WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 30, 2012

รมว.กลาโหมท้า'อภิสิทธิ์'ฟ้องกรณีแถลงใช้เอกสารเท็จ

ที่มา Voice TV



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ระบุสถานการณ์เขาพระวิหารยังปกติหลังให้ตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนทหาร  

พร้อมไม่หวั่น กรณีที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะฟ้องร้องจากการแถลงข่าวใช้เอกสารเท็จเข้า รับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.รายละเอียดเรื่องนี้จากคุณ ศิริเกษ   หมายสุข วีรีพอร์ตจังหวัดศรีสะเกษ

 พลอากาศเอกสุกำพล  สุวรรณทัต  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  และนายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และคณะได้เดินทางไปตรวจราชการที่  จ.ศรีสะเกษ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่  โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงสถานการณ์บริเวณเขาพระวิหารหลังจากที่ส่งตำรวจตะเวนชายแดน หรือ  ตชด.ไปปฏิบัติหน้าที่แทนทหารไทยตามคำสั่งของศาลโลกว่า ขณะนี้เหตุการณ์ต่าง ๆ ยังคงปกติไม่มีรายงานในทางที่ลบและไม่มีปัญหาไม่มีการร้องเรียนจากประชาชน แต่อย่างใด   ซึ่ง ตชด.ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนทหารได้เป็นอย่างดี เพราะว่าเป็น ตชด.ที่มีการคัดเลือกมา  เพื่อให้มีความเข้มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่บริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งคงจะทดแทนกันไปเรื่อย ๆ    และขณะนี้ได้เปิดผามออีแดงให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมได้แล้ว  โดยทหารกำลังเร่งดำเนินการเก็บกู้กับระเบิดรอบบริเวณเขาพระวิหาร

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า  นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมฟ้องร้องที่ได้แถลงข่าวว่า   นายอภิสิทธิ์  ใช้เอกสารเท็จในการสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย จปร.นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  กล่าวว่า คงห้ามไม่ได้ หากจะมีการฟ้องร้อง  หากคิดว่าแน่จริงก็ให้ฟ้องมา

29 กรกฎาคม 2555 เวลา 21:38 น.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: พิทักษ์ระบอบรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา กลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งอธิบายว่าเป็นกลุ่มนิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้ออกแถลงการณ์ในหัวข้อเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญแล้วให้มีการจัดตั้งคณะตุลาการพิทักษ์ระบอบรัฐ ธรรมนูญขึ้นแทน โดยมีหลักการสำคัญที่จะให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดใหม่นี้มีการยึดโยงกับ อำนาจของประชาชนมากยิ่งขึ้น และเปลี่ยนหลักการจากการมุ่งพิทักษ์เฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 มาเป็นการพิทักษ์หลักการของระบอบรัฐธรรมนูญแทน
คงจะต้องขออธิบายว่า ข้อเสนอและหลักการของคณะนิติราษฎร์เช่นนี้ มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการเสนอในเรื่องข้อถกเถียงที่จะให้ศาลยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ซึ่งหลักการเช่นนี้เป็นเรื่องที่สมควรที่จะปรับใช้ในการปฏิรูปกระบวนการศาล ยุติธรรมต่อไป แต่ปัญหาหลักเฉพาะหน้านี้คือ การใช้อำนาจเกินขอบเขตของศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน การแก้ปัญหาตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ คือ ให้มีการยุบศาลรัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า
ศาลรัฐธรรมนูญมีขึ้นครั้งแรกตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 โดยระบุให้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอรรถคดีทั่วไป ที่มาของศาลนั้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา ต่อมา ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 ก็ได้ระบุให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาเช่นเดียวกัน เพียงแต่วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นประชาธิปไตย ส่วนวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นพวกลากตั้งเสียครึ่งสภา และไม่มีความเป็นประชาธิปไตย จึงทำให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ประกอบด้วยพวกผู้พิพากษาชราภาพ มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม และยังเป็นกลุ่มที่เคยทำงานรับใช้คณะรัฐประหารมาแล้ว จึงมีปัญหาความชอบธรรมในการปฏิบัติงานมาแต่แรก
ต่อมา ในการปฏิบัติงานยังปรากฏว่า ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ ใช้อำนาจมากเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญได้ให้ไว้อยู่เสมอ การวินิจฉัยอรรถคดีทั้งหลายก็ตั้งอยู่บนฐานของอคติ และได้ใช้อำนาจเหนืออำนาจบริหารมาแล้ว โดยใช้คำวินิจฉัยของศาลล้มรัฐบาลของประเทศไทย ปลดนายกรัฐมนตรี ยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหลายที่มาจากเสียง ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยที่คนเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิด และยังใช้อำนาจลงไปในรายละเอียดถึงขนาดเข้าแทรกแซงในเรื่องการดำเนินนโยบาย ต่างประเทศ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากมาแล้ว
และตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญคณะปัจจุบัน ยังทำเรื่องร้ายแรงที่สุดอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือการดำเนินการละเมิดอำนาจนิติบัญญัติ ด้วยการตีความข้อกฏหมายจนเกินขอบเขต รับคำร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 68 และใช้คำสั่งให้รัฐสภาหยุดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผ่านวาระสองมาแล้ว และผลของการตีความก็ให้ประโยชน์ตามข้อเสนอของฝ่ายพันธมิตรและพรรคประชาธิปัต ย์ ทำให้เกิดข้อกังขาในการเอียงข้าง จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนประธานศาลรัฐธรรมนูญเองก็ต้องออกมาแถลงชนิดเอาสีข้างเข้าถู ประเภทที่ว่า ศาลตีความรัฐธรรมนูญตามฉบับแปลภาษาอังกฤษ เป็นต้น ดังนั้น แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพยายามแก้เกี้ยว โดยการวินิจฉัยในวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ไม่รับคำร้อง ก็ไม่ได้ช่วยให้ศาลรัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมในสายตาของประชาชนมากขึ้นแต่ อย่างใด
อันที่จริงการดำเนินการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองถือว่ามีปัญหา และอาจจะถูกตีความให้โมฆะได้ตลอดมา เพราะในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญมาตรา 300 วรรคที่ห้า ได้ระบุไว้ว่า “ในระหว่างที่ยังมิได้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจออกข้อกำหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย ได้ แต่ทั้งนี้ต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน หนึ่งปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้”
จากข้อความนี้ หมายถึงว่า ต้องมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาความและการทำคำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ภายในปี พ.ศ.2551 แต่ปรากฏว่า มาถึงขณะนี้ ปี พ.ศ.2555 ก็ยังไม่มีพระราชบัญญัติในลักษณะนี้ ซึ่งทำให้ตีความได้ว่า การพิจารณาความและการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ พ.ศ.2552 เป็นต้นมา เป็นโมฆะทั้งหมด ใช่หรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นมิติไหน เมื่อมาถึงขณะนี้ รัฐสภาไทยก็สามารถที่จะเดินหน้าผ่างเป็นวาระสาม และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามเป้าหมาย โดยไม่ต้องสนใจคำวินิจฉัยนั้นเลย ยิ่งข้อแนะนำของศาลธรรมนูญให้มีการลงประชามติก่อนแก้ไข ยิ่งเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะเป็นข้อเสนอที่ไม่ผูกมัด และไม่ได้วางอยู่บนหลักเหตุผลอันสมควร
การดำเนินการอันน่าตลกขบขันของศาลรัฐธรรมนูญและกลุ่มฝ่ายขวาทั้งหลาย รวมทั้งฝ่ายพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ การแสดงถึงเจตจำนงที่จะปกป้องเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 โดยไม่ให้ฝ่ายพรรคเพื่อไทยแก้ไข เช่น ล่าสุด รายการ”ผ่าประเด็นร้อน” ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ ก็อ้างว่า การแก้รัฐธรรมนูญทั้งประเภทรายมาตรา หรือร่างใหม่ทั้งฉบับไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรไปแก้ปัญหาปากท้องเสียก่อน เพราะแก้รัฐธรรมนูญไปชาวบ้านก็ไม่ได้รับประโยชน์ มีแต่ทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง
ข้ออ้างเช่นนี้ทำราวกับว่าในปีที่ผ่านมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ทำงานเรื่องอื่น ทำแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ความจริงเป็นไปในทางตรงข้าม รัฐบาลชุดนี้ทำงานบริหารเรื่องอื่นมากเกินไป ดำเนินการเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยช้าเกินไป และมีลักษณะลังเลมากเกินไปตลอดมา ถึงได้ผ่อนปรนให้ศาลรัฐธรรมนูญได้แผลงฤทธิ์มากอย่างนี้
การพิทักษ์รัฐธรรมนูญเฉพาะฉบับ พ.ศ.2550 ดำเนินไปโดยกลบเกลื่อนความจริงที่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับอัปลักษณ์ มีที่มาอันไม่ชอบธรรม เพราะมาจากการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 และเป็นมรดกของรัฐธรรมนูญฉบับชั่ว พ.ศ.2549 ความพยายามเหนี่ยวรั้งการแก้ไขได้เห็นมาแล้วตั้งแต่บทบาทของพรรคประชา ธิปัตย์ในรัฐสภา ที่เตะถ่วงการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สอง และการกำหนดให้ไม่มีการแก้ไขในหมวดที่หนึ่งและหมวดที่สองก็เป็นการไม่ถูก ต้อง กระบวนการทั้งหมดนี้ ก็ความพยายามในการรักษาอำนาจของกลุ่มอิทธิพลตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ องคมนตรี และศาล การดำเนินการปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 เช่นนี้ กลับสวนทางกับการปกป้องหลักการของระบอบรัฐธรรมนูญ นั่นคือ การมีรัฐธรรมนูญที่รักษาอำนาจอธิปไตยของประชาชน และปกป้องสิทธิมนุษยชน
จึงเป็นการถูกต้อง ที่พรรคเพื่อไทยจะออกคำแถลงปฏิเสธอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และยืนยันในนโยบายที่จะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยยึดมั่นในนิติรัฐ และ นิติธรรม และเมื่อพรรคเพื่อไทยได้ตัดสินใจ ผลักดันกระบวนแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรจะเดินหน้าต่อไปในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่น่าจะเสียเวลามากนัก ถ้าจะเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะหมวดศาล ให้มีการยุบศาลรัฐธรรมนูญเสียเป็นขั้นต้น

รายงานสื่อถกสื่อ: สื่อเลือกสีเลือกข้างผิดจรรยาบรรณหรือ?

ที่มา ประชาไท

 

(28 ก.ค.55) ในการเสวนา หัวข้อ "สื่อเลือกสีเลือกข้างผิดจรรยาบรรณหรือ" จัดโดยศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา โสรัจจ์ หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เปิด ประเด็นด้วยการนำเสนอว่า การที่สื่อเลือกข้างประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ ความพยายามผูกขาดอำนาจไว้กับคนกลุ่มเดียว ไม่ให้มีการเลือกตั้งหรือเอาทหารมาคุม น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและต้องทำ ขณะที่สื่อที่เป็นปากเสียงของฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยก็ควรจะถูกต่อต้าน และมีกฎหมายมาควบคุมด้วย
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การไม่มีกฎหมายควบคุมการกระทำเช่นนั้นเท่ากับว่ารัฐกำลังส่งสัญญาณว่า ประชาธิปไตยไม่มีความสำคัญเพียงพอ คนจะเลือกอะไรก็ได้ ซึ่งในกรณีนี้หากคนเลือกอย่างอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยก็จะเท่ากับมอบอำนาจ สูงสุดให้คนกลุ่มเดียว อย่างไรก็ตาม ในระดับรอง เช่นเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ มองว่า สื่อสามารถทำได้ทั้งสองบทบาท คือทั้งสร้างเวที และมุ่งเสนอแนวคิดบางแนวคิดด้านเศรษฐกิจ เช่น สังคมนิยม แต่ยังยึดถือการปกครองแบบประชาธิปไตยอยู่
สำหรับปัญหาของประเทศไทย โสรัจจ์เสนอว่า ในช่วงที่ความขัดแย้งที่สะสมยาวนานกำลังปะทุออกมาทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม สื่อควรจะรักษาเป้าหมายสูงสุดของการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยรักษาอุดมคติของประชาธิปไตยเอาไว้ แยกข่าวออกจากความเห็น และเป็นเวทีให้ความเห็นต่างมาเถียงกันได้อย่างเป็นธรรม

แลกเปลี่ยน "สื่อเลือกข้างผิดจรรยาบรรณหรือ"
เมื่อเลือกข้างแล้วควรมีจรรยาบรรณ

อธึกกิจ แสวงสุข บรรณาธิการอาวุโสวอยซ์ทีวี และเจ้าของนามปากกา "ใบตองแห้ง"
กล่าว ว่า ความเป็นกลางของสื่อเป็นเรื่องเลื่อนลอยและเป็นไปไม่ได้ โดยในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ซึ่งนับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา ยากที่คนที่ยืนหยัดด้านใดด้านหนึ่งแล้ว จะไม่เลือกข้าง หรือถูกผลักไปด้านใดด้านหนึ่ง ทั้งนี้ เขาไม่ได้สนใจสื่อที่ประกาศตัวชัดเจน เพราะรู้อยู่แล้วว่าอยู่ข้างไหน แต่สื่อที่บอกว่าไม่ได้เลือกข้าง แต่กลับนำเสนอชี้นำนั้นอันตรายกว่า
ที่ผ่านมา การเลือกข้างทางความคิด แบ่งเป็น หนึ่ง เลือกระหว่างความดี-ความชั่ว โดยมองว่า ทักษิณและระบอบทักษิณเลว จึงพยายามไล่ทักษิณ สอง เลือกด้วยความเชื่อเรื่องประชาธิปไตยว่าจะต้องคลี่คลายไปตามระบอบ ระบบอำนาจต้องตรวจสอบได้ ทุกระบบต้องโปร่งใส ส่วนตัวเลือกอย่างที่สอง จึงกลายเป็นแนวร่วมทักษิณโดยปริยาย เพราะเขาเชื่อว่าสื่อเกิดมาพร้อมประชาธิปไตย ประชาธิปไตยทำให้ทุกอย่างตรวจสอบได้ มีหลักถ่วงดุลอำนาจที่ชัดเจน สื่อมีหน้าที่ปกป้องเสรีภาพในการแสดงความเห็น ตรวจสอบทุกฝ่าย
การที่สื่อหันไปเลือกข้างว่า การล้มคนเลวเป็นสิ่งที่ดี เชื่อว่าสถาบันตุลาการเข้ามาปกป้องประชาธิปไตยแทรกแซงอำนาจประชาธิปไตยได้ ทั้งที่สถาบันตุลาการไม่เคยผ่านการตรวจสอบ ไม่ยึดโยงกับประชาชนนั้น เขามองว่าขัดกับเจตนารมณ์ของการมีสื่อในระบอบประชาธิปไตยเอง และเมื่อเลือกอย่างนี้ จะนำไปสู่ปัญหาในเชิงจรรยาบรรณ เพราะเมื่อคิดว่าตัวเองอยู่ข้างความดีแล้วจำกัดความชั่ว ก่อให้เกิดความคิดที่ไม่ยอมรับความเห็นต่าง
อธึกกิจ กล่าวว่า เมื่อเลือกข้างแล้วก็ควรจะมีจรรยาบรรณ โดยไม่ใช้วิชาชีพเข้าไปในการต่อสู้ทางการเมือง เอาชนะโดยใช้ความเท็จ-บิดเบือน ข่าวต้องเป็นข่าว การพาดหัวข่าวในเชิงประชดเปรียบเปรย เน้นประเด็น หรือประนามนั้นเขามองว่าทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การปลุกระดม ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ที่ผ่านมา พาดหัวและโปรยข่าวกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ สื่อที่เลือกข้างชัดเจนใช้โปรยข่าวปลุกระดม มี hate speech ทั้งสองข้าง ตัวอย่างที่ร้ายกาจ เช่น กรณีตัดต่อรูปหน้าวรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติราษฎร์กับรูปลิง การเรียก "แฝดนรก" การพาดหัวข่าว "อีเพ็ญ" "ไอ้ตู่" "ไอ้มาร์ค" สื่อปลุกแบบนี้ไม่ได้
อธึกกิจ กล่าวว่า การเลือกข้างมีปัญหาต่อการนำเสนอข้อเท็จจริง เช่น กรณีนาซ่า สื่อที่เลือกข้าง ไม่ทำหน้าที่ ส่วนหนึ่งกระพือตามพันธมิตรฯ และฝ่ายค้าน ทั้งที่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ ถ้าคิดว่าเอาชนะโดยทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามจะมีปัญหา ไม่ว่าในเชิงสื่อหรือเชิงการต่อสู้ประชาธิปไตย เพราะสังคมไทยต้องต่อสู้ภายใต้ประชาธิปไตยที่ยอมรับการตรวจสอบ นี่คือจุดที่ควรไป ไม่ใช่จะล้มอำมาตย์หรือทุนสามานย์ สื่อต้องตั้งเป้าอย่าคิดเรื่องเอาชนะ แสวงข้อเท็จจริงมากขึ้น บางทีต้องยับยั้งกัน เช่น ตนเองเชียร์การเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง ปี 53 แต่ถึงวันหนึ่งก็ต้องเสนอให้ถอย หรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับการไปบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ และที่สำคัญคือ ธำรงรักษาสิทธิมนุษยชน หากสื่อให้ความสำคัญกับกรณีกรือเซะ ก็ควรให้ความสำคัญกับกรณีราชประสงค์ด้วย
ต่อข้อเสนอเรื่องการมีผู้ตรวจการสื่อ เขายอมรับว่า เป็นเรื่องลำบากและทำได้ยาก เพราะต่างคนต่างไป ถามว่าใครจะกำกับใคร อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอต่อประเด็น hate speech หรือถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เช่น หากมีการใช้คำไม่เหมาะสม เรียกร้องรัฐประหาร ยุยงให้ใช้กำลัง ไม่ว่าจากฝ่ายไหน ควรต้องมีการตักเตือนกันบ้างเมื่อเกินเลย

สื่อไม่ควรเลือกข้าง

เฉลิมชัย ยอดมาลัย อาจารย์ภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และบรรณาธิการรายงานพิเศษหนังสือพิมพ์แนวหน้า
ยืนยันว่า สื่อไม่ควรเลือกข้าง แต่ก็เชื่อว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า objectivity (ภววิสัย) เพราะเชื่อว่าสื่อมีความรู้สึกของตัวเองอยู่ แต่ต่อให้เกลียดใครก็ต้องสัมภาษณ์ ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายและถูกตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ที่ผ่านมา สื่อยังไม่เคยตรวจสอบสื่อกันเองได้ เช่น การใช้งบต่างๆ
ทั้งนี้ เรื่องเนื้อหานั้น เฉลิมชัย กล่าวว่า ในสื่อกระแสหลัก เวลาทำงานมีการตรวจสอบอยู่ระดับหนึ่ง ต่อให้เอียงอย่างไร ในกองบรรณาธิการก็มีการถกเถียงกันได้ แต่ที่กลัวมากคือ โซเชียลมีเดีย ที่ไม่รู้ว่าใครเขียน ใครตรวจสอบ แต่หลุดมาเผยแพร่ได้ และคนก็เลือกจะเชื่อและสนใจ เพราะเนื้อหาดูดุดันดี ซึ่งประเด็นนี้น่ากลัว เพราะมองว่า แม้จะเป็นผู้รับสารที่มีสติปัญญามีวุฒิภาวะก็อาจคล้อยตามได้
เฉลิมชัย กล่าวว่า สื่อต้องรู้ว่าตัวเองรายงานอะไร และต้องทำหน้าที่ gate keeper ถ้าเสนอแล้วไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ควรเสนอ เช่น หากรู้ว่ามีธนาคารที่ประสบปัญหาธุรกิจแล้วกระหน่ำเสนอ ลงข่าว คนอาจจะแห่ไปถอนเงิน ธนาคารก็เจ๊งเร็วขึ้น สื่อต้องมีดุลพินิจ เขียนข่าวให้คนไม่แตกตื่น
เขากล่าวว่า ในการรายงานข่าวจะต้องรายงานตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พร้อมวิจารณ์ว่า สื่อไทยไม่ลงไปอยู่กับข้อเท็จจริง รวมถึงวิจารณ์นักวิชาการที่แสดงความเห็นออกสื่อ กรณีการชุมนุม พ.ค.53 ทั้งที่ไม่ได้ไปดูข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง โดยเคยโต้กับ อ.โคทม อารียา ให้ไปดูเวทีว่ามีอาวุธไหม สงบสันติไหม พอ อ.โคทมไปก็ยังถูกไล่ โดยส่วนตัว ลงพื้นที่ และเคยเจอผู้ชุมนุมที่จำตนเองได้ ขับไล่ด้วย


สื่อ "เล่นกีฬาสี" แล้วใครจะรายงานเรื่องคนดู สนาม กรรมการ

สุระชัย ชูผกา อาจารย์ภาควิชาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง
กล่าว ว่า สื่อเลือกข้างผิดจรรยาบรรณและจริยธรรมด้วย โดยหัวใจสำคัญของจริยธรรมสื่อ มีสองประการ คือการนำเสนอความจริงทั้งหมดและดูแลผลประโยชน์สาธารณะ ส่วน code of conduct หรือ จรรยาบรรณ คือ ต้องนำเสนอให้ตรงกับความจริง (accuracy) โดย objectivity สื่อไม่มีหน้าที่ให้ความเป็นธรรม เพราะไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่เป็นผู้ค้นหา ต้องนำเสนออย่างรอบด้าน และมี accountability คือ ความรับผิดชอบต่อเนื้องาน รับผิดชอบต่อสังคมและต่อตัวเองว่าตรวจสอบได้ แต่ปัจจุบัน กลายเป็นว่า สื่อรับผิดชอบกับผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงโฆษณา
สุระชัย กล่าวว่า ไม่ว่าสื่ออาจเลือกข้างด้วยความจงใจหรือเห็นว่าดีงาม แต่นั่นจะทำให้สื่อเข้าใจตัวเองผิด คิดว่าแยกดีชั่วได้ จนลืมหลักการ และเมื่อเลือกข้าง ละเมิดจรรยาบรรณไปแล้ว จะเกิดผลกระทบต่อการรวบรวมข่าวสาร ทำให้เปลี่ยนจาก active listening เป็น bias listening ได้ยินอย่างที่อยากได้ยิน รวมถึงส่งผลต่อการพาดหัวข่าว (news presenting)
ทั้งนี้ เขามองว่า การเลือกข้างของสื่อเพิ่มมากขึ้น หลังจากทักษิณบอกว่าจังหวัดไหนเลือกตัวเองจะให้ความสำคัญกับจังหวัดนั้นก่อน ทำให้การเลือกตั้งเป็นการเข้าคิวขออาหาร ส่งผลให้เกิดความแตกแยกของสังคมและระบบสื่อ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการเลือกข้าง เช่น คนใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ คนอีสานเลือกพวกตัวเอง แต่ยังไม่มากเท่านี้
เขาตั้งคำถามว่า ถ้าสื่อเลือกไปซ้ายทาง ขวาทาง แล้วที่เหลือซึ่งเป็นเสียงเงียบ หรือ silent majority จะทำอย่างไร สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจะได้รับปกป้องอย่างไร มีคนจำนวนมาก ที่เบื่อหน่ายทั้งคู่ แต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรอย่างไร เพราะสื่อถูกผลักหรือรู้สึกเองว่าต้องเลือกข้างไปแล้ว
เขาย้ำเรื่องการ "เลือกสี" โดยเปรียบเทียบว่า ถ้าสื่อลงเล่นกีฬาสี แล้วใครจะรายงานเรื่องของคนดู สนาม กรรมการ เรื่องเหล่านี้ต้องพึ่งสื่อ สื่อจึงไม่สามารถเข้าข้างสีใดสีหนึ่งได้
ทั้งนี้ การที่ปัจจุบัน คนหันไปพึ่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากขึ้น ก็เป็นผลจากการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อเอง เพราะการเลือกข้าง 4-5 ปีที่ผ่านมาทำให้สังคมที่เคยวางใจว่าสื่อจะเสนอสิ่งที่เป็นจริง รู้สึกไม่ไว้วางใจ และเลือกสื่ออื่นที่เขาวางใจอย่างโซเชียลมีเดียแทน
สุระชัยตั้งคำถามทิ้งไว้ว่า สังคมไทยปัจจุบันต้องการสื่อสารมวลชนแบบไหนกันแน่ หากเป็นสื่อแบบเสรี (Libertarian) ที่มีทั้งขายยา ขายหนัง เปิดทุกอย่าง สังคมไทยพร้อมแล้วหรือยัง จะยังมีคนตกหล่นไหม หรือจะแบ่งข้างแบบ Authoritarian มีหนังสือพิมพ์ของทักษิณ ของแต่ละคนประกาศตัวให้ชัด แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน หรือจะเป็นแบบ Participation ที่เปิดพื้นที่สำหรับคนทุกคนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
เขาเสนอด้วยว่า ระบบจรรยาบรรณของสื่อต้องเปลี่ยนสู่ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ ถึงเวลาที่ต้องมีผู้ตรวจการสื่อมวลชน ไม่ใช่ใช้หลักการปกครองตนเองแบบสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ที่เมื่อจับได้ ก็ลาออก นอกจากนี้ สื่อควรจะเลิกทำข่าวปิงปองได้แล้ว การทำหน้าที่เล่าเรื่องอย่างสมบูรณ์น่าจะเป็นอุดมคติที่สื่อควรไปให้ถึง เพราะสังคมไทยยังมีปัญหาอีกมากที่ควรสนใจ

สื่อมีความเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจได้ แต่ต้องเสนอโดยไม่ลำเอียง
จักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
มอง ว่า การที่สื่อมีแนวคิดหรืออุดมการณ์โดยบริสุทธิ์ใจเป็นแนวคิดอิสระ ไม่เกี่ยวกับจรรยาบรรณ อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ขณะนี้ อาจจะด้วยบริบททางสังคมและผู้บริโภคที่ต้องการให้ชัดเจนว่าสื่อนี้สีอะไร แม้สื่อจะไม่อยากเป็น ก็ต้องยัดเยียดให้ ขณะที่มิติทางธุรกิจ ปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อกระแสหลักทั้งหลายคือธุรกิจ ย่อมมีเป้าหมายในการแสวงหากำไร หากสามารถมีภาพที่ชัดเจนได้ ก็จะมีตลาดของตัวเอง
ทั้งนี้ เขากล่าวว่า การตัดสินเรื่องความเป็นกลางของสื่อนั้นไม่ควรคิดแบบคณิตศาสตร์ ที่ต้องวัดตารางนิ้ว ว่ามีรูปฝ่ายใดจำนวนขนาดเท่าไหร่ ขณะที่การเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งในสื่อ ต้องไม่ลำเอียง แม้จะปฏิเสธไม่ได้ที่สื่อย่อมมีความรู้สึกผูกพันกับฝ่ายใดเป็นพิเศษก็ตาม
จักร์กฤษ เสนอด้วยว่า โมเดลสื่อต่อไป ควรต้องหลากหลายและใจกว้าง เปิดให้ทุกฝ่ายมีบทบาท มีส่วนร่วมเสนอความคิดความเห็น โดยยกตัวอย่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่าไม่อาจบอกได้ว่าเป็นสีไหน มีการ์ตูนทั้งของเซียและชัย ราชวัตร หรือ คมชัดลึกที่มีบทความเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งจากของตนเองและ "ใบตองแห้ง" ซึ่งเป็นคนละมิติกัน
มองต่างปัญหาสำคัญสื่อไทย "ไม่พร้อมรับผิด"
ด้าน สุภาพ พัสอ๋อง เจ้าหน้าที่โครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย (SAPAN) แสดงความเห็นว่า การเลือกข้างไม่ใช่ปัญหาของสื่อมวลชนไทย แต่ปัญหาแท้ที่จริงของสื่อไทย คือความพร้อมรับผิด หรือ accountability ต่อสาธารณะ ต่อผลของการนำเสนอและการไม่นำเสนอของตนเองมากกว่า โดยยกตัวอย่างกรณีหนังสือพิมพ์ News of the World ที่มีการดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งเมื่อผลออกมาก็พร้อมรับผิด ส่งผลต่อคนจำนวนมาก แต่ในไทย ยังไม่เคยได้ยินว่าสื่อต้องพร้อมรับผิดอย่างไร

3 ศาลกับโลกาภิวัตน์ : มุมมอง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกา

ที่มา ประชาไท

 
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เผยเบื้องหลังการทำคำวินิจฉัยศาลรธน. คำวินิจฉัยส่วนตัวคาดเสร็จสัปดาห์หน้า, รองประธานศาลฏีกา ชี้ปฏิรูปกระบวนการยุุติธรรมจำเป็น แต่อย่าแตะโครงสร้าง ยกปัญหา ร่าง พ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา อาจทำคนไม่เท่าเทียมใต้กฎหมาย, ประธานศาลปกครองเสนอระบบคุ้มกันตุลาการ

27 ก.ค.55 ในงานสัมมนาวิชาการ ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง (บ.ย.ส.)รุ่น 16 เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาวชิราลงกรณ ช่วงบ่ายมีการจัดเสวนาเรื่อง “ระบบงานยุติธรรมในยุคโลกาภิวัตน์” โดยมี รองประธานศาลฏีกา นายธานิศ เกศวพิทักษ์, ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ และประธานศาลปกครอง นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล มาร่วมอภิปรายในหัวข้อดังกล่าว
ตรวจสอบหรือคุกคามศาล?
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โลกาภิวัตน์ในมุมมองของเขาคือ การขึ้นเวทีด่าศาลได้เป็นปกติ ทั้งข่มขู่ คุกคาม มีการแจกเบอร์โทรศัพท์คนในครอบครัว
“เป็นปรากฏการใหม่ที่ค่อยๆ ลุกลาม พวกผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้ แม้แต่ศาลอาญาเองก็น่ากลัว มีม็อบบุกเข้าไปถึงบัลลังก์พิจารณา ใส่เสื้อสีเดียวกันเต็มห้อง ออกมานอกห้องก็มี ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องมีตำรวจมาอารักขา นีคือโลกาภิวัตน์สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ” วสันต์ กล่าวและว่า ทั้งที่การเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญนั้น มีกฎกติกาที่ไม่เชิญชวนให้ใครเข้าไปเป็นอยู่แล้ว ไม่ว่าในแง่รายได้หรือชีวิตความเป็นอยู่ ความเป็นส่วนตัว โดยที่กฎหมายก็ไม่คุ้มครองศาลรัฐธรรมนูญ สามารถวิจารณ์ได้ เพราะมองเป็นคดีการเมือง ซึ่งหากเป็นการวิจารณ์เชิงวิชาการก็ไม่มีปัญหา และอันที่จริงแล้วมีคดีการเมืองไม่ถึง 20%  อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปทำหน้าที่แล้วก็ต้องอดทนเพื่อให้บ้านเมืองสงบ
เบื้องหลังการทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลรัฐธรรมนูญยังอธิบายถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่าสุด เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญด้วยว่า ยังคงยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้  สำหรับคำนิจฉัยกรณีล่าสุดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น เขาอธิบายว่า ในวันนัดตัดสินตุลาการทุกคนถือความเห็นส่วนตัวของตนมาคนละฉบับ เมื่อแถลงความเห็นและทราบมติแล้ว ก็จะมีการร่างคำวินิจฉัยกลางขึ้นมาทันที ซึ่งทำให้เกิดการลน ทำไม่ทัน จนเกิดคำวินิจฉัยที่ถูกวิพากษ์มากเช่น ที่เกี่ยวกับการเปิดพจนานุกรม ในระยะหลังจึงปรับเปลี่ยนกระบวนการ โดยการตั้งประเด็นว่าเรื่องนี้มีทางออกี่ทาง แล้วให้เจ้าหน้าที่ยกร่างไว้ทุกทางโดยเรียบเรียงเหตุผลให้ครบถ้วนในแต่ละทาง เมื่อเสียงข้างมากสรุปออกมาเป็นแนวทางไหน ก็จะตรวจแก้ปรับปรุงร่างที่ยกไว้ จึงทำให้คำวินิจฉัยช่วงหลังค่อนข้างเนียน
คำวินิจฉัยส่วนตัว ออกสัปดาห์หน้า
วสันต์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คำวินิจฉัยกลางออกแล้ว เหลือแต่คำวินิจฉัยส่วนตัว ซึ่งตุลาการต้องส่งฉบับที่จัดทำไว้แล้วให้เจ้าหน้าที่ตรวจทานความถูกต้องใน รายละเอียดทำให้ล่าช้า ขณะนี้แล้วเสร็จแล้ว 3 คน คาดว่าจะเผยแพร่ได้ในสัปดาห์หน้า
ศาลฎีกาเห็นด้วย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำแนะนำได้
ธานิศ เกศวพิทักษ์ รองประธานศาลฎีกา กล่าวถึงคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เห็นด้วยว่าศาลรัฐธรรมนูญควรให้คำแนะนำ เพราะเป็นกฎหมายมหาชนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะ เมื่อพบว่าเขาทำไม่ถูกต้องก็ควรให้คำแนะนำว่าที่ถูกต้องนั้นควรทำอย่างไร
สำหรับประเด็นในการเสวนา รองประธานศาลฎีกากล่าวว่า ผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ที่สำคัญคือการมีเครื่องมือสมัยใหม่ในการกระทำผิด ทำให้เกิดคดีต่างๆ และเกี่ยวพันกับศาลโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นคำถามสำคัญว่าเราจะจัดระบบยุติธรรมเพื่อรองรับโลกาภิวัตน์ อย่างไร คำตอบรูปธรรมเบื้องต้น คือ ปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เช่น 1.ขยายความคิดฐาน “สมคบกัน” เพื่อกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 2.เพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับการริบทรัพย์ 3.ขยายความผิดสากลให้กว้างขึ้น เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมสากล 4.ปรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีการใช้ Class-Action ซึ่งหมายถึงให้มีการดำเนินคดีเป็นกลุ่มได้ เพื่อรวมความเสียหายให้เป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้คนตัวเล็กๆ สามารถต่อสู้กับบริษัใหญ่ได้ และยังมีเงินรางวัลให้กับโจทก์ที่ชนะคดีด้วย
ศาลแรงงานเตรียมปรับ รับเปิดเสรีอาเซียน
ธานิศ กล่าวต่อถึงการรับมือกับโลกาภิวัตน์ว่า ต้องมีการยกระดับมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม เช่น ให้เรื่องสิทธิมนุษยชนมีบทบาทมากขึ้น, ใช้นิติวิทยาศาสตร์มากขึ้น, ระดมบุคลากรในสหวิชาชีพมามีส่วนร่วม, เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และคำนึงถึงกติกาประชาคมโลก โดยรองประธานศาลฎีกาได้ยกตัวอย่างว่า ในปี 2558 จะมีการเปิดเสรีอาเซียน ซึ่งจะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก ศาลแรงงานได้มีการเตรียมรองรับเรื่องนี้อย่างเต็มที่ จากที่ผ่านมาจะถูกติเตียนมากในการวินิจฉัยว่าเมื่อแรงงานเข้าเมืองไม่ถูก กฎหมายก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ แต่ตอนนี้ถึงเวลาปรับแนวคิดผู้พิพากษาแล้ว เนื่องจากองค์กรแรงงานโลกก็ร้องขอมาตลอดไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ และเรื่องนี้ก็เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยถึงที่สุดเราหวังว่าเมื่อศาลไทยเคารพกติกาโลก ศาลในประเทศอื่นก็จะเคารพกติกาโลกและคุ้มครองแรงงานไทยเช่นเดียวกัน
กังวล ร่างพ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา ทำประชาชนไม่เท่าเทียม
ส่วนข้อควรระวัง รองประธานศาลฎีการะบุว่า การเอาหลักหรือกฎหมายใดจากสากลมาปรับใช้ ต้องคงหลักการสำคัญไว้ เช่น ร่างพ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา ที่กำลังทำกันอยู่นั้น ในฐานะที่ร่วมเป็นกฤษฎีกาด้วยรู้สึกเป็นกังวลมาก เพราะเป็นการใช้หลักกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ให้ไกล่เกลี่ยในชั้นสอบสวน หรือชะลอการฟ้องในชั้นอัยการ ในคดีซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ซึ่งยกอำนาจให้พนักงานสอบสวนและอัยการเป็นผู้ตัดสินใจโดยที่ศาลไม่สามารถ เข้าไปตรวจสอบได้ ซึ่งเชื่อว่าหากเป็นเช่นนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือคนมีเงินมีบารมี ซึ่งประชาชนจะไม่เสมอภาคกันภายใต้กฎหมายอีกต่อไป
“การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจำเป็นถ้าเอาหลักต่างประเทศมาก็ควรต้องเอาหลัก ทั้งหมดที่เป็นแกนสำคัญคงไว้ด้วย... ระบบศาลไทยยุคปัจจุบัน ถ้าจะปรับเปลี่ยนก็อย่าไปปรับในโครงสร้าง มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหาย ” ธานิศ กล่าว
ย้ำตุลาการมีอำนาจจำกัด เสนอมีระบบคุ้มกัน
หัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวถึงหลักการแบ่งแยกอำนาจ และความสำคัญของอำนาจตุลาการในการตรวจสอบอำนาจอื่นๆ อย่างไรก็ตาม มักมีพูดกันมากว่าตุลาการมีอำนาจมากจนเกินไปจนกลายเป็นวาทกรรม โดยที่ไม่มีใครอธิบายเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะอำนาจตุลาการนั้นมีกรอบจำกัด ไม่สามารถแม้แต่จะไปเริ่มเรื่องต่างๆ  เหมือนองค์กรอื่น ส่วนที่ประมุขของศาลต่างๆ ไปร่วมคัดเลือกตัวแทนองค์กรอิสระอื่นๆ นั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจตุลาการดังที่หลายคนเข้าใจแต่อย่างใด นอกจากนี้ที่ผ่านมาก็พบว่าศาลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชน ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกข่มขู่คุกคามถึงขั้นเอาชีวิตก็มี จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีระบบคุ้มครองตุลาการอย่างจริงจัง
ศาลปกครองมั่นใจระบบพิจารณา ทีมวิชาการปึ้ก
ประธานศาลปกครองสูงสุดกล่าวต่อไปว่า สำหรับศาลปกครอง มั่นใจได้ว่ามีกการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและเท่าทันสถานการณ์ เพราะลักษณะเด่นของวิธีพิจารณาความของศาลปกครองนั้นใช้ระบบไต่สวนซึ่งนอกจาก คู่ความแล้ว ศาลก็สามารถค้นหาข้อเท็จจริงหรือหลักฐานเพิ่มเติมได้ โดยศาลปกครองมีคณะกรรมการวิชาการหลายคณะซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ และคอยสนับสนุนข้อมูลทั้งในและต่างประเทศให้ผู้พิพากษา ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วม มีคดีมาที่ศาลปกครองเกือบ 2,000 คดี ฝ่ายวิชาการได้สำรวจล่วงหน้าไว้แล้วว่าคดีแบบนี้ในต่างประเทศมีระบบจัดการ เช่นไร ทำให้ศาลมีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินคดีประเภทนี้ได้อย่างตรงไปตรงมาและ ยุติธรรม
สำหรับการเปิดรับอาเซียน ประธานศาลปกครองกล่าวว่า มีการเตรียมการไว้แล้วอย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่ามันจะเกิดปัญหาต่างๆ ด้านคดีความตามมาไม่น้อย เช่น เมื่อเกิดข้อพิพาท ระบบวิธีพิจารณาของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน จะต้องมีการเจรจาตกลงกัน หรือปัญหาด้านภาษาก็ตาม

อภิสิทธิ์เข้าข่ายบ้าแล้ว แต่งเสื้อแดงจ้อ คิดว่าคนจะเชื่อหรือ

ที่มา thaifreenews

 
 บทความโดย ลูกชาวนาไทย




ผมว่าตอนนี้อภิสิทธิ์ค่อนข้างเมาหมัด จนหลงไปแล้ว เหมือนนักมวยที่ชกบนเวที โดนหมดคู่ต่อสู้ จนไม่รู้เหนือรู้ใต้ รู้ผิดถูกแล้ว เพราะโดนเปิดโปงให้เห็นธาตุแท้หลายเรื่อง พูดไม่ออกแทบทุกเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คลิปที่สนับสนุนการแก้ไข รธน. เรื่องหนีทหาร เรื่องสังหารคนเสื้อแดง ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีสภาพอะไรเหลืออยู่แล้วในทางการเมือง 
เมื่อวานเห็นคนโพสต์รูปอภิสิทธิ์ใส่เสื้อแดงขึ้นเวที ทำเป็นตัวตลกไปได้ ผมไม่นึกว่านี่คือ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คนยกย่องกันนักกันหนาว่ามีการศึกษาดี จบอ็ออฟอร์ด เป็นโชคดีของคนไทยแล้วที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ วันนี้นายอภิสิทธิ์ไม่เหลือสภาพความเป็นผู้นำที่มีวุฒิภาวะอะไรเลย กลายเป็นสภาพของเด็กที่มีปัญหา "ปากแข็ง ต้องการเถียงให้ชนะให้ได้" ไม่ว่าจะมีหลักฐานจับได้คาหนังคาเขาอย่างไรก็ตาม ไม่ยอมรับอะไรทั้งสิ้น สภาพของเด็กเลวปากแข็งเช่นนี้ เขาไม่เรียกว่ามี วุฒิภาวะของความเป็นผู้ใหญ่หรอกครับ ผู้ใหญ่นั้นต้องยอมรับความจริง กล้าทำกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำ ในสิ่งที่ตัวเองพูด ไม่อย่างนั้นใครจะมีความเชื่อถือ 
วันนี้นายอภิสิทธิ์ คิดว่า "ด้วยการประดิษฐ์ประดอยคำพูดโวหารที่สวยหรู" ในการปฎิเสธหรือหลอกลวงคนอื่น คิดหรือว่า โวหารของคนสับปรับ ตะลบตะแลง นั้นจะมีคนโง่ที่ยอมรับฟัง แน่นอน อาจมีพวก "หน้าม้าฝ่ายตนที่แกล้งเชื่อ" เพื่อลวงให้คนอื่นเชื่อตาม แต่คนส่วนใหญ่เขาขำ ปนสมเพช 
การใส่เสื้อแดงขึ้นปลุกระดม นั้น นอกจากไม่ให้เกียรติฝ่ายตรงข้ามกับตน ยังคิดหรือว่าคนเสื้อแดงเขาจะเชื่อถือในคำพูดของคนที่กลับไปกลับมา ยิ่งทำแบบนี้คนยิ่งสมเพช และคิดได้ประโยคเดียวคือ "มันบ้าไปแล้ว" สภาพของอภิสิทธิ์เป็นอย่างนี้จริงๆ คือ มันบ้าวิกลจริตไปแล้ว
ก็อย่างที่ผมบอก ไม่ต้องปลดออกจากหัวหน้าพรรค ปชป. หรอกครับ คู่แข่งแบบนี้ พรรคเพื่อไทยก็คงขำ นายกฯปู นั้นคงไม่ชายตาลงมาตอบโต้ด้วยเป็นแน่ สำหรับคนที่ล้มละลายทางคำพูด อยากพูดอะไรก็พูดไป เพราะความน่าเชื่อถือมันไม่มี
จะใช้สื่อกระแสหลักปิดข่าว สร้างข่าวก็ได้ หกปีมานี้สื่อกรแสหลักไม่เคยครอบงำประชาชนได้อยู่แล้ว มีแต่ทำให้ "การครอบคลุม" ของสื่อกระแสหลักนั้นหดตัวลงไปเรื่อยๆ ยิ่งใช้ ยิ่งหดตัว หดอิทธิพลลง ก็เชิญตามสบาย

ใส่เสื้อแดงแขวนกระดิ่งยิงคนกลางวันดันบอก'กูเปล่า'

ที่มา Thai E-News

 Posted Image



ดูมันทำ-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใส่เสื้อแดงปราศรัยค่ำวานนี้ขอทวงคืนสีแดงมาเป็นของคนไทยทุกคน ปัญหา บ้านเมืองที่วุ่นวายจนมีการเสียชีวิต เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยั่วยุปลุกกระดม วันนี้คนใส่เสื้อแดงจะต้องตัดสินใจ ถ้าเป็นเสื้อแดงที่ยึดอุดมการณ์ต้องรู้แล้วว่าใครชักชวนให้มาต่อสู้เพียง เพื่อเป็นเครื่องมือให้เขาแต่ไม่มีความจริงใจต่อกัน และไม่แม้แต่หยิบยื่นความเป็นธรรม ให้ ทั้งนี้แม้ตนถูกล่าวหายกป้ายเป็นฆาตกร แต่ไม่เคยเรียกร้องให้นิรโทษกรรมเพราะไม่ได้ทำ แต่คนที่รู้แก่ใจว่ามีการฝึกฝนให้คนติดอาวุธใส่ชุดดำแฝงตัวกับกลุ่มผู้ชุม กำลังจะให้นิรโทษกรรมแก่ตัวเอง พี่น้องเสื้อแดงต้องไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้คนๆนั้นล้างผิดของตนเอง แต่ถ้าใส่เสื้อแดงแล้วไม่ยอมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ตาย ก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจากเป็นขี้ข้าทักษิณ


     ถ้า มีใครใส่เสื้อแดงเพราะไม่ชอบสองมาตรฐาน ก็ต้องใส่เสื้อแดงที่เขียนว่าหยุดปรองดองจอมปลอมเหมือนกัน เพราะประเทศไทย หรือประเทศไหนก็ตามไม่เคยทำให้คนร่ำรายเท่ากันได้ แต่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอ่างเสมอภาคกัน  ถ้าใส่เสื้อแดงไม่ชอบสองมาตรฐานแล้วมาชุมนุมต่อสู้แล้วต้องติดคุก แต่กลับยอมคนที่ปลุกระดมแต่กลับไม่ต้องติดคุก แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าสองมาตรฐาน





10 ‘Smoking Guns’ that Tied Abhisit-Suthep to Crime/10หลักฐานมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือด



By Thai E-News
อ่านพากษ์ภาษาไทย 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน

On this December 8-9, former Prime Minister Abhisit Vejjajiva, leader of the Democrat Party, and his then deputy PM Suthep Thaugsuban said they would meet the police investigators on their roles in the death of the 16 Red Shirt protesters during the April-May 2010.

Since both of them were not remorseful, and further accused the current government of ‘Payback politics’


Thaienews would like to present the evidence to our readers’ consideration, that this is NOT ‘about payback politics’, but a crime, a massacre, that both of them have to face the consequences.

They were not witnesses of the crime, but perpetrators of the crime.

1. The following document is the Internal ‘Top Secret’government document that both Suthep Thaugsuban and Colonel Sansern Kaewkamnerd acknowledged that it was genuine.




The essence of the document is that it showed Abhisit Vejjajiva, the Prime Minister at the time, was the one who issued the order through Suthep Thaugsuban with acknowledgement from the Army Chief, ordering the military to disperse the protesters, which resulted in 92 deaths, over 2,000 injuries, and more than 400 protesters arrested.

2. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the military ‘Information operation’, which really a ‘Misinformation operation’, accusing the Red Shirt demonstrators as ‘terrorists’. This misinformation operation laid groundwork for ‘license to kill’ and created an environment for the people to be more amenable to the military actions.
AW-SP-69-81

The essence of this document is that it showed the effectiveness of the ‘Information operation’. Through coordinated operations of the government and the military, many Thais were brainwashed into supportive of the military actions. With Thai media constantly showing the burning images of Central World department store, Siam Theater amongst others, had created impression that the Red shirts were criminal, arsonists, and deserved to die.

3. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the ‘Tighten the Cordon operation’ used in dispersing the protesters.
Lesson 7
The essence of this document is that it was clear from the start among the military apparatus that the government had plan to use the military force to pressure the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD). They used the military to cordon off the site to pressure the protesters to end the occupation, not to bring back negotiation. On 12 May, then Prime Minister Abhisit, while in the meeting of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), ordered the military to activate the plan.

This ‘Tighten the Cordon operation’ is a military ‘battle’ plan against the protesters which employed heavy military machineries such as tanks, live ammunitions, and snipers to cordon off the protest site preventing people from going in or out.

4. The following document listed the names of the military commanders involved in the operations on 10 April-19 May 2010.








The essence of the document is that it showed place and time of the military personnel who involved in the operations. It also listed the names and places of protesters killed from the operations, which can be used to implicate those involved.

5. The following is the document from the Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), which Abhisit commissioned. As part of its missions, the TRCT was to investigate and determine the truth about the violence that occurred during April-May 2010. It founded that at least 13 protester deaths were from the military actions.
รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

The essence of the report is that at least 13 protester deaths were from the government actions. The report did not mention the so-called ‘Men in Black’ were responsible for any protesters’ death during 10 April-19 May 2010. Investigations into these deaths either by the police or the Department of Special Investigation (DSI) were tainted with political interference, no attempts to bring those responsible to justice. The report did not support any amnesty plan.


6. From the Wongsak Sawasdipanich’s Interview on Suthep’s shotguns request


The Matichon-Weekly issued number 1618 dated 19-25 August 2011 had a report on Wongsak’s refusal to order the provincial governors to turnovers the 300 shotguns to Suthep.

Wongsak said that Suthep phoned him and asked him to turnover 300 shotgun rifles to CRES, but he refused because it was beyond his authority.

He expressed disagreement with using force to settle conflicts no matter what ‘color of shirts’ you are. The conflict should be settled through dialog, not under barrel of a gun. This perhaps made him got transferred from director-general of the Provincial Administration. He later got his old job back.


7. TRCT unveiled charges against Red Shirts were ‘Inflated’



Somchai Hom-laor, chairman of the TRCT’s fact finding subcommittee, said many charges filed against Red Shirts had been inflated and now 53 Red Shirts faced accusations of arson and terrorism, carrying a maximum penalty of death.

He also said police investigators and public prosecutors admitted to being pressured by the Abhisit Vejjajiva government’s policy makers to inflate charges and they had ended up filing ‘indiscriminate’ charges against the Red Shirts demonstrators.

“The feeling of the [Red Shirts] demonstrators is that they are victims of a one-sided judicial process while state officers who have committed crimes to a greater or lesser extent are not being put through the judicial process.” Somchai said according to the Nation.

8. DSI had the policy that ‘came from the top’ to blame the Red Shirts as much as possible.



In the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported a conversation with anonymous DSI official who stated that:

“The DSI has policy to blame the Red Shirts as much as possible. If the perpetrators could not be found, blame the Red Shirts. If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it. This order was from the chief of the DSI”.


9. Col Sansern claimed the order to use force came from Mark and Tuek


On 15 November 2011, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said during the police investigations into the bloody crackdown of the protesters during April-May 2010 that CRES came into existence through the executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Thaugsuban as deputy prime minister and CRES chairman.

He stated that the military will not be able to use force in dispersing the Red Shirts without having order from CRES which got its order from Abhisit and Suthep.

10. Suthep admitted at Rachaprasong that he was the one who issued the order.

During the July-3-election rally at Rachaprasong, Suthep Thaugsuban admitted that he ordered everything; “Mark had nothing to do with it”, he was quoted as saying.



I ordered everything I am responsible

..

From the above documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?





เปิดหลักฐานชัดมัดคอฆาตกรมาร์คขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ ชดใช้หนี้เลือดสังหารหมู่91ศพ


อภิสิทธิ์ บอกว่าจำไม่ได้ว่าเคยมีชื่อในทะเบียนบ้านผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อังกฤษ ส่วนศิริโชคแถว่าแค่เคยลงสมัครประธานนักเรียน งั้นไปดูกันเอกสาร 3 ฉบับด้านล่างนี้ เผื่อจะหายความจำเสื่อม แล้วเลิกแถซะที

เอกสาร ระบุชื่อนายมาร์ค เวชชาชีวะ กับนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในอังกฤษปี 2527-2528 (สะกดชื่อถูก คือ VEJJAJIVA,MARK A. หรือ อภิสิทธิ์ มาร์ค เวชชาชีวะ)

เอกสารระบุชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี2529 ระบุชื่อนายมาร์ค วาชชาชีวะ(สะกดเพี้ยนเป็นVAJJAJIVA , MARK A. )

เอกสารระบุชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี2529 ระบุชื่อนายมาร์ค เวย์ชาชีวะ(สะกดเพี้ยน เป็น VEYYAYIVA, MARK A.)


ตอนผมเรียน หนังสือที่ประเทศอังกฤษ หากผมอยากได้ประโยชน์จากการเป็นคนอังกฤษ ผมไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แต่ผมก็แสดงตนตั้งแต่ตอนนั้นว่าผมเป็นนักเรียนต่างชาติ คุณแพ่คุณม่อ คุณพ่อคุณแม่ผมก็เป็นออกค่าใช้จ่าย

เว็บไซต์ นปช.นิวส์ http://uddred.blogspot.ca/2012/03/blog-post_2596.html ได้นำหลักฐานจากนายโร เบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความนชป.ที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศอังกฤษ เพราะเขาเป็นคนอังกฤษมานำแสดง ซึ่งนี่จะเป็นหนทางสำคัญในการนำคนผู้นี้ขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ ฐานสั่งการสังหารหมู่ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เมษา-19 พฤษภา 53

นชป.นิวส์ รายงานว่า หลักฐานแสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ได้ถูกขึ้นทะเบียนว่าเป็นผู้มี สิทธิ์เลือกตั้ง (การเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งท้องถิ่นและอื่นๆ) ในเขตวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ใน พ.ศ. 2527-28, 2529-2530, 2530 หลักฐานทั้งหมดแสดงว่าพวกเขาลงคะแนนเลือกตั้งได้ปีไหน วันไหน เขตไหน

สภาเทศบาลเมืองออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้จัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบอกเราว่าวิทยาลัยจะเป็นผู้ส่ง ชื่อนักเรียนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งมาให้ และคุณจะมีสิทธิ์เลือกตั้งต่อเมื่อคุณถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช หรือสัญชาติจากประเทศอาณานิคมของอังกฤษ สภายังบอกว่าพวกเขาต้องทำการตรวจสอบรอบที่สองกับทางมหาลัยเพื่อจะได้แน่ใจ ว่าคนนั้นมีสิทธิ์เลือกตั้งจริงๆ นั้นหมายความว่านายอภิสิทธิ์และนายกรณ์สมัครเข้าเรียนโดยใช้สัญชาติอังกฤษ ดังนั้นชื่อของพวกเขาจึงอยู่ในรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

เมื่อ เช้าวันที่ 30 มีนาคมนี้ ทนายโรเบิร์ตได้โทรถามวิทยาลัยว่า ทางวิทยาลัยจะทราบได้อย่างไรว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้ง เขาบอกว่าในต้นเทอมการศึกษาทุกครั้ง สภาเทศบาลออกว์ฟอร์ดจะขอให้ทางวิทยาลัยส่งรายชื่อนักศึกษาที่มีสิทธิ์เลือก ตั้งไปให้สภา เราถามว่าจะรู้ได้ยังงัยว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้ง ทางวิทยาลัยตอบว่า จากสัญชาติที่ระบุในใบสมัครเรียนของนักศึกษา เราถามต่อว่านักเรียนต้องส่งไบเกิดให้ทางวิทยาลัยดูเพื่อยืนยันว่านักศึกษา ถือสัญชาติอังกฤษจริงใช่หรือไม่ ทางวิทยาลัยตอบว่าใช่

นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ถูกขึ้นทะเบียนให้มีสิทธิ์เลือกตั้งของอังกฤษในฐานะพลเมือง

ชัดเจน อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอังกฤษอย่าง “ แข็งขัน” เขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เกือบ  30ปี และโกหกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่นั้น

ดูหลักฐานทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีรายชื่อนายอภิสิทธิ์และนายการณ์ได้ที่นี่
เว็บไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม รายงาน ว่า เราวิจัยประเด็นเรื่องการถือสองสัญชาติ (ของนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์) อย่างต่อเนื่อง เพราะประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศของเรา และจะมีการยื่นเอกสารนี้และตีพิมพ์ประเด็นนี้ในไม่ช้า ในการทำงาน เราได้เปิดโปงหลักฐานชัดเจนที่ระบุว่าอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้อ้างการใช้สิทธิ์ในฐานะพลเมืองอังกฤษ เพราะปรากฎหลักฐานชื่อของเขาลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นเวลาสาม ปีเต็มในขณะที่เขาศึกษาในประเทศสหราชอาณาจักรตามเอกสารข้างล่าง
หลักฐานชิ้นนี้ ขัดกับคำแถลงการณ์ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสัญชาติของนายอภิสิทธิ์ หลายครั้ง และโดยเฉพาะคำยืนยันอันแน่วแน่ของเขาที่ว่า “เขา” ศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในฐานะนักเรียนไทย นายอภิสิทธิ์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายกรณ์ จติกวณิชถูกลงทำเบียนว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเขตวิทยาลัย เซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2526  ทำให้เขามีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ถึงวันที่ 15กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528  และมีรายชื่อในทำเบียนเลือกตั้งอีกครั้งในพ.ศ. 2529 และพ.ศ. 2530
สภาเทศบาลเมืองอ อกซ์ฟอร์ดซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดทำ “รายชื่อเลือกตั้ง” หรือ “ทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ได้แจ้งกับเราว่าวิทยาลัยเป็นผู้ส่งรายชื่อของนักเรียนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง มาให้ทางสภา นักเรียนจะมีสิทธิ์เลือกตั้งเมื่อถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช และประเทศอดีตอาณานิคมของอังกฤษ สภาเทศบาลยังแจ้งเราว่าพวกเขาต้องทำการตรวจสอบถึงสองครั้งกับทางวิทยาลัยหาก พวกเขาไม่แน่ใจว่านักเรียนบางรายมีสิทธิ์เลือกตั้งจริงหรือไม่ตามที่ วิทยาลัยระบุ หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นพลเมืองของผู้ลงคะแนนเสียง นั้นหมายความว่านายอภิสิทธิ์ (และนายกรณ์) ลงทำเบียนเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดโดยใช้สัญชาติอังกฤษ และวิทยาลัยเซ็นต์จอห์นซึ่งเป็นที่อยู่ทางการของนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นทะเบียน นายอภิสิทธิ์ว่าเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
วิทยาลัย เซ็นต์จอห์นยังยืนยันว่ากระบวนการนี้บอกเราว่าในช่วงเริ่มแรกของปีการศึกษา ในแต่ละปี (ปลายเดือนกันยายนของทุกปี) ทางสภาเทศบาลเมืองออกซ์ฟอร์ดจะขอให้วิทยาลัยเซ็นต์จอห์นส่งรายชื่อนักศึกษา ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งไปให้สภาเทศบาล วิทยาลัยสรุปว่าใครมีสิทธิ์เลือกตั้งโดยพิจารณาจากสัญชาติที่นักศึกษาระบุใน การลงทะเบียนเรียน ดังนั้นนักศึกษาจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตนเองถือสัญชาติอังกฤษ ไอริช และประเทศอดีตอาณานิคมของอังกฤษเมื่อสมัครลงทะเบียนเรียน นั้นหมายถึงว่านายอภิสิทธิ์ได้ระบุว่าตนเองเป็นพลเมืองอังกฤษโดยเจตนาและ แข็งขันเมื่อเขาลงทะเบียนเรียนที่วิทยาลัยเซ็นต์จอห์น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในปี  2526
ชัดเจนอย่างไม่ ต้องสงสัยเลยว่านายอภิสิทธิ์เป็นพลเมืองอังกฤษอย่าง “ แข็งขัน” เขารับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เกือบ  30ปี และโกหกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่นั้น นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ถูกขึ้นทำเบียนให้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใน ประเทศสหราชอาณาจักรในฐานะพลเมือง

มาร์คอ้างจำไม่ได้-หริโชคแถเคยแค่สมัครประธานนักเรียน


เมื่อ วันที่ 31 มีนาคม ที่อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์สั้นๆ กรณีนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความคนเสื้อแดง ระบุมีหลักฐานว่า นายอภิสิทธิ์ใช้สิทธิเลือกตั้งที่อังกฤษเพราะมีสัญชาติอังกฤษ และสามารถนำกรณีนี้ยื่นเรื่องความรุนแรงทางการเมืองเข้าสู่ศาลโลกได้ ว่าไม่ทราบ จำไม่ได้

ด้าน นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา ปชป. คนใกล้ชิด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ตนรู้จักนายอภิสิทธิ์ที่เป็นนักการเมืองก็ไม่เคยไปใช้สิทธิที่อังกฤษ หากนายโรเบิร์ต มีข้อมูลก็สามารถไปยื่นต่อศาลโลก แล้วก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง ว่าศาลโลกจะมีขอบเขตอำนาจในการที่จะเอานายอภิสิทธิ์ไปขึ้นศาลโลกหรือไม่


   “เอกสารที่นายโรเบิร์ตพูดถึงคืออะไร ผมก็ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร และไม่รู้ว่าเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งหมายถึงอะไร เพราะถ้าถามว่า นายอภิสิทธิ์เคยสมัครเป็นประธานนักเรียน ก็ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมไม่รู้ว่าคำว่าสิทธิเลือกตั้งของนายอัมสเตอร์ดัมสะท้อนให้เห็นว่าไปใช้ สิทธิระดับไหน ถามว่าคุณอภิสิทธิ์เคยลงเลือกตั้งสมัครเป็นประธานนักเรียนหรือไม่ ก็เคย ก็ไม่ได้หมายว่ามีสัญญชาติอังกฤษ และผมคิดว่าตัวคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้กลัวการขึ้นศาลโลกอยู่แล้ว เพียงแต่นายอัมสเตอร์ดัม พยายามสร้างเงื่อนไข สร้างเรื่องมาโดยตลอด รอมาตั้งนานแล้วก็ไม่เห็นทำเสียที"

*************

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ชิบหายแล้วมาร์ค!หลักฐานมัดคอมีสิทธิ์เลือกตั้งอังกฤษ3หน หนีไม่พ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ







อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยเป็นนักเรียนในอังกฤษ นอกจากเกิดที่อังกฤษ เขายังเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งถึง 3 หนในประเทศนั้นด้วย นี่จึงเป็นหลักฐานเพียงพอที่จะส่งตัวขึ้นศาลอาชญากรระหว่างประเทศ

โพลล์ไทยอีนิวส์: ไทยควรลงสัตยาบรรณICCหรือไม่?

ที่มา Thai E-News





ผลการสำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 23-29 กรกฎาคม 2555 ในหัวข้อเรื่อง "ไทยควรลงสัตยาบรรณICCหรือไม่?" โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 1895 ครั้ง

อ่านเพิ่ม

คณะผู้แทนไทยพบICCขณะที่ประเทศเผชิญกับความวุ่นวายรอบใหม่ และจดหมายจากอดีตนักโทษ6ตุลา / 1 กรกฎาคม 2555

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/07/55 อภิสิทธิ์ชน-จริง คนดี-ปลอม

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




มันคือ..อภิสิทธิ์ชน คนจอมกร่าง
จึงแถอย่าง หน้าด้าน พาลไปทั่ว
เพราะเส้นใหญ่ คุ้มกะลา จนตามัว
ละเลงชั่ว ด้วยสันดาน สามานย์ชน....


กร่างจะฟ้อง รัฐมนตรี บี้..กลาโหม
หาว่าประโคม เรื่องจริง สิ่งสับสน
แถลงพูด กำกวม ใส่ความตน
โถ..ช่างดี เหลือล้น คนอัปรีย์....


บอกว่า..ของกลาโหมเท็จ หมกเม็ดแน่
ส่วนของแท้ มันเฉลย ไม่เคยหนี
ก็บอกแล้ว หลายหน ว่าคนดี
ต้องเชื่อซี ว่าโปร่งใส ใช้ของจริง....


อภิสิทธิ์ชน คนดี หนีทหาร
ยังหน้าด้าน แถไป ได้ทุกสิ่ง
พูดสับปลับ ย้อนยอก หลอกเหมือนลิง
มันกลอกกลิ้ง เหนือคำ พร่ำบรรยาย....


ฟังคำพูด สุดทึ่ง มึงช่างกล้า
ทั้งตอแหล และมารยา บ้าชิบหาย
อ้างผู้ปกครอง โธ่..เอ๋ย ไม่เคยอาย
หลอกพวกฟาย มาสิบชาติ อนาถนัก....


๓ บลา / ๓๐ ก.ค.๕๕

3 แคนดิเดตชิงดำ 'ปธ.วุฒิฯ'

ที่มา uddred

 ข่าวสด 30 กรกฎาคม 2555 >>>






ผลพวงคำพิพากษาคดีขึ้นเงินเดือนตัวเองที่ศาลอาญาสั่งจำคุก 3 อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเวลา 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา
ส่งผลให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ต้องตกเก้าอี้ประธานวุฒิสภา ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 124 (4) แต่ยังเหลือสมาชิกภาพ ส.ว.สรรหา เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด
กระบวนการคัดเลือกประมุขสภาสูงคนใหม่แม้จะเริ่มออกตัวในวันประชุมวุฒิสภานัด แรก 6 ส.ค. แต่ระหว่างนี้ภายในสภาหินอ่อนเกิดฝุ่นตลบอบอวลไปแล้ว สายสรรหา-เลือกตั้งเปิดหน้าคั่วเก้าอี้กันเต็มที่ ดังรายชื่อแคนดิเดตที่เปิดตัวลงสนามดังต่อไปนี้

1. นิคม ไวยรัชพานิช
ส.ว.ฉะเชิงเทรา รักษาการประธานวุฒิสภา

เรื่องความพร้อมไม่ต้องถาม ผมนั่งรองประธานมา 4 ปี 5 เดือน เชื่อว่าตัวเองมีประสบการณ์ ที่ผ่านมาเป็นข้าราชการผู้ใหญ่มาก่อน ปี 2519 ก็เคยลงสมัคร ส.ส.
ดังนั้นเวลาเราจะก้าวทำอะไรสักอย่าง ต้องคิดว่าตัวเองพร้อมก่อน พร้อมแบบไม่ประมาท กล้าเจอกับปัญหาด้วย
เสียงสนับสนุนผมน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยผลักดันลงชิงประธานวุฒิสภา ครั้งที่แล้ว ประกอบด้วยสายเลือกตั้งและกลุ่มสรรหาบางส่วน หนนั้นได้ 50 กว่าเสียงจึงไม่ได้รับตำแหน่ง ครั้งนี้คะแนนจะดีกว่าเดิมหรือไม่ อยู่ที่เพื่อนสมาชิก
ถ้าเสียงไม่ถึงแต่มีผู้ลงชิง 2 คนในเก้าอี้เดียว ให้ถือเสียงที่ มากกว่าชนะ แต่ถ้าแข่ง 3 คน คนที่จะได้ทำหน้าที่ต้องเสียงเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น
ส่วนการสละหน้าที่รองประธานขอเป็นวันที่มีการเลือก เพราะต้องทำหน้าที่ประธานการประชุมด้วย ขอวัดเสียงอย่างมั่นใจแล้วจึงยอมก้าวลงจากตำแหน่งในวันนั้น ไม่ว่าใครที่จะลงสนามก็ต้องมั่นใจว่าชนะไว้ก่อน
เสียงติติงว่าจะทำงาน 2 ขั้วได้หรือไม่นั้น ผมแสดงจุดยืนให้เห็นตลอด สิ่งใดถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าของรัฐบาล ผมก็ยินดีช่วย ไม่จำกัดว่าเป็นรัฐบาลใด
ย้อนดูได้สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผมก็ร่วมฝ่าวงล้อมการแถลงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศ ดังนั้นอย่ามองว่าเลือกข้างใคร ผมมีแต่เลือกความเป็นธรรมและความถูกต้อง
ไม่คิดว่าจะต้องไปแก้ภาพลักษณ์อะไร ผมคิดอย่างไรก็แสดง ออกอย่างนั้น เช่น การเดินหน้าลดความขัดแย้งก็ยังยืนยันให้ลงประชามติก่อน เพื่อทำความเข้าใจกับรัฐธรรมนูญ หรือที่บอกว่าผมไปอยู่ในกลุ่มเสื้อแดง เคยไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ หรือโฟนอิน ก็ไม่มี ดังนั้นอย่าห่วงหรือคลางแคลงใจผมเลย ผมแสดงความยุติธรรมมาโดยตลอด
ประธานวุฒิสภาคนใหม่จะต้องเป็นที่ยอมรับ ของวุฒิสมาชิก ประสานประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยเฉพาะปัญหาร้อนในการประชุมร่วมรัฐสภาอย่างร่าง รัฐธรรมนูญ รวมไปถึงร่างปรองดองในที่ประชุมสภาผู้แทนด้วย
การสร้างความปรองดองไม่ใช่จะมาหักดิบให้ผัวเมียทะเลาะกัน ยอมกอดกันโดยลืมเรื่องเก่าๆ คงยาก แต่ต้องสร้างความเข้าใจกันก่อน แล้วปัญหาต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น
ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ ใครก็อยากให้แก้ไข ไม่มีใครขัดขวางนอกจากบางกลุ่ม แต่สิ่งที่ต้องคิดมากกว่าคือจะแก้อย่างไรให้ตรงกับใจส่วนใหญ่ การแก้เพื่อคนคนเดียวไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว
ควรแก้ไขบางประเด็นที่เป็นปัญหา อาทิ มาตรา 68 ระบุให้ชัดไปเลยถึงช่องทางการร้องต่ออัยการและ/หรือศาลรัฐธรรมนูญ จะได้ไม่ต้องตีความยุ่งยาก แล้วใช้ภาษาชาวบ้านที่เข้าใจ ทั่วถึง
มาตรา 237 กระบวนการสรรหาที่มาของ ส.ส. ส.ว. ก็ยังเป็นข้อครหาอยู่ รวมถึงองค์กรอิสระ ซึ่งการแก้ไขก็เพื่อให้ดีขึ้น ไม่ได้กระทบโครงสร้างอะไร

2. พิเชต สุนทรพิพิธ
ส.ว.สรรหา

ยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งที่ถูกจับจ้อง ถูกเสนอชื่อจากฝั่งสรรหาเพื่อลงชิงชัยในตำแหน่งประธานวุฒิสภา อย่างสายเลือกตั้งก็มีชื่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ส.ว.ฉะเชิงเทรา และนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ซึ่งมีผู้สนับสนุนพร้อมส่งแข่งขัน
ขณะนี้เป็นเพียงแค่ข่าวและวิพากษ์วิจารณ์กันไป ยังไม่มีใครทาบทามและเสนอชื่อผม จึงไม่อยากพูดเกินเลย พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ก็เพิ่งพ้นจากหน้าที่ ควรให้เกียรติท่าน
แต่บอกได้คำเดียวว่าพร้อม การทำงานมาถึงจุดนี้เชื่อว่าไม่เฉพาะแค่ผม ส.ว. ทุกคนก็พร้อม ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ แต่อาจแตกต่างกันไปบางเรื่อง
ผมเป็น ส.ว.สรรหา รุ่นที่ 2 อยู่มา 4 ปีกว่า เห็นจุดอ่อนจุดแข็ง รวมทั้ง ส.ว. อีกหลายคนก็ผ่านประสบการณ์มาพอๆ กัน การทำหน้าที่นี้จึงเชื่อว่า ส.ว. เกือบทุกคนทำได้ เพียงแต่จะสนใจหรือไม่เท่านั้นเอง
ประธานวุฒิสภาแม้เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ แต่ไม่มีความสุขเพราะงานหนัก งานเยอะ และต้องมีเสียงสนับสนุนที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล พูดง่ายๆ คือ บารมีและประสบการณ์ต้องเก๋า
ผมเองก็มีเสียงสนับสนุนอยู่พอสมควร หากมีผู้เสนอชื่อและขอร้องให้เป็น แต่จำนวนเท่าไหร่คงบอกไม่ได้
แต่เชื่อว่าขณะนี้ทุกคนที่มีชื่อแคนดิเดตคงกำลังดูเชิง ไม่มีใครอยากรีบประกาศตัว เพราะเร็วไป หลังประชุมวุฒิสภานัดแรก 6 ส.ค. ทุกอย่างน่าจะชัดเจน
ส.ว. มีหลายกลุ่มหลายขั้ว อาจมีถึง 4 พวกใหญ่ แต่การทำงานจะแบ่งแยกไม่ได้ ทั้งสายเลือกตั้งและสรรหาเมื่อเข้ามาแล้วก็มีหน้าที่เหมือนกัน ตัวผมถือเป็น ส.ว. กลุ่มเป็นกลาง วางตัวเป็นกลาง พูดคุยได้ทุกฝ่าย

3. ดิเรก ถึงฝั่ง 
ส.ว.นนทบุรี
ขอเปิดใจพูดตรงๆ หลังลงชิงประธานวุฒิสภาครั้งที่ผ่านมาผมไม่คิดเรื่องนี้อีกเลย ล่าสุดก็ไม่คิดว่าตำแหน่งประธานจะมีปัญหาให้ต้องเลือกใหม่ มันเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
ที่ผ่านมานายนิคมเคยปรึกษาผมว่าอยากเป็นประธานวุฒิสภา ผมให้สัญญาว่ามีอะไรบอกได้ ยินดีช่วยเหลือสนับสนุน ก็ได้รับความไว้วางใจให้ช่วยเหลือประสานงานต่างๆ ในวิปวุฒิสภา ดังนั้นผมเป็นลูกผู้ชายพอ ไม่อยากเปลี่ยนคำพูดที่ให้ไว้
นายนิคมก็เปรยว่าให้มาช่วยทำหน้าที่รองประธาน ผมนั้นมีงานเยอะทั้งด้านวุฒิสภาและด้านสภา แต่เมื่อนายนิคมเห็นอย่างนั้นและมีผู้สนับสนุนจริง ผมก็พร้อมร่วมไปด้วยกัน
ทั้งนี้ ยังต้องรอการประเมินอีกสักระยะ จึงจะลงตัวเรื่องเสียงสนับสนุนที่แน่ชัด เพราะ ส.ว. บางส่วนยังอยู่ต่างประเทศ เป็นกลุ่มเดียวกับที่สนับสนุนนายนิคมหรือไม่ ก็น่าจะอย่างนั้น
เชื่อว่าการทำงานไม่มีปัญหาและไม่เกินความสามารถ ตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาต้องพร้อมประสานงานทุกด้าน ซึ่งความพร้อมนั้นเรามีอยู่แล้วในการเป็นตัวกลางช่วยให้ประเทศเดินหน้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความแตกแยก
ผมเคยทำงานระดับชาติในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ ทำงานอย่างเป็นธรรมมาตลอด แต่ยอมรับว่าการแก้ปัญหาร้อนของชาติครั้งนี้ ในแง่ปฏิบัติอาจช้า ความคิดเห็นคนแตกแยกเป็นหลายฝ่ายไปแล้ว
เรื่องการเมืองไม่ใช่ว่าประเดี๋ยวก็กลับมาเหมือนเดิม การทำหน้าที่นี้จึงต้องอดทน อย่าอารมณ์เสีย และฟิวส์ขาดไม่ได้เลย แต่ต้องรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ส่วนรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้ อเมริกายังแก้ 30 หนแล้ว ที่สำคัญเราไม่ใช่ยกเลิกรัฐธรรมนูญเอง แต่ให้ ส.ส.ร. แก้ไข อย่าเอาใจติดยึดข้าง ให้เอาใจไว้ตรงกลางทำเพื่อส่วนรวมก่อน
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องกฎหมายปรองดองซึ่งจริงๆก็คือกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ปัญหาครั้งนี้คือต้องคุยกันให้ตกผลึก อย่างไรแล้วก็ต้องมีกฎหมายอยู่ดี

Saturday, July 28, 2012

เปิดวงจรปิด โจรใต้ไล่ยิงทหารปัตตานีเสียชีวิต 4 นาย

ที่มา Voice TV



เขมินท์  เกื้อกูล วีรีพอร์ตจังหวัดปัตตานี รายงาน ตำรวจเปิดเผยภาพกล้องวงจรปิด เหตุการณ์คนร้าย 16 คนยิงถล่มเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลากลางวัน เป็นเหตุให้เสียชีวิต 4 รายและได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน 

ตำรวจสถานีตำรวจ ภูธรมายอ จังหวัดปัตตานี เปิดเผยภาพเหตุการณ์กลุ่มคนร้าย 16 คน พร้อมอาวุธครบมือใช้รถยนต์กระบะ 3 คัน ประกบยิงทหาร 4 นาย คือ
- สิบเอกลือชัย จุลทอง
- พลทหารเบญจรงค์ สีแก้ว
- พลทหารเอกลักษณ์  สีดอกไม้
- พลทหารภาคิน หงส์มาก
เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ บริเวณถนนสายปาลัส-มายอ หมู่1 บ้านดูวา

ขณะที่มีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 2 รายคือ สิบเอกปรีดา นพคุณ และ พลทหารอาคม ชูกล่อม และขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลปัตตานี

และ จากภาพดังกล่าวที่เห็นใบหน้าและกลุ่มคนร้ายค่อนข้างชัดเจน ชุดสืบสวนสอบสวน  ได้นำภาพไปตรวจกับแฟ้มประวัติ เพื่อนำข้อมูลไปติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วนแล้ว

เบื้อง ต้น คนร้ายยังได้ขโมยอาวุธปืน เอ็ม 16 ของทหารไป 4 กระบอกด้วย พร้อมโปรยตะปูเรือใบ เพื่อป้องกันการติดตามของเจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจสั่งระดมกำลังปิดล้อมบริเวณที่เกิดเหตุในรัศมี 500 เมตร  เพื่อตรวจค้นเป้าหมายที่อยู่ในเครือข่ายเนื่องจากเชื่อว่าคนร้ายน่าจะใช้ บ้านของแนวร่วมเป็นสถานที่หลบซ่อนตัว และน่าจะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะทราบความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่



Source : dailynews

28 กรกฎาคม 2555 เวลา 17:31 น.