ในช่วงบ่าย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ 'ก้าวต่อไป... รัฐบาลเพื่อไทย : มุ่งมั่น ตั้งใจ รับใช้ประชาชน' ด้วย
ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการสัมมนาพรรคเพื่อไทยในวันนี้ว่าจะมีการหารือถึงแนวทางการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ โดยตนจะขอหารือถึงข้อเสนอ 5 แนวทาง และไม่เห็นด้วยหากจะเดินหน้าลงมติวาระ 3 พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งเผยแพร่ในเวลานี้ว่าอาจทำให้มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำ โดยขอยืนยันแนวคิดในการควบรวมศาล เพื่อให้สามารถตรวจสอบการทำงานได้

ด้านนายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนกลางและส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า เท่าที่หารือกับสมาชิกมีความกังวลถึงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากเดินหน้าลงมติวาระ 3 ก็เสี่ยงที่จะถูกร้องในเรื่องเดิมอีก อย่างไรก็ตามวันนี้จะหารือกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่าจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญในแนวทางใด โดยเป็นไปได้ว่าอาจแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่ต้องหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้งในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ เพราะพรรคเพื่อไทยเพียพรรคเดียวคงไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องอาศัยเสียง ส.ว.และ ส.ส.ถึง 326 เสียง

28 กรกฎาคม 2555 เวลา 11:07 น.

Patani Design 1: สื่อทางเลือก เลือกสื่อทางยุติธรรม

ที่มา ประชาไท

 

กระแสของความเป็นสื่อทางเลือกในพื้นที่ความขัดแย้ง ในแนวทแยง แนวราบ และแนวดิ่ง ของพื้นที่ปาตานี (จังหวัดชายแดนใต้) ถูกจุดให้ลุกขึ้นมาเป็นประเด็นให้กดไลค์อีกครั้ง ในหน้าสมุด(facebook)เมื่อคนทำงานด้านสื่อทางเลือกถูกเชิญตัวไปสอบสวนยัง ค่ายทหารสังกัด ร้อย.ร.2531 ฉก.ปน.24 จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา และถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อเวลาประมาณ 18.35 น. ด้วยเหตุที่ผู้ที่ถูกเชิญตัวเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาในการชุมนุมที่มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี เมื่อปี 50 และเป็นประธานชมรมมุสลิมมหาวิทยาลัยรามคำแหง มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงบางเหตุการณ์
นายซาฮารี เจ๊ะหลง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Southern Peace Media Volunteer Network) อดีตนักกิจกรรมนักศึกษา ประธานชมรมมุสลิมมหาวิทยาลัยรามคำแหง และแกนนำนักศึกษาในการชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี เมื่อปี 50 ดีกรีเหล่านี้เหมาะสมกับการที่จะถูกเชิญเพื่อทำการสอบสวนในฐานะต้องสงสัย เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แล้วหรือยัง
เมื่อประเด็นในการสอบสวน หรือ ที่ถูกเรียกว่าการพูดคุย ถูกเปลี่ยนไป เมื่อนายซาฮารีไปพบกับเจ้าหน้าที่เป็นวันที่สอง เมื่อเช้าวันรุ่นขึ้น (25 ก.ค.) เป็นการสอบถามเกี่ยวกับการบทบาท การทำงานในฐานะสื่อทางเลือกที่นำเสนอข้อมูลผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ออกแนวว่าทำไมสื่อทางเลือก ถึงเลือกข้างเวลานำเสนอเสมอ?
นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นแกนนำชุมนุมใหญ่ที่มัสยิดกลาง ปัตตานีเพียงประเด็นเดียวแล้ว และไม่ใช่เรื่องที่นายซาฮารี จะต้องตอบคำถามนี้เพียงลำพังคนเดียวอีกแล้ว
เจตนารมณ์ในการก่อตั้ง และการสร้างสรรค์ผลงานของแต่ละกลุ่ม องค์กรภาคประชาสังคมโดยเฉพาะงานด้านสื่อในพื้นที่ปาตานี ล้วนพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดสันติสุขโดยไว และสื่อทางเลือกพร้อมที่จะเลือกข้างฝ่ายยุติธรรม เพื่อยุติ ความอธรรม จากฝ่ายอธรรม ในคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ที่ว่าสื่อทางเลือกนำเสนอข้อมูลเฉพาะเมื่อประชา ชนเมอลายูมุสลิมถูกกระทำแต่เพียงอย่างเดียว หรือการนำเสนอจะออกไปทางการด่าว่ารัฐซะส่วนใหญ่ เมื่อเราเปิดดูในแต่ละคลิปวีดีโอ ที่ทางกลุ่มเครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ ได้นำเสนออกมา เป็นการนำเสนอเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ระดับ ปฏิบัติการ เพราะกระแสในแต่ละครั้งที่ออกมา เมื่อเกิดข้อสงสัยต่างๆ ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงต่อผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัว ทำให้ผู้ที่เสียหายนอกเสียจากจะเป็นผู้ต้องสงสัยเองแล้ว สถาบันความมั่นคงของรัฐก็ถูกมองว่าเป็นผู้กระทำผิด และเสียหายอีกด้วย กลายเป็นว่าการนำเสนอของสื่อทางเลือกไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่ อย่างใด กลับเป็นผลเสียทางด้านจิตใจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ที่จะต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอ เพื่อตรวจสอบทุกๆคลิป ตรวจสอบทุกความเคลื่อนของคนทำงานด้านสื่อทางเลือก ที่เลือกข้างฝ่ายยุติธรรม
เมื่อเรามองลงไปถึงการออกแบบ ดีไซน์โลโก้องค์กรของ เครือข่ายอาสาสมัครสื่อสันติภาพชายแดนใต้ (Southern Peace Media Volunteer Network) ซึ่งสามารถมองลงลึกไปยังแนวคิด ความตั้งใจในการค้นหาบางอย่างแล้ว โลโก้ที่มีรูปนกเงือก ในตาเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ (Peace) ซึ่งนกนี้มิใช่นกที่สามารมองเห็นได้ง่ายนอกเสียจากป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ แม้ในป่าที่สมบูรณ์ก็ยังคงมองเห็นได้ยาก ต้องอาศัยความตั้งใจจริง เสมือนกับการมองหาความสันติ ความยุติธรรม ในสังคมที่มีความขัดแย้ง จนเกิดความรุนแรง แม้กระทั้งในสภาพสังคมปกติก็ยังคงมองไม่เห็นซึ่งความยุติธรรม
รูปร่างของนกเงือก ยังเป็นตัว P ที่เชื่อมไปยังตัว eace เมื่อรวมกันกลายเป็นคำว่า Peace หมายถึง สันติภาพ
เป็นความพยายามในผสมผสานกันระหว่างความเป็นท้องถิ่น คือ นกเงือกที่มีเหลืออยู่ไม่มากในป่าของพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กับตัวฟอนต์ภาษาอังกฤษที่ทันสมัย ยังกับการเชื่อมกันระหว่างความเสมอภาคในพื้นที่ ต่อสนธิสัญญาด้านสิทธิต่างๆที่ทางรัฐบาลไทยได้ให้สัญญาไว้ว่าจะปฏิบัติตาม
การกลั่นกรองแนวคิด ความตั้งใจ อุดมการณ์ ผ่านงานดีไซน์ออกมาเป็นโลโก้ขององค์กร ที่มิใช่แค่เพียงความสวยงามแต่เพียงอย่างเดียว ยังซ่อนด้วยความหมาย หลักการในการทำงาน สะท้อนถึงหมุดหมายในการทำงานที่จะต้องค้นหานกเงือกให้เจอภายใต้สภาพสังคม ปัจจุบัน
เมื่อความตั้งใจในการทำงานเหล่านี้ กลายเป็นว่าไปบั่นทอนต่อความมั่นคงของหน่วยงานความมั่นคง นักสื่อทางเลือกก็ควรถูกเรียกเชิญตัวไปสอบสวน หรือ พูดคุยกันในสถานที่สอบสวนกระนั้นหรือ? กระทั้งส่งผลให้ความมั่นคงของสื่อทางเลือกขาดความมั่นคง
ดังนั้น ทั้งความมั่นคงของฝ่ายความมั่นคงของรัฐ
กับ ความมั่นคงของนักสื่อทางเลือก ภาคประชาสังคมปาตานี
จะเดินทางบนถนนเส้นขนานต่อไป หรือ จะสามารถเข้าเลนส์เดียวกันแล้วบรรจบทักทายกันสักพัก แต่ไม่ก่อเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย แล้วขนานต่อ เพื่อให้เกิดการตรวจการกระทำซึ่งกันและกัน
หากฝ่ายความมั่นคงจะดีไซน์รูปร่างของโต๊ะเจรจาพูดคุยคงจะไม่ใช่เฉพาะกับ ฝ่ายขบวนการฯ แต่เพียงอย่างเดียวเสียแล้ว เมื่อฝ่ายความมั่นคงมองว่าสื่อทางเลือกชายแดนใต้เป็นภัยต่อความมั่นคงของตน รูปร่างการดีไซน์ของโต๊ะเจรจาต่อไปคือ สื่อทางเลือกปาตานี ชายแดนใต้ จะเป็นรูปแบบไหน สัญลักษณ์ใดจะเกิดขึ้นมาอีก
ก็ขอให้ดินสอเพียงด้ามเดียว ยางลบเพียงก้อนเดียวเพียงพอสำหรับการดีไซน์สันติภาพในปาตานี

สสส. – องค์กรที่เข้มแข็งขึ้นทุกปีจากภาษีเหล้า-บุหรี่

ที่มา ประชาไท

 

เมื่อถามถึงชาวบ้านทั่วไปแล้ว คงเข้าใจว่า สสส. คือองค์กรที่รณรงค์งดสูบบุหรี่และงดเหล้า เพราะด้วยผลงานที่โดดเด่นชัดเจนจากการรณรงค์ผ่านทั้งสปอตโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือการเปิดให้ทุนเปิดให้รางวัลการแข่งขันต่างๆเพื่อรณรงค์งดบุหรี่และเหล้า ผู้เขียนอยากทราบองค์การ สสส. มากขึ้นเลยเข้าไปหารายละเอียดเปิดในเวปไซต์ทางการของ สสส http://www.thaihealth.or.th/about/get-to-know ซึ่งเขียนไว้ว่า “สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐ วิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 อยู่ภายใต้การ กำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ทำหน้าที่ จุดประกาย กระตุ้น สนับสนุน และประสานความร่วมมือกับกลุ่มบุคคล องค์กร และชุมชนทั่วไป (ภาคี สร้างเสริมสุขภาพ) โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพดีครบสี่ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคม เพื่อร่วมสร้าง ประเทศไทยให้น่าอยู่ โดยไม่จำกัดกรอบวิธีการ และยินดีเปิดรับแนวทาง ปฏิบัติการใหม่ๆ ที่เป็นความคิด สร้างสรรค์สามารถนำไปสู่การขยายค่านิยมและการสร้างพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ แก่ประชาชนได้ อย่างมีประสิทธิภาพและกว้างขวาง ซึ่งนับเป็นองค์กรด้านสุขภาพรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับมติของ สมัชชาสุขภาพโลก ด้านการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ”
ผู้เขียนมาชะงักตรงที่ว่าแหล่งเงินทุนของ สสส. มาจาก ภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราในอัตราร้อยละ 2 ต่อปีนี่แหละ เอ ตกลง สสส. นี่มีเพื่อสนับสนุนหรือรณรงค์การงดเหล้างดบุหรี่กันแน่?

หน้าที่ขององค์กรขัดกับแหล่งเงินทุน

แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดอีกครั้ง จะพบว่านโยบายงดเหล้างดบุหรี่นั้นขัดกับแหล่งเงินทุน สสส. เอง ถ้านโยบายการลดเหล้าลดบุหรี่ได้ผลแล้ว การเก็บภาษีสรรพสามิตเหล้าบุหรี่ย่อมลดลงๆในแต่ละปี และย่อมส่งผลให้แหล่งเงินทุนของ สสส. ลดลงเป็นเงาตามตัว เมื่อไม่มีเงินทุนแล้วก็ไม่มีเงินมาจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่พนักงานใน องค์กร และจำเป็นต้องไล่ออก และขนาดองค์กรเล็กลงๆตามลำดับ และถ้าการรณรงค์งดเหล้าบุหรีสำเร็จจนเหลือศูนย์เมื่อไร แสดงว่า สสส. จะไม่มีเงินทุนและองค์กรต้องถูกยุบไปในที่สุด แลละถ้าผู้อ่านเป็นพนักงาน สสส ก็เตรียมตัวหางานใหม่ได้เลย ตรงกันข้ามถ้านโยบายงดเหล้างดบุหรี่ไม่สำเร็จ เงินสรรพสามิตเหล้าบุหรี่ก็เพิ่มขึ้นทุกปี เงินทุนองค์กรก็เพิ่มขึ้นทุกปี กิจการขององค์กรรุ่งเรืองทุกปี พนักงานก็อาจได้โบนัสทะลุเป้า หน้าที่การงานพนักงานก็มั่นคง ถ้าผู้อ่านเป็นพนักงานขององค์กร ผู้อ่านจะเลือกให้นโยบายงดเหล้างดบุหรี่สำเร็จหรือล้มเหลว
แต่กิจการขององค์กรกลับรุ่งเรืองขึ้น สสส. เกิดขึ้นมาใน ปี 2544 จนถึงปัจจุบันก็ศิริรวมเวลาเกือบสิบปีแล้ว เมื่อพิเคราะห์ในฐานะองค์กรหนึ่งนับว่ามีอนาคตสดใส สามารถดำรงอยู่ผ่านความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยในประเทศโดยไม่มีการลดขนาด องค์กร หรือ เลย์เอาท์พนักงาน ตลอดจนไม่มีปัญหาทางด้านการเงิน เมื่อพิเคราะห์ด้านผลงานนโยบายขององค์กรแล้ว ใน thaipublica (http://thaipublica.org/2012/05/hsri-researched-thaihealth/ ) ระบุว่า “พบว่าคนไทยเกือบครึ่งประเทศรู้จัก สสส. ในฐานะองค์กรที่ทำประโยชน์ให้สังคมด้วยการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน” “ในสายตาของประชาชน สังคมได้กำไรจากการมีองค์กรเช่น สสส.” และจากข้อมูลจากเว็บไซท์เดียวกันปรากฎว่า ภาษีสรรพสามิตเหล้าบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกปี และเรายได้จาก สสส. ก็เพิ่มขึ้นทุกปีเป็นเงาตามตัว

ถ้าเปรียบ สสส. เป็น บริษัทแล้ว คนกินเหล้าสูบบุหรีก็คือลูกค้าขององค์กรที่มีพระคุณในการสนับสนุนสินค้าและ ด้านการเงินให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับคนในองค์กร ถ้าบังเอิญบรรดาผู้มีส่วนได้กับ สสส. เดินผ่านบนถนนพบปะคนกินเหล้าสูบบุหรี่ละก็อย่าลืม ไหว้พี่เขาสิครับ

คำวินิจฉัยพร่าๆ ในพายุที่พรำๆ

ที่มา ประชาไท

 

ครบ 13 วัน นับจาก ‘ศุกร์ที่ 13’ ที่ศาลได้อ่านคำวินิจฉัย ก็ประจวบกับคลื่นลม ‘จากแดนไกล’ ที่พัดเข้าใกล้การเมืองไทยมากขึ้นทุกที
เอกสารคำวินิจฉัยที่ศาลเผยแพร่หลังพ้น 13 วันนี้ มีสาระการวินิจฉัยตรงตามที่ศาลอ่าน สิ่งที่อ่านไม่ชัดเจน ก็ยังคงเขียนไม่ชัดเจน และศาลก็ไม่ระบุจำนวนมติตุลาการซึ่งขัดแนวปฏิบัติสากลที่ศาลรัฐธรรมนูญไทยใน อดีตเคยยึดถือ อีกทั้งยังไม่เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนตนให้อ่านประกอบได้ ในเบื้องต้นผู้เขียนจึงไม่มีประเด็นเพิ่มเติมจากที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ (ดู http://bit.ly/VPCONS)
แต่สังเกตว่า ศาลได้ปรับถ้อยคำอย่างมีนัยสำคัญบางจุด เริ่มตั้งแต่หน้าแรก ที่ระบุเพิ่มว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ใช่ ‘ประธานรัฐสภา’ แต่เป็น ‘ประธานรัฐสภา ในฐานะรัฐสภา’
ถ้อยคำนี้ถูกปรับให้ต่างไปจาก ‘หนังสือเรียกเอกสารฯ’ ที่ประธานศาลเคยลงนามพร้อมระบุว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 คือ ‘ประธานรัฐสภา’ (เฉยๆ ดู http://bit.ly/VPC1June ) ซึ่งตรงกับที่ประธานศาลชี้แจงว่าตนออกหนังสือแจ้งไปยังประธานรัฐสภา แต่มิได้สั่งสภา อีกทั้งตรงกับคำในเอกสารข่าวของสำนักงานศาล และสอดรับกับการไต่สวนพยานที่ให้ ‘คุณวัฒนา เซ่งไพเราะ’ มาศาล ‘แทนประธานรัฐสภา’ (แต่ไม่ได้มาแทนรัฐสภา)
การปรับถ้อยคำเช่นนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยัน ‘ความผิดรูปผิดรอย’ ของคดีที่หลุดเลยจาก ‘ปริมณฑลทางกฎหมาย’ มาแต่ต้น และทำให้เห็นว่า ศาลเองก็สับสนในข้อกฎหมายมาตั้งแต่วันรับคำร้องแล้วเช่นกัน
แต่คำถามที่สำคัญในเวลานี้ ก็คือ สภาจะเดินหน้าต่ออย่างไร ?

คำวินิจฉัยศาล มีผลทางกฎหมายหรือไม่ ?
แม้ผู้เขียนจะค้านว่า ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้มาแต่ต้น แต่ก็ค้นจิตสำนึกทางกฎหมายไว้พร้อมแล้วว่า ไม่ว่าสุดท้ายศาลจะวินิจฉัยข้อกฎหมายอย่างไร ผู้เขียนก็พร้อมจะสนับสนุนให้คำวินิจฉัยนั้นต้องเด็ดขาดและเป็นที่สิ้นสุด
กล่าวคือ หากศาลวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญ ‘กำหนดให้’ รัฐสภาต้องทำ ‘ประชามติ’ ก่อนการ ‘ยกร่างแก้ไขใหม่ทั้งฉบับ’ แม้ว่าผู้เขียนเองจะไม่เห็นด้วยกับศาลเลยก็ตาม แต่ก็พร้อมจะหนุนศาลว่า สภาก็ต้องไปหาวิธีทำประชามติเพื่อปฏิบัติตามที่ศาลได้ชี้ขาด
เหตุผลที่ผู้เขียนมองเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะลุ่มหลงกับ มาตรา 216 วรรค 5 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยนั้นต้องเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภา แต่เป็นเพราะผู้เขียนเชื่อในหลักการที่ใหญ่กว่านั้น
หลักการที่ว่า ก็คือ ‘หลักกระบวนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตย’ กล่าวคือ ประชาธิปไตยต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ร่วมกันภายใต้กติกาที่แน่นอน แม้จะกติกาที่ว่าจะไม่สมบูรณ์และไม่เป็นที่ถูกใจทุกฝ่ายก็ตาม ดังนั้น เมื่อสภาปฎิบัติตามศาลแล้ว สภาจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะไปปฏิรูปศาลอย่างไร ก็เป็นเรื่องกระบวนการประชาธิปไตยที่ทั้งสภาและศาลจะต้องเรียนรู้ร่วมกัน โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปตัดตอนผลคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นสาระของการเรียนรู้เสียเอง
ฉันใดก็ฉันนั้น หากจะมี ‘พายุแดนไกล’ ลูกใด ที่ถูกถูกมองว่ารุนแรงและเลวร้ายต่อการเมืองไทย แต่หากเรามีศาลเป็นที่พึ่ง มีกติกาที่แน่นอน ผู้เขียนก็เชื่อว่า คนไทยก็มิได้โง่เขลาขนาดจะปล่อยให้บ้านเมืองถูกพัดทำลายจนชาติสลาย ดังนั้น จึงไม่มีพื่นที่ใดที่จำเป็นสำหรับ ‘ลัทธิรัฐประหาร’ ที่มาตัดตอนการสู้คลื่นลมโดยประชาชน ที่มีกฎหมาย ศาล สภา และองค์กรอื่นๆ เป็นที่พึ่ง (ดูเพิ่มที่ http://bit.ly/VPProcess)
ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่า ‘คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย’ จะต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากต่างฝ่ายต่างอ้างกันได้เช่นนี้ สังคมก็คงขัดแย้งบานปลาย เพราะทุกคนชี้เองได้ แต่ชี้ไปกี่สิบกี่พันนิ้ว ก็ไม่ขาดเสียที
และแม้จะคิดให้ไกลกว่านั้น ผู้เขียนก็ได้หาเหตุผลมารอหนุนศาลไว้ โดยหากศาลวินิจฉัยว่า ‘ต้องทำประชามติ’ ผู้เขียนก็จะอธิบายว่า ศาลได้วินิจฉัยให้การได้ลงประชามติที่ว่าเป็น “สิทธิโดยปริยาย” ตาม มาตรา 27 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 27 ที่ว่านี้ หากศาลใช้เป็น ก็จะเป็นฐานอำนาจที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่า มาตรา 68 อีกหลายเท่า

ตกลงสภาต้องทำ ‘ประชามติ’ หรือไม่ ?
แม้ผู้เขียนมีหลักการและเหตุผลที่พร้อมจะหนุนศาล แต่ชะตากลับเล่นตลก เมื่อศาลท่านกลับไม่ยอมวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่าสภา ‘ต้องทำประชามติ’ หรือไม่
แต่ศาลกลับอ้างเจตนารมณ์โดยไม่มีบทบัญญัติอ้างอิงชัดแจน เพื่อกล่าวเอาเองอย่างสะดวกว่า “ก็ควรจะได้ให้ประชาชน...ได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่หรือไม่”
คำว่า ‘ควร’ ที่ศาลกล่าวมานี้ ต้องมองให้ทะลุถึงความหมายสองชั้น
ชั้นแรก คือ ‘ควร’ ให้ประชาชนลงประชามติ (กล่าวคือ ศาลไม่บังคับว่าจะต้องลงประชามติ)
ชั้นที่สอง คือ ประชามติก็เพียงถามว่า ‘สมควร’ มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ (กล่าวคือ ศาลไม่บังคับว่าผลการลงประชามติจะต้องเป็นข้อยุติที่ผูกพันสภา แต่อาจเป็นเพียงความเห็นของประชาชน ซึ่งแสดงว่าตรรกะและการใช้คำของศาลนั้น ก็ขัดแย้งกันเอง)
เมื่อศาล ‘เลือก’ ให้คำแนะนำทางการเมืองอย่างกำกวม แทนการชี้ข้อกฎหมายให้เด็ดขาด ผู้เขียนจึงไม่อาจนำหลักการที่เตรียมหนุนศาลมาใช้ได้ แต่กลับกัน ผู้เขียนกลับต้องไปหนุนสภาให้เดินหน้าสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตย โดยการ ‘ยึดรัฐธรรมนูญให้อยู่เหนือศาลรัฐธรรมนูญ’ เพื่อยืนยันว่าศาลย่อมต้องเป็นศาลที่ชี้กติกาให้ชัด แต่จะมาเล่นการเมืองแบบกำกวมไม่ได้
ดังนั้น สภาจึง ‘ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม’ คำแนะนำของศาล ตรงกันข้าม สภาต้องปฏิบัติตามการชี้ขาดของศาลที่วินิจฉัย ‘ยกคำร้อง’ หมายความว่า การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่กระทำมาค้างที่ วาระ 2 ก็ต้องเดินต่อไปสุดที่ วาระ 3 โดยสภาไม่มีหน้าที่ต้องทำประชามติแต่อย่างใด

การเมืองไทย จะเดินต่ออย่างไร ?
แม้สภาจะเปิดประชุม 1 สิงหาคมนี้ แต่สภาก็คงจะอาศัยภารกิจในวโรกาสมหามงคล ประกอบกับการลุ้นชิงตำแหน่ง ‘ประธานวุฒิสภา’ คนใหม่ มาเป็นเครื่องต่อเวลา เพื่อไม่ต้องตัดสินใจทันทีว่าจะเดินต่อตามคำวินิจฉัยหรือไม่อย่างไร
แต่ในระยะยาว แม้ผู้เขียนจะเสนอให้สภาต้องเดินหน้าต่อสู่ วาระ 3 แต่ความพร่ามัวของคำวินิจฉัยก็ทำให้หลายฝ่ายกลับต้องกังวลว่า หากเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะทางใด จะทำผิดกฎหมายหรือไม่ หรือพลาดพลั้งในทางการเมืองอย่างไร ?
หากเดินหน้าต่อวาระ 3 ก็จะมีผู้กล่าวหาว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะศาลตีความรัฐธรรมนูญเอาไว้แล้วว่าควรต้องทำประชามติก่อน จะอ้างว่าศาลเพียงเสนอแนะ ก็ไม่มีใครรับประกันผลที่ตามมาได้
แต่หากเดินหน้าทำประชามติ หรือปล่อย วาระ 3 ทิ้งไว้ ก็จะมีผู้กล่าวหาว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่บังคับชัดเจนว่าต้องดำเนินการให้ครบ 3 วาระ ครั้นจะอ้างศาลมากำบัง ก็จะมีการอ้างว่าข้อเสนอแนะย่อมไม่มีผลผูกพัน
หรือหากสภาจะเลือกเดินหน้าไปสู่วาระ 3 และยอมลงมติไม่เห็นชอบ เพื่อให้กระบวนการตั้ง ส.ส.ร. เป็นอันต้องล้มเลิกไป (จากนั้นจึงไปแก้ไขรายมาตรา) แม้สภาย่อมทำได้ในทางกฎหมาย แต่สภาก็คงต้องคิดถึงผลทางการเมืองที่หนักหนายิ่งกว่า
หรือหากมองโลกให้ร้ายที่สุด ความพร่ามัวของคำวินิจฉัย อาจกลายมาเป็น ‘ใบเบิกทาง’ การรอมชอมระหว่างกลุ่มอำนาจ ทำนองว่า หากสภาไม่แก้รัฐธรรมนูญไม่ลดอำนาจศาล ศาลก็จะไม่แตะอำนาจนิรโทษกรรมของสภา ซึ่งการรอมชอมที่ว่า จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากกฎหมายมีความชัดเจน ยุติเป็นที่สิ้นสุด แม้พายุทางการเมืองจะพัดพรำๆ ก็ตาม

VOTE NO: ทางออกที่เป็นไปได้ และควรเป็น ?
 
 
หากสภาต้องการยึดกฎหมายให้อยู่เหนือศาล แต่น้อมฟังความห่วงใยของศาลไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องไปสุ่มเสี่ยงกับความวุ่นวายทางกฎหมายและการเมืองที่อธิบายมา ผู้เขียนก็ขอเสนอทางออกดังนี้
ประการแรก ยึดหลักกฎหมายให้มั่นว่า สภามีหน้าที่ต้องเดินต่อไปสู่วาระที่ 3 และกฎหมายย่อมอยู่เหนือการเมืองหรือข้อเสนอแนะใดๆ
ประการที่สอง หากสภาอ่านคำวินิจฉัยให้ดี จะพบว่าถ้อยคำของศาลที่ว่า “ก็ควรจะได้ให้ประชาชน...ได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่หรือไม่” นั้น ศาลไม่ได้ระบุว่าควรมีการลงประชามติ “ก่อนการลงมติ วาระ 3” ดังที่บางฝ่ายเข้าใจ ศาลกล่าวเพียงว่า การลงประชามตินั้นควรมี “ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ” (โปรดดูคำวินิจฉัยหน้า 25 ย่อหน้าสุดท้ายที่ http://bit.ly/VP26July )
ดังนั้น แม้สภาจะลงมติ ‘วาระ 3’ ไปแล้ว แต่หากการแก้ไขโดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับ (โดย ส.ส.ร.) ยังไม่เริ่มต้นขึ้น สภาก็ย่อมชอบที่จะหามติจากประชาชนได้ และก็มิได้เป็นการขัดแย้งกับคำแนะนำของศาลเสียทีเดียว
ประการที่สาม สภาจะมีวิธีการถามมติจากประชาชน ‘หลังการลงมติในวาระ 3’ อย่างไร จึงถูกกฎหมาย และไม่เป็นการไปยอมรับคำแนะนำที่ขัดต่อหลักการเสียเอง ?
ทางออกที่เป็นไปได้ คือ การให้สภาประกาศ ‘คำมั่นทางการเมือง’ แก่ประชาชน ดังนี้
(1) ในวันเลือกตั้ง ส.ส.ร. (หลังการลงมติวาระ 3) หากประชาชนได้กาช่อง ‘ไม่ประสงค์ลงคะแนน’ (Vote No) รวมกันสูงเป็นลำดับที่ 1 จากคะแนนทั้งหมด รัฐสภาจะยอมรับว่า ประชาชนมีมติไม่ต้องการให้มี ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และสภาก็จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกการตั้ง ส.ส.ร. (โดยยอมรับข้อจำกัดว่า อาจมีประชาชนบางส่วนต้องการให้มี ส.ส.ร. แต่ไม่ประสงค์เลือก)
(2) ตรงกันข้าม หากประชาชนเสียงข้างมากตัดสินใจลงคะแนนเลือก ส.ส.ร. สภาก็ย่อมเคารพมติของประชาชนในการเดินหน้าให้มี ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ 
วิธีที่นำเสนอมามานี้ เป็นการอำนวยให้ประชาชนสามารถ ‘ลงมติยับยั้ง’ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ตั้งแต่ก่อนการแก้ไขทั้งฉบับจะเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีกฎหมายรองรับ อีกทั้งประหยัดงบประมาณ เพราะทำไปในคราวเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ร.อีกทั้งไม่มีเหตุผลให้ศาลหรือใครจะมาคัดค้าน หากใครไม่ต้องการให้มี ส.ส.ร. มายกร่างทั้งฉบับ ก็ออกไปรณรงค์ Vote No ได้เต็มที่ หรือจะส่งพวกมาสมัครเป็น ส.ส.ร. ที่พร้อมลาออก ก็ทำได้
หากสภาทำได้เช่นนี้ ‘กระบวนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตย’ ของไทยก็จะพัฒนาไปสู่การใช้กฎหมายอย่างลึกซึ้งแยบยล เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่น่าปราถนา แทนที่จะมาติดกับดักเรื่อง หลักนิติศาสตร์ / รัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ไร้แก่นสารและโบราณเกินไปเสียแล้ว.

เราเรียนรู้อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ?

ที่มา ประชาไท

 

บทความนี้เขียนขึ้น หลังจากการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการยกร่างใหม่ทั้งฉบับด้วยการตั้ง สสร.ผ่านวาระสองแล้วมีการเสนอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วมีการถกเถียงว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจไม่มีอำนาจ การตัดสินควรไม่ควร เหมาะสมไม่เหมาะสม ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า เป็นการกระทำเหมือนกับการถามพระพุทธเจ้าเรื่องผี ซึ่งในพุทธศาสนาได้ให้แนวคิดว่า เป็นเรื่องที่สงสัยได้ แต่ไม่ควรเสียเวลาได้สืบค้น

รัฐธรรมนูญเป็นแก่นของประชาธิปไตย
ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ ขออนุญาตแสดงความรู้สึกและความเข้าใจที่เป็นพื้นฐานของการแสดงความคิดเห็น ดังนี้ ระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่มีสัญญาประชาคมเป็นหลักของทุกเรื่องในความ สัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ต่อมนุษย์ มนุษย์ต่อชุมชน ชุมชนต่อชุมชน ภายใต้สิทธิและหน้าที่ โดยมีการมอบอำนาจรัฐให้กับ รัฐบาล สภานิติบัญญัติและศาลสถิตยุติธรรม ภายใต้ระบบแบ่งและคานอำนาจกัน
สัญญาประชาคมในระบบประชาธิปไตยมีได้ ดังนี้ คือ 1) รัฐธรรมนูญ 2) จารีตและวัฒนธรรมประชาธิปไตย 3) เจตนารมณ์ที่ผู้ได้รับมอบอำนาจที่ต้องทำและควรทำทั้งที่ประกาศเป็นการเฉพาะ กิจและกำหนดไว้ในกฎหมายต่าง
รัฐธรรมนูญโดยนัยยะแล้วเป็นสัญญาประชาคมที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่ครอบคลุมทุกมิติและทุกคน ดังนั้น รัฐธรรมนูญในเชิงอุดมคติแล้ว ก็คือ อุดมการณ์ของชาติหรือความเป็นชาติไทย ซึ่งต้องหลอมรวมทุกความคิดทุกมิติให้คนในชาติจนทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ มิใช่”ในโลกประชาธิปไตยที่ไหนจะทำตามเสียงข้างน้อย การกระทำอะไรก็ต้องเป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่” ถ้าจะใช้หลักการนี้จริงๆรัฐธรรมนูญจะต้องอายุสั้นแน่นอน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมาก อุทาหรณ์ในเรื่องนี้ คือ ปัญหาเยาวชนเกือบครึ่งหนึ่งเกิดจากเสียงของขาใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ที่ใช้เสียง ส่วนใหญ่ดูแลลูกโดยไม่ให้ลูกมีส่วนร่วมที่มากพอ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคำตอยอยู่ที่คำถามที่ทุกคนตอบ ได้ในใจว่า การแก้ไขครั้งนี้เป็นสัญญาประชาคมที่มีลักษณ์อุดมการณ์ของชาติหรือไม่? ข้อสรุปที่ผ่านวาระสองมีที่ยืนให้ทุกฝ่ายหรือไม่? สัญญาประชาคมที่เป็นอุดมการณ์ของชาติมีพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนแค่ ไหนเพียงไร?

จารีตและวัฒนธรรมประชาธิปไตย
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดขบวนการที่เกิดขึ้นในรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีความขรุขระไม่ราบรื่น เกิดข้อขัดแย้ง การวิวาทะในทุกระดับก็ตาม แต่ก็มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีความชัดเจนและถูกนำมาใช้ ซึ่งเป็นหลักและเป็นรากฐานในอนาคตได้ ดังนี้
1. การรับฟังกันมากขึ้น ที่เกิดขึ้นในรัฐสภา แม้ว่าการยอมรับข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจะน้อมมากก็ตาม แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งถ้าขบวนการอย่างนี้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ต้องรับฟังแล้ว ขบวนการที่จะหลอมความเห็นที่แตกต่างจนทำให้ทุกฝ่ายมีที่ยืนในแต่ละเรื่อง “วันเสียงปืนแตกที่นครพนม” ก็จะเป็นอดีตที่ตายแล้งไม่มีวันฟื้นกลับมาในสังคมไทยอีก
2. ขบวนการคานอำนาจได้ทำงานในระบบแล้ว แม้ว่าการทำงานครั้งนี้จะสร้างความความคลางแคลงใจ ข้อสงสัย ความงุนงงก็ตาม แต่สิ่งที่ควรดีใจก็ คือ ระบบการคานอำนาจในระบบประชาธิปไตยได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้กำลังใจเหมือนกับเด็กที่ตั้งไข่ ความเชื่อโดยบริสุทธิใจ (ไม่ใช่เห็นด้วยกับสาระของการตัดสินใจ) ถ้าวัฒนธรรมการคานอำนาจนี้แข็งแรงขึ้นเหมือนกับความเชื่อของทหารปืนใหญ่ ที่เชื่อว่าการยิงปืนใหญ่นัดต่อไปผลจะดีขึ้นเรื่อยๆหรือเข้าเป้า จากการประสานงานกับทหารที่ตรวจการณ์หน้า
ประเด็นพื้นฐานที่ต้องยอมรับกันในเบื้องต้น คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาประชาคมที่มีลักษณ์อุดมการณ์ชาติ จากปรากฏการณ์ที่มีอีกฝ่ายที่ยอมไม่ได้ โดยใช้ทุกวิธีที่จะยับยั้งหรือชลอขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการมีศาลรัฐธรรมนูญมาทำหน้าที่คนกลาง จึงเป็นระบบที่น่าจะเหมาะสมและดีที่สุด แต่การจะทำหน้าที่ดีที่สุดหรือไม่เป็นเรื่องที่สังคม ทั้งสังคมจะเพาะบ่มทั้งคนที่จะมาทำหน้าที่และสร้างระบบในเชิงวัฒนธรรมขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างในโลกก็ยังอยู่ภายใต้กฎของความอนิจจัง ที่อาจจะมีบางช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญรุ่งเรืองแล้วตกต่ำ
อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้ง นี้ ตุลาการได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ในระดับปุถุชนพึงกระทำ ทำให้เกิด “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน แม้องค์ปฏิมายั้งราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา”
ประชาธิปไตยของไทยผ่านการเวลามา 80 ปี มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ ยังคงมีความต้องการรัฐธรรมนูญใหม่อีกเนืองๆ ในบางมุมอาจจะต้องถามตัวเองว่า มีบางคนที่ต้องการใช้รัฐธรรมนูญเป็นอนุสาวรีย์หรือเปล่า? หรือเราต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นสัญญาประชาคมอย่างแท้จริง? ผลที่เกิดทุกวันนี้เป็นไปดั่ง “ปลูกถั่วได้ถั่ว ปลูกงาได้งา” ท้ายที่สุดต้นประชาธิปไตยตรงไหนมีปัญหาก็แก้ปัญหาตรงนั้น การเปลี่ยนต้นประชาธิปไตยบ่อยครั้ง วงปีของต้นประชาธิปไตยจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?

กวีประชาไท: ประ... ชะ... ชา... ธะ... ธิป... ปะ... ไตย

ที่มา ประชาไท Fri, 2012-07-27 16:06 รางชางฯ เขาว่า คำพูดของผมตะกุกตะกัก ประโยคขาดห้วงถมคั่นด้วยคำมาดร้าย แม้ในยามที่ผมร่ำไห้ ผมบอกเขา เรื่องเล่าของเขาเองก็วกวน คำพูดที่เคยเป็นของผมครึ่งหนึ่งถูกเขาครอบครอง ผมจำต้องพูดด้วยภาษาของเขา ใต้ตะกอนประวัติศาสตร์ที่บูดเน่า เมื่อเขาพูด ถ้อยคำของผมพลันไร้น้ำหนัก เสรีภาพกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง สันติวิธีมีไว้เพื่อตั้งข้อกล่าวหา ช่างเถอะ ผมจะยกให้เขาทั้งหมด ทั้งถ้อยคำและแท่งคอนกรีตเย็นชืด เพราะรู้ว่าที่สุดแล้วไม่มีใครครอบครองมันได้ ผมรักแท่งคอนกรีตกลางถนนแห่งนั้น ค่าที่มันไม่ใช่ชื่อของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีคำแสดงเหตุการณ์เฉพาะเจาะจง ชื่อของมันโรยหน้าด้วยความหมายที่เปลือยเปล่า คงพอมีที่ว่างเหลืออยู่ให้ผมยืนเปล่งถ้อยคำ ด้วยสุ้มเสียงของผมเอง ไม่ใช่ด้วยความปราดเปรื่องของริมฝีปาก แต่ด้วยจังหวะเต้นของเลือดเนื้อข้างใน ผมจะควานลึกเข้าไปในหัวใจมนุษย์ ในลมหายใจของการต่อสู้ดิ้นรน ในถ้วยแจ่วบอง สลิปเงินเดือน ตลาดสด ห้องคลอด ฯลฯ แม้ว่าผมจะพูดตะกุกตะกัก หรือเปล่งคำที่เขาขโมยไปไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต รางชางฯ

คลิปเสวนาที่ Book Re:public "จาก ตลก.ภิวัฒน์ สู่ ตลก.พิทักษ์รัฐธรรมนูญฯ"

ที่มา ประชาไท

 
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ร้าน Book Re:public มีการจัดเสวนาหัวข้อ "จาก ตลก.ภิวัฒน์ สู่ ตลก.พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (รัฐประหาร)" วิทยากรโดย พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิด นักเขียน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยร้าน Book Re:public ได้เผยแพร่รายละเอียดของการเสวนาในรูปแบบของวิดีโอคลิปมีรายละเอียดดังนี้ สำหรับข่าวที่เกี่ยวข้องโปรดอ่านที่นี่



ช่วงที่ 1 อภิปรายโดยพนัส ทัศนียานนท์



ช่วงที่ 2 อภิปรายโดย พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย



ช่วงที่ 3 อภิปรายโดยนิธิ เอียวศรีวงศ์



ช่วงที่ 4 อภิปรายและการตอบคำถาม

ไม่ต้องห่วง..เทือกดูแลเอง

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/07/55 อดีต..ตามมากระชากเก้าอี้ในปัจจุบัน

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ขึ้นเงินเดือน ให้ตัวเอง ละเลงบาป
ต้องคำสาป อดิตกาล ที่ผ่านพ้น
เป็นกงกรรม กงเกวียน หมุนเวียนวน
ทุกตัวตน ทำแบบไหน ได้อย่างนั้น....


จงทำดี มีคุณธรรม ย้ำถูกผิด
แล้วใช้สิทธิ์ ตามทาง ที่สร้างสรรค์
หากหูเบา ตายแน่ แย่ทันควัน
ถูกดับฝัน จบสิ้น ดับดิ้นไป....


อย่าระเริง เหลิงอำนาจ วาสนา
แล้วเดินหน้า โลภโกง ไม่โปร่งใส
สิ่งตนทำ ล้วนรู้ อยู่แก่ใจ
กับชื่อเสียง ที่ทำไว้ คุ้มไหมคุณ....


อันชีวิต มนุษย์นั้น มันสั้นนัก
จงรู้จัก โอบเอื้อ ช่วยเกื้อหนุน
คุณความดี ที่ทำ ช่วยค้ำจุน
อย่าหมกมุ่น เอาแต่ได้ ใฝ่อธรรม....


อดีตกาล ตามกระชาก ลากเก้าอี้
สิ้นศักดิ์ศรี คนระอา ช่างน่าขำ
เป็นบทเรียน ล้ำค่า น่าจดจำ
สิ่งที่ทำ ล้วนชี้ชัด วัดตัวคน....


๓ บลา / ๒๘ ก.ค.๕๕

อาลัยนักรบไซเบอร์ นิต เสรีชน

ที่มา Thai E-News





โดย เว็บไซต์เสรีชน


 พี่นิต ณ โชคอนันต์ หรือ นิต  เสรีชน   เป็นนักรบไซเบอร์ ที่ก้าวออกมาสู้ภาคสนาม ทุกที่ในการชุมนุม จะเห็นคุณนิตอยู่ที่นั้นเสมอ  

พี่นิตทำหน้าที่เก็บภาพ เก็บหลักฐานสำคัญต่างๆ  พี่นิต ไม่เคยย่อท้อ และหวาดกลัวต่อลูกกระสุนที่วิ่งผ่านผิวกาย และเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน 

วันนี้เราสูญเสียบุคลากรสำคัญ นักสู้คนสำคัญ   ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์  จากไปอย่างไม่มีวันกลับ  ทิ้งไว้แต่ภรรยาและลูกเล็กอีก 2คน 

เว็บไซต์เสรีชน ขอเรียนเชิญทุกท่าน ร่วมงานไว้อาลัย และ สวดพระอภิธรรม  คุณ นิต  ณ โชคอนันต์  หรือ นามจริง คุณคุณสนอง สุวรรณน้อย  ณ วัดลาดปลาเค้า  .ศาลา 1 

ตั้งสวดพระอภิธรรม ถึงวันจันทร์ที่ 30 กค. และฌาปนกิจวันอังคารที่ 31 ก.ค. เวลา 16.00 น  

และ ร่วมกันสร้างกองทุนเพื่อครอบครัวพี่นิต โดยโอนผ่าน
 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซีลำลูกกา
 ชื่อบัญชี มานิต ทชภา เลขที่บัญชี 270-211-601-0 **** กรุณาระบุ เพื่อกองทุนครอบครัว นิตเสรีชน  

โดยกองทุนนี้ จะทำการการเปิดบัญชีในชื่อของลูกชายคุณนิต เพื่อใช้ในการศึกษาต่อไป  

คุณนิต เสรีชน หนึี่งในสมาชิกเวปเสรีชนที่ต่อสู้กับคมช.มาตั้งแต่แรกเมื่อปี 2550 
เมื่อช่วงที่เสื้อแดงโดนขอคืนพื้นที่ผ่านฟ้า คุณนิต เสรีชน ได้ถูกยิงด้วยกระสุนยางเข้าข้างขาทำให้เดินเป๋ไปอยู่​นานพอสมควร 
บัดนี้ได้ประสพอุบัติเหตุรถเสีย หลัก ชนเสาไฟฟ้าศีรษะกระแทก เสียชีวิตทันที ร่างกระเด็นออกมานอกรถ เมื่อคืนวันที่ 26-07-2012 โดยมีกำหนดนำศพออกจากรพ.นครนายกในเวลาบ่าย แล้วนำศพมารดน้ำศพที่วัดลาดปลาเค้า ซอยลาดปลาเค้า กทม.ในเย็นวันนี้ 27-07-2012 ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงที่สามารถไปได้ไปร่วมบำเพ็ญกุศล โดยวันแรกทางเวปเสรีชนรับเป็นเจ้าภาพ ครับ เศร้าเขียนไม่ถูกแล้ว


เขาเป็นช่างภาพอิสระ เคยอยู่สำนักพิมพ์มาหลายแห่ง เป็นเสื้อแดง100% อยู่เวปเสรีชนมาตั้งแต่ปี50 โดนยิงด้วยกระสุนยางเมื่อปี53 เฉียดอวัยวะเพศไปนิดเดียว
ถ้าเป็นงานเสื้อแดงเขาไปถ่ายภาพให้ทั้งภาพเคลื่อนไหวภาพนิ่ง โดยไม่ยอมรับเงินสักบาทเดียวครับ

images by free.in.th
วันนี้เขาเหลือแต่ร่างที่ไร้วิญญานไปแล้ว นิต เสรีชนเพื่อนผม